วันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2553

หนังสือ 1ซามูเอล ครั้งที่ 7 อาทิตย์ที่ 21:3:2010

ดู1ซมอ.12:14-15 ข้อนี้ซามูเอลบอกว่า..ถ้าท่านทั้งหลายรวมถึงพระราชาของท่าน จะยำเกรงพระเจ้า เชื่อฟังและสัตย์ซื่อต่อพระองค์ ก็โอเค..ไม่มีปัญหา แต่ถ้าคนอิสราเอลยังกบฎ อยากทำอะไรๆตามใจตัวเอง(ด้วยความเย่อหยิ่ง) พระหัตถ์ของพระเจ้าก็จะต่อสู้พวกเขา คือพวกเขาก็ต้องถูกพระเจ้าลงโทษอยู่ดี และกษัตริย์ก็ช่วยอะไรไม่ได้
ซึ่งสรุปแล้วก็เหมือนเดิมอ่ะ การมีกษัตริย์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงในเรื่องนี้..ยังไงพระเจ้าก็ยังคงเป็นผู้ที่ครองอยู่บนบัลลังก์ของอิสราเอลและของพวกเราทุกคนด้วย..ยังไงพระองค์ก็ใหญ่สุด เพราะฉะนั้น ตอนนี้ซามูเอลกำลังเตือนสติคนอิสราเอลให้สำนึก เพราะไม่ว่าจะมีกษัตริย์หรือไม่มี..(จะเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อ) อิสราเอลก็ต้องเชื่อฟังและยำเกรงพระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อ (และมนุษย์ทุกคนก็ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้าอยู่ดี)
ดู1ซมอ.12:16-18 “บัดนี้ท่านทั้งหลายจงยืนนิ่งอยู่..” คำนี้มีความหมายกลายๆ..ว่าให้ทุกคนตั้งสติ หยุดคิดพิจารณาถึงเรื่องราวต่างๆที่พวกเขาทำลงไป และเตรียมใจรับคำพิพากษา ซามูเอลประกาศชัดเจนว่า..การพิพากษาจะมีขึ้นในฤดูเก็บเกี่ยว ซึ่งตามปกติดูเก็บเกี่ยวเนี่ย..จะไม่มีฝน แต่ซามูเอลขอให้พระเจ้าส่งพายุฝนมาในฤดูเก็บเกี่ยวที่กำลังจะมาถึง แล้วอะไรจะเกิดขึ้น ผลผลิตทางการเกษตรก็จะเสียหาย ซึ่งนั่นหมายความว่า..ความอดอยากปากแห้งก็จะตามมา ข้อที่18บอกว่า พระเจ้าทำให้เกิดฝนฟ้าคะนองในวันนั้นด้วย เหมือนเป็นการตอบรับคำร้องของซามูเอล และสิ่งนี้ทำให้ทุกคนเห็นว่า..ซามูเอลยังคงเป็นคนของพระเจ้า..เป็นผู้เผยพระวจนะแท้ที่พระเจ้าการันตีอยู่
ดู1ซมอ.12:19-20 “ขอท่านอธิฐานต่อพระเยโฮวาห์..เพื่อเราทั้งหลายจะไม่ถึงตาย”..เพิ่งคิดได้ คนอิสราเอลเพิ่งจะสำนึก ทั้งๆที่ซามูเอลพูดแล้วพูดอีก..ว่าการขอกษัตริย์ของพวกเขาเนี่ย..มันเผยให้เห็นบาปที่อยู่ในใจ แต่ก่อนหน้านี้พูดยังไงก็ไม่ฟัง ต้องให้คำพิพากษามาถึงตัว..อิสราเอลถึงตาสว่าง นี่แหละมนุษย์..ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา..ก็คืออาการนี้เลย พอคิดได้ก็บอกซามูเอลว่าอธิฐานให้หน่อย..พระเจ้าจะได้ไม่เอาถึงตาย คือแค่หนักเป็นเบาก็ยังดี
แปลกมะ..เมื่อกี๊ยังเห่อซาอูลอยู่เลย เพราะเพิ่งนำทัพให้อิสราเอลชนะคนอัมโมนได้ แต่พอโดนพระเจ้าพิพากษารีบหันมาพึ่งซามูเอล การช่วยกู้จากมือของมนุษย์กลายเป็นเรื่องเล็ก คนอิสราเอลเริ่มคิดออก..ว่าเรื่องที่ใหญ่และน่ากลัวกว่าก็คือ การช่วยกู้จากพระอาชญาของพระเจ้า ข้อที่20 ซามูเอลบอกประชาชนว่า..อย่ากลัวเลย แต่พวกเขาต้องละทิ้งการติดตามในสิ่งอนิจจังทั้งปวง สิ่งอนิจจังก็คือ..ทุกอย่างที่ไม่ใช่พระเจ้า (คำนี้หลายคนฟังแล้วคงขัดใจ) แต่จงเชื่อและหวังใจในพระองค์อยู่เสมอ แต่อิสราเอลตอนนี้ก็กำลังคาดหวังกษัตริย์มากจนเกินเลย หวังใจว่าซาอูลจะมาเป็นผู้ที่ช่วยให้พวกเขาอยู่ดีมีสุข..และช่วยนำพาความรอด (พ้นจากเงื้อมมือศัตรู) มาให้แก่พวกเขาได้ เหมือนคริสเตียนบางคนก็มองภาพผู้นำเกินความจริง หลงผิดคิดไปว่าอนาคตของคริสตจักรหรืออนาคตของตัวเองนั้น ขึ้นอยู่กับมนุษย์บางคนซึ่งมันไม่ใช่ แน่นอนเราต้องให้เกียรติและเคารพในตัวผู้นำ แต่ไม่ใช่เอาเขาเป็นรูปเคารพแทนที่จะเอาพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง เรื่องนี้น้าตุ๊กสอนไปแล้วอย่างละเอียดในฉธบ. ใครที่พลาดก็ไม่เป็นไร ถ้าเด็กๆเข้าชั้นเรียนอย่างสม่ำเสมอมันก็จะต่อกันติด เพราะจริงๆแล้วพระคำภีร์ก็จะพูดเรื่องเดียวกันซ้ำๆอยู่ตลอดเวลา แค่ต่างที่ต่างสถานการณ์เท่านั้นเอง
ดูหนังสือยอนห์ 6:27-29 “อย่าขวนขวายหาอาหารที่เสื่อมสิ้นไป” อาหารที่เสื่อมสิ้นไปหมายถึงอะไร..ก็ทุกอย่างบนโลกใบนี้ ทั้งทรัพย์สินเงินทอง วัตถุสิ่งของ พระอื่นที่เทียมเท็จ หรือแม้แต่ตัวมนุษย์ด้วยกันเองก็นับเป็นอาหารที่เสื่อมสิ้นเช่นกัน...เพราะในส่วนของอิสราเอลตอนนี้ จริงๆแล้วก็ไม่ผิดที่จะมีกษัตริย์เป็นผู้นำ แต่ผิดที่พวกเขาไปวางใจและฝากความหวังในตัวมนุษย์ ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยเพราะขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์เขาก็ไม่ต่างอะไรจากเรา ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ พ่อ แม่ ลูก สามี ภรรยา ทุกคนที่เรารักและรักเรา..ล้วนแต่เหนื่อยเป็น หิวเป็น เจ็บเป็น มีอารมณ์ที่ขึ้นๆลงๆ ไม่คงที่ เพราะฉะนั้น ไม่ครั้งใดก็ครั้งหนึ่งเขาต้องทำให้เราผิดหวัง ไม่มากก็น้อยเพราะความอดทนและศักยภาพของเขามีจำกัด..ก็คนเหมือนกันอ่ะ แล้วเราจะคาดหวังอะไรมากมายในตัวมนุษย์..ทำไมไม่หวังในพระเจ้าที่ทรงเสถียร ดังนั้นในข้อที่29 พระเยซูถึงบอกว่า “งานของพระเจ้านั้น คือการที่ท่านวางใจในท่านที่พระองค์ทรงใช้มา” และท่านที่พระองค์ทรงใช้มา คือ องค์พระเยซูคริสต์เอง น้าตุ๊กไม่ได้หมายความว่า..ต่อไปนี้ห้ามคาดหวังในพ่อแม่หรือเลิกรักในตัวผู้อื่น แล้วก็เลยตั้งใจว่าจะไม่มีแฟน..อย่าคิดอย่างงั้น แน่นอนให้เรารักใครๆรอบข้างเหมือนเดิม..แต่จงรักอย่างพระเจ้า รักด้วยความเข้าใจ..ว่าก็คือมนุษย์คนนึงเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ พี่ น้อง แฟน เพื่อนหรือใครๆก็ตามที่เข้ามาในชีวิตเรา จงรักเขา..แต่รักในแบบที่เขาเป็น ไม่ใช่อย่างที่เราอยากให้เป็น คาดหวังได้มะ..ได้แน่นอน..แต่ในระดับหนึ่ง เพราะถ้าไม่สมหวังเราก็จะไม่เสียใจเยอะแยะ..เพราะไม่ได้ทุ่มสุดตัว
เพราะฉะนั้น ย้ายความหวังอันเลอเลิศของเราไปไว้ที่พระเจ้าซะ..จะได้ไม่ผิดหวัง แล้วเด็กๆจะพบกับอิสระภาพที่เกินความเข้าใจ เพราะจะไม่มีใครหรือเรื่องอะไรมาทำให้เราเสียใจได้มากมายอีกเลย เด็กๆจะเติบโตอย่างมั่นคง..และสง่างาม ไม่ใช่โตมาเป็นคนใจแคบ ใครแตะนิดแตะหน่อยไม่ได้..สะดุดเขาไปทั่ว เพราะคนอย่างงี้จะสร้างความปวดหัวให้สังคมอย่างมาก ไม่ว่าจะในสถาบันไหนก็ตาม น้าตุ๊กไม่เคยคาดหวังให้เด็กๆมีศักยภาพสูงส่งมากมาย หรือต้องเป็นคนโดดเด่นที่สร้างชื่อเสียงให้สังคม ขอแค่ให้เด็กๆเติบโตขึ้นมาพร้อมกับความเข้าใจในถ้อยคำพระเจ้า ทีละเล็กทีละน้อยอย่างสม่ำเสมอ..แค่นั้นพอ เพราะนั่นคือสิ่งที่จะเกิดผลได้อย่างงดงาม..เกินความเข้าใจของมนุษย์
ดู1ซมอ.12:23-25 ซามูเอลบอกว่าอย่าให้เขาเผลอทำบาป ด้วยการหยุดอธิฐานเพื่อคนอิสราเอล..เพราะอะไร ถ้าเป็นเราก็อาจจะมีอารมณ์อยากสมน้ำหน้าเหมือนกันนะ ก็เตือนแล้วเตือนอีกก็ไม่ฟังซักที จนความวิบัตมาตั้งอยู่ตรงหน้าแล้วถึงจะคิดได้..แถมยังมีหน้ามาขอให้ช่วย ถ้าเราเป็นซามูเอลจะยังช่วยมั๊ย..ช่วยพูดกับพระเจ้าให้ยกโทษให้คนอิสราเอลอ่ะ ตรงนี้ไม่ง่ายนะ แต่ซามูเอลบอกว่าเขาจะไม่ยอมทำบาปด้วยการหยุดรับใช้พระเจ้า คือหยุดอธิฐานเพื่อประชาชน แต่จะยืนหยัดในการโน้มนำให้พวกเขาดำเนินอยู่ในทางที่ถูกที่ควร
สงครามกับคนฟิลิสเตีย ดู1ซมอ.13:2-3 ในตอนนี้บอกว่า ซาอูลจัดกำลังทหารไว้ 3000 คน โดยให้สองพันคนอยู่กับเขาที่มิคมาช ส่วนอีกหนึ่งพันให้อยู่กับโยนาธานที่กิเบอาห์(โยนาธานก็คือลูกชายของซาอูล) ข้อที่3 บอกชัดเจนว่า..โยนาธานได้ตีทหารของพวกฟิลิสเตียจนพ่ายแพ้ แต่ข้อที่4 บอกว่า สิ่งที่คนอิสราเอลได้ยินคือ ซาอูลคือผู้รบชนะพวกฟิลิสเตีย เนี่ย..เริ่มละซาอูล ขนาดความดีของลูกยังจะเอามาเป็นของตัวเอง เพราะข้อที่3 บอกว่า”ซาอูลเป็นผู้ประกาศข่าวนี้ให้คนฮีบรูได้ยิน “ถึงชัยชนะครั้งนี้จะยังไม่ใหญ่โตอะไร แต่ความเย่อหยิ่งของซาอูลรวมทั้งของเราด้วย..มันก็เริ่มจากจุดเล็กๆอย่างงี้แหละ เพราะฉะนั้น”อย่าออมชอมให้กับความบาป..เพราะไอ้เรื่องเล็กๆนี่แหละตัวดี”
ดู1ซมอ.13:5-7 “กองทหารของคนฟิลิสเตียนั้นก็มากมายเหมือนทรายที่ฝั่งทะเล” อิสราเอลเอลมีเท่าไหร่ ตอนแรกซาอูลเตรียมไว้สามพันแล้วก็มีการเรียกมาสมทบอีก แต่ก็คงไม่มากมายอะไร เพราะพระคำภีร์บอกต่อไปว่า..อิสราเอลคับขัน จนต้องไปซ่อนอยู่ตามถ้ำและซอกหิน...ภาพที่กิเดโอนต้องไปนวดข้าวในบ่อย่ำองุ่นกลับมาทันที ที่แย่กว่านั้น..ข้อ7 บอกว่า..บางคนก็หนีข้ามน.จอร์แดนกลับไปฝั่งตะวันออกเลย ที่ยังเหลืออยู่กับซาอูลก็กลัวจนตัวสั่น
ที่เป็นอย่างงี้..เพราะอิสราเอลลืมเงยหน้ามองฟ้า พวกเขาลืมโฟกัสที่ข้างบน คือ..(พระเจ้า) มัวแต่มองสิ่งที่ตาเห็น ประเมินความสำเร็จจากสิ่งที่ตัวเองมี แล้วจะเหลือมั๊ย..ก็เห็นอยู่ทหารของฟิลิสเตียมีมากเหมือนเม็ดทราย..แล้วพวกเขามีอะไร มีทหารแค่ไม่กี่พันหรืออย่างมากก็หมื่น..เพราะงั้นตายแน่ แต่ไม่ว่าจะเป็นอิสราเอลในวันนั้นหรือพวกเราในวันนี้ก็ไม่ต่างกัน เพราะมันไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ฟ้านี้ พระคำของพระเจ้าที่สอนคนอิสราเอลในวันนั้นก็สอนเราในวันนี้ด้วย เพราะฉะนั้นเวลาเจอปัญหา..เด็กๆอย่าประเมินความสำเร็จด้วยสิ่งที่เรามีหรือเราเป็น อย่าเอาตัวเองหรือสิ่งที่ตามองเห็นเป็นที่ตั้งหรือเป็นตัววัดความสำเร็จ เด็กๆต้องมองที่ข้างบน โฟกัสที่พระเจ้า ใช่!ชั้นกระจอกแต่พระเจ้าของชั้นยิ่งใหญ่สูงสุด ย้ำ..พระเจ้าใหญ่สุด ใหญ่กว่าเทพเทวดา รวมถึงพระเทียมเท็จ และผีมารซาตานทั้งปวง แล้วนับประสาอะไรกับมนุษย์ ถ้าพระเจ้าอยู่ฝ่ายเราใครจะขวางเรา เพราะงั้นจะไม่มีซักเรื่องเดียวที่เป็นไปไม่ได้สำหรับเรา..วางใจได้เลย
ดู1ซมอ.8-10 ก่อนที่คนอิสราเอลจะทำอะไรก็ตาม..พวกเขาจะต้องเผาเครื่องบูชาถวายพระเจ้าก่อนและคนที่จะทำหน้าที่นี้ได้คือปุโรหิตเท่านั้น นี่เป็นกฎบัญญัติที่พระเจ้าตั้งไว้ ข้อนี้บอกว่า..ซามูเอลบอกให้ซาอูลรออยู่ที่กิลกาล 7วัน แล้วเดี๋ยวเขาจะตามมา..เพื่อถวายบูชาพระเจ้า แล้วพระเจ้าก็ทรงทดสอบความอดทนของซาอูลด้วยการให้ซามูเอลมาถึงจนเกือบจะนาทีสุดท้าย..แต่ไม่ใช่ไม่ทันแล้วก็ไม่ได้มาสายด้วย แต่ซาอูลรอมะ..ไม่รอ
โอเค..“เราพอจะนึกภาพออก..ถึงความร้อนใจของซาอูล ข้าศึกก็ประชิดตัว กำลังของฝ่ายตรงข้ามก็เยอะจนน่ากลัว แถมประชาชนก็ขวัญหนีดีฝ่อหลบไปอยู่ตามถ้ำตามรูกันหมด เพราะงั้นซาอูลคงรู้สึกว่า..นี่มันคับขันจนทนแทบไม่ไหว..แล้วซามูเอลมัวไปทำอะไรอยู่“ ในที่สุดซาอูลก็หมดความอดทน เขาสั่งให้คนไปเอาเครื่องเผาบูชากับเครื่องศานติบูชามาให้ แล้วก็จัดแจงเผาเองเสร็จเรียบร้อย ข้อที่10 บอกว่า..ทันทีที่ซาอูลเผาเสร็จซามูเอลก็มาถึง แล้วก็ไม่ใช่ซาอูลที่ไปต่อว่าซามูเอลที่เพิ่งมา แต่ซาอูลรู้ตัวทันทีว่า”เขาเป็นฝ่ายผิด” เพราะในข้อนี้ยังบอกด้วยว่า..ซาอูลออกไปต้อนรับและยังก้มลงคำนับซามูเอล
ดู1ซมอ.13:11-12 ซามูเอลตกใจที่ซาอูลกล้าละเมิดกฎของพระเจ้า เขาพูดกับซาอูลว่า..นี่ท่านทำอะไรลงไป ซาอูลบอกว่า..ก็ข้าศึกมาประชิดแล้วประชาชนก็สติแตก เขาจะรบก็รบไม่ได้เพราะยังไม่ได้ทูลขอพระกรุณาจากพระเจ้า จริงๆก็ไม่ได้อยากทำหรอกนะแต่จะทำไงได้..นี่ก็ข่มใจอยู่ตั้งนานนะ..กว่าจะตัดสินใจเผาเครื่องบูชา เนี่ย..นิสัยซาอูล ทำผิดแล้วไม่เคยยอมรับ แต่จะหาข้อแก้ตัวตลอด (แล้วครั้งนี้ก็จะไม่ใช่ครั้งเดียว ที่เราจะได้เห็นนิสัยแย่ๆของเขา) แล้วเหตุผลของซาอูลก็ใช้การไม่ได้ด้วย..เพราะถึงยังไง เด็กๆต้องจำไว้..ว่าเราไม่สามารถที่จะเอาเหตุสุดวิสัยหรือความทุกข์ยากของเรามาอ้าง..เพื่อที่จะทำบาปได้
ดู1ซมอ.13:13-15 ซามูเอลตำหนิซาอูลตรงๆเลย..ว่าเขาโง่มากที่ทำอย่างงี้ เพราะเขาได้ไม่คุ้มเสียแน่นอน กฎบัญญัติของพระเจ้าทุกเรื่องจริงๆแล้วเป็นแค่ด่านพิสูจน์ความเชื่อฟังของเรา จะละเมิดเรื่องไหนก็ผิดเท่ากัน เพราะมันวัดกันแค่ว่า”เราเชื่อ..หรือไม่เชื่อ” เหตุผลไม่เกี่ยว เหมือนยุคพระคุณนี้ พระเจ้าบอกต้องเชื่อพระเยซู เหตุผลล่ะ?..ถึงแม้จะมีแต่สำคัญมะ..ไม่สำคัญ มันสำคัญแค่ว่า..บอกให้เชื่อแล้วเชื่อหรือเปล่า..แค่นั้น เหตุผลอื่น..ไม่ต้อง
และคำพิพากษาก็มาถึงทันที..ข้อที่14ซามูเอลบอกว่า..ราชวงศ์ของซาอูลจะต้องจบลงแค่นี้ เพราะพระเจ้าได้เลือกชายคนนึงขึ้นมาแทนที่และกำหนดให้เขาเป็นกษัตริย์แทนซาอูลแล้ว
ราคาของความไม่เชื่อ..แพงมากทุกยุคทุกสมัย สำหรับซาอูลการไม่เชื่อฟังกฎของพระเจ้าทำให้เขาต้องสูญเสียทั้งราชวงศ์ ลูกชายของเขาก็ไม่มีโอกาสที่จะสืบราชบัลลังก์ ส่วนมนุษย์ทุกคนในปัจจุบันนี้..ถ้าไม่เชื่อพระเยซูคริสต์ ก็ต้องจ่ายแพงเช่นกัน เพราะต้องแรกมาด้วยความตายทางจิตวิญญาณนิรันดร์..ไม่มีวันได้รับความรอด ซึ่งกว่ามนุษย์บางคนจะรู้ซึ้งถึงความสำคัญของสิ่งนี้..มันก็อาจจะสายไปแล้ว
หมดเวลาแล้วค่ะ จนกว่าจะพบกันใหม่..พระเจ้าอวยพรค่ะ

วันอังคารที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2553

หนังสือ 1ซามูเอล ครั้งที่6 อาทิตย์ที่14:3:2010

ดู1ซมอ.10:17-19 ข้อนี้บอกว่า..ซามูเอลเรียกประชุมคนอิสราเอลที่มิสปาห์ ซามูเอลพูดอะไร..ซามูเอลเตือนประชาชนอีกครั้งนึง..ว่าการร้องขอกษัตริย์เนี่ย..มันสำแดงถึงการไม่เชื่อฟังนะ รู้ตัวมั๊ยว่าทำอะไรกันอยู่ พระเจ้าทรงอุตรส่าห์กอบกู้เราให้พ้นจากมือของคนอียิปต์แล้วก็ยังอีกหลายชนชาติที่มาระราน อิสราเอลยังเป็นประเทศอยู่จนทุกวันนี้..ก็เพราะพระเมตตาคุณที่ไม่เคยสิ้นสุดของพระองค์ “..แต่วันนี้ท่านกลับเลือกที่จะละทิ้งพระเจ้า..แล้วพูดออกมาได้ว่าอยากให้มนุษย์ด้วยกันมาเป็นเจ้านาย” พูดจบซามูเอลก็สั่งให้อิสราเอลเข้าเฝ้าพระเจ้าเรียงตามเผ่าของตัวเอง
ดู1ซมอ.10:20-22 ซามูเอลรับบัญชาจากพระเจ้าให้หากษัตริย์ให้คนอิสราเอลด้วยการจับฉลาก (ความจริงมีอยู่สองคนที่รู้ตั้งแต่แรกแล้ว..ว่าพระเจ้าเลือกใคร ก็คือซามูเอลกับซาอูล) อันนี้เท่ากับถูกกำหนดไว้แล้ว และข้อนี้ก็บอกว่า..ในชั้นแรกเลือกได้เผ่า”เบนยามิน” จากเผ่าเบนยามินก็จับได้”ตระกูลมัตรี” จากตระกูลมัตรีก็มาลงที่ “ซาอูล” เพราะฉะนั้น นี่เท่ากับเป็นหมายสำคัญอีกครั้ง..ว่าพระเจ้าเลือกซาอูล แต่พอประกาศผลแล้วกลับหาซาอูลไม่เจอ
ดู1ซมอ.10:22-24 พอหาซาอูลไม่เจอ ซามูเอลก็ถามพระเจ้า พระเจ้าก็บอกว่า”ซาอูลหนีไปซ่อนอยู่ในกองสัมภาระ..(เด็กๆต้องจำไว้ วันข้างหน้าถ้าพระเจ้าทรงเรียกเราด้วยพระประสงค์ที่เจาะจงในลักษณะอย่างงี้ อย่าทำอะไร..เหมือนซาอูล ที่หนีไปซ่อนอยู่ในกองสัมภาระ แต่จงขานรับเสียงเรียกของพระองค์เหมือนซามูเอล..บอกพระเจ้าว่า..ลูกอยู่นี่ขอทรงตรัสเถิด แล้วลูกจะกระทำตามพระประสงค์จนสุดกำลัง) ข้อที่23 บอกว่า..ประชาชนก็ไปเอาตัวซาอูลมาให้ซามูเอล พอประชาชนเห็นซาอูล..ก็ประทับใจกันใหญ่..เพราะหล่อมาก..สูงใหญ่สง่างาม แล้วพวกเขาก็ร้องว่า ”ขอพระราชาทรงพระเจริญ” คือทุกคนก็พร้อมใจกันสรรเสริญกษัตริย์ที่พระเจ้ามอบให้ (ตามพระทัยคนอิสราเอล)
จากนั้นซามูเอลก็มีการทบทวนสิทธิและหน้าที่ของกษัตริย์ให้คนอิสราเอลฟังอีกครั้งนึง คล้ายๆจะเตือนแล้วเตือนอีกนะ..ว่ากษัตริย์มีสิทธิพิเศษมากขนาดไหน..แต่ก็ไม่มีใครฟัง หลังจากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันกลับไป ซาอูลก็กลับบ้าน..แต่มีนักรบติดตามเขาไปด้วยเพราะพระเจ้าจัดให้ คือดลใจให้ตามไปรับใช้
ข้อที่27 บอกว่า..มีคนอัธพาลพูดว่า”ชายคนนี้จะช่วยเราได้ยังไง..” คือ คนที่ไม่เห็นด้วยไม่ชอบซาอูล..ก็มีเหมือนกัน แต่จะไม่ชอบเพราะอะไรเราไม่รู้ แต่พระคำภีร์เรียกคนกลุ่มนี้ว่า “อันธพาล” ทำไมเขาถึงถูกเรียกอย่างงั้น ก็จริงๆแล้วคนพวกนี้ทำบาป..เพราะการที่ซาอูลได้เป็นกษัตริย์เนี่ยใครเป็นคนเลือก..(ไม่ใช่พระเจ้าเหรอ) ในเมื่อพระเจ้าเป็นคนเลือกแล้วคุณไม่ยอมรับคนที่พระเจ้าเลือก..คุณก็ผิดแล้ว..เพราะไม่ไว้ใจพระเจ้า..ไม่ยอมรับสิ่งที่พระองค์เลือก เรียกว่าอันธพาลน้าตุ๊กว่ายังน้อยไป เพราะไม่ว่ายังไงเราต้องวางใจในผู้นำ ในสถานการณ์ และในทุกสิ่งที่พระเจ้าเลือก ถึงแม้สติปัญญา(อันโง่เขลา)ของมนุษย์จะแอบขัดแย้ง แต่จงสังวรณ์ไว้เสมอว่า..พระปัญญาของพระเจ้าล้ำเลิศเหนือทุกสิ่งในมหาจักรวาล แล้วสิ่งที่เด็กๆต้องจำไว้เสมอก็คือ..หลายครั้งพระเจ้าก็เลือกผู้เล็กน้อยอย่าง”กิเดโอน” เลือกลูกโสเภณีที่เติบโตมาในหมู่นักเลงหัวไม้อย่าง”เยฟธาห์” ให้เป็นผู้นำของอิสราเอล พระเจ้าไม่ได้เลือกแต่คนที่ดีพร้อม และสิ่งนี้ก็สำแดงให้เห็นถึง"ความบริสุทธิ์ยุติธรรมและความยิ่งใหญ่ของพระองค์"เพราะไม่ว่ามนุษย์จะคิดยังไง "พระเจ้าก็คือพระเจ้า" พระองค์ไม่ต้องการคำปรึกษาของมนุษย์ มีแต่มนุษย์ที่ต้องปรึกษาพระองค์ และจะไม่มีใครเปลี่ยนแปลงความจริงในเรื่องนี้ได้ พระคำภีร์ยังบอกต่อไปว่า..คนส่วนใหญ่ที่ชอบซาอูลก็เอาเครื่องบรรณาการมาถวาย แต่พวกอัธพาลก็ไม่สนใจ..เพราะชั้นไม่ชอบคนนี้ แต่ซาอูลก็นิ่งๆตอนนี้เขายังไม่โต้ตอบใคร (แต่เราต้องดูกันยาวๆ ว่าเขาจะนิ่งอีกนานแค่ไหน)
(บทที่11) “ซาอูลรบชนะคนอัมโมน” (เราจะมาดู”วีรกรรมครั้งแรกของซาอูล” ที่ทำให้คนอิสราเอลประทับใจไปตามๆกัน)
ดู1ซมอ.11:1-3 ข้อนี้บอกว่า นาหาชคนอัมโมนยกทัพมาล้อมเมืองยาเบชกิเลอาช ของอิสราเอล แล้วประกาศอย่างท้าทายเลยว่า..เขาจะควักลูกตาข้างขวาของคนอิสราเอลทุกคน เพื่อให้อยู่อย่างอับอายขายหน้า พูดเหมือนอิสราเอลเป็นตุ๊กตา..แล้วมีเจ้าของเป็นคนซาดิศม์จะเล่นหักแขนหักขายังไงก็ได้ตามความพอใจ แต่คำขู่ของนาหาชก็ทำให้คนอิสราเอลตกใจกลัวเหมือนกัน ข้อที่3 บอกว่า พวกผู้นำของเมืองยาเบชก็ไปต่อรองกับนาหาช บอกว่าขอเวลาเจ็ดวัน..จะไปหาคนมาช่วย ถ้าไม่มีใครมาก็จะยอมจำนนให้กับพวกอัมโมน.. (นี่ขอตรงๆเลยนะ ขอไปหาตัวช่วยก่อน..เผื่อรอด ซึ่งจริงๆแล้วในสนามรบ เรื่องอย่างงี้มันขอกันได้มะ.. ไม่มีใครให้เวลาใครหรอก..แค่เผลอยังไม่ได้เลย แต่นาหาชกลับให้เวลาคนอิสราเอลตามคำเรียกร้อง แปลกมั๊ยล่ะ)
ดู1ซมอ.11:5-7 ได้มีการส่งผู้สื่อสารจากเมืองยาเบชไปที่เมืองกิเบอาห์ถิ่นของก.ซาอูล พอประชาชนรู้ข่าวการขู่ทำร้ายของนาหาช..ก็ร้องไห้กันใหญ่ ส่วนซาอูลพอกลับจากไร่มารู้เรื่องเข้า..ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แต่ความโกรธของซาอูลในครั้งนี้เป็นมาโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพราะข้อที่6 บอกไว้ชัดเจนว่า..เมื่อซาอูลได้ยินเรื่องราวที่ชาวบ้านเล่าให้ฟัง “พระวิญญาณของพระเจ้าก็สถิตกับท่านอย่างมาก และความโกรธก็เกิดขึ้นอย่างรุนแรง” เรื่องนี้บอกอะไรเรามั่ง..พระคำภีร์ข้อนี้ทำให้เรารู้ว่า “จริงอยู่..ความโกรธส่วนใหญ่เป็นความบาปและไม่ได้มาจากพระเจ้า แต่การโกรธของซาอูลครั้งนี้..พระคำภีร์บอกไว้ชัดเจนว่า..เป็นผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์” ถ้าจะให้พูดตรงๆก็คือ..”มีบางครั้งเหมือนกันที่คริสเตียนสมควรจะโกรธ” เรื่องนี้สอนยากมาก เพราะมันล่อแหลมสุดๆ..เด็กๆต้องติดสนิทกับพระเจ้า ถึงจะแยกได้ขาด..ว่าความโกรธอันไหนมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ แล้วอันไหนมาจากเนื้อหนังของเราเอง ถ้ายังไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร จำประเด็นนี้ไว้ก่อน แขวนมันไว้ในใจ..เดี๋ยวซักวันพระเจ้าจะส่งสถานการณ์ตัวอย่างมาให้ (case study จะตามมาทีหลัง)
ดู1ซมอ.11:7-8 ข้อนี้บอกว่า..เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ดลใจให้ซาอูลโกรธมาก..เขาก็ฟันวัวคู่หนึ่งออกเป็นท่อนๆแล้วส่งชิ้นส่วนไปทั่วอิสราเอล..ทำอย่างงี้เพื่ออะไร..เป็นการประกาศให้พี่น้องอิสราเอลร่วมใจกันออกมารบ แล้วยังเตือนด้วยว่า..ถ้าใครไม่ออกมาช่วยรบ..วัวของคนนั้นก็จะมีสภาพเดียวกันนี้ ข้อที่8บอกว่า..ซาอูลนับชาวอิสราเอลที่ออกมาร่วมรบได้มากถึง 330000 คน และสุดท้ายพระเจ้าก็ทรงกระทำให้อิสราเอลได้ชนะพวกอัมโมน..ภายใต้การนำทัพของซาอูลเป็นครั้งแรก
ดู1ซมอ.11:14-15 ซามูเอลเรียกประชุมคนอิสราเอลที่กิลกาล..เพื่อรื้อฟื้นราชอาณาจักร เวลารื้อฟื้นราชอาณาจักร ก็จะมีการการทบทวนถึงพันธสัญญาระหว่างพระเจ้ากับคนอิสราเอล..เพื่อเตือนความจำให้คนอิสราเอลสังวรณ์ถึงพระบัญญัติของพระองค์ แล้วการประชุมครั้งนี้ก็มีการเจิมตั้งซาอูลให้เป็นกษัตริย์ต่อหน้าพระเจ้าด้วย คนอิสราเอลรู้สึกว่าซาอูลเนี่ยเหมาะสมมากที่จะเป็นกษัตริย์ของพวกเขา...มาถึงก็ทำให้อิสราเอลได้รับชัยชนะ.ความรู้สึกของประชาชนก็คือโอโห..คนนี้ใช่เลย
แต่ความจริงมันใช่อย่างที่เขาคิดมะ..ไม่ใช่เลย เด็กๆต้องจำไว้และวางใจให้ได้ เพราะไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ จะสุขหรือทุกข์ จะสำเร็จหรือล้มเหลว..พระเจ้าก็ควบคุมทั้งนั้น มันไม่เกี่ยวอะไรกับผู้นำเลยหรือมนุษย์หน้าไหนเลย แต่ตอนนี้คนอิสราเอลยังหลงผิดอยู่ ซามูเอลจึงจำเป็นต้องรื้อฟื้นราชอาณาจักรของพระเจ้า..หมายถึง เตือนความจำให้พวกเขาระลึกถึงพันธสัญญา รวมถึงเรื่องราวเก่าๆ การช่วยกู้ครั้งแล้วครั้งเล่าชองพระเจ้าที่มีต่อคนอิสราเอล
คำปราศรัยของซามูเอล
ดู1ซมอ.12:3-4 พระธรรมตอนนี้เป็นการพิสูจน์ตัวเองของซามูเอลต่อหน้าพระเจ้าแล้วก็ต่อหน้าคนอิสราเอลทั้งประเทศด้วย อันนี้น่าจะสืบเนื่องมาจากที่คนอิสราเอลกล่าวหาเขาไว้ในบทที่ 8...คือตอนนั้นคนอิสราเอลหาเรื่องจะเรียกร้องขอกษัตริย์ โดยอ้างเหตุผลว่าลูกของซามูเอลไม่สัตย์ซื่อเหมือนพ่อ ทั้งๆที่ซามูเอลก็ยังไม่ได้แต่งตั้งลูกให้เป็นปุโรหิตเลย...มาถึงตอนนี้ ซามูเอลก็เลยไม่อ้อมค้อมเอาเรื่องนี้มาเคลียร์ตรงๆเลย แล้วก็ท้าให้ประชาชนหาข้อบกพร่องของเขาด้วย
ในข้อแรกซามูเอลบอกว่า..เขาเคยริบโคหรือเอาลาของใครไปบ้าง..ความหมายก็คือซามูเอลกำลังจะบอกว่าเขาไม่เคยโกงหรือเอาเปรียบใคร และข้อต่อไปซามูเอลก็พูดว่า..ข้าพเจ้ารับสินบนจากผู้ใดและกระทำให้ตาของข้าพเจ้าบอดไป.ก็หมายถึงเขาไม่เคยใช้อำนาจไปในทางที่ผิด ไม่เคยรับสินบนแล้วบิดเบือนคำพิพากษา สุดท้ายซามูเอลบอกว่า..ถ้าใครคิดว่าสิ่งที่เขาพูดไม่เป็นความจริง คือเขาไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมจริงก็ให้คัดค้านได้เลย..แต่คำตอบคือ”ไม่มี” คนอิสราเอลยอมรับว่า..ซามูเอลรับใช้พระเจ้าด้วยความสัตย์ซื่อและบริสุทธิ์ใจมาตลอด
ดู1ซมอ.12:6-7 หลังจากที่ซามูเอลท้าพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองแล้ว ทีนี้ก็ถึงตาประชาชนมั่ง...
ซามูเอลเริ่มฟื้นความทรงจำให้คนอิสราเอล ด้วยการพูดถึงประวัติศาสตร์ในสมัยอพยพว่า “พระเจ้าทรงเป็นผู้แต่งตั้งโมเสสกับอาโรน และทรงนำบรรพบุรุษออกจากแผ่นดินอียิปต์” คำว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้แต่งตั้งโมเสสกับอาโรน หมายความว่าไง..ไม่ใช่โมเสสกับอาโรนนะ..ที่ช่วยกู้คนอิสราเอลให้พ้นจากการเป็นทาส..แต่เป็นพระเจ้า จริงอยู่ที่พระเจ้าแต่งตั้งผู้นำและทรงใช้มนุษย์..เหมือนในครั้งนั้นที่ใช้โมเสส แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าโมเสสเป็นคนช่วยให้ยิวได้รับอิสรภาพ เพราะไม่ว่าผู้นำจะเป็นใครพระเจ้าก็ยังเป็นผู้ควบคุมอยู่ดี
ในข้อที่7 บอกว่า”ฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงยืนนิ่งอยู่ ข้าพเจ้าจะเสนอคดีของท่านต่อพระเจ้า..” ตอนนี้ถึงตาคนอิสราเอลต้องตกเป็นจำเลยมั่ง ซามูเอลกำลังจะไต่สวนแล้วก็แจ้งข้อหาความผิดบาปที่พวกเขากระทำต่อพระเจ้า โดยการเชื่อมโยงเรื่องราวตั้งแต่สมัยอพยพ โยชูวา ผู้วินิจฉัย ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน คือมาจบลงที่เรื่องของซามูเอล
ดู1ซมอ.12:12-13 จริงๆแล้วเนี่ย..อิสราเอลก็มีปัญหามาตลอด ตั้งแต่สมัยอพยพ ในถิ่นทุรกันดาร ในสมัยของโยชูวา มาจนถึงผู้วินิจฉัย ซามูเอลเชื่อมโยงเรื่องเก่าๆไล่มาจนถึงยุคปัจจุบัน ล่าสุดที่คนอัมโมนมาข่มขู่คนอิสราเอล..จนในที่สุดภายใต้การนำของก.ซาอูล อิสราเอลก็ได้ชัยชนะ..แต่ นั่นยังไม่ใช่ประเด็นที่ซามูจะเอลพูดถึง
เพราะสิ่งที่เขาอยากจะบอกจริงๆก็คือ..ในสมัยก่อนหน้าเนี้ยเมื่อไหร่ก็ตามที่อิสราเอลต้องเจอกับปัญหาไม่ว่าเรื่องอะไร พวกเขาจะเข้าใจดีว่า..ปัญหาที่เกิดขึ้นมันเป็นเพราะพวกเขาทำบาป แล้วคนอิสราเอลในสมัยโบราณก็จะสำนึก กลับใจใหม่แล้วขอให้พระเจ้าช่วย..”แต่สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับคนอิสราเอลที่กำลังยืนอยู่ต่อหน้าซามูเอลตอนนี้” คนเหล่านี้ที่ยืนฟังซามูเอลพูดอยู่เนี่ย..ไม่รับรู้ว่าความบาปหรือความบกพร่องของตัวเอง...คือสาเหตุที่ทำให้พวกเขาเดือดร้อน แต่โยนความผิดไปให้กับ “ผู้นำ” โทษว่าซามูเอลไม่ดีพอ..แล้วก็มาร้องขอกษัตริย์กันปาวๆ อย่างที่ทำกันอยู่เนี่ย..ในข้อที่14 ซามูเอลบอกว่า..จงดูพระราชาที่พวกท่านร้องขอ และดูเถิดพระเจ้าก็ทรงตั้งพระราชาไว้เหนือท่านแล้ว” ความหมายของซามูเอลคือ..อยากได้..ก็จัดให้ แต่คนอิสราเอลต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองเลือก..
หมดเวลาแล้วค่ะ ประเด็นนี้ยังไม่จบ..พบกันสัปดาห์หน้า
พระเจ้าอวยพรค่ะ

วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

หนังสือ1ซามูเอล ครั้งที่5 อาทิตย์ที่ 21:2:2010

ดู1ซมอ.8:11-14/15-18 อิสราเอลต้องจ่ายราคาแพงมากสำหรับระบบกษัตริย์ที่พวกเขาร่ำร้องอยากจะมี..ซามูเอลนำพระวจนะของพระเจ้ามาถ่ายทอดให้ประชาชนฟังอย่างครบถ้วน เริ่มต้นจากข้อที่11 “พระราชาจะเกณฑ์ลูกชาย เข้าประจำการให้กองทัพอยู่ในสภาพที่พร้อมรบเสมอ ไม่เหมือนแบบเดิมในสมัยผู้วินิจฉัย..ที่ไม่มีกษัตริย์ ก็ไม่ต้องมีพระราชวัง ไม่ต้องมีกองกำลังทหาร (ที่จะต้องstand by ไว้ตลอด) อาจจะขึ้นทะเบียนไว้เฉยๆ แต่ลูกชายไม่ต้องไปประจำการ เพราะฉะนั้น เมื่อไม่ต้องประจำการ.. ก็ไม่ต้องมีที่ทำการของราชการ พนักงานหรือที่ปรึกษาอะไรทั้งนั้น การร่วมรบในสมัยผู้วินิจฉัยจะเป็นแบบ”เฉพาะกิจ”งบประมาณต่ำเพราะมีพระเจ้าเป็นกษัตริย์..แค่นั้นพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องพรั่งพร้อมมากมาย..เราก็ชนะ
ข้อที่13 บอกว่า”กษัตริย์จะนำบุตรสาวของเจ้าไปปรุงเครื่องหอม ทำครัว” ประชาชนก็ต้องทำใจที่จะต้องสละลูกของตัวเองให้ไปรับใช้ในวังแทนที่จะอยู่รับใช้พ่อแม่ ข้อที่14 “พระองค์จะเอานา สวนมะกอกเทศ สวนองุ่นที่ดีที่สุด ให้แก่พวกข้าราชการ” เพราะไม่ใช่แค่กษัตริย์ที่ต้องกินดีอยู่ดี แต่ข้าราชการและผู้รับใช้ก็ต้องกินต้องใช้เหมือนกัน แล้วส่วนนี้..ประชาชนต้องเป็นคนจ่าย โดยข้อที่15และ17 บอกว่า”กษัตริย์จะชักหนึ่งในสิบของผลผลิตทางการเกษตรของประชาชน ไปเป็นค่าใช้จ่ายของทางราชการ สุดท้ายในข้อที่18 ซามูเอลจบด้วยคำพยาการณ์ว่า “วันหนึ่งข้างหน้าพวกเขาจะร้องขอให้พระเจ้าช่วยเพราะถูกกดดันจากกษัตริย์ที่ตัวเองอยากได้ และพระเจ้าจะไม่ฟังเพราะเตือนแล้ว..แต่ยังไงก็ตามณ.จุดนั้นคนอิสราเอลยังยืนยันที่จะเชื่อตัวเอง..ไม่ฟังเสียงพระเจ้า
ดู1ซมอ.8:19-22 เป็นอันว่าคำเตือนไม่มีความหมาย ข้อที่19 บอกว่า “ประชาชนไม่ยอมฟังเสียงที่พระเจ้าเตือนผ่านซามูเอล ยืนยันจะมีกษัตริย์ให้ได้ “ ซามูเอลเลยไปทูลพระเจ้าถึงคำยืนยันของประชาชน ความจริงไม่ต้องทูลพระเจ้ารู้มั๊ย..ว่าคนอิสราเอลตัดสินใจยังไง พระองค์รู้แน่นอนแต่ซามูเอลคงทุกข์ใจมาก..การไปทูลพระเจ้า น่าจะเป็นในลักษณะที่เขาปรับทุกข์กับพระเจ้ามากกว่า แล้วในข้อที่22”พระเจ้าก็บอกให้ซามูเอลเจิมตั้งกษัตริย์ให้อิสราเอลคนหนึ่งตามที่พวกเขาเรียกร้อง แต่จะเป็นใครยังไม่รู้..ให้ทุกคนกลับไปรอฟังข่าวที่บ้าน
เราจะเห็นว่า ในที่สุดพระเจ้าก็ยอมให้อิสราเอลได้มีกษัตริย์ ซึ่งมันทำให้เรารู้สึกว่า..ทำไมนะอิสราเอลถึงไม่รู้จักพอใจในพระคุณซะที คำตอบที่น่าจะเป็นไปได้ก็คือ เพราะพระคุณของพระเจ้าเป็นของฟรี แต่ธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนมีความเย่อหยิ่ง (เป็นเชื้อบาปที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด) จิตใต้สำนึกมันก็เลยปฏิเสธ..ไม่อยากได้พระคุณ (อาจจะโดยไม่รู้ตัว) เพราะพระคุณไม่ตอบสนองความภาคภูมิใจให้เนื้อหนัง แถมพระเจ้ายังไม่เจาะจงคุณสมบัติของผู้รับอีกด้วย เด็กๆนึกออกมะ..ไม่ว่าเราจะเป็นใคร มาจากไหน มีฐานะหรือหน้าตายังไง ขอแค่เชื่อ..พระเจ้าให้เลย
แต่มนุษย์รับไม่ได้ มันง่ายไป ก็ชั้นยังไม่ได้ปลดปล่อยศักยภาพหรืออีโก้ส่วนตัวเลย แล้วจะภูมิใจได้ไง ยืดไม่ได้แถมยังต้องถ่อมใจอีกต่างหาก เพราะฉะนั้น..ทั้งอิสราเอลและรวมถึงมนุษย์ทุกคนไม่มีใครเลย..ที่จะเชื่อพระเจ้าได้ด้วยตัวเอง สุดท้ายพระเจ้าก็ต้องช่วยอีก ประทานความเชื่อให้โดยอัศจรรย์ที่มาจากพระองค์ เพราะถ้าจะรอให้มนุษย์เชื่อโดยกำลังของตัวเอง..คงไม่มีวัน เพราะงั้น จะไม่มีใครซักคนที่อวดได้ว่าชั้นเชื่อ..ด้วยสติปัญญาของตัวเอง เปิดไปดูเอเฟซัส 2:8-9 พระคำภีร์ข้อนี้ยืนยันชัดเจน ใครก็ตามที่เชื่อก็เชื่อโดยพระคุณของพระเจ้า พระเจ้าเป็นผู้เลือกเรา ไม่ใช่เราเลือกพระองค์ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อจะไม่มีใครซักคนที่อวดได้(..ว่าที่เชื่อเพราะชั้นฉลาด หรือมีอะไรพิเศษกว่าคนอื่น) แล้วก็ไปดูถูกคนอื่น หรือดูถูกคนที่เขาไม่เชื่อ
สรุปแล้วคนอิสราเอลก็ไม่ฟังคำเตือนที่พระเจ้าตรัสผ่านซามูเอล แต่เต็มใจที่จะจ่ายราคาให้กษัตริย์ที่จะมาปกครอง บางทีพวกเขาอาจจะคิดว่า..ยังไงก็คุ้มเพราะอะไร
เปิดไปดูผวฉ.6:1-6 เพราะพระอาชญาที่พวกเขาต้องรับเวลาที่กบฎต่อพระเจ้า..ดูเหมือนจะแพงกว่า ข้อนี้บอกว่า...”ในวาระของการถูกพิพากษาคนอิสราเอลจะถูกคนอามาเลข คนเรเดียน แล้วก็อีกหลายๆชาติ ทำลายแล้วก็ปล้นเอาทุกอย่างไปจนไม่มีอะไรเหลือ” (อิสรภาพก็ไม่มี เหมือนที่กิเดโอนต้องแอบไปนวดข้าวในบ่อย่ำองุ่น) เพราะงั้นอิสราเอลคงจะแอบปฏิเสธพระเจ้าในใจ อยากให้มนุษย์ด้วยกันมาเป็นกษัตริย์ คงคิดว่าถึงต้องจ่ายภาษีก็ยังดีกว่าถูกพิพากษา (แล้วไม่เหลืออะไรเลย) แต่พวกเขาคิดผิด..เพราะภาษีเป็นสิ่งที่เขาต้องจ่ายเพิ่ม นอกเหนือจากคำพิพากษา ไม่ใช่ว่า..มีกษัตริย์แล้วพวกเขาจะพ้นจากพระอาชญาเมื่อทำบาป แต่กว่าจะรู้ว่ามนุษย์พึ่งพาไม่ได้ มันก็สายไปแล้ว” เพราะตอนเนี้ย..ใจมันกบฎก็เลยหูหนวกตาบอดไม่สนใจอะไรทั้งนั้น รู้แต่ว่าเดินตามกฎของพระเจ้ามันไม่สนุก..อยากทำอะไรที่มันตามใจตัวเองมากกว่านี้ พระเจ้าถึงบอกว่า ”คนอิสราเอลไม่ได้ปฏิเสธซามูเอลในฐานะผู้วินิจฉัย แต่พวกเขากำลังปฏิเสธพระเจ้าไม่ยอมให้พระองค์เป็นผู้ครอบครองชีวิต (และจิตวิญญาณ)” ซึ่งมันน่าตกใจมาก!
พระเจ้าเลือก”ซาอูล”เป็นกษัตริย์
ดู1ซมอ.9:1-5 พ่อของซาอูลชื่อ คีช เป็นคนมีชื่อเสียงอยู่ในเผ่าเบนยามิน เลยนับว่าซาอูลมาจากตระกูลดี และอีกอย่างที่เรารู้ก็คือซาอูลเป็นคนสูง..หน้าตาดี รูปลักษณ์ภายนอกดูแล้วก็น่าจะโดนใจคนอิสราเอล ข้อที่3 บอกว่า..วันหนึ่งลาของพ่อซาอูลหายไปไร่ คีชก็เลยให้ซาอูลพาคนใช้ออกไปตาม สามวันผ่านไปก็ยังหาลาไม่เจอ ซาอูลเลยถอดใจคิดว่ากลับบ้านดีกว่า..เดี๋ยวพ่อจะเป็นห่วง เพราะตอนแรกก็คงจะห่วงลาอยู่หรอก แต่ถ้าหายไปหลายวัน..มันจะกลายเป็นห่วงลูก
ดูต่อ1ซมอ.9:6-8 คนใช้ของซาอูลจำได้ว่าเมืองนี้เป็นที่อยู่ของ “คนของพระเจ้า” หมายถึงผู้เผยพระวจนะหรือสมัยก่อนเรียกว่าผู้ทำนายซึ่งตอนนั้นก็คือซามูเอล คนใช้แนะนำให้ซาอูลไปหาซามูเอล เผื่อจะบอกได้ว่าลามันไปทางไหน ซาอูลก็เห็นด้วย..ติดอยู่แต่ว่าเขาไม่มีของไปกำนัลผู้เผยพระวจนะ..เสบียงก็หมดแล้ว คือไม่กล้าไปขอความช่วยเหลือฟรีๆ แต่คนใช้บอกว่าเขามีเหรียญเงินอยู่อันหนึ่ง..น่าจะใช้ได้ ก็เลยโอเค.ทั้งคู่เลยได้ไปหาซามูเอล โดยไม่รู้ตัวว่าการตัดสินใจครั้งนี้มันจะทำให้เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตบ้าง
..พอทั้งคู่เข้าไปใกล้ที่อยู่ของซามูเอล พวกเขาก็เจอผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเดินไปตักน้ำก็เลยถามหาผู้ทำนาย ผู้หญิงคนนั้นก็บอกว่าซามูเอลยังอยู่ที่บ้าน ถ้ารีบๆหน่อยก็จะได้เจอเพราะเขากำลังจะไปถวายเครื่องสัตวบูชา แต่ถ้าไปไม่ทันก็ต้องรอจนเสร็จพิธีถึงจะได้พบ
ดู1ซมอ.9:15-16 วันก่อนหน้านี้พระเจ้าได้บอกซามูเอลไว้ล่วงหน้าแล้ว..ว่าในวันรุ่งขึ้นเขาจะได้พบกับคนที่จะมาเป็นกษัตริย์องค์แรกของอิสราเอล พระเจ้าบอกเรียบร้อยเลยว่าคนเนี้ยจะมาจากเผ่าเบนยาบินนะ ซามูเอลต้องเจิมตั้งคนนี้แหละ..ให้เป็นกษัตริย์ของอิสราเอล แล้วเขาจะเป็นคนที่ช่วยให้อิสราเอลรอดพ้นจากมือของพวกฟิลิสเตียด้วย
ดู1ซมอ.9:17-19 ขณะที่ซามูเอลเห็นซาอูลเดินเข้ามาหา พระเจ้าก็บอกย้ำกับซามูเอลอีกครั้งหนึ่ง..ว่าคนนี้แหละ ซามูเอลถึงได้แน่ใจว่าคนที่กำลังเดินเข้ามาเนี่ย..คือผู้ที่พระเจ้าเลือกแน่ๆ พอซาอูลเดินมาถึงก็ถามซามูเอลว่า “ช่วยบอกหน่อย..บ้านผู้ทำนายอยู่ไหน” ซามูเอลเลยตอบว่า”เราเองคือผู้ทำนาย” แต่ก่อนที่ซาอูลจะพูดอะไรต่อไป ซามูเอลก็สั่งการเป็นฉากๆให้ซาอูลเดินนำหน้าขึ้นไปบนสถานสูงที่กำลังจะมีการถวายสัตวบูชา นอกจากนี้ เขายังต้องอยู่ร่วมรับประทานอาหารและค้างคืนที่นั่นด้วย แล้วตอนเช้าก่อนจะกลับ..ซามูเอลจะบอกทุกเรื่องที่ซาอูลอยากรู้ ...ถึงตอนนี้ซาอูลคงจะรู้สึกงงๆ เพราะมาถึงยังไม่ทันพูดอะไรเลย..ซามูเอลก็บอกให้ทำนั่นทำนี่เยอะแยะไปหมด แล้วประโยคต่อไปที่ซามูเอลกำลังจะพูด ซาอูลจะไม่ใช่แค่งงแต่คงอึ้งไปเลย
ดู1ซมอ.9:20-21 ซามูเอลบอกว่า “ส่วนไอ้เรื่องลาที่หายไปสามวันน่ะ ไม่ต้องห่วงนะ..เขาหากันเจอแล้ว อึ้งมั๊ยล่ะ..ตั้งแต่มายังไม่ได้พูดซักคำ แล้วรู้ได้ไงว่าเขาจะมาถามเรื่องลาที่หาย..แล้วรู้ด้วยว่าหายไปกี่วัน..แถมยังบอกว่าไม่ต้องห่วง..เพราะมีคนเจอแล้ว เสร็จแล้วซามูเอลก็พูดอีก
“ความปรารถนาของคนอิสราเอลนั้นมุ่งหมายเอาใครเล่า ไม่ใช่ตัวท่านและพงพันศ์ของบิดาท่านหรอกหรือ” น้าตุ๊กว่า..คำพูดนี้ซาอูลน่าจะพอเข้าใจนะ เพราะสิ่งที่คนอิสราเอลมุ่งหมาย อยากได้ ตั้งตารอในตอนนั้นก็มีอยู่อย่างเดียวคือ “กษัตริย์” เพราะฉะนั้นพอซามูเอลพูดอย่างงี้ ซาอูลต้องเข้าใจแต่ไม่อยากเชื่อ..ว่ามันจะเป็นไปได้ เพราะข้อที่21 ซาอูลแย้งว่า เขาไม่ใช่คนเผ่าใหญ่ ไม่ได้มาจากตระกูลดัง แล้วทำไมซามูเอลมาพูดเหมือน “เขาคือคนที่ชาติต้องการ” ซะขนาดนั้น
ดู1ซมอ.9:22-24 ซามูเอลพาซาอูลกับคนรับใช้เข้าไปในห้องโถงที่จัดไว้สำหรับรับประทานอาหาร แล้วก็ให้ซาอูลนั่งตรงหัวโต๊ะ ซึ่งปกติแล้วจะเป็นที่ของคนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะอาหารหรือโต๊ะประชุมก็เหมือนกัน ข้อที่23 ซามูเอลบอกคนครัวว่า ให้เอาเนื้อที่เขาสั่งให้เก็บไว้ออกมา..นี่แสดงว่าเขาเตรียมการรับรองไว้ล่วงหน้า สรุปว่าแขกที่ไม่ได้รับเชิญในการนี้เลยกลายเป็นคนสำคัญตัวจริง
ดู1ซมอ.9:27/10:1 เช้าอีกวันซามูเอลก็ไปส่งซาอูลกลับบ้าน ระหว่างทางที่กำลังเดินไปซามูเอลบอกให้ซาอูลสั่งคนใช้ให้เดินล่วงหน้าไปก่อน พออยู่กันสองคนซามูเอลก็หยิบขวดน้ำมันเจิมลงบนศีรษะของซาอูล แล้วก็บอกว่า”พระเจ้าเลือกเขาให้เป็นกษัตริย์ของอิสราเอล” ถึงตอนนี้ ซาอูลที่อึ้งๆอยู่แล้วตั้งแต่เมื่อวาน..มาตอนนี้คงอึ้งได้อีก แต่ความคลุมเคลือหรือความสงสัยที่ค้างอยู่..คงจะหมดไปละ เพราะสิ่งที่ซามูเอลทำมันยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเขาถูกเลือกให้เป็นกษัตริย์ของคนอิสราเอลจริงๆ
ดู1ซมอ.10:2-4/5-7 ซามูเอลรู้ว่าซาอูลจะไม่ยอมรับอะไรง่ายๆ คงเป็นประเภทที่ต้องการ..การคอนเฟิร์ม ก็เลยมีการพูดทำนายล่วงหน้าให้ฟัง..ว่าเดี๋ยวซาอูลเดินกลับไปเนี่ยนะ..เขาจะเจออะไรมั่ง อย่างแรกที่ซามูเอลบอกก็คือ ระหว่างทางที่กลับไปซาอูลจะเจอผู้ชายสองคนริมที่ฝังศพของนางราเชล และสองคนนี้จะพูดเหมือนที่ซามูเอลบอกซาอูล ก็คือเขาหาลาเจอแล้ว แต่ตอนนี้พ่อกำลังเป็นห่วงเขามาก
จากนั้นพอเดินไปอีกนะที่ต้นก่อหลวง ตำบลทาโบร์ ซาอูลจะเจอผู้ชายสามคนกำลังเฝ้าพระเจ้าที่เบธเอล ซามูเอลบอกละเอียดด้วย..ว่าคนหนึ่งอุ้มลูกแพะสามตัว อีกคนมีขนมปังสามก้อน คนสุดท้ายจะถือถุงหนังเหล้าองุ่นแล้วสามคนนี้จะไม่แค่ทักทายซาอูลเฉยๆ...แต่จะแบ่งขนมปังให้เขาสองก้อน..เป็นเสบียงกลับบ้านด้วย (นี่ถ้าหมอดูสมัยนี้แม่นเหมือนซามูเอลนะ..คงรวยเละ ผู้คนก็คงจะแห่กันไปยกเขาเป็นรูปเคารพ หรือไม่ก็เอาแต่นั่งกด1900 1900 *** แต่อย่าหวัง..ตราบใดที่แก้วสารพัดนึกไม่มีวันที่จะอยู่ในมือของผู้ร้าย ตราบนั้นพระเจ้าก็จะไม่มีวันให้ของดีได้ไปอยู่กับพวกเทียมเท็จ แล้วคนของพระเจ้าที่เป็นของแท้และมีของประทานพิเศษ..จะไม่มีวันเห็นแก่เงินทองหรือเกียรติยศ “แล้วฉวยโอกาสหากินบนความอ่อนแอของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน” ..เพราะถ้าทำอย่างงั้น พระเจ้าก็จะทรงปลดลง ให้ต้องพบจุดจบเหมือนบาลาอัม (กดว.31:8)
ดู1ซมอ.10:10-12 ข้อนี้พูดถึงหมายสำคัญครั้งที่สาม ตามที่ซามูเอลบอกไว้ ซึ่งอันนี้สำคัญสุด ซามูเอลบอกว่าซาอูลจะเผยพระวจนะ แล้วเขาก็ทำจริงๆเพราะพระเจ้าทรงสถิต
ข้อที่11บอกว่า..ชาวบ้านที่เคยรู้จักซาอูลมาก่อน พอเห็นเขาเผยพระวจนะก็งง..แล้วก็พูดกันประมาณว่า เอ๊ะ..นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับลูกชายของคีชนะ เดี๋ยวนี้เขาเป็นผู้เผยพระวจนะแล้วเหรอ คือปกติพวกเขาคงเห็นซาอูลเป็นเด็กหนุ่มธรรมดา..ที่ทำไร่เลี้ยงลาไปวัน เพราะฉะนั้น ในเวลาที่พระเจ้าทรงเจิมใครก็ตาม..มันจะมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่คนรอบข้างต้องสังเกตเห็น แล้วการเผยพระวจนะก็เป็นเครื่องหมายที่แสดงให้เห็นว่า..พระเจ้าได้ประทานสิทธิอำนาจในการปกครองอิสราเอลให้ซาอูลแล้วจริงๆ (พวกเราน่าจะจำได้ในสมัยอพยพ ตอนที่โมเสสแต่งตั้งผู้นำ70 คนให้มาช่วยรับภาระการดูแลประชาชน ผู้นำ70คนที่ได้รับการเจิมตั้งก็เผยพระวจนะอยู่ในค่ายเหมือนที่ซาอูลทำอยู่ตอนนี้) และที่สำคัญอีกอย่างคือในข้อที่12 บอกว่า “ดังนั้นจึงเกิดเป็นคำภาษิต..” คำว่า ซาอูลอยู่ในจำพวกผู้เผยพระวจนะด้วยหรือ..กลายเป็นคำสุภาษิต หมายความว่าเกิดเป็นคำพูดที่ใช้บอกเล่าต่อๆกันไปเพื่อว่าคนที่ไม่อยู่ในเหตุการณ์ก็จะได้รู้กันอย่างทั่วถึง..(ว่าตอนนี้พระเจ้าการันตีเขาแล้ว)
ดู1ซมอ.10:14-16 พอซาอูลมาถึงบ้าน..ลุงก็ออกมารับแล้วถามว่าไปไหนมา ซาอูลก็บอก..ไปหาลา หาไม่เจอก็เลยไปถามซามูเอล พอได้ยินชื่อซามูเอลลุงก็หูผึ่ง..ถามใหญ่เลยว่าซามูเอลบอกอะไรมั่ง แต่ซาอูลก็บอกแค่ค่าวๆ คือพูดถึงแต่เรื่องลา ส่วนเรื่องระดับประเทศ..ที่ซามูเอลเจิมเขาเป็นกษัตริย์..ซาอูลไม่พูดถึงเลย
หมดเวลาแล้ว พบกันสัปดาห์หน้า
ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ

วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

หนังสือ1ซามูเอล ครั้งที่4 อาทิตย์ที่ 7:2:2010

...หีบพันธสัญญากลับบ้าน...
ดู1ซมอ.6:1-3 หีบพันธสัญญาที่ตกไปอยู่ในมือของคนฟิลิสเตียเป็นเวลา7เดือน กำลังจะถูกส่งคืนให้อิสราเอลอย่างง่ายดาย ไม่ต้องมีการแย่งชิง ไม่ต้องใช้กำลัง ไม่ต้องมีแม้แต่การเจรจาอะไรทั้งสิ้น พวกเขาแค่กำลังตกลงกัน...ว่าจะส่งคืนยังไงดี คนฟิลิสเตียคิดได้แค่นี้ แทนที่เห็นความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าแล้ว จะยอมละทิ้งรูปเคารพเดิมๆหันมากราบไหว้วางใจในพระองค์ พวกฟิลิสเตียยังเลือก..ที่จะกำจัดพระเจ้าออกไปให้พ้น ...แล้วในข้อที่ 3 ปุโรหิตของพวกฟิลิสเตียก็แนะนำด้วยว่า “เวลาส่งกลับไป ให้เตรียมเครื่องบูชาส่งกลับไปด้วย เพื่อเป็นการไถ่บาปที่พวกเขาได้กระทำต่อพระเจ้า”
ดู1ซมอ.6:5-6 พวกฟิลิสเตียกำลังคิดว่า..จะเอาใจพระเจ้าของอิสราเอลยังไงดี พวกปุโรหิตคิดออกแค่วิธีเดียว คือทำรูปเทียมเลียนแบบปัญหาที่เกิดขึ้น “เป็นฝีห้าลูกกับหนูห้าตัว” (อันนี้น้าตุ๊กจนปัญญาจริงๆไม่รู้ว่าแรงบันดาลใจของพวกเขาคืออะไร) เพราะการถวายรูปฝีกับหนู..ไม่เป็นที่พอพระทัยพระเจ้าแน่นอน ไม่มีเรื่องอย่างนี้ในกฎบัญญัติของพระองค์ แล้วปุโรหิตของพวกฟิลิสเตียก็มั่นใจเลยนะ..ว่าถ้าทำอย่างนี้แล้ว..พระเจ้าน่าจะหายโกรธ และช่วยบรรเทาความโชคร้ายของพวกเขาลงได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ..พวกฟิลิสเตียรู้เรื่องพระเจ้ากับประวัติศาสตร์ของคนอิสราเอลอย่างน่าทึ่งเลยล่ะ...
เพราะในข้อที่ 6 คนฟิลิสเตียเขามีการหยิบยกเอาเรื่องราวในสมัยอพยพขึ้นมาเป็นตัวอย่าง แล้วสรุปเสร็จสรรพว่า...พวกเขาจะไม่ทำพลาดเหมือนฟาโรห์ ที่ไม่ยอมปล่อยคนยิวไปทั้งที่ถูกภัยพิบัติเล่นงานจนลากเลือดแต่พวกเขาจะรีบคืนหีบไป..โดยไม่ต้องรอให้เกิดอะไรมากไปกว่านี้ (แหม..เหมือนจะฉลาดกว่าฟาร์โรห์เลยเนอะ)
ดู1ซมอ.6:10-12 คนฟิลิสเตียวางแผนการส่งหีบพันธสัญญาคืนให้อิสราเอล.. ด้วยการใส่ไปบนเกวียนที่เทียมด้วยโคแม่ลูกอ่อนสองตัว โดยที่ลูกโคจะถูกแยกออกไป แล้วปล่อยให้โคเดินไปเองอย่างอิสระ ซึ่งตามสัญชาติญาณแล้ว..มันต้องกลับไปหาลูก แต่ถ้ามันลากเกวียนตรงไปที่ของคนอิสราเอล ก็แปลว่า..พระเจ้าเป็นผู้ที่ทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้นแน่นอน แล้วพวกเจ้านายของฟิลิสเตียก็ตามดูไปห่างๆ ปรากฎว่า...แม่วัวตรงดิ่งไปที่เมืองเบธเชเมชของอิสราเอล พอชาวอิสราเอลเห็นหีบพันธสัญญาก็ดีใจกันยกใหญ่ เชิญหีบไปวางไว้บนก้อนหิน รีบเอาเกวียนมาผ่าเป็นฟืนแล้วก็จัดแจงเผาแม่วัวเป็นเครื่องบูชา ดูต่อไปว่าเกิดอะไรขึ้น...
ดู1ซมอ.6:19-20/21-7:1 พระเจ้าทรงประหารคนอิสราเอลหลายหมื่นคน เพราะเขาแอบมองหีบแห่งพันธสัญญา คงจะมีคำถามว่าทำไม..ทำไมพระเจ้าถึงฆ่าคนของพระองค์ซะมากมายขนาดนี้.....เปิดไปดูกดว.4:15/20 กฎบัญญัติของพระเจ้าคือ คนเลวีเท่านั้นที่มีสามารถจะขนย้ายหีบพระโอวาทได้ เพราะพระองค์ทรงชำระคนเผ่านี้ไว้เพื่อปรนนิบัติพระองค์ แต่ถึงอย่างงั้นในข้อที่20 ก็บอกว่าอย่าให้ใครมองของศักดิ์สิทธิ์ในอภิสุทธิสถานแม้แต่นิดเดียว ถ้าใครมองคนนั้นต้องตาย แล้วที่สำคัญชาวเมืองเบธเชเมชคงจะมองหีบพระสัญญาในลักษณะที่เป็นรูปเคารพ..เหมือนของขลังอย่างนึง อาจสงสัยว่าพระเจ้าจะอยู่ในหีบรึเปล่า พระองค์เลยต้องตัดวงจรความไม่เชื่อฟังของอิสราเอลให้เด็ดขาด เพื่อเป็นการดึงให้เขากลับมายำเกรงและเคร่งครัดในกฎบัญญัติอย่างจริงจังซะที เพราะพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อในกฎเกณฑ์ของพระองค์เสมอไม่ว่ามนุษย์จะคิดยังไง บางครั้งอาจมองว่าโหดร้าย หรือบางคราวก็สงสัยว่าทำไมพระเจ้าต้องดีขนาดนี้ด้วย..แต่นั่นก็แค่สติปัญญาของมนุษย์ที่ไม่ค่อยจะอยู่กะร่องกะรอย (เพราะเปลี่ยนไปตามองค์ความคิดทั้งภายนอกภายในของแต่ละคน) แต่พระเจ้าทรงเล่นตามเกมส์ พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเสถียรต่อกฎที่พระองค์ตั้งไว้เสมอ
....พอชาวเมืองเบธเชเมชตั้งสติได้ ก็ตกลงกันว่าจะส่งข่าวไปที่เมือง”คีริยาทเยอาริม” ให้มาเชิญหีบพระสัญญาไปไว้ที่เรือนของอาบีนาดับ..โดยการดูแลของเอเลอาซาร์ หีบพระสัญญาก็อยู่ที่นั่นนานถึง20ปี (ทำไมไม่เอาไปไว้ที่ชิโลห์..ก็เพราะมีหลักฐานที่แสดงว่าชิโลห์น่าจะถูกทำลายไปแล้ว)
ดู1ซมอ.7:3-4/5-6 บทที่7นี้จะเป็นบันทึกเรื่องราวตอนที่ซามูเอลเริ่มวินิจฉัยอิสราเอล ชักนำให้พวกเขากลับใจใหม่ ละทิ้งพระเทียมเท็จทั้งหมดหันมา”ปักใจตรงต่อพระเจ้า” และปรนนิบัติพระองค์ผู้เดียว ข้อที่4 บอกว่าคนอิสราเอลก็เชื่อฟัง..เลิกไหว้พระบาอัล พระอัชทาโรท หลังจากนั้น ซามูเอลก็เรียกประชุมคนอิสราเอลที่มิสปาห์ และสัญญาว่าเขาจะเป็นตัวแทนอธิฐานต่อพระเจ้าเพื่อคนอิสราเอล แล้ววันนั้นก็มีการตักน้ำเทออกเพื่อถวายพระเจ้า มีการอดอาหาร..ทั้งประเทศก็คงจะหยุดกิน หยุดดื่ม เพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขาสำนึกผิดและต้องการที่จะแสวงหาพระเจ้าอย่างจริงใจ
ดู1ซมอ.7:7-8 พวกฟิลิสเตียยังไม่ยอมลามือจากคนอิสราเอลง่ายๆ แล้วคราวก่อนฟิลิสเตียก็เป็นฝ่ายชนะด้วย เลยได้ใจ...พอได้ยินว่าคนอิสราเอลไปประชุมกันที่มิสปาห์ก็รีบยกทัพไปทำสงครามเพราะมั่นใจว่าจะต้องชนะอีก ส่วนอิสราเอลพอเห็นพวกฟิลิสเตียยกทัพมาก็ตกใจ...กลัวจนทำอะไรไม่ถูก ตั้งตัวก็ไม่ทัน..หีบพันธสัญญาก็ไม่อยู่..(แต่ถึงอยู่..ช่วยมะ..ไม่ช่วยหรอก) เพราะฉะนั้น นี่เป็นสถานการณ์ที่มาจากพระเจ้า คือให้เกิดสงครามตอนที่ไม่พร้อม เพราะถ้าพร้อมทีไรมันก็ไปวางใจอย่างอื่นทุกที เลยต้องเจออย่างงี้ ความเชื่อของอิสราเอลถึงจะเต็มขนาดยอมหันมาพึ่งพาพระเจ้าอย่างสุดใจ
พวกเราก็เหมือนกัน..ถ้ายึดติดกับอะไรมากๆ บางทีพระเจ้าก็จำเป็นต้องให้เราเข้าไปอยู่ในทางตันบ้าง..ไม่มีตัวช่วย ไม่มีเงิน ไม่มีเส้น ไม่มีเพื่อน ไม่มีอะไรเลย เพราะจุดนั้นเราจะสัมผัสชัดเจน..ว่าสิ่งเดียวที่สามารถพึ่งพาและช่วยเราได้ตลอดเวลา ก็คือ“พระเจ้า” แล้วเมื่อสถานการณ์คับขันผ่านไป มันจะทำให้เรารู้สึกได้จริงๆว่าถ้าเรามีพระเจ้า...อย่างอื่นก็ไม่จำเป็น
...มันก็ไม่ง่ายอีกเหมือนกันที่จะรู้สึกอย่างงี้ได้จริงๆ แต่เราจะเชื่อได้มากขึ้นถ้าเราฝึก..ฝึกยังไง ก็แค่จัดการกับเรื่องในชีวิตประจำวันของเราให้ถูกต้อง แต่ละวันเจออะไร แล้วแต่ละเรื่องตัดสินใจยังไง เลือกเดินตามที่พระเจ้าสอนรึเปล่าหรือเลือกทำตามใจตัวเอง วิธีเรียนรู้ที่จะดำเนินกับพระเจ้า..ก็แค่เนี้ย ไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องยากๆหรือเรื่องไกลๆ..มันไม่ซับซ้อนขนาดนั้น เอาแค่เรื่องที่อยู่ตรงหน้า..วันต่อวันก็พอ
...และตอนนี้คนอิสราเอลก็กำลังตกอยู่ในภาวะคับขัน พวกเขาพร้อมแล้วที่จะพึ่งพระเจ้าจริงๆซะที ในข้อที่8 บอกว่า..พวกเขาขอให้ซามูเอลอธิฐานเผื่อ วิงวอนให้พระเจ้าช่วยกู้ให้พ้นจากมือพวกฟิลิสเตีย
ดู1ซมอ.7:10-11 ขณะที่ซามูเอลถวายเครื่องเผาบูชาอยู่ กองทัพของพวกฟิลิสเตียก็มาถึง พระเจ้าก็ตอบคำอธิฐานโดยให้เกิดพายุใหญ่มีฟ้าร้องดังกึกก้อง จนกองทัพฟิลิสเตียสับสนอลหม่าน คนอิสราเอลเลยกลับเอาชนะพวกฟิลิสเตียได้..ทั้งที่ตัวเองไม่พร้อม ไม่ได้ตั้งใจมารบเลยด้วยซ้ำ แล้วเมื่อกี๊..ก็ยังกลัวเขาอยู่เลย แต่ตอนนี้ในข้อที่11กลายเป็นว่าคนอิสราเอลกลับเป็นฝ่ายตามฆ่าพวกฟิลิสเตียไปจนถึงเบธคาร์
ดู1ซมอ.7:12-13 เมื่อชนะพวกฟิลิสเตียแล้ว ซามูเอลก็ตั้งศิลาก้อนนึงไว้เป็นอนุสรณ์อยู่ระหว่างเมืองมิสปาห์กับเมืองเชน เรียกชื่อว่า”เอเบนเอเซอร์” แปลว่า “พระเจ้าทรงช่วยพวกเราจนบัดนี้” (แต่น้าตุ๊กอยากจะใช้คำว่า..”พระเจ้ายังอุตส่าห์ช่วยพวกเรามาจนทุกวันนี้ ทั้งๆที่ ก็ผิดกันหัวไม่วางหางไม่เว้น) หลังจากนั้นฟิลิสเตียก็ไม่มารุกรานอิสราเอลอีกเลยตลอดชีวิตของซามูเอล เพราะพระเจ้าทรงค้ำชูอิสราเอลไว้ เมืองต่างๆที่ถูกยึดไปตั้งแต่เอโครนจนถึงเมืองกัทก็ได้คืน แล้วยังมีสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับคนอาโมไรต์ด้วย ทำให้รู้สึกว่าอะไรๆก็ดีไปหมดในสมัยของซามูเอล ในข้อที่16 บอกว่า “ท่านก็เที่ยวไปโดยรอบทุกปีเป็นประจำจากเบธเอลไปกิลกาล จากกิลกาลไปมิสปาห์” คือเดินสายดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง แต่ทุกครั้งที่เสร็จงานซามูเอลก็จะกลับไปอยู่บ้านที่รามาห์ นอกจากนี้ ซามูเอลก็ยังสร้างแท่นบูชาไว้ที่รามาห์ด้วย
คนอิสราเอลร้องขอกษัตริย์
ดู1ซมอ.8:1-5 พอซามูเอลเริ่มแก่ลง ข้อนี้บอกว่าท่านก็ตั้งลูกชายสองคน คือ โยเอลกับอาบียาห์ ให้เป็นผู้วินิจฉัยแทน และในข้อที่3 ก็บอกว่า “แต่ลูกชายของซามูเอลเนี่ย ไม่เหมือนพ่อ พวกเขาทุจริตและไม่สัตย์ซื่อ” ถ้าจะลองคิดดูดีๆน้าตุ๊กว่า..ตำแหน่งผวฉ.มันไม่ได้สืบทอดทางเชื้อสายนะ..แต่พระเจ้าเป็นผู้เลือก ตรงจุดนี้ทำให้น้าตุ๊กรู้สึกว่า..พระเจ้าทรงสำแดงให้เห็นความจริงอีกข้อหนึ่งคือ”มนุษย์ไม่สามารถสืบทอดความชอบธรรมหรือความดีทางสายเลือด” ส่วนผู้วินิจฉัยที่ดี ผู้เผยพระวจนะแท้ หรือผู้รับใช้ที่เกิดผล ที่เราได้เห็นในพระคำภีร์หรือแม้แต่ในชีวิตจริง..คนเหล่านี้เป็นพระคุณที่มาจากพระเจ้า ที่ประทานพวกเขามาตามวาระที่พระองค์เห็นสมควร เพราะฉะนั้น ในเมื่อความชอบธรรมมันไม่ได้สืบทอดทางสายเลือด มันก็ไม่แปลก..ที่ลูกของซามูเอลจะมีนิสัยบาป แล้วก็ไม่เจริญรอยตามพ่อ
..ข้อที่5 บอกว่า พวกผู้นำของอิสราเอลก็ไปหาซามูเอล แล้วบอกว่า”อยากได้กษัตริย์”โดยอ้างเหตุผลเรื่องเนี้ย..เรื่องที่ลูกชายของซามูเอลเป็นคนทุจริต
ดู1ซมอ.8:6-7 พอได้ยินคนอิสราเอลบอกว่าอยากได้กษัตริย์ ซามูเอลก็ไม่พอใจเพราะถูกทำให้รู้สึกเหมือนบกพร่องในหน้าที่ แต่หลักๆแล้วซามูเอลไม่ได้โกรธที่เขาจะปลดตัวเอง แต่ซามูเอลเข้าใจทันทีว่าเรื่องนี้เป็นความผิดบาป เพราะอิสราเอลมี”พระเจ้า”เป็นกษัตริย์อยู่แล้ว ฉะนั้นตรงนี้ที่จะน่าโกรธก็เพราะมันไปเข้าล็อกเดิม คือพวกเขาอยากได้รูปเคารพ..วางใจในสิ่งที่จับต้องมองเห็น อยากมีกษัตริย์ตัวเป็นๆ..คงรู้สึกว่ามันอุ่นใจหรือไม่ก็คงเบื่อ..ที่จะเล่นตามเกมส์ (ที่มีกฎบัญญัติของพระเจ้าเป็นกติกา) ในข้อที่7 พระเจ้าตรัสกับซามูเอลว่า “คนอิสราเอลไม่ได้ปฏิเสธเจ้า..พวกเขาปฎิเสธพระองค์ต่างหาก” พระเจ้าตรัสอย่างนี้ แปลว่าไร แปลว่าพระองค์รู้..ว่าจริงๆแล้วคนอิสราเอลคิดอะไร ยังยึดติดกับรูปเคารพขนาดไหน พวกเขาอาจจะบอกว่าอยากได้กษัตริย์เพราะลูกชายซามูเอลเป็นคนทุจริตหรือจะยกอะไรมาอ้างก็ได้หมดแหละถ้าคิดว่ามีปาก..แล้วจะพูดอะไรก็ได้ แต่ความจริงคืออะไร..ใจของพวกเขาหรือใจของเราคิดยังไง..พระเจ้ามองเห็น (ทะลุปรุโปร่ง)
ดู1ซมอ.8:8-10 ข้อนี้เหมือนพระเจ้าจะทรงปลอบใจซามูเอล เพราะพระองค์บอกว่า“นี่ไม่ใช่ครั้งแรกนะที่อิสราเอลปฎิเสธพระองค์ แต่มันนิสัยอย่างงี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ตั้งแต่พาออกมาจากอียิปต์ก็กบฎตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้ก็ยังดื้อเหมือนเดิม พออยู่เย็นเป็นสุขเข้าหน่อยก็คอยแต่จะลืมพระเจ้า อยากมีอิสระที่จะทำอะไรตามใจตัวเอง(ทั้งๆที่เอาตัวไม่รอด) เพราะฉะนั้นจะแปลกอะไรถ้าตอนนี้พวกเขาจะไม่ยอมรับซามูเอลเพราะขนาดพระเจ้ามันยังกล้าทิ้งเลย..แล้วซามูเอลจะเหลือมั๊ยเนี่ย
..จากนั้นพระเจ้าก็บอกซามูเอลให้ทำตามที่คนอิสราเอลเรียกร้อง..แต่ก็ยังทรงห่วงพวกกบฎจนหยดสุดท้าย เพราะได้บัญชาให้ซามูเอลเตือนประชาชนให้สังวรณ์ถึง ”ราคาที่พวกเขาต้องจ่าย” สำหรับการมีกษัตริย์..ซามูเอลจึงนำพระวจนะของพระเจ้ามาถึงประชาชน
...หมดเวลาแล้วค่ะ จนกว่าจะพบกันใหม่
พระเจ้าอวยพรค่ะ

วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

หนังสือ 1ซามูเอล ครั้งที่ 3 อาทิตย์ที่ 31:1:2010

ดู1ซมอ.3:2-6 พระเจ้าทรงเรียกซามูเอลเป็นครั้งแรก ในคืนหนึ่งที่เขานอนหลับอยู่ ซามูเอลก็ได้ยินเสียกเรียก...นึกว่าเป็นเสียงของเอลีเพราะปกติแล้วเอลีคงต้องอาศัยไหว้วานให้ซามูเอลหยิบนู่นทำนี่ให้ เพราะตัวเองก็แก่มากแล้วและในข้อที่2ก็บอกไว้ชัดเจนว่า ”ตาของท่านก็เริ่มมืดมัวมองอะไรไม่เห็น” ก็คงจะได้ซามูเอลนี่แหละที่เป็นเหมือนศิษฐ์ก้นกุฏิ หรือปุโรหิตฝึกหัด แต่พอซามูเอลลุกไปหาเอลี..บอกว่าข้าพเจ้าอยู่นี่ เอลีก็บอกว่าไม่ได้เรียกเป็นอย่างงี้อยู่สามครั้ง พอครั้งที่สามเอลีรู้ละ..ว่าคนที่เรียกซามูเอลคือ”พระเจ้า” เอลีก็เลยบอกซามูเอลให้กลับไปนอน แล้วถ้าได้ยินอีกก็ให้ทูลตอบว่า “พระเจ้าเจ้าข้า ขอพระองค์ตรัสเถิด เพราะผู้รับใช้ของพระองค์คอยฟังอยู่” เด็กๆลองคิดดู..ว่าเราตอบพระเจ้าด้วยท่าทีอย่างงี้รึเปล่า ในทุกๆสถานการณ์ที่มาถึงเราหรือทุกครั้งที่เราได้ยินเสียงของพระองค์ เราควรจะตอบพระเจ้าแบบนี้ทุกครั้ง คือ “พระองค์เจ้าข้าขอตรัสเถิด ผู้รับใช้ของพระองค์คอยฟังอยู่” (และกระทำตาม) ไม่ใช่เงี่ยหูฟังแต่เรื่องที่ถูกใจเรา อันไหนไม่ถูกใจก็เฉไฉทำเป็นไม่ได้ยิน เพราะน้าตุ๊กเคยเห็นมาแล้ว...ขนาดหายนะมันเกิดขึ้นต่อหน้า บางคนยังกล้าเมินสิ่งที่พระเจ้าเตือน..เอาแต่นั่งรอพระพรที่ชั้นอยากได้ ตรงจุดนี้เด็กๆต้องเรียนรู้ที่จะดำเนินกับพระเจ้าอย่างถูกต้อง ยอมรับพระองค์ในทุกวิถีทางที่ทรงสำแดงกับเรา..ไม่ใช่เลือกเอาแต่ที่ชอบ เพราะพระเจ้าทรงรักเรา..การขัดเกลาของพระองค์ก็เพื่อที่เราจะงดงามขึ้น ถึงแม้บางครั้งที่โดนมันต้องเจ็บ แต่ถ้ามาจากพระเจ้าทุกอย่างคือสิ่งที่ดี..เราต้องถ่อมใจลงและยินดีที่จะเดินตาม
ดู1ซมอ.3:10-14 แล้วพระเจ้าก็มาหาซามูเอลและเรียกเขาอีก คราวนี้ซามูเอลก็ตอบออกไปอย่างที่เอลีสอนไว้ และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่พระเจ้าเผยพระวจนะกับซามูเอล สิ่งที่พระองค์บอก ก็คือ วาระแห่งการพิพากษาครอบครัวของเอลีมาถึงแล้ว ในข้อที่ 11พระองค์บอกว่า “..หูของทุกคนผู้ที่ได้ยินจะแสบทั้งสองข้าง” พระเจ้าไม่ได้ทรงพูดเกินเลย เพราะเดี๋ยวในบทที่4เราจะได้เห็นกันว่า ตอนที่เอลีรู้ข่าวว่าลูกถูกฆ่าตาย เขาก็หงายหลังตกเก้าอี้ตายไปเลย
ข้อที่13 บอกว่า..”เพราะบุตรทั้งสองของเขาเหยียดหยามพระเจ้า และเขาก็มิได้ห้ามปราม” เอลีเป็นผู้รับใช้พระเจ้ามีหน้าที่ดูแลงานในวิหาร รวมถึงจิตวิญญาณของผู้คน..ซึ่งนับว่าเป็นหน้าที่อันยิ่งใหญ่ แต่เขากลับละเลยไม่ดูแลครอบครัวตัวเอง ในฉธบ.น้าตุ๊กสอนไปแล้วว่า..ความรักต้องเริ่มที่บ้านก่อน ถ้าครอบครัวคุณล้มเหลวคุณไปช่วยใครไม่ได้หรอก
ดู 1เปโตร2:5 ไม่ใช่แค่เอลี อาโรน หรือซามูเอล แต่พวกเราทุกคนคือปุโรหิต และร่างกายของเรา ก็คือพระวิหารของพระองค์ ที่มีพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่(ทุกคน) ตั้งแต่วันที่เรารับเชื่อในพระคริสต์ (baptize unto life) เพราะฉะนั้น ถ้าเราทำสิ่งไม่ดีหรือไม่ถูกต้อง ก็เท่ากับเราเหยียบย่ำพระวิหารของพระเจ้า ซึ่งไม่ต่างอะไรกับเอลีแล้วก็ลูกชายของเขาเลย
ในข้อที่14 พระเจ้าทรงบอกต่อไปว่า “..ความบาปชั่วของพงศ์พันธ์เอลีนั้น จะลบล้างด้วยเครื่องสัตวบูชาไม่ได้” ต้องตายสถานเดียว แปลว่าความบาปของเอลีกับลูก...เป็นบาปที่เขาตั้งใจทำ เพราะการเผาเครื่องบูชาจะลบล้างได้แต่ความบาปที่ไม่ได้ตั้งใจ
ดู1ซมอ.3:17-18 แรกเลย ซามูเอลไม่กล้าบอกเอลี..ว่าพระเจ้าทรงตรัสอะไร แต่เอลีก็คะยั้นคะยอจนซามูเอลต้องเล่าทุกอย่างให้ฟัง ทีนี้พอเอลีรู้ว่าพระเจ้าจะลงโทษตัวเองกับลูก เอลีมีท่าทียังไง เอลีพูดว่า..”คือพระเจ้าเอง ขอพระองค์ทรงกระทำตามสิ่งที่พระองค์ทรงเห็นชอบเถิด” หมายความว่าไง..ถ้าให้น้าตุ๊กแปลเป็นภาษาเราๆ น้าตุ๊กรู้สึกเหมือนเอลีจะพูดว่า”..ก็พระองค์คือพระเจ้า พระองค์ใหญ่สุด จะทำไงก็แล้วแต่น้ำพระทัย” ฟังเผินๆก็ดูเหมือนคนมีความเชื่อนะ เหมือนจะวางใจพระเจ้า แต่จริงๆแล้วความหมายของเอลีก็คือ..อะไรจะเกิดก็ช่างแต่ชั้นขอทำเหมือนเดิม เพราะไม่มีท่าทีใดๆจากเอลีที่จะทำให้เห็นว่า..เขาสำนึกผิด รู้สึกโศกเศร้า เอลีไม่ได้เอาขี้เถ้าโรยหัว อดอาหารอธิฐาน หรือทูลขอการอภัยจากพระเจ้าตั้งแต่คืนยันรุ่ง (เหมือนก.ดาวิด ดู2ซมอ.12:16) ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำเมื่อคำพิพากษามาถึง แม้จะยับยั้งพระอาชญาไม่ได้ แต่มันสำแดงให้เห็นถึงการสำนึกผิดและกลับใจใหม่ ตรงนี้เด็กๆต้องแยกแยะให้ออกระหว่าง “การวางใจในสิ่งที่พระเจ้ากำหนดไว้” กับการที่จะเอาความเคร่งครัดศรัทธามาอ้าง (เพราะขี้เกียจทำอะไรบางอย่าง)
เช่น...เราจะมีรูปร่างหน้าตายังไง (อันนี้ปั้นไว้แล้ว) ต่อไปเราจะมีอาชีพอะไร รูปแบบชีวิตเราจะเป็นแบบไหน (อันนี้เขียนไว้แล้ว และมันต้องดีสำหรับเราแน่ๆ) หรือแม้แต่ เกิดมาแล้วก็ต้องตาย ยุคสุดท้ายจะต้องมาถึง กรณีอย่างงี้ต่างหากที่เราต้องวางใจพระเจ้า ปล่อยให้เป็นไปตามน้ำพระทัยเพราะเราเชื่อในความยิ่งใหญ่ของพระองค์
...แต่ไม่ใช่เรื่องที่คุณจะทำสิ่งที่ผิด แล้วมาพูดว่า”ถ้าพระเจ้าจะลงโทษก็แล้วแต่น้ำพระทัย อะไรจะเกิดก็เกิด..แล้วไหนๆก็ต้องโดนอยู่แล้ว ชั้นก็เลยทำบาปต่อไป เพราะคงจะเปลี่ยนอะไรไม่ได้” มันคนละเรื่องกันเลย เด็กๆต้องจำไว้เสมอ..ว่าถ้าเราทำผิดไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่กลับใจใหม่ขอโทษพระเจ้าแล้วพยายามอย่าทำอีก สำเร็จมั่งไม่สำเร็จมั่งไม่เป็นไร..เพราะพระเจ้าดูที่ใจว่าเราพยายามหรือยัง อย่าเป็นเหมือนเอลี ทำทีว่าชั้นวางใจแต่จริงๆแล้ว..ไม่เคยคิดที่จะแก้ไขอะไรเลย แทนที่จะเอาความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเป็นแรงบันดาลที่จะทำตามน้ำพระทัย กลับใช้เรื่องนี้มาอ้างเพื่อจะได้ไม่ต้องทำอะไรให้มันดีขึ้น
ดู1ซมอ.3:19-21 “..พระเจ้าไม่ให้วาจาของซามูเอล ตกไปแม้แต่คำเดียว” หมายถึง ทุกสิ่งที่ซามูเอลพูด จะต้องเกิดขึ้นจริง อันนี้เป็นสัญญาณที่พระเจ้ารับรองให้ซามูเอลเป็นผู้เผยพระวจนะแท้ของพระองค์ เพราะเราเคยเรียนกันไปแล้ว..ถึงการที่จะดูว่าผู้เผยพระวจนะคนนั้นมาจากพระเจ้าหรือไม่ อย่างแรกก็คือ ให้ดูว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นเกิดขึ้นจริงรึเปล่า และอีกข้อก็คือ ดูว่าถ้อยคำของเขาโน้มนำให้อยู่ในทางพระเจ้าหรือไม่
.....ในข้อที่ 20 บอกว่า”..ชนอิสราเอลทั้งปวงตั้งแต่ดานถึงเบเออร์เชบา ก็รู้ว่าซามูเอลเป็นผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า” (ดานถึงเบเออร์เชบา เป็นสำนวนหมายถึงอิสราเอลทั้งประเทศ เพราะว่า ดานคือเมืองหนึ่งที่อยู่เหนือสุด ส่วนเบเออร์เชบาก็เป็นเมืองหนึ่งที่อยู่ใต้สุด) ก็ประมาณว่าตั้งแต่เหนือจรดใต้ ตอนนี้ทุกคนในอิสราเอลยอมรับว่าซามูเอลคือผู้เผยพระวจนะ
ดู1ซมอ.4:1-3 บทที่๔นี้ เป็นเรื่องตอนที่คนอิสราเอลไปรบกับพวกฟิลิสเตีย ยกแรกอิสราเอลดูเหมือนว่าจะสู้ไม่ได้ เพราะในข้อที่2 บอกว่าทหารอิสราเอลถูกฆ่าไปมากถึงสี่พันคน พวกเขาก็เลยไม่เข้าใจว่า..ทำไมพระเจ้าถึงให้แพ้ เหมือนพวกเราเวลาที่มีปัญหาหรือสถานการณ์ไม่ได้อย่างใจ ก็..ทำไม..ทำไม..ทำไม พระเจ้าถึงให้เป็นอย่างงี้ แล้วบางทีก็สรุปเอาเอง เหมือนที่อิสราเอลก็ปรึกษากันเอง..โดยไม่มีการอธิฐาน..ไม่มีการทูลขอให้พระเจ้าทรงนำ แล้วก็สรุปกันเองว่า “เป็นเพราะไม่ได้พกหีบพันธสัญญาไปด้วย เดี๋ยวพรุ่งนี้จะเอาหีบออกไปสนามรบด้วย ทีนี้ต้องชนะแน่ๆ” ข้อนี้บอกอะไรเรา..ก็บอกว่า..ตอนนี้อิสราเอลกำลังสับสนตัวเอง แทนที่จะเห็นตัวเองเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า กลับเห็นพระเจ้าเป็นผู้รับใช้แทน ถูกมะ..เพราะคิดว่าถ้าเอาไปด้วยแล้วจะทำให้ชนะ (แล้วตกลง..ใครใหญ่ล่ะเนี่ย) ตรงนี้เองที่อิสราเอล...พลาดอย่างแรง เพราะกำลังปฏิบัติต่อหีบพันธสัญญาเหมือนเป็นเครื่องลางของขลังอะไรซักอย่างที่คิดว่าต้องพกพาไปด้วยแล้วถึงจะออกฤทธิ์ หีบพันธสัญญาเป็นแค่สัญญลักษณ์ที่เตือนให้เขารู้ว่า”พระเจ้าอยู่ด้วยนะ” และความศักดิ์สิทธิ์และฤทธิ์อำนาจก็อยู่ที่พระองค์เอง มันอยู่ที่หีบซะที่ไหนล่ะ”
ดูต่อไป1ซมอ.4:5-6/8-9 พอเขาเอาหีบพันธสัญญาออกมาไว้ที่ค่ายทหาร คนอิสราเอลก็โห่ร้องอย่างกับตัวเองชนะแล้ว จนพวกฟิลิสเตียได้ยินก็เลยสงสัยว่า..โห่ร้องอะไรกัน พอรู้ว่าอิสราเอลเอาหีบพันธสัญญาออกมาที่สนามรบ คนฟิลิสเตียกลัวมั๊ย..กลัวมาก เพราะยังจำได้ถึงตอนที่พระเจ้านำคนอิสราเอลออกมาจากอียิปต์ แล้วมันก็ชนะไปทั่วแทบทุกที่ที่ย่างเท้าไป พวกฟิลิสเตียก็คิดว่าคราวนี้ตายแน่ แต่ไหนๆจะตายก็ขอสู้จนสุดฤทธิ์จะได้สมศักดิ์ศรี ชายชาติทหาร
ดู1ซมอ.4:10-11 ด้วยความกลัวฟิลิสเตียเลยสู้ยิบตา..ปรากฎว่า..ชนะ อิสราเอลแพ้ยับเยินใน ครั้งนี้คนอิสราเอลถูกฆ่าไปอีกสามหมื่นคน และในจำนวนนี้มีลูกชายของเอลีคือโฮฟนีและฟีเนหัสรวมอยู่ด้วย ที่สำคัญในข้อที่11บอกว่า..หีบแห่งพันธสัญญาก็ถูกพวกฟิลิสเตียยึดเอาไป..พวกเขาเอาไปทำไม..เอาไปเพราะคิดว่าถ้าใครได้ไปครอง..หีบก็ช่วยคนนั้น เหมือนตะเกียงวิเศษที่อยู่กับใคร..คนนั้นก็จะโชคดี จริงๆแล้วคริสเตียนหลายคนก็ยังมีท่าทีอย่างงี้อยู่ คือเห็นพระเจ้าเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น ซึ่งมันผิดแล้วก็อันตรายมาก
ดู1ซมอ.4:12-14/15-17 ข้อนี้บอกว่า...เอลีนั่งรอฟังข่าวอยู่ข้างถนน ใจคอไม่ค่อยดี เพราะอะไร ก็คงจะรู้สึกกลัวๆเพราะตอนนี้หีบพันธสัญญา..มันไม่อยู่ในที่ที่ควรจะอยู่ แล้วลึกๆเอลีก็ต้องสังวรณ์ถึงคำพิพากษาของพระเจ้าแน่นอน
...ข้อที่12บอกว่า มีชายเผ่าเบนจามินคนนึงเสื้อผ้าขาดวิ่น มีดินอยู่บนศีรษะ..อันนี้เป็นเครื่องหมายแสดงถึงความโศกเศร้า วิ่งจากสนามรบมาส่งข่าวที่ชิโลห์ พอชาวเมืองรู้ข่าวที่เขามาบอกก็ร้องไห้กันระงม เอลีเลยร้องถามว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะว่าเขาตามัวมองอะไรไม่เห็น ชายคนนี้ก็เลยไปบอกเอลีว่า..”อิสราเอลแพ้พวกฟิลิสเตีย แล้วลูกชายทั้งสองคนของเอลีก็ตายด้วย มิหนำซ้ำ..หีบพันธสัญญาก็ถูกยึดไป”
ดู1ซมอ.4:18 ข่าวร้ายนี้มันคงหนักหนาสาหัสเกินกว่าคนแก่วัย 98 ปีจะรับไหว เพราะข้อนี้บอกว่า..พอเอลีได้ยินอย่างงั้น ก็หงายหลังตกเก้าอี้..คอหักตายไปเลย ทุกอย่างก็เป็นไปตามคำที่พระเจ้าทรงพิพากษาไว้ งานรับใช้สี่สิบปีของเอลีก็สิ้นสุดลง สำเร็จตามพระวจนะอย่างครบถ้วนกระบวนความ
ดู1ซมอ.4:19-22 ในขณะเดียวกัน ลูกสะใภ้ของเอลี..ภรรยาของฟีเนหัสที่กำลังท้อง พอรู้ข่าวทั้งหมดก็เจ็บท้องคลอดทันที การคลอดเป็นไปอย่างยากลำบาก..แต่ในที่สุดก็ได้ลูกชายคนหนึ่ง นางตั้งชื่อว่า ”อีคาโบด” แปลว่าพระสิริพรากไป ลูกสะใภ้คนนี้น่าจะเป็นคนที่เข้าใจอะไรๆได้ดีนะ เพราะเขาคิดออกว่า”การสูญเสียหีบแห่งพระเจ้า ก็เท่ากับสูญเสียพระสิริไปด้วยซึ่งนับเป็นหายนะที่สุดแล้วของอิสราเอล
.....หีบพันธสัญญาในแผ่นดินของคนฟิลิสเตีย
ทีนี้เราจะมาดูกันว่า เมื่อพวกฟิลิสเตียแย่งเอาหีบพันธสัญญาไปแล้ว มันเป็นยังไง มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง..หีบพระสัญญาจะทำให้พวกเขาโชคดีอย่างที่คิดหรือเปล่า
ดู1ซมอ.5:1-4 หลังจากที่ยึดหีบพันธสัญญาไปแล้ว พวกฟิลิสเตียก็เอาไปไว้ในโบสถ์ของพระดาโกน ที่เมืองอัชโดด การเอาหีบของพระเจ้าแห่งอิสราเอลไปวางไว้ต่อหน้าพระดาโกน คงจะเป็นการสำแดงว่าพระดาโกนของพวกฟิลิสเตีย..เหนือกว่าพระเจ้าของอิสราเอล (เพราะชั้นจับมาเป็นตัวประกันได้สำเร็จ) ข้อที่4บอกว่า..เช้าวันรุ่งขึ้น พอพวกฟิลิสเตียเข้ามาที่วิหารพระดาโกน ก็ต้องตกตะลึงพรึงเพริดเพราะว่า รูปปั้นพระดาโกนของพวกเขาล้มหน้าคว่ำคลุกดินอยู่ต่อหน้าหีบแห่งพระเจ้าของอิสราเอล แต่พวกเขาก็คงคิดว่าไม่เป็นไร..แล้วก็เอาไปตั้งที่เดิม ปรากฎว่า เช้าวันต่อมาเมื่อชาวฟิลิสเตียมาถึง ก็เห็นว่า..มันหนักกว่าเดิม เพราะคราวนี้ไม่ใช่แค่หน้าคว่ำอย่างเดียว เพราะพระดาโกนเหลือแต่ลำตัว ส่วนมือกับหัวหักกระเด็นไปอยู่ที่ธรณีประตู
ดู1ซมอ.5:5 ลองคิดดูว่าพระที่เป็นของแท้และยิ่งใหญ่จริง..ต้องให้คนมาช่วยยกไปวางบนหิ้งมั๊ย จะแตกเป็นเสี่ยงๆได้หรือไม่ หรือแตกแล้วจะหมดฤทธิ์รึเปล่า กาวตราช้างจะช่วยได้แค่ไหน แต่พวกฟิลิสเตียก็ยังคิดไม่ออกหรืออาจจะยังเย่อหยิ่งก็ได้ เพราะในข้อนี้บอกว่า แทนที่พวกเขาจะยอมรับ..ว่าพระเจ้าของอิสราเอลเท่านั้นที่ยิ่งใหญ่และเป็นของจริง กลับประกาศให้ธรณีประตูที่พระดาโกนล้มไปกระแทก..เป็นบริเวณศักดิ์สิทธิ์แทน (ซะงั้น)
ดู1ซมอ.5:6-7/8-9 ในข้อที่แล้วพระเจ้าทรงทำให้เห็นว่ารูปเคารพไม่ได้มีอำนาจอะไรเลย แล้วตอนนี้ พระองค์ก็กำลังจะสั่งสอนคนฟิลิสเตียโดยตรง...ข้อที่ 6 บอกว่า พระเจ้าทำให้เกิดโรคฝีระบาดไปทั่วเมืองอัชโดด แล้วพวกฟิลิสเตียก็รู้ดีว่าที่เป็นอย่างงี้ก็เพราะหีบพันธสัญญาเพราะในข้อที่ 7พวกเขาบอกว่า”พระหัตถ์ของพระเจ้าอยู่เหนือเราและอยู่เหนือพระดาโกนด้วย” คือตอนนี้ยอมรับละว่าพระเจ้าของอิสราเอลใหญ่กว่า พอปรึกษากันแล้วทางแก้ก็ดูเหมือนจะมีทางเดียว คือ..กำจัดหีบไปซะ ตกลงกันว่าจะส่งไปที่เมือง”กัท” เมืองกัทก็เป็นเมืองหนึ่งของพวกฟิลิสเตียที่ใหญ่รองจากอัชโดด แต่พอหีบไปอยู่ที่เมืองกัท...มันก็เกิดเรื่องขึ้นเหมือนเดิม คือโรคฝีก็ระบาดไปทั่วทั้งเมืองรวมถึงบริเวณใกล้เคียงด้วย ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ตายกันระเนระนาด
ดู1ซมอ.5:10-12 พวกฟิลิสเตียหาทางออกอีกครั้ง โดยพยายามจะส่งหีบพันธสัญญาไปไว้ที่เอโครน พอส่งไปปุ๊บ..ชาวเอโครนก็ร้องลั่น ประมาณว่า..นี่จะฆ่ากันรึไงถึงเอาหีบแห่งพระเจ้ามาไว้ที่นี่ พวกผู้นำของฟิลิสเตียก็เลยปรึกษากันอีกครั้ง สรุปว่า”สงสัยต้องส่งคืนเจ้าของ ถึงจะยุติเรื่องยุ่งๆที่เกิดขึ้นได้ ตอนนี้มันวุ่นวายไปทั่ว...เพราะคนที่ไม่ตายก็ติดเชื้อโรคฝี
เวลาหมดแล้วค่ะสัปดาห์หน้าพบกันใหม่ พระเจ้าอวยพรค่ะ

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

หนังสือ 1ซามูเอล ครั้งที่ 2 อาทิตย์ที่ 24:1:2010

คราวที่แล้ว..เราจบตรงบทเพลงของนางฮันนาห์ ซึ่งนักวิชาการบางคนให้ความเห็นว่าบทเพลงของฮันนาห์ มีวิธีเรียบเรียงแล้วก็ใช้คำคล้ายกับบทสดุดี(ในหนังสือสดุดี) คือไพเราะและสละสลวย ที่สำคัญเนื้อหาไม่ได้เจาะจงที่ความทุกข์ยากของตัวเองหรือสำแดงความยินดีในพระพรที่เธอได้รับมากมายอะไร แต่บทเพลงที่ฮันนาห์ร้อง”มีพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง..เนื้อหาส่วนใหญ่โฟกัสที่พระเจ้า” คือมันต่าง..ต่างจากอะไร ต่างจากคำอธิฐานของอีกหลายๆคน..ที่ส่วนใหญ่ก็มักจะพูดถึงแต่ความรู้สึกของตัวเอง..แต่คำอธิฐานของฮันนาห์ส่วนใหญ่จะบรรยายถึงพระลักษณะอันบริสุทธิ์งดงามและฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า รวมถึงบรรดาพระหัตถกิจใหญ่ๆ (ย้ำ) พระหัตถกิจใหญ่ๆ คือ ไม่ใช่พระพรจิ๊บๆของตัวเอง..เพราะต้องบอกตรงๆคริสเตียนบางคน ต่อให้ได้ยินได้ฟังหรือสอนให้ตายก็ไม่สนใจหรอก..ว่าพระเจ้าจะเคยทำให้ฟาโรห์ยอมสิโรราบต่อพระองค์ หรือพระเจ้าจะเคยแหวกทะเลแดง ทำให้มานาตกจากฟ้า ให้น้ำออกมาจากหิน เคยให้อิสราเอลชนะศัตรู ทั้งๆที่ไม่มีอะไรไปสู้เขาได้เลย...ก็ไม่เคยสนใจ ไม่ตื่นเต้น หรือแม้จะมีอัศจรรย์อะไรๆอีกมากมายในพระคำภีร์ ก็ไม่อิน...เพราะมันไม่ได้เกิดกับชั้น จะตื่นเต้นก็ต่อเมื่อ..พระเจ้าอวยพรชั้นแบบระยะเผาขน...ให้เอ็นติด ได้งานดีๆ มีเงินซื้อรถ ทำไมถึงเป็นอย่างงั้น ก็ต้องบอกตามตรงว่า...เพราะเขายังเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง..อาจจะโดยไม่รู้ตัว นี่คือเหตุผลเบื้องต้น ถามว่าคนพวกนี้เชื่อพระเจ้ามั๊ย..เชื่อนะ แต่ยังเห็นตัวเองชัดกว่า ภาพของพระเจ้ายังไม่ชัดเจนเท่าที่ควรในชีวิตและจิตวิญญาณของเขา ส่วนฮันนาห์นั้นต่างไป เพราะคำอธิฐานเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์พูดถึงแผนการอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า มองภาพรวม(ที่สำคัญกว่าเรื่องส่วนตัวเป็นไหนๆ) จริงๆแล้ว มันไม่ง่ายหรอกที่เราจะโฟกัสพระเจ้าร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราต้องฝึก..ฝึกอย่างจดจ่อ..ขอกำลังจากพระเจ้าแล้วเราจะทำได้มากขึ้น แต่น้าตุ๊กไม่ได้บอกว่ามันผิดนะ ถ้าเราจะรู้สึกดีใจกับสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ หรือเวลาที่ได้รับพระพร มันไม่ผิด ใครๆก็ดีใจทั้งนั้นเวลาที่ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ (จริงมะ) น้าตุ๊กก็ดีใจ แล้วฮันนาห์ดีใจมั๊ย..ที่ได้ลูก ฮันนาห์ก็ดีใจ จนสามารถเขียนบทเพลงออกมาได้อย่างสวยงาม เพราะตราบใดที่เรายังอยู่ในร่างกายที่เป็นเนื้อหนัง เราก็ต้องมีความรู้สึกตามเนื้อหนังบ้างเป็นธรรมดา เพียงแต่ตอนนี้เด็กๆโตแล้ว ก็ต้องฝึกที่จะเรียนรู้...เพื่อจิตวิญญาณจะก้าวไปอีกขั้น คือต้องฝึกที่จะเอาพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง(อย่างแท้จริง) มองข้ามสีสรรเล็กๆน้อยๆของชีวิตไปบ้าง อย่ายึดติดหรือมองพระพรส่วนตัวเป็นสิ่งสำคัญ(ให้มากจนเกินไป) จริงอยู่มันทำยาก..ไม่ง่ายหรอก แต่พระเจ้าจะช่วยให้เราทำได้ถ้าเราติดสนิทกับพระองค์
กลับมาที่หนังสือซามูเอลของเรา พระคำภีร์บอกว่าเมื่อฮันนาห์ได้โมทนาเป็นบทเพลงถวายแด่พระเจ้าแล้ว ครอบครัวของเธอก็เดินทางกลับบ้านที่รามาห์ไป ทิ้งซามูเอลไว้กับเอลีที่ชิโลห์เพื่อที่เขาจะได้รับใช้พระเจ้าตามที่สัญญาไว้
คำพยากรณ์กล่าวโทษพงพันศ์เอลี
เนื้อหาในบทนี้จะเป็นเหมือนฉากที่เตรียมไว้รองรับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในบทต่อไป พระคำภีร์ได้บันทึกเรื่องราวช่วงนี้ ด้วยการนำชีวิตของ”ซามูเอล” มาเปรียบเทียบกับ “ลูกชายทั้งสองคนของเอลี” แบบสลับกันไปเรื่อยๆจนถึงบทที่สาม(ดูตามในพระคำภีร์)เพื่อที่เราจะได้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น
2:11 ซามูเอลปรนนิบัติพระเจ้า
2:12-17 โฮฟนีและฟีเนหัสลบหลู่การนมัสการ
2:18-21 ซามูเอลปรนนิบัติพระเจ้า
2:22-25 ความชั่วของโฮฟนีและฟีเนหัส
2:26 ซามูเอลจำเริญขึ้น
2:27-36 คำพยากรณ์ถึงการถูกพิพากษา
แล้วต่อจากนั้นใน 3:1จะกล่าวถึงการปรนนิบัติพระเจ้าของซามูเอล
ดู1ซมอ.2:12-14/15-17 เราเคยเรียนเรื่องบทบาทและหน้าที่ รวมถึงคุณสมบัติของคนที่จะเป็นปุโรหิตไปแล้วในหนังสือเลวีนิติ อพยพ แล้วก็กันดารวิถีด้วย เราถึงรู้ว่าพระเจ้าไม่ได้มอบมรดกให้กับปุโรหิตและคนเลวี แต่พระเจ้าจัดเตรียมการเลี้ยงดูพวกเขาอีกแบบนึง ซึ่งพิเศษกว่า...คือพวกเขาจะได้รับส่วนแบ่งจากเนื้อ จากทศางค์ แล้วก็ของถวายบูชาต่างๆที่คนอิสราเอลนำมาถวาย นอกจากนี้พวกเขาก็จะได้รับประทานขนมปังหน้าโต๊ะพระพักตร์
ในข้อที่12บอกว่าบุตรทั้งสองของเอลีเป็นคนอันธพาล ทำไมถึงว่าเขาเป็นคนอันธพาล..แรกเลยก็เพราะพวกเขาไม่ยอมรับส่วนแบ่งของชิ้นเนื้อตามที่พระเจ้ากำหนดไว้ แต่อยากจะเลือกเฟ้นส่วนดีๆตามที่ตัวเองต้องการ ในข้อที่13-14 บอกว่า..ตามธรรมเนียมแล้ว เมื่อมีคนเอาเนื้อมาถวาย คนใช้ของปุโรหิตก็จะถือสามง่ามเข้าไปตอนที่เนื้อกำลังต้มอยู่ แล้วก็ใช้สามง่ามแทงเข้าไปในหม้อที่ต้มเนื้อ ติดชิ้นไหนขึ้นมาก็ชิ้นนั้นแหละที่จะเป็นของปุโรหิต..(แต่บางทีคนใช้ของโฮฟนีกับฟีเนหัส..อาจจะมีการเล็งนะ..เล็งก่อนที่จะแทงเข้าไปในหม้อเนื้ออ่ะ)
ที่หนักกว่านั้นก็คือ ในข้อที่15บอกว่า..ก่อนที่จะเผาไขมัน คนใช้ของปุโรหิตก็จะเข้ามาขอเนื้อไปก่อนเลย เพราะจะเอาไปทอด..ไม่อยากได้เนื้อต้ม เด็กๆนึกออกมั๊ยล่ะ..ว่าปุโรหิตคงจะเบื่อเนื้อต้ม เพราะรสชาติมันต้องจืดแน่ๆ (สมัยก่อนเขาไม่มีชูรส รสดี กะปิ น้ำปลานะ อย่างมากก็เกลือ...) ลูกของเอลีก็เลยอยากจะได้เนื้อสดไปทอด หรือย่างเหมือนสเต็กมั่งเพราะรสชาติมันเข้มข้นอร่อยกว่ากัน...(แต่คุณไม่มีสิทธิ์ทำหยั่งงี้) และถ้าคนที่เอาไปถวายบอกว่า “ขอให้เผาไขมันบนแท่นบูชาก่อนนะ แล้วค่อยเอาไป” คนใช้ของปุโรหิตยอมมั๊ย..ไม่ยอม ยังไงก็จะเอาให้ได้ และจะเอาเดี๋ยวนี้ด้วย ฟังให้ดีนะ..ไม่ยอมแม้แต่จะให้เขาเผาไขมันถวายพระเจ้าให้ถูกต้องตามกฎบัญญัติซะก่อน (ไม่รู้ว่ามีการใช้กำลังข่มขู่กันมั่งป่าวเนอะ) แล้วลองคิดดูว่าประชาชนที่ไปนมัสการพระเจ้า เขาจะรู้สึกยังไง ที่มีผู้นำศาสนาอย่างงี้ และข้อที่17ก็บอกว่า..”เพราะอย่างนี้บาปของโฮฟนีและฟีเนหัสถึงได้ใหญ่หลวงมากในสายตาของพระเจ้า”
ใหญ่แน่นอน (เพราะอะไร) แทนที่ปุโรหิตจะเป็นที่พึ่งแล้วก็เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประชาชนใน ทุกๆเรื่อง..กลับมาทำบาปเองซะงั้น เกิดคนทำตามขึ้นมาจะว่าไง มันเป็นไปได้...เพราะคุณเป็นผู้นำ
ดู1ซมอ.2:18-20 พอพูดถึงความชั่วร้ายของลูกชายเอลีแล้ว ข้อนี้พระคำภีร์ก็มาบรรยายถึงการจำเริญขึ้นของซามูเอลบ้าง ข้อนี้บอกว่า...ซามูเอลได้ปรนนิบัติพระเจ้าอยู่ที่ชิโลห์ ส่วนฮันนาห์ก็ไปนมัสการพระเจ้าทุกปี แล้วโอกาสนี้ก็จะเป็นเวลาที่เธอจะได้เจอลูก ก็เหมือนแม่ทั่วๆไป..ที่ลูกไม่ได้อยู่ด้วย พอจะได้เจอซักทีก็ต้องมีของไปฝาก ฮันนาห์ก็ตัดชุดเล็กๆไปให้ซามูเอลทุกปี แล้วเอลีก็อวยพรฮันนาห์ ขอพระเจ้าประทานลูกคนใหม่ให้..เพราะเอลีคงสงสาร..ทุกครั้งที่เห็นฮันนาห์ต้องจากลูกทั้งน้ำตา
ดู1ซมอ.2:21 และแล้วพระเจ้าก็ทรงสำแดงพระเมตตาคุณแก่ฮันนาห์อีกครั้ง ฮันนาห์ก็เลยท้องแล้วท้องอีก จนมีลูกถึงห้าคนเป็นชายสาม หญิงสอง รวมซามูเอลด้วยก็เป็นหก...
ดู1ซมอ.2:22-25 พระคำภีร์สลับมาพูดถึงความชั่วของโฮฟนีกับฟีเนหัสอีกครั้ง ในข้อที่12-17 เราได้เห็นความบาปเรื่องเนื้อถวายบูชาที่เขาได้ทำไปแล้ว มาข้อนี้จะเป็นความบาปที่พวกเขาล่วงประเวณี (ทั้งที่เป็นปุโรหิต) ข้อนี้บอกว่า..เอลีรู้เรื่องที่ลูกของเขาทำบาปทางเพศ รู้ว่าลูกตัวเองเข้าหาผู้หญิงที่อยู่ข้างเต๊นท์นัดพบ ทั้งๆที่แต่งงานแล้ว(ตามที่ระบุไว้ใน4:19) แล้วเอลีเตือนมั๊ย..ดูเหมือนจะเตือนนะ แต่น้าตุ๊กรู้สึกว่าเอลีเตือนแบบไม่จริงจัง ดูข้อที่24เอลีแค่พูดว่า”ลูกเราเอ๋ย อย่าทำเลย พ่อได้ยินคนพูดเรื่องไม่ดีกันไปทั่ว..” อ่านตอนนี้แล้วน้าตุ๊กเห็นภาพ ขอโทษนะ..ความเหยาะแหยะในการอบรมลูกตัวเอง เอลีทำได้แค่เนี้ยเหรอ!ห้ามลูกแค่สองสามคำ แล้วพอลูกไม่สนใจเชื่อฟัง..ก็ปล่อยไป..ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จะเพราะรักผิดๆ ห่วงความรู้สึกหรืออะไรก็ตาม แต่สิ่งที่เขาทำมันเป็นบาปที่กำลังทำต่อพระเจ้าซึ่งเขาเองก็รู้ เพราะในข้อที่25 เอลีบอกว่า”ถ้ามนุษย์ทำผิดต่อมนุษย์ด้วยกัน พระเจ้าก็จะทรงวินิจฉัยให้ แต่ถ้ามนุษย์ทำบาปต่อพระเจ้า..จะเหลือมั๊ยเนี่ย” แต่ยังไงก็ตามตอนท้ายของข้อที่25 พระคำภีร์ได้ยืนยันว่า “สิ่งนี้เป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าที่จะทรงพิพากษาลูกทั้งสองคนของเอลี..” เพราะฉะนั้น การตายของเอลีกับลูกในบทที่ ๔ จะเป็นคำเตือนที่ชัดเจนว่า “พ่อแม่จะต้องจ่าย แพงแค่ไหน ถ้าไม่ยอมทำตามกฎบัญญัติของพระเจ้าในการเลี้ยงดูลูก”
ดูซมอ.2:26 เห็นมั๊ยคะ พอพระคำภีร์บรรยายความชั่วของบุตรเอลีจบ...ข้อนี้ก็สลับมาเล่าถึงพัฒนาการของซามูเอล เพื่อให้เราเห็นภาพเปรียบเทียบชัดเจน ข้อนี้บอกว่า”ฝ่ายกุมารซามูเอลก็เติบโตขึ้น เฉพาะพระเจ้าและต่อหน้าคนทั้งปวงด้วย” ลองนึกดูว่า..ในขณะที่เอลีก็แก่มากแล้ว ลูกชั่วทั้งสองคนของเขาก็กำลังจะขึ้นแท่นรับตำแหน่งแทนพ่อเนี่ย ธรรมิกชนของอิสราเอลจะหวาดหวั่นขนาดไหน ที่เวลามานมัสการพระเจ้าแล้วต้องเจอปุโรหิตชั่ว ก็ขนาดเอลียังอยู่ลูกยังกล้าทำขนาดนั้น ถ้าพ่อตายไป..ก็คง..ได้อีกอ่ะ เพราะฉะนั้น พระเจ้าถึงตรัสว่า ”พวกเขาจะต้องถูกประหาร” แล้ววาระแห่งการพิพากษาก็กำลังจะมาถึง ในขณะเดียวกันกับที่ซามูเอลก็โตขึ้นทุกวัน
เห็นภาพมั๊ยคะ..ว่าพระเจ้าเตรียมการไว้เป็นขั้นตอน และทันเวลาเสมอ (บางคนกำลังจะถูกดึงให้ต่ำลง และอีกคนกำลังจะถูกยกขึ้น) เพียงแต่ตอนนั้นคนอิสราเอลไม่รู้หรอก..ว่ากุมารซามูเอลนี้จะมีบทบาทแค่ไหนต่ออิสราเอล แล้วพระธรรมตอนนี้ก็เป็นหมายสำคัญถึงพระเยซูคริสต์ด้วย เปิดไปดู ลูกา2:52 คำที่ใช้เหมือนกันเลย แล้วช่วงที่พระเยซูเกิด ก็เป็นช่วงที่ศาสนาและความเชื่อของอิสราเอล กำลังตกต่ำย่ำแย่เหมือนสมัยของซามูเอล “..แล้วพระกุมารเยซูก็จำเริญขึ้น เป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้าและคนทั้งปวงด้วย” แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าต่อไปเด็กคนนี้จะมีความสำคัญต่อมนุษยชาติขนาดไหน เช่นเดียวกับซามูเอล ที่ต่อไปเขาก็จะเป็นแม่แบบของปุโรหิตที่ดี แล้วก็ช่วยคนของพระเจ้าให้เลิกมีพฤติกรรมผิดๆ..เลิกทำบาปต่อพระเจ้า ดังนั้น เรื่องราวของซามูเอลกับพระเยซูคริสต์จึงเป็นเหมือนภาพซ้อน แค่ต่างที่..ต่างเวลา และต่างกันตรงที่ซามูเอลเป็นแค่ภาพจำลองแต่พระเยซูคริสต์เป็นของจริง
คำพยากรณ์การพิพากษาของเอลีและบุตร
ดู1ซมอ.2:29-30 พระเจ้าใช้ผู้เผยพระวจนะมาหาเอลี และได้เตือนให้เอลีนึกถึงการจัดตั้งปุโรหิตครั้งแรกตั้งแต่สมัยอพยพ รวมถึงทบทวนให้เอลีตระหนักถึงคุณสมบัติของคนที่เป็นปุโรหิต ในข้อที่ 29 พระเจ้าตรัสว่า “เหตุใดเจ้าจึงเหยียบย่ำเครื่องสัตวบูชา”ของเรา” คำว่าของเราคือเตือนให้เอลีกลับมาสังวรณ์ว่า..เครื่องบูชาเนี่ย..คนเขาเอามาถวายพระองค์ เขาไม่ได้ให้เจ้ากับบุตรชั่วทั้งสองคน
“....และให้เกียรติแก่บุตรทั้งสองของเจ้าเหนือเรา..” ตรงนี้เองที่เอลีผิดเต็มๆ เอลีให้เกียรติลูกมากกว่าพระเจ้า การประนีประนอมกับสิ่งที่ลูกทำ มันเท่ากับว่า....”เอลีย้ายพระเจ้าไปนั่งข้างหลัง แล้วปล่อยให้ลูกตัวเองมานั่งข้างหน้าแทน” เรื่องนี้มันให้ข้อคิดกับเรานะ ต่อไปเด็กๆต้องระวังให้ดี เพราะทางที่ง่าย..หรือทางที่เราสะดวกใจบางครั้ง...มันไม่ใช่ทางที่ถูก จริงอยู่ว่าการที่เราจะเตือนใครซักคน...เมื่อเขาทำผิด บางครั้งมันก็ลำบากใจ กลัวเขาเสียใจ กลัวเขาโกรธ กลัวจะผิดใจกัน ก็เลยคิดว่าไม่พูดดีกว่าสบายใจดี...ซึ่งมันผิด เพราะพระเจ้าสอนให้เราเตือนสติซึ่งกันและกัน เพียงแต่เราต้องแน่ใจว่าเราเตือนเขาด้วยความรักจริงๆ แล้วสิ่งที่ควรจะจำไว้อีกอย่างก็คือ “วิธีพูด” มันสำคัญพอๆกับสิ่งที่เราจะพูด
...”และกระทำให้ตัวของเจ้าทั้งหลายอ้วนพี ด้วยส่วนที่ดีที่สุดจากของถวายทุกรายจากอิสราเอลชนชาติของเรา” พระเจ้าใช้คำว่า “เจ้าทั้งหลาย” เป็นพหูพจน์แน่นอน เพราะฉะนั้นคงจะอ้วนกันทั้งครอบครัว จะไม่อ้วนได้ไง...ก็ซัดเนื้อเกรดเอกันซะเต็มคราบ แถมติดมันอีกตะหาก จริงมะ..เพราะไม่ยอมให้เขาเผาไขมันทิ้งบนแท่นบูชาเลย แล้วหลายๆคำในพระคำภีร์ก็บ่งว่า “เอลี” เป็นคนอ้วนมาก เราเลยเข้าใจได้ไม่ยากว่า ความบาปของลูกชายทั้งสองคน เอลีมีส่วนผิดเต็มๆ....ไม่ยอมกำราบลูกให้เด็ดขาด (พ่อแม่หลายคนไม่กล้าเอาจริงกับลูก เพราะเกรงใจ..ไม่อยากให้ลูกเสียความรู้สึก...ซึ่งมันผิด(มหันต์) แล้วบางครั้งเตือนด้วยคำพูดอย่างเดียวไม่ได้ มันต้องมีไม้เรียวด้วยถ้าจำเป็น
กลับมาที่เอลี เอลีไม่ใช่แค่ไม่เอาจริงกับลูก เขายังร่วมเสวยสุขกับเนื้อที่ได้มาอย่างไม่ถูกต้องอีกด้วย เพราะเรารู้จากพระคำภีร์ว่า..เอลีตำหนิลูกชายเรื่องความผิดทางเพศ แต่ไม่เห็นจะเคยพูดถึงเรื่องเนื้อถวายบูชา เพราะตัวเองก็คงจะติดใจในรสชาติเหมือนกัน...ถึงได้ยอมออมชอมกับความบาป ในข้อที่ 30 บอกว่า..พระเจ้าเคยพูดจริงๆ ว่าพงศ์พันธ์อาโรนจะเป็นปุโรหิตที่ปรนนิบัติ พระองค์อยู่ในพลับพลาเสมอ ..”แต่บัดนี้ขอให้การนั้นห่างไกลจากเรา..” (พระเจ้าจะยกเลิกสัญญารึเปล่า) ไม่ใช่..พระเจ้าไม่ได้ตัดระบบปุโรหิตไปจากพงศ์พันธ์นี้ แต่จะตัดแค่บางคนออกไป ไม่ได้ตัดทั้งตระกูล เพราะพระองค์พูดว่า “ผู้ที่ให้เกียรติเรา เราจะให้เกียรติ” (ต่อไป)
ดู1ซมอ.2:34-36 พระเจ้าทรงพิพาษาว่า โฮฟนีกับฟีเนหัส จะตายในวันเดียวกัน....แล้วพระองค์จะทรงเจิมตั้งปุโรหิตคนใหม่ขึ้นมา ซึ่งจะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า แล้วพงศ์พันธ์ของเอลีที่เหลืออยู่ จะได้รับพระพรก็ต่อเมื่อเข้ามากราบไหว้ปุโรหิตผู้สัตย์ซื่อคนนี้
หมดเวลาแล้วค่ะ มาต่อกันในสัปดาห์หน้านะคะ
พระเจ้าอวยพรค่ะ

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553

หนังสือ 1ซามูเอล ครั้งที่1 อาทิตย์ที่ 10:1:2010

หนังสือซามูเอลในพระคำภีร์ของเราจะแบ่งเป็นฉบับที่๑และ๒ แต่พระคำภีร์ของชาวยิวจะรวมเป็นเล่มเดียว และบันทึกเรื่องราวของประเทศอิสราเอลในช่วงประมาณ100ปีหลัง จากสมัยผู้วินิจฉัยแต่ความจริง...ก็ไม่ได้ปรากฎชัดว่าใครเป็นผู้เขียน ที่ได้ชื่อว่าหนังสือ ”ซามูเอล” ก็เพราะซามูเอลเป็นบุคคลสำคัญของเรื่อง แล้วก็เป็นคนที่เจิมตั้งกษัตริย์สองคนแรกให้แก่ประเทศอิสราเอล และพระคำภีร์ฉบับที่เราถือกันอยู่นี้ หนังสือซามูเอลจะอยู่ต่อจากนางรูธ แต่ในต้นฉบับของชาวฮีบรูหนังสือซามูเอลจะอยู่ต่อจากผู้วินิจฉัยเลย.....
ในขณะที่หนังสือผู้วินิจฉัยได้กล่าวถึงคืนวันที่คนอิสราเอลสับสนวุ่นวายและจิตวิญญาณก็ตกต่ำลงเพราะขาดผู้นำ พวกเราคงจำได้ว่าพระเจ้าทรงประทานผวฉ.ให้มาช่วยกอบกู้คนอิสราเอล แต่อิสรภาพของคนอิสราเอลก็ไม่ยั่งยืน(เพราะอะไร)พระคำภีร์บอกไว้ชัดเจน ให้เราย้อนกลับไปดูหนังสือผวฉ.2:19 “เพราะ..เมื่อผู้วินิจฉัยแต่ละคนสิ้นชีวิต อิสราเอลก็กลับประพฤติชั่วอีกแล้วพระเจ้าก็ให้พวกเขาตกเป็นทาสอีก” ซ้ำซากอยู่อย่างงั้น (คุ้นๆมะ)
เราก็อาจจะสรุปได้ว่า(ผู้เขียน)หนังสือผวฉ.คงจะต้องการที่จะเชื่อมโยงระหว่าง”ความตกต่ำทางจิตวิญาณของคนอิสราเอล” ให้สอดคล้องกับ“การที่พวกเขาไม่มีกษัตริย์เป็นผู้นำ...” อันนี้ ถ้าตามความเห็นส่วนตัวของน้าตุ๊กต้องบอกว่า มันน่าจะเป็นมุมมองของมนุษย์...เพราะจริงๆ พระเจ้า..เป็นกษัตริย์ของอิสราเอลอยู่แล้ว โอ.เค.การมีผู้นำมันก็น่าจะทำให้อะไรๆมันเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น แต่ปัญหาต่างๆของอิสราเอลจริงๆแล้วมันเกิดขึ้น...เพราะพวกเขาไม่ติดสนิทกับพระเจ้า ไม่เคร่งครัดกับกฎบัญญัติ และที่สำคัญก็คือยอมออมชอมให้กับความบาป นี่ต่างหากคือสาเหตุหลักที่แท้จริงที่ทำให้พวกเขาต้องลำบาก ระบบกษัตริย์ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรให้คนอิสราเอลเลย ตราบใดที่พวกเขาไม่ยอมมอบกายถวายชีวิตและจิตใจไว้กับพระเจ้า เพราะอย่าลืมว่า...ไม่มีอะไรจะมาแทนที่การปกครองของพระเจ้า...ในหัวใจของเราได้
แต่ยังไงก็ตาม...1ซามูเอลจะเป็นหนังสือที่กล่าวถึงเรื่องราวในขั้นตอนที่พระเจ้าทรงเตรียมกษัตริย์ไว้ให้คนอิสราเอล (ตามที่พวกเขาเรียกร้อง)เพราะฉะนั้น “ซาอูล”กษัตริย์องค์แรกจะเป็นกษัตริย์ในแบบที่คนอิสราเอลต้องการแล้วต้องบอกว่า..มันสมควรแล้วกับคนชาตินี้ ส่วน”ดาวิด” จะเป็นกษัตริย์ในแบบฉบับของพระเจ้า และจะยังไงก็ตามดาวิดก็ได้ชื่อว่า”เป็นผู้ที่ได้กระทำตามพระทัยพระเจ้าจนถึงที่สุด” นอกจากนี้..พระเมสสิยาห์หรือพระเยซูคริสต์ก็ได้มาบังเกิดในเชื้อสายของ ก.ดาวิดด้วย
ในตอนต้นของหนังสือ1ซามูเอลจะเป็นช่วงที่อิสราเอลยังคงเสื่อมลงในทุกๆด้านทั้งการเมืองและศาสนา พระเจ้าจึงทรงตั้ง”ซามูเอล”เป็นผู้นำของอิสราเอลเพื่อ...ที่จะนำให้ประชาชนกลับมาดำเนินบนทางที่ถูกต้อง พวกเขาจะต้องกลับใจใหม่ (อีกครั้ง...หรือจะกี่ครั้งก็ตาม) หันมาโฟกัสที่พระเจ้า.....ไม่ใช่หลงไปเทิดทูนรูปเคารพทั้งหลายทั้งปวงที่ลอยหน้าอยู่บนโลกนี้ และอีกสาเหตุหนึ่งที่พระเจ้าต้องใช้ซามูเอล...ก็เพราะปุโรหิตคนเก่าคือ”เอลี”กับลูกชายทั้งสองคนของเขาคือโฮฟนีกับฟีเนหัส...มันใช้การไม่ได้แล้ว (ผิดเพี้ยน แล้วพฤติกรรมก็ไม่ได้เหมาะสมกับการเป็นปุโรหิต เอาเนื้อหนังความต้องการของตัวเองใหญ่) ถ้าขืนปล่อยไว้ก็มีแต่จะนำความเสื่อมทรามมาให้อิสราเอล
ดังนั้น ในช่วงต้นของหนังสือเล่มนี้จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับกำเนิดของซามูเอล แล้วหลังจากนั้น....อิสราเอลก็จะได้มีกษัตริย์สมใจ โดยซามูเอลนี่เองที่จะเป็นผู้เจิมตั้งกษัตริย์คนสำคัญสองคนแรกคือ ”ซาอูล” กับ ”ดาวิด” ให้แก่อิสราเอล..ตามพระบัญชาของพระเจ้า เพราะฉะนั้น ซามูเอลจะได้ชื่อว่าเป็นทั้งปุโรหิต ผู้เผยพระวจนะ และผู้วินิจฉัยคนสุดท้ายของอิสราเอลด้วย แต่ถ้าเราพบว่านักวิชาการบางคนเขาให้ความเห็นว่าซามูเอลไม่น่าจะเป็นปุโรหิต...ก็ไม่เป็นไรเพราะตรงนั้นมันไม่ใช่ปัญหา หรือว่าเป็นสาระสำคัญอะไรที่เราจะต้องไปหาข้อสรุป และเพื่อเป็นการง่ายต่อการเรียนรู้และเด็กๆจะได้ไม่หลงประเด็น เพราะหนังสือซามูเอลทั้ง๒เล่มก็ค่อนข้างที่จะยาว เราก็เลยจะแบ่งหนังสือ1ซามูเอลออกเป็น ๕ ตอนก็คือ
๑.บทที่ 1-7 คือ สมัยที่ซามูเอลเป็นผู้นำ
๒.บทที่ 8-12 เป็นช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง
๓.บทที่ 13-15 เป็นช่วงที่ซาอูลนำชาติให้มีชัยชนะ
๔.บทที่ 16-19 จะเป็นตอนที่ชื่อเสียงของดาวิดเริ่มดังขึ้นทุกที
และสุดท้ายตอนที่ ๕.ก็เป็นวาระที่ดาวิดต้องหนีจากซาอูล
ตอนที่๑. ซามูเอลเป็นผู้นำชาติ
ดู 1ซมอ.1:1-3/4-7 “เอลคานาห์”เป็นคนเผ่าเลวี(คือเกิดในตระกูลผู้รับใช้พระเจ้า) และอาศัยอยู่บริเวณเทือกเขาในเขตแดนของเผ่าเอฟราอิม บางครั้งก็เลยถูกเรียกว่าเป็นชาวเอฟราอิม ทั้งๆที่ความจริงแล้วเอลคานาห์เป็นคนเผ่าเลวี และเขาก็มีภรรยาสองคนคือฮันนาห์และเปนินนาห์ เปนินนาห์มีลูกหลายคนส่วนฮันนาห์ไม่มีลูกในข้อที่๖.บอกว่าเพราะ”พระเจ้าทรงปิดครรภ์ของนาง” (ผู้เขียนคงมีเจตนาที่จะสื่อให้เข้าใจว่า การที่ฮันนาห์ไม่มีลูกนั้น..เป็นพระประสงค์ที่เจาะจงของพระเจ้า) แล้วทุกปีครอบครัวนี้ก็จะเดินทางไปนมัสการพระเจ้าที่ชิโลห์....เพราะเป็นที่ที่พลับพลาของพระเจ้าตั้งอยู่ในตอนนั้น (เมืองชิโลห์ ตั้งอยู่ห่างไปทางเหนือของกรุงเยรูซาเล็มประมาณ20ไมล์) เอลคานาห์ซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัว...ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ทำตามประเพณีของชาวยิวทุกอย่าง ตั้งแต่ไปร่วมฉลองเทศกาลสำคัญทางศาสนา พอถวายบูชาแล้ว..ก็มีการรับเนื้อบางส่วนกลับคืนมา รับประทานร่วมกันที่พลับพลาของพระเจ้าเลย (ตามที่ระบุไว้ในธรรมบัญญัติ) เปิดไปดูฉธบ.12:17-18 “...อย่ารับประทานของถวายเหล่านี้ที่บ้านตัวเอง แต่ให้มาร่วมดื่มกินต่อหน้าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านที่พลับพลาอย่างพร้อมหน้าทั้งลูกหลานและบริวาร และปิติยินดีในการงานทุกอย่างที่ท่านได้ทำ” แต่...ฮันนาห์คงไม่ปลื้มงานเลี้ยงนี้ซักเท่าไหร่ เพราะอะไร...ในข้อที่๖.บอกว่า“เปนินนาห์ถือโอกาสนี้พูดจาเยาะเย้ยถากถาง ที่ฮันนาห์ไม่มีลูก...ปีแล้วปีเล่า...อย่างไม่ยอมลดลาวาศอก” วาระแห่งความชื่นชมยินดีในพระเจ้าคงเป็นช่วงเวลาที่ยากสุดๆสำหรับฮันนาห์ เราน่าจะพอนึกออกว่าเวลาอยู่บ้าน...เมียน้อยกับเมียหลวงคงจะอยู่กันคนละเต๊นท์ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องมานั่งประจัญหน้าร่วมโต๊ะอาหารกันทุกวัน แต่พอถึงเวลาที่ต้องไปชิโล่ห์ มันเลี่ยงไม่ได้...ที่จะต้องเจอกันตั้งแต่ตอนเดินทาง กินอยู่หลับนอน แล้วก็ต้องกินอาหารร่วมกันต่อหน้าพระเจ้าที่พลับพลาด้วย ลองคิดดูว่าช่วงเวลานั้น...ฮันนาห์จะทุกข์ใจแค่ไหน
ดู1ซมอ.1:10-11 เมื่อการดื่มกินที่พลับพลาสิ้นสุดแล้ว ฮันนาห์ก็ตรงไปที่พลับพลาแล้วนางก็”เทใจอธิฐานต่อพระเจ้า” ขอให้พระองค์มองเห็นความทุกข์ใจของเธอซักครั้ง...พร้อมทั้งวิงวอนให้พระเจ้าได้โปรดประทานลูกให้เธอซักคน แล้วฮันนาห์สัญญาว่าจะถวายลูกเป็นนาศีร์ให้รับใช้พระเจ้าตลอดไป
ดู1ซมอ.1:12-14 ตอนที่ฮันนาห์อธิฐานอยู่ “เอลี” (ซึ่งเป็นปุโรหิตในตอนนั้น) ก็จับตาดูอยู่แล้วสังเกตุเห็นว่าฮันนาห์เอาแต่ทำปากหมุบหมิบแล้วก็ร้องไห้คร่ำครวญ เอลีก็นึกว่า “สงสัยผู้หญิงคนนี้จะเมา”(เพราะเพิ่งเสร็จจากการดื่มกินกัน) เอลีก็เลยตำหนิฮันนาห์แล้วก็คงจะพูดประมาณว่า“จะเมาไปถึงไหน นี่.ถ้ากินแล้วเป็นหยั่งงี้ทีหลังอย่ากินเลย”(ประมาณนั้น)
ดู1ซมอ.1:16-17 พอเห็นเอลีพูดอย่างงั้น ฮันนาห์ก็เลยรีบชี้แจงว่า ”เปล่า...เธอไม่ได้เมาแต่กำลังระบายความทุกข์ใจแสนสาหัสต่อพระเจ้า ที่ร้องไห้คร่ำครวญก็เพราะจิตวิญญาณที่ทุรนทุรายหาความสุขไม่ได้ต่างหาก” พอได้ยินอย่างงั้นเอลีถึงได้เข้าใจ แล้วก็อวยพรให้พระเจ้าตอบคำอธิฐานของฮันนาห์” หลังจากนั้นฮันนาห์ก็มีกะจิตกะใจดีขึ้น (ดีขึ้นทันทีหลังจากที่อธิฐาน...ด้วยน้ำตานองหน้า เพราะรู้สึกว่ามีความหวังขึ้นมาอย่างอัศจรรย์)
ดู1ซมอ.1:20-22 พอกลับมาอยู่บ้านที่รามาห์ได้ไม่นาน ฮันนาห์ก็ท้องแล้วก็คลอดลูกชายคนหนึ่งตั้งชื่อว่า”ซามูเอล” หลังจากนั้นไม่นานเทศกาลฉลองก็มาถึง เป็นเวลาที่เอลคานาห์ต้องพาครอบครัวเดินทางไปนมัสการพระเจ้าที่ชิโลห์แต่ครั้งนี้ฮันนาห์ไม่ได้ไปด้วยเพราะซามูเอลยังไม่หย่านม แต่ฮันนาห์ตั้งใจว่าปีหน้าเธอจะพาซามูเอลไปที่ชิโลห์...แล้วก็ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับพระเจ้า คือถวายเขาให้อยู่รับใช้พระเจ้าที่นั่นเลย
บทเพลงของนางฮันนาห์
เมื่อฮันนาห์มอบถวายซามูเอลกลับคืนแด่พระเจ้าแล้ว เธอก็ได้อธิฐานเป็นบทเพลงที่มีความหมายเล็งถึง...ความชื่นชมยินดีในพระเจ้า ของคนที่หมดแรง...พ่ายแพ้...หรือรู้สึกจนมุม...ไร้ค่า ฮันนาห์เป็นพยานว่า...พระเจ้าจะทรงทำให้เขากล้าที่จะลุกขึ้นยืน...เผชิญกับปัญหา....และเดินต่อไปได้ คำว่า”...ปากของข้าพเจ้าก็อ้ากว้างเข้าใส่ศัตรู..” ..สำหรับนางฮันนาห์แล้ว มันคงหมายถึง”ความมั่นใจและกำลังใจที่กลับคืนมาอย่างเหลือเชื่อ”
ในข้อที่๓.บอกว่า”อย่าพูดโอหังอีกต่อไปเลย อย่าให้ความจองหองออกมาจากปากของเจ้า..” เพราะถ้าทำอย่างงั้นแล้ว วันหนึ่งคงต้องเสียใจ “.เพราะการกระทำทั้งหลายพระเจ้าเป็นผู้ชั่งตรวจ”
คือพระองค์เป็นผู้พิพากษาทุกสรรพสิ่ง และพระองค์ไม่โปรดจิตใจที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง ในข้อนี้จึงเป็นการชี้นำพวกเราให้มีใจที่ถ่อมลง
ในข้อที่๔.บอกว่า”คันธนูของผู้มีกำลังก็หัก แต่ผู้ที่ซวนเซก็ได้กำลังมาคาดเอว..” แปลว่า...สิ่งที่ตาเรามองเห็นมันอาจไม่เป็นอย่างที่คิดเสมอไป...พระเจ้าทรงพลิกทุกสถานการณ์ได้ เพราะฉะนั้น จงอย่าวางใจในสิ่งของบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธยุทโธปกรณ์ ทรัพย์สินเงินทอง เกียรติยศชื่อเสียง หรือแม้แต่เรี่ยวแรงกำลัง-สติปัญญาของตัวเอง
ในข้อที่๖.บอกว่า”..พระเจ้าทรงประหารและทรงให้มีชีวิต พระองค์ทรงนำลงไปถึงแดนคนตายและก็นำขึ้นมา” อันนี้เป็นนิมิตรหรือหมายสำคัญที่เล็งถึงพระเยซูคริสต์ เพราะฉะนั้น ข้อนี้เป็นสิ่งที่ย้ำให้เราได้ตระหนักว่า “พระคำภีร์ทุกบททุกตอน ได้รับการดลใจจากพระเจ้าทั้งหมด” เพราะอะไร นางฮันนาห์เป็นใคร เป็นชาวบ้านธรรมดาแต่บทเพลงคำอธิฐานของเธอพยากรณ์ไปถึงการเสด็จมาของจอมกษัตริย์ คือ พระเยซูคริสต์ เพราะฉะนั้น ทุกเรื่องในพระคำภีร์..ไม่ว่าใครจะเป็นคนเขียนก็ตาม เราเชื่อว่าเขาต้องได้รับการทรงนำจากพระเจ้า
ดูข้อที่ 8-9 “..เพราะว่ามนุษย์จะชนะด้วยกำลังของตนก็หาไม่” ความหมายที่บางคนขัดใจ...เพราะเราหวังหรือพึ่งพาไม่ได้แม้แต่ความดีของตัวเอง มีหลายคนถามน้าตุ๊กว่าในทางของพระเจ้าเนี่ยทำดีแล้วจะได้ดีมั๊ย อันนี้มันขึ้นอยู่กับว่า”ความดี”ที่เขาพูดมันหมายถึงอะไร ถ้าหมายถึงความรอดก็ต้องตอบตามตรงว่า”ไม่ได้” ไม่ใช่เพราะพระเจ้าไม่แฟร์ ไม่ยอมให้คนที่ทำดีได้รอด แต่ความจริงก็คือ..มันไม่มีมนุษย์หน้าไหนที่สามารถทำดีได้อย่างสมบูรณ์แบบ...จนตัวเองรู้สึกได้จริงๆว่า เฮ้ย..ชั้นนี่แหละดีจริง และสมควรสุดๆที่จะได้ไปสวรรค์ (มันไม่มี) ทีนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่า”ถ้างั้นทำดีแล้วจะได้อะไร “ก็ได้ทำไง”..เอาเป็นว่า ได้ทำสิ่งที่ดีก็น่าจะพอแล้ว อย่าไปคิดว่าจะต้องได้อะไรตอบแทน แล้วเราจะเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า ซึ่งอันนี้ถือเป็นการกตัญญูต่อพระองค์ที่ทรงประทานความรอดให้กับเราฟรีๆผ่านทางความเชื่อนะ..ไม่ใช่เพราะความดีของเรา.....(อย่าสับสน) เพราะในข้อนี้บันทึกไว้ว่า ”ทรงกระทำให้เขาได้นั่งร่วมกับเจ้านายและได้ที่นั่งอันมีเกียรติเป็นมรดก”และ”เพราะว่ามนุษย์จะชนะด้วยกำลังของตนก็หาไม่”
สุดท้ายในข้อที่ 10 บอกว่า”...พระเจ้าจะทรงพิพากษาที่สุดปลายพิภพ” อันนี้พยากรณ์ถึงยุคสุดท้ายของแผ่นดินโลก...ว่าศัตรูของพระเจ้าจะต้องพินาศไป ศัตรูก็คือมารกับการงานของมัน และก็ทุกอย่างที่ไม่ได้อยู่ในทางของพระเจ้า รวมถึงคนที่ไม่เชื่อด้วย”ที่ต้องแตกเป็นชิ้น”คือต้องถูกพิพากษาเมื่อวันเวลานั้นมาถึง
และข้อนี้ก็ยังบอกต่อไปว่า”..พระองค์จะทรงประทานกำลังแก่พระราชาของพระองค์ และจะทรงเสริมอำนาจของผู้ที่พระองค์ทรงเจิมไว้” ซึ่งก็คือ..พระเยซูคริสต์ นั่นหมายความว่าเมื่อวันพิพากษามาถึงเราทุกคนที่เชื่อในพระเยซู..ก็จะได้รับศักดิ์ศรีให้ครอบครองร่วมกับพระองค์ด้วย บทเพลงของฮันนาห์ก็จบลงตรงนี้...
สัปดาห์หน้าเราจะไม่เจอกัน ครูหนุ่ยจะเข้ามาทักทายพวกเรา แล้วอาทิตย์ที่ 24:1:2010 เรามาต่อหนังสือซามูเอลบทที่๓.กันนะคะ พระเจ้าอวยพรค่ะ

วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2552

พระธรรม”นางรูธ” ครั้งที่2 อาทิตย์ที่27:12:2009(จบ)

ดูนรธ.2:1-3 ตอนที่รูธกลับมาที่ยูดาห์กับแม่สามีเป็นช่วงต้นฤดูเก็บเกี่ยวข้าวบาเล่ย์ พอมาถึงรูธก็สำแดงให้เห็นเลยว่า เธอเนี่ย...ตั้งใจที่จะมาร่วมทุกข์ร่วมสุขกับแม่สามีอย่างแท้จริง รูธทำอะไร รูธไม่งอมืองอเท้า....ออกปากขอนาโอมีออกไปเก็บรวงข้าวที่ตกในนา (จำได้มะ ที่เคยเรียนไปแล้วฉธบ. “ที่พระเจ้าทรงมีพระบัญญัติให้ทิ้งฟ่อนข้าวในนา เพื่อที่คนยากจนจะได้อาศัยเก็บกิน”) ข้อนี้..บอกให้เรารู้ว่า ถึงรูธจะเป็นต่างชาติแต่ก็รู้ธรรมบัญญัติของชาวยิว ซึ่งน่าชมเชยมาก เพราะยิวแท้ๆบางคนไม่รู้จะจำได้ป่าว เราก็เหมือนกัน..เป็นคริสเตียนน่ะ รู้เรื่องถ้อยคำพระเจ้ามากแค่ไหน (อันนี้ต้องคิดดูให้ดี) ในข้อที่๓.บอกว่า รูธก็เลยออกไปเดินตามหลังคนเกี่ยวข้าว คอยเก็บข้าวที่เขาทำตกในนาของโบอาส ทีนี้โบอาสเป็นใคร......... ถ้าจะพูดให้เรานึกออกหรือปะติดปะต่อได้จากที่เราเรียนมา ก็คือ โบอาส เป็นลูกของสัลโมน กับนางราหับ (ราหับ ชาวเมืองเยรีโค ที่ช่วยซ่อนคนสอดแนมของอิสราเอลไว้ในสมัยที่โยชูวาจะเข้าบุกยึดคานาอัน จำได้มะ ที่สัญญาว่าจะไว้ชีวิตกันแล้วก็ให้ราหับผูกด้ายแดงไว้ที่หน้าต่าง)
แล้วโบอาสก็เป็นคนเผ่ายูดาห์ เป็นญาติสนิทที่เกิดในตระกูลเดียวกับเอลีเมเลคสามีของนาโอมีน่ะแหละ ถึงได้มีสิทธิ์แต่งงานกับรูธตามกฎบัญญัติของพระเจ้า (ส่วนรายละเอียดเดี๋ยวเราก็จะได้เรียนกัน)
ดูนรธ.2:8-10 ตอนที่โบอาสกลับมาแล้วเห็นรูธกำลังเก็บข้าวตกในนา ในข้อที่5บอกว่าเขามีการสอบถามหัวหน้าคนงานแล้วว่า...รูธเป็นใครมาจากไหน พอรู้ที่มาที่ไปแล้วในข้อนี้โบอาสก็เลยพูดกับรูธว่า ”ลูกเอ๋ยจงฟัง..เจ้าไม่ต้องไปไหนหรอกนะอยู่เก็บข้าวตกที่นี่แหละ เราสั่งคนงานให้คอยดูแลเจ้าแล้ว รับรองว่า..จะไม่มีหนุ่มๆมายุ่มย่ามกวนใจเจ้า แล้วถ้าหิวน้ำก็ดื่มได้ตามสบาย พอรูธได้ยินโบอาสพูดอย่างงั้น ก็ก้มกราบลงถึงดินแล้วก็พึมพำด้วยความสงสัยว่า “ทำไมท่านต้องดีกับชั้นขนาดนี้ด้วย ความจริงไม่ต้องดีขนาดนี้ก็ได้เพราะชั้นเป็นแค่คนต่างด้าว บางคนอ่านแล้วอาจจะคิดในใจว่า..สงสัยโบอาสจะมีจุดประสงค์อื่นหรือคิดไม่ดีอะไรทำนองนั้น แต่ไม่ใช่เลย...เพราะเมื่อเรียนต่อไปแล้วเราจะได้เห็นว่า..โบอาสเป็นสุภาพบุรุษทีเดียว และในข้อที่11 บอกว่าเหตุผลของโบอาสก็คือ เพราะเขารู้เรื่องของรูธหมดแล้ว ได้ยินถึงวีรกรรมความสัตย์ซื่อที่รูธได้ปฏิบัติต่อแม่สามี ถึงกับยอมจากบ้านเกิด เมืองนอนมาอยู่กับคนต่างถิ่น คนแปลกหน้าซึ่งมันไม่ใช่เรื่องสนุก โอเค..โบอาสก็คงจะสนใจรูธอยู่บ้าง แต่เขาก็แค่ทำหน้าที่ของตัวเองตามกฎบัญญัติพระเจ้า...ด้วยการแสดงน้ำใจต่อหญิงม่ายและคนต่างด้าว...ก็เท่านั้นเอง
ดูนรธ.2:15-17 ก็เป็นอันว่ารูธได้รับความกรุณามากมายจากโบอาส ทั้งการอนุเคราะห์ข้าวปลาอาหารให้อย่างเต็มที่ แล้วโบอาสก็ยังสั่งคนเกี่ยวข้าวให้ดึงรวงข้าวจากฟ่อนทิ้งให้รูธเก็บด้วย คือเจตนาที่จะทิ้งให้เก็บ รูธจะได้เก็บข้าวได้เยอะๆ แล้วก็เยอะจริงๆเพราะในข้อที่17บอกว่า “พอเก็บถึงเย็นรูธก็ได้ข้าวไปมากถึงหนี่งเอฟาห์ ก็คือ 22ลิตรหรือประมาณ10กิโลกรัม
ดูนรธ.2:19-20 พอนาโอมีเห็นรูธเก็บข้าวกลับมาเยอะแยะก็คงแปลกใจ เลยถามลูกสะใภ้ว่าไปเก็บข้าวที่ไหนมาเนี่ย ทำไมถึงได้เยอะแยะมากมายขนาดนี้ รูธก็เล่าให้ฟังตามจริงไม่ได้ปิดบังอะไร นาโอมีก็เลยบอกรูธว่าจริงๆแล้วโบอาสคือญาติสนิทของสามีรูธน่ะแหละ มาถึงตอนนี้นาโอมีคงจะคิดอะไรในใจบ้างแล้ว....ก็เลยเริ่มวางแผน...ในข้อที่20 นาโอมีพูดว่า “พระกรุณาของพระเจ้าไม่เคยขาดจากผู้ที่มีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้ว..” แปลว่าไร แปลว่า..ลึกๆ แล้วนาโอมีรู้ว่า นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ การที่รูธได้เข้าไปเก็บข้าวตกที่นาของโบอาส..ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นแผนการของพระเจ้า ต้องมาจากพระเจ้าแน่นอน (จริงมะ เพราะเดินประสาไรถึงไปอยู่ในนาของญาติสนิทได้ ทั้งที่รูธเองก็ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร)
ดูนรธ.3:1-5 ในที่สุดนาโอมีก็ตกลงใจที่จะให้รูธเป็นหลักเป็นฐานซะที แล้วเท่าที่เห็นก็มีโบอาสนี่แหละที่เข้าตาที่สุด ที่สำคัญโบอาสก็เป็นญาติที่นับว่าสนิทด้วย นาโอมีก็เลยเริ่มชี้ทางสอนให้รูธรู้จักวิถีปฏิบัติตามธรรมเนียมของคนยิว ถ้าจะพูดหยาบๆก็คือเหมือนทอดสะพานนะ แต่มันไม่ได้น่าเกลียดเหมือนที่เราเข้าใจในแบบปัจจุบัน เพราะมันเป็นวิถีปฏิบัติที่สุภาพ ถูกต้องตามธรรมเนียม และเป็นที่รู้กันว่า...ถ้าทำอย่างงี้หมายความว่าอะไร แล้ววิธีที่นาโอมีสอนให้รูธทำก็คือ “นาโอมีบอกให้รูธอาบน้ำ แต่งตัว ทาน้ำมันให้เรียบร้อย...ก็ประมาณอาบน้ำ ทาแป้ง ประพรมน้ำหอมให้สะอาดสะอ้าน แล้วลงไปหาโบอาสที่ลานนวดข้าวในเวลากลางคืน แต่คือต้องแอบๆไปอย่าให้ประเจิดประเจ้อ แล้วหาดูว่าโบอาสนอนที่ไหน..ก็ให้เข้าไปหาแล้วก็เปิดผ้าคลุมเท้าของเขาขึ้น อันนี้ไม่ใช่การยั่วยวนนะ แต่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สุภาพและเป็นที่เข้าใจกัน “ว่าญาติสนิทมีสิทธิ์ที่จะไถ่นาของหญิงม่าย” (แล้วอยู่ดีๆการไถ่นาขายนามันมาเกี่ยวอะไรด้วย) เกี่ยว..เพราะการไถ่นามันหมายรวมถึงว่าคนๆนั้นต้องเต็มใจที่จะรับหญิงม่ายนั้นมาเป็นภรรยา แล้วก็ดูแลรับผิดชอบครอบครัวของเขาด้วย เพราะตามวัฒนธรรมของชาวยิวเนี่ย...มรดกตกทอดต้องเป็นของลูกชายหรือญาติสนิทที่เป็นผู้ชายเท่านั้น หญิงม่ายจะไม่มีสิทธิ์อะไรทั้งนั้น ทีนี้ทำไมต้องเปิดผ้าคลุมเท้า.....ก็เพื่อให้หนาวแล้วจะได้ตื่น อันนี้เป็นวิธีปลุกอย่างสุภาพ พอนาโอมีสอนรูธทุกขั้นทุกตอนแล้วในข้อที่๕.ก็บอกว่า “รูธรับปากแม่สามีว่าเธอจะทำตามทุกอย่าง” (ว่านอนสอนง่ายจริงๆ)
ดูนรธ.3:6-9 คืนวันหนึ่งรูธก็อาบน้ำแต่งตัวเสร็จสรรพก็ลงไปที่ลานนวดข้าว ทำตามที่แม่สามีบอกทุกอย่าง ประมาณเที่ยงคืนโบอาสก็ตื่นขึ้นด้วยความหนาว เพราะอะไร...ก็รูธไปเปิดผ้าคลุมเท้าของเขาออกตามที่นาโอมีสั่งไง พอตื่นขึ้นมาเห็นผู้หญิงมานอนอยู่ปลายเท้าก็ตกใจ ถามว่าเธอเป็นใครรูธตอบว่าไง”ชั้นคือรูธคนใช้ของท่าน ช่วยกางชายเสื้อของท่านห่มคนใช้ของท่านด้วย” เนี่ยเป็นสำนวนสุภาพในการที่จะขอให้โบอาสยอมรับเธอเป็นภรรยา เพื่ออะไร...เพื่อที่รูธจะได้มีคนดูแลและสามารถที่จะมีลูกสืบสกุลต่อไปได้ ซึ่งโบอาสก็เข้าใจความหมายดี ในข้อที่10 โบอาสบอกว่า”..ขอพระเจ้าอวยพรเจ้า เพราะสิ่งที่เธอทำครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความสัตย์ซื่อและมีน้ำใจต่อนาโอมีมากกว่าครั้งไหนๆ เพราะรูธไม่เคยคิดจะไปหาสามีหนุ่มๆไม่ว่ารวยหรือจน แต่กลับเชื่อฟังนาโอมีทุกอย่าง ซึ่งถ้ารูธเป็นผู้หญิงมักง่ายไม่สนใจธรรมเนียมปฏิบัติของยิวหรือรังเกียจคนที่แก่กว่ามาก....รูธก็คงไม่เชื่อฟังนาโอมีในเรื่องนี้ เพราะจริงๆโบอาสนี่ก็อายุมากแล้ว...น่าจะรุ่นๆเดียวกับเอลีเมเลค (คือพ่อของสามี) ถึงตอนนี้โบอาสก็เลยรู้สึกนับถือน้ำใจของรูธมากจริงๆแล้วก็เต็มใจที่จะดูแลรูธ ไม่ได้รังเกียจอะไร แต่มันยังติดอยู่เรื่องหนึ่ง...คืออะไร
ดูนรธ.3:12-13 ปัญหาเรื่องเดียวก็คือโบอาสเป็นญาติสนิทก็จริงแต่ยังมีอีกคนที่สนิทกว่า ก็หมายความว่า...มีสิทธิ์ในตัวรูธมากกว่าโบอาส โบอาสก็เลยตกลงกับรูธว่า”พรุ่งนี้เขาจะไปคุยกับญาติคนนี้เอง ว่าเขาเต็มใจที่จะดูแลรูธมั๊ย ถ้าเขาโอเค...รูธก็แต่งงานกับเขาไปเถอะ แต่ถ้าเขาปฏิเสธโบอาสก็เต็มใจที่จะรับรูธเป็นภรรยา พอคุยกันเสร็จคืนนั้นโบอาสก็บอกให้รูธนอนที่นั่น แล้วค่อยกลับไปตอนก่อนฟ้าสาง (แต่คืนนั้นโบอาสไม่ได้มีสัมพันธ์อะไรกับรูธนะ...อย่าเข้าใจผิด) แล้วพอตอนเช้าโบอาสก็ยังตวงข้าวบาเล่ย์หกทะนานให้รูธเอากลับบ้านด้วย
ดูนรธ.4:3-4 ในข้อนี้บอกว่า”โบอาสได้ไปพบญาติคนนี้ที่ประตูเมือง (ประตูเมืองเป็นที่ชุมนุมของคนในสมัยนั้น เวลาที่มีเรื่องสำคัญหรือจะกระทำการใดๆตามกฎหมาย) แล้วโบอาสก็พูดเรื่องที่ดินที่นาโอมีอยากจะขาย...ว่าเขาสนใจที่จะซื้อมั๊ยเพราะเขาเป็นญาติที่สนิทที่สุดจึงมีสิทธิ์ที่จะเลือกก่อน โดยโบอาสได้มีการเชิญพวกผู้ใหญ่ให้มาเป็นพยานในการเจรจาครั้งนี้ด้วย (รอบคอบนะ) ทีแรกญาติสนิทคนนั้นตอบทันทีเลยว่า”เขาจะซื้อ”
ดูนรธ.4:5-6 พอโบอาสบอกว่า”ในวันที่เขาซื้อที่ดิน เขาจะได้รูธหญิงม่ายไปเป็นภรรยาด้วย แล้วถ้ามีลูกด้วยกัน ที่ดินนั้นก็จะตกเป็นของลูกซึ่งถือว่าเป็นเชื้อสายของผู้ตายคือมาห์โลน” แค่นั้นแหละ..ญาติสนิทคนนี้ก็เปลี่ยนใจทันที บอกกับโบอาสว่าเขาไม่ไถ่แล้ว ให้โบอาสเอาสิทธิ์นั้นไปจัดการเอง เพราะเห็นภาระและความยุ่งยาก คงต้องบอกว่าญาติสนิทคนนี้เลือกทางที่ง่ายมากกว่าทางที่ถูก (จริงมะ) .....ในชีวิตพวกเราเหมือนกัน ลองถามตัวเองดูดีๆว่าส่วนใหญ่เราเลือกที่จะทำอะไร เราตัดสินใจยังไงกับเรื่องราวในแต่ละวัน เพราะพระเจ้าจะส่งสถานะการณ์มาให้เราต้องเลือกเสมอตั้งแต่เรื่องเล็กถึงเรื่องใหญ่ อาจจะเริ่มจาก... เวลาขับรถถ้าเจอไฟเหลืองแล้วเราทำไง(เตรียมเบรคหรือเหยียบสุดชีวิต) แล้วการทดลองมันก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ หลากหลายเรื่องราวขึ้นด้วย...อย่างเช่น ถ้าเราเจอเงินหรือไปเบิกเงินที่ธนาคารแล้วเขาจ่ายเกินให้เรามาหนึ่งร้อย...เราจะเอาไปคืนเขามั๊ย แล้วถ้าหนึ่งพัน หนึ่งหมื่น หนึ่งแสนหรือหนึ่งล้านล่ะ แน่ใจมั๊ยว่าเราจะคืน (คือน้าตุ๊กยกตัวอย่างอันนี้เพราะมันล่อแหลม เนื่องด้วยมีบางคนคิดว่าอันนี้ถ้าไม่คืนก็ไม่ผิด เพราะชั้นไม่ได้ขโมย แต่ความจริงผิดเห็นๆ) เพราะฉะนั้น เด็กๆเลือกให้ดีในทุกๆเรื่องเพราะในแต่ละวันของเรา มันจะมีรายละเอียดที่เราต้องเลือกเยอะแยะมากมาย แล้วหลายๆครั้งบางคนก็เลือกทางที่ง่ายเพราะคิดว่าเลือกแล้วมันสบาย ตัดปัญหาไปเหมือนอย่างญาติสนิทของนาโอมีคนนี้
ดูนรธ.4:7-8 เมื่อญาติคนที่สนิทกว่าโบอาสยอมสละสิทธิ์ เขาก็ได้แสดงธรรมเนียมการมอบสิทธิ์นี้ให้โบอาสโดย”การถอดรองเท้ามอบไว้ให้เป็นหลักฐาน” อันนี้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่อิสราเอลสมัยนั้นเขาทำกันเพื่อยืนยันข้อตกลงตามกฎหมายโดยมีผู้ใหญ่เป็นพยาน ก็เป็นอันว่าโบอาสก็เลยได้รับสิทธิ์ญาติสนิทของมาห์โลนมาเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งในการนี้มันทำให้เกิดผลสามอย่างคือ
๑.เขาจะสืบเชื้อสายในนามของเอลีเมเลคและมาห์โลน
๒.ก็คือ เขาจะเป็นผู้ไถ่ที่ดินของนาโอมี
และ๓.เขาจะได้แต่งงานกับรูธอย่างถูกต้อง
ดูนรธ.4:11-12ทั้งประชาชนและผู้นำที่อยู่ในเหตุการณ์ก็บอกว่าจะเป็นพยานให้แก่รูธและโบอาส พร้อมทั้งทูลต่อพระเจ้าให้ทรงอวยพรพงพันศ์ของทั้งคู่ ให้เจริญรุ่งเรืองเหมือนอย่างบรรพบุรุษ
ดูนรธ.4:13-15 ในที่สุดเมื่อโบอาสกับรูธได้แต่งงานกันเขาก็มีลูกชายคนหนึ่ง ชาวบ้านก็ร่วมกันอวยชัยให้พรขอให้ลูกคนนี้ของรูธมีชื่อเสียงเลื่องลือในวงศ์วานอิสราเอล แล้วก็ขอให้เด็กคนนี้เลี้ยงดูนาโอมียามแก่เฒ่าเพราะ....เขาเกิดจากลูกสะใภ้ที่รักและดีกับนาโอมีมากยิ่งกว่าลูกชายเจ็ดคน
นรธ.4:16-17 บุตรของโบอาสคนนี้ชื่อว่า”โอเบส”ซึ่งเป็นบิดาของเจสซี พ่อของก.ดาวิด เพราะฉะนั้นรูธก็เท่ากับเป็นย่าทวดของก.ดาวิด และก็เป็นบรรพบุรุษของพระเยซูคริสต์โดยตรงตามเชื้อสายด้วย
ทั้งหมดนี้คือผลของความรัก ความสัตย์ซื่อและเสียสละ เด็กๆจะเห็นว่าทั้งสามคนในเรื่องนี้ คือนาโอมี รูธ แล้วก็โบอาส ทั้งสามคนยอมทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดี นาโอมีก็เป็นแม่สามีที่ไม่เห็นแก่ตัว รูธก็ทั้งรักและสัตย์ซื่อกับแม่สามีสุดชีวิต ส่วนโบอาสก็ยอมทำหน้าที่ญาติสนิทด้วยความชื่นชมยินดี ยอมไถ่ที่ให้นาโอมีแล้วก็รับรูธซึ่งเป็นหญิงม่ายมาเป็นภรรยา ซึ่งจริงๆแล้วเรื่องอย่างงี้ อาจผู้ชายหลายคนทำใจรับไม่ได้นะ แต่โบอาสยอมทำอย่างเต็มใจเหมือนที่พระคริสต์เต็มใจไถ่บาปให้เรา ซึ่งถ้ามองฝ่ายวิญญาณแล้ว..สภาพเราก็ยับเยินไม่ได้ต่างจากรูธหรือนาโอมีหรอก แต่พระเยซูไม่เคยรังเกียจเราเลย....พระองค์ไถ่เราด้วยความรัก ไม่เคยบ่นว่าในความบกพร่องของเรา แล้วก็ไม่เคยเอือมระอากับความผิดซ้ำซากที่เราทำ.....ตราบใดที่เราสำนึกผิดแล้วก็กราบลงขอโทษ เราจะได้กลับสู่อ้อมกอดของพระองค์เสมอ
พระธรรม”นางรูธ”ก็จบลงแค่นี้นะคะ เพราะเป็นข้อพระคำภีร์ตอนสั้นๆมีแค่๔บท สัปดาห์หน้าเราจะมาขึ้น หนังสือซามูเอล ฉบับที่๑ แล้วพบกันนะคะ..พระเจ้าอวยพรค่ะ

วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2552

พระธรรม “นางรูธ” ครั้งที่ 1 อาทิตย์ที่ 13:12:2009

“นางรูธ” เป็นใคร นางรูธเป็นสตรีหนึ่งในสี่คนที่เกี่ยวข้องและถูกกล่าวถึงไว้ในพงศ์พันธ์ของพระเยซูคริสต์ อีกสามคนก็คือ ทามาร์ ราหับ และนางมารีย์
น้าตุ๊กขอพูดถึงคนคุ้นเคยที่พระคำภีร์กล่าวถึงบ่อยๆก็แล้วกัน ก็จะเริ่มจาก...
อับราฮัม > อิสอัค > (ยาโคบ+นางเลอาห์) > (ยูดาห์+นางทามาร์)>(สัลโมน+ราหับชาวเยรีโค)
>(โบอาส+นางรูธชาวโมอับ)>โอเบส>เจสซี>ก.ดาวิด จากก.ดาวิดมาทางเชื้อสายของซาโลมอน และต่อมาอีกหลายชั่วคน จนมาถึงโยเซฟ สามีของนางมารีย์ที่ตั้งครรภ์พระเยซูคริสต์โดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์
เรื่องราวของนางรูธ เป็นเรื่องที่ยังอยู่ในสมัยผู้วินิจฉัย (ยุคแห่งการกบฎ ที่อิสราเอลยังไม่มีกษัตริย์ แล้วต่างคนก็ต่างทำตามที่ตัวเองเห็นชอบ) แต่”นางรูธ”เป็นหนังสือที่ได้แสดงให้เห็นว่า “ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่ติดตามพระเจ้าอย่างสุดใจ” พอให้รู้สึกว่า อิสราเอลสมัยนั้นก็ไม่ได้เลวร้ายซะทีเดียว
พระธรรมเล่มนี้เป็นตอนสั้นๆมีแค่สี่บทแต่ไม่ได้แปลว่าไม่สำคัญนะ พระคำภีร์ทุกบททุกตอนจะสั้นจะยาวสำคัญหมด เพราะถือเป็นถ้อยคำของพระเจ้าแล้วก็มีน้ำพระทัยของพระองค์ที่ประสงค์จะสำแดงแก่เราอยู่ในทุกตัวอักษร เด็กๆเข้าใจดีใช่มั๊ยว่าถ้อยคำพระเจ้าสำคัญยังไง เอาง่ายๆเลย..ถ้าปราศจากถ้อยคำของพระเจ้า เราจะไม่มีชีวิต ไม่มีตัวตนอยู่ด้วยซ้ำ จริงมะ..เพราะอย่าลืมว่าทุกสรรพสิ่งบนโลกที่สามารถลอยหน้าอยู่ได้เนี่ย ก็เกิดขึ้นเพราะพระวจนะของพระเจ้า..ที่ตรัสสั่งให้มันเกิดขึ้นทีละอย่างๆ ถ้าไม่งั้นโลกนี้ก็ว่างเปล่า
จุดประสงค์ของพระธรรม”นางรูธ” ก็คือ เพื่อสำแดงให้เห็นแบบอย่างของความรัก ความเสียสละ ความสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าของอิสราเอล รวมถึงการยึดมั่นในวิถีปฏิบัติตามกฎบัญญัติของพระเจ้า ทั้งๆที่เขาเป็น”คนต่างชาติ” (นี่สิน่าคิด) ......เด็กๆเปิดไปดูบทที่๑ เรื่องมีอยู่ว่า...ในสมัยที่ผู้วินิจฉัยปกครองอิสราเอลอยู่เนี่ย มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เกิดการกันดารอาหารขึ้นในอิสราเอล ชายคนหนึ่งชื่อเอลีเมเลคเป็นชาวเมืองเบธเลเฮม คือเป็นคนเผ่ายูดาห์ ก็ได้พาครอบครัวอพยพไปอยู่ที่แผ่นดินโมอับ(ที่อยู่ฝั่งตะวันออกของน.จอร์แดน) ตรงจุดนี้ก็เลยมีบางคนให้ความเห็นว่าเอลีเมเลคเนี่ย น่าจะเป็นหัวหน้าครอบครัวที่(ความเชื่อเป็นไง) คงจะไม่ค่อยวางใจในพระเจ้าซักเท่าไหร่ (เพราะไร) พอวาระแห่งความทุกข์ยากมาถึงก็หอบหิ้วครอบครัวพาออกจากดินแดนที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้ แล้วเรายังจะได้เห็นต่อไปอีกว่า.เขาอนุญาตให้ลูกๆแต่งงานกับหญิงต่างชาติด้วย อันนี้เราพูดกันตามเนื้อผ้านะ ส่วนเรื่องที่ทุกอย่างก็เป็นน้ำพระทัยพระเจ้า เรารู้อยู่แล้ว...แต่ไม่ได้พูดถึงประเด็นนั้น เราพูดถึงการดำเนินชีวิตของเขาที่ดูจะไม่เคร่งครัดในกฎบัญญัติของพระเจ้าเท่าไหร่ แล้วสมาชิกครอบครัวของเอลีเมเลคที่พากันไปอยู่ดินแดนโมอับมีใครบ้าง...ก็มีภรรยาที่ชื่อนาโอมีกับลูกชายสองคน ชื่อมาห์โลนและคิลิโอน
แต่ในขณะที่อยู่ในดินแดนโมอับ เอลีเมเลคก็เสียชีวิต ในข้อที่๔.บอกว่าลูกชายทั้งสองก็ได้ภรรยาเป็นหญิงต่างชาติ คือ เป็นชาวโมอับทั้งคู่ สะใภ้ใหญ่ชื่อ โอปราห์ แล้วสะใภ็เล็กนี่เองคือ “นางรูธ” พระคำภีร์บอกว่าเมื่อเอลีเมเลคหัวหน้าครอบครัวเสียชีวิตไปแล้ว นาโอมีกับลูกชายแล้วก็ลูกสะใภ้ก็ยังใช้ชีวิตอยู่ในโมอับต่อไปอีกสิบปี หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น....
ดูนรธ.1:5-7 ทีแรกก็ดูเหมือนจะอยู่กันดีตามอัตภาพ แต่ไม่นานลูกชายทั้งสอลคนของนาโอมี คือ มาห์โลนกับคิลิโอนก็เสียชีวิตด้วย ทิ้งแม่ให้อยู่ตามลำพังลองคิดดูว่านาโอมีจะระทมทุกข์ขนาดไหน แต่ยังดีที่มีสะใภ้ให้อยู่เป็นเพื่อนก็อยู่กันไปตามประสาแม่หม้าย ในข้อที่๖.บอกว่า นาโอมีได้ข่าวว่า “พระเจ้าทรงเสด็จมาช่วยประชากรของพระองค์ในอิสราเอล ประทานอาหารให้แก่พวกเขาแผ่นดินก็เกิดผลอันอุดมมากมาย นาโอมีก็เลยเป็นไง.....อยากจะกลับไปอยู่ที่ยูดาห์บ้านเก่าของเธอกับสามี
ดูนรธ.1:8-9 พอจะกลับไปอยู่ที่อิสราเอลนาโอมีก็อนุญาตให้สะใภ้ทั้งคู่กลับบ้าน เพื่อจะได้ไปมีครอบครัวใหม่ ในข้อที่๘.นาโอมีได้พูดว่า “...ขอพระเจ้าทรงเมตตาต่อเจ้าทั้งสอง ดังที่เจ้าได้เมตตาต่อผู้ที่ตายไปแล้วและต่อแม่” ประโยคนี้บอกอะไรเรา ก็บอกให้เรารู้ว่าสะใภ้ต่างชาติของนาโอมีทั้งสองคนนี้น่าจะเป็นภรรยาที่ดีพอสมควร แล้วก็คงจะทำหน้าที่ปรนนิบัติสามีและแม่ของสามีด้วย...ได้อย่างสมบูรณ์ นาโอมีถึงเอ่ยปากชมและขอพระเจ้าอำนวยพรให้แก่ลูกสะใภ้ทั้งคู่ แต่พอนาโอมีจูบลาสะใภ้ ทั้งสองคนก็ร้องไห้กันใหญ่
ดูนรธ.1:10-11 สะใภ้ทั้งสองคนของนาโอมีบอกว่าจะขอกลับไปอยู่ที่อิสราเอลด้วย แต่นาโอมีบอกว่า อย่าเลย..กลับบ้านตัวเองไปเถอะ เพราะถึงยังไงนางก็ไม่มีลูกชายเหลือให้สืบสกุลอีกแล้ว กลับบ้านไปยังจะมีโอกาสได้แต่งงานใหม่แล้วก็มีลูก สิ่งที่นาโอมีทำเนี้ย มันเป็นการแสดงให้เห็นว่า...นาโอมีเห็นแก่ตัวมะ ไม่เลยเพราะนาโอมีสนับสนุนให้ลูกสะใภ้ไปมีครอบครัวใหม่ ไม่ได้หวงสะใภ้ไว้เพื่อให้อยู่ดูแลตัวเอง ซึ่งจริงๆแล้วถ้านาโอมีคิดจะทำอย่างงั้น ทำได้มะ..ได้แน่นอน (ถึงสมัยนี้ก็เหอะ ถ้าใครบังเอิญได้แต่งเข้าไปเป็นลูกสะใภ้คนจีนก็จะรู้ซึ้งเลยล่ะ..ว่าส่วนใหญ่แม่สามีก็ซูสีไทเฮาดีๆนี่เอง) ว่าแล้วทั้งสามคนก็ร้องไห้กันอีกรอบ แล้วโอรปาห์ก็จูบลาแม่สามีแล้วก็ยอมกลับบ้านไป นาโอมีก็เลยบอกให้รูธกลับไปมั่ง แล้วรูธว่าไง
ดูต่อนรธ.1:16-17เป็นไง..เกิดมาเคยเห็นมะ แม่ผัวลูกสะใภ้รักกันมากขนาดนี้..น้าตุ๊กไม่เคย นางรูธบอกว่า แม่ไปไหน..ไปด้วย ตายไหน..ตายกัน ญาติแม่..ก็เหมือนญาติชั้น พระเจ้าของแม่..จะเป็นพระเจ้าของชั้นด้วย นี่คือตัวอย่างของสตรีที่มีความสัตย์ซื่อต่อสามีและวงศ์ตระกูลของสามี สืบเนื่องจนเป็นสายใยให้รูธจงรักภักดีต่อพระเจ้า ผลก็คือรูธได้รับพระพรอันยิ่งใหญ่ที่ประวัติศาสตร์ต้องบันทึกไว้ เพราะเธอได้เป็นพงศ์พันธ์ที่พระเยซูคริสต์ทรงมาบังเกิด สมชื่อ”รูธ”จริงๆเพราะรูธแปลว่า”คู่ชีวิต”แล้วหญิงที่ควรค่าจะเป็นคู่ชีวิตของใครซักคนก็ควรที่จะมีคุณสมบัติเหมือนนางรูธ เอาคล้ายๆก็ได้หรือแค่ใกล้เคียงก็พอ (จะมีมั๊ยเนี่ย)
แล้วข้อพระคำภีร์ตอนนี้ก็บอกย้ำเราอีกที ว่ายิวไม่ใช่ชนชาติเดียวที่พระเจ้าจะทรงรักและเลือกเข้ามารับความรอด แต่พระเจ้ากำหนดความรอดไว้เพื่อ...คนทุกชาติ ทุกภาษา
แล้วสุดท้าย นาโอมีก็ใจอ่อนยอมพารูธกลับมาที่ยูดาห์ด้วย ตอนไปไปกันสี่คน กลับมายังดีมีลูกสะใภ้ไม่งั้นต้องเหลือตัวคนเดียว แต่จะเหลือกี่คนไม่สำคัญ ที่สำคัญคือยังไงก็ต้องกลับมาที่เบธเลเฮม..แล้วรูธก็ต้องกลับมาด้วย เพราะนี่คือส่วนหนึ่งในแผนการของพระเจ้าที่ทรงกำหนดไว้แล้วว่าก.ดาวิดและพระเยซูคริสต์ต้องทรงบังเกิดที่ไหน..ที่เบธเลเฮม เพราะฉะนั้น ไม่ว่านาโอมีจะต้องมาในสภาพไหนหรือเธอเองจะรู้สึกยังไง จริงๆแล้ว..ก็ไม่สำคัญเพราะสิ่งที่สำคัญ...คือเธอจะต้องกลับมาเพื่อให้ทุกอย่างได้สำเร็จตามพระวจนะของพระเจ้า
ดูนรธ.1:19-21 พอนาโอมีกับรูธกลับมาถึงเบธเลเฮม ชาวบ้านก็แตกตื่นพูดกันประมาณว่า “นี่นาโอมีจริงๆหรือ” ทำไมชาวบ้านถึงแปลกใจ เชื่อว่าตอนอยู่ที่ยูดาห์เอลีเมเลคกับนาโอมีคงมีฐานะค่อนข้างดีเพราะในข้อที่๒๑.นาโอมีบอกว่าเธอมีพร้อมทุกอย่างตอนที่จากไป แต่กลับมาในสภาพที่ยากไร้แถมเหลือตัวคนเดียว เด็กๆนึกออกมะคนเราเวลาที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดีแล้วก็มีความทุกข์ที่ต้องสูญเสียทั้งสามีและลูก มันก็คงจะดูโทรมๆหน่อยจนคนจำแทบไม่ได้ ตามวิสัยชาวบ้านก็เลยพูดกันไปประมาณว่า “เนี่ยเหรอ นาโอมีจำแทบไม่ได้เลย..อะไรประมาณนั้น” ส่วนนาโอมีก็พูดกับชาวบ้านว่าอย่าเรียกชั้นว่านาโอมีเลย เพราะ นาโอมีมันแปลว่า “สุขสบาย” แต่ตอนนี้ชั้นไม่ได้สบายเหมือนชื่อ เพราะฉะนั้นเรียกชั้นว่า”มารา”น่าจะเหมาะกว่าเพราะมาราแปลว่า”ขม”(ขมขื่น) คำเดียวกับที่อิสราเอลเจอน้ำขมที่มาราห์ ในอพย.15
วันนี้เอาไว้แค่นี้ก่อนนะคะเวลาหมดแล้ว สัปดาห์หน้าไม่มีการเรียนการสอนในชั้นเรียนเพราะเราจะฉลองคริสมาสตร์ด้วยกันที่โบสถ์ แล้วอาทิตย์ที่27:12:2009 เราจะมาต่อเรื่องของนางรูธกัน
เมอร์รี คริสมาสตร์ค่ะ

วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2552

บทความพิเศษวันพ่อ "รักวิเศษขององค์พระผู้เป็นเจ้า" อาทิตย์ที่6:12:2009

สวัสดีค่ะเด็กๆและสุขสันต์วันพ่อสำหรับคุณพ่อทุกคน สัปดาห์นี้เป็นการทดสอบพระธรรมผู้วินิจฉัยก็เลยไม่มีเนื้อหาในชั้นเรียน แต่น้าตุ๊กมีเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกในแง่มุมที่หลากหลายมาฝาก "วันพ่อ" สำหรับคนส่วนใหญ่ฟังดูแล้ว..คงจะให้ความรู้สึกอบอุ่นและอบอวลไปด้วยความรัก มีกลิ่นอายของความเป็นครอบครัว แต่สำหรับบางคนแล้ว..อาจไม่ใช่ มากไปกว่านั้นทุกครั้งที่ถึงวันพ่อ ก็จะรู้สึกร้าวรานใจอยู่ลึกๆ มากน้อยก็ต่างกันไปตามประสบการณ์ที่แต่ละคนได้รับ
สำหรับครอบครัวที่อบอุ่นมีคุณพ่อที่ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างยอดเยี่ยม...เสียสละ...เป็นแฟมิลี่แมน "วันพ่อ"คงเป็นวาระที่ครอบครัวจะได้แสดงความรักและเห็นคุณค่าต่อกันอย่างเต็มหัวใจ แต่กับอีกหลายๆคนที่บังเอิญโชคไม่ค่อยดีอาจมีคุณพ่อที่ค่อนข้างร้ายกาจ ซึ่งความร้ายกาจของพ่อก็จะมีมากน้อยต่างกันไป อาจจะมีตั้งแต่งี่เง่าเล็กน้อย เอาแต่ใจตัวเองจนถึงเอาแต่ได้ ยอมหักไม่ยอมงอ เจ้ายศเจ้าอย่าง ยึดมั่นถือมั่น เอาตัวเองเป็นใหญ่ไร้เหตุผล ยิ่งแก่ยิ่งเลอะ ไปจนถึงมักสร้างความเดือดร้อนให้ลูกหลาน หนักหน่อยก็ถึงขนาดข่มเหงรังแกทำร้ายลูกตัวเองก็มี ทั้งหมดนี้ก็คือ"พ่อ"เช่นกัน
ในวันที่ความรักของพ่ออบอวลไปทั่วประเทศในจิตใจของบางคนก็อาจรู้สึกชอกช้ำโดยไม่ตั้งใจ บางคนก็ทะเลาะกับพ่ออยู่ บางคนไม่พูดกับพ่อมาเป็นปี พ่อบางคนโกรธลูกถึงกับไม่ให้มาเผาผี ลูกบางคนถูกพ่อขายไปก็มี สารพัดเรื่องไม่ดีเกี่ยวกับพ่อในโลกนี้...มีอยู่จริง แล้วถ้าเราคือหนึ่งในกลุ่มที่พูดถึงนี้ล่ะ...เราควรจะทำอย่างไร
ในทางของพระเจ้า พระองค์สอนไว้อย่างชัดเจน...ว่าทุกคนต้องให้เกียรติบิดา มารดา (เอเฟซัส6:2) เพราะฉะนั้นลูกทุกคนก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเอง คือให้ความรัก เอาใจใส่ และเลี้ยงดูพ่อแม่ยามแก่ชรา อันนี้ถือเป็นมาตรฐานที่ทุกคนควรทำส่วนรายละเอียดที่มากไปกว่านี้ เช่น พ่อแม่บางคนที่ไม่ได้พอใจแค่นี้..ก็มี พ่อแม่ที่บ้าอำนาจก็มี พ่อแม่ที่อิจฉาลูกหลานก็มี พ่อแม่ที่เรียกร้องความสนใจมากเกินไปก็มี พ่อแม่ที่ต้องการทรัพย์สินเกินกำลังลูกก็มี พ่อแม่แบบแปลกๆก็สารพัดที่จะมี เกินกว่าจะบรรยายได้หมด แต่ก็ไม่เป็นไร น้าตุ๊กขอหนุนใจลูกๆที่มีพ่อแม่แบบนี้ว่า "ทำให้ดีที่สุด เท่าที่เรามีกำลัง" เพราะพระคำภีร์ก็บอกไว้เช่นกันว่า (เอเฟซัส6:4) "ฝ่ายท่านที่เป็นบิดา อย่ายั่วบุตรของตนให้เกิดโทสะ.." หมายความว่าถึงคุณจะเป็นพ่อเป็นแม่..ก็ใช่ว่าจะงี่เง่าได้อย่างไร้ขีดจำกัด ถือว่าเป็นพ่อแม่แล้วจะไร้เหตุผลยังไงก็ได้..ไม่ใช่ พระคำภีร์ตอนนี้ระบุไว้เพื่อให้ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองให้ถูกต้องและดีที่สุด ส่วนในมุมมองของน้าตุ๊กแล้วอยากสอนเด็กๆว่า "พ่อแม่ ก็คือ พ่อแม่..จะถูกผิดยังไงเขาก็คือคนที่พระเจ้าเลือกให้เป็นพ่อแม่ของเรา มียีนส์เด่น ยีนส์ด้อยหรือดีเอ็นเอที่พระเจ้าทรงเห็นชอบให้เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นตัวเรา เพราะฉะนั้น..มันต้องดีต่อแผนการของพระเจ้า และเราก็มีหน้าที่ต้องสำแดงความรักของพระเจ้าต่อพ่อแม่(ที่แม้จะรังแกเราตลอดเวลา) พยายามมองผ่านความผิดพลาดของท่านด้วยความเข้าใจและด้วยความรักของพระเจ้า อย่ามัวน้อยใจว่าทำไมพ่อเราไม่เหมือนพ่อของคนอื่น ทำไมถึงขยันทำร้ายจิตใจของลูก หรือทำไมไม่เคยพอใจในสิ่งที่ลูกทำให้เลย น้าตุ๊กขอหนุนใจทุกคนที่มี"คุณพ่อ"ที่ค่อนข้างจะไม่น่ารักให้อดทน อย่าลืมว่า"พ่อ"ก็คือมนุษย์มีเนื้อหนังและสามารถทำผิดพลาดได้ จริงอยู่ที่มีคำกล่าวว่า"ความรักของพ่อแม่นั้นยิ่งใหญ่" แต่สำหรับคริสเตียนเรามี"ความรักของพระเจ้า"ที่ยิ่งใหญ่กว่า เพราะ"พระองค์รักเราอย่างไม่มีเงื่อนไข" ซึ่งความรักแบบนี้หาไม่ได้ในตัวมนุษย์ เพราะฉะนั้น อย่าท้อใจถ้าคุณพ่อของเราจะไม่น่าชื่นใจซักเท่าไหร่ เพราะเรามี"พระเจ้า"เป็นพ่อที่แสนวิเศษฐ์ มีความรักที่วิเศษฐ์สุดซึ่งมนุษย์ไม่มี นับว่าโชคดีกว่ามีพ่อดีๆซะอีก แล้วถ้าเราฝึกฝนที่จะรักผู้อื่นในแบบ"รักของพระเจ้า" เราก็จะติดสนิทแนบแน่นกับพระองค์และสัมผัสได้ถึงอิสระภาพที่เกิดขึ้นในใจ เราจะหลุดพ้นจากพันธนาการทั้งปวง แล้วจะไม่มีใครทำให้เรารู้สึกเศร้าใจหรือเจ็บปวดมากมายได้อีก เพราะความจริงเกี่ยวกับเรื่องราวความรักของพระเจ้าจะเติมหัวใจของเราให้เต็มล้น..จนไม่มีที่ว่างไว้ให้เราต้องการจากใครอีก ถึงตอนนี้ต้องขอปรบมือให้ผู้แต่งเพลงรักวิเศษ ที่สามารถถ่ายทอดบทเพลงเรื่องราวความรักของพระเจ้าออกมาได้อย่างชัดเจน และซาบซึ้งตรึงใจ
"....เพราะรักวิเศษเช่นนี้ ไม่มีในผู้อื่น มีเพียงในรักขององค์พระเจ้าเท่านั้น
ขอทรงโปรดสอนหัวใจ...ว่ารักที่แท้เป็นเช่นใด รักเหมือนดัง..พระองค์
เพื่อข้าจะรักพระองค์มากกว่า มากกว่าสิ่งใดในชีวิตข้า ทุกสิ่งที่ข้ามีเป็นเพียงของที่ชั่วคราว
แต่ความรักของพระเจ้า...นั้นมั่นคงยืนนาน
(ให้โลกนี้ได้รู้จักกับความรักที่คงมั่น..รักแท้ในพระองค์)
คำที่ว่า"ขอทรงโปรดสอนหัวใจ ว่ารักที่แท้เป็นเช่นใด.."น่าจะถูกใส่ไว้ให้เป็นคำอธิฐานของพวกเราด้วย เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่พระเจ้าทรงนำให้เรารู้จักกับความรักแบบพระองค์แล้ว ความสุขและอิสระภาพที่เกินคำบรรยายจะเกิดขึ้นกับเรา เพราะ..เราจะรักแบบพระเจ้า คือ เลิกแสวงหาความสมบูรณ์พร้อมในตัวมนุษย์...(เพราะมันหาไม่ได้) เลิกหวังสิ่งตอบแทน..(เพราะมันไม่จำเป็นแล้วสำหรับเรา) เลิกคาดหวังในตัวผู้อื่น และเราก็จะผิดหวังน้อยลง เจ็บปวดน้อยลง โกรธน้อยลง แต่เราจะมีความสุขมากขึ้น ใจกว้างขึ้น มีมุมมองที่ฉลาดขึ้น มีอิสระมากขึ้นเพราะเราจะไม่ติดยึดกับอารมณ์ ความรู้สึก หรือแม้แต่กฏเกณฑ์ที่มนุษย์สร้างขึ้น สุดท้ายจะไม่มีอะไรในโลกนี้ที่สามารถเหนี่ยวรั้งเราไว้ได้ จะไม่มีอะไรในโลกที่เราจะเสียดาย..จนไม่อยากจากไป
ขอพระคุณความรักและฤทธิ์อำนาจอันบริบูรณ์ของพระเจ้าปกคลุมอยู่เหนือคุณพ่อและลูกๆทุกคน
สุขสันต์วันพ่อค่ะ