วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2556

หนังสือ มัทธิว ครั้งที่ 9


ดู มัทธิว 10:34-35 “..พระคริสต์ทรงอยู่เหนือบิดาหรือมารดา”..ถ้าใครมีพ่อแม่ที่ไม่เชื่อพระเจ้า..ก็จะรู้ว่า..เขาจะรับไม่ค่อยได้สำหรับถ้อยคำในข้อนี้ที่พระเยซูบอก  เพราะ เขาจะไม่มีวันเข้าใจ..เขาจะรู้สึกว่ามาสอนอย่างนี้ได้ยังไง     ประโยคต่อไปยิ่งแล้วใหญ่เลย “..อย่าคิดว่าเรามาเพื่อจะนำสันติภาพมาสู่โลก เรามิได้นำสันติภาพมาให้ แต่เรานำดาบมา”.......จำให้ดีนะคะเด็กๆ ในบริบทนี้ หมายถึงในเรื่องจิตวิญญาณและความเชื่อนะคะ  อย่าเอาไปตีความผิดบริบท..ผิดความหมาย  พระเยซูทรงชี้ให้เห็นว่า เมื่อพระองค์เสด็จมา..มนุษย์จะถูกแยกออกเป็น 2 ฝ่าย  พระองค์มาเพื่อ”คัดกรอง”คนของพระเจ้าและแยกคนเหล่านั้นออกจาก..คนที่ไม่ใช่..หรือคนที่ไม่ได้ถูกเลือก    ข้อที่ 36 บอกว่า “..ผู้ที่อยู่ร่วมเรือนเดียวกัน ก็จะเป็นศัตรูต่อกัน”....เพราะเวลาพระเจ้าเลือก..บางทีพระองค์ไม่ได้เลือกยกตระกูลหรือเลือกทั้งครอบครัว  ในบ้านนึงเนี่ย..บางทีคนนี้ใช่..คนนั้นไม่ใช่  เลือกคนนี้..ไม่เลือกคนนั้น  อะไรต่างๆเหล่านี้ คือ ความหมายของคำว่า ”ศัตรู และ ความหมางใจ” ..ทำไมต้องหมางใจและเป็นศัตรู  เพราะคนที่ไม่ใช่..ก็จะไม่เชื่อและมองข่าวประเสริฐเป็นเรื่องโง่และรับไม่ได้..สุดท้ายในครอบครัวเลยต้องทะเลาะกัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ครอบครัวที่”ลูกเชื่อ” แต่ “พ่อแม่ไม่เชื่อ” แทบทุกคนที่อยู่ในครอบครัวที่ไม่มีความเชื่อ  มักจะได้ยินประโยคที่ว่า “บรรพบุรุษก็เป็นพุทธกันมาแต่ไหน แต่ไร ทำไมน๊า..ยายคนนี้ถึงแหกคอก !!! (ประมาณนี้)และข้อที่ 37 บอกว่า “ผู้ใดที่รักบิดามารดายิ่งกว่ารักเราก็ไม่สมกับเรา และผู้ใดรักบุตรชายหญิงยิ่งกว่ารักเรา ผู้นั้นก็ไม่สมกับเรา”...คือเมื่อถูกครอบครัวต่อต้านหนักเข้า..เริ่มทนไม่ได้   พ่อแม่ก็จะตัดเป็นตัดตาย..ถ้าจะยังเชื่อพระเยซู  ญาติพี่น้องก็พูดจาส่อเสียดเหยียดหยามอยู่ทุกวัน   สุดท้ายทนความกดดันที่ครอบครัวหยิบยื่นให้..ไม่ได้  ก็เลิกดีกว่า..เลิกเชื่อพระเยซูดีกว่า..เชื่อแล้วครอบครัวมีปัญหา  พระเยซูบอก “ใครที่เลือกอย่างนั้น ผู้นั้นก็ไม่สมกับพระองค์” ....เชิญไปได้เลย
ดู มัทธิว 10:38-39  “..ผู้ใดที่ไม่รับเอากางเขนของตนตามเราไป ผู้นั้นก็ไม่สมกับเรา”  สาวกของพระคริสต์หรือคริสเตียน..ต้องยอมรับความทุกข์ยากเหมือนที่พระเยซูรับ  เพราะเราต้อง”ต่าง”และ”สวนกระแส”กับคนของโลก    เพื่อให้โลกเห็นว่า “ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะไหน  เราก็จะยังเป็นแสงสว่างได้อยู่ดี” เพราะมันเป็นการง่าย ถ้าเรายังกินอิ่ม นอนสบาย ได้อยู่ห้องแอร์ แล้วเราจะบอกว่า "ฉันจะไม่ลักขโมย ไม่โกง ไม่เอาเปรียบ ไม่กล่าวโทษ ไม่บ่น หรือทำบาป"  เพราะ”ภาวะสุขสบายมันไม่สามารถพิสูจน์คนได้” เพราะงั้น ถ้าเราสามารถสว่างได้เฉพาะเวลาที่มีความสุขสบาย..อันนั้นมันไม่ทำให้เราต่างจากคนอื่น  ดังนั้น บางครั้ง เราจึงต้องดำเนินอยู่ในความทุกข์ยากบ้าง   พระเยซูบอกให้เราแบกกางเขนของเราตามพระองค์ไป  นั่นหมายความว่า พระองค์ดำเนินแบบไหน..เราจำเป็นต้องทำตามเพื่อที่เราจะได้มีศักดิ์ศรีสมกับความรอดที่พระองค์เตรียมให้  ข้อที่ 42 บอกว่า”...ผู้ใดจะเอาน้ำเย็นสักถ้วยหนึ่งให้คนเล็กน้อยดื่ม เพราะเขาเป็นศิษย์ของเรา เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า คนนั้นจะขาดบำเหน็จก็หามิได้”    ความหมายของพระเยซูในข้อนี้ ก็คือ ใครก็ตามที่ทำดีกับคนของพระเจ้า  แม้จะเป็นแค่น้ำใจเล็กๆน้อย..พระเจ้าสัญญา..ว่าจะอวยพรผู้นั้น  
ดู มัทธิว 11:16-17  พระเยซูทรงเปรียบคนในยุคพระคุณว่า “..เหมือนเด็กนั่งที่กลางตลาดร้องบอกเพื่อนว่า..ฉันได้เป่าปี่ให้พวกเธอ และเธอมิได้เต้นรำ  ฉันได้พิลาปร่ำไห้แก่พวกเธอ และพวกเธอมิได้คร่ำครวญ”  คือ ไม่ยินดี..ยินร้ายกับอะไร  บางที เรื่องที่น่ายินดีที่สุดอย่างข่าวประเสริฐ..ที่เราพยายามจะบอกแล้วบอกอีก..หลายคนกลับรู้สึกเฉยๆ..ไม่สนใจ  วันอีสเตอร์ที่พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาใหม่..อันนี้คือความน่ายินดีที่สุดไม่ใช่เฉพาะสำหรับคริสเตียน  แต่มนุษย์ทุกคนสมควรอย่างยิ่งที่จะโลดเต้นในเรื่องนี้  แต่หลายคน..ไม่สนใจเลย..เฉยมาก   ศุกร์ประเสริฐเราก็สลดใจแทบตาย  แต่คนที่ไม่เชื่อพระเจ้า..ก็ไม่รู้สึกรู้สากับเรื่องนี้  อะไรต่างๆเหล่านี้  คือ ความหมายที่พระเยซูกล่าวถึงในข้อนี้    ข้อที่ 18  บอกว่า “..ยอห์นมาก็ไม่ได้กินหรือดื่ม  เพราะยอห์นเป็นนาศีร์ คือ กินอยู่เหมือนฤาษี..อะไรประมาณนี้..ยอห์นจะไม่กินดื่มหรือใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย  ส่วนพระเยซูคริสต์มาทั้งกินและดื่ม เขาก็ว่าพระองค์เป็นคนกินเติบและขี้เมา  เป็นมิตรสหายกับคนเก็บภาษีและคนบาป”  แต่ ทั้งยอห์นและพระเยซูก็คือผู้ชอบธรรมของพระเจ้าทั้งคู่  แม้จะทำต่างกัน..มีสถานะหรือไลฟ์สไตน์ที่ต่างกัน แต่พระปัญญาของพระเจ้าได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้องแล้ว   และข้อที่จะขยายความของบริบทนี้ได้เป็นอย่างดี คือ....
ดู มัทธิว 11:28 ที่พระองค์บอกว่า “บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อยเป็นสุข”  คำว่า “ภาระหนัก” ในที่นี้ คือ ภาระฝ่ายวิญญาณที่มนุษย์ไม่มีวันไถ่ถอนให้ตัวเองเป็นอิสระได้ และรวมถึง..ความทุกข์ยากลำบากจากความที่ต้องพยายามทำตามกฎบัญญัติต่างๆ  สำหรับยิวก็คือ กฎบัญญัติทางโมเสส  ด้วยความเคารพ..สำหรับต่างชาติก็อาจหหมายถึงข้อห้ามหรือกฎต่างๆตามความเชื่อของเขา  ศีล5 ศีล8 ศีลกี่ร้อยข้อก็ตาม   ซึ่งไม่ว่าจะบัญญัติว่ายังไง  ก็ไม่มีวันที่ใครจะทำตามได้อย่างครบถ้วน “ตามมาตรฐานของพระเจ้า”  เพราะมาตรฐานของพระเจ้า คือ “แค่คิดผิดแล้ว”  พระเยซูถึงต้องมาเติมเรา  มาแบกรับและทำแทนเรา  ที่ข้อ 18  บอกว่า “..ยอห์นมาก็ไม่ได้กินหรือดื่ม  แต่  พระเยซูคริสต์มาทั้งกินและดื่ม เขาก็ว่าพระองค์เป็นคนกินเติบและขี้เมา..”  ข้อนี้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะเป็นคนขี้เมาหรือเห็นแก่กินได้นะคะ  แต่พระองค์ทรงสำแดงให้เราเห็นว่า  กฏข้อห้ามหยุมหยิมเล็กน้อย..จะไม่สามารถทำให้เราบาปหรือลงบึงไฟนรกได้อีกต่อไป   แม้กระทั่งบางครั้งเราจะยังอ่อนแอและอาจ”เผลอ”ทำความผิดไปบ้าง  (เผลอ ทำไปบ้างนะคะ ไม่ใช่ทั้งชีวิตผิดตลอดแบบไม่เคยสำนึกและกลับใจ  อันนั้นไม่ใช่ละ)  คือ ถ้าเราจะพลาดพลั้งไปบ้าง  ยังไงความเชื่อในโลหิตของพระเยซูก็สามารถชำระเราได้เสมอ   ดังนั้น ที่พระองค์บอกว่า “จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา..”  ก็คือ เราแค่ทำตามที่พระองค์สอน  แค่นั้น ! หน้าที่ของเรา..อย่างอื่นพระองค์จัดการเอง    โอเคมั๊ย
ดู มัทธิว 11:25-26  “..พระองค์ทรงปิดบังสิ่งเหล่านี้ไว้จากผู้มีปัญญา..”  สิ่งเหล่านี้ที่ข้อนี้พูดถึงคืออะไร ก็คือ “ข่าวประเสริฐของพระคริสต์  หรือเรื่องราวของแผ่นดินสวรรค์ “
คือ ก่อนที่จะเป็นสมัยโรม  ก่อนหน้านั้น คือ “กรีก” ซึ่งกรีกจะเป็นพวกตรรกนิยม คือ ชอบเรื่องความเป็นเหตุเป็นผล  ชอบที่จะถกกันในเรื่องราวของปรัชญา..ค้นหาความจริงของชีวิตอะไรต่างๆ..ซึ่งทำให้กรีกมีนักปรัชญาที่มีชื่อเสียงอยู่หลายคน อย่าง“พิธากอรัส”กับ ”อริสโตเติล” ที่เราน่าจะรู้จักกันดี..นี่ก็เป็นชาวกรีก  เพราะงั้น ต่อเนื่องจนถึงสมัยโรมหรือแม้กระทั้งทุกวันนี้..ความนิยมในความเป็นเหตุเป็นผล  ก็ยังคงส่งผลต่อแนวคิดและความเชื่อของมนุษย์อย่างมาก   เพราะคนที่คิดว่าตัวฉลาด..เขาจะรับไม่ได้หรอก..ที่จะเชื่อว่า “เลือดของคนๆนึงเมื่อหลั่งออกแล้วจะสามารถชำระมนุษย์ให้บริสุทธิ์ได้”  มันเป็นไปไม่ได้..มันไม่สมเหตุผล..มันผิดหลักแห่งตรรกวิทยา   นี่แหละ คือ ความหมายที่พระเจ้าบอกว่า “พระองค์ทรงปิดบังเรื่องราวข่าวดีของพระเยซูไว้จากคนที่คิดว่าตัวเอง..ฉลาด” (ฉลาดฝ่ายโลกนะ ไม่ใช่ฉลาดในทางพระเจ้า)  แต่  “..ทรงสำแดงความรอดนี้ให้แก่ผู้เล็กน้อย”  ผู้เล็กน้อย ก็คือ คนธรรมดาสามัญ  ไม่ใช่คนใหญ่..คนโต  หรือ คนที่จะสมองดีอยู่ในอันดับต้นๆของโลก  ถามว่า มีคนใหญ่คนโตเชื่อพระเจ้ามั๊ย..มีค่ะ  แต่..ยังไม่เยอะ  ข้อที่ 29 พระเยซูบอกว่า “..จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเรามีใจอ่อนสุภาพและถ่อมลง”  ถ่อมลง..ไม่ต้องโอ้อวดในสติปัญญาอันน้อยนิดของตัวเอง  เพราะถ้าพระเจ้าจะมีส่วนที่เล็กน้อยที่สุด..ส่วนนั้นก็ยังสูงส่งกว่าปัญญาของมนุษย์ที่ฉลาดที่สุด..อยู่ดี เพราะฉะนั้น คนที่ฉลาดหรือมีปัญญาในทางพระเจ้า..ต้องไม่อวดรู้..ไม่พึ่งสติปัญญาของตัวเอง..แต่เขาจะเดินตามและพึ่งพระเยซู   เอเมนมั๊ย 
ดู มัทธิว 12:1-2  วันสะบาโตคือ “วันเสาร์” หรือ “วันที่เจ็ด” ของสัปดาห์ตามปฏิทินของชาวยิว  พระบัญญัติทางโมเสสตั้งให้เป็นวันหยุดพัก  และสมัยที่ยิวได้กลับจากการเป็นเชลยในบาบิโลนพวกเขาตั้งให้วันสะบาโตเป็นวันนมัสการพระเจ้าด้วย
แล้วก็เป็นที่รู้กันว่า”ยิว”เคร่งครัดที่จะทำตามกฎบัญญัติมาก..มากซะจนหลาย ครั้งลืมที่จะสนใจ..ว่าพระประสงค์แท้จริงของพระเจ้าคืออะไร   อย่างบอกว่าห้ามทำงานวันสะบาโต..เขาก็จะตั้งหน้าตั้งตาเอาคำสั่งนี้เป็นที่ตั้ง  โดยไม่ใช้วินิจฉัยว่า..พระเจ้าห้ามทำไม  พระองค์มีพระประสงค์อะไรในกฎข้อนี้หรือในกฎแต่ละข้อ  ยิ่งไปกว่านั้น..ก็ยังเพิ่มรายละเอียดเข้าไปอีก  อย่างข้อนี้.. “คำว่า ห้ามทำงานวันสะบาโต  ก็เอาไปขยายความต่อไปอีกว่า หมายถึง ห้ามเดินเกินกว่ากี่กิโล กี่กิโล อะไรประมาณนี้”..ซึ่งมันไม่ใช่  พระเจ้าให้หยุดพักวันสะบาโตเพราะอะไร  เพราะพระองค์รู้ว่าร่างกายมนุษย์ต้องการการพักผ่อน  ทำงานมาทั้งสัปดาห์มนุษย์จำเป็นต้องพัก..พระเจ้ารู้  เพราะพระองค์สร้างเรามากับมือ  แต่เราจะไปก็กล่าวโทษพวกยิวก็ไม่ได้   เพราะเขาอาจจะไม่รู้เหตุผลจริงๆ..ที่พระเจ้าตั้งกฎให้   บางสิ่งบางอย่างที่เราคิดออกก็เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์สำแดงกับเรา  หรือเหตุผลของกฎบัญญัติอีกหลายๆข้อ..ก็เพิ่งจะถูกเปิดเผย..ตอนที่เทคโนโลยีเจริญมากแล้ว..นึกออกมั๊ยคะ  เช่น ห้ามกินเลือดเ..พราะเลือด คือ แหล่งรวมของเชื้อโรค  ห้ามกินไขมัน  เพราะไขมัน..กินแล้วไม่ดี  อะไรต่างๆเหล่านี้ มนุษย์ก็เพิ่งรู้เมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี้เอง  ถ้าจะผิด..ก็ผิดก็ผิดตรงที่ชอบเพิ่มความยากลำบากเข้าไปในกฎแต่ข้อ..ให้ทำยากขึ้น เป็นภาระมากขึ้น  และพระเยซูรู้ดี..ถึงความความทุกข์ยากในการทำตามกฎบัญญัติของมนุษย์   พระองค์จึงมาเพื่อไถ่มนุษย์ทุกคนให้หลุดพ้นจากภาระหนักและความเหน็ดเหนื่อย บกพร่องฝ่ายวิญญาณ 
ข้อนี้ บอกว่า “พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จไปในนาวันสะบาโต และพวกสาวกของพระองค์หิวจึงเริ่มเด็ดรวงข้าวมากิน”   พวกฟาริสีก็เห็น..แล้วก็พูดกับพระเยซูว่า “นั่นแน่ะ ศิษย์ของท่านทำการต้องห้ามในวันสะบาโต”  พระเยซูทรงตอบว่าไง...
ดู มัทธิว 12:3-6  ข้อนี้ พระเยซูทรงยกการกระทำของดาวิดขึ้นมาเป็นตัวอย่าง  ตอนนั้น ที่ดาวิดกำลังหนีซาอูลอย่างหัวซุกหัวซุน  ถ้าเด็กๆเคยเรียนหนังสือซามูเอลกับน้าตุ๊กจะจำได้   ซาอูลตามฆ่าดาวิดอย่างเอาเป็นเอาตาย..ไม่มีการลดลาวาศอก  จนดาวิดแทบไม่มีเวลาหายใจ..อารมณ์มันประมาณนั้นจริงๆ  แล้วก็มีอยู่ตอนนึงใน 1 ซมอ. 21  ซึ่งเป็นอีกตอนที่ดาวิดต้องหนีซาอูลแบบไม่มีเวลาตั้งตัว  และเขาไม่มีทั้งอาวุธกับและเสบียง  ดาวิดก็เลยไปหาปุโรหิตที่เมืองโนบ..ซึ่งคุ้นเคยกับดาวิดเป็นอย่างดี  ไปถึงดาวิดก็ออกปากถามหาอาวุธกับอาหาร    ซึ่งก็ได้ดาบของโกไลอัทไป  ส่วนอาหาร..ไม่มี  นอกจาก”ขนมปัง ที่วางต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า” ซึ่งปกติปุโรหิตเท่านั้นที่มีสิทธิ์กินขนมปังที่ถวายพระเจ้า..คนทั่วไปห้ามกิน  แต่วันนั้น ปุโรหิตก็เอาให้ดาวิดติดตัวไป   พระเยซูทรงยกเรื่องนี้ขึ้นมา  เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า  สิ่งที่ปุโรหิตคนนั้น (คือ “อาหิเมเลค”)  ได้ทำนั้น..ถูกต้องแล้ว  เพราะเขาเลือกที่จะทำด้วยความรักและเมตตา  มากกว่าที่จะตะบี้ตะบันยืนยันตามกฎอย่างไม่ลืมหูลืมตา  ข้อที่ 5 พระองค์บอกว่า “ในวันสะบาโตพวกปุโรหิตในพระวิหารดูหมิ่นวันสะบาโต..แต่ไม่มีความผิด”  ( เนื่องจากปุโรหิตจะมีสิทธิพิเศษในพระวิหาร) “.. แต่เราบอกท่านทั้งหลายว่า ที่นี่มีผู้หนึ่งเป็นใหญ่กว่าพระวิหารอีก”  ข้อนี้ พระเยซูกำลังพูดถึงพระองค์เอง  เพราะถ้าพวกปุโรหิตมีสิทธิพิเศษในพระวิหาร  พระองค์ก็ยิ่งมีมากกว่านั้นอีกหลายเท่า  เพราะพระองค์ใหญ่กว่าพระวิหาร..ถูกมั๊ยคะ   ข้อที่ 7 บอกว่า “แต่ถ้าท่านทั้งหลายเข้าใจความหมายของข้อที่ว่า ‘เราประสงค์ความเมตตา ไม่ประสงค์เครื่องสัตวบูชา' ท่านก็คงจะไม่กล่าวโทษคนที่ไม่มีความผิด”  พระเยซูชี้ให้เห็นว่าพระเจ้าทรงประสงค์ให้เรามีความรักและเมตตาต่อพี่น้องและเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน   พระองค์ไม่ต้องการให้เรา..สักแต่จะทำตามพระบัญญัติให้ครบถ้วน”ตามตัวอักษร” แต่ในหัวใจขาดวินิจฉัยที่แท้จริงเพราะไม่มีความรัก  แบบนี้ พระเจ้าไม่ต้องการ  พระเยซูถึงบอกว่า ถ้าเราเข้าใจความจริงในข้อนี้  เราจะไม่ตัดสินหรือกล่าวโทษพี่น้อง  แล้วการที่สาวกของพระองค์เก็บรวงข้าวในนาไปกินนั้น  จริงๆแล้วพวกเขา     ”หิว” ไม่ได้งก...หรือตั้งใจจะทำงานวันสะบาโตอย่างไม่คิดจะหยุดพัก พอเห็นภาพมั๊ยคะ 
ดู มัทธิว 12:10-11  นี่เป็นช่วงเวลาที่พวกฟาริสีกำลังหาช่องจะจับผิดพระเยซู  เมื่อมีชายมือลีบคนหนึ่งเดินมา  เหล่าฟาริสีเลยถามพระเยซูว่า “..แล้วพระองค์คิดว่าการรักษาคนในวันสะบาโต..ผิดมั๊ย” (...ที่ถาม ก็เพราะพวกฟาริสีเขาคิดว่าผิดไง..อะไรๆก็ทำไม่ได้ในวันสะบาโต  นี่คือ การสักแต่จะเคร่งครัดแค่ตามตัวอักษร)  ข้อที่ 11 พระเยซูตอบพวกเขาว่า “ถ้าผู้ใดในพวกท่านมีแกะตัวเดียวและแกะตัวนั้นตกบ่อในวันสะบาโต ผู้นั้นจะไม่ฉุดลากแกะตัวนั้นขึ้นหรือ”  ความหมายคือ ถ้าแกะหรือสัตว์เลี้ยงของพวกเขาตกลงไปในบ่อวันสะบาโต  พวกเขาจะฉุดมันขึ้นมามั๊ย..ฉุดแน่นอน  ต่อให้เป็นวันสะบาโตก็ตาม  เพราะแกะ ม้า วัว ควาย มันคือทรัพย์สินของพวกเขา  มันเป็นเงิน..เป็นทอง ขืนปล่อยให้ตาย..เงินก็หายสิ   ข้อที่ 12 พระองค์จึงบอกว่า “มนุษย์คนหนึ่งย่อมประเสริฐยิ่งกว่าแกะมากเท่าใด..”  ถ้าพวกเขาซึ่งเป็นคนถือรักษากฎอย่างเคร่งครัดยังมีใจยอมช่วยเหลือสัตว์ในวันสะบาโต..ไม่ว่าจะช่วยเพราะกลัวเงินหายหรือช่วยเพราะใจเมตตาก็ตาม  ยิ่งกว่านั้นซักเท่าไร  ที่พวกเขาก็ควรจะเต็มใจช่วยชายมือลีบคนนี้ด้วย  เพราะมนุษย์ประเสริฐและมีค่ามากกว่าแกะหลายเท่า    แล้วพระองค์ก็ลงท้ายว่า “... เหตุฉะนั้นจึงอนุญาตให้ทำการดีได้ในวันสะบาโต”    ข้อที่ 14 บอกว่า “ฝ่ายพวกฟาริสีก็ออกไปปรึกษากันว่า ..ทำอย่างไรจึงจะฆ่าพระองค์ได้”  และนี่คือ การพยายามจะฆ่าพระเยซู ”ครั้งแรก” ตามที่หนังสือมัทธิวบันทึกไว้
ดู มัทธิว 12:33-35  “..เราจะรู้จักต้นไม้ด้วยผลของมัน”  อันนี้ ต้องจำไว้ให้แม่นเลยนะคะ  เราไม่สามารถจะตัดสินใครก็ตามด้วยรูปแบบภายนอก  พระเยซูสอนหลายครั้งว่าให้เราดูที่ผล  ผลอะไร..ในยุคพระคุณของพวกเรา ก็คือ ผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์  มีอะไรบ้างให้เราเปิดไป...  ดู กาลาเทีย 5:22-23  นี่คือ วิธีที่จะดูว่าคนๆนั้นเกิดผลหรือเปล่า  คือดูว่า.. เขามีความรักมั๊ย  มีสันติสุข  มีความเมตตาปรานี  สุภาพอ่อนน้อม ถ่อมตน  มีความสัตย์ซื่อ  รู้จักยับยั้งชั่งใจหรือรู้จักบังคับใจตนบ้างหรือเปล่า  เพราะคนที่เกิดผลดีตามที่พระเยซูบอกไว้จะต้องมีผลของพระวิญญาณสำแดงออกมาบ้างไม่มากก็น้อย  แต่ถ้าน้อยก็ต้องพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ  ไม่ใช่อยู่ยังไงก็อยู่อย่างงั้น   ข้อที่ 34 พระเยซูกล่าวต่อไปว่า “..โอ ชาติงูร้าย เจ้าเป็นคนชั่วแล้วจะพูดความดีได้อย่างไร ด้วยว่าปากย่อมพูดจากสิ่งที่เต็มอยู่ในใจ”  พระเยซูทรงใช้คำนี้กับพวกฟาริสีบ่อยมาก  เฉพาะในหนังสือมัทธิวก็ปรากฎถึง 3 ครั้ง เป็นที่รู้กันถึงนิสัยของงูตามที่พระคำภีร์กล่าวถึง..ว่ามันทั้งหลอกลวง..เจ้าเล่ห์และดุร้าย   แถมยังชอบชี้ช่องให้คนอื่นทำบาป   ดังนั้น สำหรับน้าตุ๊กคำนี้ถือว่าเจ็บแสบมาก  เพราะเป็นการกล่าวโทษที่เหมือนจะชี้ชันหยั่งลึกไปถึงกมลสันดานรวมทั้งความประพฤติที่ไม่ถูกต้องอีกด้วย  
“..เจ้าเป็นคนชั่วแล้วจะพูดความดีได้อย่างไร  ในเมื่อปากย่อมพูดสิ่งที่อยู่ในใจ”  พระคำภีร์ยืนยันความจริงในเรื่องนี้..หลายครั้งมากนะคะเด็กๆ   หนังสือสุภาษิตก็บันทุกเรื่องของการพูดที่มีความสัมพันธ์กับสิ่งที่อยู่ในใจของมนุษย์ไว้หลายบทมาก  แล้วมันก็เป็นเรื่องที่น้าตุ๊กอยากสอน..แล้วก็อยากตอกย้ำกับเด็กๆมาก..ให้เรา”ระวังคำพูด” ของตัวเองให้มากๆ จะพูดอะไร..คิดซะก่อน  อย่าให้ปากนำ  เราต้องใช้สติปัญญานำ  หลายคนบอก  แหม! แค่พูดเล่นๆเอง..ไม่ได้คิดอะไร  ถ้าไม่คิดอะไร  งั้นจะพูดทำไม !! ไม่มีประโยชน์  เก็บปากเก็บคำไว้จะดีกว่า”  พูดเล่น..บางทีก็พูดได้นะคะ  แต่ต้องวินิจฉัยให้ดีว่าเราไม่ได้แอบแฝงความคิดชั่วไว้ในคำพูดเหล่านั้น..จริงๆ  แล้วประเภทลามก  หยาบคาย  นี่ไม่เอาเลยนะคะ..ตัดมันทิ้งไป  เพราะข้อที่ 36 พระเยซูยืนยันกับเราว่า “..คำที่ไม่เป็นสาระทุกคำซึ่งมนุษย์พูดนั้น มนุษย์จะต้องรับผิดในถ้อยคำเหล่านั้นในวันพิพากษา”   เพราะฉะนั้น ไม่คุ้มเลยค่ะ..กับความสนุก..สะใจชั่วครู่ชั่วยาม  เพราะแค่ได้พูดเล่น พูดไร้สาระ พูดส่อเสียดหรือกล่าวโทษคนอื่น  แล้วเราต้องถูกพระเจ้าพิพากษา
  หมดเวลาแล้วค่ะ พบกันใหม่สัปดาห์หน้า
                ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ

หนังสือ มัทธิว ครั้งที่ 8


ดู มัทธิว 9:9-11 พระเยซูทรงเรียก”มัทธิว” ซึ่งเป็นคนเก็บภาษีให้มาเป็นสาวกของพระองค์..มัทธิวก็ลุกขึ้นติดตามพระองค์ทันที  ข้อที่ 10 บอกว่า “ขณะที่พระเยซูทรงดื่มกินอยู่กับคนเก็บภาษีและคนบาปอื่นหลายคน”  อย่างที่น้าตุ๊กเคยบอกไปแล้ว..ว่าสมัยนั้นเขารังเกียจคนเก็บภาษีมาก..ตราหน้าว่าเป็นคนบาปเพราะคนเก็บภาษีมักจะขูดรีดเงินมากเกินพิกัด  ส่วนคนบาปอื่นๆอีกหลายคนในข้อนี้ หมายถึง “คนต่างชาติ”  คือ “ยิว”จะไม่สุงสิงเสวนา.. เข้านอกออกใน  หรือคบหากับคนต่างชาติเลย  เขาถือว่าคนต่างชาติเป็นคนบาป  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พวกฟาริสี”  เพราะงั้น เมื่อพวกฟาริสีเห็นพระเยซูทรงร่วมสำรับดื่มกินกับคนพวกนี้  นึกภาพออกมั๊ยคะ..ว่าเขาจะทำท่าตกใจขนาดไหน  ข้อที่ 11 บอกว่า “เมื่อพวกฟาริสีเห็นแล้ว ก็กล่าวแก่พวกสาวกของพระเยซูว่า “ทำไมอาจารย์ของท่านจึงรับประทานอาหารร่วมกับคนเก็บภาษีและคนนอกรีตเล่า”   ประมาณว่า..อาจารย์ของท่านกล้าทำงี้ได้ไง  นี่เท่ากับทำผิดประเพณีอย่างแรงเลยนะ.. และเมื่อพระเยซูได้ยินพวกฟาริสีพูด  พระองค์ว่าอย่างไร..
ดู มัทธิว 9:12-13  ”คนเจ็บต้องการหมอ แต่คนสบายดี..ไม่ต้องการ  ท่านทั้งหลายจงไปเรียน  “คัมภีร์ข้อนี้ให้เข้าใจ”..ซะใหม่นะ  ที่ว่า “เราประสงค์ความเมตตา ไม่ประสงค์เครื่องสัตวบูชา...”  หลายครั้งเราจะเห็นว่า..”แทบจะทุกสังคมเลย”ที่ยอมรับแต่คนที่ดูดี..คนที่สมบูรณ์แบบ  ส่วนคนที่ถูกตราหน้า..ว่าเป็นคนไม่ดี..(ไม่ว่าจะไม่ดีเพราะอะไร..)..ก็มักจะไม่เป็นที่ยอมรับ..ไม่มีใครสนใจคบค้าสมาคมหรือคิดจะช่วยเหลือ..   แต่พระเจ้าของเรา..ไม่ใช่ พระเยซูจึงบอกว่า..พระองค์มาเพื่อคนบาป..ไม่ได้มาเพื่อคนที่คิดว่าตัวเองดีพอแล้ว  เพราะถ้ามนุษย์ดีพร้อมแล้ว..พระองค์ไม่ต้องมาตายที่ไม้กางเขน..ถูกมั๊ยคะ   แต่พวกฟาริสี..มักจะชอบเคร่งครัดแต่เรื่อง”หยุม หยิม” คือ ใส่ใจแต่รายละเอียดยิบย่อยภายนอก..ที่ไม่สำคัญ  แต่หลักข้อเชื่อสำคัญๆทางฝ่ายวิญญาณ  กลับไม่ค่อยจะสนใจ เพราะไร  มันมองไม่เห็น..ทำดีไปก็ไม่มีใครรู้   พวกเขาเลยสนใจแต่อะไรที่เป็นรูปแบบภายนอก  หรือพิธีกรรมที่คนมองเห็น   เพราะทำแล้วมันดูดี..ดูเป็นคนมีความเชื่อ  ดูเป็นคนโฮลี่ อย่างไปยืนอธิฐานอยู่ตามทางหรือตามที่สาธารณะ.เนี่ย..ชอบ  บริจาคเงินแล้วมีคนเป่าแตรประกาศชื่อออกไมล์..อย่างเงี้ย..ชอบ  เพราะทำแล้วมีคนมองเห็น..ดูเป็นคนเคร่งครัดศรัทธา   ทำแล้วก็มักจะได้รับคำสรรเสริญยกย่องจากผู้คน  พระเยซูถึงบอกฟาริสีพวกนี้..ไปเรียนคัมภีร์ข้อนี้ซะใหม่นะ..เข้าใจซะใหม่นะ..ว่าแท้จริงแล้วพระเจ้าทรงเป็นความรัก..ความเมตตา  พระองค์ไม่ได้ประสงค์เครื่องสัตวบูชาหรือพิธีกรรมภายนอกแต่อย่างใด  ถามว่าพระองค์พอพระทัยมั๊ย..ที่เราร่วมกันนมัสการและสรรเสริญพระองค์..พระองค์พอพระทัยแน่นอน  เป็นสิ่งที่เราควรทำและต้องทำ   แต่อย่าเข้าใจผิด..พระเจ้าไม่ได้เห็นสิ่งเหล่านี้สำคัญไปกว่าหัวใจที่มีความรักและเมตตาต่อกัน..ของพวกเรา  พระองค์เป็นความรัก..ความเมตตา    พระองค์ก็ประสงค์ให้เราเป็นเหมือนพระองค์ด้วย
ดู มัทธิว 9:14-15  ศิษย์ของยอห์น (ผู้ให้บัพติศมา) ถามพระเยซูว่าทำไมพวกเขากับพวกฟาริสีถืออดอาหาร  แต่ศิษย์ของพระเยซู..ไม่ทำ  พระเยซูตอบพวกเขาว่า “ท่านจะให้สหายของเจ้าบ่าวเป็นทุกข์โศกเศร้าเมื่อเจ้าบ่าวยังอยู่กับเขากระนั้นหรือ แต่วันหนึ่งเจ้าบ่าวจะต้องจากเขาไป เมื่อนั้นเขาจะถืออดอาหาร” คือ คนส่วนใหญ่ในสมัยนั้นยังไม่เข้าใจว่าพระเยซูทรงทำราชกิจมากมายเพื่อเป็นหมายสำคัญที่เล็งถึงยุคใหม่ คือ “ยุคพระคุณ”ของพระองค์   สิ่งเก่าๆภายนอกบางอย่างที่เคยถือมานานจะไม่มีประโยชน์อีกต่อไป  พระเยซูเปรียบพระองค์เป็น”เจ้าบ่าว” ในงานเลี้ยง..แล้วมีใครเขาอดอาหารในงานเลี้ยงมั๊ย..ไม่มี เพราะถ้าอดก็ไม่ต้องจัดหรอก..งานเลี้ยง  เพราะงานเลี้ยงเขาทำอะไรกัน  “ดื่มกินด้วยความสนุกสนานชื่นชมยินดี”..ใช่หรือไม่   แต่พระองค์ก็บอกพวกเขาล่วงหน้าว่า..แต่เดี๋ยววันนึง..ก็จะถึงวันที่เจ้าบ่าวต้องจากพวกเขาไป คือ พระองค์จะถูกจับไปตรึงที่ไม้กางเขน  แล้ววันนั้นถึง..จะเป็นวาระที่เหล่าสาวกของพระองค์จะอดอาหารอธิฐาน 
ดู มัทธิว 9:16-17  เมื่อเห็นประชานมีคำถามมากมายมาย  พระเยซูจึงทรงยกคำอุปมาแก่พวกเขาว่า  “ไม่มีผู้ใดเอาท่อนผ้าทอใหม่มาปะเสื้อเก่า เพราะผ้าที่ปะเข้านั้น เมื่อหดจะทำให้เสื้อเก่าขาดกว้างออกไปอีก”  คือ ผ้าสมัยก่อนเมื่อใช้หรือซักไปเรื่อยๆมันก็จะหดเพราะยังไม่มีนวัตกรรมอะไรต่างๆเกี่ยวกับเส้นใยเหมือนสมัยนี้  เพราะงั้นถ้าเอาผ้าใหม่ๆไปปะชุนเสื้อผ้าเก่าๆพอผ้าใหม่มันหดมันก็จะดึงให้รอยขาดกว้างขึ้น   ข้อที่ 17 พระเยซูทรงยกคำอุปมาอีกว่า “และไม่มีผู้ใดเอาน้ำองุ่นใหม่มาใส่ในถุงหนังเก่า ถ้าทำอย่างนั้นถุงหนังจะขาด..”..เพราะน้ำองุ่นใหม่เปรี้ยวมากอาจทำให้ถุงหนังที่เก่าอยู่แล้ว..ขาดหรือรั่วได้  
ทั้งผ้าเก่าและถุงหนังเก่าเปรียบเหมือนขนบธรรมเนียมแนวคิดและวิถีชีวิตเดิมของพวกยิว  ซึ่งเน้นแต่การทำตามธรรมเนียมปฏิบัติและพิธีกรรมภายนอก   ส่วนผ้าใหม่และน้ำองุ่นใหม่ หมายถึง แนวคิดและวิถีชีวิตใหม่ที่พระเยซูทรงนำมา..ซึ่งจะเน้นเรื่องของจิตวิญญาณภายในมากกว่า  และพระองค์บอกว่าทั้งสองอย่าง (คือแนวคิดแบบเก่าและวิถีชีวิตใหม่ในพระองค์)..มันไปด้วยกันไม่ได้  ข้อที่ 17 พระองค์ตรัสว่า “..แต่เขาย่อมเอาน้ำองุ่นใหม่ใส่ในถุงหนังใหม่ แล้วทั้งสองอย่างก็อยู่ดีด้วยกันได้”  ...ชีวิตใหม่ในพระเยซูคริสต์ต้องดำเนินไปพร้อมกับแนวคิดใหม่ที่พระองค์สอน..ทุกอย่างถึงจะถูกต้องสมบูรณ์และลงตัว  
ข้อที่ 18-34 จะเป็นการอัศจรรย์อีกหลายครั้งที่พระเยซูทำ  มีทั้งการรักษาคนตาบอด เป็นใบ้ และรวมถึงการทำให้คนตายกลับฟื้นมีชีวิตขึ้น  ซึ่งหลายๆกรณีจะมีหมายสำคัญทางฝ่ายวิญญาณอยู่ด้วย  อย่างเช่นตาบอดฝ่ายวิญญาณ ตายฝ่ายวิญญาณซึ่งถ้าเชื่อพระเยซูแล้วตาฝ่ายวิญญาณของเราก็จะกลับมองเห็นความจริงในทางพระเจ้า  หรือที่เราเคยตายฝ่ายวิญญาณเราก็กลับมีชีวิตนิรันดร์ อย่างนี้เป็นต้น
ดู มัทธิว  9:36-38  พระเยซูทรงสงสารประชาชน  เมื่อพระองค์มองดูผู้คนบนโลกแล้ว..พระองค์คงรู้สึกเวทนาพวกเราอย่างมาก   พระองค์เห็นความมืดบอด  ความเลื่อนลอย..ไร้จุดหมายและไม่มีที่พึ่งของมนุษย์  ข้อที่ 36 พระองค์บอกว่า “..ด้วยเขาถูกรังควานและไร้ที่พึ่ง (บางฉบับใช้คำว่าพวกเขา”อิดโรย”) และกระจัดกระจายไปดุจฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง  เพราะมนุษย์ทำบาปและถูกตัดขาดจากพระเจ้า  พระเยซูทรงมองเห็นความทุกขเวทนาของมนุษย์อย่างชัดเจน  ข้อที่ 37 พระองค์บอกว่า “ข้าวที่ต้องเกี่ยวนั้นมีมากนักหนา  แต่คนงานยังน้อยอยู่” ..ข้าวที่ต้องเกี่ยว หมายถึง คนที่พระเจ้าทรงเลือก..ให้กลับคืนดีกับพระองค์  พระเยซูบอก คนเหล่านี้ มีมากมายเหลือเกินแต่คนงานหรือคนที่จะออกไปประกาศข่าวประเสริฐและทำพันธกิจของพระเจ้า..ยังมีน้อยมาก   ดังนั้น บทที่ 10 พระเยซูจึงทรงเริ่มต้นเรียกสาวกทั้ง 12 คน  มาเป็นคนงานที่จะออกไปเก็บเกี่ยวแผ่นดินของพระเจ้า  หรือเรียกว่า..เป็นผู้ที่จะออกไปประกาศข่าวประเสริฐให้กับผู้คนที่พระเจ้าทรงเลือกไว้..ซึ่งมีมากมายเหลือเกิน  จนทุกวันนี้เราก็ยังเก็บเกี่ยวคนเหล่านี้ได้ยังไม่ครบ
ดู มัทธิว 10:5-8  “..อย่าไปทางที่ไปสู่คนต่างชาติ  อย่าเข้าไปในสะมาเรีย แต่จงไปหาแกะหลงของวงศ์วานอิสราเอลดีกว่า”  .. พระประสงค์ของพระเยซู ณ.ขณะนั้น คือ ให้สาวกไปประกาศข่าวประเสริฐกับยิวหรืออิสราเอลก่อน  แล้วคนต่างชาติเอาไว้ทีหลัง  แต่กลายเป็นว่า คนต่างชาติกลับมีความเชื่อแซงหน้า ยิวหรือคนอิสราเอล  ส่วนสะมาเรีย..จะเป็นเมืองที่ยิวรังเกียจเพราะเป็นเมืองที่ถูกปะปนไปด้วยคนต่างชาติและธรรมเนียมปฏิบัติที่เพี้ยนๆอยู่เยอะแยะเต็มไปหมด  พระเยซูจึงยังไม่ให้สาวกเข้าไป    แต่หลังจากที่พระองค์ฟื้นคืนพระชนม์แล้ว..พระองค์ถึงจะสั่งให้เหล่าสาวกไปประกาศกับชนทุกชาติ   ถ้าถามว่าเพราะอะไร..น้าตุ๊กว่า เพราะเมื่อพระองค์คืนพระชนม์แล้ว  สาวกและเราทุกคนทุกคนจะประกอบไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์   ซึ่งจะสามารถทำการได้โดยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณอย่างเต็มขนาด  แต่ตอนนี้..ต้องรอก่อน
พระองค์ให้เหล่าสาวกทำอะไรบ้าง ข้อที่ 8 พระเยซูสั่งว่า “จงรักษาคนเจ็บป่วยให้หาย คนโรคเรื้อนให้หายสะอาด คนตายแล้วให้ฟื้น และจงขับผีให้ออก (นี่เป็นสิทธิอำนาจที่พระเจ้าให้เลย).. และเมื่อท่านทั้งหลายได้รับเปล่าๆ ก็จงให้เปล่าๆ...ห้ามเก็บค่าครู ค่าธรรมเนียมหรือค่าดำเนินการใดๆทั้งสิ้น  เพราะพระคุณหรือของประทาน..ที่เหล่าสาวกจะสามารถทำการอัศจรรย์ค่างๆเพื่อช่วยผู้คนนั้น  มาจากใคร..มาจากพระเจ้า  เสียเงินซื้อมารึเปล่า..ต้องเอาชีวิตไปแลกรึเปล่า..เปล่าเลย   พระองค์ให้ฟรี..เพราะฉะนั้น ในเมื่อได้มาฟรี..ก็ต้องส่งต่อพระพรนี้ไป “ฟรีๆ”เหมือนกัน
ดู มัทธิว 10:16-18  พระเยซูบอก..เราจะอยู่ในโลกนี้เหมือน”แกะ” บุคลิกของแกะ คือ ใสซื่อ..บริสุทธิ์..ว่าง่าย..ไม่มีพิษภัยและที่สำคัญ..ไม่ทันคน  และในขณะที่เรามีบุคลิกแบบนี้ ..เรายังต้องอยู่ท่ามกลาง”ฝูงหมาป่า”  ซึ่งนิสัยของหมาป่า คือ  เจ้าเล่ห์..หยาบคาย..โหดร้าย  (ถ้าเป็นในการ์ตูนก็..จะขี้โกงด้วย)    และพระเยซูบอก..เราต้องอยู่ในโลกนี้แบบ”สวนกระแส”ให้ได้  และการที่จะดำเนินอยู่ให้ได้แบบที่พระเจ้าบอก..คนของพระองค์จำเป็นต้องใช้”สติปัญญา”..ไม่ใช่ใช้อารมณ์หรือใช้กำลัง ต้องฉลาดเหมือนงู  ทำไงเราจะฉลาด..เราต้องเรียนรู้แนวทางการดำเนินชีวิตทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเยซูสอน..รู้ให้หมด แล้วจะฉลาดและสมาร์ทด้วย  แต่ในขณะเดียวกัน ..ต้องสุภาพเหมือนนกพิราบ  จะฉลาดแล้วดุร้ายกราดเกรี้ยวเหมือนงู..ไม่ได้   ข้อที่ 17 พระเยซูบอกต่อไปว่า “แต่จงระวังตัวให้ดี  เพราะเขาจะอายัดท่านไว้กับศาล และจะเฆี่ยนท่านในธรรมศาลาของเขา”  อันนี้เป็นความหมายที่พระเยซูเตือนสาวก..(ไม่ต้องตกใจ กางเขนของพวกเราจะเบากว่าเยอะ)  ในคริสตศตวรรษแรก รัฐบาลโรมอนุญาตให้ยิวสามารถมี”ศาลศาสนา” ประจำท้องถิ่นได้  ซึ่งเป็นศาลที่ใช้พิจารณาเกี่ยวกับเรื่องทางศาสนาโดยตรง  ไม่เกี่ยวกับเรื่องกฎหมายบ้านเมืองหรืออาชญากรรมอย่างอื่น  และพระเยซูบอกเหล่าสาวกไว้ล่วงหน้าเลย..ว่า ให้ระวังตัวนะ  เพราะพวกยิวจะคาดโทษสาวกทุกคนเพราะพวกเขาเชื่อและติดตามของพระเยซูคริสต์   ข้อกล่าวหาคือทำผิดบัญญัติพระเจ้าทางโมเสส  แล้วจะเฆี่ยนพวกเขาในธรรมศาลา..
ถ้าเป็นพวกเรา..พระเจ้าบอกไว้อย่างนี้  เราจะยังอยากเป็นสาวกของพระองค์อยู่มั๊ย..อันนี้ต้องคิดให้ดีๆ   ถ้าคิดได้แล้ว..ก็ก้มศีรษะลงขอบพระคุณ..ที่พระองค์ไม่ให้เราต้องถูกข่มเหงถึงขนาดนั้น    เพราะฉะนั้น ทุกวันนี้อะไรที่หนักนิดเบาหน่อย..ยกโทษให้กันได้..ก็ยกโทษซะ  แต่ละวันอาจจะไม่สะดวกสบายอย่างที่ใจเราต้องการ..ก็อดทนเอาหน่อย  อย่าบ่นหรือเหวี่ยงให้มากมายนัก   ต้องตระหนักไว้ตลอดเวลาว่า..ความทุกข์ยากของเรายังไม่เท่าไหร่..ไม่ถึง 1 ใน 100 หรือไม่ได้เศษเสี้ยวที่สาวกเหล่านั้นต้องเจอเลย  
ดู มัทธิว 10:24-25 “ศิษย์ไม่ใหญ่กว่าครูและทาสไม่ใหญ่กว่านายของตน..”  คือ  พระเยซูเป็นครูหรือเป็นเจ้านาย   แต่อีกไม่นานพระองค์จะต้องถูกอายัดจนถึงการมรณาบนกางเขน  และถ้าพระองค์ต้องอยู่ในสภาพไหน..สาวกซึ่งเป็นศิษย์หรือเป็นทาส..ก็จะโดนไม่ต่างกัน   เพราะศิษย์จะใหญ่กว่าครูหรือทาสจะมีสภาพดีกว่าเจ้านาย..มันเป็นไปไม่ได้  นี่คือ ความหมายที่พระเยซูบอก   ข้อที่ 25 บอกว่า “..แค่นั้นก็พออยู่แล้ว  ถ้าเขาได้เรียกเจ้าบ้านว่าเบเอลเซบูล เขาจะเรียกลูกบ้านของเขามากยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด”....เบเอลเซบูล เป็นชื่อพระของชาวคานาอัน  ชาวยิวใช้ชื่อนี้เรียกซาตานหรือใช้เรียกอะไรก็ตามที่มีความหมายไปในทางที่ชั่วร้าย   คำนี้ของพระเยซูจึงหมายความว่า “ ถ้าพระองค์จะต้องถูกตรึง  และสาวกก็ต้องพบกับความทุกข์ยากลำบาก..แค่นั้นก็โอเค..พอรับได้  แต่ถ้าเขาเรียกเจ้าบ้านว่า “บาเอลเซบูล” คือ ถ้ามนุษย์ยกให้พวกซาตานเป็นเจ้าแห่งแผ่นดินโลก..เป็นเจ้าบ้านแล้ว  ลองคิดดูว่า..มนุษย์ที่อยู่ในโลกนี้จะมีสภาพยังไง..น่าเวทนาขนาดไหน  
ดู มัทธิว 10:26-27  “เหตุฉะนั้นอย่ากลัวเขา...ซึ่งเรากล่าวแก่พวกท่านในที่มืด ท่านจงกล่าวในที่สว่าง และที่ท่านได้ยินกระซิบที่หู..จงประกาศจากดาดฟ้าหลังคาบ้าน” ...ในเมื่อพระองค์อุตส่าห์มาเพื่อถูกฆ่าและไถ่บาปให้มนุษย์    ก็จงให้สิ่งนี้เป็นข่าวประเสริฐที่แผ่ออกไปให้ได้มากที่สุด  เอาแบบทุ่มสุดตัว  และไม่ว่าอะไรที่พระเจ้าสำแดงแก่เราเป็นการส่วนตัว   เราจงสำแดงสิ่งเหล่านั้นแก่ผู้อื่นอย่างเปิดเผยและด้วยใจกล้าหาญ  ข้อที่ 28  บอกว่า “อย่ากลัวผู้ที่ฆ่าได้แต่กาย แต่ไม่มีอำนาจที่จะฆ่าจิตวิญญาณ แต่จงกลัวพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ที่จะให้ทั้งจิตวิญญาณทั้งกายพินาศในนรกได้”....แม้จะต้องถูกจองจำ  ถูกข่มเหง  หรือแม้แต่ถูกฆ่าเหมือนพระเยซู  ก็จงอย่ากลัวคนเหล่านั้นที่ฆ่าได้แต่ตัว..ฆ่าจิตวิญญาณของเราไม่ได้  แต่จงเชื่อฟังและยำเกรงพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์สูงสุด..ที่มีอำนาจที่จะฆ่าได้ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ  พระเจ้าคือ พระองค์เดียว..ที่มีสิทธิ์ชี้ขาด..ว่าใครจะขึ้นสวรรค์แล้วใครจะลงนรก
ดู มัทธิว 10:32-33  “..ผู้ใดรับเราต่อหน้ามนุษย์ เราจะรับผู้นั้นต่อพระพักตร์พระบิดาของเราในสวรรค์ แต่ผู้ใดจะปฏิเสธเราต่อหน้ามนุษย์ เราจะปฏิเสธผู้นั้นต่อพระพักตร์พระบิดาของเราในสวรรค์ด้วย”...ถามว่าการรับพระเยซูต่อหน้ามนุษย์เป็นเรื่องยากมั๊ย  สำหรับพวกเราอาจจะคิดว่า..ไม่เห็นยากเลย  แต่สำหรับบางคนยังยากอยู่..ถ้ารับต่อหน้าคนในโบสถ์ก็ยังไม่เท่าไหร่เพราะเป็นคริสเตียนเหมือนกัน   แต่ถ้าประกาศตัวอย่างกล้าหาญในสังคมที่เขาอยู่..มันเริ่มจะเป็นอีกเรื่องนึงละ  เพราะในขณะที่คนส่วนใหญ่เขาเชื่ออย่างอื่น  เรากล้ามั๊ยที่จะยืดอกขึ้นมาแล้วบอกว่าเราเชื่อพระเยซู..หลายคนไม่กล้านะคะ  กลัวไม่เป็นที่ยอมรับ  กลัวถูกมองเป็นตัวประหลาด  
แต่ผู้เชื่อพระเยซูในสมัยพระคำภีร์ไม่ได้โดนแค่นี้  เพราะยิวตามฆ่ากวาดล้างคริสเตียนอย่างเอาเป็นเอาตาย   หลายคนก็เลยต้องขาดกลัว..ไม่กล้ารับพระเยซูต่อหน้าผู้คนเพราะกลัวโดนฆ่า   ดังนั้น พระเยซูถึงบอกว่า”ใครที่กล้ารับพระองค์ต่อหน้ามนุษย์ (คือ ยอมตายเพราะเชื่อพระเยซู) พระองค์ก็จะรับเขาต่อหน้าพระบิดาด้วย”  พระองค์บอกแล้วว่า”อย่ากลัว ! ผู้ที่ฆ่าได้แต่ตัว  แต่ไม่มีอำนาจที่จะฆ่าวิญญาณเราได้

วันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2556

หนังสือ มัทธิว ครั้งที่ 7


 มาถึงบททที่ 8 จะเป็นการอัศจรรย์ที่พระเยซูทรงทำกับบุคคลประเภทต่างๆ ทั้งคนที่ติดตามพระองค์ คนต่างชาติ คนที่สังคมรังเกียจ  ดังนั้น จุดประสงค์ของพระธรรมตอนนี้บันทึกไว้เพื่อให้เห็นว่า..พระเยซูทรงมีสิทธิอำนาจเหนือธรรมชาติ..เหนือผีมารซาตาน  รวมทั้งความบาปและความตายด้วย
ดู มัทธิว 8:2-3  “โรคเรื้อน” ที่กล่าวถึงในข้อนี้ หมายถึง โรคเรื้อนตามผิวหนัง..ร่างกาย  ส่วนโรคเรื้อน..ที่กล่าวไว้ใน”ธรรมบัญญัติ” อันนั้นหมายถึง “ความบาป” นะคะ  ข้อที่ 2 บอกว่า..มีคนเป็นโรคเรื้อนคนนึงมาหาพระเยซู  แล้วทูลพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า เพียงแต่พระองค์จะโปรด ก็จะทรงบันดาลให้ข้าพระองค์สะอาดได้  พระเยซูก็ทรงยื่นพระหัตถ์แตะต้องเขา แล้วตรัสว่า "เราพอใจแล้ว จงสะอาดเถิด" ในทันใดนั้นโรคเรื้อนของเขาก็หาย”
...โรคเรื้อนเป็นโรคติดต่อ  แล้วจริงๆคือรักษาไม่หาย  ถ้าจะพบคนโรคเรื้อนได้รับการรักษาให้หายในพระคำภีร์..ก็เป็นฝีพระหัตถ์พระเจ้าทั้งสิ้น  กฎบัญญัติทางโมเสสได้ระบุไว้ว่าใครที่เป็นโรคเรื้อนจะต้องถูกแยกออกไป..จะมาใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นหรือแม้แต่นมัสการร่วมกับคนอื่น..ไม่ได้    แล้วคนเป็นโรคเรื้อนก็ต้องอยู่ห่างจากคนอื่นอย่างน้อยสิบเมตร  ห้ามเดินเพ่นพ่าน  ในตลาดยิ่งไม่ต้องพูดถึง..ถ้าเฉียดใกล้ไปของที่เขาวางขายต้องทิ้งหมด   แต่ข้อนี้ บอกว่า “พระเยซูทรง ”แตะต้อง” คนที่เป็นโรคเรื้อนนี้..โดยไม่รังเกียจ..แล้วก็ไม่กลัวติดด้วย  แล้วเขาก็หาย”   
ดู มัทธิว 8:5-8  เมื่อพระองค์เสด็จไปที่เมืองคาเปอรนาอุม  มีนายร้อยคนนึงมาขอให้พระเยซูช่วยรักษาบ่าวของเขา..ที่นอนเป็นง่อยอยู่ที่บ้าน  พระเยซูก็บอก “โอเค เดี๋ยวจะไปรักษาให้”  แต่ ! นายร้อยคนนี้บอกว่า  พระเยซูไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้น  เพราะ“เขาเนี่ย..ไม่สมควรที่จะรับเสด็จพระองค์เข้าใต้ชายคาบ้านของเขา”..คือ สมัยนั้นโรมซึ่งเป็นมหาอำนาจจะมีกองทัพอยู่ทั่วดินแดนปาเลสไตน์   แล้วนายร้อยคนนี้..ก็เป็นชาวโรมัน  หมายความว่า เขาคนต่างชาติ  แล้วธรรมเนียมของพวกยิว..เขาจะไม่เข้าไปในบ้านของคนต่างชาติ  นายร้อยคนนี้เลยไม่อยากให้พระเยซูต้องถูกครหา      ข้อที่ 8 เขาบอกว่า “..ขอพระองค์ตรัสเท่านั้น ผู้รับใช้ของข้าพระองค์ก็จะหายโรค”  โอ..พระเยซูฟังแล้ว รู้สึก”ทึ่ง”ชายคนนี้มาก   ข้อที่ 10  พระองค์บอกว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า เราไม่เคยพบศรัทธาที่ไหนมากเท่านี้..แม้แต่ในอิสราเอล”  กลายเป็นว่า “คนต่างชาติ” ยังมีความเชื่อมากกว่า “ยิว” ซะอีก  
ดู มัทธิว 8:11-13  เมื่อนายร้อยชาวโรมันได้สำแดงความเชื่อของเขาต่อพระเยซู  พระองค์จึงทรงเผยพระวจนะว่า “เราบอกท่านทั้งหลายว่า คนเป็นอันมากจะมาจากทิศตะวันออกและทิศตะวันตก จะมาร่วมสำรับ (บางฉบับใช้คำว่า เอนกายลง) กันกับอับราฮัมและอิสอัคและยาโคบในอาณาจักรแห่งสวรรค์”  คำว่า ”ร่วมสำรับหรือเอนกายลงในอาณาจักรแห่งสวรรค์”  ก็หมายถึงผู้ที่จะได้รับความรอดนั่นเอง..  เพราะฉะนั้น นี่คือ หมายสำคัญที่พระเยซูบอกเรา..ว่าผู้ที่จะมาเชื่อพระองค์และได้รับความรอดนั้น  ไม่ใช่จะมีแต่”ยิว”แต่จะเป็นคนทุกชาติ..ทุกภาษาที่มาจากทั่วโลกเลยนะคะ  ที่จะมีสิทธิ์ได้รับความรอดจากพระเยซู    ข้อที่ 12 บอก “แต่ชาวแผ่นดินนั้นจะต้องถูกขับไล่ออกไปในที่มืดภายนอก ที่นั่นจะมีเสียงร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน”  ...ชาวแผ่นดินนั้น หมายถึง “ยิว” หรือ”อิสราเอล” ที่ถึงแม้จะเป็นชนชาติที่พระเจ้าเลือกสรร  แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเชื่อพระเยซูและได้รับความรอดหรือได้ไปสวรรค์   พระองค์บอกไว้ล่วงหน้าชัดเจนว่าจะมี     ”ยิว”ที่ถูกขับไปในที่มืด..ที่ที่ถูกตัดขาดจากพระเจ้า  ข้อที่ 13 แล้วพระเยซูจึงตรัสกับนายร้อยว่า “จงกลับบ้านเถิด ท่านมีศรัทธาแล้ว จงได้ผลตามศรัทธานั้น”  แล้วบ่าวที่เป็นง่อยของเขาก็หายเป็นปกติ
นอกจากนี้ ในข้อที่ 14-16  พระเยซูยังทรงรักษาคนอีกมากมายทั้งแม่ยายของเปรโตที่ป่วย  แล้วก็คนถูกผีสิงอีกมากมายก็หายได้ด้วยพระดำรัสของพระองค์  ฟังดีๆนะคะ.. พระเยซูรักษาผู้คนให้หายได้  ด้วยพระดำรัสของพระองค์  ก็คือ แค่พระองค์พูดคำเดียว..ทุกอย่างก็เป็นไปตามนั้นทันที  พระเยซูไม่ต้องแสดงอิทธิปาฏิหารย์อะไรมากมาย  พระองค์ไม่ต้องเสกหรือต้องบริกรรมคาถา..อะไรมากมายเหมือนที่พวกไหว้ผีไหว้เจ้าชอบทำ..นึกออกมั๊ยคะ  แต่..พระเยซูแค่พูดคำเดียวทุกคนก็ได้รับการรักษาให้หาย (เป็นปลิดทิ้ง)
ดู มัทธิว 8:19-20    ในสมัยนั้น ธรรมาจารย์จะเป็นคนที่มีเกียรติ  เป็นที่ยอมรับนับถือของคนอิสราเอล เพราะธรรมาจารย์  จะเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ที่รู้เรื่องธรรมบัญญัติของพระเจ้า..เป็นอย่างดี   ข้อนี้ บอกว่า  “มีธรรมาจารย์คนนึงบอกพระเยซูว่า “อาจารย์เจ้าข้า ท่านไปทางไหน ข้าพเจ้าจะตามท่านไปทางนั้น”  พระเยซูฟังแล้วก็ตอบเขาว่า “สุนัขจิ้งจอกยังมีโพรง และนกในอากาศยังมีรัง แต่บุตรมนุษย์ไม่มีที่ที่จะวางศีรษะ”...บุตรมนุษย์ เป็นคำที่พระเยซูมักจะใช้เรียกพระองค์เอง  หมายความว่า การที่จะติดตามพระองค์หรือมาเป็นสาวกของพระองค์..ไม่ใช่เรื่องง่าย  ต้องพร้อมที่จะละทิ้งความสะดวกสบายทุกอย่างทั้งทางร่างกายและจิตใจ  พระเยซูทรงยกตัวอย่าง..ว่าแม้แต่สัตว์ต่างๆก็ยังได้กินนอนเป็นที่..มีบ้าน..มีรังของตัวเองเป็นหลักแหล่ง  แต่พระองค์..ไม่ใช่  และใครก็ตามที่ตั้งใจจะติดตามพระองค์ก็ต้องพร้อมที่จะใช้ชีวิตเหมือนคนต่างถิ่น..พร้อมจะอยู่และพร้อมจะไปในทุกที่ที่พระองค์นำไป  เหมือนพวกเรา เราติดตามพระเยซูมั๊ย..แล้วเราพร้อมมั๊ย  ถ้าพระองค์จะพาไปในที่ที่เราอาจจะไม่คุ้นเคย  พร้อมมั๊ย..ถ้าวันนี้พระองค์บอกว่า “กลับบ้านได้”  เราพร้อมจะไปกับพระองค์มั๊ย หรือ ยังไม่อยากไป..ยังสนุกกับโลกนี้อยู่   ถ้าเราติดตามพระเยซูจริงๆเราต้องอยู่แบบโลกนี้ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนของเรา  จะสุขบ้าง..ทุกข์บ้าง  บางครั้งลำบาก..บางครั้งสบายก็ต้องอยู่ด้วยความเข้าใจ..ว่าโลกนี้มันไม่ใช่ที่ของเรา 
ดู มัทธิว 8:21-22  เมื่อพระเยซูทรงชี้ให้ทุกคนเข้าใจแล้ว..ว่าการติดตามพระองค์ไม่ใช่เรื่องง่ายหรือเรื่องสนุกอย่างที่ทุกคนคิด   พระองค์ทรงฤทธิ์อำนาจจริง..แต่ ! ผู้ที่จะติดตามพระองค์ต้องพร้อมที่จะเผชิญทุกอย่างร่วมกับพระองค์”ด้วยความไว้วางใจ”     และ ข้อนี้ บอกว่า..อีกคนที่เป็นศิษย์ของพระองค์เมื่อฟังอย่างงั้นแล้วก็พูดกับพระองค์ว่า  “ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์ไปฝังศพบิดาข้าพระองค์ก่อน" คำว่า “ไปฝังศพบิดาก่อน” น้าตุ๊กว่า..เขาหมายถึงรอให้พ่อแม่เขาตายก่อน  เขาอาจจะยังมีป่วยหรือแก่ชราต้องดูแล  พูดง่ายๆ ก็คือ รอให้เขาหมดภาระก่อน..แล้วเขาจะติดตามพระเยซู   
ในทางเดียวกัน  เวลาที่เราบอกข่าวประเสริฐกับใครหรือใครก็ตามที่ได้ยินเรื่องราวข่าวประเสริฐแล้วบอกว่า “เด๋วรอก่อนนะ..รอให้พ่อแม่ตายก่อน  แล้วเขาจะมาเชื่อพระเจ้า”  หรือ  “ขอบวชให้พ่อแม่ก่อน  แล้วค่อยรับเชื่อ..ไม่อยากมีปัญหากับพ่อแม่พี่น้อง”  ..อะไรประมาณนี้    แต่ ! พระเยซูบอกว่า  “จงตามเรามาเถิด ปล่อยให้คนตายฝังคนตายเองเถิด” ...คำว่า”คนตาย” คำแรกนี้ พระเยซูหมายถึงคนตายฝ่ายวิญญาณ หรือ คนที่ไม่เชื่อพระเจ้า  ส่วน”คนตาย” คำหลัง ก็หมายถึง..ศพ   ในบริบทนี้ความหมายของพระองค์คือ  การติดตามพระองค์เป็นสิ่งที่เราต้องทำ”ทันที” หรือเป็นสิ่งที่แรกที่มนุษย์ควรทำ   เพราะความเชื่อในพระองค์จะทำให้เรามีชีวิตนิรันดร์และไม่ตายฝ่ายวิญญา   ส่วนกิจการอย่างอื่นฝ่ายโลก..ปล่อยให้เป็นเรื่องของคนที่”ไม่มีความเชื่อ” เขาทำไป   ถ้าเราเชื่อพระซูแล้วสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเรา คือ ความเชื่อหรือการตัดสินใจที่จะติดตามพระองค์ทันที..จริงจัง..อย่างไม่มีเงื่อนไข..
ดู มัทธิว 8:24-25 ขณะที่พระเยซูประทับอยู่ในเรือกับเหล่าสาวก  ก็มีพายุใหญ่เกิดขึ้น คือ “ทะเลสาบกาลิลี” จะเป็นที่ที่มีภูเขาอยู่ล้อมรอบ  อากาศจะเปลี่ยนเร็ว..ค่อนข้างแปรปรวน  ข้อที่ 24 นี้ บอกว่า  ขณะที่มีพายุใหญ่พัดกระหน่ำ  พระเยซูทรง..หลับ  พวกสาวกก็เอะอะโวย  แล้วก็กลัวมาก..กลัวจนอดรนทนไม่ได้ต้องเข้ามาปลุกพระเยซู   เป็นเรา..เราจะปลุกมั๊ย..ไม่เหลือ !!!  ข้อที่ 25 บอกว่า สาวกปลุกพระองค์แล้วพูดว่า “พระองค์เจ้าข้า  ช่วยด้วย  พวกเรากำลังจะจมอยู่แล้ว”...”จะจม” แปลว่า จมรึยัง...ยัง !  เนี่ย..พวกเราก็เป็นแบบนี้  อาจเป็นมากกว่านี้ด้วยซ้ำ....
เด็กๆดูดีๆนะคะ..ดูตามน้าตุ๊ก ตั้งแต่ข้อที่ 23 ..บอกว่า “เมื่อพระองค์เสด็จลงเรือ พวกสาวกก็ตามพระองค์ไป”   เมื่อเราตัดสินใจตามพระเยซู..ก็เหมือนเราลงเรือ “ลำเดียวกับพระองค์”  เวลามีพายุ..เกิดปัญหาหรือความทุกข์ยากลำบาก  พระองค์อยู่กับเรามั๊ย..อยู่ตลอดเวลา  แต่เรามักจะรู้สึกเหมือนสาวกพวกเนี้ย  คือ รู้สึกว่า “ทำไมพระองค์เหมือนจะไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับปัญหาที่เราเผชิญอยู่”  เรารู้สึกว่าเหมือนพระองค์จะนิ่งดูดายทั้งที่เรากำลังจะจมน้ำ   ซึ่งจริงๆ..จมรึยัง..ยังไม่จม  แต่เรากลัวเพราะหลายครั้งพายุมันพัดแรงจริงๆ ถ้ามองด้วยสติปัญญาฝ่ายโลก..ก็รู้สึกเหมือนจะไม่รอด  เห็นภาพฝ่ายวิญญาณของข้อนี้มั๊ยคะ  นี่เป็นความอัศจรรย์อย่างนึงของถ้อยคำพระเจ้า..ที่มีภาพซ้อนฝ่ายวิญญาณอยู่ตลอดเวลา  และ..ไม่เคยล้าหลังแต่อัพเดทและรู้ทันเราความคิดเรา..ตลอด
ดู มัทธิว 8:26-27  เมื่อพระเยซูเห็นสาวกเข้ามาปลุกพระองค์ด้วยความตกใจกลัว  ทั้งที่พระองค์ก็ประทับอยู่ด้วยเห็นๆ    พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า "เหตุไฉนเจ้าจึงขลาดกลัวนัก  ช่างมีศรัทธาน้อยจริงๆ” .......ทำไมถึงมีความเชื่อน้อยอย่างนี้   นี่ขนาดพระองค์ประทับอยู่ด้วยเห็นๆนะ  แล้วถ้าไม่เห็นล่ะ..(เหมือนพวกเรา)..จะยิ่งกลัวขนาดไหน  เสร็จ “แล้วพระองค์ทรงลุกขึ้นห้ามลมและทะเล คลื่นลมก็สงบเงียบทั่วไป”   สาวกกลัวแทบตาย..แต่พระเยซูพูดคำเดียวพายุเงียบเป็นปลิดทิ้ง   ข้อที่ 27 บอก “คนเหล่านั้นก็อัศจรรย์ใจพูดกันว่า "ท่านผู้นี้เป็นคนอย่างไรหนอ จนชั้นลมและทะเลก็เชื่อฟังท่าน”  พอเห็นพายุเงียบกริบ  เหล่าสาวกงง..มาก  คือ  แรกเลยคนเหล่านั้นที่เห็นการอัศจรรย์ที่พระเยซูทำ..ไม่ว่าจะเป็นการรักษาคนป่วย  การขับผี  อะไรต่างๆเนี่ย  พวกเขาคงคิดว่าพระเยซูก็คงมีสิทธิอำนาจหรือเป็นเหมือนผู้เผยพระวจนะทั่วๆไป   แต่พอเห็นพระองค์ห้ามพายุได้อยู่หมัดขนาดนั้น..พวกเขาก็ชักไม่แน่ใจละ..ถึงต้องเปรยออกมาเหมือนต้องคิดใหม่แล้วว่าพระเยซูผู้นี้เป็นใคร  ขนาดทั้งลม..ทั้งทะเลก็ยังต้องเชื่อฟัง  
ดู มัทธิว 9:2-4 พระเยซูทรงรักษาคนง่อยที่เข้ามาหาพระองค์”ด้วยความเชื่อ”  อย่างพวกเราเป็นคนง่อยมั๊ย..ง่อยฝ่ายวิญญาณนะคะ  แต่พระองค์ทรงเห็นหัวใจที่มีความเชื่อของเขา..เหมือนที่พระองค์เห็นหัวใจที่มีความเชื่อของพวกเราเช่นกัน   และใครก็ตามที่มีความเชื่อและเข้ามาหาพระองค์..บาปของผู้นั้นก็จะได้รับการอภัย    เหมือนที่พระองค์พูดกับคนง่อยในข้อนี้ว่า “จงชื่นใจเถิด บาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว”   ข้อที่ 3 บอก..เมื่อพวกธรรมาจารย์ได้ยินพระเยซูพูดอย่างงั้น  ก็แอบคิดในใจว่า “คนนี้พูดหมิ่นประมาทพระเจ้า” 
คือ “คนยิว” ..เขาจะเชื่ออย่างเหนียวแน่นมาก..ว่า ผู้เดียวที่จะยกบาปผิดให้กับมนุษย์ได้ ก็คือ พระเจ้า  เขาไม่เชื่อพระเยซูนะคะ  เขารู้สึกคนนี้เป็นใคร..มาจากไหนก็ไม่รู้  ซ้ำยังเป็นมนุษย์เหมือนกัน ..แล้วจะมีสิทธิ์อะไรมายกบาปผิดให้ใครต่อใคร  เขาถือว่าการที่พระเยซูพูดอย่างงั้นเป็นการหมิ่นประมาทพระเจ้า..เหมือนตีเสมอ..อะไรประมาณนั้น 
ฝ่ายพระเยซูทรงทราบความคิดชั่วของพวกธรรมาจารย์  พระองค์ก็ตรัสกับพวกเขาว่า “เหตุไฉนท่านทั้งหลายคิดชั่วอยู่ในใจเล่า”  นี่คือ บุคคลิกของพระเยซูคริสต์นะคะ  พระองค์พูดตรง..พูดต่อหน้า  เวลาว่าใคร..แรง และจะเต็มไปด้วยสิทธิอำนาจ !!!
ดู มัทธิว 9:5-7  เมื่อพระเยซูทราบความคิดชั่วในใจของพวกธรรมาจารย์แล้ว  พระองค์จึงทรงถามพวกเขาว่า “ ที่จะว่า บาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว' และจะว่า `จงลุกขึ้นเดินไปเถิด' นั้น ข้างไหนจะง่ายกว่ากัน”....ความหมายของพระเยซูคือ ระหว่างการอภัยบาปให้กับมนุษย์ กับ การรักษาคนง่อยให้ลุกขึ้นเดิน..เนี่ย   พวกเขาคิดว่า..อันไหนมันง่ายกว่ากัน  แน่นอน..สำหรับพวกธรรมาจารย์แล้ว  เขาต้องคิดว่า “การอภัยบาป”..ง่ายกว่า  เพราะไร..มันมองไม่เห็นไง พิสูจน์ก็ไม่ได้  ทำง่ายจะตายไป..ถูกมั๊ยคะ  แล้วพระเยซูก็รู้ว่าพวกธรรมาจารย์คิดอะไรอยู่     ข้อที่ 6 พระองค์จึงตรัสว่า  “แต่เพื่อท่านทั้งหลายจะได้รู้ว่า บุตรมนุษย์มีสิทธิอำนาจในโลกที่จะโปรดยกความผิดบาปได้  พระองค์จึงตรัสสั่งคนง่อยว่า"จงลุกขึ้นยกที่นอนกลับไปบ้านเถิด” คนเป็นง่อยนั้นก็ลุกขึ้น เดินได้ทันที..  หมายความว่า ถ้าพวกธรรมาจารย์คิดว่า..การทำให้คนง่อยลุกขึ้นเดินยากกว่า การอภัยบาป  งั้นพระองค์ก็จะทำให้ดู..จะได้รู้ว่าพระองค์ทำได้ทุกอย่าง.. ข้อที่ 8 บอกว่า “คนเป็นอันมากเมื่อเห็นดังนั้น..ก็อัศจรรย์ใจ..”...จะไม่อัศจรรย์ได้ไง  พระเยซูทำทุกอย่างเหมือนง่ายไปหมด  แค่พระองค์พูดคำเดียวทุกอย่างก็เป็นไปตามนั้น  “จากนั้นทุกคนก็พากันสรรเสริญพระเจ้า ผู้ได้ทรงประทานสิทธิอำนาจเช่นนั้นแก่มนุษย์”  น้าตุ๊ก  ว่า..ณ.จุดนั้น ประชาชนที่ได้เห็นสิ่งที่พระเยซูทำ  เขาเริ่มแน่ใจแล้วล่ะ..ว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าจริงๆ 
  พบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ   ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ 

หนังสือ มัทธิว ครั้งที่ 6


คราวที่แล้วจบตรงบทที่ 6:28-29  “จงพิจารณาดอกไม้ทุ่งนาว่า มันงามขึ้นได้อย่างไร มันไม่ทำงาน มันไม่ปั่นด้าย”  แล้วน้าตุ๊กก็ชี้ให้เห็นว่า ต้นไม้ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ..ไม่ได้มีคนดูแล  มันก็งามกว่าต้นที่มนุษย์ปลูกไว้ซะอีก  บางทีเราทั้งรดน้ำ  ใส่ปุ๋ยตามเวลา..มันยังสวยไม่เท่าดอกไม้ในป่าเลย   ข้อที่ 29 บอกว่า “..กษัตริย์ซาโลมอนเมื่อบริบูรณ์ด้วยสง่าราศี  ก็มิได้ทรงเครื่องงามเท่าดอกไม้นี้ดอกหนึ่ง” คือ สุดกำลังมนุษย์แล้ว..แต่งให้ตาย ให้เริ่ดแค่ไหน  เราก็ยังสวยสู้ดอกไม้ที่พระเจ้าสร้างไว้..ไม่ได้   ดังนั้น เราไม่ต้องกลัวว่าจะขาดแคลนสิ่งดีใดๆ  เพราะพระเจ้ายิ่งใหญ่พอที่จะดูแลเราได้อยู่แล้ว
ดู มัทธิว 7:1-3  “อย่ากล่าวโทษเขา เพื่อท่านจะไม่ต้องถูกกล่าวโทษ ...ท่านจะตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด ท่านจะได้รับตวงด้วยทะนานอันนั้น”  ..ธรรมชาติบาปอีกอันที่ติดตัวมนุษย์อย่างเหนียวแน่นมาก คือ ชอบกล่าวโทษหรือชอบตัดสินคนอื่น  ท่าทีแบบนี้อาจเริ่มจากการเป็นคนชอบวิจารย์   ซึ่งถ้าไม่ระวังท่าทีก็จะพัฒนาเป็นคนที่ชอบกล่าวโทษคนอื่น ถ้าหนักหน่อยเข้าขั้นโคม่าก็คือจะเป็นคนที่ชอบนินทา..   พระเจ้าบอกว่า “..ถ้าเรากล่าวโทษเขา  พระองค์ก็จะทรงพิพากษาเรา  เราตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด พระองค์ก็จะตวงให้เราด้วยทะนานอันนั้น”  ทะนาน คือ หน่วยที่คนสมัยก่อนใช้ในการชั่งตวง   สำหรับคำว่า  ”ตวง”ในบริบทนี้  น้าตุ๊กว่า พระเจ้าทรงหมายถึง ทุกอย่าง..ที่เราทำกับคนอื่น ไม่ว่าจะป็น  ”สิ่งดีหรือสิ่งไม่ดี” ..ที่เราทำกับพี่น้อง  สิ่งไม่ดี ก็ตัวอย่างเช่น  ถ้าเราชอบกล่าวโทษ  เห็นข้อเสียหรือความผิดพลาดของคนอื่น..ไม่ได้  มันอยากแต่จะชี้ชัน  ตำหนิ ซ้ำเติม  ตอกย้ำ  หรือวิพากวิจารณ์เขา..ด้วยใจแข็งกระด้าง  ไม่ได้ตำหนิเขาด้วยความรักหรือความหวังดีจริงๆ  พระเจ้าบอกว่า..พระองค์ก็จะให้เราได้รับผลอันเดียวกัน..เราก็จะเป็นที่ดูถูกของคนอื่น..จะไม่มีใครให้เกียรติเรา..ถ้าเราเป็นคนชอบกล่าวโทษ   หรือแม้แต่เวลาที่เราจะทำสิ่งดีๆ..จะช่วยเหลือใครหรือจะให้ออกไป  พระเจ้าก็ทรงมอง..ว่าเราตวงให้เขาด้วยทะนานแบบไหน..เช่นกัน  ถ้าช่วยแบบกั๊กๆ..เวลาที่เราเดือดร้อนพระองค์ก็จะส่งความช่วยเหลือ”แบบกั๊กๆ”มาให้เราเหมือนกัน  บางคนงง..ช่วยแบบกั๊กๆมันเป็นยังไง..
สมมติว่า..เราจะซื้อของไปบริจาค  เราเลือกยังไง..เอาที่ถูกสุด คุณภาพแย่สุดๆไปเลย  เพราะคิดว่า..ไม่เป็นไรหรอกอุตส่าห์ให้ก็ดีแค่ไหนละ “หรือ” เราจะเลือกของที่ดีหน่อยซึ่งราคาอาจจะสูงกว่าเล็กน้อย..แต่ไม่ได้เกินกำลังเรา..อย่างงี้เป็นต้น ..ที่พระเจ้าก็มองอยู่..ว่าเราตวงให้คนอื่นด้วยทะนานแบบไหน 
หรือ ถ้าจำเป็นต้องเลี้ยงอาหารหรือให้ที่หลับนอนกับใครซักคน..ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องหรือคนที่เราไม่คุ้นเคย  เราเลือกเอาอะไรให้เขากิน เด็กๆจะเอาของเหลือกับที่นอนสกปรกๆให้เขา  หรือจะต้อนรับเขาด้วยอาหารที่ยังมีคุณภาพ..(ไม่ได้หมายความว่าต้องแพง)  กับที่นอนสะอาดๆเพื่อให้เขาหลับสบาย..พระเจ้าก็ทรงมองอยู่เช่นกัน..ว่าทะนานแบบไหนที่เราใช้ตวงให้พี่น้อง  นี่เป็นแค่ตัวอย่าง..จริงๆยังมีอีกหลายกรณีมากที่เกี่ยวกับทะนานที่เราตวงให้คนอื่น  ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเลือกกระทำกับเพื่อนบ้านและพี่น้อง..ล้วนมีผลต่อพระพรที่เราจะรับจากพระเจ้าทั้งสิ้น   เพราะเราตวงด้วยทะนานอันไหนไว้..พระเจ้าก็จะใช้อันเดียวกันเป็นครื่องวัดพระพรที่จะให้กับเรา
ดู มัทธิว 7:3-4 “ไฉนท่านมองดูผงที่อยู่ในตาพี่น้องของท่าน แต่ไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตาของท่าน ท่านก็ไม่รู้สึก”... “ผง” ในบริบทที่พระคำข้อนี้บอก หมายถึง ความผิดเล็กๆน้อยๆ  ส่วน”ไม้ทั้งท่อน” ก็คือ ความผิดใหญ่ๆ   ก็หมายถึงว่า ความผิดของคนอื่นแม้จะเล็กน้อยแค่ไหน..เรามักจะ.เห็นชัดเจน  แต่ทีนิสัยแย่มากๆของตัวเองกลับไม่เคยเห็น  คนเราเป็นอย่างนี้จริงๆนะ  แต่คริสเตียนขอบพระคุณพระเจ้า  ที่เมื่อเรามีพระวิญญาณสถิตในใจเราจะเห็นความชั่วของตัวเองชัดขึ้น (มากถึงมากที่สุด)  เพราะพระเจ้าทรงบอกไว้ตั้งแต่ยุคพันธสัญญาเดิม..ว่าพระองค์จะไม่จารึกพระบัญญัติไว้ในศิลาหรือที่ใดๆอีกต่อไป  แต่พระองค์จะทรงจารึกพระบัญญัติของพระองค์ไว้ที่หัวใจมนุษย์..โดยผ่านทางความเชื่อในพระเยซู  ดังนั้น เมื่อเราเชื่อพระเยซู  พระบัญญัติของพระเจ้าจึงจารึกอยู่ในใจเรา   แล้วน้าตุ๊กเคยบอกแล้ว..ว่าธรรมบัญญัติ..คือ กระจกเงาที่ส่องแล้วทำให้เห็นชัดว่าเราดีหรือไม่ดีตรงไหน  เพราะนั้น “คริสเตียนแท้” ที่มีพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่   จะต้องเห็นตัวเองตามความจริงและเห็นตัวเองชัดกว่าเห็นคนอื่น  ตัวเองแย่แค่ไหน..มีข้อเสียยังไงเราจะเห็นชัดเจนบาปของตัวเอง  ไม่ใช่เห็นแต่บาปของคนอื่น..แต่ไม่เห็นของตัวเอง   พระเยซูจึงทรงกล่าวโทษคนเหล่านั้น..ที่ชอบแต่จะตัดสินคนอื่นโดยไม่ดูตัวเอง
ดู มัทธิว 7:6   “อย่าให้ของประเสริฐแก่สุนัข และอย่าโยนไข่มุกของท่านให้แก่สุกร”...ของประเสริฐและไข่มุกในที่นี่ หมายถึง “ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์” หลายครั้งพระคำภีร์จะเปรียบเทียบความรอดทางพระคริสต์หรืออาณาจักรสวรรค์..ว่าเป็นไข่มุกเม็ดงาม ส่วนสุนัขและสุกร เป็นสัตว์ที่ชาวยิวรังเกียจมากเพราะเป็นสัตว์มลทิน  พระเจ้าบอกเราว่าอย่าไปให้ของมีค่าขนาดนั้น  กับคนที่ไม่คู่ควร..แล้วคนแบบไหนที่ไม่คู่ควร  ก็คือ คนที่ดูหมิ่นสิ่งที่พระเยซูทำบนไม้กางเขน..ว่าเป็นเรื่องโง่ หรือ เป็นเรื่องโกหก
ขณะที่เรายังต้องอยู่บนโลกนี้  เราจำเป็นต้องมีสังคม  เราต้องพบปะหรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น..โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่ยังไม่เชื่อพระเจ้า   และพระเจ้าก็สั่งเราว่า..จงเอาข่าวประเสริฐของพระเยซูไปบอกกับทุกคนที่เราได้เจอ  และเมื่อเราบอกข่าวดีของพระเยซูออกไป แต่ละคนมีท่าทีเหมือนกันมั๊ย..ไม่เหมือน  บางคนเชื่อ..แล้วก็รับเอาความรอดไว้  บางคนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง  บางคนไม่เชื่อแต่ก็ไม่เถียง..ไม่ลบหลู่  ส่วนบางคนเถียงคอเป็นเอ็น..ชักแม่น้ำทั้ง5 เพียงเพื่อจะมาลบล้างความจริงของข่าวประเสริฐ  หนักหน่อยก็เอาความเชื่อของตัวเองมาเกทับ..ก็มี  เจอคริสเตียนไม่ได้..เจอเมื่อไหร่มันอยากจะเทียมแอกทันที  เด็กๆเข้าใจคำว่า”เทียมแอก”มั๊ยคะ  เทียมแอกก็คือ เอาความเชื่อมาประชันขันแข่งกันอ่ะ..ว่าของใครแน่กว่ากัน  แล้วคนประเภทหลังนี้แหละ..ที่พระคำภีร์เทียบว่าเป็น” สุนัขหรือสุกร”..ที่เราอย่าเสียเวลาไปหยิบยื่นข่าวประเสริฐให้เขา  ถ้าบอกกี่ครั้งก็ยังไม่เชื่อเหมือนเดิมแถมยังดูหมิ่นสิ่งที่พระคริสต์ทำ..เราก็ผ่านเขาไปเลย  ไม่ต้องไปเอาชนะเพื่อที่จะหยิบยื่นของมีค่าให้กับเขา  ถึงแม้พระเจ้าบอกว่าความรอดเป็นของ”ฟรี”  แต่พระเยซูคริสต์ไม่ใช่ของลดแลกแจกแถมที่ต้องเที่ยวยัดเยียดให้คนที่ไม่เห็นค่านะคะ   
ดู มัทธิว 7:7-10 “..จงขอแล้วจะได้”  หลายคนบอก..ขอแล้วไม่เห็นจะได้เลย จริงๆได้นะคะ..แต่พระเจ้าจะให้สิ่งที่ดีที่สุดกับเรา..ไม่ใช่สิ่งที่ตามใจเรา  สิ่งที่ดีที่สุดกับสิ่งที่เราอยากได้  บางทีมันคนละเรื่องกัน  ข้อที่ 9 บอกว่า “ในพวกท่านมีใครบ้างที่จะเอาก้อนหินให้บุตร เมื่อเขาขอขนมปัง หรือให้งูเมื่อบุตรขอปลา”   พระเจ้าจะเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระองค์..ว่าเป็นความสัมพันธ์แบบพ่อกับลูกเสมอ พระองค์ยืนยันว่าขนาดมนุษย์ที่อ่อนแอ..ยังไม่มีใครเลยที่ไม่รักลูก ลูกอยากได้อะไร..มีแต่จะหามาให้และก็อยากให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูกเสมอ  แต่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกในความคิดของพ่อแม่กับความคิดของลูกบางครั้งมันก็ไม่ตรงกัน..ถูกมั๊ยคะ  แล้วเวลาที่ลูกอยากได้อะไร..ที่มันตามใจตัวเองเรื่อยเปื่อย..พ่อแม่จะให้มั๊ย  คำตอบมันก็อยู่ที่ว่า..”พ่อแม่เป็นคนมีสติปัญญาหรือมีวินิจฉัย..เลี้ยงลูกเป็นแค่ไหน สมมติ ลูกอายุแค่ 14เอง  แต่อยากได้รถสปอร์ต..เอาไว้ไปซิ่ง..พ่อแม่จะให้มั๊ย ไม่ให้..แล้วลูกก็ไม่เข้าใจ..ทำไมไม่ให้ไหนบอกว่าให้ได้ทุกอย่าง..เงินก็มี  แต่ขอแค่นี้..ไม่ให้  (เหมือนเวลาที่เราขอพระเจ้า)   หรือถ้าลูกโตแล้วอายุ25 หรือ 30..40 ก็ตาม  แต่ลูกคนนี้นิสัยไม่ดี..ขี้โมโหใจร้อน เย่อหยิ่ง  แล้วลูกก็อยากได้รถสปอร์ตเหมือนกัน..  คิดว่าพ่อแม่ควรให้มั๊ย  ไม่ควรให้  เพราะถึงอายุจะได้ แต่!นิสัยยังไม่ผ่าน  ให้ไปแล้วเด๋วจะเอาไปกร่าง..ไปเย่อหยิ่ง..ไปอวดให้คนอื่นสะดุด  หรือทำให้คนอื่นเดือดร้อน  สิ่งที่ให้ไปมันก็กลายเป็นเครื่องมือที่จะทำให้ลูกนิสัยแย่ลง..ทำชั่วได้มากขึ้น  ดังนั้น พระเจ้าของเราก็เหมือนกัน..พระองค์เป็นพ่อที่ทรงพระปัญญาล้ำเลิศ  พระองค์รู้ว่าอะไรดีสำหรับเรา พระองค์ก็จะไม่ให้อะไรก็ตาม..ที่ทำให้เราเสียนิสัย  อะไรที่เรามี..แล้วเราจะงดงามขึ้น..เติบโตขึ้น..ไปสู่ความไพบูลย์ในพระคริสต์มากขึ้น..อันนั้นแหละที่พระเจ้าจะให้เราได้มีและได้เป็น
มนุษย์มีความจำกัดในทุกเรื่อง..แต่พระเจ้าไม่ ! และพระองค์ไม่เคยผิดพลาด  ดังนั้น ที่พระเยซูบอกว่า “จงขอแล้วจะได้ จงหาแล้วจะพบ จงเคาะแล้วจะเปิด”..จริงๆข้อนี้พระองค์ต้องการหนุนใจให้เรา”อธิฐานตลอดเวลา”  ถึงแม้ว่า พระเจ้าจะตอบไม่โดนใจ  และหลายครั้งเราก็ไม่เข้าใจ..ว่าทำไมขออย่างงี้แต่พระเจ้าให้อีกอย่างนึง  แต่จงเชื่อเถอะ..ว่าสิ่งที่พระเจ้าให้ คือ สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราแน่นอน
ดู มัทธิว 7:13-14  “..จงเข้าไปทางประตูแคบ  เพราะประตูใหญ่และทางกว้างนั้นนำไปถึงความพินาศ”..ในสมัยประวัติศาสตร์พระคำภีร์  ผูที่เชื่อพระเยคริสต์ถูกเรียกว่าเป็นพวกที่ถือ”ทางนั้น” เพราะพระเยซูตรัสว่าพระองค์เป็นทางนั้น คือ ทางเดียวที่จะนำมนุษย์ให้ได้รับความรอดและไปสู่สวรรค์..พระองค์เป็นประตูแห่งสวรรค์  แต่สมัยนั้นคนที่เชื่อพระเยซูยังมีน้อยมาก  แล้วคริสเตียนก็ถูกข่มเหงอย่างรุนแรง  การถูกข่มเหงหรือแม้แต่การยังไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมสมัยนี้..มันทำให้คริสเตียนอยูค่อนข้างลำบาก..ไม่ลำบากกายก็ลำบากใจ   แล้วทางที่ยากลำบากของเรานี้แหละที่พระเยซูเรียกว่า ”ประตูแคบ”  ส่วนประตูใหญ่และทางกว้าง” ก็คือ ความเชื่อของพวกยิวและรวมถึงคนต่างชาติที่ไม่เชื่อพระเยซูด้วย  หรือแม้แต่พวกเราในปัจจุบันนี้..เราก็ยังเป็นคนส่วนน้อยของประเทศ..จะพูด..จะทำอะไรหลายครั้งสังคมก็ยังไม่ค่อยยอมรับเท่าที่ควร..จริงมั๊ย ลองดู ที่โรงเรียนหรือมหา’ลัยของเรามีคริสเตียนกี่คน   ถึงเวลาเทศกาลปีใหม่..สงกรานต์..คนไทยส่วนใหญ่เขาทำอะไรกัน  สวดมนต์ข้ามปี..ทำบุญตักบาตร ไหว้พระ 9 วัด อะไรต่างๆเหล่านี้ก็เป็นหมายสำคัญของคำว่า”ประตูใหญ่และทางกว้าง”ทั้งสิ้น  แต่พระเยซูบอกเราว่า..อย่างเดินไปทางนั้น  ให้เราดำเนินในประตูแคบของเรานั่นแหละ  “..เพราะประตูที่นำไปสู่ชีวิตนั้นก็คับและทางก็แคบ ผู้หาพบก็มีน้อย”  เพราะงั้น ถ้ายังต้องเป็นคนส่วนน้อยก็อย่าได้เสียใจ และไม่ต้องอยากไปเป็นคนส่วนใหญ่ด้วย..เอเมนมั๊ยคะ
ดู มัทธิว 7:15-16 “..จงระวังผู้เผยพระวจนะเท็จ  ที่มาหาท่านนุ่งห่มดุจแกะ  แต่ภายในร้ายกาจดุจหมาป่า”..ถ้าสังเกตดู จะเห็นว่าข้อนี้ พระเจ้าก็ทรงให้ความสำคัญกับท่าที”ภายใน”อีกเหมือนเดิม  แล้วในยุคสุดท้ายนี้พระเจ้าบอกว่าจะมีผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จเยอะมาก..ที่จะมาหาเราแบบนุ่งห่มดุจแกะ คือ ดูภายนอกแล้วไม่มีพิษ..ไม่มีภัย  สุภาพเป็นมิตร จริงใจ  แต่ภายในร้ายกาจดุจหมาป่า  แล้วคนประเภทนี้ก็จะแฝงเข้ามาในทุกสังคม  ไม่ว่าจะเป็นชุมชนรอบบ้าน  ที่ทำงาน  ตามสื่อต่างๆ โดยเฉาะอย่างยิ่งสื่อ”ออนไลน์”ที่ทุกวันนี้ที่เราชอบกันมาก  หรือแม้แต่ในคริสตจักร ก็อาจจะมีผู้นำที่สอนเพี้ยนหรือสอนตกขอบได้ด้วยเหมือนกัน  แล้วเราจะรู้ได้ไง..ว่าใครเป็นผุ้สอนเท็จ  แรกเลย คือ ถ้าเราติดสนิทพระเจ้า..รู้จักพระองค์..รู้พระวจนะของพระองค์  เราจะแยกแยะได้ว่า..”ใครสอนผิด ใครสอนถูก”   นอกจากนี้..ข้อที่16 พระเยซูยังบอกเราว่า..”เราจะรู้จักเขาด้วยผลของเขา” ใครเป็นผู้เผยพระวจนะแท้..ใครเทียมเท็จ  พระเจ้าบอกให้เราดูที่ผลของเขา..ชีวิตเขา..ครอบครัวเขาเป็นยังไง..คนที่เดินตามเขา..จำเริญขึ้นมั๊ย  จิตวิญญาณเติบโตรึเปล่า  หรือมองตรงไหนก็มีแต่เรื่องเสื่อมเสีย  ไปถึงไหนมีแต่คนส่ายหน้า..อันนั้น ก็ไม่ใช่แล้ว  พระเยซูบอกว่า.. ถ้าคนๆนั้นเป็นผู้เผยพระวจนะเท็จ  ยังไง..วันนึงธาตุแท้ของเขาต้องสำแดงออกมา    “มนุษย์เก็บผลองุ่นจากต้นไม้หนามหรือ หรือว่าเก็บผลมะเดื่อจากต้นผักหนาม”..อันนี้ พระเจ้าสอนให้เราดูง่ายๆ  ต้นไม้อะไรก็ต้องให้ผลของต้นนั้น  เราเคยเห็นต้นส้มออกลูกเป็นแอ๊ปเปิ้ลมั๊ยล่ะ  หรือชมพู่ออกลูกเป็นองุ่น..ไม่มี  ฉันใดก็ฉันนั้น   “ต้นไม้ดีทุกต้นย่อมให้แต่ผลดี ต้นไม้เลวก็ย่อมให้ผลเลว .. ถ้าเดินทางผิด..นำคนไปในทางที่ผิด  ทั้งตัวเองและคนเหล่านั้นจะเติบโตขึ้นทางพระเจ้า..มันเป็นไปไม่ได้   
ดู มัทธิว 7:21-23 “มิใช่ทุกคนที่เรียกเราว่า ‘พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า’ จะได้เข้าแผ่นดินสวรรค์”  ..ข้อนี้  ก็เป็นอีกครั้ง..ที่พระเยซูทรงสำแดงให้เราเห็น..ว่าพระองค์ให้ความสำคัญกับท่าทีภายใน  พระองค์บอกว่า”ไม่ใช่ทุกคนที่รู้จักนามของพระองค์..จะได้เข้าแผ่นดินสวรรค์  แล้วไม่ใช่คนที่พูดแต่ปากว่า..เขาเชื่อพระเยซู..แถมรู้พระคำภีร์ทั้งเล่ม..แล้วก็ทำการอัศจรรย์เยอะแยะเลย  เคยขับผี..เคยวางมือรักษาคนป่วยสารพัด  เพราะงั้น ชั้นต้องได้เข้าแผ่นดินสวรรค์แน่นอน  แต่พระเยซูบอก..ไม่ใช่ ทำแค่นั้น..ยังไม่ได้ชื่อว่าเป็นสาวกของพระองค์ แต่ผู้ที่ดำเนินชีวิตตามถ้อยคำพระเจ้าต่างหากที่จะได้อยู่กับพระองค์ในสวรรค์สถาน   ถ้าคุณแค่รู้จักนามพระเยซูแต่ไม่ได้ยกให้พระองค์เป็น1   คุณรู้จักพระเยซูจริง..แต่คุณยังให้ความสำคัญกับพระอื่นด้วย..อย่างงี้เป็นต้น หรือต่อให้เราท่องพระคำภีร์ได้ทั้งเล่มแต่ไม่เคยทำตามถ้อยคำเหล่านั้น..ที่พระเจ้าสอนเลย..รู้ไปมีประโยชน์มั๊ยคะ..ไม่มี  ส่วนการทำอัศจรรย์มากมายไม่ได้เป็นเครื่องบ่งวัดความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างเรากับพระเยซู..พระเจ้าไม่ได้ให้ความสำคัญตรงนั้น เพราะงั้น ใครก็ตามที่เป็นอย่างงั้น พระเยซูทรงบอกว่า..“เมื่อถึงวันที่ต้องยืนอยู่หน้าบัลลังก์พระเจ้า  พระองค์จะกล่าวแก่คนเหล่านั้นว่า  เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย” (โอ้ น่ากลัวมาก!)
ดู มัทธิว 7:24-26  “เหตุฉะนั้นผู้ใดที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเราและประพฤติตาม ก็เปรียบเสมือนผู้ที่มีสติปัญญาสร้างเรือนของตนไว้บนศิลา”..อย่างพวกเรา..ที่เข้ามาเรียนพระคำภีร์  เราแสวงหาเข้ามาเรียนรู้ถ้อยคำพระเจ้าเพื่อจะนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน  เรามาเรียนเพื่อจะยึดพระคำภีร์เป็นบรรทัดฐานในการดำเนินชีวิต  เราไม่ได้มาเรียนเพื่อประดับความรู้เฉยๆหรือเรียนไว้..เพื่อที่จะได้คุยกับเขารู้เรื่อง..แค่นั้น..ไม่ใช่   แต่ เรามาเรียนเพื่อที่เราจะสามารถดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัยพระเจ้าได้อย่างถูกต้อง   ทำอย่างงั้น..เราถึงจะเป็นเหมือนผู้ที่สร้างบ้านไว้บนศิลา  คือ แม้ต้องเจอปัญหาหรือความทุกข์ยากในชีวิตบ้าง  อย่างที่พระเจ้าบอกว่าบางทีฝนจะตก..น้ำจะไหลเชี่ยว.. ไปซักหน่อยบ้านของเราก็ยังมั่นคงอยู่เพราะศิลาจะไม่ถูกซัดเซาะไปตามแรงลมหรือสายน้ำ  ข้อที่ 26 บอกว่า “..แต่ผู้ที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเราและไม่ประพฤติตาม เขาก็เปรียบเสมือนผู้ที่โง่เขลาสร้างเรือนของตนไว้บนทราย”  คือ ถ้าเราแค่รู้หรือแค่เคยได้ยินถ้อยคำพระเจ้า..แต่เราไม่ได้ใส่ใจหรือสนใจที่จะเคร่งครัดที่จะปฏิบัติตาม  พระเยซูบอก.. เราก็เหมือนคนที่สร้างบ้านไว้บนทราย..นึกออกมั๊ยคะ  ลักษณะของทรายเป็นละอองไม่ได้มีความแข็งแกร่งมั่นคงเหมือนศิลา...เพราะงั้นทรายจะไม่สามารถรองรับสิ่งปลูกสร้างใดๆได้เลย   เปรียบเหมือนคนที่วางความเชื่อของตัวเองไว้กับอะไรก็ตามที่ไม่ใช่พระเจ้า  คนเหล่านี้เวลาที่เจอปัญหาหรือความทุกข์ยากแค่นิดหน่อยๆทั้งหัวใจและจิตวิญญาณของเขาก็จะเต็มไปด้วย”ความกลัว”  แล้วการแก้ปัญหาของคนที่มีความกลัวอยู่เต็มหัวใจ..ส่วนใหญ่มันก็จะนำมาซึ่งความพินาศ  สับสน  วุ่นวายมากกว่าเดิม  แล้วความจริง ก็คือ เกือบทุกปัญหาที่เกิดขึ้นบนโลกนี้  มาจาก”ความกลัว”ของมนุษย์  ไม่ว่าจะเป็นกลัวตาย..กลัวป่วย..กลัวอด..กลัวลำบาก..กลัวกลัวเสียหน้า..กลัวน้อยหน้า..กลัวเขาจะดูถูก..กลัวเสียเปรียบ..กลัวเสียศักดิ์ศรี  เด็กๆลองคิดดูดีๆ..ว่าปัญญาไหนที่ไม่ได้มาจากความกลัวบ้าง  น้าตุ๊ก ว่าไม่มีนะ  เพราะฉะนั้น พระเจ้าถึงตรัสกับเราถึง 365 ครั้ง..ในพระคำภีร์ว่า  ”จงอย่ากลัว”  นั่นแปลว่า “ความกลัว” มันเป็นปัญหาของมนุษย์จริงๆ พระองค์ถึงต้องบอกเราทุกวัน..ว่าอย่ากลัว..อะไรทั้งนั้น  และถ้าเราติดสนิทกับพระเจ้าจริง..คุณสมบัตินึงที่คริสเตียนพึงมีคือ “เราจะไม่กลัว” หรือ “กลัวน้อยลง”..ทุกวัน  นี่คือความหมายที่พระเยซูบอกเรา..ว่าขอแค่เราเชื่อฟังและทำตามที่พระเจ้าสอน  เราจะเหมือนคนที่ยืนอยู่หรือสร้างบ้านอยู่บนศิลา  ส่วนคนที่ไม่มีพระเจ้าก็เปรียบเหมือนคนที่ก็วางชีวิตไว้บนผืนทราย  แค่ฝนตกหรือลมพัดนิดหน่อย..ทั้งใจและวิญญาณก็จะเต็มไปด้วยความกลัว แล้วก็พร้อมที่จะถูกทำลายลงตลอดเวลา
   ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ

หนังสือ มัทธิว ครั้งที่ 5


ดู มัทธิว 6:16-17  “เมื่อท่านถืออดอาหาร อย่าทำหน้าเศร้าหมองเหมือนคนหน้าซื่อใจคด”  ทำไมพระเยซูถึงตำหนิคนที่ทำหน้าเศร้าซึมเวลาที่ถืออดอาหาร..ว่าเป็นคนหน้าซื่อใจคด  
คือ คนอิสราเอลในสมัยนั้นเขาจะถืออดอาหารเพื่อแสดงถึงความเศร้าโศก  ไม่ว่าจะเป็นความสียใจจากความทุกข์ยาก..ความสูญเสีย  หรือแม้แต่สำนึกบาปที่ตัวเองทำ   แต่ทีนี้ มันมีบางคนที่ทำด้วยความไม่จริงใจ  หมายความว่า ไม่ได้สำนึกหรือรู้สึกเสียใจจริงๆ แต่ก็ถืออดอาหารเพราะอยากให้ใครๆเขาสรรเสริญ..ว่าตัวเองเป็นคนเคร่งครัดศรัทธา   เพราะงั้น เวลาที่อดอาหารคนพวกนี้ก็จะชอบทำเป็นโทรมๆ ซึมๆ ให้คนอื่นเขาดูออกว่า..อ่อ ถ้าโทรมขนาดนี้สงสัยกำลังอดอาหารอธิฐานอยู่แน่เลย  อะไรประมาณนี้  พระเยซูจึงทรงกล่าวโทษคนที่ทำอย่างนี้ว่าเป็นคน       ”หน้าซื่อใจคด”  เพราะเขาไม่ได้ทำศาสนกิจด้วยจิตวิญญาณและความจริง ..แต่ตั้งใจทำเพื่ออวดคนอื่น  ข้อที่ 17 พระเยซูสอนเราว่า  “ฝ่ายท่านเมื่ออดอาหารจงล้างหน้าและเอาน้ำมันใส่ศีรษะ”  คือ เวลาอดอาหารไม่ต้องทำเป็นโทรม   อาบน้ำล้างหน้าให้สดชื่น..ผมเผ้าก็หวีให้เรียบร้อยสวยงาม   ไม่จำเป็นต้องให้ใครรู้..ว่าเราไปทำอะไรมา  แล้วพระบิดาผู้ทรงสถิตในสวรรค์จะทรงตอบคำอธิฐานของเรา
ดู มัทธิว 6:19 “ อย่าสะสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัวในโลก..” โอโห..ทำยากมะ ยากอยู่นะคะ  แต่ถ้าจิตวิญญาณเราเติบโตจริงๆเราจะทำได้  ถ้าใครทำไม่ได้..พระเจ้าก็จับเข้าคอร์สแบบคนอิสราเอลในถิ่นทุรกันดาร คือ ส่งความขาดแคลนมาให้แบบพอหอมปากหอมคอ..ให้เราต้องรอมานาตกจากฟ้าบ้าง..ไรบ้าง   ไม่มีให้ตุน ไม่มีให้สะสม แต่ต้องอยู่ด้วยความเชื่อ..ว่าทุกวันพระเจ้าจะทรงเลี้ยงดูแบบวันต่อวัน  เพราะงั้น ถ้าไม่อยากเข้าคอร์สนี้ก็จงเชื่อฟัง..อย่าไปยึดติดกับทรัพย์สินหรือตัวเลขเยอะๆในธนาคาร  เวลาที่พระเจ้าอวยพรเยอะก็จงมั่นคงที่จะก้มศีรษะลงโมทนาพระคุณทุกลมหายใจเข้าออก  แล้วเราก็จะไม่หลงไป  หลงไปไหน..หลงไปฝากความมั่นคงไว้กับอย่างอื่นที่ไม่ใช่พระเจ้า   
“..เพราะทรัพย์สมบัติในโลก ตัวมอดและสนิมอาจทำลายเสียได้ และขโมยก็สามารถขโมยไป”  ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถ ที่ดิน เงินทอง  หรืออะไรก็ตามทุกอย่างมีวันเสื่อมสูญทั้งหมด  แต่ถึงมันไม่สูญ  เวลาตายเราเอาไปได้มั๊ยล่ะ..ไม่มีทาง  กายเนื้อเรายังเอาไปไม่ได้เลยเพราะมันเปื่อยเน่า  และมีวันเสื่อมสูญ  สุดท้ายก็เหลือแค่ธุลี..ไม่ว่าจะเผาหรือจะฝัง  ถูกมั๊ยคะ พระเจ้าถึงต้องประทานร่างกายใหม่แก่เรา..ในเวลาที่เราจะเข้าสู่สวรรค์ 
หลายคนสงสัยเกี่ยวกับร่างกายใหม่ที่พระเจ้าจะประทานให้..ไม่เข้าใจว่ามันจะเป็นยังไง  มันมีจริงๆหรอ  แล้วทำไมจะเข้าสวรรค์ต้องมีร่างกายใหม่ด้วย  จริงๆเข้าใจได้ไม่ยาก  มันก็เหมือนกับเวลาที่มนุษย์จะไปสำรวจดวงจันทร์หรือไปสำรวจดาวอื่นในอวกาศ..ที่ไม่ใช่โลก  มนุษย์จำเป็นต้องประดิษฐ์ชุดเป็นพิเศษเพื่อปรับความดัน  เพิ่มอ๊อกซิเจนหรืออะไรต่างๆเพื่อปกป้องร่างกายให้สามารถมีชีวิตอยู่ได้ในสภาวะนั้นๆได้  หรือเวลาที่จะดำน้ำลงไปในความลึกที่ดวงอาทิตย์ส่องไม่ถึง  ซึ่งตรงนั้นมนุษย์ก็มีชีวิตอยู่ไม่ได้เหมือนกัน   มนุษย์ถึงต้องมีชุดหรือเกราะที่จะทำให้ร่างกายสามารถทนต่อความดันที่สูงหรือต่ำเกินกว่าปกติได้ เช่นกัน ไม่งั้น..ไปก็ตายเพราะร่างกายมนุษย์ไม่ได้สามารถทนต่อทุกสภาวะ..ทุกมิติ หรือทุกกาลเวลาได้ขนาดนั้น  และนั่นก็คือสิ่งที่แสดงให้เห็น”ชัดเจน”ว่า “ร่างกายนี้ พระเจ้าสร้างขึ้นเพื่อให้เราใช้ในโลกนี้ “เท่านั้น” ไม่ได้รองรับได้ทุกสภาวะในกัลปจักรวาล  เพราะฉะนั้น ยิ่งกว่านั้นซักเท่าไร ถ้าเราจะไปสวรรค์ (ไม่ใช่แค่ในอวกาศหรือใต้บาดาล)  เด็กๆว่า ร่างนี้ มันจะใช้ได้มั๊ย..ไม่ได้  ในทางเดียวกัน  พระเจ้าถึงต้องเตรียมร่างกายใหม่สำหรับใช้ในสวรรค์ให้กับเรา  ไม่งั้นเราจะไม่สามารถทรงสภาพอยู่ในสวรรค์ได้เลย  พอเห็นภาพมั๊ยคะ
มัทธิว 6:20-21 “..แต่จงสะสมทรัพย์ไว้ในสวรรค์ ที่ตัวมอดและสนิมทำลายไม่ได้ และที่ไม่มีขโมยจะลักเอาไป”    แล้วการจะสะสมทรัพย์ไว้ในสวรรค์..ต้องทำยังไง   ทำได้โดยการเชื่อฟังพระเจ้าในทุกด้านของชีวิต  มอบถวายชีวิตของเรา  เวลาของเรา  ความไว้วางใจของเราไว้กับพระเจ้า..ยึดพระคำภีร์เป็นบรรทัดฐาน   “..เพราะว่าทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ไหน  ใจของท่านก็อยู่ที่นั้นด้วย” ..ถ้าใจของเราอยู่กับพระเยซู  เราก็ได้ไปอยู่กับพระเยซูในสวรรค์  เพราะพระองค์เป็นเจ้าของสวรรค์    แต่ถ้าใจของเราติดยึดอยู่กับสิ่งที่เป็นของโลกไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทองหรือแม้แต่ยึดติดกับมนุษย์บางคน  เราก็คงจะต้องวนเวียนอยู่แถวๆโลกนี่แหละ..ไม่ได้ไปไหนซะที   หรือมีบางคนไม่อยากตายด้วยเหตุผลที่ว่า “ยังใช้ชีวิตไม่คุ้มค่า”  ยังไม่ได้เที่ยวเลย  ยังไม่ได้กินอะไรที่อยากกินอีกหลายอย่าง  หาเงินมาแล้วยังใช้ได้ไม่คุ้ม..เลยยังไม่อยากตาย  อยากอยู่เสพสุขบนโลกนี้นานๆ..แบบนี้ก็คงไม่ได้ไปไหนเหมือนกันเพราะใจมันยึดติดอยู่กับความสุขฝ่ายโลกกับทรัพย์สินที่หามาได้   เพราะฉะนั้น เลือกให้ถูกนะคะ..ว่าเราจะสะสมทรัพย์ไว้ที่ไหน  ถ้าจะสะสมไว้ในสวรรค์  ก็ต้องเดินตามเจ้าของสวรรค์ นะคะ
ดู มัทธิว 6:22-23  “ตาเป็นประทีปของร่างกาย เหตุฉะนั้นถ้าตาของท่านดี ทั้งตัวก็จะเต็มไปด้วยความสว่าง”  ตาในข้อนี้ หมายถึง “ตาฝ่ายวิญญาณ”  พระเจ้าบอกว่า ถ้าตาฝ่ายวิญญาณของเราสว่าง...ทั้งร่างกายของเรารวมถึงความคิด การกระทำ และคำพูดของเราก็จะพลอย”สว่าง ถูกต้องและสง่างาม”ไปด้วย  เพราะเราได้การทรงนำที่มาจากพระเจ้า  
น้าตุ๊กเคยดูการให้สัมภาษณ์ทางทีวีของคนที่มีชื่อเสียงคนนึง  ทีแรกดูแล้วก็ชื่นชมเขามากเพราะเขาเก่ง  หน้าตาดี  ฐานะดี..คือ ดูดีไปหมดเลย   แต่มาตอนหลังดันให้สัมภาษณ์ทิ้งท้ายไว้ประมาณว่า “เขาเป็นคนชอบเรื่องเครื่องลางของขลัง  พูดง่ายๆคือชอบเรื่องไสยศาสตร์ เพราะเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มีผลกับชีวิตเขามาก”....แค่นั้นแหละ..จบเลย  ความดูดีที่เห็นอยู่ในตอนแรกอันตธานหายไปในพริบตา !  การศึกษา  ความสามารถ  หรือแม้แต่หน้าตา..ก็ช่วยให้เขาดูสง่างามขึ้นมาอีกไม่ได้เลย    พระคำภีร์ถึงบอก “เหตุฉะนั้นถ้าความสว่างซึ่งอยู่ในตัวท่านมืดไป  ความมืดนั้นจะหนาทึบสักเพียงใด”   คำว่า “ความสว่างในตัว” อันนี้ เล็งถึงฝ่ายวิญญาณ...ว่าถ้ามันผิดมาจากข้างใน คือ เชื่อผิด   คนๆนั้นก็มักจะ  คิดผิด  พูดผิด  ทำอะไรต่างๆก็มักจะผิดไปจากทางของพระเจ้าเสมอ  เลยทำให้ดูเป็นคนมืดบอดไปซะทุกเรื่อง..หาความสง่างามไม่ได้
ดู มัทธิว 6:25-26  “..อย่ากระวนกระวายว่า จะเอาอะไรกิน  และอย่ากระวนกระวายว่าจะเอาอะไรนุ่งห่ม เพราะชีวิตสำคัญยิ่งกว่าอาหาร  และร่างกายสำคัญยิ่งกว่าเครื่องนุ่งห่ม”  เพราะอะไร  พระประสงค์ของพระเจ้าชัดเจนอยู่แล้ว  ในปฐก.1:26 บอกว่า “ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา และให้พวกเขาครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศ และฝูงสัตว์  ให้ครอบครองทั่วทั้งแผ่นดินโลก..”  หมายความว่า พระองค์สร้างทุกอย่าง..ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เสื้อผ้า  หรือสิ่งสารพัดบนโลกทั้งหมด  พระองค์ตั้งใจสร้างขึ้นมาให้มันปรนนิบัติเราอยู่แล้ว    เพราะฉะนั้น ไม่ต้องกลัวจะขาดปัจจัยหรือสิ่งดีใดๆเลย   แต่หลายครั้งเราก็กลัว..เพราะไร  ไม่วางใจพระเจ้า  แล้วก็มัวแต่อยากได้หลายอย่างมากจนเกินความจำเป็น   ข้อที่ 26 บอกว่า “จงดูนกในอากาศ มันมิได้หว่าน มิได้เกี่ยว แล้วก็ไม่เคยสะสมอะไรไว้ในรัง”  จริงมะ..หรือมีใครเคยเห็นนกสร้างยุ้งฉางไว้สำหรับเก็บหนอนมั๊ย  หรือเคยเห็นนกมันเอาหนอนมาทำหนอนตากแห้งเก็บไว้กินนานๆมั๊ย..ไม่มี  มีแต่คนนี่แหละ..ที่ชอบทำอย่างงั้น  เพราะกลัววันข้างหน้าจะขาดแคลนหรือไม่มีกิน   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทรัพย์สิน เงินทอง  หามาได้..ก็คิดแต่วิธีที่จะสะสมไว้  ยิ่งไปกว่านั้นก็คืออยากจะให้มันเพิ่มพูนขึ้น..ให้มากที่สุด  เพราะรู้สึกว่ามีมากๆแล้วมันอุ่นใจดี   อันนี้ คือ ไปฝากความหวังไว้กับทรัพย์สินเงินทองแล้ว..ซึ่งไม่ถูกต้องเลย    เพราะการสะสมอย่างนี้ คือ สะสมด้วย ”ความกลัว”  ถ้ามีคำว่า”กลัว” แปลว่าเราไม่ไว้ใจพระเจ้า   ถ้าเราไว้ใจ..เราจะไม่กลัว   แต่ที่พูดอย่างงี้..ไม่ได้หมายความว่า การออมทรัพย์เป็นสิ่งไม่ดีนะคะ   การรู้ว่าอะไรควรใช้..อะไรไม่ควรใช้  กับการรู้จักเก็บออมไว้เพื่ออนาคต”บ้าง” เป็นสิ่งที่ดีมาก  เด็กๆควรทำนะคะ
ดู มัทธิว 6:28-29  “จงพิจารณาดอกไม้ทุ่งนาว่า มันงามขึ้นได้อย่างไร มันไม่ทำงาน มันไม่ปั่นด้าย”   แล้วถ้าเด็กๆสังเกตดูดีๆนะ  ต้นไม้ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ..ไม่ได้มีคนดูแล  มันเจริญงอกงามกว่าต้นที่มนุษย์ปลูกไว้ซะอีก  บางทีเราทั้งรดน้ำ  ใส่ปุ๋ยตามเวลา..มันยังสวยไม่เท่าดอกไม้ในป่าเลย   ข้อที่ 29 บอกว่า “..กษัตริย์ซาโลมอนเมื่อบริบูรณ์ด้วยสง่าราศี  ก็มิได้ทรงเครื่องงามเท่าดอกไม้นี้ดอกหนึ่ง”  ทำไม พระคำภีร์ถึงยกก.ซาโลมอนมาเป็นตัวอย่าง เพราะ    ซาโลมอนเป็นกษัตริย์ที่รุ่งเรืองและร่ำรวยที่สุดของอิสราเอลและรวมถึงบรรดามหาอำนาจในสมัยนั้นด้วย..ไม่มีใครเทียบซาโลมอนได้   ที่เป็นอย่างงั้นเพราะ..ดาวิดสร้างฐานอำนาจไว้ให้อย่างมั่นคง..ดาวิดรบเก่ง   ส่วนซาโลมอน ไม่ใช่นักรบ  แต่เขาก็ไม่จำเป็นต้องรบ..เพราะพ่อทำไว้ให้หมดแล้ว   เพราะฉะนั้น พอขึ้นครองอิสราเอลปุ๊บ   ซาโลมอนบริหารอย่างเดียว  แล้วเขาก็ฉลาด..เป็นคนมีหัวการค้า  คนละขั้วกับพ่อเลย..ดาวิดนี่”บู๊” ส่วนซาโลมอน “บุ๋น” อย่างเดียว..และเต็มไปด้วยสติปัญญา   ...ถ้าใครได้เรียนหนังสือ 2พงศ์กษัตริย์กับน้าตุ๊กก็น่าจะจำได้บ้าง..ว่าพระคำภีร์บันทึกรูปแบบความหรูหราโอ่อ่าของวังกับวิหาร..ตลอดจนเครื่องใช้ทุกอย่างของซาโลมอนไว้อย่างละเอียด   ขนาดที่นางเชบากษัตริย์ของเปอร์เชียยังต้องดั้นด้นขอมาชมบารมีของซาโลมอนถึงที่ยูดาห์   พอมาแล้วก็ไม่ผิดหวังเพราะไม่ใช่แค่วังที่โออ่าตระการตา  แต่ของใช้ทุกชิ้นของซาโลมอนเป๊ะเว่อร์ คือหรูหราแบบหาตัวจับยาก  เพราะฉะนั้น ที่ข้อนี้บอกว่า “กษัตริย์ซาโลมอนเมื่อบริบูรณ์ด้วยสง่าราศี  ก็มิได้ทรงเครื่อง (หมายถึงแต่งตัว) แต่งยังไงก็ยังไม่สวยงามสู้ดอกไม้ดอกเดียว..ไม่ได้”   ทั้งที่ซาโลมอนเป็นคนเนี๊ยบ   ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างรวมถึงเสื้อผ้าของเขา..ก็ต้องคัดมาอย่างดี  ไม้สนที่จะสร้างวัง..ต้องจากเลบานอน  ทองคำที่จะใช้ในการสร้างวิหาร..ก็ไปขนถึงที่โอฟราห์  อย่างผ้าที่จะใช้ตัดเครื่องทรง  ถ้าเทียบกับสมัยนี้ก็อาจจะต้องมาจากอินเดียหรือฝรั่งเศส  แต่ ! ฝีมือมนุษย์..แต่งให้ตาย ให้เริ่ดแค่ไหน  ก็ยังงามสู้ดอกไม้..ดอกเดียว..ไม่ได้เลย    ข้อที่ 30 บอกว่า “โอ ผู้มีความเชื่อน้อย พระองค์จะไม่ทรงตกแต่งท่านมากยิ่งกว่านั้นหรือ”  เพราะฉะนั้น อย่ากระวนกระวายว่า เราจะเอาอะไรกิน หรือจะเอาอะไรดื่ม หรือจะเอาอะไรนุ่งห่ม  พระเจ้ารู้หมดแล้วว่าเราต้องการอะไร..
     ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ