วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2552
หนังสือผู้วินิจฉัย ครั้งที่4 อาทิตย์ที่ 25:10:2009
หลังจากที่คนเอฟราอิมได้กำจัดชาวมีเดียนที่พยายามหลบหนีได้แล้ว พวกเขาก็หันมาต่อว่ากิเดโอนด้วยความน้อยใจว่า ทำไมไม่ชวนพวกเขาไปร่วมรบตั้งแต่แรกเหมือนไม่ให้เกียรติกัน แต่กิเดโอนก็ได้ตอบพวกเขาอย่างใจเย็นว่า “ผลองุ่นที่กิเดโอนกับกองทหารเก็บนั้นไม่สำคัญเท่ากับผลองุ่นที่คนเอฟราอิมเก็บเล็ม...”
อันนี้เป็นการพูดยกย่องสรรเสริญ เพราะคนเอฟราอิม..ได้ฆ่าเจ้านายคนสำคัญของพวกมีเดียน ส่วนกิเดโอนกับพวกน่ะ..ถึงจะฆ่าชาวมีเดียนไปเยอะแต่ก็เป็นแค่พลทหาร จะไปสำคัญเท่ากับสิ่งที่คนเอฟราอิมทำได้ไง (อ่ะ..รู้จักพูด ก็เลยโอเค สมานฉันท์ ) คนเอฟราอิมก็เลยหายงอนไม่ติดใจอะไรอีก นี่แหละ..อานุภาพของสิ่งที่ออกมาจากปากคน ที่น้าตุ๊กเคยสอนแล้วว่า มันมีอานุภาพทั้งในทางสร้างสรรค์และทำลายล้าง อาจเปลี่ยนเย็นเป็นร้อน หรือจากร้อนให้ผ่อนคลาย เปลี่ยนศัตรูเป็นมิตร หรือเปลี่ยนเพื่อนสนิทให้กลายเป็นคนไกล ...อาจสร้างแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่หรือบั่นทอนกำลังใจให้เหือดหาย ทุกอย่างเป็นไปได้เพียงเพราะแค่"คำพูด"ของคน
จากนั้น กิเดโอนก็ข้ามน.จอร์แดนไล่ตามทหารมีเดียนไปอย่างไม่ลดละ เพราะหัวหน้าของคนมีเดียนที่หนีไปเนี่ยเคยฆ่าพี่น้องท้องเดียวกันกับเขา แล้วตอนที่ตามศัตรูไปกิเดโอนก็ได้เอ่ยปากขอแบ่งอาหารจากคนอิสราเอลด้วยกันที่อยู่ทางฝั่งตะวันออก เพื่อที่จะเอามาเลี้ยงกองทหารที่กำลังไล่ตามศัตรู.. แต่ชาวเมืองสุคคทที่เป็นคนอิสราเอลด้วยกันเนี่ยไม่ให้..ปฏิเสธไม่ยอมแบ่งอาหารให้กิเดโอนกับพวก พวกเขาพูดประมาณว่า “จับศัตรูได้แล้วหรือไง ถึงบอกให้เอาอาหารมาเลี้ยงน่ะ” กิเดโอนก็เลยโมโห บอกกับชาวบ้านที่ไม่มีน้ำใจพวกนี้ว่า “เดี๋ยวถ้าจับศัตรูได้แล้ว จะกลับมาคิดบัญชี”
ว่าแล้วกิเดโอนก็เดินทางต่อ...จนไปถึงเมืองเปนูเอล แล้วก็เอ่ยปากขอแบ่งอาหารจากชาวเมืองนี้อีกครั้ง คำตอบที่ได้รับก็เหมือนเดิม คือถูกปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย กิเดโอนเลยบอกว่าคอยดูนะ...เดี๋ยวเขาจะกลับมาพังป้อมของเมืองนี้ คือพูดด้วยความแค้น....เพราะเป็นพี่น้องร่วมชาติกันแท้ๆยังจะแล้งน้ำใจ แต่ถ้าคิดอีกแง่หนึ่ง... พวกชาวบ้านคงกลัวชาวมีเดียนจะกลับมาแก้แค้นมากกว่าถ้าเลี้ยงอาหารกิเดโอนกับพวก เพราะพวกเขาไม่คิดว่ากิเดโอนจะเอาชนะพวกมีเดียนได้
ในที่สุดกิเดโอนก็จับตัวหัวหน้าสองคนนี้ได้ เสร็จแล้วก็ลากตัวกลับมาที่เมืองสุคคทแล้วก็พูดกับชาวเมืองนั้นประมาณว่า “เอ้า..ดูซะให้เต็มตา นี่ไงศัตรูที่พวกเจ้าเคยดูถูก...คิดว่าเราคงไม่มีวันที่จะจับตัวได้ วันนั้นถึงไม่ยอมแบ่งอาหารให้เรา” ว่าแล้วกิเดโอนก็จัดการลงโทษชาวเมืองสุคคทแล้วก็ทำลายป้อมของเมืองเปนูเอลตามที่เคยพูดไว้ หลังจากนั้นก็ฆ่าหัวหน้าชาวมีเดียนที่จับตัวมาได้
กิจการต่อไปและมรณกรรมของกิเดโอน
ดูผวฉ.8:22-24 ข้อนี้บอกว่าคนอิสราเอลรู้สึกภาคภูมิใจในความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ คือสามารถเอาชนะพวกมีเดียนได้ ก็เลยอยากให้กิเดโอนเนี่ยมาเป็นกษัตริย์ปกครองพวกเขาซะเลย แต่กิเดโอนไม่เอา.... กิเดโอนบอกว่าพระเจ้าจะทรงปกครองชาติอิสราเอลเอง
แต่ว่ากิเดโอนก็ได้ขอสิ่งหนึ่งกับชาวอิสราเอล คือ ขอให้ประชาชนถวายต่างหูทองคำที่ริบมาจากชาวมีเดียนให้กับเขา ทุกคนก็โอเค..เสร็จแล้วกิเดโอนก็เอาทองมาหลอมรวมกันแล้วทำเป็นรูปเอโฟด (เครื่องแต่งกายชิ้นสำคัญของปุโรหิต) แล้วก็เอาไปตั้งไว้ที่เมืองโอฟราห์ พระคำภีร์ระบุว่า..หลังจากนั้นไม่นานคนอิสราเอลก็หลงเอาไอ้เจ้าเอโฟดที่กิเดโอนสร้างเนี้ย มาเป็นรูปเคารพ...กราบไหว้มันเทียบเคียงพระเจ้าเลย
ดูผวฉ.8:29-32 พระคำภีร์ตอนนี้ทำให้เรารู้ว่า ถึงแม้กิเดโอนจะไม่รับตำแหน่งกษัตริย์ของอิสราเอล แต่เขาก็มีความเป็นอยู่...แล้วก็ใช้ชีวิตไม่ต่างจากกษัตริย์ซักเท่าไหร่ คือมีบ้านหลังใหญ่...เหมือนสร้างอาณาจักรของตัวเอง แล้วก็มีเมียหลวงกับเมียน้อยหลายคน มีลูกเยอะมากถึงเจ็ดสิบคน....แล้วหนึ่งในนั้นก็คือ อาบีเมเลค (เดี๋ยวเราจะเรียนเรื่องของ อาบีเมเลค กันต่อ) และเช่นเคย...หลังจากที่กิเดโอนเสียชีวิตไป คนอิสราเอลก็ลืมพระเจ้าอีก หลงหายไปไหว้พระอื่นอีกครั้ง (ตามเคย)
รัชกาลอาบีเมเลค
ดูผวฉ.9:1-3/4-6 อาบีเมเลคก็คือลูกชายคนหนึ่งของกิเดโอน ที่เกิดจากเมียน้อยชาวเชเคม หมายถึงเป็นคนคานาอันนะ...ไม่ใช่คนอิสราเอลที่อาศัยอยู่ในเชเคม ในข้อนี้บอกว่า อาบีเมเลคได้ไปหาแม่กับญาติๆที่เมืองเชเคม แล้วก็พูดหว่านล้อมคนกลุ่มนี้ในฐานะที่เป็นคนบ้านเดียวกัน ให้สนับสนุน ช่วยเหลือตัวเองให้เป็นกษัตริย์ ชาวเชเคมที่เป็นพวกเดียวกันกับแม่ของอาบีเมเลคก็เลยช่วยกันฆ่าลูกคนอื่นๆของกิเดโอน แล้วตั้งให้อาบีเมเลคเป็นกษัตริย์ (แต่ไม่ใช่กษัตริย์ที่ครองทั้งประเทศเหมือนที่เราเข้าใจหรอก เพราะอาบีเมเลคปกครองแค่สองสามเมืองในแถบนั้น) แต่ยังไงก็ตามในข้อที่๕ บอกว่ามีลูกคนสุดท้องของกิเดโอนคนหนึ่งชื่อ “โยธาม” ที่สามารถหนีรอดมาได้
ดูผวฉ.9:7-10/11-15 ในข้อนี้บอกว่า โยธามได้ขึ้นไปบนภ.เกริซิมแล้วก็แผดเสียงร้อง ตักเตือนชาวเชเคมในลักษณะคล้ายๆจะเป็นคำพยากรณ์ โดยใช้คำอุปมาเปรียบเทียบคนอิสราเอลเป็นต้นไม้ แล้วก็เปรียบผู้ใหญ่หรือผู้นำที่ดีของอิสราเอลเป็นต้นมะกอกเทศ ต้นมะเดื่อ แล้วก็เถาองุ่น ทำไมถึงต้องเปรียบคนดีเป็นต้นไม้สามอย่างนี้ เพราะต้นไม้ทั้งสามอย่างนี้ให้ผลดี และเป็นประโยชน์ต่อชีวิตมนุษย์ โยธามบอกว่าต้นไม้ต่างๆได้ไปเชิญต้นมะกอก ต้นมะเดื่อแล้วก็เถาองุ่นให้มาปกครองตนเอง อันนี้หมายถึงชาวอิสราเอลได้เคยขอให้ผู้นำที่ดี ผู้นำที่เคยสร้างประโยชน์สุขให้แก่อิสราเอล มาเป็นกษัตริย์ปกครองพวกเขา แต่ผู้นำที่ดีนั้นก็ไม่เอา อย่างเช่นกิเดโอนพ่อของโยธามเองก็ไม่ยอมรับตำแหน่งนี้ เด็กๆคิดว่าเพราะอะไร ผู้ใหญ่หรือผู้นำที่ดี ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสัตย์ซื่อและเสียสละมักจะไม่ค่อยยอมรับตำหน่งผู้นำคนสำคัญต่อ...ถ้าไม่จำเป็น เพราะเขาไม่ได้เห็นแก่ผลประโยชน์ หรือเกียรติยศชื่อเสียงใดๆ และการเป็นผู้นำในทุกสถาบันนั้น แท้จริงแล้วมันหมายถึงภาระหน้าที่อันหนักหน่วง การเสียสละทั้งเวลาและความสุขส่วนตัวอย่างแท้จริงเพื่อส่วนรวม เพราะฉะนั้น ส่วนใหญ่แล้วผู้นำที่ดีๆมักต้องการที่จะเกษียณตัวเองเมื่อถึงเวลาอันสมควร คือเมื่อเขาคิดว่า..ตนเองก็ได้สร้างประโยชน์สุขให้แก่สังคมหรือสถาบันมาจนสมควรแก่เวลาแล้ว ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่เห็นแก่ผลประโยชน์ เห็นแก่เกียรติยศชื่อเสียง มองตำแหน่งผู้นำเป็นเหมือนการได้เป็นคนพิเศษ มีอำนาจวาสนาบารมี คนกลุ่มนี้มักจะมีความทะยานอยาก และพยายามดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้ขึ้นมาเป็นผู้นำ (เหมือนอย่าง"อาบีเมเลค" นี่ไง) ต่างจากผู้นำที่ดีอย่างสิ้นเชิง ที่มักจะมีคนไปเชิญให้มาเป็น...แต่ก็ยังไม่ค่อยอยากจะรับ (ในสังคมการเมืองบ้านเราก็ยังมีให้เห็น)
ในข้อที่๑๔.บอกว่า “บรรดาต้นไม้ก็เลยไปขอให้ต้นหนามไข่กุ้งมาปกครองพวกตน..”ต้นหนามไข่กุ้งเท่าที่น้าตุ๊กค้นเจอ รู้สึกว่าเขาจะใช้ทำแยมแต่มันเป็นต้นไม้ที่ไม่ให้ร่มเงา แล้วก็ติดไฟง่าย” โยธามเปรียบอาบีเมเลคเป็นต้นหนามไข่กุ้ง ที่ประชาชนไปสนับสนุนขึ้นมาเป็นกษัตริย์ ซึ่งจะไม่ได้ให้ร่มเงาหรือความร่มเย็นกับพวกเขาเลย ตรงกันข้าม ต้นหนามไข่กุ้งนั้นจะติดไฟง่าย สามารถเผาผลาญทุกอย่างให้วอดวายไปชั่วพริบตา เช่นเดียวกับอาบีเมเลค ที่เขาเองจะเป็นเหตุสร้างความเดือดร้อนให้ชาวเชเคม .....ในข้อที่๑๙. โยธามก็กล่าวทิ้งท้ายว่า “ถ้าประชาชนแน่ใจว่าตัวเองทำในสิ่งที่ถูกที่ควรแล้ว ก็ขอให้ชื่นชมยินดีกันทั่วหน้า แต่ถ้าสิ่งที่พวกเขาทำนั้น มันไม่ถูกต้องก็ขอให้ทั้งสองฝ่ายเป็นเหมือนไฟที่จะเผาผลาญซึ่งกันและกัน พูดเสร็จโยธามก็หนีไปอยู่ที่เบเออร์
ดูผวฉ.9:22-25 อาบีเมเลคปกครองอิสราเอลได้สามปี คำพยากรณ์ของโยธามก็เป็นจริงขึ้นมา เพราะอาบีเมเลคกดขี่ประชาชนมาก พวกเขาก็เลยดิ้นรนวางแผนก่อการกบฎ แกล้งละเมิดกฎหมายสร้างสถานะการณ์ความเดือดร้อนไปทั่วในขณะที่อาบีเมเลคไม่อยู่ที่เชเคม แต่”เศบุล”เจ้าเมืองคนหนึ่งก็ได้ส่งข่าวการกบฎของประชาชนไปให้อาบีเมเลครู้ อาบีเมเลคก็เลยกลับมาจัดการพวกกบฎซะราบคาบ
แต่ขนาดราบคาบแล้วอาบีเมเลคก็ยังไม่ยอมหยุด.....กะว่าจะต้องสั่งสอนชาวเมืองซะให้เข็ด ทั้งชาวนา ชาวไร่ ไม่เว้นว่าจะเป็นเด็กหรือผู้หญิง
ดูผวฉ.9:46-49 ในข้อนี้บอกว่า มีชาวเมืองกลุ่มหนึ่งหนีตายไปรวมกันอยู่ในป้อมของวัด พอรู้ถึงหูอาบีเมเลค เขาก็พาพรรคพวกตัดไม้ตัดฟืนแบกไปที่ป้อมที่ชาวหอเชเคมหลบอยู่ เสร็จแล้วก็จัดการเผาป้อมย่างสดคนที่อยู่ข้างในซะสิ้นซาก ครั้งนั้นชาวหอเชเคมก็ตายไปร่วมพันคน (หยุดไม่อยู่แล้ว..ความบ้าบิ่นของอาบีเมเลค)
ดูผวฉ.9:50-54 หลังจากที่อาบีเมเลคเผาป้อมของชาวหอเชเคมแล้วเขาก็ยังบ้าเลือดไม่หยุด ยกไปยึดเมืองเธเบศ ประชาชนในเมืองนั้นก็หนีเข้าไปอยู่ในหอรบแห่งหนึ่ง ปิดประตูขังตัวเองแล้วก็หนีไปซ่อนอยู่บนหลังคา อาบีเมเลคก็ตามเข้าไปกะจะจุดไฟเผาให้ตายหมู่เหมือนที่หอเชเคม แต่พอเขามาถึงประตูทางเข้าหอรบ ก็มีหญิงคนหนึ่งสบโอกาสหยิบหินโม่แป้งทุ่มใส่หัวอาบีเมเลคกะโหลกแตกแต่ยังไม่ตาย...
ในข้อที่๕๔.บอกว่า “ท่านจึงรีบร้องบอกคนหนุ่มที่ถืออาวุธของท่านว่า เอาดาบฟันเราเสียเพื่อคนจะไม่กล่าวว่า ผู้หญิงคนหนึ่งฆ่าเขาตาย”.... พอถูกผู้หญิงเอาหินโม่แป้งทุ่มหัว...กะโหลกแตกใกล้ตาย พะงาบๆ เลยรีบบอกคนสนิทที่มาด้วยกันว่า เอาดาบฆ่าชั้นให้ตายที จะได้ไม่มีใครว่าได้...ว่าชั้นถูกผู้หญิงฆ่าตาย” แน่ะ...มีอาย ไม่อยากให้ใครดูถูกว่ามาตายด้วยน้ำมือสตรี เพราะห้าวหาญชาญชัยมาตลอด รบชนะฆ่าฟันคนมาเป็นหมื่นเป็นพัน แต่สุดท้ายมาตายน้ำตื้น (ถูกหินโม่แป้งทุ่มหัวตาย) .......ว่าแล้วคนสนิทก็สนองพระเดชพระคุณ ใช้ดาบแทงอาบีเมเลคจนถึงแก่ความตาย ทุกอย่างก็จบลงได้ตามคำพยากรณ์ของโยธาม
หลังจากนั้นอิสราเอลก็มีผู้วินิจฉัยอีกสองคนคือ โทลา และ ยาอีร์ แต่พระคำภีร์ไม่ได้บันทึกเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการทหารและการเมืองในสมัยของทั้งสองท่านนี้ไว้ เข้าใจว่า คงจะเป็นผู้ปกครองวินิจฉัยทางราชการ และคงไม่มีเหตุการณ์โลดโผนอะไรมากมายนัก
วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2552
หนังสือผู้วินิจฉัยครั้งที่ 3 อาทิตย์ที่ 18:10:2009
บทประพันธ์หรือบทเพลงของเดโบราห์เริ่มต้นด้วยการนมัสการพระเจ้า แล้วก็ย้อนระลึกถึงชัยชนะของอิสราเอล และการสำแดงของพระเจ้าบนภ.ซีนายในสมัยโมเสส ถ้าเด็กๆสังเกตดูก็จะเห็นว่าบทเพลงหรือบทประพันธ์ที่คนอิสราเอลแต่งขึ้นในสมัยนั้น มักจะมีการกล่าวรำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีตเมื่อครั้งที่พระเจ้าปลดปล่อยคนอิสราเอลให้หลุดพ้นจากการเป็นทาสในอียิปต์เสมอ เพราะแท้จริงแล้วเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญนั้น มันเป็นสัญญาณถึงความรอดในยุคพระคุณของเราด้วย
เดโบราห์กล่าวต่อไปถึงคนอิสราเอลที่ถูกชาวคานาอันเบียดเบียน คอยปล้นสะดมจนทำไร่ทำนาไม่ได้ จนกระทั่งเดโบราห์นำพวกเขาจนได้รับชัยชนะและหลุดพ้นจากการถูกกดขี่ ทำให้อีกหลายๆเผ่าพลอยตื่นตัวลุกขึ้นสู้ศัตรู
ในข้อที่๒๓-๒๗ บอกว่าบางคนในอิสราเอลเห็นแก่ตัวมาก ไม่ยอมช่วยพี่น้อง แต่”ยาเอล”นั้นน่าสรรเสริญเพราะมีความกล้าหาญอย่างมาก ที่ใช้เหล็กขึงเต๊นท์ตอกขมับศัตรู
ในข้อต่อมาก็กล่าวถึงแม่ของ”ศิเศรา”ที่ถูกเหล็กตอกขมับตาย ว่าป่านนี้คงจะคอยบุตรสุดที่รักจะเอาของที่ริบได้จากอิสราเอลมาแบ่งให้ (เพราะปกติ มันน่าจะเป็นอย่างงั้น) แต่ว่าไม่มีทางที่ลูกจะกลับมาอีกแล้ว เพราะครั้งนี้เขาพ่ายแพ้แล้วก็ถูกฆ่าตาย......ส่วนตอนท้ายของบทเพลงก็เป็นการขอพรต่อพระเจ้า ให้ศัตรูนั้นพินาศไป และให้อิสราเอลเจริญรุ่งเรือง
ซัมการ์ ผวฉ.3:31 เรื่องของซัมการ์
ซัมการ์เป็นผู้วินิจฉัยของอิสราเอล ที่พระคำภีร์พูดถึงเป็นคนที่สามภายหลังเอฮูด ที่พระเจ้าส่งมาช่วยปลดปล่อยอิสราเอล ให้พ้นจากการเบียดเบียนของพวกฟิลิสเตีย ซึ่งเป็นชนชาติที่ค่อนข้างจะเข้มแข็งแล้วก็น่ากลัว ฟิลิสเตียเป็นคนทะเล ที่เริ่มบุกเข้ามายึดครองดินแดนคานาอันในช่วง1250ปีกคศ. ก็คือไล่เลี่ยกับสมัยของโยชูวา ส่วนชัมการ์ เป็นชาว “ฮูเรียน” หมายความว่าเป็นชาวต่างชาติไม่ใช่คนอิสราเอล เรื่องนี้ก็ทำให้เราเห็นภาพว่าพระเจ้าของเราทรงเป็นสากล ก็คือ..พระองค์เป็นพระเจ้าของคนทุกชาติไม่ได้เป็นพระเจ้าของอิสราเอลชาติเดียว เพราะฉะนั้นพระองค์จะใช้ใครก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนอิสราเอลเท่านั้น แล้วในข้อนี้ก็บอกว่า พระองค์ใช้ชัมการ์ให้ฆ่าชาวฟิลิสเตียไปมากถึงหกร้อยคน ดังนั้น ชัมการ์จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้วินิจฉัยคนหนึ่งของอิสราเอลเหมือนกัน
กิเดโอน ตอนที่๑ ผวฉ.6:1-40
ในสมัยของกิเดโอน คนอิสราเอลก็ทำชั่วในสายพระเนตรพระเจ้าอีก (ยังไง) อย่างเดิม...ก็คือหันไปไหว้พระอื่น เมื่อเราเรียนพระคำภีร์กันมาเรื่อยๆ เราจะรู้สึกได้เลยว่า...คนคานาอันกับคนอิสราเอลสมัยนั้นชอบบูชาพระบาอัลกันมากๆ เพราะอะไร เพราะคนส่วนใหญ่สมัยนั้น..เป็นเกษตรกร แล้วเชื่อกันว่า พระบาอัลเป็นเทพแห่งพายุและฝน มีอำนาจควบคุมอยู่เหนือผลผลิตทางการเกษตร จริงๆก็คือเหตุผลเดิมๆของคนทุกยุคทุกสมัยน่ะแหละ คือห่วงเรื่องปาก..เรื่องท้อง ฐานะความเป็นอยู่ของตัวเอง ถ้าเทียบกับสมัยนี้ก็คงจะเหมือนกับคนที่ชอบไปไหว้พระต่างๆ หรือเจ้าพ่อเจ้าแม่อะไรก็ตามที่เชื่อว่า....ถ้าไหว้แล้วจะทำให้เขารวย (อารมณ์เดียวกัน) แล้วเราก็เคยคุยกันไปหลายครั้งแล้วว่า เรื่องปากท้องหรือเงินเนี่ยเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์หวั่นไหวได้ง่ายมาก เพราะฉะนั้น มันก็ไม่แปลกเลยที่อิสราเอลจะสามารถรับเอาวัฒนธรรมผิดๆพวกนี้เข้ามาในชีวิตอย่างง่ายดาย จนกลายเป็นวงจรความบาปที่เกิดขึ้นอย่างซ้ำซาก
พระคำภีร์บอกว่า...ครั้งนี้พระเจ้าทรงมอบอิสราเอลไว้ในมือของชาวมีเดียนกับชาวอามาเลข คำว่า”มอบไว้ในมือ” ไม่ได้แปลว่าฝากฝังให้ช่วยดูแลนะ แต่แปลว่า “เป็นลูกไก่ในกำมือ” ยังไงยังงั้นเลย (จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด) ในข้อ๓.บอกว่า “เพราะคนอิสราเอลหว่านพืชเมื่อไหร่ คนมีเดียนกับคนอามาเลข ก็มาปล้นเอาไปจนหมดทั้งพืชผลและฝูงสัตว์” ข้อที่๕.บอกว่า “เขามาเหมือนตั๊กแตนเป็นฝูงๆ..” เปรียบเทียบกองทัพของศัตรูเป็นฝูงตั๊กแตน แปลว่า มากันเยอะจนตาลายนับไม่ถ้วน
เมื่อคนอิสราเอลร้องทุกข์กับพระเจ้า เพราะทนไม่ไหวแล้วถูกเขารังแก สู้เขาไม่ได้ กลัวมากจนต้องไปหลบอยู่ตามถ้ำ พระเจ้าจึงทรงเรียก “กิเดโอน” กิเดโอนเป็นใคร เป็นคนสำคัญของอิสราเอลรึเปล่า เป็นคนที่เกิดในตระกูลใหญ่โตใช่มั๊ย หรือว่าเป็นคนที่กล้าหาญจนออกหน้าออกตา......
ไม่ใช่ซักอย่างเดียว พระคำภีร์ผวฉ.6:15 บอกว่า “กิเดโอน ทูลพระเจ้าว่า ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์จะช่วยคนอิสราเอลได้อย่างไร ดูเถิด ตระกูลบิดาของข้าพระองค์ต่ำต้อยที่สุดในเผ่ามนัสเสห์ (อันนี้น่าจะหมายถึงมีฐานะ..ต่ำต้อยที่สุด) และตัวข้าพระองค์ก็เป็นคนเล็กน้อยที่สุดในครอบครัว (คนเล็กน้อยตามความหมายที่พระคำภีร์เคยใช้นั้นมีตั้งแต่... เป็นคนไม่สำคัญ ไม่ได้มีบทบาทหรือหน้าที่ๆสำคัญอะไรในครอบครัวหรืออาจจะหมายถึงยังเด็กอยู่ ยังไม่เป็นผู้ใหญ่) .....หรือว่า พระเจ้าทรงเรียกกิเดโอน เพราะเขาเป็นคนกล้าหาญรึเปล่า ไม่ใช่แน่,,,ย้อนกลับไปดูข้อที่๑๑. ข้อนี้บอกเราว่าอะไร..... ตอนที่พระเจ้าเรียกกิเดโอน กิเดโอนนวดข้าวอยู่ที่ไหน พระคำภีร์บอกว่า”เขากำลังนวดข้าวอยู่ในบ่อย่ำองุ่น” กล้าหาญมั๊ยล่ะ... “ขนาดจะนวดข้าว ยังต้องหลบไปนวดในบ่อย่ำองุ่น เพราะกลัวคนมีเดียนจะเห็น”
เพราะฉะนั้น หลายต่อหลายครั้งแล้วที่เด็กๆได้เห็นว่า พระเจ้าไม่ได้เลือกที่จะรักใคร หรือเลือกคนหนึ่งคนใดจากฐานะชาติตระกูล แล้วพระเจ้าก็ไม่ได้เลือกที่ความสามารถ แล้วก็ไม่ใช่...คนดีเท่านั้นด้วยนะ ที่จะได้รับความรอด สัญญาณอันนี้พระเจ้าแสดงให้เราได้เห็นตลอดเวลา น้าตุ๊กเลยอยากจะให้เด็กๆมั่นใจให้ได้จริงๆว่า ไม่ว่าเราจะเกิดมาเป็นแบบไหน ถ้าพระเจ้าเลือกเราให้มาเป็นลูกของพระองค์แล้ว ทุกคนสามารถได้รับความรอดอย่างเท่าเทียมกัน รอดก็คือรอด ไม่มีรอดมาก รอดน้อย เช่นเดียวกันกับความเชื่อ ที่น้าตุ๊กเคยสอนไปแล้ว ว่ามีแค่สองอย่าง คือเชื่อ กับไม่เชื่อ ไม่มีเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ไม่มีคะแนน50เต็ม100 หรือว่า 70 เต็ม 100 99.99 ก็ไม่มี มีแค่ 0 กับ 100 คะแนนเต็มเท่านั้น และเด็กๆอย่าสับสนระหว่าง "คนที่ไม่มีความเชื่อ กับคนที่จิตวิญญาณยังไม่เติบโตนะ เพราะสองกลุ่มนี้ถ้าดูเผินๆบางครั้งก็จะคล้ายกัน แต่ความจริงไม่เหมือนกันเลย"
อย่างที่น้าตุ๊กพูดไปแล้วว่า...ไม่ใช่คนดีเท่านั้นที่พระเจ้าจะทรงเลือกเข้ามารับความรอด เพราะฉะนั้น เราก็ควรจะเข้าใจไว้ด้วยเช่นกัน....ว่าพระเจ้ายังทรงรักคนบาป รักคนที่ไม่น่ารัก รักคนที่โลกอาจจะประนามว่าเป็นคนไม่ดี แล้วเราเป็นใคร...เราเป็นลูกของพระองค์ซึ่งต้องดำเนินตามพระลักษณะของพระองค์จนสุดกำลัง แล้วเราก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งซึ่งต้องขอพระเมตตาจากพระเจ้า เป็นเพียงคริสเตียนที่จดจ่อรอการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ เพราะฉะนั้น ตรงจุดนี้น้าตุ๊กอยากจะให้เด็กๆใจกว้างกับทุกคน เพราะพระคำภีร์บอกว่า...จะมีประโยชน์อะไร ถ้าเรารักแต่คนที่ทำดีกับเรา...เพราะคนต่างความเชื่อเขาก็ทำกันอย่างนั้น แล้วถ้าเราเลือกที่จะรักแต่คนที่เราพอใจ รักเฉพาะคนที่รักเรา เราก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า
การรักศัตรูหรือรักคนที่เขาทำร้ายเราไม่ใช่เรื่องง่าย อันนี้ขอพูดตรงๆ ถ้าใครบอกว่าฉันทำได้ทันทีที่มาเชื่อพระเจ้า น้าตุ๊กไม่ค่อยอยากจะเชื่อ (แต่อาจจะมีก็ได้นะ...ถ้าป็นกรณีพิเศษสุดๆที่พระเจ้าเสริมกำลัง แต่ยังไม่เคยเห็น) ตามประสบการณ์ของน้าตุ๊กเราจะไม่สามารถทำได้ในเวลาสั้นๆ แต่เราจะค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย น้อยจริงๆ...น้อยจนไม่สามารถรู้สึกได้ในวันต่อวัน จำได้มั๊ยที่น้าตุ๊กเคยสอน เขาใช้คำว่า “เมตามอร์โฟลิส” บรรยายภาพความงดงามของการเปลี่ยนแปลงทางฝ่ายวิญญาณของเรา เพราะเมตามอร์โฟลิสเป็นภาษากรีก แปลว่า การเปลี่ยนแปลงซึ่งใช้บรรยายการเปลี่ยนแปลงอันน่าทึ่งที่ “หนอนกลายเป็นผีเสื้อ” ถ้าเด็กๆเคยดูสาระคดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็จะเข้าใจและเห็นภาพชัดเจนขึ้น และการเปลี่ยนแปลงทางฝ่ายวิญญาณนี้เป็นขั้นตอนสำคัญอันหนึ่งที่จะนำเราไปสู่ความไพบูลย์ในองค์พระเยซูคริสต์ เพราะฉะนั้น เราจะไม่สามารถมองเห็นจิตวิญญาณ ความประพฤติ หรือการดำเนินชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงไปภายในวันเดียว หรือเดือนเดียว แต่เราจะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของเราได้ทุกครั้งเมื่อเรามองย้อนกลับไปในอดีตที่ผ่านมานานแล้ว....นานแค่ไหนแต่ละคนคงไม่เท่ากัน บางคนห้าปี บางคนสิบปี ยี่สิบปี หรือแม้กระทั่งจะต้องใช้เวลาเกือบทั้งชีวิต ก็ขึ้นอยู่กับน้ำพระทัยพระเจ้า
แล้วก็เช่นกันเราไม่สามารถที่จะเลือกปฏิบัติตามคำสอนของพระเจ้า...แค่บางเรื่อง หรือเลือกเอาเฉพาะที่เราชอบ แล้วคิดว่าอันไหนที่ไม่ชอบ....ฉันก็จะไม่ทำ ฉันจะทำแต่ที่ฉันชอบ อย่างงี้...ไม่ได้ ถ้าใครคิดแบบนี้ คงต้องไปเคลียร์กับพระเจ้าเอง อาจจะไม่มีใครมาว่าเราหรอก แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำ เราจะต้องรับผิดชอบมันต่อพระพักตร์พระเจ้า
ดูต่อไปในข้อที่๑๓ กิเดโอนบอกว่า “...แต่สมัยนี้ พระเจ้าทรงทอดทิ้งเราเสียแล้ว” (มันใช่.มั๊ยเนี่ย) จริงๆแล้วเด็กๆว่า ใครทิ้งใครก่อน ทุกครั้งที่พระเจ้าพิพากษาพวกเขา ก็เป็นเพราะว่าอิสราเอลน่ะแหละ ที่ทิ้งพระเจ้าไปไหว้พระอื่น จนพระองค์ต้องตีสอน แต่ข้อนี้กิเดโอนพูดหน้าตาเฉยว่าพระเจ้าทิ้งพวกเขา...งงมะ นี่แหละ..มนุษย์ ชอบโทษคนอื่นอยู่เรื่อยไป ฉันต้องถูกเป็นคนแรก และจะขอผิดเป็นคนสุดท้าย
หลังจากนั้น พระเจ้าก็ทรงสัญญากับกิเดโอนว่า “เราจะอยู่กับเจ้าแน่ แล้วเจ้าจะโจมตีคนมีเดียนเหมือนกับโจมตีคนๆเดียว” หมายความว่า กิเดโอนจะเอาชนะศัตรูได้อย่างง่ายๆ
กิเดโอนเริ่มทำการที่เรียกว่า ปฏิรูปบ้านเมืองตามบัญชาของพระเจ้า โดยคำสั่งแรกที่พระเจ้าสั่งให้ทำคือ ไปพังแท่นบูชาของพระบาอัล แล้วพอเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อชาวเมืองเห็นแท่นบูชาของพวกเขาถูกทำลายก็ยกกันมาหาโยอาช พ่อของกิเดโอน บอกให้ส่งตัวกิเดโอนออกมาเพื่อที่พวกเขาจะได้เอาหินขว้าง กิเดโอนจนตาย
เปิดไปดูฉธบ.13:6-11
จริงๆพระบัญญัติบอกว่า ใครที่ควรจะต้องถูกหินขว้างจนตาย คนที่ไหว้รูปเคารพหรือคนที่หันไปไหว้พระอื่นต่างหากที่ต้องถูกหินขว้างจนตาย แต่แทนที่จะเป็นอย่างงั้น คนอิสราเอลกำลังจะเอาหินขว้างกิเดโอนให้ตายเพราะเขาทำลายแท่นบูชาของพระเทียมเท็จ เห็นหรือยัง.... ความเชื่อของคนอิสราเอลผิดเพี้ยนไปมากขนาดไหน คริสเตียนก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่ระวัง...ความเชื่อของเราก็มีสิทธิที่จะผิดเพี้ยนได้เหมือนกัน เราเองก็จะสามารถหลงทางได้ตลอดเวลาเหมือนอิสราเอลในสมัยนั้น เด็กๆบางคนอาจจะกำลังสงสัยว่า...แล้วจะให้ระวังยังไง เราก็จะต้องติดสนิทกับพระเจ้าด้วยการมาโบสถ์ เรียนพระคำภีร์ อ่านพระคำภีร์ แล้วที่สำคัญอีกอย่างก็คือ เรื่องไหนที่เราไม่รู้หรือไม่แน่ใจก็ให้เราปรึกษาศิษยาภิบาล
ในข้อที่๓๑.บอกว่า แต่โยอาช (ซึ่งจริงๆเป็นคนดูแลศาลของพระบาอัล) ได้ตอบชาวอิสราเอลว่า “พวกท่านจะออกโรงแทนพระบาอัลหรือ จะพยายามช่วยพระบาอัลหรือไง ใครสู้แทนพระบาอัลจะต้องถูกฆ่าตายในเช้าวันนี้ แล้วอีกอย่างถ้าพระบาอัลมีจริงหรือศักดิ์สิทธิ์จริง เขาต้องปกป้องตัวเองได้ถ้าจะมีใครมารื้อแท่นของเขา” โยอาชพูดแค่นั้น คนอิสราเอลตาสว่างทันที ทุกคนสำนึกผิดกลับใจใหม่หันมาร่วมแรงร่วมใจกับกิเดโอนต่อสู้คนมีเดียน หลังจากนั้นมากิเดโอนก็เลยได้อีกชื่อหนึ่งว่า “เยรุบบาอัล” แปลว่า “ให้บาอัลสู้คดีเอง”
หลังจากนั้น เมื่อชาวมีเดียนกับชาวอามาเลขยกทัพข้ามน.จอร์แดนมาตั้งค่ายเตรียมจะปล้นคนอิสราเอลเหมือนเคย พระวิญญาณของพระเจ้าก็สถิตกับกิเดโอน....กิเดโอนก็ส่งผู้สื่อสารไปตามเผ่าอื่นให้มาร่วมรบ รวมกันแล้วก็มีหลายหมื่นคน แต่กิเดโอนก็ยังไม่มั่นใจ จึงก็ขอหมายสำคัญจากพระเจ้า....โดยเอาขนแกะไปวางไว้กลางแจ้ง แล้วกิเดโอนก็ขอพระเจ้าว่า...ให้มีน้ำค้างเฉพาะบนขนแกะเท่านั้น ส่วนบริเวณรอบๆนั้นแห้ง พระเจ้าก็ทรงบันดาลให้เป็นตามที่ขอ เสร็จแล้วกิเดโอนก็ขออีก เหมือนเซ้าซี้ แต่ทำไมพระเจ้าไม่โกรธ ดูข้อที่๓๙.(อ่าน) “....ขออย่าให้พระพิโรธพลุ่งขึ้นต่อข้าพระองค์ ขอข้าพระองค์ทูลอีกสักคครั้งเดียว” หมายความว่า พระเจ้าไม่โกรธถึงแม้กิเดโอนจะเซ้าซี๊ขออัศจรรย์อย่างซ้ำซาก เพราะว่ากิเดโอนขอด้วยความถ่อมสุภาพและด้วยจิตใจที่ยำเกรงพระองค์......เรื่องนี้ก็ทำให้เราได้คิดว่า พระเจ้ามองดูที่หัวใจและเจตนาของเราเสมอ เพราะฉะนั้น ต่อให้เราผิดพลาดหรือทำอะไรโง่ๆซักกี่ครั้งกี่หน พระเจ้าก็ไม่โกรธ....ถ้าเราไม่ได้ตั้งใจ หรือทำลงไปเพราะจิตใจที่เย่อหยิ่ง ไม่เชื่อฟัง อีกครั้ง..กิเดโอนบอกว่าอะไร ขอให้ขนแกะนั้นแห้ง แต่ให้บริเวณโดยรอบนั้นเปียกน้ำค้าง ? แล้วคืนวันนั้นพระเจ้าก็กระทำตามที่กิเดโอนขออีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ทำให้กิเดโอนมีความมั่นใจอย่างมาก
กิเดโอน ตอนที่๒ ผวฉ.7:1-25
เมื่อกิเดโอนเตรียมที่จะรบกับคนมีเดียน พระเจ้าได้บอกเขาว่า กองทัพของเจ้ามีกำลังคนมากเกินไป เราจะไม่ให้เจ้ารบชนะคนมีเดียนด้วยกำลังคนมากมายขนาดนี้ เพื่อที่ชาวอิสราเอลจะไม่สามารถอวดได้ว่าพวกเขาชนะด้วยเรี่ยวแรงกำลังของตัวเอง เสร็จแล้วพระเจ้าก็ให้ประกาศกับทหารทุกคนว่า “ใครที่กลัวจนตัวสั่น ก็ให้กลับบ้านไป หรือไม่ก็ลงไปจากกิเลอาด ปรากฎว่า มีคนกลับไปสองหมื่นสองพันคน เหลืออยู่หนึ่งหมื่นคน พระเจ้าก็บอกว่า ยังมีคนเยอะเกินไป แล้วพระองค์ก็ทรงกระทำให้เหลือแค่สามร้อยคน ด้วยวิธีของพระองค์ คือ บอกให้คนเหล่านี้ไปดื่มน้ำในลำธาร แล้วเลือกเอาเฉพาะคนที่ใช้มือวักน้ำขึ้นมาดื่ม คือใช้ลิ้นเลียน้ำคล้ายๆสุนัข.....ให้ไปร่วมรบ ส่วนคนที่คุกเข่าก้มลงดื่มน้ำนั้นให้กลับบ้านไป รวมแล้วคนที่จะไปร่วมรบกับกิเดโอนมีแค่...สามร้อยคน
ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือ เราจะได้ระลึกอยู่เสมอว่า”พระเจ้า คือ ผู้ประทานความสำเร็จ”
หลายครั้งพระเจ้าอาจจะต้องทำอย่างงี้ ถ้าพระองค์เห็นว่ายังมีความเย่อหยิ่งอยู่ในใจของเรา เพราะพระองค์ก็รู้ล่วงหน้าแล้วว่า เราจะคิดอะไรถ้าเราประสบความสำเร็จในขณะที่มีตัวช่วยเยอะแยะมากมาย หรือมีความพร้อมทางปัจจัยในทุกๆด้าน เด็กๆเข้าใจมั๊ยคะ อย่างเรื่องกิเดโอนเงี้ย ถ้าพระเจ้าไม่จำกัดคนที่ไปรบให้เหลือแค่สามร้อย เมื่อพวกเขาชนะ พวกเขาก็อาจจะแอบคิดได้ว่า เออ...พวกเราคงชนะเพราะมีกำลังคนมาก หรือ ฉันนี่มันก็เจ๋งเหมือนกัน เพราะฉะนั้น... ถ้าพระเจ้าไม่ปลดอาวุธหรือเอาตัวช่วยบางอย่างออกไปจากชีวิตเราซะบ้างเนี่ย บางทีวันที่เราประสบความสำเร็จ.....เราก็อาจจะหลงคิดไปได้เหมือนกันว่า.......เพราะฉันเก่ง....เพราะฉันดี....หรือไม่ก็ฉันแน่กว่าคนอื่น
เมื่อเข้าใจอย่างงี้แล้ว ถ้าวันไหนพระเจ้าทรงอนุญาตให้เราตกอยู่ในสถานะการณ์เดียวกันกับกิเดโอนก็จงก้มศีรษะลงขอบพระคุณ เพราะนั่นคือสิ่งที่ดีและปลอดภัยต่อความเชื่อของเรา แต่สถานะการณ์ของเรากับกิเดโอนอาจจะไม่เหมือนกันซะทีเดียว อาจจะถูกประยุกต์ให้แตกต่างกันนิดหน่อย เช่น สมมติว่าเรากำลังจะตกงาน ช่วงที่ทำงานอยู่ก็เห็นใสๆว่ามีเงินเหลือเก็บ แต่พอตกงานปุ๊บ....ถึงเวลาต้องหาอะไรทำหรือเริ่มต้นทำการค้าของตัวเอง ในทันใดนั้นพระเจ้าก็ทรงเห็นว่า เฮ้ย..มีทุนมากไป ว่าแล้วพระเจ้าก็ทรงตัดกำลังทรัพย์ของเรา เหมือนที่ทรงตัดกำลังทหารของกิเดโอน ให้เราเหลือเงินลงทุนน้อยมากๆ ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นสิ่งที่ดี เพราะไม่ว่าจะมีทุนมาก ทุนน้อยหรือแม้แต่ไม่มีทุนเลย พระเจ้าก็สามารถประทานความเจริญรุ่งเรืองให้เราได้แน่นอน และตามประสบการณ์แล้ว...น้าตุ๊กเคยลงทุนทำการค้าด้วยเงินหลักล้าน แล้วก็พังพินาศไม่เป็นท่าจนแทบไม่มีแผ่นดินจะอยู่ แต่กลับเคยได้รับความสำเร็จเมื่อครั้งที่มีเงินทุนไม่ถึงหลักพัน (พูดจริงนะ ไม่ได้เว่อร์ นี่มันกิเดโอนชัดๆ) แต่ยังไงก็ตามสำหรับน้าตุ๊กแล้วมันมีค่ามากทั้งสองประสบการณ์ มีค่ามากจริงๆเพราะน้าตุ๊กได้ดื่มด่ำทั้งความทุกข์ที่แสนสาหัสและความสุขที่มันแทบจะล้นสำลักออกมาทางจมูก ทั้งความทุกข์ยากและความสุขสำราญที่พระเจ้าประทานให้น้าตุ๊กนั้นบอกได้คำเดียวว่า...มันแทงลึกถึงไขข้อกระดูกได้พอกันอย่างยุติธรรมเลยทีเดียว ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครที่อยากจะล้มเหลว แต่สำหรับคนที่เคยทุกข์ยากแสนสาหัสมาแล้วก็คงจะคิดเหมือนน้าตุ๊กว่า “เวลาที่มองกลับไปมันก็ขำๆดี ถึงแม้ว่าในขณะที่เผชิญกับมันจะขำไม่ออก” อยากจะหนุนใจคนที่กำลังเผชิญกับปัญหาว่ามันเป็นสิ่งที่ดีแน่นอนสำหรับเรา แต่ถ้าตอนนี้รู้สึกหน้ามืดขำไม่ออก ยังมองไม่เห็นข้อดีก็คิดซะว่า มันเป็นประสบการณ์ ที่อย่างน้อยตอนแก่จะได้มีอะไรมันส์ๆเล่าให้ลูกหลานฟังมั่ง มันจะได้ไม่เบื่อเรา..(เห็นมะ..มีข้อดีจนได้)
พระคำภีร์บอกต่อไปว่า กิเดโอนแอบได้ยินคนมีเดียนคุยกันว่า....เขาฝันเห็นขนมบารลีก้อนหนึ่งกลิ้งเข้ามาในค่าย แล้วทำให้เต๊นท์ของคนมีเดียนพังราบไป ซึ่งก็หมายถึงคนอิสราเอลจะมาทำลายกองทัพของคนมีเดียน จริงๆแล้ว พวกเขาไม่น่าจะกลัวเพราะอิสราเอลไม่น่าจะทำอะไรพวกเขาได้ แต่พอกิเดโอนได้ยินอย่างงั้นจิตใจก็ฮึกเหิม หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น
ในตอนกลางคืนที่ค่ายของพวกมีเดียนก็เกิดเหตุการณ์ประหลาด ขณะที่พวกทหารนอนหลับ กิเดโอนคิดอุบาย ให้ทหารอิสราเอลถือเขาสัตว์และหม้อที่มีคบเพลิงคนละใบ แล้วสั่งทหารว่า “จงคอยดูว่าเรากระทำอย่างไร ก็ให้กระทำตาม” คืนนั้นทหารอิสราเอลที่ยืนล้อมอยู่นอกค่าย ก็ได้รับสัญญาณจากกิเดโอนให้เป่าเขาสัตว์ แล้วทุกคนก็ต่อยหม้อในมือที่ถืออยู่คนละใบให้แตก ปรากฎว่าทหารชาวมีเดียนก็เลยตกใจประสาทหลอน แล้วพระเจ้าก็กระทำให้พวกเขาฆ่าฟันกันเองอย่างวุ่นวาย สุดท้ายทหารมีเดียนก็พยายามหนีเอาตัวรอด
แต่กิเดโอนก็ไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ ให้คนไปส่งข่าวที่เผ่าเอฟราอิมให้ออกมาคอยสกัดศัตรูที่กำลังจะหนี คนเอฟราอิมก็ได้จับเจ้านายคนสำคัญของชาวมีเดียน..แล้วก็ฆ่าทิ้งเก็บเอาหัวกลับมาให้กิเดโอน
วันนี้เวลาหมด เดี๋ยวสัปดาห์หน้าเราจะมาต่อกิเดโอนตอนที่สามกัน
พระเจ้าอวยพรค่ะ
วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2552
หนังสือผู้วินิจฉัย ครั้งที่2
เพราะฉะนั้นในสเต็ปแรก เราจะเรียนเรื่องราว รายละเอียดที่เกิดขึ้นในสมัยของผวฉ.แต่ละคนซะก่อน โดยในสเต็ปนี้ น้าตุ๊กจะให้เด็กๆอ่านพระคำภีร์เอง แล้วลองฝึกจับใจความเนื้อหาของแต่ละตอนมาเล่าให้เพื่อนๆฟัง เราอาจจะไปกันช้าซักหน่อย (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่ติดตามทางเว็ปไซต์)แต่น้าตุ๊กว่า เด็กๆจะได้ประโยชน์มากขึ้นเพราะทุกคนต้องตั้งใจมากขึ้น
แล้วหลังจากสเต็ปนี้ น้าตุ๊กจะโยงเรื่องของสมัยผวฉ.เนี้ย เข้ากับพระคำภีร์ใหม่ แล้วเราจะมาดูกันว่า วงจรความบาปมันเริ่มจากอะไร แล้วเราจะป้องกันมันได้ยังไง (เราจะไม่เรียนพระธรรมเล่มนี้ เพื่อที่จะรู้เรื่องราวในอดีตเพียงอย่างเดียว แต่เราจะวิเคราะห์ให้เห็นถึงสาเหตุ เพื่อที่จะได้รู้เท่าทันความบาปแล้วก็ป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นกับเรา)
ชนชาติที่พระเจ้าเหลือไว้เพื่อทดสอบอิสราเอล
ดูผวฉ.3:1-4 ข้อนี้บอกว่า เหตุผลที่พระเจ้าทรงเหลือคนคานาอันไว้ก็เพื่อที่จะทดสอบอิสราเอล ว่าพวกเขามั่นคงที่จะสัตย์ซื่อกับพระองค์มั๊ย ชนชาติที่พระเจ้าเหลือไว้และเป็นหอกข้างแคร่ของอิสราเอล ก็มีทั้งชาวไซดอน คนฮีไวต์ รวมถึงคนทะเลที่เพิ่งบุกรุกเข้ามาในคานาอันอย่างพวกฟิลิสเตียด้วย
โอทนีเอล ดูผวฉ.3:7-11
นี่คือกรณีแรกในหนังสือผวฉ.ที่อิสราเอลกบฎต่อพระเจ้าหันไปกราบไหว้พระอื่น ข้อที่๘บอกว่า “พระเจ้าจึงขายเขาไว้ในมือศัตรู..” คำว่าทรงขาย ก็เป็นสำนวน หมายถึง ปล่อยให้ตกเป็นทาส ก็คือ อิสราเอลได้ตกเป็นทาสของ ก.คูชันริชาธาอิม อยู่นาน ๘ ปี หลังจากนั้นพระเจ้าจึงส่ง”โอทนีเอล”ให้มาปลดปล่อยอิสราเอล
เอฮูด ผวฉ.3:12-30
การถูกรุกรานของอิสราเอล ครั้งที่สองนี้มาจากทางภาคตะวันออก คือชาวโมอับ อัมโมน และคนอามาเลขรวมกำลังกันโจมตีอิสราเอล เพราะพวกเขากบฎต่อพระเจ้าไปไหว้พระอื่น ในข้อที่๑๒ บอกว่า “พระเจ้าทรงเสริมกำลังเอกโลน ก.โมอับ..” แปลว่าไร ก็แปลว่าไม่ใช่เพราะศัตรูนั้นเข้มแข็งกว่าอิสราเอล หรือในเวลาที่อิสราเอลได้รับชัยชนะ ก็ไม่ใช่เพราะเก่งกว่าคนชาติอื่น แต่ตรงจุดนี้ หมายถึง พระเจ้าทรงเป็นผู้ควบคุม ใครจะแพ้หรือชนะ ใครจะตายใครจะรอด ใครจะสุขหรือทุกข์ ก็ขึ้นอยู่กับพระองค์ทั้งสิ้น ในข้อที่๑๓บอกต่อไปว่า ศัตรูตีได้เมืองดงอินทผลัม หมายถึง เมืองเยรีโค ซึ่งเป็นเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญ (ก็คงจะเป็นเพราะ มีผลผลิตทางการเกษตรอุดมสมบูรณ์) อยู่ในเขตแดนของเผ่าเบนจามิน เรื่องนี้ก็ทำให้เราคิดได้ว่า หลายครั้งที่คริสเตียนทำผิด พระเจ้าก็ทรงอนุญาตให้เราเกิดปัญหา...การเงิน
เพราะ”เงิน”คือจุดอ่อนของมนุษย์ มันเหมือนเป็นวิธีง่ายๆขั้นพื้นฐานด้วยซ้ำที่ทำให้มนุษย์อ่อนไหว ไม่ว่าจะมีมันมากล้น หรือน้อยจนไม่พอเพียง พระเจ้าก็สามารถใช้เงินเป็นเครื่องมือในการทดสอบมนุษย์ ที่หวังผลได้แน่นอน (ไม่มากก็น้อย)
ในครั้งนี้พระเจ้าทรงประทานผู้วินิจฉัยอีกคน ชื่อเอฮูด คนเผ่าเบนจามิน ซึ่งพระคำภีร์ระบุว่าเป็นคนถนัดซ้าย ให้มาช่วยปลดปล่อยอิสราเอล เอฮูดได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำส่วยไปส่งให้เอกโลน ก.โมอับ แล้วเขาก็ออกอุบายขอเข้าเฝ้ากษัตริย์เป็นการส่วนตัว เสร็จแล้วก็ใช้มีดที่แอบพกไว้ฆ่าเอกโลนตาย แล้วก็รีบหนีมาเป่าแตรเรียกกองทหารของเอฟราอิมให้ออกมาช่วยรบ จนในที่สุดก็เอาชนะพวกโมอับได้ ทำให้แผ่นดินอิสราเอลมีความสงบสุขอยู่นานแปดสิบปี
เดโบราห์ ผวฉ.4:1-24
ความจริงเมืองฮาโซร์เนี่ยถูกอิสราเอลทำลายไปแล้วในสมัยของโยชูวา แต่ชาวเมืองที่หนีรอดไปได้ เขากลับมาสร้างเมืองนี้ขึ้นใหม่แล้วค่อยๆแผ่ขยายอำนาจออกไป จนยึดครองเขตแดนของเผ่าเศบูลุนกับนัฟทาลีได้ในที่สุด อิสราเอลก็เลยถูก”ยาบิน”เจ้าเมืองนี้กดขี่อยู่นานยี่สิบปี พระเจ้าจึงทรงได้ประทานผู้วินิจฉัยชื่อ”เดโบราห์”ให้มาช่วยคนอิสราเอล
ในข้อนี้บอกว่า เดโบราห์ ได้สั่งให้”บาราค”แม่ทัพของอิสราเอล นำกองทัพขึ้นไปบนเขาทาโบร์ เป็นอุบายที่จะทำให้”สิเสรา”แม่ทัพของศัตรูคิดว่าอิสราเอลกำลังกบฎ จะได้นำรถรบกับกองทหารไล่ตามออกมาตรงที่ราบข้างๆลำธารคีโซน ซึ่งบริเวณนั้นอยู่ข้างล่างของเขาทาโบร์
ทุกอย่างเป็นไปตามแผนของเดโบราห์ ฝ่ายศัตรูยกรถรบออกมา900คันในขณะที่อิสราเอลไม่มีรถรบเลย แต่ในข้อที่๑๕บอกว่าพระเจ้าทรงทำให้กองทัพของศัตรูเกิดการโกลาหล แตกตื่นพ่ายแพ้อิสราเอล แล้วสิเสราแม่ทัพของศัตรูก็หนีไป
สิเสราหนีไปซ่อนตัวที่เต๊นท์ของเพื่อนเก่า หวังว่าจะปลอดภัยแต่พอไปถึงเพื่อนไม่อยู่ อยู่แต่ภรรยาชื่อ”ยาเอล” ยาเอลก็เชิญให้สิเสราเข้าไปพักผ่อน หาน้ำให้ดื่มต้อนรับขับสู้อย่างดีแต่พอสิเสราหลับยาเอลก็เอาหลักขึงเต๊นท์ตอกขมับเขาตายคาที่ ทำไมถึงเป็ยหยั่งงี้ เพราะสิ่งหนึ่งที่สิเสราไม่รู้ก็คือยาเอลอยู่ฝ่ายอิสราเอล เขาก็เลยเหมือนหนีเสือปะจระเข้โดยไม่รู้ตัว
วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2552
หนังสือผู้วินิจฉัย ครั้งที่1
จุดประสงค์ของหนังสือ “ผู้วินิจฉัย”
1.เพื่อให้ประชากรของพระเจ้าระลึกอยู่เสมอว่า ความรักและสัตย์ซื่อในพระเจ้าคือสิ่งสำคัญที่สุด
2.เพื่อแสดงให้เห็นถึงสภาพชีวิตและเสถียรภาพของชาติอิสราเอลหลังจากที่โยชูวาสิ้นชีวิตไปแล้ว
3.เพื่อสำแดงให้เห็นถึงพระกรุณาอันชอบธรรม อย่างไม่มีที่สิ้นสุดของพระเจ้า เพราะไม่ว่าคนของพระองค์จะทำผิดซ้ำซากมากแค่ไหน แต่เมื่อพวกเขากลับใจใหม่....ร้องหาพระเจ้า พระองค์ก็ทรงอภัยให้และช่วยเหลือลูกๆของพระองค์เสมอ
ประเด็นหนึ่งที่อยากให้เด็กๆมองภาพของหนังสือผู้วินิจฉัย ก็คือ หลังจากที่โยชูวาเสียชีวิตไปแล้ว อิสราเอลก็ไม่มีผู้นำ.........
ในเวลาที่อิสราเอลขาดผู้นำหลังจากที่โยชูวาตายไปแล้วนั้น ขณะเดียวกันพวกเขาตกอยู่ในช่วงที่ต้องปรับตัวอย่างมาก เพราะหลังจากที่ได้แบ่งเขตแดนกันแล้ว รูปแบบความเป็นอยู่ทางสังคมของอิสราเอลก็เปลี่ยนไป พวกเขาต้องแยกกันอยู่หลังจากที่เคยอยู่รวมกันมานาน จากที่เคยมีผู้นำคอยบอกให้ไปซ้ายไปขวา คอยตักเตือนในเวลาที่พวกเขาทำผิด หรืออธิฐานเพื่อพวกเขาเสมอในเวลาที่พวกเขาหมดหนทาง ตอนนี้ก็ไม่มี.... ต้องอยู่แบบตัวใครตัวมัน นอกจากนี้ ยังต้องอยู่ปะปนกับชาวคานาอันด้วย เพราะในหนังสือยชว.บอกไว้ชัดเจนว่าอิสราเอลไม่สามารถขับไล่หรือทำลายชาวคานาอันให้หมดสิ้นไปได้ และในผวฉ.ก็บอกไว้เช่นกัน
อ่าน ผวฉ.1:21 ผวฉ. 1:27 ผวฉ. 1:29-30 ผวฉ.1:32-33
ข้อพระคำภีร์เหล่านี้ยืนยันว่า อิสราเอลต้องอยู่ร่วมกับคนคานาอัน เพราะฉะนั้นทุกอย่างต้องเรียนรู้ใหม่ แล้วบางทีก็ต้องยืมวัฒนธรรมของคนพื้นเมืองเดิมมาใช้ (เด็กๆอาจจะคิดว่า เอ๊ะ!แล้วทำไมต้องยืมของเขามาใช้ด้วย เพราะน้าตุ๊กเคยบอกว่าวัฒนธรรมหรือประเพณีนั้นเป็นสิทธิอำนาจที่พึ่งพาไม่ได้)
เพราะบางครั้ง วัฒนธรรมก็เป็นเรื่องของภูมิปัญญาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับการดำรงชีวิตของมนุษย์ในแต่ละท้องถิ่น หมายความว่า บางทีมันก็มีส่วนทำให้ชีวิตง่ายขึ้น แล้วถ้ามันไม่ขัดกับทางของพระเจ้า....อิสราเอลก็สามารถจะยืมมาใช้ได้ อย่างเช่น ปัจจุบันนี้...บางท้องถิ่นอาจจะมีการช่วยเหลือกันในฤดูเก็บเกี่ยว ผลัดกันไปช่วยเพื่อนบ้านเกี่ยวข้าว ถือเป็นวัฒนธรรมหรือประเพณีของท้องถิ่น อันนี้โอเค เพราะมันทำให้ชีวิตง่ายขึ้น เป็นผลดีกับทุกคนและไม่ขัดกับพระบัญญัติของพระเจ้า แต่ไม่ใช่...พอช่วยกันไปช่วยกันมา ก็สนิทกันมาก เลยเกรงใจกันมาก ถึงเวลาเขาชวนไปทอดกฐินทำบุญเ้ก้าวัด....ก็ไปกับเขาซะงั้น เนี่ย...ที่ปัญหามันเกิดขึ้นมันก็เริ่มมาอย่างเงี้ย เกรงใจเพื่อน.....ไม่แยกให้ขาด ว่าอันไหนเอาอย่างได้ แล้วอันไหนที่ไปร่วมกับเขาไม่ได้
ดูผวฉ.2:8-10 “...อีกชาติพันธ์หนึ่งก็เกิดขึ้นตามมา เขาไม่รู้จักพระเจ้าหรือรู้ราชกิจที่พระเจ้าได้กระทำเพื่ออิสราเอล” นี่เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่จะทำให้เรามองภาพได้ชัดเจนขึ้น เพราะเราได้รู้ว่าหลังจากสมัยของโยชูวาแล้ว อิสราเอลที่เป็นคนรุ่นใหม่ในสมัยผู้วินิจฉัยนั้นไม่ได้ติดสนิทกับพระเจ้า แต่ละเผ่าก็คิดถึงแต่เรื่องของตัวเอง แล้วก็เริ่มคล้อยตามความเชื่อของชาวคานาอัน
ดู ผวฉ2:11-13/14-15 คำว่า “อิสราเอลกระทำสิ่งที่ชั่วในสายพระเนตรพระเจ้า” นั้นเป็นสำนวนที่หมายถึงการที่อิสราเอลละทิ้งพระเจ้าไปกราบไหว้พระบาอัลหรือพระอื่น (ให้เด็กๆเข้าใจไว้เลย) ทำให้พระเจ้าลงโทษพวกเขาด้วยการให้ชนชาติต่างๆนั้นมารุกรานอิสราเอล
ก่อนที่จะเรียนหนังสือโยชูวา น้าตุ๊กสอนเคยเรื่องราวเกี่ยวกับดินแดนคานาอันรวมถึงพระต่างๆที่พวกเขากราบไหว้ไปแล้ว อย่างพระบาอัลก็เป็นพระที่ชาวคานาอันเชื่อว่ามีฤทธิ์สามารถทำให้ทุกสิ่งที่มีชีวิตนั้นเกิดผลหรือมีความอุดมสมบูรณ์ และในที่ๆพวกเขาประกอบพิธีกรรมก็จะมีชายหญิงอยู่ประจำสำหรับร่วมประเวณีในพิธีกรรมทางศาสนาด้วย (เพราะเชื่อว่าจะทำให้ผลผลิตอุดมสมบูรณ์)
เพราะฉะนั้น เมื่ออิสราเอลหลงไปกระทำตาม ก็เท่ากับว่า พวกเขาล่วงประเวณีทั้งทางฝ่ายเนื้อหนังและฝ่ายวิญญาณ ซึ่งเป็นการละเมิดพระบัญญัติของพระเจ้าข้อที่สำคัญที่สุดก็ว่าได้
ย้อนไปดูผวฉ.2:1-3 “..เขาจะเป็นหอกข้างแคร่ และพระของเขาจะเป็นบ่วงดักเจ้า”
จริงๆแล้วการที่พระเจ้ายังปล่อยให้มีคนคานาอันเหลืออยู่เนี่ย เหตุผลหนึ่งก็เพื่อจะเป็นประโยชน์แก่คนอิสราเอล ทั้งในเรื่องการดูแลทรัพยากรให้ดำรงอยู่ (ทั้งต้นไม้ ต้นข้าวที่ออกดอกออกผลหล่อเลี้ยงชีวิตคน) เพราะถ้าไม่มีชาวถิ่นเดิมที่เป็นงานเหลืออยู่เลย อิสราเอลคงจะลำบากเพราะยังดูแลผลผลิตไม่เป็น อย่าลืมว่าอิสราเอลเคยชินกับการเร่ร่อนอยู่ในถิ่นทุรกันดารหลายสิบปี เพราะฉะนั้น การเลี้ยงสัตว์หรือการปลูกพืชต่างๆ ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่งซึ่งไม่เป็นหลักเป็นฐานเหมือนกับตอนที่เข้ามาอยู่ในคานาอัน หรือแม้แต่..การระวังสัตว์ร้ายที่อยู่ตามป่าตามเขา ก็ต้องเรียนรู้ทักษะการระแวดระวังจากคนพื้นที่ เพราะฉะนั้น การมีคนถิ่นเดิมอยู่ด้วย จริงๆแล้ว...ก็เป็นเรื่องจำเป็น
และในทางตรงกันข้าม ถ้าเมื่อไหร่ที่อิสราเอลละทิ้งพระเจ้าหรือละเมิดพันธสัญญา พระเจ้าจะทรงบันดาลให้ชาวเมืองที่เป็นประโยชน์เหล่านั้น หันมาเป็นศัตรูทำร้ายอิสราเอล แล้วนี่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราได้ข้อคิดและเรียนรู้จากเรื่องนี้ “ว่าพระเจ้าทำได้ทุกอย่าง” ทั้งเปลี่ยนสิ่งร้ายกลายเป็นดี หรือเปลี่ยนสิ่งดีๆให้ร้ายสุดๆ พระองค์ก็ทำได้ถ้าเราไม่เชื่อฟัง
ดูผวฉ.2:16-18 “พระเจ้าทรงให้เกิดผู้วินิจฉัย...”
ผู้วินิจฉัย คือใคร
ผู้วินิจฉัย ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า judge ที่แปลว่า ผู้พิพากษา ตัดสินหรือภาษากฎหมายก็เรียกว่า “ตุลาการ” แต่ในพระคำภีร์ของเรา ผู้วินิจฉัย คือ บุคคลที่พระเจ้าทรงเรียกมาให้เป็นผู้ปลดปล่อยอิสราเอลให้พ้นจากอำนาจของศัตรูในสถานการณ์ต่างๆ
ดูผวฉ.2:19-20/21-23 พระคำช่วงนี้ คือการบอกเล่าถึงวงจรการดำเนินชีวิตของอิสราเอล ที่หลงผิดละทิ้งพระเจ้า พอทนทุกข์หนักเข้าเพราะถูกลงโทษก็หันหน้ากลับมาร้องขอพระกรุณาจากพระองค์ แต่พอพระเจ้าส่งผู้วินิจฉัยมาปลดปล่อยให้เป็นอิสระ ได้อยู่ดีมีสุขก็กลับหลงลืม หันหลังให้พระองค์อีก พระเจ้าก็ลงโทษอีก พอเกิดความทุกข์ยากอิสราเอลก็สำนึกผิดหันกลับมาหาพระองค์ใหม่พระองค์ก็ทรงประทานผู้วินิจฉัยมาปลดปล่อย วนเวียนอยู่อย่างงี้ตั้งแต่ต้นจนจบ รวมแล้วจำนวนผู้วินิจฉัยที่พระเจ้าปประทานให้ทั้งหมดมี ๑๒ คน
วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2552
เฉลยบททดสอบหนังสือ โยชูวา
๑.ตอบ ข.เพราะติดตามพระเจ้าอย่างแท้จริง
ข้อก.บอกว่า เพราะกล้าหาญและเข้มแข็ง มีหลายคนที่เผลอไปตอบข้อนี้ เพราะในพระธรรม ยชว.จะกล่าวถึงถ้อยคำนี้อยู่หลายครั้ง เพราะพระเจ้าทรงหนุนใจยชว.และคนอิสราเอลอยู่เสมอ ว่าจงกล้าหาญและเข้มแข็ง แต่การเป็นผู้นำของชนชาติอิสราเอลนั้น ความสัตย์ซื่อและเชื่อฟังพระเจ้าสำคัญที่สุด เพราะฉะนั้น ต่อให้คุณเป็นผู้เก่งกล้าสามารถมาจากไหนก็ไม่ใช่คำตอบอยู่ดี เพราะคนที่จะเป็นผู้นำของอิสราเอลหรือเป็นผู้นำคริสตจักรนั้น (สองอย่างนี้เป็นเรื่องเดียวกัน) สำคัญที่สุดคือจะต้องเป็นผู้ที่เชื่อฟังและสัตย์ซื่อในการติดตามพระเจ้าอย่างแท้จริง เท่านั้น ส่วนคุณสมบัติข้ออื่นก็เป็นรองไป
ข้อค.บอกว่าเพราะโยชูวาเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับโมเสส (อันนี้เกี่ยวมั๊ย) ไม่เกี่ยวเลย เพราะการเป็นผู้นำของอิสราเอลหรือผู้นำคริสตจักรในยุคพระคุณนั้น มันไม่เหมือนกับเรื่องของธุรกิจหรือการงานฝ่ายโลกที่ผู้บริหารมักจะเลือกญาติสนิทหรือคนใกล้ชิดของตัวเอง เป็นผู้สืบทอดหรือเป็นผู้ดูแลองค์กรต่อจากเขา เพราะฉะนั้นการจะเป็นผู้นำของอิสราเอลหรือการเลือกผู้รับใช้ของคริสตจักร มันไม่ใช่ว่าเพราะคนนั้นเขาสนิทกันหรือ คนนี้เขาสนิทกับศบ. เขาถึงได้เป็นผู้นำต่อจากคนเก่า ไม่ใช่ หลักการอันนี้ใช้ไม่ได้ ข้อนี้ก็เลยไม่ใช่คำตอบเช่นเดียวกัน
๒.ตอบ ค.ชัยชนะในแผ่นดินคานาอันขึ้นอยู่กับความเชื่อฟังและไว้วางใจในพระเจ้า
คานาอัน คือ แผ่นดินที่พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะประทานให้อิสราเอล ซึ่งเป็นหมายสำคัญถึงแผ่นดินที่พระเจ้าจะทรงประทานให้พวกเราเช่นกัน คือ อาณาจักรสวรรค์ เพราะฉะนั้น ชัยชนะหรือการที่จะได้เข้าร่วมครอบครอง แผ่นดินที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้นั้น มันขึ้นอยู่กับความเชื่อ และวางใจในพระเจ้าอย่างเดียว สำหรับพวกเราก็คือ ต้องเชื่อพระเยซูเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับความกล้าหาญเข้มแข็ง ไม่เกี่ยวกับความขยัน อดทน หรือแม้แต่การทำความดี (ดูโรม4:5-6) เพราะถ้าไม่เชื่อพระเยซู ต่อให้คุณพยายามทำความดีมากแค่ไหน ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้อยู่ในแผ่นดินสวรรค์
๓.ตอบ ค.เพราะพระเจ้าต้องการให้จิตวิญญาณของเราเติบโต
ข้อก.บอกว่า เพราะพระเจ้าไม่ต้องการให้เราสุขสบายจนเกินไป เด็กๆว่าพระเจ้าอยากให้เราสุขสบายมั๊ย แท้จริงแล้ว...พระเจ้าทรงต้องการให้เรามีความสุขที่สุดเลย ที่พระองค์ทรงทำทุกสิ่งทุกอย่าง และทุกแผนการของพระองค์ที่บางครั้งมนุษย์ไม่เข้าใจ ทั้งหลายทั้งสิ้นนั้นก็เพียงเพราะว่า พระองค์ทรงปรารถนาที่จะให้ลูกๆของพระองค์ได้อยู่อย่างสุขสบาย (ที่ไหน) ในแผ่นดินที่เป็นของจริงและจะดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์(ใช่โลกใบนี้มั๊ย) ไม่ใช่แต่คืออาณาจักรสวรรค์ เพราะฉะนั้น เราอย่าไปคิดว่า พระเจ้าคงไม่อยากให้เราสุขสบายมั้งเพราะทุกวันนี้เราอยู่อย่างลำบากเหลือเกิน หรือคิดว่าเป็นคริสเตียนแล้วต้องลำบาก อย่าไปคิดอย่างงั้น เพราะนั่นก็มาจากมาร จำไว้ว่า...ความทุกข์ยากนั้นก็เป็นแค่บทหนึ่งของการฝึกฝน และขัดเกลาเราให้คู่ควรแก่พระสิริของพระเยซูคริสต์ (บ้าง) และพระเจ้าจะไม่ปล่อยให้เราทุกข์ยากเกินกว่าที่เราจะทนได้ ที่สำคัญโลกนี้ก็คือของปลอม เราจะเอาฐานะบนโลกนี้มาเป็นเกณฑ์ตัดสินไม่ได้ แล้วพระเจ้าก็ให้เราอยู่แค่ชั่วคราว ส่วนบ้านของจริงที่เราจะอยู่อย่างถาวร พระเจ้าทรงเตรียมความสุขสบายสุดๆไว้ให้เราพร้อมหมดแล้ว เพราะฉะนั้น อย่ามัวแต่เรียกหาสวรรค์บนดินกับที่ๆเราอยู่แค่ชั่วคราว จะอยู่แบบไหนก็อยู่ไปเถอะ....
ข้อค.บอกว่า เพราะพระเจ้าต้องการให้เราเรียนรู้การเป็นผู้นำ ข้อนี้ก็ไม่เกี่ยวเพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะต้องเป็นผู้นำ พระเจ้าจะทรงมีน้ำพระทัยเรื่องนี้กับเฉพาะบางคนเท่านั้น
๔.ตอบก.เพราะเห็นแก่ความอุดมสมบูรณ์ของดินแดนทางฝั่งตะวันออก ไม่ได้เสียสละอะไรทั้งนั้น เห็นของดีก็รีบคว้าไว้ก่อนเลย แล้วก็ไม่ใช่เพราะเบื่อหน่ายการรบด้วย เพราะ พวกเขายังรักษาสัญญาข้ามไปร่วมรบกับพี่น้องทางฝั่งคานาอันจนได้รับชัยชนะ
๕.ตอบข.เพราะราหับเชื่อในพระเจ้าของอิสราเอล ไม่ได้เห็นแก่สินบน แล้วราหับก็ไม่ได้เป็นชาวอิสราเอลด้วย แต่เธอเป็นชาวเมืองเยรีโค แล้วเรารู้ได้ไงว่าราหับเชื่อพระเจ้า (ที่เราเรียนกันไปแล้ว) ก็รู้ได้จากคำพูดของเธอ ดูยชว.2:11 “เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน เป็นพระเจ้าของสวรรค์เบื้องบนและแผ่นดินเบื้องล่าง” คำพูดนี้แหละที่แสดงว่าราหับเชื่อพระเจ้า แล้วก็ยอมรับว่าพระเจ้าของอิสราเอลนั้นใหญ่ที่สุด อีกข้อหนึ่งดูยชว.2:12 “ขอท่านสาบานให้ดิฉันในพระนามของพระเจ้า” นี่ก็เป็นอีกคำพูดหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าราหับนั้นเชื่อจริงๆว่าพระเจ้าใหญ่ที่สุด ราหับก็เลยขอให้คนอิสราเอลที่มาสอดแนมนั้นสาบานในพระนามของพระเจ้าว่า จะไม่ทำร้ายเธอและครอบครัว ประมาณว่า..ถ้าสาบานในพระนามของพระเจ้าแล้ว ก็จะไม่มีใครกล้าพลิกลิ้นหรือผิดคำพูดนั่นแหละ
๖.ตอบ ค.ทุกคนมีสิทธิ์ได้รับความรอด อย่างราหับเองก็เคยเป็นหญิงโสเภณี ที่โลกตัดสินว่าต่ำต้อยด้อยค่า แต่พระเจ้าก็ยังทรงเมตตาเลือกให้ราหับเข้ามารับความรอด ราหับจึงมีความเชื่ออย่างอัศจรรย์ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเราจะเป็นใคร....มีอดีตเป็นยังไงหรือแม้แต่เคยผิดพลาดหรือทำบาปมาหนักหนาแค่ไหนก็ตาม ถ้าเชื่อพระเยซูก็มีสิทธิ์ได้รับความรอดด้วยกันทั้งนั้น สิ่งนี้ถึงได้ถูกเรียกว่า”ข่าวประเสริฐ”
เพราะว่าเป็นข่าวดีจริงๆ มันหาไม่ได้อีกแล้วบนโลกนี้หรือโลกไหน เพราะไม่มีใครหรอกที่จะรักคนบาปได้เหมือนพระเจ้าของเรา ไม่มีอีกแล้ว..อย่างมากก็จะปลอบใจให้ก้มหน้าก้มตารับกรรมกันไปแต่ไม่มีพระไหนหรือนามไหนเลยที่จะบอกว่า เขาช่วยให้เรารอดพ้นจากความบาปได้ “นอกจากพระเยซูคริสต์”
นี่คือ ข่าวประเสริฐที่แท้จริงเพราะ “ทุกคนที่ได้ยิน มีสิทธิ์ได้รับความรอด” ถ้าเชื่อพระเยซู (รอดทางฝ่ายวิญญาณ) ส่วนทางโลกเนี่ยบางครั้งเรายังต้องกินผลที่ทำอยู่ ต่อไปเด็กๆก็จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้น แต่ตอนนี้จำไว้แค่ว่า “วิญญาณของเราได้รอดแน่นอนก็แล้วกัน”
๗.ด้ายสีแดง มีความหมายเหมืนกันกับเลือดแกะวันปัสกา ซึ่งเล็งถึงโลหิตของพระเยซูคริสต์ที่จะมาไถ่ถอนเรา เพราะฉะนั้นก็ต้องตอบว่าถูกทั้งก.และข.
๘.ข้อนี้ตอบผิดกันเยอะพอสมควร เพราะคงจำรายละเอียดกันไม่ได้ แต่ไม่ได้แปลว่าเราไม่เข้าใจ คำตอบที่ถูกคือข้อ ก.การที่น.จอร์แดนแห้งไป เพราะก่อนที่พระเจ้าจะทรงทำอัศจรรย์ในครั้งนี้ พระองค์ได้ตรัสกับโยชูวา ในยชว.3:7 ว่า”วันนี้เราจะเริ่มยกย่องเจ้าให้เป็นใหญ่ในสายตาของบรรดาอิสราเอล” ก็แปลว่าพระเจ้าทรงกระทำให้น.จอร์แดนแห้งไปเพื่อรับรองโยชูวาหรือเพื่อให้ชาวอิสราเอลยอมรับโยชูวาเป็นผู้นำ
ส่วนข้อข.การที่กำแพงเมืองเยรีโคถล่ม เรื่องนี้พระเจ้าทรงกระทำให้สำเร็จ เพราะอิสราเอลนั้นมีความเชื่อฟัง พระเจ้าไม่ได้กระทำเพื่อรับรองโยชูวา
ข้อค.บอกว่าการที่ทูตของพระเจ้ามาปรากฎ อันนี้พระเจ้าทรงกระทำเพื่อตอกย้ำให้โยชูวาตระหนักอยู่เสมอว่า “พระเจ้าทรงเป็นผู้นำทัพของอิสราเอล “ ก็หมายถึงความสำเร็จทั้งหมดนั้นมาจากพระองค์ เพราะฉะนั้นโยชูวาอย่าเผลอคิดว่าตัวเองเป็นคนสำคัญซะเองล่ะ...
๙.ตอบ ก.ความเชื่อวางใจที่เรามีต่อพระเจ้า ไม่ใช่สัญลักษณ์ที่แสดงถึงชัยชนะในแผ่นดินคานาอันแล้วก็ไม่เกี่ยวอะไรกับการรอคอยแผ่นดินคานาอันของคนอิสราเอลด้วย
๑0.ข้อนี้ตอบผิดกันมากที่สุด คำตอบที่ถูกคือค.ถูกทั้งก.และข. แต่เด็กๆ เลือกตอบข้อก.กันซะส่วนมากเพราะน้าตุ๊กเคยยกข้อนี้มาอธิบาย ส่วนอีกข้อคือข.ฟังดูก็เข้าท่า.....สมเหตุสมผลแต่เด็กๆไม่แน่ใจว่าถูกเพราะน้าตุ๊กไม่เคยสอน อันนี้เรียกว่าไม่มั่นใจในตัวเอง
๑๑.ตอบ ข.ความเชื่อฟังพระเจ้าของคนอิสราเอล
ส่วนก.บอกว่า”เพราะ วิธีการเดินและการโห่ร้องของคนอิสราเอล” เกี่ยวมั๊ย ถ้าพระเจ้าไม่ทรงบันดาลให้กำแพงมันพังลง ก็เดินไปเถอะ.....ชาติหน้าก็ไม่มีวันถล่ม (อันนี้พูดเล่นนะ เพราะความจริงแล้วไม่มีชาติหน้าอย่างที่บางคนเข้าใจ มีแต่ชีวิตนิรันดร์ที่น่ากลัวกว่าเยอะ...ถ้าคุณไม่ได้เชื่อพระเยซู) อย่างที่น้าตุ๊กเคยบอกแล้วว่า ประเด็นมันอยู่ที่ความเชื่อฟังของเรา ถึงแม้รูปแบบหรือวิธีการที่พระเจ้าสั่งให้ทำนั้น...บางครั้งอาจจะดูไม่สมเหตุสมผล (ในสายตาของมนุษย์) ก็ขอให้เราเชื่อฟังแล้วก็ทำตาม ถ้าพระเจ้าบอกให้ร้องเพลง......ก็ร้องไป ถ้าสั่งให้เต้นรำ.....ก็เต้นรำ ไม่ต้องไปเรียกหารูปแบบที่โก้หรู ดูสมเหตุสมผลอะไรนักหนา เพราะสิ่งที่พระเจ้าปรารถนา...แท้จริงแล้วคือความเชื่อฟังของเรา
ค.บอกว่า “เพราะสภาพภูมิอากาศและปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ” สิ่งนี้ก็เป็นแค่เครื่องมือของพระเจ้าเท่านั้น ถ้าพระองค์ไม่อนุญาตก็ไม่มีปรากฎการณ์ไหนเกิดขึ้นได้
๑๒.ตอบ ข.เพราะหมายถึงเราไม่วางใจพระเจ้า ไม่เชื่อว่าพระองค์ช่วยเราได้ก็คือไม่เชื่อว่าพระเจ้าใหญ่ที่สุด
ข้อก.บอกว่า”เพราะหมายถึงเราไม่เข้มแข็ง” ความไม่เข้มแข็งเป็นธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้ว แล้วพระเจ้าก็ไม่เคยโกรธหรือตำหนิเราด้วยนะ..ในเวลาที่เราอ่อนแอ แต่พระองค์ทรงเข้าใจและรู้จุดอ่อนของเราแต่ละคนเป็นอย่างดี แต่ฟังอย่างงี้แล้วก็ต้องระวัง...อย่าเอาไปอ้างพร่ำเพรื่อในเวลาที่ตัวเองจะทำบาปหรือเลือกจะทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะเรื่องนี้ก็ค่อนข้างที่จะล่อแหลม แล้วความอ่อนแอ....กับความเหยียดยาว มันก็ใกล้กันมาก บางครั้งอาจจะแยกไม่ออก (หรือไม่ก็.....ไม่อยากจะแยก)
แต่สิ่งที่จะทำให้เราแยกแยะได้ คือการฟ้องผิดในใจ อันนี้ชัดเจน น้าตุ๊กเชื่อว่า”คนที่มีพระเจ้า”จะไม่เหยียดยาวหรือสบายใจอยู่ได้ ในเวลาที่ตัวเองทำบาปหรือทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เราจะไม่อ้างพร่ำเพรื่อว่าเราอ่อนแอ แต่เราจะเติบโตและเข้มแข็งขึ้นทีละน้อย ไม่ใช่ภายในวันเดียว เดือนเดียว
หรือแม้แต่ปีเดียว จะมากขึ้นเรื่อยๆ
ข้อค.บอกว่า”เพราะจะทำให้เราไม่เติบโต” เราไม่เติบโตอยู่แล้ว ตราบใดที่เรายังกลัว (มากๆ) แต่ประเด็นที่เป็นบาป ก็คือเราไม่วางใจพระเจ้า
๑๓.ตอบ ก.เพื่อไม่ให้อิสราเอลหันไปพึ่งพาสิ่งเหล่านี้แทนพระเจ้า น้าตุ๊กเชื่อว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งนี้เพื่อเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม พระองค์ทรงรู้ก่อนแล้วว่า “อะไรจะเกิดขึ้น”ถ้าพระองค์อนุญาตให้พวกเขาเก็บของพวกนี้ไว้ เพราะอิสราเอลก็ขึ้นชื่ออยู่แล้ว “เรื่องกบฎ”
เพราะฉะนั้น พวกเราเองก็ดูไว้เป็นตัวอย่าง ถ้าวันนี้พระเจ้าอนุญาตให้มีบ้าน มีรถ มีเงินเก็บในธนาคาร ก็จงขอบคุณ...แต่อย่าไปยึดติด คอยนับ....จดจ่อให้ความสำคัญ หรือเผลอคิดไปว่า...เราต้องรักษามาตรฐานชีวิตของเราให้อยู่ในระดับนั้น....ระดับนี้ แล้วเราก็ต้องมีสิ่งนั้น...สิ่งนี้อย่างครบถ้วน...ขาดไม่ได้ ถ้าขาดมันไปวันไหนเราคงแย่ ระวังความคิดของเราให้ดี.....ถ้าคิดอย่างงี้เมื่อไหร่เดี๋ยวได้แย่สมใจ เพราะพระเจ้าจะเอามันออกไป เหมือนที่ทรงสั่งให้โยชูวาตัดเอ็นน่องม้าและทำลายรถรบทิ้งไป....ให้เหลือแต่ตัวกับหัวใจ เพื่อที่จะได้เห็นกันใสๆว่า ความช่วยเหลือนั้นแท้จริงแล้วมาจากใครหรือมาจากสิ่งใดกันแน่ นี่คือวิถีพื้นๆที่จะสามารถรักษาจิตวิญญาณและความเชื่อของเรา ให้ติดสนิทกับพระองค์ได้เหมือนเดิม ไม่ใช่ไปติดกับบ้านหลังใหญ่ รถหลายคัน หรือเงินหลายล้านในธนาคาร
๑๔.ตอบ ค.เพราะพระเจ้าทรงทำให้จิตใจของชาวคานาอันแข็งกระด้าง เพื่อที่เมืองเหล่านี้จะได้ถูกทำลายจนหมดสิ้น......มีตอบข้อก.หลายคนเหมือนกัน ข้อก.บอกว่า เพราะเมืองต่างๆคิดว่าจะเอาชนะอิสราเอลได้ เพราะอิสราเอลเป็นเพียงชาวเร่ร่อนเล็กๆ ข้อนี้ไม่ใช่คำตอบเพราะ..มาถึงวันนี้แล้ว บรรดาชาติต่างๆนั้นก็ได้เห็นชัยชนะอย่างอัศจรรย์มากมายของอิสราเอล วันนี้เขาไม่ได้มองว่าอิสราเอลเป็นแค่ชาวเร่ร่อนไม่มีน้ำยาอีกต่อไปแล้ว
ข้อข.บอกว่า อิสราเอลตั้งตัวเป็นศัตรูประกาศสงครามกับทุกชนชาติ (เคยมั๊ย) ไม่เคยเลย...เพราะพระเจ้าไม่เคยสอนให้ทำอย่างงี้ ถึงเวลาจะลุย..ก็ลุยเลย ไม่เคยประกาศศักดาข่มขวัญใครทั้งสิ้น
๑๕.ตอบ ข.เพราะคาเลบเชื่อวางใจพระเจ้า ข้ออื่นคงไม่ต้องอธิบายนะ น่าจะเข้าใจกันดี
๑๖.ตอบ ค.ไม่พอใจในส่วนแบ่งแล้วก็ไม่วางใจในพระเจ้าด้วย เพราะเมื่อโยชูวาบอกคนเผ่าเอฟราอิมว่าถ้าถางป่าเข้าไป พวกเขาจะรู้ว่าเขตแดนที่แบ่งให้นั้น...มันใหญ่เหลือเฟือแล้ว แต่คนเอฟราอิมกลับบอกว่า (ยชว.17:16) “แถวนั้นมีคนคานาอันอยู่ แล้วพวกเขาก็มีรถรบที่ทำด้ยเหล็ก” เนี่ยเรียกว่ากลัวจนลืมพระเจ้าไปเลย
๑๗.ตอบ ก.เพราะโยเซฟมีความเชื่อ เชื่อทั้งๆที่ตัวเองก็ไม่ทันได้อยู่เห็นพระสัญญาของพระเจ้าเป็นจริงขึ้นมา เพราะถ้าไม่เชื่อ ก็คงไม่กำชับลูกหลานไว้ จนอีกหลายร้อยปีต่อมา....กระดูกของโยเซฟก็ได้ถูกเอากลับมาฝังที่คานาอัน อย่างที่เขาตั้งใจ
ส่วนคุณความดีหรือความมีชื่อเสียง ไม่ได้เป็นเหตุผลที่ทำให้กระดูกของโยเซฟถูกนำกลับมาที่คานาอัน
๑๘.ตอบ ค.ความสัตย์ซื่อและเชื่อฟังพระเจ้า
ส่วนความกล้าหาญ เข้มแข็ง หรือความอดทนรอคอย ไม่ใช่วิธีที่อิสราเอลจะได้รับชัยชนะแล้วก็ไม่ใช่วิธีที่คริสเตียนจะได้รับความรอดด้วย ชัยชนะทั้งทางฝ่ายเนื้อหนังและฝ่ายวิญญาณขึ้นอยู่กับความเชื่อเท่านั้น
๑๙.ตอบ ค.ถูกทั้งสองข้อ เพราะการรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ทำให้เราได้รับชัยชนะบน
ไม้กางเขนร่วมกับพระองค์ และสิ่งนี้เองที่จะเป็นเกราะป้องกันและอาวุธของคริสเตียน
๒o.ตอบ ก.ทันทีที่เชื่อพระเยซู ก็จะได้รับบัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์ แบบ baptize unto life คือ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในพระกายของพระคริสต์ มีพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตใตใจและได้รับชีวิตนิรันดร์
๒๑.ตอบ ค.ภาวนาใคร่ครวญ ท่องจำ ถ้อยคำพระเจ้า
ส่วนการมาโบสถ์ทุกอาทิตย์ ก็ไม่ใช่ทุกคนที่มา....จะจดจ่อกับถ้อยคำพระเจ้าหรือพระคำภีร์ เพราะฉะนั้น มันตัดสินไม่ได้ว่า ผู้ที่มาโบสถ์อย่างสม่ำเสมอจะรู้จักเอาความจริงมาคาดเอว หรือจะรู้จักหยิบยุทธภัณฑ์ที่พระเจ้าประทานให้ มาใช้ป้องกันตัวด้วยกันทุกคน
๒๒.ตอบ ก.ความชอบธรรม
ส่วนความรอด คือ หมวกเหล็ก และข่าวประเสริฐ เปรียบเสมือน รองเท้า
๒๓.ตอบ ค.ถูกทั้งสองข้อ คือพระเจ้าทรงมีทางออกให้กับทุกปัญหาแน่นอน แต่จะเป็นทางออกตามน้ำพระทัยของพระองค์ เป็นทางที่พระองค์ทรงเห็นชอบ และดีที่สุดสำหรับเรา ซึ่งบางครั้งมันอาจจะ.....ไม่ถูกใจเรา (เช่น พระเจ้าบอกให้ไปซ้าย แต่เราอยากไปขวา...รู้สึกมันน่าสนุกกว่า) แต่ถ้าเรายอมเดินตามทางที่พระเจ้าวางไว้ด้วยความเชื่อ เราจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ และสันติสุขจะเกิดขึ้นในใจเราอย่างอัศจรรย์........โดยที่บางครั้งปัญหาก็ยังไม่ได้หายไปไหน แต่เรากลับไม่เดือดร้อนเท่าไหร่ เนี่ย...เรียกว่ามีสันติสุขอย่างแท้จริง
๒๔ตอบ ข.โล่ที่แข็งแรง
๒๕. ตอบค.เข็มขัดและดาบ
บัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์
ก่อนที่จะเฉลยบททดสอบของหนังสือโยชูวา น้าตุ๊กจะขอพูดถึงเรื่องการบัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์ .......ตามที่เราเคยเรียนกันไปแล้วว่า ใครก็ตามที่เชื่อพระเยซูคริสต์ก็จะได้รับบัพติศมาโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ทันที บังเอิญว่าการเข้าค่ายที่หาดตะวันรอนเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาก็ได้มีการเรียนในหัวข้อเดียวกันนี้
น้าตุ๊กไม่ทราบว่าเด็กๆฟังแล้วเข้าใจกันดีหรือเปล่า เพราะว่าการเข้าค่ายที่ผ่านมาเนี้ยมีจุดประสงค์ที่อยากจะให้พวกเราได้รับประสบการณ์ที่ล้ำลึกทางฝ่ายวิญญาณมากขึ้น คณะศบ.ได้อธิบายว่า มีบางคนยังไม่เคยรับบัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์ เดี๋ยวเด็กๆจะสับสนกับที่น้าตุ๊กเคยสอนไว้ว่า เมื่อเราเชื่อพระเยซูเราจะได้รับบัพติศมาโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ทันที (แล้วทำไมถึงบอกว่าเรายังไม่ได้รับหรือมีบางคนยังไม่ได้รับเพราะผู้ที่ไปเข้าค่ายนั้นส่วนใหญ่ก็ได้รับเชื่อกันแล้ว) เสร็จแล้วก็มีการอธิฐานให้ได้รับกันไปเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา น้าตุ๊กจะเคลียร์ให้อีกทีละกัน
ถ้าเด็กๆได้ตั้งใจฟังคุณลุงพิชัยเทศนาก็คงจะไม่สับสน เพราะท่านอธิบายไว้ชัดเจนว่า “การบัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์” นั้นมีสองอย่าง คือ
baptize unto life คือ การ”เข้าร่วม”ในพระกายของพระคริสต์ ได้มีพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตในใจ อันนี้เราได้รับทันทีที่เชื่อพระเยซู อย่างที่น้าตุ๊กสอนไว้ (เป็นสเต็ปแรก)
baptize unto power คือ การรับ”ฤทธิ์อำนาจ”ในพระวิญญาณบริสุทธิ์ ส่วนนี้เป็นสเต็ปที่สองที่เราต้องอธิฐานทูลขอจากพระเจ้า อันนี้คือ ประสบการณ์ที่เราได้รับกันไปเมื่ออาทิตย์ก่อนที่หาดตะวันรอน
ก็ขอให้เด็กๆเข้าใจตามนี้ อย่าสับสนว่าเอ๊ะ!ตกลงการบัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นได้รับตอนไหนกันแน่ ตกลงเชื่อพระเยซูแล้วได้รับทันทีเลยรึเปล่า สรุปคือได้รับทันทีเลยในระดับหนึ่ง คือ baptize unto life คือ ได้เข้าร่วมในพระกายของพระคริสต์ มีพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตในใจและก็ได้มีส่วนในชีวิตนิรันดร์ไปแล้วเรียบร้อย ไม่ต้องห่วง
แต่ถ้าเราไม่ได้รับฤทธิ์อำนาจทางฝ่ายวิญญาณ คือ baptize unto power เราก็จะขาดประสบการณ์ที่จะได้ดำดิ่งลงไปทางฝ่ายวิญญาณ จิตวิญญาณของเราก็จะขาดกำลัง ไม่ชุ่มชื่นและไม่ชื่นชมยินดีเท่าที่ควร
วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2552
บททดสอบหนังสือโยชูวา
เราได้ยกให้แก่เจ้าทั้งหลาย ดังที่เราได้สัญญาไว้กับโมเสส” ยชว.1:3
เลือกคำตอบที่ถูกต้อง
1.เด็กๆคิดว่า เพราะเหตุใดโยชูวาจึงได้เป็นผู้นำของอิสราเอลต่อจากโมเสส
ก.เพราะกล้าหาญและเข้มแข็ง ข.เพราะติดตามพระเจ้าอย่างแท้จริง ค.เพราะเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับโมเสส
2.จุดประสงค์ที่สำคัญของหนังสือโยชูวาคือข้อใด
ก.ชัยชนะในแผ่นดินคานาอันของอิสราเอลขึ้นอยู่กับความกล้าหาญและเข้มแข็ง
ข.อิสราเอลได้รับชัยชนะในแผ่นดินคานาอันเพราะรู้จักอดทนและรอคอย
ค.ชัยชนะในแผ่นดินคานาอันของอิสราเอลขึ้นอยู่กับความเชื่อฟังและวางใจในพระเจ้า
3.พระเจ้าทรงกำหนดชัยชนะและความสำเร็จไว้ให้แล้ว แต่พระองค์จะทรงเว้นช่องว่างหรือบางขั้นตอนไว้ให้เราทำเองหรือกล้าที่จะเดินผ่านสถานะการณ์แย่ๆได้ด้วยตัวเองเพราะอะไร
ก.พระองค์ไม่ต้องการให้เราสุขสบายจนเกินไป ข.พระองค์ต้องการให้เราเรียนรู้การเป็นผู้นำ
ค.พระองค์ต้องการให้จิตวิญญาณของเราเติบโต
4.เด็กๆคิดว่า คนสองเผ่าครึ่ง (กาด รูเบน มนัสเสห์ครึ่งเผ่า) เลือกที่จะอยู่ทางฝั่งตะวันออกของน.จอร์แดนเพราะอะไร
ก.เพราะเห็นแก่ความอุดมสมบูรณ์ของดินแดนนั้น ข.เพราะเสียสละดินแดนฝั่งคานาอันให้พี่น้อง
ค.เพราะเบื่อหน่ายการทำศึกสงครามและการรบ
5.ทำไม”ราหับ”จึงช่วยเหลือผู้สอดแนมของอิสราเอล
ก.เพราะเห็นแก่สินบน ข.เพราะราหับเชื่อในพระเจ้าของอิสราเอล ค.เพราะราหับเป็นคนอิสราเอล
6.ภาพชีวิตของราหับให้ข้อคิดอะไรแก่เรา
ก.ผู้ที่ทำความดีจะได้รับความรอด ข.ผู้ที่ยอมลำบากจะได้รับความรอด ค.ทุกคนมีสิทธิ์ได้รับความรอด
7.”ด้ายสีแดง” ที่ผู้สอดแนมให้ราหับผูกไว้ที่หน้าต่าง มีความหมายเดียวกันกับสิ่งใด
ก.เลือดแกะวันปัสกา ข.โลหิตของพระคริสต์ ค.ถูกทั้งก.และข.
8.ข้อใดเป็นการสำแดงจากพระเจ้า เพื่อให้คนอิสราเอลยอมรับโยชูวาเป็นผู้นำ
ก.การที่น.จอร์แดนแห้งไป ข.การที่กำแพงเยรีโคถล่ม ค.การที่ทูตของพระเจ้ามาปรากฎ
9.ศิลาที่วางเป็นอนุสรณ์ “อยู่ใต้น้ำ” (ในบทเรียนของเรา) มีความหมายเล็งถึงสิ่งใด
ก.ความเชื่อและไว้วางใจที่เรามีต่อพระเจ้า ข.ชัยชนะเหนือแผ่นดินคานาอันของคนอิสราเอล
ค.การรอคอยในแผ่นดินคานาอันของคนอิสราเอล
10.การเข้า “สุหนัต” ตามพระบัญชาของพระเจ้า ท่ามกลางสถานการณ์การรบของคนอิสราเอลนั้น ให้ข้อคิดอะไรแก่เรา
ก.ในขณะที่มนุษย์ต้องเร่งรีบ แต่พระเจ้าทรงมีอิสระในการใช้เวลา
ข.ในขณะที่มนุษย์จดจ่อที่สถานการณ์ฝ่ายโลก แต่พระเจ้าทรงชี้นำความสำคัญฝ่ายวิญญาณ
ค.ถูกทั้งก.และข.
11.เมื่อคนอิสราเอลเดินวนรอบเมืองเยรีโคและโห่ร้องพร้อมกันในวันที่เจ็ด กำแพงเมืองเยรีโคก็พังราบลง เด็กๆคิดว่าหัวใจสำคัญของความสำเร็จนี้คือข้อใด
ก.วิธีการเดินและการโห่ร้องของคนอิสราเอล ข.ความเชื่อฟังพระเจ้าของคนอิสราเอล
ค.สภาพภูมิอากาศและปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ
12.เพราะเหตุใด “ความกลัว” จึงเป็นบาป
ก.เพราะหมายถึงเราไม่เข้มแข็ง ข.เพราะหมายถึงเราไม่ไว้วางใจพระเจ้า ค.เพราะจะทำให้เราไม่เติบโต
13.พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ใด ที่ทรงบัญชาให้โยชูวาตัดเอ็นน่องม้าและเผารถรบที่ยึดได้จากชาว คานาอันทิ้งไป (ยชว.11:6)
ก.เพื่อไม่ให้อิสราเอลหันไปพึ่งพาสิ่งเหล่านี้แทนพระเจ้า ข.เพื่อเป็นการประกาศชัยชนะของอิสราเอล
ค.เพื่อเป็นการตัดกำลังและข่มขวัญศัตรู
14.นอกจากเมืองกิเบโอนแล้ว เหตุไรจึงไม่มีเมืองใดในคานาอันได้ทำสัญญาไมตรีกับอิสราเอลเลย
ก.เพราะเมืองต่างๆคิดว่าจะสามารถเอาชนะอิสราเอลได้ เพราะอิสราเอลเป็นเพียงชนเผ่าเร่ร่อนเล็กๆ
ข.เพราะอิสราเอลได้ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์และประกาศสงครามกับชาวคานาอันทุกหมู่เหล่า
ค.เพราะพระเจ้าทรงกระทำให้จิตใจของชาวคานาอันแข็งกระด้าง เพื่อที่เมืองเหล่านี้จะถูกอิสราเอลทำลาย ....จนสิ้นซาก
15.เด็กๆคิดว่าแท้จริงแล้ว”คาเลบ”สามารถเอาชนะและยึดเมืองของคนอานาคได้เพราะเหตุใด (ยชว.14:10-15/ 15:13-14)
ก.เพราะคาเลบยังมีเรี่ยวแรงกำลังเหมือนคนหนุ่ม ข.เพราะคาเลบเชื่อและวางใจในพระเจ้า
ค.เพราะคาเลบมีประสบการณ์ทางการรบ
16.จากหนังสือยชว.17:14-18 ข้อใดกล่าวถึงคนเผ่าเอฟราอิมได้อย่างถูกต้อง
ก.ไม่พอใจในส่วนแบ่งแต่วางใจในพระเจ้า ข.ไม่พอใจในผู้นำแต่วางใจในพระเจ้า
ค.ไม่พอใจในส่วนแบ่งและไม่วางใจในพระเจ้า
17.เด็กๆคิดว่าเพราะอะไรกระดูกของโยเซฟจึงได้ถูกนำกลับมาฝังที่คานาอัน
ก.เพราะโยเซฟมีความเชื่อ ข.เพราะโยเซฟมีคุณความดี ค.เพราะโยเซฟมีชื่อเสียง
18.หัวใจสำคัญของชัยชนะในแผ่นดินคานาอันคือข้อใด
ก.เข้มแข็งและกล้าหาญ ข.อดทนและรอคอย ค.สัตย์ซื่อและเชื่อฟังพระเจ้า
19.ยุทธภัณฑ์ทั้งชุดคืออะไร
ก.อาวุธและเกราะป้องกันจิตวิญญาณของคริสเตียน
ข.การสวมทับจิตวิญญาณด้วยชีวิตและชัยชนะในองค์พระเยซูคริสต์ ค.ถูกทั้งก.และข.
20.คริสเตียนจะได้รับบัพติศมาโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์เมื่อไหร่
ก.ทันทีที่เชื่อพระเยซูคริสต์ ข.ทันทีที่ได้เรียนพระคำภีร์ ค.ทันทีที่ได้รับบัพติศมาด้วยน้ำ
21.วีธีที่เราจะสามารถ”เอาความจริงคาดเอว”อยู่เสมอ คือข้อใด
ก.ไปโบสถ์ทุกอาทิตย์ ข.รับบัพติศมา ค.ภาวนาใคร่ครวญถ้อยคำพระเจ้า
22.”ทับทรวง”ที่พระเจ้าประทานให้คือข้อใด
ก.ความชอบธรรม ข.ความรอด ค.ข่าวประเสริฐ
23. ข้อใดคือฤทธิ์อำนาจของ“รองเท้าแห่งสันติสุข”ที่พระเจ้าประทานให้
ก.เราสามารถมีสันติสุขท่ามกลางปัญหา
ข.เราสามารถหาทางออกให้กับทุกปัญหา ค.ถูกทั้งก.และข.
24.”ความเชื่อที่มั่นคง” เปรียบได้กับยุทธภัณฑ์ในข้อใด
ก.ทับทรวงที่สวยงาม ข.โล่ที่แข็งแรง ค.ดาบที่คมกริบ
25.ยุทธภัณฑ์ข้อใดที่หมายถึง “ ถ้อยคำพระเจ้า”
ก.โล่และรองเท้า ข.หมวกและทับทรวง ค.เข็มขัดและดาบ
วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า
จบหนังสือโยชูวาไปแล้วเด็กๆได้แง่คิดอะไรกันบ้าง อย่างน้อยก็น่าจะได้เห็นถึงความเชื่ออันมั่นคงของโยชูวาและคาเลบที่วางใจในพระเจ้าและเดินตามพระองค์อย่างสุดใจ เพราะฉะนั้นอยากให้เด็กๆเรียนรู้ที่จะยึดความเชื่อเป็นหลักในการดำเนินชีวิตของเราบ้าง เพราะแท้จริงแล้วเราทุกคนที่อยู่ในยุคพระคุณนั้น มียุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าเป็นตัวช่วยที่จะทำให้เรามั่นคงอยู่บนทางของพระเจ้าได้อย่างไม่ยากเย็น วันนี้น้าตุ๊กก็เลยหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาสอนย้ำให้เด็กๆอย่าลืมว่า เรามีเกราะป้องกันและอาวุธที่พระเจ้าประทานให้ อยู่ติดตัวพวกเราทุกคนตลอดเวลา ทีนี้ มาดูกันว่ายุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า คืออะไร และมีไว้เพื่ออะไร
ดูเอเฟซัส 6:10-12 คือเกราะป้องกันและอาวุธที่คริสเตียนจำเป็นต้องมีและใช้ให้เป็นเพื่อที่เราจะได้รู้เท่าทันและสามารถป้องกันการคุกคามของมาร ทีนี้ เกราะหรือศาสตราอาวุธที่เราพูดถึงนั้นมันคืออะไร ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายแท้จริงแล้วการสวม“ยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า” ก็คือ การสวมทับหรือการประดับจิตวิญญาณของเราด้วยชัยชนะหรือพระคุณของพระเยซูคริสต์
แล้วเราได้รับยุทธภัณฑ์ของพระเจ้านี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ดูกาลาเทีย 3:26-29
“เพราะท่านทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้าร่วมในพระเยซูคริสต์โดยความเชื่อ คนที่บัพติศมาเข้าร่วมในพระคริสต์แล้วก็จะ สวมชีวิตพระคริสต์” บัพติศมาในพระคริสต์หมายถึง “คนที่รับด้วยปากและเชื่อด้วยใจ” ว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเขา เราเคยเรียนกันไปแล้วว่า ในยุคพระคุณของพระเยซูคริสต์นั้น ทุกคนที่รับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด จะได้รับบัพติศมาโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ทันที ทันทีเลย ไม่เกี่ยวกับการบัพติศมาด้วยน้ำ เพราะการบัพติศมาด้วยน้ำนั้นเป็นเครื่องหมายที่แสดงออกทางภายนอกถึงความเชื่อของเรา เหมือนเราสวมแหวนแต่งงานเป็นเครื่องหมายที่แสดงให้ทุกคนเห็นว่า “เราแต่งงานแล้ว” แต่ถึงเราไม่สวมเราก็คือคนที่มีคู่แล้วอยู่ดี เพียงแต่คนอื่นอาจจะไม่รู้ ส่วนการได้รับบัพติศมาโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นคือ การที่เราได้สวมชีวิตของพระคริสต์ไว้ในจิตวิญญาณของเรา ตั้งแต่วันแรกที่เราต้อนรับพระองค์เข้ามาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา หรือพูดง่ายๆว่า เมื่อเราเชื่อด้วยปากและรับด้วยใจ พระองค์ก็ได้สถิตอยู่ในใจของเราเรียบร้อยแล้ว พร้อมกันนั้นเราก็ได้รับฤทธิ์อำนาจแห่งชัยชนะบนไม้กางเขนของพระองค์มาด้วย เราจึงมีอาวุธและเกราะป้องกันจิตวิญญาณให้ปลอดภัยจากการคุกคามของมาร
สรุปแล้วก็คือ เราได้รับยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้ามาตั้งแต่วันแรกที่เราเชื่อพระเยซู แต่บางคนอาจจะไม่รู้ ก็เลยไม่เคยหยิบมาใช้............ส่วนคำว่า”พญามาร”ฟังดูแล้วอาจจะออกแนวแฟนตาซีไปหน่อย จริงๆแล้วมารคืออะไร
ดู 2โครินธ์ 10:3 ข้อนี้อ.เปาโลบอกว่า อาวุธของพระเจ้าก็เพื่อทำลายเหตุผลจอมปลอม และทิฐิมานะทุกประการที่ตั้งตัวขึ้นขัดขวางความรู้ของพระเจ้า เพราะฉะนั้น สรุปแล้วมารคืออะไร มารก็คือ อะไรก็ตามที่อยู่ตรงข้ามหรืออยู่คนละฝ่ายกับพระเจ้า มารจะเป็นตัวขัดขวางและพยายามทุกวิถีทางที่จะดึงเราให้หลุดไปจากทางของพระเจ้า ร้ายสุดคือตัวที่อยู่ในความคิดของเรา เพราะมารจะทำลายเราได้ก็ต่อเมื่อความเชื่อของเราสั่นคลอน มันเลยมักจะคอยหาช่องกัดกินความคิดของเรา คอยให้เหตุผลผิดๆ ใส่ความคิดผิดๆ เพื่อที่เราจะได้สงสัยหรือไม่แน่ใจในถ้อยคำของพระเจ้า เพราะนั่นคือวิธีที่จะทำให้จิตวิญญาณของคริสเตียนอ่อนแอลง และสุดท้ายก็อาจจะหลุดออกไปจากทางของพระเจ้า (แล้วมันก็...บิงโก)
อีกตัวที่ชั่วร้ายไม่แพ้กัน อยู่ในเนื้อหนังของเราเอง ก็คือ กิเลส ตัณหา ความเย่อหยิ่ง ความอิจฉาริษยา หรือความโลภในทุกๆทาง ทั้งลาภ ยศ สรรเสริญทั้งหลายทั้งปวง
.......ส่วนลำพังพวกภูติผี ปีศาจ ประเภทผีหลอกวิญญาณหลอน หรือบรรดาไสยศาสตร์พ่อมดหมอผี ถามว่าพวกนี้ใช่มารมั๊ย ใช่! แต่พวกนี้ไม่เท่าไหร่ เพราะเอาเข้าจริงๆแล้วมันทำอะไรเราไม่ได้ แค่มันรู้ว่าเราเป็นคนของพระเจ้า มันก็ไม่อยากยุ่งแล้ว (อันนี้ คือเรื่องจริง) เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปสนใจ เพราะว่ามันไม่ค่อยมาสร้างปัญหาให้เราเท่าไหร่ (นอกจากเราจะไปอยากรู้อยากเห็นและเอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมันเอง หรือกลัวมันไปเอง)
ดังนั้น การเรียนที่จะรู้จักใช้ยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า ก็เลยเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับคริสเตียนทุกคน เพราะว่าเรื่องของฝ่ายวิญญาณหรือสงครามฝ่ายวิญญาณ มันมีอยู่จริงๆ แต่ปัญหามันมีอยู่ว่า ถ้าไม่รู้จักแยกแยะหรือใช้ให้ถูกกาละเทศะ หลายคนก็มักจะยุ่งกับมันมากเกินไป จนทำให้ไปยึดติดกับเรื่องฤทธิ์เดชหรือปาฏิหารย์ และความเชื่ออาจจะผิดเพี้ยนได้ ซึ่งมันไม่ใช่เพราะโลกนี้ยังไม่ได้เป็นเวลาของเรื่องฝ่ายวิญญาณเพียงอย่างเดียว
ยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้ามีอะไรบ้าง ดูเอเฟซัส 6:14-17
สิ่งแรกพระคำภีร์บอกไว้ว่า “เอาความจริงคาดเอว” เพราะฉะนั้นยุทธภัณฑ์แรกของคริสเตียนคือ “เข็มขัด” นักรบสมัยโบราณคาดเข็มขัดเพื่อพกอาวุธให้ครบมือ ในข้อ๑๔บอกว่า”เอาความจริงคาดเอว” แล้วอะไรคือความจริง
เปิดไปดู ยอห์น 17:17 “ พระวจนะของพระเจ้า คือความจริง” เพราะฉะนั้นอาวุธแรกของเรานั้นอยู่ใน ถ้อยคำพระเจ้า และหลายๆครั้งความจริงจากถ้อยคำพระเจ้า มักจะช่วยให้เราผ่อนคลายหายเหนื่อย ทั้งจากความบาป ความกลัว ความวิตกกังวลทั้งหลายทั้งปวงที่โลกหยิบยื่นให้เราไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรฐกิจเงินทอง โรคภัยไข้เจ็บ อุบัติเหตุ หรือภัยธรรมชาติ ที่เราได้รับรู้มามันก็คอยแต่จะบิ๊วท์ให้เราอยู่ไม่สุข แต่ขอบคุณพระเจ้าที่คริสเตียนมีถ้อยคำของพระเจ้าเป็นความจริง ที่จะทำให้เราไม่กลัวแล้วก็อยู่ได้อย่างมั่นคงและสงบเย็น เช่น เมื่อไหร่ที่เราตกงาน หรือถูกผลกระทบจากภาวะที่เศรฐกิจไม่ดีที่ กลัวว่าจะไม่มีกินเราก็เปิดไปดูพระคำสดุดี 23:1-2 “พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะข้าพเจ้าจะไม่ขัดสน พระองค์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้านอนลงที่ทุ่งหญ้าเขียวสด พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปริมน้ำแดนสงบ” แปลว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยง และคำว่าพระองค์ทรงให้เรานอนลงที่ทุ่งหญ้าเขียวสด ก็หมายถึง พระองค์จะทรงเลี้ยงดูเราอย่างดีไม่ใช่เลี้ยงแบบขอไปที แต่แกะของพระองค์จะได้กินหญ้าที่เขียวสดอยู่เสมอและไม่เหน็ดเหนื่อยจนเกินไปด้วย เพราะคำว่า “ริมน้ำแดนสงบนั้น” โดยส่วนตัวแล้วน้าตุ๊กคิดว่ามันไม่ได้หมายถึงอาณาจักรสวรรค์เพียงอย่างเดียว เพราะคำนี้ยังทำให้น้าตุ๊กนึกถึงความมีสันติสุขในใจและได้กลิ่นของความสงบเย็นท่ามกลางความวุ่นวายและร้อนระอุของโลกใบนี้อีกด้วย
......หรือเมื่อไหร่ที่เราป่วยไข้ สมมติว่าเป็นหวัด2009 เอาล่ะสิ บางคนก็บอกเป็นแล้วไม่ตายแต่บางคนบอกไม่แน่! เราก็ท่องเลยพระคำอพยพ15:26 “.....แล้วโรคต่างๆที่เราให้เกิดกับชาวอียิปต์นั้น เราจะไม่ให้บังเกิดแก่พวกเจ้าเลย....” ถึงเกิดก็หายได้ “...เพราะเรา คือแพทย์ของเจ้า” แล้วถึงจะไม่หาย เป็นแล้วบังเอิญเรา “ตาย” ต้องกลัวมั๊ย ไม่ต้องกลัว อาณาจักรสวรรค์รอเราอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น เอาไงก็ได้ เราพร้อมทุกอย่าง
.......หรือ ทุกวันนี้มีเรื่องภัยพิบัติทางธรรมชาติเยอะ เราดูข่าวแล้วรู้สึกหวาดๆ ก็ไม่เป็นไรเพราะเรามี สดุดี 91:7-11 แปลว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น และไม่ว่าเราจะเป็นหรือตายเราก็จะปลอดภัยอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าเสมอ
สรุปแล้วอุบายแรกของมาร ก็คือ มันจะโจมตีถ้อยคำของพระเจ้า ถ้าเมื่อไหร่ที่เด็กๆสงสัยในพระวจนะของพระเจ้า รู้ตัวไว้เลย เรากำลังถูกมารปลดอาวุธ เพราะฉะนั้นให้เรายึดมั่นในถ้อยคำของพระเจ้า อย่าสงสัย ท่องจำให้ขึ้นใจอยู่เสมอ จะบทเดียวหรือหลายบทก็ขอให้ท่องไว้ (เลือกที่เราชอบก็ได้เพราะพระคำของพระเจ้าเป็นทั้งอาวุธและเกราะป้องกัน)
ยุทธภัณฑ์ที่สอง พระคำภีร์บอกว่า “ให้เอาทับทรวงเป็นเครื่องป้องกันอก” ทับทรวงรู้จักมั๊ย เครื่องประดับชิ้นโตๆที่แขวนอยู่กลางอก ทับทรวงของพระเจ้านั้นไม่ได้มีไว้เพื่อโชว์หรือแค่ให้ดูกล้ามใหญ่ใจโต เหมือนอะไรนะที่แขวนกันอันใหญ่ๆ สมัยนี้ (ฮิๆ ว่าจะไม่พาดพิงแล้วเชียว)
ทับทรวงของพระเจ้า คือ ความชอบธรรมในใจ มีไว้เพื่อป้องกันอาวุธของมารเพราะอุบายอย่างที่สองของมารคือ มันจะโจมตีเรื่อง”ความชอบธรรมของเรา” มันจะคอยกระซิบหรือทำให้เราสงสัยในความชอบธรรมของเรา เคยมะ อยู่ดีๆก็คิดว่า “เอ๊! ทำไมแค่เราเชื่อพระเยซูแล้วถึงกลายเป็นคนชอบธรรมได้นะ” เรายังไม่ได้ทำความดีอะไรเลยแล้วจะเป็นผู้ชอบธรรมได้ไง เนี่ย อย่างเงี้ย ถูกมันโจมตีละ แล้วไม้เด็ดของมันคือ มันจะเอาความบกพร่องหรือความผิดพลาดในอดีตของเราเป็นเครื่องมือ (ที่หวังผลได้ซะด้วยสิ) เช่น เราอาจจะเคยเป็นคนขี้โมโห เราเคยเห็นแก่ตัว เราเคยขโมยของคนอื่น เคยขโมยเงินแม่ หรือแม้แต่เคยติดยา เคยติดคุก เคยสารพัดที่จะชั่วร้ายซะขนาดนี้ แค่เชื่อพระเยซู แล้วจะกลายเป็นคนบริสุทธิ์ชอบธรรมได้ไง (ประมาณเนี้ย) คิดแล้วก็สะท้อนอยู่ในอก อยู่ในอกจริงๆ ไม่เชื่อเด็กๆลองนึกถึงสิ่งไม่ดีที่เราเคยทำซักเรื่องสิ มันจะรู้สึกวาบอยู่ในอกจริงๆ
พระคำภีร์ถึงเปรียบความชอบธรรมที่พระเจ้าประทานให้ เป็นทับทรวงที่ใช้ป้องกันความรู้สึกผิดต่างๆ ไม่ให้มารเอากลับมาเล่นงานเราได้ เพื่อที่เราจะรู้สึกมั่นใจและเชื่อได้จริงๆว่าเรา คือผู้ชอบธรรม เพราะฉะนั้น ถึงเวลาแล้วที่เราจะเลิกกล่าวโทษตัวเอง ไม่ว่าในอดีตเราจะเลวร้ายขนาดไหนพระเยซูทรงชำระเราให้บริสุทธิได้มั๊ย สบายมาก ไม่มีบาปอันไหนใหญ่เกินกว่าที่พระองค์จะชำระได้ ขอให้เรามั่นใจแขวนความชอบธรรมของพระเจ้าป้องกันอกไว้ตลอดเวลา (แล้วแขวนยังไง ) ก็ให้เราขอบคุณพระเจ้า แล้วย้ำกับตัวเองเสมอๆว่า ความชอบธรรมของพระองค์ทรงเสถียร ไม่มีมากไม่มีน้อยไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ถ้าเชื่อพระเยซูคุณก็คือผู้ชอบธรรมเหมือนกัน และตราบใดที่เราเชื่อ พระองค์ไม่มีวันเอากลับคืน
ในหนังสือเอเฟซัส 6:15บอกต่อไปว่า “และเอาข่าวประเสริฐแห่งสันติสุข ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความพรั่งพร้อม มาสวมเป็นรองเท้า”
ยุทธภัณฑ์ที่สาม คือ รองเท้า ข้อนี้บอกว่าข่าวประเสริฐแห่งสันติสุข คือรองเท้า รองเท้ามีไว้เพื่อป้องกันการเสียดสีและลดความเจ็บปวดเวลาที่เราเดินไปเจอหินแหลมคมหรือเดินบนทางขรุขระ ก็คือ ช่วงเวลาที่เราต้องเจอปัญหาหรืออุปสรรคในชีวิต ซึ่งในช่วงเวลาอย่างงั้นมารก็มักหาทางให้เราลืมข่าวประเสริฐ เอาความคิดเลวๆมาใส่แทน เช่น เชื่อพระเจ้าแล้วทำไมยังต้องเจอกับปัญหา ถ้าพระเจ้ารักเราจริงทำไมเรายังเจ็บป่วย
ถ้าในช่วงที่ชีวิตราบรื่นดีไม่มีปัญหา มันเป็นการง่ายที่เราจะท่องว่า “พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง ...” แล้วเราก็ได้เรียนรู้และเข้าใจดีว่าโลกนี้มันแค่ชั่วคราว ถ้าลำบากก็ทนเอาหน่อย มันไม่นานหรอก เพราะพระเจ้าเตรียมของจริงบนสวรรค์ไว้ให้เราแล้ว (เราจะคิดได้หมด ตราบใดที่เรายังอยู่ดีมีสุข) แต่ขณะที่เราอยู่ในปัญหา มารก็จะหลอกล่อ ให้เราคิดทุกอย่างในแง่ร้าย ถ้าความเชื่อของเราไม่แข็งแรง บางทีก็มีแว่บเชื่อมัน ลืมไปเลยว่าลำบากก็แป๊บเดียว ลืมโฟกัสที่ชีวิตนิรันดร์ หันมาจดจ่อกับความทุกข์ยาก (เนี่ย คือเราถูกมารเล่นงานแล้ว) และที่สำคัญ เราชอบลืมว่าเรามีเกราะป้องกันที่พระเจ้าประทานไว้ ให้หยิบมาใช้ในเวลาที่ทุกข์ยาก คือ รองเท้าของข่าวประเสริฐ
ให้เราบอกข่าวดีกับตัวเองอยู่เสมอว่า “พระเจ้ามีทางออกให้กับทุกปัญหา มีแน่นอน “ อธิฐานกับพระองค์ (ต้องมีทางออกแน่ๆ ) แล้วเราก็จะก้าวต่อไปได้อย่างมีสันติสุข
เอเฟซัส 6:16 “และพร้อมกับสิ่งทั้งหมดนี้ จงเอาความเชื่อเป็นโล่” ดังนั้น ยุทธภัณฑ์ที่สี่ คือ โล่ หรือ ความเชื่อ ในข้อนี้บอกให้เราประดับให้ครบชุด ทั้งสามสิ่งที่พูดถึงไปแล้ว ก็มี “เข็มขัด ทับทรวง แล้วก็รองเท้า” รวมทั้งในข้อนี้ บอกให้มีความเชื่อเป็นโล่ป้องกันอาวุธของมารที่คอยยิงใส่เรา .......จริงๆแล้วโล่เนี่ยเป็นเกราะป้องกันชั้นแรกเลย ที่สามารถกันอาวุธไม่ให้เข้าถึงตัวเรา .........และในทางเดียวกันถ้าเรามีความเชื่อที่มั่นคง (เหมือนมีโล่ที่แข็งแรง) สิ่งต่างๆหรือสถานะการณ์ใดๆในโลกนี้ก็จะไม่สามารถทำให้เราไขว้เขว สงสัยหรือหลุดออกไปจากทางของพระเจ้าได้เลย แล้วถ้าเราถือโล่แห่งความเชื่ออยู่เสมอ บางที เข็มขัดหรือทับทรวง ก็แทบไม่ต้องใช้ (เพราะอะไร)
เพราะ ถ้าเรามีความเชื่อเราจะสงสัยในถ้อยคำพระเจ้ามั๊ย ไม่สงสัย ก็เชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์
.....หรือถ้าเรามีความเชื่อ เราจะสงสัยในความชอบธรรมของตัวเองมั๊ย ไม่สงสัยหรอก เพราะเราจะเชื่ออย่างสนิทใจว่า พระเยซูทรงชำระเราให้บริสุทธิ์ได้จริงๆ เพราะฉะนั้น จงถือความเชื่อให้มั่น เพื่อที่อาวุธหรือการล่อลวงของมารจะได้เข้าไม่ถึงตัวหรือเข้าไม่ถึงจิตวิญญาณของเรา
ดูต่อไปข้อที่๑๗ บอกว่า “จงเอาความรอดเป็นหมวกเหล็กป้องกันศีรษะ...” เพราะความรอด คือ บทสรุปสุดท้ายหรือเป้าหมายสูงสุดของคริสเตียน และเป็นความหวังใจที่เราเฝ้ารอ และพระเจ้าทรงประทานให้เราแล้วตั้งแต่วันแรกที่เราเชื่อพระเยซูคริสต์
ในข้อนี้ บอกว่า ความรอดเป็นหมวกเหล็ก ซึ่งเท่ากับมีไว้ป้องกันศีรษะ เพราะถ้าเรามีเข็มขัด มีทับทรวง มีรองเท้า แล้วก็ถือโล่ป้องกันครบชุด แต่เราเปิดกระหม่อมโชว์ไว้ไม่มีเกราะป้องกัน มารยิงหัวทีเดียว (ตายมะ) ไม่เหลือ
เปิดไปดู โรม10:9-10 (อ่าน) ในข้อนี้บอกเราว่า “ถ้าเราเชื่อด้วยปากและรับด้วยใจว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า เราก็ได้รับความรอดแล้ว” เพราะฉะนั้น เมื่อเราประดับเกราะป้องกันตัวครบถ้วนแล้ว อย่าลืมใส่หมวกเหล็ก โดยการบอกตัวเองอยู่เสมอว่า “เรารอดแล้ว” ไม่ต้องสงสัย..เพราะถ้าเราสงสัย เท่ากับเราถอดหมวกเหล็ก เปิดศีรษะให้เป็นเป้าซ้อมมือของมาร ทำไม ความสงสัยถึงทำให้เราถอดหมวก ประโยคนี้ทำให้น้าตุ๊กนึกถึงภาพยนต์เรื่องหนึ่งที่เคยดูนานมาแล้ว ชื่อเรื่อง “saving private ryan” เป็นหนัง drama ที่มีฉากส่วนใหญ่อยู่ในสนามรบ ทหารทุกคนแต่งเครื่องแบบเต็มยศพร้อมทั้ง “สวมหมวกเหล็ก” เพื่อป้องกันศีรษะให้ปลอดภัยจากกระสุนของฝ่ายตรงข้าม หนังเรื่องนี้เปิดฉากขึ้นด้วยการยิงถล่มกันของทั้งสองฝ่าย มีทหารมากมายตายและบาดเจ็บ ส่วนฉากที่อยากจะเล่าให้ฟังก็คือ ในช่วงที่ทหารทั้งสองฝ่ายยิงใส่กันอย่างไม่ลืมหูลืมตานั้น ภาพก็จับไปที่ทหารคนหนึ่งถูกยิงที่ศีรษะ แต่เขาสวมหมวกเหล็กป้องกันอยู่เลยทำให้กระสุนแฉลบออกไป กระสุนไม่สามารถเจาะเข้าไปในศีรษะของเขาได้ แต่ทหารคนนี้ก็คงรู้สึกว่าตัวเองถูกยิงที่ศีรษะและไม่แน่ใจว่า เข้าหรือไม่เข้า “ด้วยความสงสัย เขาจึงเปิดหมวกออก” แล้วเอามือลูบไปทั่วศีรษะเพื่อสำรวจหารอยกระสุน (ซึ่งจริงๆแล้ว ไม่มี) ในขณะที่ หมวกถูกเปิดขึ้นด้วยความสงสัย ของเจ้าตัว ทันใดนั้น ก็มีกระสุนอีกนัดของฝ่ายตรงข้ามที่วิ่งเข้ามาเจาะทะลุศีรษะของเขา.....อีกทีและครั้งนี้.......ไม่พลาดและไม่มีหมวกเหล็ก.........ตายคาที่
ดูฉากนี้แล้วก็อดคิดในใจไม่ได้ว่า “เอ็งสงสัยทำไม (วะ) “ (ขอโทษที่ไม่สุภาพ) แต่ความไม่มั่นใจของทหารคนนี้มันขัดใจจริงๆ เพราะใส่หมวกไว้ก็ดีอยู่แล้วมัวแต่สงสัยเลยโดนเจาะกะโหลกเข้าให้จริงๆ
ภาพของหนังเรื่องนี้คงอธิบายได้ชัดเจนทีเดียว ว่าทำไมความสงสัยถึงอาจฆ่าเราได้ ขอบคุณพระเจ้าที่ฉากของหนังเรื่องนี้ (ที่ดูมาเกือบสิบปีแล้ว) แจ่มชัดขึ้นมาในหัวของน้าตุ๊กทันทีที่เตรียมบทเรียนข้อนี้อยู่ เพราะบางเรื่องก็ยากที่จะสรรหาคำพูดมาอธิบายให้เห็นภาพได้
สุดท้าย ในข้อที่๑๗ บอกต่อไปว่า”..และจงถือพระแสงของพระวิญญาณ คือ พระวจนะของพระเจ้า” ยุทธภัณฑ์ห้าอย่างแรกที่เรียนไปมีไว้สำหรับป้องกัน แต่ชิ้นสุดท้ายคือพระแสงของพระวิญญาณ คือ “ดาบ” มีไว้ตอบโต้
ดูมัทธิว 4:5-7/8-11
แล้วมารจึงละพระองค์ไป...ในข้อนี้เป็นตัวอย่างที่พระเยซูใช้ถ้อยคำพระเจ้าเอาชนะการทดลองของพวกมาร เพราะฉะนั้น จำไว้ว่าถ้อยคำพระเจ้าเป็นอาวุธที่มารกลัวที่สุด เมื่อเราใช้พระคำต่อสู้กับมันเหมือนที่พระเยซูทรงทำ เราจะเป็นฝ่ายชนะ มารก็จะกลัวแล้วหนีไป .............เพียงแต่เราต้องระวังที่จะใช้ดาบนี้ให้ถูกที่ถูกทาง ก็คือใช้ตอบโต้เมื่อเวลาที่ถูกมารมันคุกคาม แต่...ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ยังไม่มีใครทำอะไรเราเลย ก็หยิบดาบมาเที่ยวไล่ฟาดฟันคนอื่นเขา อะไรไม่ได้อย่างใจก็สถาปนาในนามพระเยซู ไม่ชอบหน้าเพื่อนที่ทำงานหรือที่ร.รโดยไม่มีเหตุผล ก็หาถ้อยคำพระเจ้ามาไล่เขา สถาปนาให้เขาหายไปจากชีวิต อันนี้ก็ไม่ถูก ........จำไว้ว่า..ถ้อยคำพระเจ้าจะมีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาด ก็ต่อเมื่อเราใช้อย่างถูกต้องและชอบธรรม
คือ ๑. เราใช้เพราะเรามีความสัมพันธ์กับพระองค์ คือ เราเชื่อพระเยซู
และ๒. เราพึ่งพาในสิทธิอำนาจของพระเจ้า (โฟกัสที่พระเจ้า เหมือนคาเลบ) ไม่ใช่ความสามารถหรือเรี่ยวแรงกำลังของตัวเอง
ทั้งหมดนี้คือยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของคริสเตียนทุกคน ที่พระเจ้าประทานให้ตั้งแต่วันแรกที่เราเชื่อพระเยซู ขอให้เด็กๆอย่าลืมที่จะหยิบมาใช้ เพื่อที่จิตวิญญาณและความเชื่อของเราจะได้มั่นคงอยู่ในทางของพระเจ้าตลอดไป....สำหรับชั้นเรียนยุวชน สัปดาห์หน้าก็จะเป็นบททดสอบของหนังสือโยชูวา เตรียมตัวกันมาด้วยนะคะเด็กๆ...แล้วพบกัน
ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ