วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เฉลยบททดสอบ 1ซามูเอล ชุดที่ 2 (ข้อที่11-30)

11.ตอบ ก.เพราะซาอูลเป็นผู้นำที่พระเจ้าทรงเจิมไว้ ดาวิดรู้แก่ใจและยอมรับในเรื่องนี้ เพราะเขาเชื่อฟังพระเจ้าก็ต้องยอมรับในสิ่งที่พระองค์เลือกด้วย การเหยียดมือหรือแม้แต่เปิดปากออกต่อต้านคนที่พระเจ้าเลือกก็เท่ากับต่อต้านพระเจ้าโดยตรง เพราะฉะนั้น อย่าเอาสติปัญญาที่มีเพียงน้อยนิดของเราไปตัดสินพระเจ้าโดยการต่อต้านหรือไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่พระองค์เลือก ไม่ว่าคนๆนั้นจะมีจุดอ่อนอะไรหรือนิสัยแย่ซักแค่ไหนก็ตาม เราต้องเชื่อว่า..เขาต้องมีเหลี่ยมคมที่พระเจ้าทรงใช้ได้
12.ตอบ ค.ถูกทั้งสองข้อ เพราะทุกคนรอบตัวเรา รวมทั้งตัวเราเอง..ต่างเป็นสิ่งที่มาจาการทรงเลือกของพระเจ้าทั้งหมด
13.ตอบ ข.อธิฐานและวางใจในพระเจ้า ระลึกอยู่เสมอว่าพระองค์ทรงควบคุมดูแลอยู่และจะทรงบันดาลให้ทุกอย่างเป็นไปตามพระทัยของพระองค์เสมอ ถ้าผู้นำกระทำผิดจริง..พระเจ้าจะทรงพิพากษาเองในรูปแบบที่พระองค์เห็นสมควร จริงๆความวุ่นวายหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ก็เกิดจากการที่คนเราไม่มีความเชื่อ..เมื่อไม่มีความเชื่อก็ไม่มีพระวจนะของพระเจ้าเป็นหลักในการดำเนินชีวิต หลายครั้งที่ไม่พอใจใคร..โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อไม่พอใจ..ผู้นำ(ในทุกๆสถาบัน) ก็อยากจะเป็นผู้ตัดสิน แล้วก็แก้ปัญหานั้นด้วยมือของตัวเอง..ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ เพราะไม่มีความเชื่อ..ก็เลยมีมุมมองที่แคบกว่า และไม่มีวิสัยทัศน์ทางฝ่ายวิญญาณ..ว่าแท้จริงแล้ว พระเจ้าคือผู้ควบคุม และอนุญาตให้ทุกสิ่งเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ผู้นำ..ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ครูอาจารย์ สามี เจ้านาย หรือแม้แต่คณะรัฐบาล ก็คือผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกให้เป็นผู้นำของเรา ถ้าผู้นำผิดจริงพระเจ้าจะทรงพิพากษาเองในแบบของพระองค์ แล้วการพิพากษานั้นก็สัตย์ซื่อและเที่ยงธรรมกว่า เป็นผลดีกว่า และลงตัวกว่า ถ้าใครจะปฎิเสธความจริงในข้อนี้..น้าตุ๊กขอแนะนำให้มองดูภาวะของโลกร้อนในปัจจุบัน..ความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศทุกวันนี้ ก็คือการพิพากษาที่มาจากพระเจ้า มนุษย์กำลังต้องกินผลแห่งน้ำมือตัวเองที่ทำร้ายโลก..ถามว่านานมั๊ยกว่าการพิพากษานี้จะเกิดขึ้น นานทีเดียว..ที่พระเจ้าทรงอดทนรอให้มนุษย์กลับใจใหม่แต่มนุษย์..ไม่ พวกเขายังคงเดินหน้าทำลายโลกอย่างต่อเนื่อง แล้วเมื่อวันพิพากษามาถึง เราจะได้เห็นว่า..การลงโทษของพระเจ้านั้น..สาแก่ใจเพียงใด เพราะฉะนั้น ถ้ามนุษย์มองเห็นความจริงในข้อนี้ แล้วถ่อมใจลงที่จะเชื่อและยำเกรงพระเจ้า เขาก็จะวางใจมอบให้พระองค์เป็นผู้พิพากษา เป็นผู้นำพาให้ทุกวัฎจักรของโลกนี้ขับเคลื่อนไปด้วยพระเจ้าผู้เกรียงไกร..ไม่ใช่ด้วยน้ำมือของมนุษย์ผู้อ่อนแอ..ขลาดเขลาและเย่อหยิ่ง (ถ้าใครรับคำนี้ไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร ถือว่าน้าตุ๊กว่าตัวเองก็แล้วกัน.."><").
14.ตอบ ข.โกรธเพราะอารมณ์ไม่คงที่ของมนุษย์ เด็กๆต้องดูให้ดี..ไม่ใช่พอเห็นว่าเป็นดาวิด..ก็เลยคิดว่าเขาน่าจะโกรธโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพราะบริบทนี้เห็นชัดเจนว่า..ดาวิดโกรธเพราะอารมณ์ของมนุษย์ที่ไม่คงที่ของมนุษย์ เพราะนาบาลก็แค่พูดจาถากถางและไม่ยอมให้ในสิ่งที่ดาวิดร้องขอ..ก็เท่านั้น ยังไม่ได้ทำร้าย ขู่ฆ่า หรือตามล่าดาวิดเหมือนซาอูลเลย แต่เพราะดาวิดก็เป็นแค่มนุษย์คนนึง..จึงยังมีวาระที่อ่อนแอและสามารถผิดพลาดได้เสมอ
15.ตอบ ค.แม้จะเคยเอาชนะความบาปของเนื้อหนังได้ แต่มนุษย์ยังล้มลงในความบาปได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ถ้าเมื่อวานหรือวันนี้..เราสามารถเอาชนะนิสัยไม่ดีบางอย่างของตัวเองได้ มันก็ไม่ได้การันตีว่าเราจะชนะอย่างงี้ทุกวัน เด็กๆต้องจำไว้..ว่าตราบใดที่เรายังอยู่ในร่างกายนี้..เชื้อบาปและความอ่อนแอในตัวเรา มันสามารถผุดขึ้นมาได้ทุกเมื่อ เราถึงต้องพึ่งพระเจ้าตลอดเวลา..ห่างไม่ได้..ห่างเมื่อไหร่นิสัยแย่ๆพร้อมที่จะกลับมาทันที
16.ตอบ ค.เมื่อผู้นำทำสิ่งที่ค้านกับน้ำพระทัยพระเจ้า เราต้องไม่เดินตามอย่างเด็ดขาด พระเจ้าทรงสอนให้เราเชื่อฟังผู้นำก็จริง แต่ต้องเชื่อฟังตามแบบของพระเจ้า คือ เชื่อฟังพระเจ้าโดยเอาพระวจนะของพระองค์เป็นหลักเกณฑ์ก่อน แล้วถึงจะเป็นผู้นำ..ตามแนวทางที่พระองค์ทรงตั้งไว้ ดังนั้น เมื่อไหร่ที่ผู้นำไม่ยึดถือหรือเดินตามพระวจนะของพระเจ้า เราก็ไม่จำเป็นต้องเดินตามหรือเอาเป็นแบบอย่างอีกต่อไป
17. ตอบ ก.เพราะอาบีกายิลทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสามีแล้วก็ยังคนอื่นอีกหลายคน รวมทั้ง..ดาวิดด้วย แต่เดี๋ยวก่อน..การขัดคอหรือคัดค้านสามี..บางทีก็ไม่ใช่คำตอบเสมอไป มันต้องว่ากันเป็นเรื่องๆไป..ว่าเราค้านสามีเรื่องอะไร..ใช่เรื่องที่เขาไม่ดำเนินในทางพระเจ้าหรือเปล่า..
ส่วนการมีสติปัญญาที่พระเจ้าประทานให้ก็ยังไม่สมบูรณ์พอที่จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ชอบธรรม ถ้าคนๆนั้นไม่ใช้ของประทานให้เป็นประโยชน์ในทางพระเจ้า..ในเวลาที่ถูกที่ควร เพราะฉะนั้น อาบีกายิลจึงได้ชื่อว่าเป็นภรรยาที่ดี เพราะเธอใช้สติปัญญาให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อื่น (ด้วยความรัก) ดูเผินๆจะเห็นว่า..เธอทำสิ่งที่ขัดแย้งกับสามี แต่ในบริบทนี้ชี้ชัดว่า..นาบาลผิด เพราะไม่ดำเนินในทางพระเจ้า อาบีกายิลจึงเลือกทำสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุด..ต่อสามี คนในบ้าน และรวมถึงดาวิดด้วย เพราะถ้าอาบีกายิลไม่เห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่น เธอก็อาจจะเลือกเป็นภรรยาที่ดีด้วยการนั่งมึน..อยู่เฉยๆ นาบาลว่าไง..เธอก็ว่าตามกัน ไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นแก้ปัญหานู่นนี่ที่จะตามมา สามีกับผู้ชายในบ้านจะถูกฆ่าตายก็ช่าง หรือดาวิดจะต้องทำบาปด้วยการฆ่าผู้บริสุทธิ์เธอก็ไม่เกี่ยว (ดีซะอีก..เบื่อมานานละ..สามีแย่ๆอย่างงี้..อันนี้..น้าตุ๊กพูดเองนะ อาบีกายิลไม่ได้พูด) แถมพระเจ้ายังสอนให้เชื่อฟังสามี ถ้าอาบีกายิลจะอ้างอย่างนี้เพื่อที่จะอยู่เฉยๆ ก็คงไม่มีใครเห็นความผิดของเธอชัดเจนเท่าไหร่..แต่เธอไม่ทำ เธอเลือกที่จะลุกขึ้น แก้ปัญหา รับหน้า และพร้อมที่จะยอมตายแทนทุกคน
18.ตอบ ค.ถูกทุกข้อ เพราะพระเจ้าสามารถสอนเราผ่านใครก็ได้..ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่แก่กว่า..เก่งกว่า..ฐานะดีกว่า..เรียนสูงกว่า แล้วพระเจ้าก็ไม่ได้ส่งถ้อยคำของพระองค์ผ่านทางศิษยาภิบาลหรือครูสอนพระคำภีร์เท่านั้น แต่พระเจ้าสามารถใช้ทุกอย่างให้เป็นสื่อของพระองค์ได้ บางทีก็ใช้คนที่เราไม่รู้จัก บางทีก็สื่อผ่านหนังที่เราดู..หนังสือที่เราอ่าน หรือเพลงที่เราฟัง เพราะฉะนั้น เราอย่าไปจำกัดหรือตีกรอบเองว่า..พระเจ้าต้องคุยกับเราผ่านทางศบ. ครู คนแก่ๆ หรือคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตเท่านั้น..ไม่ใช่ บางทีพระเจ้าอาจจะพูดกับเราผ่านเด็กเล็กๆ..ผ่านคนที่เพิ่งมาเชื่อ..คนที่ไม่ได้เชื่อพระเจ้า หรือแม้แต่คนที่ไม่สมประกอบ..พระเจ้าก็ใช้ให้เป็นสื่อของได้ ดาวิดถึงเป็นตัวอย่างที่ดี..ในการที่ยอมฟังคำพูดของอาบีกายิล เพราะถ้าจะนับกันจริงๆแล้ว ณ.จุดนั้น ดาวิดมีศักดิ์ศรีที่สูงกว่าอาบีกายิลเยอะ เพราะทั่วทั้งอิสราเอลรู้ว่า..ดาวิดคือ คนที่พระเจ้าเจิมไว้..ให้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอล.. แต่ดาวิดยังมีความถ่อมใจ และยอมรับว่าสิ่งที่อาบีกายิลพูดนั้นมาจากพระเจ้า
19.ตอบ ข.แท้จริงแล้ว..พระเจ้า คือ ผู้ที่ช่วยหยุดดาวิดไว้..ไม่ให้ทำบาป ส่วนอาบีกายิลเป็นแค่สื่อ..ที่พระเจ้าใช้..ให้มาพูดกับดาวิด..เท่านั้นเอง
20.ตอบ ก.พระเยซู คือ ทางเดียวที่มนุษย์จะสามารถเข้าสู่สวรรค์ เพราะพระองค์ทรงตรัสไว้ในข้อนี้ว่า.. ”เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า..ท่านจะได้เห็นท้องฟ้าเบิกออก และบรรดาทูตสวรรค์ของพระเจ้าขึ้นและลงอยู่เหนือบุตรมนุษย์” เราเรียนกันไปแล้วว่า..ข้อนี้สัมพันธ์และเป็นภาพเดียวกับที่ยาโคบฝัน ในปฐก. 28:12 ซึ่งภาพที่ยาโคบเห็นคือบันไดที่เป็นจุดเชื่อมระหว่างสวรรค์กับโลก ที่เขารู้เพราะตรงบันไดที่เขาเห็นในฝัน..มีทูตสวรรค์ขึ้นลงอยู่ตรงนั้น เพราะฉะนั้น การที่พระเยซูบอกว่า..เราจะเห็นทูตสวรรค์ขึ้นลงอยู่เหนือบุตรมนุษย์ จึงมีความหมายเท่ากับ..”บุตรมนุษย์นั้น” คือ ทางที่เชื่อมระหว่างสวรรค์กับโลก เพราะเป็นที่ที่ทูตของพระเจ้าขึ้นลงเหมือนตรงบันไดที่ยาโคปบอก แล้วบุตรมนุษย์ คือใคร..ก็พระเยซูคริสต์นั่นเอง เพราะฉะนั้น คำตอบหรือความหมายที่พระเยซูทรงบอกเราในข้อนี้ก็คือ พระองค์เป็นทางเชื่อมเดียวที่มนุษย์จะพามนุษย์เข้าสู่สวรรค์
21.ตอบ ก.ให้เราทำดีถวายพระเจ้า นี่คือเคล็ดลับ..ที่จะทำให้เราสามารถทำสิ่งที่ถูกต้องได้เสมอ..ไม่ว่าทำแล้วคนรอบข้างจะมีท่าทียังไง เห็นหรือไม่เห็น..ในสิ่งที่เราทำ มันก็ไม่สำคัญเพราะเราทำเพื่อพระเจ้า ไม่ได้ต้องการเสียงปรบมือหรือคำสรรเสริญจากมนุษย์ เพราะฉะนั้น เราจะมีจุดยืนที่มั่นคงแล้วก็มีพลังในการทำสิ่งที่ดี ไม่ใช่เดี๋ยวดี..เดี๋ยวร้าย ขึ้นลงไปตามเสียงตอบรับของคนรอบข้าง ถ้ามีคนชมก็ทำ..ไม่มีใครเห็นก็ไม่ทำ..อะไรประมาณนี้
22.ตอบ ค.ถูกทั้งสองข้อ พระเจ้าทรงนิ่งเฉย และถอนการทรงสถิตไปจากซาอูลเพราะพระองค์เห็นหัวใจที่ไม่สัตย์ซื่อครั้งแล้ว..ครั้งเล่าของซาอูล ทั้งที่พระองค์ก็อดทนรอให้เขากลับใจใหม่มานานแสนนาน..แต่ซาอูลก็ไม่เคยสำนึก สุดท้าย..วาระที่ต้องถูกพิพากษาก็มาถึง และเมื่อเวลานั้นมาถึงแล้ว..มันก็สายไป เด็กๆจำไว้ให้ดี ถ้ามีเสียงเตือน..ไม่ว่าจะผ่านใครมาก็ตาม ขอให้ไวต่อเสียงของพระเจ้า..ฟัง..แล้วรีบกลับใจใหม่ ถึงไม่มีกำลังพอก็ให้ขานรับพระสุรเสียงของพระเจ้าเหมือนซามูเอลว่าลูกอยู่นี่ ขอทรงตรัสเถิด..ลูกยอมรับพระองค์เจ้าข้า..ลูกขอโทษ ลูกอ่อนแอ ลูกมันแย่..ขอพระเจ้าเสริมกำลัง ลูกขอหลบอยู่ใต้ปีกของพระองค์ ขออย่างเดียว..อย่าทำเฉย หรือแกล้งไม่รู้..ว่าพระเจ้าเตือน เพราะถึงยังไงเราก็หนีความจริงไม่ได้
23. ตอบ ข.ไปหาหมอดูเพื่อทำนายดวงชะตา เพราะคนส่วนใหญ่ที่ไปหาหมอดูเขาต้องการอะไร..อยากรู้อนาคต..จะรวยมั๊ย..จะแต่งงานอายุเท่าไหร่ แต่งแล้วจะดีหรือไม่ ถามจริงๆเหอะ..รู้แล้วจะทำไม เปลี่ยนอนาคตได้มั๊ย..ไม่ได้ ที่เชื่อว่าจะเปลี่ยนอนาคตได้ด้วยการแก้เคล็ดต่างๆนาๆอ่ะ..คิดไปเองทั้งนั้น..เราทุกคนที่เชื่อพระเจ้ารู้แก่ใจ..ว่าทุกอย่างอยู่ใต้การควบคุมของพระเจ้าทั้งสิ้น แล้วเราก็รู้ว่า พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง..แล้วผลอันดีที่คริสเตียนทุกคนจะได้รับกันอย่างทั่วหน้า ก็คือ ความรอดและชีวิตนิรันดร์ ไม่ใช่บ้านหลังใหญ่ รถแพงๆ เงินเยอะๆ หรือสุขภาพที่ดีตลอดกาล (เพราะถ้าสุขภาพดีตลอดกาล..แล้วจะตายกันยังไง) ดังนั้น สิ่งที่เสื่อมสูญทั้งปวงจึงไม่ใช่คำตอบสำหรับคริสเตียน ความเชื่อในพระเจ้าอย่างเดียว..เพียงพอแล้วสำหรับเรา ถ้าคริสเตียนยังไปหาหมอดู..ก็ไม่ใช่คริสเตียนแล้วล่ะ เพราะคุณไม่มีความเชื่อ..ถึงได้ทำบาปด้วยการไปไว้ใจในสิ่งอื่น
ส่วนการเข้าไปในวัดหรือสุเหร่า..ไม่ใช่เรื่องต้องห้าม ตราบใดที่เราเข้าไปด้วยวัตถุประสงค์ที่จำเป็น เช่น ไปทัศนศึกษาเพื่อเปิดวิศัยทัศน์ หรือไปงานศพ
24. ตอบ ข.การช่วยกู้จากพระเจ้าในรูปแบบที่มนุษย์คิดไม่ถึง ในบริบทนี้..พระเจ้าทรงช่วยให้ดาวิดไม่ต้องไปรบกับพี่น้องตัวเอง..คือคนอิสราเอล จริงๆแล้วตอนนั้นดาวิดกำลังตกที่นั่งลำบาก เพราะไร..พูดง่าย คือ ไปหลอกอาคีช ก.ฟิลิสเตียไว้..ว่าเขาเป็นศัตรูกับอิสราเอลพี่น้องตัวเอง อาคีชถึงไว้ใจให้ที่พักพิง จนสุดท้ายบานปลายถึงขนาดแต่งตั้งให้เป็นองครักษ์ ดังนั้น เมื่อถึงเวลาที่ต้องไปรบ แน่นอน..องครักษ์ก็ต้องไปรบด้วย ดาวิดก็เลยงานเข้า..เพราะครั้งนี้ฟิลิสเตียจะไปรบกับ..อิสราเอล ดาวิดก็เลยลำบาก..จะไม่ไปก็ไม่ได้ แล้วขณะที่ดาวิดกำลังกลืนไม่เข้า..คายไม่ออกอยู่ พระเจ้าก็ทรงช่วยกู้เขาจากสถานการณ์นั้น..โดยวิธีที่เขาคิดไม่ถึง คือ..อยู่ดีๆพวกเจ้านายคนอื่นๆก็เกิดไม่ไว้ใจ แล้วก็ยืนยันที่จะไม่ยอมให้ดาวิดไปร่วมรบด้วยเด็ดขาด..ดาวิดเลยรอดตัวไป โดยที่ไม่ต้องใช้สติปัญญาหรือเรี่ยวแรงของตัวเองเลย เพราะพระเจ้าใช้ศัตรูเป็นเครื่องมือในการช่วยกู้เขา
25.ตอบ ค.ดาวิดแสวงหาพระเจ้าเสมอ แต่ซาอูลเรียกหาพระเจ้าเฉพาะเวลาที่เขาต้องการ เขาเห็นพระเจ้าเป็นอะไร เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้ชีวิตดีขึ้นใช่มั๊ย หรือเป็นแค่ตัวช่วยอันนึง..ที่สำรองไว้ตอนฉุกเฉิน นั่นมันสไตน์ที่คนไหว้รูปเคารพเขาทำกัน คือ จะไปไหว้ที่ต่างๆเฉพาะเวลาที่อยากจะได้อะไร หรือเวลาที่ตัวเองต้องการความช่วยเหลือเท่านั้น ไม่ได้ผูกพันกันด้วยความรัก แต่คบกันแบบหมูไปไก่มา คือ ถ้าเธอให้ชั้นได้นั่น..ได้นี่นะ เดี๋ยวชั้นจะเอา หัวหมู ไข่ต้ม หมู เห็ด เป็ด ไก่ มาแก้บน..คือต้องติดสินบน น้าตุ๊กถึงเรียกว่าเป็นความสัมพันธ์แบบหมูไปไก่มา ถ้าหมูไม่มาไก่ก็ไม่ไป ก็เรื่องอะไรชั้นต้องให้เธอ (..ประมาณนี้) แต่พระเจ้าของเรา..ไม่ใช่ พระเจ้าเป็นพระเจ้าแท้ และใหญ่จริง พระองค์ไม่ต้องการหมูเห็ดเป็ดไก่หรือไข่ต้ม เด็กๆลองคิดดูว่า..สิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์จริง เขาจะต้องรอของถวายจากเรามั๊ย ถ้าต้องรอ..น้าตุ๊กขอบอกว่า..ปล่อยให้เขาเอาตัวเองให้รอดก่อนดีมั๊ย..ค่อยมาช่วยเรา เนี่ย..คือความต่างของการดำเนินในทางพระเจ้า กับทางของความเชื่ออื่น เพราะคนของพระเจ้าจะติดสนิทและแสวงหาพระองค์ตลอดเวลา..ไม่ใช่เฉพาะเวลาที่ต้องการอะไร แน่นอน เวลาที่เราลำบากหรือขาดแคลน เราสามารถหวังใจให้พระเจ้าช่วยได้เสมอ แต่เราจะผูกพันกับพระองค์ด้วยความรัก..ไม่ใช่ด้วยเงื่อนไข..แบบหมูไปไก่มา
26.ก.รักพระเจ้าสุดจิต สุดใจ และสุดกำลัง เรามาดูความจริงในข้อนี้จากคำสอนของพระเยซูคริสต์ก่อน เปิดไป หนังสือ มัทธิว 22:34-40 “จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าของเจ้าอย่างสุดจิต สุดใจ และสุดความคิด” รักยังไงถึงจะเรียกว่า..สุดจิต สุดใจ..น้าตุ๊กสอนไปแล้วหลายครั้ง..แล้วก็พิมพ์ใส่ชีทให้ด้วย ที่เหลือเป็นหน้าที่ๆเด็กๆต้องไปเคร่งครัด..ทำกันด้วยตัวเอง ส่วนนี้ไม่มีใครทำแทนใครได้
พระเยซูบอกว่า..ให้รักพระเจ้าในทุกวิถีทางของเรา คือ พระบัญญัติข้อที่สำคัญสุดของคริสเตียน ข้อสองรองลงมาก็ให้รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง เพราะธรรมบัญญัติทั้งหมดที่ได้รับการเผยพระวจนะ ก็ขึ้นอยู่กับแค่สองข้อนี้ คือ ถ้าเรารักพระเจ้า...เราก็จะไม่คิดไปไหว้พระอื่น หรือไปเชื่อสิ่งอื่นนอกจากพ่อเรา รู้ว่าพ่อไม่ชอบเราก็ไม่ทำ เราจะยำเกรงพระเจ้าและเชื่อฟังพระองค์
แล้วถ้าเรารักเพื่อนมนุษย์..รักคนอื่นเหมือนรักตัวเอง แน่นอน..เราก็จะรักพ่อแม่ เราจะไม่ฆ่าใคร..เราจะเห็นค่าของทุกชีวิต เราจะไม่ขโมย..หรืออยากได้ของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง..เราจะไม่ล่วงประเวณี..ไม่ใส่ร้ายป้ายสี อะไรที่ไม่ดีกับคนอื่น..เราจะไม่ทำ เพราะฉะนั้น พระเยซูถึงตรัสว่า..ธรรมบัญญัติทุกข้อก็ขึ้นอยู่กับสองข้อนี้..เท่านั้นเอง ถ้าทำสองข้อนี้ได้.. เราก็จะไม่ละเมิดข้ออื่นเลย
27.ตอบ ค.ให้ความรักของพระเจ้าสำแดงออกในการกระทำทุกอย่างของเรา อันนี้เป็นสำนวนของยิว..คือเค้าถือว่า..มือเป็นตัวแทนของการเคลื่อนไหวทุกอย่าง..การบอกให้เอาความรักของพระเจ้าพันไว้ที่มือ จึงหมายความว่า..ให้ความรักของพระเจ้าควบคุมอยู่เหนือทุกการดำเนินชีวิตของเรา
ไม่ใช่ให้ถือไบเบิ้ลติดมือไว้ตลอดเวลา..อันนั้นก็ออกแนวเพี้ยนไปหน่อย
ส่วนการเขียนถ้อยคำไว้ที่ฝ่ามือ..จริงๆแล้ว ก็ดีเหมือนกันนะ..สำหรับคนที่จำถ้อยคำพระเจ้าไม่ค่อยได้ แต่อันนี้ไม่ใช่ความหมายของ “การเอาถ้อยคำพันไว้ที่มือ”ในบริบทนี้
28.ตอบ ก.ไม่ยอมแบ่งของที่ริบได้ให้พี่น้องที่ไม่ได้ออกไปรบ ประมาณว่า..ไม่ได้ไปเหนื่อยด้วยกัน เรื่องอะไรชั้นต้องแบ่งให้ แค่คืนของที่ถูกปล้นให้ก็ดีจะแย่แล้ว ถ้าเราจะคิดตามกระแสของชาวโลก..ความคิดของคนกลุ่มนี้ก็คงจะดูสมเหตุสมผลเหมือนกัน เออจริง..ไม่ได้ออกแรงอะไรเลย..ได้แค่นี้ก็ดีแล้ว ทำไมต้องแบ่งส่วนที่ได้เกินมาให้ด้วย...
แต่ดาวิดไม่คิดอย่างงั้น เขากลับมองในฝ่ายวิญญาณแล้วบอกว่า..ทั้งชัยชนะแล้วก็ของที่ริบได้เนี่ย..เป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ ..นี่คือวิธีคิดที่ถูกต้อง เพราะถึงคุณจะเป็นคนลงมือทำ แต่ถ้าพระเจ้าไม่บันดาลให้ชนะ..คุณก็เหนื่อยเปล่า ในสดุดี 127:1-2 บอกว่า...
“ถ้าพระเจ้ามิได้ทรงสร้างบ้าน บรรดาผู้ที่สร้างก็เหนื่อยเปล่า ถ้าพระเจ้ามิได้ทรงเฝ้าอยู่เหนือนคร คนยามตื่นอยู่ก็เหนื่อยเปล่า เป็นการเหนื่อยเปล่า ที่ท่านลุกขึ้นแต่เช้ามืด นอนดึก และกระหืดกระหอบกินอาหาร เพราะพระองค์ประทานแก่ผู้ที่รักของพระองค์ (ให้หลับสบาย)”
เพราะถึงเราจะขยันและทำงานหนักแค่ไหน..แต่ถ้าพระเจ้าจะให้เจ๊ง..เก่งให้ตายก็เจ๊งอยู่ดี (เรื่องนี้ น้าตุ๊กผ่านมาเต็มๆ) เพราะฉะนั้น สิ่งที่ตาเห็นหรือค่านิยมที่สมเหตุสมผลทางโลก..บางครั้งมันไม่ใช่ทางของพระเจ้า เหตุผลอีกข้อนึงที่ดาวิดชี้ให้เห็นในฝ่ายวิญญาณก็คือ..ทุกคนเป็นพี่น้องกัน..เป็นส่วนหนึ่งของทีม เป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักรที่มีหน้าที่ต่างกัน..แต่ไม่ว่าจะมีหน้าที่อะไร..ก็สำคัญเท่ากัน เพราะทั้งศบ.และสมาชิกธรรมดา พระเจ้าก็ทรงประทานความรอดให้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น เราก็ต้องเอาพระเจ้าเป็นหลักแล้วก็เดินตามพระองค์ในทุกทาง
29 ตอบ.ค.ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ไม่ว่าจะมีหน้าที่อะไร..เพราะถ้าไม่มีใครอยู่เฝ้าสำภาระให้..ดาวิดกับพวกก็คงไม่ได้เดินตัวลอยออกไปรบกับพวกอามาเลข เพราะเขาต้องกระเตงเอาสำภาระติดตัวไปรบด้วย (ถูกมะ) แล้วจริงๆ..พระเจ้าก็คือผู้ประทานทุกสิ่งให้ทั้งชัยชนะและทรัพย์สิน แต่อย่างว่า..เวลาที่ประสบความสำเร็จ..มนุษย์อดไม่ได้ที่จะคิดไปว่า..ตัวเองเก่ง ถ้าไม่ถ่อมใจลงอยู่เสมอ..ว่าเกียรติยศและคำสรรเสริญสมควรเป็นของพระเจ้า ฮอร์โมนแห่งความเย่อหยิ่งที่มันหลั่งออกมาเวลาที่ประสบความสำเร็จ..มันก็จะทำให้เราหลงตัวเอง..แล้วที่สุดก็จะล้มไปในความบาป
30.ตอบ.ทัศนคติที่ผิดอย่างสิ้นเชิง ก็คือ แม้แต่ดาวิดยังล้มไปในความบาป เราก็น่าจะทำบาปได้เหมือนกัน อันนี้เป็นการตีความพระคำภีร์แบบผิดๆ หาเหตุให้ตัวเองทำบาปได้อย่างไม่รู้สึกผิด แล้วเราก็ได้เรียนกันไปแล้ว..ว่าตัวอย่างที่ไม่ดีของหลายๆบุคคลในพระคำภีร์ก็มีไว้..เพื่อให้เราเห็นชัดเจนว่ามนุษย์อ่อนแอ ช่วยตัวเองไม่ได้ และไม่เสถียร เพราะฉะนั้น อย่าเย่อหยิ่ง..อย่าคิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น หรือเป็นคริสเตียนแล้วจะวิเศษกว่าคนอื่น..ไม่ใช่ เพราะที่เรารอด..ก็รอดด้วยพระคุณ แล้วถ้าไม่อยากจะล้มลงในความบาป..ก็ต้องติดสนิทกับพระเจ้า อธิฐานขอการทรงนำจากพระองค์ในทุกเรื่อง
ทั้งบทเรียนและบททดสอบ หนังสือ1ซามูเอลก็จบลงอย่างสมบูรณ์แล้วนะคะ สัปดาห์หน้าเราจะพบกันที่หาดตะวันรอน หลังจากนั้น เราจะมาขึ้น พระธรรม2ซามูเอลกันต่อ เด็กๆที่อายุเกิน18ปีก็จะย้ายไปเรียนคำเทศนาที่ห้องใหญ่กัน ขอให้เด็กๆตั้งใจเรียนเพื่อความเชื่อที่แข็งแรงของตัวเองนะคะ แต่ถึงยังไงเราจะมีโอกาสได้คุยกันแน่นอนค่ะ อาจจะเป็นกลุ่มเซลที่จัดขึ้นตามโอกาส แล้วแต่การทรงนำของพระเจ้า..เด็กๆคอยฟังข่าวด้วยนะคะ ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น