วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2556

หนังสือ มัทธิว ครั้งที่ 17

เราจบลงที่มัทธิว  23:9-10  พระเยซูบอกเราว่า “..อย่าเรียกผู้ใดในโลกว่าเป็นบิดา เพราะท่านมีพระบิดาแต่ผู้เดียว คือผู้ที่ทรงสถิตในสวรรค์  และ..อย่าให้ผู้ใดเรียกท่านว่า “พระครู” ด้วยว่าพระครูของท่านมีแต่ผู้เดียวคือพระคริสต์.....” จริงๆแล้ว โดยส่วตัวน้าตูกคิดว่า..เหตุผลของพระเจ้า ก็คือ  พระองค์ไม่อยากให้เราไปหลงยกย่องเทิดทูลมหรือฝากความหวังไว้กับมนุษย์ด้วยกัน  เนื่องจาก มันจะทำให้เรา      ”ผิดหวัง” !   เพราะมนุษย์มีความจำกัด..ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็น พ่อเรา  แม่เรา   ลูกเรา  พี่น้อง  คนรัก  หรือแม้แต่ผู้รับใช้พระเจ้า   ทุกคนเหนื่อยเป็นมั๊ย  ทุกคนเหนื่อยเป็น...หิวเป็น..เจ็บเป็น  รู้จักร้อน..รู้จักหนาว  รู้จักโกรธ  มีอารมณ์ขึ้นๆลงๆได้พอพอกัน  เพราะฉะนั้น ถ้าเราไปคาดหวังหรือเรียกหาความสมบูรณ์แบบในคนเหล่านี้  แน่นอนไม่วันใด..วันหนึ่งเขาต้องทำเราผิดหวังหรือเสียใจ..ไม่มากก็น้อย  เคยน้อยใจพ่อแม่มั๊ย..น้าตุ๊กก็เคยน้อยใจลูก  เคยทะเลาะกับแฟนรึเปล่า..เคยอยู่แล้วล่ะ  เคยแอบคิดมั๊ย..ว่า โอโห ! อาจารย์คนนี้เทศน์ทีไร..ง่วงทุกที..เคยแน่นอน  เพราะงั้น ถ้าเราไม่เข้าใจในจุดนี้.. เราต้องเสียใจอีกเยอะ ! “ย้ำ” อีกเยอะ!
ดู สดุดี 95:3-6 / วิวรณ์ 1:8  ในหนังสือ สดุดีบอกว่า “เพราะพระเยโฮวาห์ทรงเป็นพระเจ้าใหญ่ยิ่ง และทรงเป็นกษัตริย์ใหญ่ยิ่งเหนือพระทั้งหลาย ที่ลึกของแผ่นดินโลกอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ที่สูงของภูเขาเป็นของพระองค์ด้วย   วิวรณ์ บันทึกว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสว่า "เราเป็นอัลฟาและโอเมกา เป็นปฐมและเป็นอวสาน ผู้ทรงเป็นอยู่เดี๋ยวนี้ ผู้ได้ทรงเป็นอยู่ในกาลก่อน ผู้จะเสด็จมานั้น และผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด" .......ไม่ใช่แค่มนุษย์..ที่พระเจ้าไม่อยากให้เราไปฝากความหวัง  แต่ไม่ว่าจะเป็นนามอื่นใด..ก็ช่วยเราไม่ได้ “จริง”.. อย่างมากเขาก็ทำได้แค่  ”เป็นตัวอย่าง” บำเพ็ญอะไรก็ว่าไป  แต่ไม่มีใครเลยที่กล้าบอกว่าตัวเอง คือ “ผู้ที่จะช่วยให้มนุษย์รอดได้” เหมือน”พระเยซู”..ไม่มี 
นอกจากจะไม่อยากให้เราผิดหวังแล้ว..พระเยซูยังอยากให้เรามีใจที่ถ่อมลงด้วย  ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะไหน   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในบริบทนี้พระองค์ทรงเล็งถึงคนที่เป็นผู้นำทางความเชื่อ..ไม่ว่าจะเป็นศิษยาภิบาล  ครู  นักเทศน์  ผู้ปกครองหรืออะไรก็ไรก็แล้วแต่   จงอย่าเผลอไปยึดติดกับสถานะหรือแสวงหาเกียรติยศหรือคำสรรเสริญจากมนุษย์   แต่ทั้ง 2 ข้อนี้ พระเยซูไม่ได้สอนให้เรา..ไม่รู้จักให้เกียรติคนอื่นนะคะ  แต่พระองค์แค่ไม่ต้องการให้เรายึดติดกับสถานะทางโลก   พระเจ้ารู้ดีว่า “อะไรจะเกิดขึ้น ในเวลาที่มนุษย์พบความสำเร็จเยอะๆ..ได้รับการยอมรับหรือมีคนยกย่องสรรเสริญมากๆ” ..ส่วนใหญ่ก็จะหลงเจิ่นไป  ลืมพระเจ้าแล้วก็ลืมว่าตัวเองเป็นใคร 
ดู มัทธิว 23:11-12  “ผู้ใดเป็นใหญ่ที่สุดในพวกท่าน ผู้นั้นจะเป็นผู้รับใช้ของท่านทั้งหลาย”...ทางของพระเจ้ากลับกัน..กับทางของพวกฟาริสีอย่างสิ้นเชิง  พระองค์บอกว่าใครก็ตามที่เป็นใหญ่..มีศักดิ์..มีสิทธิอำนาจ..ในท่ามกลางพี่น้อง  คนนั้นจะต้องปรนนิบัติรับใช้คนอื่น..อย่างในบริบทนี้ พระเยซูพูดถึงพวกผู้นำทางศาสนา  ดังนั้น ใครก็ตามที่มีบทบาทหรือมีอิทธิพลต่อจิตวิญญาณของผู้คน ..เขาเหล่านั้น มีหน้าที่ต้องปรนนิบัติ..รับใช้ พี่น้อง  คนเหล่านั้นต้องยอมเสียสละและยอมทำทุกวิถีทางที่จะให้จิตวิญญาณของทุกคนตั้งมั่นอยู่ในทางของพระเจ้า..ได้รับความรอด..ไม่สะดุดหรือหลงหายไป     คิดง่ายๆ ก็คือ ดู”พระเยซูคริสต์”เป็นตัวอย่าง  พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างในการถ่อมใจลง..ยอมทำทุกอย่างเพื่อพวกเรา  ทั้งที่พระองค์เป็นพระเจ้า  การที่มายอมมาเกิดเป็นมนุษย์..นี่คือ ภาพที่ทรงถ่อมสุดๆแล้ว    สุดขนาดไหน..มันบรรยายไม่ถูกหรอก  แต่น้าตุ๊กรับรองว่าไม่มีมนุษย์คนไหนจะถ่อมใจได้อย่างพระเยซูคริสต์แน่นอน  เอาง่ายๆ สมมติว่าถ้าเราเป็นลูกเจ้าของบริษัทใหญ่ๆ (เรื่องนี้ ก็เคยสอนไปแล้ว)..ถ้าเราเป็นลูกเจ้าของบริษัทใหญ่ๆ  แล้วคุณพ่อก็อยากให้เรารับช่วงกิจการต่อ..ก็เลยอยากให้เราได้ฝึกงานทุกขั้นตอน  โดยเริ่มจากให้ไปเป็นภารโรงหรือเด็กชงกาแฟใน”บริษัทของตัวเอง”ก่อน   น้าตุ๊กว่า..แค่นี้หลายคนก็รับไม่ได้แล้ว   เพราะไร..นี่ฉันเป็นลูกเจ้าของนะ..เป็นถึงลูก M.D. หรือ CEO ไม่เห็นจำเป็นต้องทำขนาดนั้นเลย..ใช่มะ  แต่ ! พระเยซูคริสต์..พระองค์ไม่ได้เป็นแค่” CEO ! “  พระองค์เป็นพระเจ้า !!!...มันคนละเรื่องเลยนะ   แต่พระองค์ก็ทรงเต็มใจที่จะลดตัวลงมาเกิดเป็นมนุษย์...ในโลกที่”พ่อของพระองค์เป็นเจ้าของกิจาร”...เพื่อ ! ช่วยเราทุกคนให้รอด  แล้วพระองค์มาแบบไหน..มาเกิดในวังที่ทำด้วยทองรึเปล่า..มีข้าราชบริพารรองมือรองเท้าพระองค์มั๊ย..ไม่ใช่เลย   ถ้าพูดภาษาชาวบ้าน คือ ไม่มีแม้แต่ที่จะรองพระบาท   ต่ำสุดกว่าที่เราต้องไปเป็นภารโรงซะอีก   แล้วตลอดพระชนม์ชีพของพระเยซู..พระองค์ก็มีแต่รับใช้ผู้คน..ทั้งรักษาโรค..บรรเทาความอดอยาก  เทศนาสั่งสอน..ล้างเท้าให้สาวก   นี่แหละ ! คือ ภาพของ ความหมายในข้อนี้  “ผู้ใดที่เป็นใหญ่ที่สุดในพวกท่าน ผู้นั้นจะเป็นผู้รับใช้ของท่านทั้งหลาย”  
ดู มัทธิว 23:13  “วิบัติแก่เจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี.. ด้วยว่าพวกเจ้าปิดประตูอาณาจักรสวรรค์ไว้จากมนุษย์ เพราะพวกเจ้าเองไม่ยอมเข้าไป และเมื่อคนอื่นจะเข้าไป พวกเจ้าก็ขัดขวางไว้”....”เพราะ”พระเยซู คือ ประตูแห่งสวรรค์  พระเยซูเป็นทางเดียวที่จะนำมนุษย์ไปสู่สวรรค์ได้แต่ทุกวันนี้ “ยิว” ก็ยังไม่เชื่อพระเยซู  เพราะอะไร..ก็ถูกพวกผู้นำฝ่ายวิญญาณ..อย่างธรรมาจารย์..ฟาริสีชี้นำให้เดินทางผิด   คนพวกนี้ห่วงแต่จะกอดตำแหน่งไว้..ใครจะใหญ่กว่าฉัน..ไม่ได้   เพราะจริงๆแล้วตำแหน่งผู้นำฝ่ายวิญญาณของอิสราเอล..ก็นับว่ามีเกียรติ..น่าภูมิใจมาก    แต่ธรรมาจาร.ย์..ฟาริสีไม่แค่ภูมิใจ..เขายึดติดเลย   ยึดติดแล้วก็ฉกฉวยโอกาสของความเป็นผู้นำหาประโยชน์ใส่ตัว   การเอาภาระไปเพิ่มให้ประชาชนโดยการเพิ่มรายละเอียดเข้าไปพระบัญญัติเพื่อให้ทำยากขึ้นเนี่ย !  น้าตุ๊กว่า..มันเป็นแท็กซติคอย่างหนึ่งนะ  ในการที่จะผูกมัดประชานไว้  ใส่ภาระให้เยอะๆ ทำยากๆจะได้ไม่ว่างไปยุ่งเรื่องอื่น   
แล้วอยู่ดีๆ วันหนึ่งพระเยซูก็เสด็จมาและมาในสภาพมนุษย์ธรรมดาๆคนนึง   ลองนึกภาพดูว่า ธรรมาจารย์กับฟาริสีจะยอมรับพระเยซูง่ายๆมั๊ยล่ะ..ไม่มีทางหรอก   ไม่ใช่แค่..ไม่ยอมรับ แต่ทั้งจิก..ทั้งกัด..ขัดขวาง..สารพัด จนสุดท้าย ก็เอาพระองค์ไปฆ่าเลย  นี่คือ การพยายามปิดประตูสวรรค์ที่ตัวเองไม่ยอมเข้าไป  แล้วพอคนอื่นจะเข้า..ก็ขัดขวางเขาไว้..ด้วยการตามฆ่าล้างผลาญข่มเหงทุกคนที่เชื่อในพระคริสต์   (เคลียร์มั๊ยคะ)
ดู มัทธิว 23:15  “วิบัติแก่เจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด ด้วยพวกเจ้าเที่ยวไปตามทางทะเลและทางบกทั่วไปเพื่อจะได้แม้แต่คนเดียวเข้าจารีต เมื่อได้แล้วเจ้าก็ทำให้เขากลายเป็นลูกแห่งนรกยิ่งกว่าตัวเจ้าเองถึงสองเท่า” .....อีกอย่างที่ธรรมาจารย์กับฟาริสีชอบทำ ก็คือ เที่ยวไปชวนให้คนต่างชาติมาเป็นยิว..มาเชื่อพระเจ้าของอิสราเอล  ด้วยการเข้าสุนัติกับถวายเครื่องบูชาในวิหารที่เยรูซาเล็ม  คือ เน้นแต่พิธีการภายนอกแค่ 2 อย่างนี้  ก็สามารถมาเป็นยิวได้แล้ว  ซึ่งอันนี้ก็ต่างจากทางของพระเยซูคริสต์อีกแล้ว เพราะพระเยซูเน้นเรื่องการ”รับด้วยปากและเชื่อด้วยใจ”  การเข้าสุนัติหรือการต้องไปถึงเยรูซาเล็ม..ไม่จำเป็นเลยสำหรับยุคพระคุณของพระเยซู  เพราะถ้าต้องตะเกียกตะกายไปให้ถึงที่ใดที่หนึ่ง..แล้วถึงจะได้รับความรอด  ความรอดแบบนั้นก็เป็นความรอดที่ไม่แฟร์  ถ้าบอกว่าต้องไปเหยียบเยรูซาเล็มหรือนครนั้น..นครนี้ให้ได้  หรือต้องไปขึ้นเขาอะไรก็ตาม???แล้วถึงจะได้ไปสวรรค์..นั่นไม่ใช่แล้ว..สำหรับพระเจ้า  ทางแบบนั้นไม่ใช่ของจริงค่ะ  เพราะถ้าเป็นของจริง..ทางนั้นต้องเปิดกว้างสำหรับทุกคน)    ข้อที่ 15 บอกต่อไปว่า“...เมื่อเขามาเชื่อแล้ว  เจ้าก็ทำให้เขากลายเป็นลูกแห่งนรกยิ่งกว่าตัวเจ้าเองถึงสองเท่า” คือ นำเขาไปผิดทาง  คำว่า “ลูกแห่งนรกยิ่งกว่าตัวเจ้าเองถึงสองเท่า”  หมายความว่า  ต้องรับโทษมากกว่าเป็นสองเท่า  ทำไมถึงเป็นอย่างงั้น..เพราะคนที่เชื่อฟังหรือว่าถูกสอนโดยพวกธรรมาจารย์และฟาริสี..จะกลายเป็นคนที่มีความร้อนรนและเอาจริงเอาจังอย่างมากต่อคำสอนเหล่านั้น    ตัวอย่างเช่น อ.เปาโล   ก่อนที่จะมาเป็นคริสเตียน”เปาโล” เป็น 1 ในขุนนางของพวกยิว..ที่ถูกสอนให้ร้อนรนอย่างแรงในการที่จะฆ่ากวาดล้างคริสเตียนเพราะเขาเชื่อตามผู้นำ..ว่าคริสเตียนหรือคนที่เชื่อพระเยซูคือผู้ที่ “กบฏ”ต่อพระเจ้า   และเปาโลนับว่าเป็นหัวหอกสำคัญในการฆ่าล้างผลาญคนที่เชื่อในพระเยซู   ด้วยความเคารพ..นรกมั๊ยล่ะ   นรกสองเท่าจริงๆ เพราะพวกธรรมาจารย์..ฟาริสีก็ดีแต่สอน..ให้ใครต่อใครร้อนรน..เสร็จก็ยืมมือเขาไปฆ่าคน   แต่ตัวเองไม่ต้องออกแรงไง..แค่นั่งเสี้ยมอยู่ข้างหลังเฉย ๆ ใครลงมือก็เอานรกไปสองเท่า..ถูกต้องแล้ว 
ดู มัทธิว 23:23-24  “วิบัติแก่เจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด ด้วยพวกเจ้าถวายสิบชักหนึ่งของสะระแหน่ ผักชี ยี่หร่า ส่วนข้อสำคัญแห่งธรรมบัญญัติ คือการพิพากษา ความเมตตาและความเชื่อนั้นได้ละเว้นเสีย..”...สะระแหน่  ผักชี  ยี่หร่า  เป็นการเปรียบเปรยถึง  “ของเล็กๆน้อยๆ”..ที่พวกฟาริสีสอนให้ชาวบ้านต้องเอามาถวายอย่างเคร่งครัด   ดอกผลทุกอย่างที่เกิดขึ้นในครัวเรือน..ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน  ต้องถวายให้ครบ..ห้ามตกหล่น    เพราะไร..เอาตรงๆมั๊ย  เพราะมันคือส่วนที่พวกเขา จะได้ ด้วย   เพราะฉะนั้น ห้ามขาดแม้แต่อย่างเดียว  อันนี้ คือ เขาฉวยโอกาสใช้บัญญัติของพระเจ้าเป็นเครื่องมือหาประโยชน์ใส่ตัว  เพราะบัญญัติทางโมเสสระบุว่า..ปุโรหิตมีส่วนแบ่งในของถวาย   เพราะฉะนั้น ถ้าปุโรหิตหรือผู้นำแขนงใดก็ตามไม่ตั้งมั่นอยู่บนความชอบธรรมจริงๆ..ก็จะเป็นเหมือนพวกธรรมาจารย์กับฟาริสีนี่..ที่พระเยซูกล่าวโทษ...”  ว่า..ดีแต่เน้นเรื่องการถวาย  ส่วนหลักสำคัญของบัญญัติและความเชื่อ..พวกเขากลับไม่สนใจ” 
ข้อที่ 24 บอกว่า “ คนนำทางตาบอด เจ้ากรองลูกน้ำออก แต่กลืนตัวอูฐเข้าไป”  นี่ก็เป็นการเปรียบเทียบ  คือ สมัยนั้นชาวยิวเขาก็จะมีการกรองน้ำก่อนที่จะดื่ม  แต่จะลูกน้ำหรืออูฐ..ก็เป็นมลทินและกินไม่ได้ทั้งคู่   แต่ถ้าต้องเลือก..กลืนลูกน้ำดีกว่ามั๊ย  (ผิดเล็กๆน้อยๆที่ภายนอก  ดีกว่าผิดที่ใจ) อูฐทั้งตัวกินเข้าไปได้ไง..โดยที่ไม่ติดคอ  แต่พวกฟาริสี..กลืนได้ค่ะ  ทำได้ทุกอย่าง..ขอแค่ให้ตัวเองได้ประโยชน์  เขาไม่สนใจหรอกว่าเรื่องไหนสำคัญกว่ากัน  เขาไม่สนใจจริงๆว่า..ประชาชนจะรักพระเจ้ามั๊ย..ท่าทีในใจถูกต้องหรือเปล่า  ขอแค่ถวายสิบลดให้ครบถ้วน..ชั้นพอใจแล้ว..คุณผ่าน 
ดู มัทธิว 23:25-26 “วิบัติแก่เจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด ด้วยเจ้าขัดชำระถ้วยชามแต่ภายนอก ส่วนภายในถ้วยชามนั้นเต็มด้วยการโจรกรรมและการมัวเมากิเลส” ....เพราะถ้าเราล้างถ้วยชามแค่ภายนอก  แต่อาหารที่ใส่ลงไปในชาม..มันสกปรก  ถามว่าเราจะได้กินของสะอาดมั๊ย..ก็ไม่สะอาดอยู่ดี   ข้อที่ 26  บอกว่า “โอ พวกฟาริสีตาบอด จงชำระ”สิ่งที่อยู่ภายในถ้วยชาม”เสียก่อน เพื่อข้างนอกจะได้สะอาดด้วย”   ฉบับที่เด็กๆอ่าน อาจจะใช้คำว่าว่า “จงชำระถ้วยชามภายในเสียก่อน...”  ก็ไม่เป็นไรนะคะ  เพราะ ไม่ว่าจะป็น”สิ่งที่อยู่ในชาม” หรือ “ถ้วยชามด้านใน”  ก็ต้องชำระให้สะอาดทั้งนั้น..เราถึงจะได้กินของที่สะอาด  “.. แล้วข้างนอกจะได้สะอาดด้วย”  แน่นอน เพราะ you are what you eat  เคยได้ยินมั๊ยคะ  เราเป็นแบบที่เรากิน  อันนี้ คือ  เรื่องจริงทั้งทางร่างกายและฝ่ายวิญญาณด้วย  มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะดูผ่องใส..ในขณะที่เราชอบกินของไม่มีประโยชน์  กินแต่แป้ง..น้ำตาล..ไขมัน..เนื้อ..นม..เนย  แล้วรูปร่างหน้าตาเราจะดูสดใสสุขภาพดี..มันเป็นไปไม่ได้   ส่วนฝ่ายวิญญาณ ก็ต้องดูว่า..วันๆเราเสพอะไร  ถ้าเราเสพแต่เรื่องฝ่ายโลก  ดูแต่ข่าวความขัดแย้ง   วุ่นวายแต่เรื่องนินทาชาวบ้าน   ฟังแต่เพลงโกรธแค้นที่ถูกแย่งแฟน (ถ้าชั้นไม่ได้ ไม่ว่าใครก็ต้องไม่ได้ อะไรประมาณนี้)  หรือเสพแต่คำสอนเทียมเท็จ  ถ้าเป็นอย่างนี้..ไม่นานวิญญาณเราก็จะป่วยและก็ตายไปในที่สุด 
ข้อที่ 27-28   พระเยซูก็ทรงกล่าวโทษธรรมาจารย์และฟาริสีในความหมายเดียวกัน  ข้อที่ 27 บอกว่า “เพราะว่าเจ้าเป็นเหมือนอุโมงค์ฝังศพซึ่งฉาบด้วยปูนขาว ข้างนอกดูงดงามจริงๆ แต่ข้างในเต็มไปด้วยกระดูกคนตายและการโสโครกสารพัด”  ส่วนข้อ 28 บอกว่า “เจ้าทั้งหลายก็เป็นอย่างนั้นแหละ ภายนอกนั้นปรากฏแก่มนุษย์ว่าเป็นคนชอบธรรม แต่ภายในเต็มไปด้วยความหน้าซื่อใจคดและความชั่วช้า”  พระเยซูคริสต์ชี้ให้เราเห็นว่า “เจตนาและท่าทีภายใน”สำคัญกว่าสิ่งที่ฉาบไว้แค่ภายนอก....เอเมนมั๊ยคะ
มาถึงบทที่ 24   เรามาดูหมายสำคัญของยุคสุดท้ายที่พระเยซูบอกไว้กันสักนิด
ดู มัทธิว 24:3-6  สาวกถามพระเยซูว่า “..สิ่งไรเป็นหมายสำคัญว่าพระองค์จะเสด็จมา และวาระสุดท้ายของโลกนี้"  พระเยซูตอบว่า “ระวังให้ดี อย่าให้ผู้ใดล่อลวงท่านให้หลง   ด้วยว่าจะมีหลายคนมา  ต่างอ้างนามของเรา กล่าวว่า `เราเป็นพระคริสต์' เขาจะล่อลวงคนเป็นอันมากให้หลงไป”   หมายสำคัญแรกของยุคสุดท้าย คือ จะมีพระคริสต์เทียมเท็จเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก   พระเยซูเตือนเราว่าอย่าหลงเชื่อไปง่ายๆ     หมายสำคัญข้อต่อไป คือ  “ท่านทั้งหลายจะได้ยินถึงเรื่องสงคราม”..ทุกวันนี้  ข่าวเกี่ยวกับสงครามที่เกิดขึ้นทั่วโลก  ก็เริ่มแล้ว..และก็หนาหูขึ้นทุกวัน  “เพราะประชาชาติต่อประชาชาติ ราชอาณาจักรต่อราชอาณาจักรจะต่อสู้กัน”  อันนี้ เล็งถึงความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นทั้งในระดับบุคคลและระดับประเทศด้วย   เพราะงั้น อย่าแปลกใจที่เราจะเห็นข่าวความขัดแย้งเกิดขึ้นเยอะแยะมากมายทุกวันนี้  เพราะทั้งสิ้น คือ หมายสำคัญของสงครามที่พระเยซูบอกไว้ แล้วทั้งสิ้น
ดู มัทธิว 24:7-8   ข้อที่ 7  “..ทั้งจะเกิดกันดารอาหาร..”... ทุกวันนี้ ก็เริ่มแล้ว  ภาวะข้าวยากหมากแพง   บางคนก็กระทบมาก  บางคนก็กระทบน้อย  และอาจยังไม่มีผลกระทบกับบางคน   แต่มันจะไม่หยุดอยู่แค่นี้ และมันจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ   
“.และโรคระบาดอย่างร้ายแรง..”  ถ้าสังเกตดู เราก็จะเห็นว่า  ทุกวันนี้  ก็มีเชื้อโรคสายพันธ์ใหม่ๆที่รุนแรงและรักษาไม่หายเกิดขึ้นเยอะแยะ   ไม่ว่าจะเป็นโรคซาส์ หรือหวัดมรณะ    ไข้หวัดนก..หวัด 2009    อะไรต่างๆเหล่านี้  ล้วนแต่เป็นเชื้อใหม่ๆที่ไม่เคยมีมาก่อนแล้วก็ยังไม่มียารักษาหรือป้องกันที่ได้ผล 100 %   แต่ต่อให้มนุษย์คิดค้นยารักษาได้     น้าตุ๊กก็เชื่อว่า  มันก็จะมีเชื้อใหม่ๆแปลกๆเกิดขึ้นอีกเรื่อยๆ   เพราะนี่คือ ระยะแรก ของ “ยุคสุดท้าย”
นอกจาก สงคราม  การกันดารอาหาร  และโรคระบาดแล้ว   หมายสำคัญอีกอันของยุคสุดท้ายก็คือ “...แผ่นดินไหวในที่ต่างๆทั่วโลก”  เยอะมั๊ยคะ..ทุกวันนี้  ไหวกันทุกวัน..ถ้าเราดูข่าว  ตอนนี้แผ่นดินไหวเกิดขึ้นทุกวันจริงๆ   แต่ ! ไม่ต้องตกใจ  เด็กๆดูท้ายข้อที่ 6  พระเยซูบอกว่า “..ระวังอย่าตื่นตระหนกเลย ด้วยว่าบรรดาสิ่งเหล่านี้จำต้องบังเกิดขึ้นแต่ที่สุดปลายยังไม่มาถึง  ข้อที่ 8 บอกว่า “เหตุการณ์ทั้งปวงนี้เป็นขั้นแรกแห่งความทุกข์ลำบาก” ...หมายสำคัญทั้งหมดนี้ เป็นแค่ขั้นแรกหรือการเริ่มต้นของยุคสุดท้าย..เพิ่งจะอินโทรเฉยๆ ยังไม่ได้บรรเลงเต็มที่..ยังไม่เต็มวง   และ เพราะอะไร ทำไมต้องเกิดขึ้น...ไม่รู้ค่ะ 555  แต่คงอธิบายได้ว่ามัน คือ อารมณ์เดียวกับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานก่อนการคลอดลูก  นึกภาพออกมั๊ยคะ  คือ  เจ็บเจียนตายก่อน  ผลของความชื่นชมยินดีจึงจะคลอดออกมา  ประมาณอย่างนั้น 

       ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ 

วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

หนังสือ มัทธิว ครั้งที่ 16


ดู มัทธิว 22:17-21  อาณาจักรโรมเข้ามายึดครองปาเลสไตน์หรือคานาอันตั้งแต่ ปีที่ 63 ก่อนคศ.   และเกี่ยวกับการถูกยึดครองนี้ คนยิว หรือ อิสราเอล มีทัศนะที่แตกต่างกันออกไป  เช่น  
“พวกเศโลเท” หรือพวกพรรคชาตินิยม..กลุ่มที่มีความร้อนรนในการที่จะฟื้นฟูอาณาจักรของพระเจ้าขึ้นมาใหม่  จะมีความเห็นว่าอิสราเอลจะต้องต่อสู้กับโรมทุกวิถีทาง  
“พวกฟาริสี” เห็นว่า การอยู่ใต้อำนาจของอาณาจักรโรมเป็นการพิพากษาของพระเจ้า  ซึ่งพวกเขาต้องก้มหน้าก้มตา..ยอมรับไป
ส่วน“พวกสะดูสี” คิดว่า พวกเขาต้องร่วมมือกับอาณาจักรโรมเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของชาวยิว    
ซึ่งถ้าเราสังเกตดู..ก็จะเห็นว่า แนวคิดของยิวแต่ละกลุ่ม..ก็มีเหตุผลไปคนละแบบ  แต่แบบไหนที่พระเจ้าพอพระทัย  คำตอบอยู่ที่..ข้อที่ 21  ที่พระเยซูตรัสว่า “..เหตุฉะนั้นของของซีซาร์จงถวายแก่ซีซาร์ และของของพระเจ้าจงถวายแด่พระเจ้า"  ที่พระองค์ตอบอย่างนี้  เพราะถ้าพระองค์บอกว่า..”ไม่ต้องจ่าย”.. ก็จะถูกหาว่าเป็นกบฏต่อซีซาร์  และความจริงมันก็มันเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ของชาวยิวที่จะต้องเสียส่วยให้กับอาณาจักรโรม  แต่ถ้าพระองค์ตอบเฉยๆว่า ”ต้องจ่าย”  ชาวยิวก็จะรับไม่ได้และไม่เข้าใจ  เพราะพวกเขาคิดแค่ว่า พระเมสสิยาห์หรือพระเยซูคริสต์..จะมาเพื่อปลดปล่อยพวกเขาให้พ้นจากอำนาจของโรม..เขาคิดแค่นั้น..พอใจแค่นั้น  เขายังไม่เข้าใจและไม่ได้มองถึงความรอดฝ่ายวิญญาณ 
และ.. พระเยซูทรงแยกเรื่องฝ่ายโลกออกจากเรื่องของฝ่ายวิญญาณ   พระองค์ชี้ให้เห็นว่า.. เรื่องของการอยู่ใต้อำนาจของโรมกับเรื่องของแผ่นดินพระเจ้า..มันคนละส่วนกัน  ความหมายของคำว่า “..ของซีซาร์จงถวายแก่ซีซาร์ และของของพระเจ้าจงถวายแด่พระเจ้า”  หมายถึง  ให้เรามีวินิจฉัยแต่ละเรื่องให้ดีและกระทำทุกอย่างตามความเหมาะสม  ตราบใดที่เรายังอยู่ในร่างกายเนื้อหนังหรืออยู่บนโลกใบนี้  หลายอย่างก็ต้องว่ากันไปตามกฎของโลกตามความเหมาะ..เช่น ต้องอยู่ใต้กฎหมาย   แล้วบรรทัดฐานของความเหมาะสมมันอยู่ตรงไหน  ทุกเรื่องมีบันทึกไว้ในพระคัมภีร์  เราต้องเอาพระคำภีร์เป็นบรรทัดฐาน  เพราะงั้น ถ้าอยากเป็นคนมีวินิจฉัย..เราก็ต้องรู้ถ้อยคำพระเจ้า..เราต้องแสวงหาพระองค์
ดู มัทธิว 22:36-40   พระบัญญัติข้อใดสำคัญที่สุด" พระเยซูตอบว่า "จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าของเจ้า ด้วยสุดจิตสุดใจ และสุดความคิด...นี่แหละเป็นพระบัญญัติข้อต้นและข้อใหญ่”....ก็เหมือนคราวที่แล้วที่เด็กๆได้อ่านพร้อมกัน ในฉธบ. 6:4 “ โอ คนอิสราเอล จงฟังเถิด พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราทั้งหลายเป็นพระเจ้าเดียว พวกท่านจงรักพระเจ้าของท่าน ด้วยสุดจิตสุดใจ และด้วยสิ้นสุดกำลังของท่าน”.. แล้วต่อจากข้อนี้ก็ยังมีกฎอีกมากมายที่พระเจ้าสั่งไว้อย่างละเอียดในเฉลยธรรมบัญญัติ    ซึ่งอันนั้นเป็นบัญญัติที่พระเจ้าให้ไว้ทางโมเสส  แต่ ! ในยุคพระคุณนี้  พระเยซูย่อแก่นการดำเนินชีวิตของคริสเตียนไว้เหลือแค่ 2 ข้อ..จำง่าย  ซึ่งแน่นอน ข้อแรก ต้องคงไว้อย่างเคร่งครัด คือ “รักพระเจ้าสิ้นสุดจิตใจ”  เด็กๆจำต้องข้อนี้ไว้ให้ดี
ส่วนข้อที่ 2 พระเยซูบอก “รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง”   ถ้าเราคิดให้ดีจะรู้ว่าข้อนี้เป็น “บรรทัดฐาน” ของกฎทุกข้อที่พระเจ้าตั้ง   หมายความว่า ถ้าเราทำข้อนี้ได้..เราจะไม่ละเมิดข้อไหนเลยในกฎบัญญัติทางโมเสส  เพราะไร..ถ้าเรารักคนอื่นเหมือนรักตัวเอง..เราก็จะไม่ฆ่าคน..ไม่ขโมย..ไม่โกง..ไม่อิจฉา..ไม่หว่านความแตกร้าว..ถูกมั๊ยคะ  แต่ปัญหาทุกเรื่องมันเกิดขึ้นเพราะ..เราไม่มีความรัก  หลายครั้งเรารักแต่ตัวเองหรือไม่รักแม้แต่ตัวเองและไม่เรียนรู้ที่จะรักคนอื่น (ด้วยความรักแบบพระเจ้า)  รักแบบพระเจ้าเป็นยังไง..คำตอบง่ายๆคือ..
 1 โครินธ์ 13:4   คำจำกัดความของคำว่า”ความรักแบบพระเจ้า” หรือที่เรียกว่า รักแบบอากาเป้   สังเกตดูว่า อ.เปาโลขึ้นต้นความหมายของคำว่าความรักด้วยคำว่า”อดทน” และก็จบลงด้วยความ”อดทน”อีกเหมือนกัน   แสดงว่าในเรื่องความรัก”ความอดทน”ต้องสำคัญมาก 
อันแรก อ.เปาโล บอกว่า ความรักต้องอดทนนาน..นานมากๆ  เหมือนอย่างที่พระเจ้าทรงอดทนกับคนอิสราเอล ..ตั้งแต่ที่ไถ่พวกเขาออกมา  พระองค์ก็ต้องอดทนนานมาก..พระองค์เตือนแล้วเตือนอีกนับครั้งไม่ถ้วน..กว่าจะลงวินัยพวกเขา  เพราะงั้น เราก็เช่นกัน..ที่ต้องอดทนกับความไม่เอาไหน..ความบกพร่อง..ความผิดพลาด...หรือแม้แต่ความเห็นแก่ตัวของคนอื่น..
อีกลักษณะหนึ่งของความรัก ก็คือ ความรักต้อง”กระทำคุณให้”  คนที่มีความรักแบบพระเจ้าจะคิดแต่เรื่องที่เป็น”คุณ”..”เป็นประโยชน์”.. ต่อคนอื่น  จะไม่คิดร้าย  หรือแม้แต่พูดให้คนอื่นเสียใจ  แต่จะทำสิ่งต่างๆในลักษณะที่ก่อให้เกิดการเสริมสร้าง  สนับสนุนให้เกิดความดีงาม..ความสงบสุข..ความสามัคคี  ถ้ามีแต่ทะเลาะเบาะแว้ง..แตกแยก..นั่นไม่ใช่แล้ว  วิธีง่ายๆที่จะดูว่าคนๆนั้นมีความรักแบบพระเจ้ามั๊ย ก็คือ คนที่มีรักแท้แบบพระเจ้า..ต้องเป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วจะรู้สึก”ปลอดภัย” สบายใจ..ไม่อึดอัด..เช็คง่ายๆแค่นี้เอง
ลักษณะต่อมาเกี่ยวกับความรักที่ อ.เปาโลพูดถึง อีก 8 อย่าง..จะขึ้นต้นด้วยคำว่า”ไม่”  
อันแรก คือ ไม่อิจฉา   อิจฉาคืออะไร..อิจฉาก็คือ เห็นคนอื่นได้สิ่งที่ดีแล้วรู้สึกหงุดหงิด..ขัดใจ..ไม่มีความสุข  เหมือนคนงานในสวนองุ่นที่อิจฉาคนที่ทำงานน้อยกว่า แต่ได้เงินเท่าตัวเอง   หรือ เห็นข้างบ้านซื้อรถใหม่แล้วเรานอนไม่หลับ อย่างนี้เป็นต้น  เพราะคนที่มีความรักต้องรู้สึกยินดีเมื่อเห็นคนอื่นได้สิ่งที่ดี  และข้อนี้..ฝึกได้นะคะ  ง่ายๆก็คือ เด็กๆต้องโฟกัสที่พระเจ้า ..คิดอยู่เสมอว่า “เมื่อเรามีพระเจ้า เราก็มีทุกอย่าง  เพราะงั้น ไม่ว่าใครจะมีอะไร..มันไม่สำคัญอีกแล้ว  เพราะเรามีพระเจ้าและพระองค์ให้เราได้ทุกอย่าง..ไม่เว้นแม้แต่สิ่งที่เงิน..ซื้อไม่ได้ ..จบมั๊ย    
ข้อต่อมา คือ ”ไม่อวดตัว” เพราะความรักจะทำให้เรายอมรับผู้อื่น..ไม่ยกตนข่มท่าน..ไม่เกทับกัน  แต่เราจะยอมรับและรักในแบบที่เขาเป็น..ไม่ใช่แบบที่เราอยากให้เป็น   ความรักจะทำให้เรายอมรับตัวเองด้วยเพราะเมื่อเรายอมรับตัวเอง..การโอ้อวดต่อคนอื่นมันก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป..เราจะไม่เรียกร้องให้คนอื่นยอมรับเรา  แล้วก็ไม่พยายามโปรโมทตัวเองเกินจริง..หลายคนที่ยังวิ่งเสาะแสวงหาความเป็นคนสำคัญจากคนอื่นอยู่..นั่นเพราะเขาขาดความรัก  เขาถึงไม่เป็นตัวเอง..
”ไม่หยิ่งผยอง” แต่ ! ความรักจะทำให้เรา ”ถ่อมสุภาพ” ยอมรับในความแตกต่าง..ไม่หงุดหงิด..น้อยใจหรือขัดใจในเวลาที่คนอื่นไม่ให้ความสำคัญ    แต่เราจะยอมรับว่าคนอื่นเขาก็มีสิ่งดีๆในชีวิตของเขา..เราก็มีสิ่งดีๆในชีวิตของเรา  และ เราจะพอใจ..ยอมรับซึ่งกันและกัน..และมองเห็นความแตกต่างที่พระเจ้าสร้างด้วยความชื่นชม..ไม่ใช่ขมขื่น  
ดู โครินธ์ 13:5  “ไม่หยาบคาย”  ความหยาบคาย คือ ความแข็งกระด้าง..ไม่ละเอียดอ่อน..ไม่คำนึงถึงความรู้สึกของคนอื่น  ถ้าลองไม่คิดถึงคนอื่นแล้ว..จะได้ชื่อว่าเป็นคนที่มีความรักได้มั๊ย..ไม่ได้หรอก   เพราะคนที่หยาบคาย คือ คนที่ชอบทำร้ายจิตใจหรือเชือดเฉือนคนอื่น..ด้วยทั้งคำพูดและการกระทำ..ซึ่งมันตรงข้ามกับความรักอย่างสิ้นเชิง  
“ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว”  อันนี้สำคัญ ทุกวันนี้ที่ปัญหามันเกิดขึ้นมากมายก็เพราะคนคิดเห็นแก่ตัว  คนประเภทนี้ หัวใจเขาจะเต็มไปด้วยความกลัว..กลัวไม่อิ่ม..กลัวไม่พอ..กลัวเสียหน้า..กลัวเสียเปรียบ..กลัวเสียฟอร์ม..กลัวเสียตังส์..กลัวตาย..กลัวทุกอย่าง  เขาถึงจ้องจะตักตวงทุกอย่างไว้”เพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเอง”.. การแสดงออกของคนประเภทนี้ คือ.. ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเขาจะดูดซับทุกอย่างจากคนรอบข้าง..โฟกัสที่ตัวเอง  ชอบที่จะกอบโกยไว้ก่อน..ให้ไม่เป็น  ไม่ใช่แค่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง  แต่หลายครั้งคนประเภทนี้ให้อภัยไม่เป็นแล้วก็ให้เกียรติคนไม่เป็นด้วย   เพราะงั้น ถ้าเราเจอคนประเภทนี้ที่ไหน ก็ให้รู้ไว้ว่า..นี่คือ ลักษณะนึงของคนที่ขาดความรัก  วิธีแก้ คือ ต้องเติมเขาด้วยความรักของพระเจ้า 
“ไม่ฉุนเฉียว”  คนที่ฉุนเฉียว คือ คนที่ขาดความอดทน..เมื่อไม่ได้ดั่งใจ   คนที่ฉุนเฉียวไม่ใช่คนที่เห็นแก่ตัวนะคะ  แค่ไม่มีความอดทนและจะหงุดหงิดทุกครั้งที่ไม่ได้อย่างที่ต้องการ..ไม่ทันใจ..ไม่ได้ดั่งใจ..หรือถูกรบกวนจิตใจ  ซึ่งยังไงก็แล้วแต่..มันก็ไม่ใช่ความรัก  เพราะความรักต้อง..    ”อดทน”...แล้วก็นานด้วย
“ไม่ช่างจดจำความผิด” ...แล้วก็แล้วกันไป  อย่าไปขุดคุ้ยความผิดพลาดของเขาขึ้นมา  แต่เท่าที่เจอ..ส่วนใหญ่ ผิดครั้งเดียว..พูดกันอยู่นั่น.. จำกันจนตาย  ชอบที่จะตอกย้ำ..ซ้ำเติม..ผูกมัดให้เขาติดอยู่กับอดีต อะไรต่างๆเหล่านี้..ไม่ใช่ความรัก   ถ้าเรามีความรัก..ต้องให้อภัย  ปลดปล่อยเขาจากความรู้สึกผิด 
ดู โครินธ์ 13:6 -7 “ไม่ชื่นชมยินดีเมื่อประพฤติผิด”  เพราะความรักแบบพระเจ้า..จะไม่ทำให้เราตาบอด  ถูก..ก็บอกว่าถูก  ผิด..ก็บอกว่าผิด  เราจะไม่เสแสร้งแกล้งเอาใจ แต่เราจะร้อนใจและอยากช่วยแก้ไขเมื่อคนที่เรารักประพฤติผิด   แก้ไขยังไง..ก็ตักเตือน โน้มนำเขา”ด้วยความรักและถ่อมสุภาพ”  อย่าไปใช้วิธีแบบเกลือจิ้มเกลือ..กระแนะกระแหนหรือประชดประชัน  เพราะถ้าเราทำอย่างนั้น มันคือ แก้แค้นหรือแก้เผ็ด  และมันจะช่วยแก้ไขอะไรไม่ได้เลย 
“แต่ ชื่นชมยินดีเมื่อประพฤติชอบ”  แน่นอน เมื่อคนอื่นทำสิ่งที่ดีเราก็ต้องสนับสนุนชื่นชม  เสริมสร้างให้กำลังใจ   ไม่ใช่หมั่นไส้หรือดูแคลนว่า..ไม่เห็นจะเท่าไหร่เลย  ฉันทำได้ดีกว่านี้  อันนี้ ก็ไม่ใช่ความรักนะคะ  ข้อที่ 7 บอกว่า “ความรักทนได้ทุกอย่างแม้ความผิดของคนอื่น..”  แต่ส่วนใหญ่ที่น้าตุ๊กเห็น คือ ทนความผิดของตัวเองได้  แต่เวลาคนอื่นผิด..ฉันทนไม่ได้    อย่าให้เราเป็นแบบนั้น   ข้อต่อไปบอกว่า “..และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ”  อันนี้ สำคัญมากที่เราต้องมีความเข้าใจว่า “ทุกคนมีส่วนดี”..ไม่มีใครที่เลวไปหมดหรือดีไปหมดซะทุกอย่าง   เขาอ่อนแอเรื่องนี้..ก็อย่าไปตัดสินหรือชี้ชันว่า..เขาใช้การไม่ได้หรือไม่มีความเชื่อ..ไม่ใช่  เราไม่อ่อนแอเรื่องนี้..เราก็ต้องอ่อนแอเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เหมือนกัน เพราะฉะนั้น อย่าสะดุดใครเพราะความผิดของเขาแต่เราต้องเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ  หาไปเถอะ..ยังไงก็ต้องเจอ  ข้อดีของทุกคน..ต้องมีแน่
คำจำกัดความสุดท้ายของรักแบบพระเจ้า คือ “..มีความหวังอยู่เสมอ  และทนต่อทุกอย่าง”...อย่าถอดใจกับใครเพียงแค่เห็นว่าเขาผิดพลาดหรืออ่อนแอ  เพราะพระเจ้ายังไม่เคยสิ้นหวังในมนุษย์..เราเองก็เช่นกันที่ต้องดำเนินตามพระองค์  เราต้องหวังอยู่เสมอว่าสักวันหนึ่งเขาจะเปลี่ยน..เขาจะเติบโต..เขาจะงดงามขึ้น  และอย่าไปเร่งให้ใครเติบโตอย่างรวดเร็วตามใจเรา..เพราะมันเป็นไปไม่ได้  พระเจ้ามีเวลาสำหรับทุกคนเสมอ  พระองค์จึงลงท้ายว่า “..และให้เราทนต่อทุกอย่าง”...แต่สิ่งหนึ่งที่เด็กๆต้องเข้าใจ คือ ความรักเป็นทั้งของประทานและผลของพระวิญญาณ  เราไม่สามารถผลิตความรักแบบนี้ได้เองนะคะ  แต่เราสามารถรับจากพระเจ้าได้..ด้วยการอธิฐาน..ทูลขอ..ติดสนิทอยู่กับพระองค์  แล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเป็นผู้เติมความรักของพระเจ้าให้เราจนเต็มล้น...เอเมนมั๊ยคะ 
กลับมาที่ มัทธิว 23:1-4  บทนี้ พระเยซูทรงกล่าวโทษพวกธรรมาจารย์กับฟาริสี..ไว้อย่างรู้เช่นเห็นชาติกันเลยทีเดียว   ภายในบทเดียว พระองค์ใช้คำว่า “วิบัติ แก่เจ้า..” ถึง 8 ครั้ง  ปกติที่เรียนกันมา..พระเยซูตรัสครั้งเดียวทุกอย่างก็เกิดขึ้นแล้ว  เพราะฉะนั้น ณ.จุดนี้ น้าตุ๊กถือว่าน่ากลัวมากข้อที่ 2 พระเยซูตรัสว่า “พวกธรรมาจารย์กับพวกฟาริสีนั่งบนที่นั่งของโมเสส เหตุฉะนั้นทุกสิ่งที่เขาสอนพวกท่าน จงถือประพฤติตาม เว้นแต่การกระทำของเขาอย่าได้ทำตามเลย เพราะเขาเป็นแต่ผู้สั่งสอน แต่เขาเองหาทำตามไม่” .....นั่งบนที่นั่งของโมเสส หมายความว่า ผู้นำศาสนาเหล่านี้เขามีสิทธิอำนาจที่สืบทอดมาจากโมเสสจริง  จึงมีสิทธิที่จะสอนพระบัญญัติได้  เพราะฉะนั้น พระเยซูจึงบอกให้ประชาชนทำตามพระบัญญัติที่เขาสอน  แต่อย่าทำตามอย่างที่พวกเขาทำ  เพราะพวกเขา..ดีแต่สอน  แต่ตัวเอง..กลับไม่ทำตามบัญญัตินั้น  ยังไง..บ้าง 
ข้อที่ 4 บอกว่า “..ด้วยเขาเอาห่อของหนัก (ซึ่งหมายถึง ภาระหนัก) วางบนบ่ามนุษย์ ส่วนเขาเองแม้แต่นิ้วเดียวก็ไม่จับต้องเลย”    ทำไมพระบัญญัติถึงกลายเป็นภาระหนักเกินไปสำหรับทุกคน  ก็เพราะพวกธรรมาจารย์กับฟาริสีชอบต่อเติมเสริมแต่งเรื่องหยุมหยิมเข้าไป..ให้มันดูเคร่งครัดขึ้น..ทำยากขึ้น  จนกลายเป็นภาระที่หนักเกินไปสำหรับมนุษย์   “..ส่วนตัวเขาเอง..แม้แต่นิ้วเดียวก็ไม่จับต้องเลย”  (ในฉบับ ประชานิยม ใช้คำว่า “ไม่ยอมแม้แต่จะใช้สักนิ้วเดียวช่วยยก)  ก็หมายความว่า..นอกจากตัวเองจะไม่เคยทำตามบัญญัติแล้ว..ก็ยังไม่เคยหนุนใจใครเลยด้วย  มีแต่ประณามกระหน่ำซ้ำเติม  แล้วก็จับผิดคนที่ทำไม่ได้   
ดู มัทธิว 23:5-7  พระเยซุทรงชี้ให้เห็นว่า “..การกระทำทุกอย่างของธรรมาจารย์กับฟาริสีนั้น..เป็นการทำเพื่ออวดคนอื่น”....ไม่ว่าจะขยับทำอะไร..ก็จะเน้นแต่เรื่องภายนอก..แล้วก็ทำเพื่ออวดคนอื่น  “..เขาใช้กลักพระบัญญัติอย่างใหญ่ สวมเสื้อที่มีพู่ห้อยอันยาว”..ในสมัยนั้น คนยิว เขาจะมีกลักพระบัญญัติที่ใช้บรรจุข้อความจากพระคำภีร์..เป็นกล่องเล็กๆ 2 ใบ ผูกติดกับสายหนังแล้วคาดไว้ที่หน้าผาก 1 ใบ กับที่แขนซ้ายอีก 1 ใบ  ทำ..ทำไม  ก็ทำตามที่พระเจ้าบอกไว้ใน ฉธบ. 6:8 ..ที่บอกว่า  “..จงเอาถ้อยคำเหล่านี้พันไว้ที่มือของท่านเป็นหมายสำคัญ และจงจารึกไว้ที่หว่างคิ้วของท่าน”...ยิวก็ทำตามตัวอักษรเลย  เพราะเข้าใจว่าพระเจ้าต้องการให้พวกเขาเอาพระบัญญัติติดไว้กับตัว  ก็เลยทำซื่อๆไปตามนั้น..(ตอนสอนฉธบ.น้าตุ๊กเคยเอาภาพมาให้ดูนะ  ชาวยิวจะคาดกลักที่ว่านี้..ไว้ที่หน้าผากตรงหว่างคิ้วจริงๆ)  และก็อีกเช่นเคยที่พวกธรรมาจารย์..ฟาริสี  จะต้องใช้กล่องที่ใหญ่กว่าคนอื่น.. เพื่ออวดให้ใครๆรู้ว่า “ฉันไม่ธรรมดา..ต้องพิเศษกว่าเสมอ” แล้วการ “สวมเสื้อที่มีพู่ห้อยยาวๆ” ก็เหมือนกัน..ทุกสิ่งอย่างเขาก็พยายามทำแต่เปลือกนอก..ทำยังไงก็ได้..ให้คนดูที่เห็นเข้าใจว่าเขาเป็นคนเคร่งศาสนา
ข้อที่ 6 พระเยซูตรัสต่อไปว่า “เขาชอบที่อันมีเกียรติในการเลี้ยงและที่นั่งตำแหน่งสูงในธรรมศาลา”... อันนี้ ก็เห็นภาพชัดเจนอยู่แล้ว  ตามงานเลี้ยง  ถ้าเราสังเกตดู..ก็จะเห็นว่า เจ้าภาพจะมีการจัดโต๊ะพิเศษไว้สำหรับแขก VIP ..ญาติสนิทหรืออะไรก็ตาม  ซึ่งมักจะเป็นตำแหน่งที่อยู่ด้านหน้าหรืออยู่ใกล้เจ้าภาพ   และประเด็น คือ โต๊ะที่ว่านี้ก็จะเป็น”จุดเด่น” ของคนในงาน  ทุกคนที่มาก็จะรู้ว่า “คนที่นั่งในโต๊ะนั้น คือ คนพิเศษหรือคนสำคัญ”  แล้วแบบนี้ พวกฟาริสี..ก็ชอบอีกเหมือนกัน (นึกภาพออกมั๊ยคะ)   หรือในธรรมศาลาพวกผู้นำศาสนายิวก็จะมีที่ประจำตำแหน่งเลย..ซึ่งอาจจะอยู่ในที่สูงกว่าคนอื่น  เขาจะไม่มานั่งรวมๆกับสมาชิกเหมือนผู้นำของเรา  แบบนี้ เขาไม่เอา..เพราะดูไม่ออกว่าใครเป็นคนสำคัญ  ข้อที่ 7 บอกว่า นอกจากจะชอบนั่งในที่ที่มีเกียรติแล้ว  พวกธรรมาจารย์กับฟาริสียัง“..ชอบรับการคำนับที่กลางตลาด และชอบให้คนเรียกเขาว่าท่านอาจารย์”..เพราะฟังแล้วดูมีเกียรติ..เป็นที่ยอมรับ..ไปไหนก็มีคนคอยคำนับ.. พูดง่ายๆว่า พวกเขา ชอบมากที่จะเป็นคนสำคัญ....เป็นที่เคารพบูชา..กราบไหว้ได้เลย..ยิ่งดี  ชอบที่จะเป็นคนพิเศษกว่าคนอื่น  ยึดติดในเกียรติยศศักดิ์ศรีคำยกย่อง  แล้วก็เสาะแสวงหาความเป็นคนสำคัญ..จากมนุษย์   สนใจแต่เรื่องเปลือกนอกแต่ไม่เคยสนใจน้ำพระทัยที่แท้จริงของพระเจ้า   
ดู มัทธิว 23:9-10   “..อย่าเรียกผู้ใดในโลกว่าเป็นบิดา เพราะท่านมีพระบิดาแต่ผู้เดียว คือผู้ที่ทรงสถิตในสวรรค์”... ข้อนี้ ไม่ได้หมายถึงบิดา..ที่เป็นคุณพ่อผู้ให้กำเนิดเรานะคะ แต่พระเจ้าหมายถึงอย่าไปนับถือพระอื่นหรือนามอื่นๆว่าเป็นบิดา   เรียกเสด็จพ่อ..หรือเจ้าพ่อนู้น นี้ นั้น..อะไรต่างๆ  (นึกออกมั๊ยคะ)  ไม่ได้หมายถึง..พ่อของเราที่เป็นมนุษย์  พ่อของเราก็คือบิดา..เรียกได้  แต่อย่าเรียกนามอื่นใดว่าเป็นพ่อของเรา ..เพราะมันไม่ใช่      ข้อที่ 10 บอกว่า “..อย่าให้ผู้ใดเรียกท่านว่า “พระครู” ด้วยว่าพระครูของท่านมีแต่ผู้เดียวคือพระคริสต์.....”  อันนี้ พระเยซูหมายถึง อย่าให้ใครก็ตามที่อยู่ในฐานะผู้นำ...แสวงหาเกียรติยศหรือคำยกย่องจากมนุษย์  เพราะคำว่า “พระครู” มันมีนัยหมายถึง ความศักดิ์สิทธิ์ ..ไม่ใช่ครูธรรมดา   ซึ่งมีเพียงพระเยซูคริสต์เท่านั้นที่สมควรกับคำนี้  แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะเรียกผู้นำของเราว่าเป็นครูหรืออาจารย์..ไม่ได้..ไม่ใช่   เรียกได้..แต่ ให้เรียกว่าครูหรือ อาจารย์เฉยๆไม่ต้องมีคำว่า”พระ”   จุดประสงค์ในข้อนี้พระเยซูทรงชี้นำให้เราทุกคนถ่อมใจ..ไม่ยึดติดกับสถานะทางสังคมเหมือนพวกฟาริสี  อันนี้ เราต้องเข้าใจในบริบทด้วย  ไม่งั้น เด็กๆจะงง  อย่างน้าตุ๊กนี้ ใครมาเรียกครูตุ๊ก..ได้มั๊ย..ได้ค่ะเพราะเขาก็เห็นว่าน้าตุ๊กเป็นคนสอนเด็กๆ  แต่มันสำคัญที่น้าตุ๊กนี่แหละ..ที่จะต้องไม่ยึดติด..ให้ทุกคนต้องเรียกฉันว่าครู  ไม่เรียก..ไม่ได้ อันนั้น ไม่ใช่แล้ว   เพราะฉะนั้น ทั้ง 2 ข้อนี้ พระเยซูไม่ได้สอนให้เรา..ไม่รู้จักให้เกียรติคนอื่น  แต่พระองค์ไม่ต้องการให้ใครเอาสถานะทางสังคมมามาเป็นเครื่องมือแสวงหาเกียรติยศหรือความเป็นคนสำคัญจากมนุษย์ด้วยกัน  เพราะมันไม่มีประโยชน์   ตอนท้ายข้อที่ 8  พระองค์บอกว่า “...และท่านทั้งหลายเป็นพี่น้องกันทั้งหมด”  หมายความว่า จริงๆแล้ว มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน..เป็นพี่น้องกัน..ไม่มีใครใหญ่กว่าใคร..ไม่มีใครดีกว่าใคร  เอเมนมั๊ยคะ

   ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ

นังสือ มัทธิว ครั้งที่ 15

เรามาทบทวนของคราวที่แล้วกันนิดนึง  เรื่อง “คนงานในสวนองุ่น”..จำได้นะ 
คนงานที่ทำงานตั้งแต่เช้าโวยวาย..ที่ได้เงินเท่ากับคนที่มาทำตอนบ่ายหรือทำตอนเย็น   พูดง่ายๆคือ ทำมากแต่ได้เงินเท่าคนที่ทำน้อย   เจ้าของสวนบอก “ ทำไมท่าน”อิจฉา” เมื่อเห็นเราใจดี     ” ....ทำไมต้อง “อิจฉา” ที่เห็นคนอื่นได้ดี..ได้มาก  ทั้งที่เขาก็ไม่ได้เอาของตัวเองไปให้คนอื่นซะหน่อย   จริงๆเหตุการณ์อย่างนี้..น้าตุ๊กก็เห็นบ่อย  มีหลายคนมากที่ชอบมาบ่นว่าอยากเปลี่ยนงาน  สาเหตุก็ประมาณนี้  ชั้นอยู่มา 5 ปีแล้วเงินเดือน 2 หมื่น ยายคนนั้นเพิ่งเข้ามาทำไมได้มากกว่าหรือได้เท่ากัน  เลยรับไม่ได้..รู้สึกไม่แฟร์   ถ้าเรายังไม่ได้เรียนคำอุปมาข้อนี้..เราก็จะรู้สึกคล้อยตามเขาเหมือนกัน  แต่ตอนนี้เรารู้แล้ว..ว่าจริงๆแฟร์มั๊ยคะ..แฟร์มาก   เพราะตอนที่มาสมัครงานเขาก็จะตกลงว่าจะจ้างเราเท่าไหร่..แต่ เขาไม่ได้ตกลงและไม่จำเป็นต้องตกลงกับเรา..ว่าเขาจะจ้างคนอื่นเท่าไหร่  เพราะงั้น ถ้าเขาจ่ายถูกต้องตามที่ตกลงไว้ในส่วนของเรา..มันก็ยุติธรรมแล้ว  ถูกมั๊ยคะ  เพราะฉะนั้นน้าตุ๊ก ขอหนุนใจนะ  ต่อไปเด็กๆทำงานก็ขอให้มีท่าทีต่อเรื่องนี้ให้ถูกต้อง..อย่าใจแคบ  แล้วพระเจ้าจะประทานบำเน็จให้เรามากมาย..ยิ่งกว่าที่เจ้านายจะให้ได้  เอเมนมั๊ย 
                มาถึงบทที่ 21  บทนี้เป็นช่วงที่พระเยซูเสด็จมาที่เยรูซาเล็ม  และพระองค์ก็เข้ามาอย่างผู้พิชิต  และฝูงชนจำนวนมากก็มารอต้อนรับพระองค์
ดู มัทธิว 21:12-13  พอมาถึงเยรูซาเล็ม  พระเยซูก็เสด็จเข้าไปในวิหารพระเจ้า  พอไปถึงสิ่งที่พระองค์เห็นก็คือ “ธุรกิจการค้า”  ที่ทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันในบริเวณลานพระวิหาร..ทั้งโต๊ะแลกเงิน..ที่มีพ่อค้ามารับแลกเพื่อเอากำไร  เพราะเงินต่างชาติบางสกุลใช้จ่ายค่าบำรุงวิหารไม่ได้  นอกจากนี้ ก็ยังมีการขายนกพิราบ..อันนี้ทำให้เรานึกถึงภาพตามวัดในปัจจุบันนี้นะ..ที่มีการขายนกขายปลาให้คนเอาไปปล่อย  ส่วนที่วิหารของพระเจ้านี้มีการขายนกพิราบ  เพราะแม้แต่คนที่จนที่สุดก็ยังต้องถวายนกพิราบหนึ่งคู่เป็นเครื่องบูชา    แต่ประเด็น ก็คือ การค้าที่เขาทำกันในบริเวณพระวิหารนี้..มันเป็นธุรกิจที่ปุโรหิตมีส่วนได้ส่วนเสียด้วย ....จะแบบวัดครึ่งกรรมการครึ่ง  หรือกินเปอร์เซ็นต์กันยังไง..ไม่แน่ใจ  แต่ที่แน่ๆคือ เขาค้าขายกันด้วยอัตราที่ไม่ยุติธรรม  อัตราการแลกเงินก็แพง  นกพิราบก็ขายแบบโก่งราคา  เพราะอ้างว่าเป็นสัตว์ไม่มีตำหนิ.. ผ่านการรับรองจากปุโรหิตแล้ว   ถ้าซื้อที่อื่นอาจจะเอามาถวายไม่ได้นะ..เพราะมีตำหนิปุโรหิตไม่ให้ผ่าน..ไม่รับรอง  อะไรประมาณนี้   (เพราะ ตามพระบัญญัติระบุว่าของถวายพระเจ้าต้อง..ไม่มีตำหนิ  แต่จริงๆความหมายในข้อนี้ พระคัมภีร์เล็งถึง”พระเยซูคริสต์” ต่างหาก..ที่จะมาเป็นลูกแกะหรือเครื่องบูชาที่ปราศจากตำหนิสำหรับพระเจ้า)    ข้อที่ 13 พระเยซูตรัสว่า “นิเวศของเราเขาจะเรียกว่าเป็นนิเวศอธิษฐาน' แต่เจ้าทั้งหลายมากระทำให้เป็น `ถ้ำของพวกโจร” ...การค้าขายแบบไม่ไม่เป็นธรรม..ก็แย่มากแล้ว  แต่นี่ยิ่งหนักกว่า..เพราะกล้ามาทำกันในวิหารของพระเจ้าเลย  พระเยซูถึงโกรธมาก..พระองค์เห็นปุ๊บ ! พระองค์คว่ำโต๊ะ..พังทุกอย่างทิ้งเลย 
ดู มัทธิว 23-27  การที่พระเยซูเข้ามาในเยรูซาเล็มอย่างผู้พิชิต  มีประชาชนจำนวนมากโห่ร้องสรรเสริญ  กับการที่พระองค์ขับไล่พวกพ่อค้าในวิหาร  คงทำให้พวกผู้นำศาสนาไม่พอใจ  พวกปุโรหิตจึงถามพระเยซูว่า “ท่านมีสิทธิอันใดจึงได้ทำเช่นนี้ ใครให้สิทธินี้แก่ท่าน" พระเยซูตอบเขาว่า “เราจะถามท่านข้อหนึ่งเหมือนกัน  ถ้าท่านตอบได้..เราถึงจะบอก..ว่าเรากระทำการนี้โดยสิทธิอันใด”  แล้วพระเยซูก็ถามพวกเขาว่า  “บัพติศมาของยอห์นนั้นมาจากไหน  จากสวรรค์หรือจากมนุษย์”  เจอคำถามนี้เข้าไปพวกปุโรหิตเลยกลืนไม่เข้าคายไม่ออก  เพราะอะไร..ถ้าจะปฏิเสธว่าสิทธิอำนาจของยอห์นไม่ได้มาจากสวรรค์..ก็จะทำให้เขาเป็นที่เสื่อมศรัทธาของ ประชาชน  เพราะคนส่วนมากนับถือยอห์น  แต่ถ้าจะยอมรับ..ว่ายอห์นทำการโดยสิทธิที่มาจากสวรรค์  พวกเขาก็จะมีความผิดฐาน..”ไม่ยอมรับพระเยซู”  เพราะยอห์นเป็นพยาน..ยืนยัน..ตอกย้ำ..ว่าพระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์จริงๆ   ในที่สุด พอไม่รู้จะตอบยังไง..เลยเลือกตอบแบบคนขี้ขลาดว่า “เขาไม่รู้”  พระเยซูเลยบอก “งั้นเราก็ไม่บอกเหมือนกัน..ว่าเราทำการนี้โดยสิทธิอันใด”  แต่ พระองค์ไม่จบแค่นั้น  พระองค์ยกคำอุปมาขึ้นมากล่าวโทษพวกเขาอีก
ดู มัทธิว 21:28-31  พระเยซูเล่าเรื่องบุตรสองคนที่พ่อใช้ให้ไปทำงานในสวนองุ่น  “คนแรก  พอพ่อใช้..ตอบว่า “ไม่ไป”..ไม่ต้องคิดเลยนะ บอกเลย..ว่าไม่ไป  แต่ต่อมาก็กลับใจ  แล้วไปทำงานในสวนองุ่น..ตามที่พ่อบอก” ส่วนอีกคน..พอพ่อใช้ตอบทันที..ว่า”จะไป  แต่ไม่ไป”  พระเยซูถามว่า “ลูกคนไหน ทำตามใจบิดา”  พวกปุโรหิตตอบว่า บุตรคนแรก  พระเยซูบอก ถ้างั้น “พวกเก็บภาษีและหญิงโสเภณีก็เข้าในแผ่นดินพระเจ้าก่อนท่านทั้งหลาย”  เพราะอะไร...
บุตรคนแรก คือ ตัวแทนของพวกเก็บภาษี  โสเภณี  หรือแม้แต่พวกต่างชาติ..ที่รวมทั้งพวกเราด้วย  ที่แรกเลยไม่เชื่อพระเจ้า..ได้ชื่อว่ากบฎต่อมาตรฐานของพระองค์ แต่พอได้ยินข่าวประเสริฐแล้ว..ก็กลับใจใหม่  มาเชื่อและ”ไปทำงานในสวนองุ่น” ก็คือ ยอมดำเนินตามที่พระเจ้าสอนหรือสั่งไว้ ซึ่งจะกลายเป็นผู้ชอบธรรมที่ได้ชื่อว่าทำตามใจบิดา หรือทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า
ส่วน บุตรคนที่สอง ก็คือ พวกเขาแหละ..บรรดาผู้นำศาสนาของยิว..ที่ดูเหมือนเป็นคนเคร่งครัดศรัทธา..เกิดมาเป็นคนที่พระเจ้าเลือกไว้แต่แรก..ที่รับแต่ปากว่าจะเชื่อฟังและดำเนินตามพระเจ้า  แต่จริงๆแล้ว..”ไม่ทำ” ..เพราะเขาไม่เชื่อพระเยซู  นั่นก็เท่ากับไม่ทำงานในสวนองุ่นของพระเจ้า  แต่กำลังทำงานในสวนของตัวเอง  ไม่ได้สร้างอาณาจักรพระเจ้า..แต่กำลังสร้างอาณาจักรของตัวเอง  พระเยซูถึงบอก..” พวกเก็บภาษีและหญิงโสเภณีก็เข้าในแผ่นดินพระเจ้าก่อนท่านทั้งหลาย”
ดู มัทธิว 21:33-35  คำอุปมาข้อนี้ บอกว่า “เจ้าของสวนองุ่นคนนึงได้ทำสวนล้อมรั้ว..สร้างบ่อย่ำองุ่น  พร้อมทั้งหอเฝ้าไว้อย่างดี..เพื่อให้ชาวสวนเช่า  แล้วตัวเองก็ไปต่างแดน  เมื่อถึงเวลาเก็บผลองุ่น  เขาก็ให้บ่าวไปรับส่วนที่เป็นค่าเช่า  แต่ปรากฎว่าพวกคนเช่าสวนกลับจับคนของเขาเฆี่ยนตีเสียคนหนึ่ง ฆ่าเสียคนหนึ่ง เอาหินขว้างเสียให้ตายคนหนึ่ง  เจ้าของสวนก็ส่งคนไปอีกหลายคน  แต่ก็ถูกกระทำอย่างเดียวกัน    ครั้งหลังสุดเจ้าของสวนส่งลูกของตัวเองไปและพูดว่า   `พวกเขาคงจะเคารพบุตรชายของเรา'  แต่ปรากฎว่า..เขาก็จับบุตรนั้น ผลักออกไปนอกสวนองุ่นแล้วฆ่าเสีย   ข้อที่ 40  พระเยซูถามพวกเขาว่า “เหตุฉะนั้น เมื่อเจ้าของสวนองุ่นมา เขาจะทำอะไรแก่คนเช่าสวนเหล่านั้น"   พวกเขาตอบพระองค์ว่า “เจ้าของสวนจะทำลายล้างคนชั่วเหล่านั้นอย่างแสนสาหัส และจะให้สวนองุ่นนั้นแก่คนเช่าอื่นๆที่จะแบ่งผลโดยถูกต้องตามฤดูกาลแก่เขาต่อไป"...
ข้อนี้ พระเยซูกำลังพูดถึงพฤติกรรมของพวกผู้นำอิสราเอลนั่นแหละ..และน้าตุ๊กก็เข้าใจว่าพระองค์ตรัสกับเราด้วย  รวมทั้งพระองค์ยังพยากรณ์ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพระองค์เองในอีกไม่กี่วันข้างหน้า  “เจ้าของสวน” คือ “พระเจ้า” ......”ชาวสวน” คือ “ผู้นำของอิสราเอลทั้งในอดีตและในสมัยพระเยซูคริสต์”.......  “บ่าวหรือคนใช้” ก็ได้แก่ “บรรดาผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า” (เช่น  เอลียาห์  อิสยาห์  เปโตร  เปาโล  สเตเฟน  อะไรต่างๆเหล่านี้) “ส่วนบุตร” ก็คือ “พระเยซูคริสต์”  สำหรับบริบทนี้ พระเยซูเน้นผู้ฟังที่เป็นชาวยิว  และคานาอันหรือปาเลสไตน์ ก็คือ สวนองุ่นของพระเจ้า ความหมาย ก็คือ  เมื่อพระเจ้าทรงเลือกยิวหรืออิสราเอล  พระองค์ก็ประทานดินแดนที่พระองค์ ”เตรียมไว้” อย่างดีให้เป็นที่พำนักของพวกเขา   เพื่อที่ พวกเขาซึ่งเป็นผู้นำ..จะได้ดูแลเถาองุ่นของพระเจ้า  คือ คนอิสราเอล (อิสราเอล คือ เถาองุ่นของพระเจ้า)  และ”เมื่อถึงฤดูเก็บผลองุ่น  พระเจ้าก็ส่งผู้เผยพระวจนะของพระองค์มาเพื่อจะรับผล..ของพระองค์”... คือ พระเจ้ามาทวงให้พวกเขาทำตามสัญญา  สัญญาว่าอะไร..  เปิดไปดู...
ฉธบ. 6:4-9 (อ่านพร้อมกัน)  “โอ คนอิสราเอล จงฟังเถิด พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราทั้งหลายเป็นพระเจ้าเดียว พวกท่านจงรักพระเยโฮวาห์ผู้เป็นพระเจ้าของท่าน ด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน และด้วยสิ้นสุดกำลังของท่าน” ...นี่คือ สาระที่สำคัญสุดของพระบัญญัติที่พระเจ้าให้ไว้กับอิสราเอลและรวมถึงพวกเราด้วย  ถ้าข้อนี้..ไม่ทำ  ข้ออื่น..ไม่มีความหมาย  เราจะกลายเป็นคนที่ต้องอยู่นอกสวนของพระเจ้าทันที    แต่ทั้งที่ พระเจ้า..ก็ส่งผู้เผยพระวจนะมาเตือนคนอิสราเอลหลายต่อหลายครั้ง  ไปดูได้เลยตลอดประวัติศาสตร์พระเจ้าส่งมาเป็นระยะๆไม่เคยขาด  เพื่อเตือนให้พวกเขาดูแล..ชี้นำ..จิตวิญญาณของผู้คนให้รักและเชื่อฟังพระเจ้าอย่างสิ้นสุดใจ   แต่ผู้นำเหล่านั้นก็ไม่เชื่อฟัง  พวกเขากบฎต่อพระเจ้าหลายต่อหลายครั้ง  แถมยังทำร้ายผู้เผยพระวจนะของพระเจ้าด้วย  ตราบจนเมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จมา..( ในหนังสือมัทธิวที่เราเรียนกันอยู่เนี่ย ! )..เขาก็ยังไม่เชื่อพระองค์..ไม่กลับใจใหม่..ไม่เปลี่ยนท่าทีในใจ   ที่พระเยซูสอน..เขาไม่เอาอะไรเลยซักอย่าง  แถม เอาพระองค์ไปฆ่า    ถามว่า เมื่อถึงวันพิพากษา..เมื่อเจ้าของสวน คือ พระเจ้า เสด็จกลับมา  พระองค์จะทำยังไงกับคนพวกนี้  คำตอบ ก็ตามนี้แหละ คือ “พระเจ้าจะทำลายล้างคนชั่ว..ที่ไม่เชื่อในพระบุตรนั้นอย่างแสนสาหัส และจะให้สวนองุ่นนั้น...หรือยกอาณาจักรสวรรค์  ให้แก่ชนชาติอื่น..ไม่จำเป็นต้องเป็นยิว..ก็มีสิทธิ์จะได้เข้าสวรรค์ด้วยกันทั้งสิ้น.. ถ้าเขาเชื่อพระเยซู   
ดู มัทธิว  22:1-7  คำอุปมาเรื่องนี้”งานอภิเษก”..เนื้อหาก็จะคล้ายกันกับเรื่องก่อนหน้านี้   พระเยซูตรัสว่า “แผ่นดินสวรรค์เหมือน กษัตริย์องค์หนึ่งจัดงานเลี้ยงอภิเษกราชให้โอรส  เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว..ก็ใช้ข้าราชการไปตามผู้ที่ได้รับเชิญมางานนี้  แต่ ! พวกเขาไม่อยากมา  กษัตริย์ก็เลยใช้คนไปตามอีกรอบ..บอกว่า ทุกอย่างถูกเตรียมไว้พร้อมแล้ว  ทั้งวัวและสัตว์ขุนก็ฆ่าเรียบร้อย  จงมาร่วมงานนี้เถิด” 
กษัตริย์ คือ “พระเจ้า”  ราชโอรส คือ “พระเยซูคริสต์”  ข้าราชการที่กษัตริย์ส่งไป ก็คือ “ผู้เผยพระวจนะ”ของพระเจ้า   ส่วนแขกผู้ที่ได้รับเชิญเป็นพวกแรกเลย คือ “คนอิสราเอล”  ความหมายข้อนี้ ก็คล้ายๆข้อที่แล้ว  คือ พระเจ้าเตรียมอาณาจักรสวรรค์ไว้ให้แก่ผู้ที่พระองค์เลือกไว้  ผู้ที่จะได้เข้าสู่สวรรค์เปรียบเหมือน..คนที่จะได้ร่วมงานเลี้ยงของพระเมษโปดก คือพระเยซูคริสต์  และพระเจ้าก็ทรงเลือกยิวหรืออิสราเอล..เป็นพวกแรก   แต่ ! พวกเขาบอกไม่ไป..ไม่ว่าง อิสราเอลปฎิเสธพระเยซูซึ่งก็เท่ากับปฏิเสธพระเจ้า   พระเจ้าก็ทรงอดกลั้นส่งผู้เผยพระวจนะไปตามอีก  แต่ ! “พวกเขาก็เพิกเฉยและไปเสีย”   ที่หนักกว่านั้น ข้อที่ 6 บอกว่า “ฝ่ายพวกนอกนั้นก็จับพวกผู้รับใช้ของท่าน ทำการอัปยศต่างๆแล้วฆ่าเสีย” ... คนของพระเจ้าหลายต่อหลายคน..ที่เป็นพยานในข่าวประสริฐถูกผู้นำศาสนาของอิสราเอลฆ่าตายแบบ..น่าสลดหดหู่มาก  อุตส่าห์เชิญมาร่วมงานเลี้ยง..มากินฟรีมีความสุขสำราญอย่างพรั่งพร้อม  แต่ ! ไม่ยอมมา  แถมยังทำการที่ถือเป็นการไม่ให้เกียรติเจ้าของงาน..อย่างแรง  เพราะการที่พวกเขาฆ่า..ผู้นำสารหรือผู้เผยพระวจนะ  มันเป็นสิ่งที่สะท้อนชัดเจนว่า “พวกเขาไม่รักพระเจ้า”  ทำไม ! เพราะการล้มไปในความบาปและถูกตัดขาดจากพระเจ้า  มันทำให้มนุษย์”โกรธ” พระเจ้า   หลายครั้ง ในพระคำภีร์จึงใช้คำว่า “กลับคืนดี” กับการกลับใจใหม่ของมนุษย์    ข้อที่ 7 บอกว่า “กษัตริย์ก็ทรงพระพิโรธ จึงรับสั่งให้ยกกองทหารไป ปราบปรามฆาตกรเหล่านั้น และเผาเมืองเขาเสีย”...สุดท้าย ด้วยความดื้อแพ่งของอิสราเอล  พระเจ้าก็ทรงพิพากษาผู้นำเหล่านั้นและเยรูซาเล็ม..นครอันศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาก็ถูกเผาทำลาย
ดูต่อ มัทธิว 22:8-14  ในเมื่องานสมรสก็พร้อมอยู่..พระเยซูทรงกระทำให้ทุกอย่างสำเร็จแล้ว ถึงแขกที่เชิญชุดแรก คือ พวกอิสราเอลจะไม่มาร่วมงานเลี้ยง คือ ไม่ยอมรับพระเยซู   แต่ ! พระเจ้าไม่เคยล้มเหลว   ข้อที่ 9 บอกว่า “เหตุฉะนั้น จงออกไปตามทางหลวง พบคนมากเท่าใดก็ให้เชิญมา   ผู้รับใช้เหล่านั้นจึงออกไปเชิญคนทั้งปวงตามทางหลวงแล้วแต่จะพบ ทั้งดีและชั่ว  ยากจนหรือร่ำรวย  หูหนวก  ตาบอด  เป็นใบ้  โง่หรือฉลาด ไปเชิญมาให้หมด..จนงานสมรสนั้นเต็มไปด้วยแขก” ......ในที่สุดข่าวประเสริฐก็ถูกประกาศออกไปจนสุดปลายแผ่นดินโลก  ไม่ว่าเราจะเป็นคนชาติไหนพระเจ้าก็เชิญทุกคน   และในที่สุด น้ำพระทัยพระเจ้าก็สำเร็จ..เสมอ  งานเลี้ยงหรือแผ่นดินสวรรค์ของพระองค์ก็จะเต็มไปด้วยผู้คนที่ถูกเชิญ
ข้อที่ 11 บอกว่า “แต่เมื่อกษัตริย์องค์นั้นเสด็จทอดพระเนตรแขก ก็เห็นผู้หนึ่งมิได้สวมเสื้อสำหรับงานสมรส  จึงรับสั่งถามเขาว่า `สหายเอ๋ย เหตุไฉนท่านจึงมาที่นี่โดยไม่สวมเสื้อสำหรับงานสมรส' ผู้นั้นก็นิ่งอยู่พูดไม่ออก” 
เรานึกว่า เรื่องราวของงานเลี้ยงเหมือนจะจบลงแล้ว  แต่ ! พระเจ้ายังอยากจะยืนยันบางอย่างกับเรา   "“ในบรรดาผู้ที่มาร่วมงานเลี้ยง  กษัตริย์ได้มองเห็นคนที่ไม่ได้สวมชุดสำหรับงานแต่งงาน “....นั่นหมายความว่า ทุกคนที่ไปร่วมงานเลี้ยงต้องใส่ชุดงานแต่งงาน  ในสมัยนั้น..เขาจะมีชุดสำหรับงานเลี้ยงแต่งงาน..ซึ่งเป็นชุดที่เจ้าภาพเตรียมให้   ในที่นี้เจ้าภาพของเรา คือ พระเจ้า  และพระเจ้าก็ทรงเตรียมข่าวประเสริฐหรือความชอบธรรมที่ผ่านทางพระคริสต์..เป็นอาภรณ์ให้เราสวมในงานเลี้ยง   เพราะฉะนั้น เราต้องสวมชุดนี้เท่านั้นไปร่วมงานเลี้ยง  ถ้าไม่สวมแล้วจะทำไปนั่งเนียนๆอยู่ในงานเลี้ยง..จะรอดมั๊ย..ไม่รอดหรอก   ดูข้อที่ 13 บอก “กษัตริย์จึงรับสั่งแก่พวกผู้รับใช้ว่า `จงมัดมือมัดเท้าคนนี้. (คือ คนที่ไม่ได้สวมชุดงานเลี้ยง)เอาไปทิ้งเสีย ที่มืดภายนอก ที่นั่นจะมีการร้องไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน'   เรามาดูรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้กันสักนิดในหนังสือโรม
ดู โรม 3:19-20   มันจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่สวมชุดงานแต่งงานแต่คิดว่าตัวเองสามารถไปร่วมงานเลี้ยงได้  คือ ไม่เชื่อพระเยซูแต่คิดว่าตัวเองสมควรที่จะได้ไปสวรรค์..มีเยอะนะ   คนพวกนี้จะอ้างคุณงามความดีของตัวเอง  ประมาณว่าเขาเป็นคนเคร่งครัดศรัทธา..ไม่เคยทำร้ายใครหรือทำอะไรชั่ว “เป็นพิเศษ”  แต่คำอ้างนี้ไม่ใช่ชุดสำหรับงานเลี้ยงของพระเมสโปดก  และมาตรฐานของพระเจ้าคือ “แค่คิดก็ผิดแล้ว”   เพราะงั้น ถ้าเขาอ้างสิ่งนี้  ก็เท่ากับเขากำลังรายงานบาปของตัวเองอยู่  เหมือนที่อ.เปาโลบอกไว้ในข้อนี้ว่า “ธรรมบัญญัติทุกข้อที่ได้กล่าวนั้น ก็ได้กล่าวแก่คนเหล่านั้นที่อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ..เพื่อปิดปากทุกคน...”....เราอยู่ใต้อะไร...ใต้พระบัญญัติรึเปล่า...ไม่นะ  เราอยู่ใต้”พระคุณ”ของพระเยซูคริสต์  เราไม่ไหว..ใต้พระบัญญัติเราไม่ไหว  ใครอยากอยู่..ก็อยู่ไป..แต่คริสเตียนไม่อยู่   ข้อที่ 20  บอกว่า “ ในสายพระเนตรพระเจ้าไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดเป็นคนชอบธรรม  โดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติได้..”  เพราะงั้น  ถ้าถึงวันงาน..วันแห่งการพิพากษา..ใครก็ตามที่ไม่พึ่งอาศัยอยู่ใต้พระคุณการไถ่ของพระคริสต์..ไม่ได้สวมความชอบธรรมของพระองค์เป็นชุดสำหรับงานแต่ง   แต่เลือกที่จะอาศัยคุณความดีของตัวเอง...ก็จะต้องปิดปากเงียบ..พูดไม่ออก.. เหมือนคนๆนี้..ที่ไม่ได้สวมชุดแต่งงาน..และเมื่อพระเจ้าถาม  เขาก็ถูกโยนออกมา  ตามที่พระคำภีร์บอกว่า “ด้วยผู้ที่ได้รับเชิญก็มาก แต่ผู้ที่ทรงเลือกก็น้อย” (แจกให้ทุกคน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะใส่ชุดที่พระเจ้าเตรียมให้  เขาอยากจะใส่ชุดของตัวเองก็มีเยอะ อาจจะคิดว่าชุดของตัวเองสวยกว่า..เริ่ดกว่าหรืออะไรก็ตาม)

แต่สำหรับพวกเรา  ในวันที่เราได้พบพระเจ้า  ถ้าพระเจ้าถามว่า เราใช้สิทธิอะไรที่จะเข้ามาในงานเลี้ยงหรือในสวรรค์  ตอบไปเลย “สิทธิ์ที่พระเยซูทรงวายพระชนม์เพื่อไถ่เรา   ข้าพระองค์มาตามคำเชิญของพระองค์และสวมความชอบธรรมของพระคริสต์เป็นอาภรณ์   รับรอง พระเจ้าบอก โอเค ! เข้าไปได้  เอเมนมั๊ย
      ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ