วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

หนังสือ 1พงศ์กษัตริย์ ครั้งที่1 อาทิตย์ที่15:5:2011

หนังสือ พงศ์กษัตริย์ในต้นฉบับเดิมเป็นหนังสือเล่มเดียว ถูกเขียนขึ้นหลังจากอิสราเอลแตกออกเป็นอาณาจักรและถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยในต่างแดน ส่วนเนื้อหาก็ต่อเนื่องกับหนังสือซามูเอลเลย คือ เป็นเรื่องราวตั้งแต่วัยชราของกษัตริย์ดาวิดไปจนถึงวาระที่อิสราเอลต้องตกไปเป็นเชลย
ส่วน..ผู้เขียน น่าจะเป็นผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า หลายคนเชื่อว่า"เยเรมีห์" คือผู้เขียน เพราะลักษณะของหนังสือพงศ์กษัตริย์ไม่ได้เน้นการบันทึกประวัติศาสตร์แบบหนังสือราชการ แต่เนื้อหาเจตนาจะให้ผู้อ่านเห็นภาพฝ่ายวิญญาณ..คือการสำแดงที่ชัดเจนของพระเจ้า เพราะฉะนั้น ต่อไปเราจะเห็นว่าเรื่องราวของกษัตริย์หลายๆคนที่โดดเด่นด้านการเมือง..อาจไม่ค่อยถูกกล่าวถึงในหนังสือเล่มนี้ซักเท่าไหร่ เพราะไม่ได้มีส่วนสำคัญกับเรื่องของจิตวิญญาณ ส่วนกษัตริย์บางคนที่ไม่ได้มีบทบาทมากมายเกี่ยวกับการเมือง..เรื่องราวของเขากลับถูกบันทึกไว้ยาวเหยียด เพราะมีรายละเอียดที่สำคัญต่อ”ความเชื่อของคนอิสราเอล”(จริงๆคือ สำคัญต่อความเชื่อของมนุษยชาติทุกคน) และนั่นก็คือเหตุผลที่พระเจ้าทรงเลือกให้หนังสือพงศ์กษัตริย์เป็น 1ใน 66 เล่มของพระคำภีร์
โครงเรื่องของหนังสือ1พงศ์กษัตริย์ แบ่งเป็น 2 ตอนใหญ่ๆ คือ “สมัยที่อาณาจักรยังเป็นหนึ่งเดียว” กับ “สมัยที่อิสราเอลแตกออกเป็นสองอาณาจักร” รวมเวลาทั้งหมดประมาณ 75 ปี แต่ใน 75 ปีนี้ 40 ปีแรก เป็นเรื่องราวในสมัยของซาโลมอน..ซึ่งหมายถึงเรื่องราวในสมัยของซาโลมอน คือ รายละเอียดส่วนใหญ่ของหนังสือเล่มนี้ แล้วเราก็ยังแบ่งโครงเรื่องของทั้งสองตอนออกเป็นหัวข้อย่อยได้อีก..เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย
ตอนที่ 1 ”สมัยที่ยังเป็นหนึ่งเดียวกัน” ก็แบ่งออกเป็น 4 ช่วง คือ
ช่วงที่ 1. วาระสุดท้ายของกษัตริย์ดาวิด จนถึงตอนที่ซาโลมอนได้เป็นกษัตริย์
ช่วงที่ 2. เรื่องราวการพัฒนาบ้านเมืองของซาโลมอน หรือเรียกว่า..เป็นรายละเอียดที่แสดงให้เห็นสติปัญญาของซาโลมอน
ช่วงที่ 3. ช่วงเวลาที่ซาโลมอนสร้างพระวิหาร
และช่วงที่ 4. คือ ช่วงปลายสมัยของซาโลมอน..ที่จะแสดงให้เห็นความยิ่งใหญ่และความเจริญจนถึงขีดสุด และ การตกต่ำลงของก.ซาโลมอน
ตอนที่ 2 คือ “สมัยที่แตกออกเป็นสองอาณาจักร” ก็แบ่งเป็น 4 ช่วงเหมือนกัน คือ
ช่วงที่ 1. เริ่มจากการกบฎของเผ่าทางเหนือของอิสราเอล
ช่วงที่ 2. เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับ”กษัตริย์อิสราเอลฝ่ายเหนือ” กับ “กษัตริย์ของยูดาห์” ซึ่งอยู่ฝ่ายใต้ และเมื่อเรียนๆไปเราจะรู้ว่า ทางฝ่ายเหนือที่เรียกว่าอิสราเอล..ไม่มีกษัตริย์ที่ชอบธรรมสำหรับพระเจ้าเลยซักองค์เดียว ส่วนทางฝ่ายใต้ หรือ ยูดาห์ ยังมีกษัตริย์ที่ชอบธรรมสำหรับพระเจ้าอยู่บ้าง..แต่ก็แค่บางองค์เท่านั้น
ช่วงที่ 3. เราจะได้เห็นงานรับใช้ที่ล้นด้วยพระคุณพระเจ้าของ “เอลียาห์”
และช่วงที่ 4 ก็จะกลับมาเป็นรายละเอียดของกษัตริย์อิสราเอลและยูดาห์อีกครั้ง กับสิ่งที่พวกเขาเลือกทำ..และผลที่พวกเขาต้องกิน
ดู 1พกษ.1:1-2 ข้อนี้บอกว่า..”ตอนนี้ก.ดาวิดแก่มากแล้ว จะห่มผ้าซักกี่ผืนก็ไม่อุ่นซักที” แหม..อาการเหมือนคนอกหักเลยเนอะ..หนาวใจผ้าห่มอะไรก็ไม่ช่วย (ฟังแล้วนึกถึงเพลงสมัยก่อนของ ดิ อิมโพสซิเบิล ที่ร้องหนาวเนื้อ..ห่มเนื้อประมาณนั้น) แต่จริงๆไม่มีไรเกี่ยวกับเรื่องรักใคร่หรอก ตอนนี้ ดาวิดคงจะมีอาการที่เรียกว่า”วัยทอง” มากกว่า เพราะอายุปาเข้าไปใกล้จะ70แล้ว ก็เลยหนาวๆร้อนๆ ตามประสาคนแก่ พวกข้าราชการคนสนิทก็เลยคิดว่า..เออ หาผู้หญิงสาวๆซักคนมาดูแลดีกว่า จะได้กอดพระราชาไว้ให้หายหนาว เพราะจริงๆแล้ว ไออุ่นจากร่างกายมนุษย์ด้วยกัน..มันช่วยได้จริงๆ ข้อที่ 3 บอกว่า..เขาก็เลยเสาะหาไปทั่วแล้วก็ได้มาคนนึงชื่อ “นางอาบีชาก” เป็นชาวชูเนม ซึ่งสวยงามมาก และเชื่อว่าเป็นคนเดียวกับที่ถูกกล่าวถึงในบทเพลงซาโลมอนด้วย ข้อที่4บันทึกไว้ว่า”อาบีชาก”ได้ดูแลปรนนิบัติก.ดาวิด “..แต่พระราชาหาทรงร่วมกับเธอไม่” แปลว่า ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์เข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วต่อไปอาบีชากก็จะได้เป็นภรรยาของซาโลมอน เพราะนางในหรือนางสนมถือเป็นสมบัติตกทอดที่อยู่คู่กับราชบัลลังก์ อันนี้เป็นวิถีปฏิบัติที่เขายึดถือกัน
ดู 1พกษ.5-6 ข้อนี้บอกว่า”อาโดนียาห์” โอรสของดาวิดกับนางฮักกีทได้ยกตัวเองขึ้นกล่าวว่า “เราเองจะเป็นพระราชา” คำว่า”ยกตัวเอง” ในพระคำภีร์ฉบับภาษาอักฤษใช้คำ “ambitious” แปลว่า ทะเยอทะยาน และความหมายของคำว่าทะเยอทะยาน ก็คือ อยากได้ อยากเป็นในสิ่งที่ไม่ใช่หรือไม่เหมาะกับตัวเอง นั่นก็คือ\\\ อาโดนียาห์ กำลังคิดจะชิงบัลลังก์ด้วยการยกตัวเองขึ้นเป็นกษัตริย์แทนดาวิด เพราะไร ตอนนี้ เขาเป็นคนโตสุดในบรรดาลูกของดาวิดที่ยังมีชีวิตอยู่ สองคนแรกที่โตกว่าเขาตายไปหมดแล้ว คือ คนแรกคืออัมโนนที่ข่มขืนทามาร์..เลยถูกอับซาโลมฆ่า ลูกชายคนที่สองก็ อับซาโลม ที่กบฎแล้วก็ไล่ฆ่าดาวิด แต่อับซาโลมก็ถูกโยอาบฆ่าตาย มาตอนนี้อาโดนียาห์เลยคิดเอาเองว่าบัลลังก์ก็น่าจะเป็นของเขา เพราะตอนนี้เขากลายเป็นคนโตสุด ถามว่ารู้มั๊ยว่าพระเจ้าทรงเลือกซาโลมอน น้าตุ๊กว่า..น่าจะรู้นะ แต่ทะเยอทะยานไง..ก็เลยคิดจะรวบรัดตัดตอน อาโดนียาห์เลยเตรียมรถรบ พลม้าจำนวนมากมายใช้วิ่งนำหน้าเวลาตัวเองจะไปไหนมาไหน มาทรงเดียวกับอับซาโลมเลย..แล้วก็หล่อเหมือนกันด้วย ข้อที่ 6 บอกว่า “แต่ราชบิดา (คือ ดาวิด) ก็ไม่เคยขัดใจท่าน..” แปลว่า ดาวิดรู้มั๊ยว่าอาโดนียาห์กำลังจะทำอะไร..รู้ แต่ก็ไม่ว่าอะไร..อีกแล้ว ดาวิดนี่เป็นคนยังไงนะ..ดุลูกไม่เป็น ลูกจะทำผิดคิดร้าย..ไม่เคยเห็นเขาว่าลูกซักที จุดนี้ไม่ดีเลย..อย่าทำตามเพราะหลายครั้งมันทำให้เกิดความเสียหายที่ลุกลามใหญ่โต..
ดู1พกษ.1:7-8 ต่อให้รู้ว่าพระเจ้าทรงเลือกซาโลมอนแต่อาโดนียาห์ก็ไม่สนใจ เพราะไร..ตอนนี้ดาวิดก็แก่มากแล้วแต่ไม่เห็นจะจัดการอะไรเลย แล้วทั้งที่รู้อยู่ว่าอาโดนียาห์คิดจะทำอะไร แต่ดาวิดก็ไม่เคยห้ามหรือชี้แนะ อาโดนียาห์เลยคิดว่าเขาน่าจะมีโอกาส เลยเริ่มวางแผนด้วยการไปหาแนวร่วมทั้งทางฝ่ายทหารคือโยอาบ..กับฝ่ายการศาสนา คือ อาบียาธาร์..ที่เป็นปุโรหิต เพราะในสมัยนั้นในหลายๆประเทศผู้นำฝ่ายการศาสนากับผู้นำทางฝ่ายการปกครองนั้นมีความสำคัญมากพอกัน เดิมทีผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณจะสำคัญกว่าด้วยซ้ำ อาโดนียาห์จึงชักชวนทั้งสองฝ่ายมาเข้าพวกเพื่อให้ครบองค์ประชุม สังเกตุมะ..ใครก็ตามที่จะวางแผนชั่วก็ต้องนึกถึงโยอาบตลอด แล้วทั้งโยอาบและอาบียาธาร์ก็เอาด้วย ข้อที่9 บอกว่า เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมอาโดนียาห์ก็ไปจัดงานเลี้ยงเปิดตัว..ตั้งใจจะสถาปนาตัวเอง มีการถวายเครื่องบูชาแล้วก็เชิญพี่น้องทุกคน..ข้าราชการและประชาชนชาวยูดาห์ทั้งหมดมาร่วมงาน แต่ไม่ได้เชิญซาโลมอน ไม่ได้เชิญ ศาโดก ไม่ได้เชิญเบไนยาห์กับนาธันมาร่วมงาน เพราะพวกนี้ไม่ได้เข้าข้างอาโดนียาห์ ตอนนี้เลยเหมือนจะแบ่งเป็นสองพวก
ดู1พกษ.1:11-12/13 เด็กๆจำ”นาธัน”ได้มะ นาธันที่พระเจ้าใช้ให้มาพิพากษาดาวิด..ตอนที่เขาวางแผนฆ่าอุรีอาร์สามีของบัทเชบา ตอนนี้นาธันต้องออกโรงอีกครั้งนึง เพราะเขาเป็นคนของพระเจ้าก็เลยเข้าข้างซาโลมอนเพราะนาธันรู้ว่าซาโลมอนเป็นคนที่พระเจ้าเจิมไว้ให้เป็นกษัตริย์ต่อจากดาวิด พอเห็นอาโดนียาห์กำลังจะสถาปนาตัวเอง..นาธันเลยอยู่เฉยไม่ได้..รีบเอาเรื่องไปบอกให้บัทเชบารู้ (เพราะบัทเชบาเป็นแม่ของซาโลมอน) ข้อที่11 นาธันทูลบัทเชบาว่า..”อาโดนียาห์ โอรสนางฮักกีท ทรงราชย์แล้ว ดาวิดเจ้านายของฝ่าพระบาทก็ไม่ทราบเรื่อง ขอข้าพระบาทถวายคำปรึกษา” ประมาณว่าขอแนะนำอะไรหน่อย บัทเชบาต้องเอาเรื่องนี้ไปบอกดาวิดด่วนเลย เพราะถ้าไม่รีบแก้ไขหรือทำอะไรซักอย่าง..เดี๋ยวจะไม่ทันการ” บัทเชบาก็เชื่อฟัง รีบไปเข้าเฝ้าดาวิด บัทเชบาพูดกับดาวิดว่า..”โอ กษัตริย์เจ้านายของหม่อมฉันได้ทรงปฏิญาณไว้มิใช่หรือว่า ซาโลมอนจะได้ครองสมบัติต่อจากเราแน่นอน และเขาจะนั่งบนบัลลังก์ของเรา” แล้วบัทเชบาก็เล่าให้ดาวิดฟังว่าตอนนี้อาโดนียาห์กำลังทำอะไร
ดู1พกษ.1:20-21 หลังจากที่ได้เล่าความเคลื่อนไหวต่างๆของอาโดนียาห์ให้ดาวิดฟังแล้ว บัทเชบาพูดทิ้งท้ายกับดาวิดว่า ”บัดนี้ อิสราเอลทั้งสิ้นก็เพ่งดูฝ่าพระบาทเพื่อฝ่าพระบาทจะตรัสแก่เขาว่าจะให้ผู้ใดนั่งบนบัลลังก์ของพระราชา” แปลว่า ทั้งที่พระเจ้าเลือกซาโลมอนไว้แล้ว แต่ดาวิดไม่เคยทำอะไรให้ชัดเจนเลย..ปล่อยให้รู้กันแค่วงใน จุดนี้ถือว่าดาวิดก็ละเลยไปนิดนึง..ความจริงเขาน่าจะทำอะไรให้เรียบร้อยมากกว่านี้ เพราะตอนนี้ดาวิดไม่ใช่แค่แก่..ใกล้ตายแล้ว แต่ก็ยังไม่จัดการเรื่องต่างๆให้มันเรียบร้อย แล้วลูกเขาแต่ละคนไม่ใช่จะรักดีเหมือนพ่อ ข้อที่22 บอกว่า..ขณะที่บัทเชบากำลังอธิบายเรื่องราวต่างๆให้ดาวิดฟัง..นาธันก็เข้ามาสนับสนุนคำพูดของบัทเชบาทำให้ดาวิดตาสว่าง คิดได้ว่า..เออ มันถึงเวลาแล้วนะ ที่ต้องทำอะไรให้มันเรียบร้อยซะที ไม่ใช่ปล่อยให้ลูกมันตีกันอยู่อย่างงี้
ดู1พกษ.1:30-31 ข้อนี้ดาวิดเลยประกาศทันทีว่า..”ซาโลมอนจะครองสมบัติต่อจากเราแน่นอน” จากนั้นดาวิดก็สั่งให้ศาโดก..นาธัน..และเบไนยาห์เตรียมพิธีสถาปนาซาโลมอนขึ้นเป็นกษัตริย์ทันที ข้อที่33 ดาวิดสั่งให้พาซาโลมอนขี่”ล่อ” (ล่อที่เป็นลูกผสมระหว่างม้ากับลา หน้าตาคงจะเหมือนลาแต่สูงใหญ่เหมือนม้าแล้วก็อดทนกว่า) ดาวิดสั่งให้พาซาโลมอนขี่ล่อไปที่น้ำพุ”กีโฮน” ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของกรุงเยรูซาเล็ม แล้วก็เจิมตั้งซาโลมอนให้เป็นกษัตริย์ของอิสราเอล..มีการเป่าแตรและประกาศว่า..”ขอพระราชาซาโลมอนทรงพระเจริญ” เสร็จแล้วก็ให้ซาโลมอนขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์ แล้วดาวิดก็ประกาศอย่างเป็นทางการว่า” เขาจะได้เป็นกษัตริย์แทนเรา เราได้กำหนดตั้งเขาไว้ให้เป็นผู้ครอบครองเหนืออิสราเอลและยูดาห์” เป็นอันเสร็จพิธี..
จริงอยู่ถ้าว่ากันตามศักดิ์แล้วอาโดนียาห์น่าจะได้เป็น เพราะตอนนี้เขาเป็นคนโต แต่ที่ดาวิดเลือกซาโลมอนก็เพราะพระเจ้าเลือก..พระองค์บอกไว้แล้วว่าซาโลมอนจะเป็นกษัตริย์ต่อจากดาวิดแล้วจะเป็นคนสร้างพระนิเวศน์ให้กับพระองค์
ดู1พกษ.1:41-43 เสียงโห่ร้องสรรเสริญกษัตริย์ซาโลมอนกับเสียงร้องร้องรำทำเพลงคงจะดังก้องไปไกลมาก อาโดนียาห์กับพรรคพวกที่กำลังกินเลี้ยงกันอยู่เลยได้ยินเพราะอยู่ไม่ไกลจากกันเท่าไหร่..ทำให้โยอาบที่ตอนนั้นกำลังกินเลี้ยงอยู่กับฝ่ายอาโดนียาห์..ฉุกใจถามขึ้นทันทีว่า..”เสียงอึกทึกครึกโครมที่ได้ยินมาจากในกรุง..มันหมายความว่าไร” สักพักก็มีคนวิ่งมารายงานว่าเสียงที่ได้ยินอยู่เนี่ยเป็นเสียงถวายพระพรแด่พระราชาองค์ใหม่คือ”ซาโลมอน” ที่ดาวิดได้ทำการเจิมตั้งอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว และตอนนี้ซาโลมอนก็กำลังประทับบนบัลลังก์ของดาวิด..พวกข้าราชการก็กำลังถวายพระพรกันอึกทึกครึกโครมอย่างที่ได้ยินกันอยู่นี่แหละ พอได้ยินอย่างงั้นปุ๊บ..วงแตกเลย ทั้งอาโดนียาห์..โยอาบรวมทั้งแขกทุกคนหนีกันกระจาย..อยู่ไม่ได้แล้ว เพราะถ้าที่นั่งอยู่บนบัลลังนั่นคือกษัตริย์ ที่เปิดตัวกันอยู่ข้างล่างนี้ก็จะเป็นอะไรไปไม่ได้..นอกจากกบฎ เพราะจะมีกษัตริย์สองคนได้ไง..ที่สำคัญยังไงบนบัลลังก์นั่นก็ต้องเป็นของแท้เพราะมีการการันตีจากดาวิด..กษัตริย์องค์เดิม ขืนยังอยู่ในงานกับอาโดนียาห์ก็คงกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด ข้อที่49 ถึงบอกว่า..”บรรดาแขกทั้งปวงของอาโดนียาห์ก็เลยกลัว และลุกขึ้นต่างคนต่างไปตามทางของตน”
ดู1พกษ.1:51-52 ข้อนี้ บอกว่า อาโดนียาห์กลัวหนักเลย..หนีเข้าไปในแท่นบูชา แต่ไม่นานซาโลมอนก็ตามมา อาโดนียาห์เลยไปจับ”เชิงงอน”ของแท่นบูชาไว้ ทำอย่างงี้แปลว่าไร..ขอความเมตตา การจับเชิงงอนของแท่นบูชาเป็นสัญญาลักษณ์ว่าขอความเมตตา แล้วอาโดนียาห์ก็พูดว่า”ขอกษัตริย์ซาโลมอนปฏิญาณแก่ข้าพเจ้าในวันนี้ว่าจะไม่ประหารผู้รับใช้ของพระองค์เสียด้วยดาบ” (ฟังดูแล้วขัดหูยังไงไม่ทราบ ตัวเองทำผิดยังมีหน้ามาขอให้เขาสัญญิง..สัญญาอีก) อาโดนียาห์กลัวมากเพราะตัวเองทำความผิดร้ายแรง..คิดจะชิงบัลลังก์แต่ไม่สำเร็จ..เลยขอร้องให้ซาโลมอนไว้ชีวิตเพราะโทษของกบฎนี่คือตายสถานเดียว แต่ซาโลมอนก็ใจดี กล้าขอ..ก็กล้าให้ ข้อที่52 ซาโลมอนตรัสว่า”ถ้าเขาสำแดงตัวได้ว่าเป็นคนดี ผมของเขาสักเส้นเดียวก็จะไม่ตกลงยังพื้นดิน แต่ถ้าพบความอธรรมในตัวเขาเขาต้องตาย” พูดง่ายๆว่าถ้าไม่ทำผิดอีกอาโดนียาห์ก็จะอยู่อย่างปลอดภัย..ครั้งนี้ซาโลมอนจะยกให้ แต่ถ้าไม่เลิกล้มความตั้งใจและคิดจะกบฎอีกซาโลมอนเอาตายแน่ จากนั้นเขาก็ปล่อยอาโดนียาห์กลับวังไป
บทที่ 2 ก็มาถึงวาระสุดท้ายของกษัตริย์ดาวิดผู้ยิ่งใหญ่ พอรู้ตัวว่ากำลังจะตายดาวิดมีเรื่องมากมายที่ได้สั่งเสียไว้กับซาโลมอนทั้งเรื่องเก่า..เรื่องใหม่
ดู 1พกษ.2:2-3 ดาวิดบอกว่า”จงเข้มแข็งและสำแดงตัวของเจ้าให้เป็นลูกผู้ชาย” เพราะตอนนั้น ซาโลมอนเพิ่งจะอายุ20 เท่านั้นเอง ข้อที่3 บอกว่า เรื่องแรกเลยที่ดาวิดสั่งเสียกับซาโลมอนเป็นเรื่องที่สำคัญสุดต้องย้ำกันอยู่ทุกยุคทุกสมัย คือ “จงถือรักษาพระบัญชา..พระบัญญัติของพระเจ้าตามที่ทรงบันทึกไว้ในหนังสือของโมเสส และจงดำเนินอยู่ในพระมรรคาของพระองค์ ตรงจุดนี้ ถ้าสำหรับพวกเราก็มีอยู่สองข้อที่สำคัญที่สุด คือ รักพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ แล้วก็รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง..แค่สองข้อก็ครอบคลุมแล้ว เพราะถ้าเรารักคนอื่นที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเหมือนอย่างที่เรารักตัวเอง เราก็จะไม่ฆ่าคน ไม่ขโมย ไม่เอาเปรียบเขา ไม่อิจฉา ไม่ถือสาหาความ ไม่กล่าวโทษหรือแม้แต่นินทาว่าร้าย เพราะไม่มีใครหรอกที่จะคิดไม่ดีหรืออยากทำร้ายตัวเอง ข้อต่อไปดาวิดสั่งอะไร...
ดู1พกษ.2:5-6 หลังจากที่กำชับให้ซาโลมอนถือรักษาพระบัญญัติของพระเจ้าอย่างเคร่งครัดแล้ว คนแรกเลยที่ดาวิดสั่งให้ซาโลมอนจัดการ ก็คือ “โยอาบ” เพราะโยอาบเป็นเหมือนหนาม.ยอก.อกดาวิดมาตลอด ทำผิดหลายต่อหลายครั้งแต่ดาวิดก็กำจัดเขาไม่ได้ซะที มาตอนนี้ ตัวเองใกล้ตายเลยฝากให้ซาโลมอนช่วยคิดบัญชี คดีสำคัญที่ดาวิดคาดโทษไว้ก็คือ เขาฆ่าอับเนอร์ กับ อามาสา..สองคนนี้เป็นแม่ทัพทั้งคู่แค่คนละสมัยกัน ข้อที่6 ดาวิดพูดกับซาโลมอนว่า..”เจ้าจงกระทำให้เหมาะสมตามปัญญาของเจ้า อย่าปล่อยให้ศีรษะหงอกของเขาลงไปสู่แดนคนตายอย่างสันติ” พูดง่ายๆว่า..ทำไงก็ได้ให้โยอาบไม่ได้แก่ตาย ซาโลมอนต้องจัดการกับโยอาบ เพราะชัดเจนว่าเขาเป็นตัวอันตราย..เห็นๆอยู่ว่าล่าสุดเขาก็ยังเข้าร่วมกับอาโดนียาห์จะก่อการกบฎอีก..แบบนี้ปล่อยไว้ไม่ได้แล้ว ดาวิดเลยสั่งให้ซาโลมอนหาวิธีจัดการขั้นเด็ดขาด
จากนั้น ข้อที่ 7 ดาวิดก็สั่งฝากฝังให้ซาโลมอนช่วยดูแลลูกหลานของบารซิลลัย..ให้ดูแลคนตระกูลนี้อย่างดีเพราะบารซิลลัยสัตย์ซื่อและจงรักภักดีต่อดาวิดอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ชนาดตอนที่เขาต้องหนีอับซาโลม คนส่วนใหญ่ก็แปรพักตร์เข้าข้างอับซาโลมไปแล้ว แต่บารซิลลัยเป็นหนึ่งในจำนวนคนที่ยังสัตย์ซื่อและติดตามคอยช่วยเหลือดาวิดตลอดเวลา นอกจากนี้ ก็ยังมีอีกคนที่ดาวิดสั่งคิดบัญชี..
ดู1พกษ.2:8-9 คนสุดท้ายที่ดาวิดฝากเรื่องไว้กับซาโลมอนก็คือ”ชิเมอี” ข้อนี้ ดาวิดบอกว่า ”เพราะเขาด่าเราอย่างน่าสลดใจ ในวันที่เราเดินไปยังมาหะนาอิม”คือ ตอนที่ต้องหนีอับซาโลมออกจากกรุงเยรูซาเล็ม ชิเมอีเป็นคนที่มาซ้ำเติมเขาอย่างเต็มที่ แต่ตอนนั้น ดาวิดไม่ได้คิดบัญชี..ยกโทษให้ เพราะตอนที่ได้กลับมาเยรูซาเล็มอีกครั้ง ชิเมอีก็เสนอหน้ามารอต้อนรับ..แล้วขอให้ดาวิดยกโทษให้..ดาวิดก็โอเค หลายคนสงสัยว่า เฮ้ย!ดาวิดเจ้าคิดเจ้าแค้นรึเปล่า รับปากแล้วว่าจะไม่เอาผิดชิเมอี มาตอนนี้ทำไมถึงฝากให้ซาโลมอนจัดการ ความจริงก็คือ ชิเมอี เนี่ย!..เป็นคนกะล่อน แต่โอเค เมื่อเขาร้องขอให้ดาวิดยกโทษ ก็ไม่มีเหตุผลที่คนอย่างดาวิดจะไม่ให้อภัย แต่ดาวิดรู้ว่าจริงๆแล้วชิเมอี..คบไม่ได้ แต่ดาวิดต้องรักษาสัญญาที่ให้ไว้ก็เลยไม่ฆ่าเขา มาถึงตอนนี้ น้าตุ๊กว่าดาวิดพยายามจะอุดรอยรั่วมากกว่า..เขารู้ว่าใครคือจุดอ่อน..ที่มักสร้างปัญหาให้อิสราเอล ก็คงถึงเวลาแล้วที่จะต้องกำจัดจุดอ่อน..ตัดเนื้อร้ายที่สร้างปัญหาลากยาวเรื้อรังให้หมดสิ้นไปซะที ข้อที่9 ดาวิดบอกว่า ”เพราะฉะนั้น เจ้าอย่าถือว่าเขาไม่มีความผิด และเพราะเจ้าเป็นคนมีปัญญา เจ้าจะทราบว่าควรทำประการใดแก่เขา..” ดาวิดเชื่อมือซาโลมอนมากเลย มั่นใจว่าซาโลมอนต้องจัดการได้ ที่สำคัญซาโลมอนไม่เคยสัญญาไรไว้กับชิเมอี ตรงจุดนี้ถือว่าดาวิดแยบยลมาก.. ถึงสั่งฝากให้ซาโลมอนหาวิธีจัดการกับชิเมอี..วิธีไหนก็ได้ แล้วซาโลมอนก็จัดการได้จริงๆ แบบสมเหตุสมผลด้วย แต่จะแบบไหนเดี๋ยวเราจะได้รู้กัน
วันนี้หมดเวลาแล้วค่ะ..พบกันใหม่สัปดาห์หน้านะคะ ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2554

เฉลยบททดสอบ หนังสือ2ซามูเอล อาทิตย์ที่27:3:2011

1.ตอบ ค.ทั้งซาอูลและดาวิดค่ะ ไม่ใช่ดาวิดคนเดียว..แต่ซาอูลก็เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ใครก็ตามที่ได้เป็นผู้นำของเรา ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ ผู้นำประเทศ คุณครู สามี หรือแม้แต่นายจ้าง คนเหล่านี้ไม่ว่าเขาจะดีจะร้าย จะสมบูรณ์แบบหรือบกพร่องแค่ไหน พระเจ้าก็เลือกแล้วให้เขาเป็นผู้นำเรา..ถ้าพระเจ้าไม่อนุญาตเขาจะเข้ามาในวงจรชีวิตเราไม่ได้

2.ตอบ. ค.ผู้ที่มีสติปัญญาในทางพระเจ้าต้องพูดแต่สิ่งที่ควรพูดแล้วก็ในเวลาที่เหมาะสมด้วย ข้อก.บอกว่าต้องพูดทุกเรื่องที่รู้..อันนี้ไม่ใช่แน่ ถ้าเด็กๆพูดทุกเรื่อง..เด็กๆจะกลายเป็นคนที่..เหมือนมีป้ายเขียนว่า”จงสนใจชั้นเดี๋ยวนี้”..แขวนไว้ที่คอ อันนี้เป็นมุกของฝรั่ง ซึ่งแปลว่าการทำตัวเป็นผู้รู้ไปซะทุกเรื่อง และสำแดงความรู้ของตัวเองตลอดเวลานั้น จริงๆแล้วมันเป็นบุคลิกของคนที่เรียกร้องความสนใจ หรืออยากเป็นคนสำคัญซึ่งไม่น่ารักและไม่ควรทำเลย แล้วเราควรจะวางตัวยังไง ก็ให้เราเก็บความรู้ของเราไว้เหมือนเก็บนาฬิกาพก..นาฬิกาพกนะ..ไม่ใช่ข้อมือหรือแขวนคอ แล้วถ้ามีคนถามเวลา..ก็ค่อยควักมันออกมาแล้วบอกเขา อันนี้ก็เป็นภาษิตของฝรั่งเหมือนกัน หมายความว่า ให้เราเก็บงำสิ่งที่เรารู้ไว้ ต่อเมื่อมีคนถามก็ค่อยบอก ถ้าเขาไม่ถามก็ไม่ต้องออกอาวุธให้มันมากนัก แต่ประเด็นนี้ก็ยังมีข้อยกเว้น คือถ้าเราเป็นพ่อแม่ เป็นผู้ใหญ่หรือเป็นครูอย่างน้าตุ๊กเนี่ย ก็จะมัวเก็บงำความรู้ไว้ไม่ได้เพราะมีหน้าที่ต้องถ่ายทอดความรู้ให้เด็กๆโดยตรง ถ้ามัวแต่รอให้ถาม ก็คงไม่ต้องสอนกัน..(เหมือนชั้นเรียนเราเนี่ย)

ส่วนข้อที่บอกว่า..ต้องพูดตรงไปตรงมา..ใช่ แต่ไม่ใช่ตรงตลอดเวลา เราต้องดูกาละเทศะด้วย เวลาและสถานที่เหมาะสมมั๊ย พูดไปแล้วเขาจะอายมั๊ย อยู่ในที่สาธารณะรึเปล่า เราจะเห็นว่าดาวิดไม่เคยนินทาซาอูลเลย ไม่เคยบ่น ไม่เคยว่าลับหลัง..เท่าที่เห็นในพระคำภีร์นะ แล้วคำที่ดาวิดกล่าวไว้อาลัยซาอูลใน2ซมอ.1:17-27 ดาวิดก็ไม่ได้พูดถึงความผิดของซาอูลเลยแม้แต่คำเดียว เพราะฉะนั้น ถ้าเราต้องพูดตรงตลอดเวลา..สุนทรพจน์ทั้งในงานแต่งงานและงานไว้อาลัย คงจะสร้างปัญหาให้เจ้าภาพน่าดู

3.ตอบ ก.อธิฐานซะก่อน..เสมอ แล้วเช็คดูก่อนว่าเรารักเขารึเปล่า..รักจริงๆมะ ถ้าไม่มีความรักก็จบไปเลยไม่ต้องเตือนเพราะมันไม่มีประโยชน์ แต่ถ้าแน่ใจว่ารักเขาหวังดีจริงๆไม่พูดไม่ได้แล้วเดี๋ยวเพื่อนจะเสียคนไปมากกว่านี้..ก็เตือนได้ แต่ต้องเตือนด้วย”ความถ่อม และ ต้องสุภาพ” อย่ามาอ้างว่าเอ๊ย..สนิทกัน หรือ ไอนี่ต้องพูดแรงๆ..ไม่จริง พระคำภีร์บอกต้องถ่อมและสุภาพ เพราะลำพังถูกเตือนเขาก็รู้สึกแย่พอแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าใช้วิธีที่ดูเหมือนไปซ้ำเติมเขา น้าตุ๊กยังจำได้Ps.นครเคยเทศน์ว่าคริสเตียนปากร้ายใจดีไม่มี คริสเตียนต้องใจดีแล้วก็พูดดีด้วย เพราะฉะนั้น เราจะเห็นว่าทุกครั้งที่ดาวิดจะไขข้อข้องใจและชี้ให้ซาอูลเห็นความผิดของตัวเอง”ดาวิดจะพูดต่อหน้าซาอูลแล้วก็พูดด้วยความถ่อมสุภาพตลอด เวลาเรียกซาอูลดาวิดไม่เคยหยาบคายหรือตีเสมอ เจอหน้าซาอูลก็เรียก..”พระราชาเจ้านายของฝ่าพระบาท”..ทุกคำ ทั้งที่ตอนนั้นพระเจ้าเจิมตั้งเขาให้เป็นกษัตริย์แล้ว แต่ดาวิดก็ไม่เคยสำคัญตัว..ยังถ่อมสุภาพเสมอ

4ตอบข.อับเนอร์สถาปนาอิชโบเชทขึ้นเป็นกษัตริย์..ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าพระเจ้าทรงเจิมตั้งดาวิดไว้ แต่ยังบังอาจยกอิชโบเชทขึ้นมาถือว่าตั้งใจจะขัดคำสั่งพระเจ้า หลายคนตอบก.ชาวยาเบชกิเลอาดไปเอาศพซาอูลกับโยนาธานกลับมาฝังที่อิสราเอล อันนี้ไม่ถือว่าไม่เชื่อฟังหรือขัดคำสั่งพระเจ้า พวกเขาแค่แสดงความกตัญญูและมีน้ำใจกับซาอูล..ไม่ผิดอะไร

5.ตอบ ก.ดาวิดไม่เคยฉวยโอกาสกับซาอูลเลย เพราะถ้าดาวิดเป็นคนฉวยโอกาส..เขาก็คงไม่โกรธแค้นจนต้องฆ่าชาวอามาเลขที่วิ่งเอามงกุฎกับหอกของซาอูลมาให้ แล้วเขาก็คงไม่ฆ่าคนที่ลอบสังหารอิชโบเชทด้วย แต่เพราะดาวิดไม่เคยฉวยโอกาส ไม่ยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด ทั้งๆที่ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นประโยชน์กับเขา ซาอูลตายก็ดีนี่..เขาจะได้เป็นกษัตริย์ซะที อิชโบเชทถูกลอบฆ่า..ก็ดีแล้วเขาก็หมดเสี้ยนหนามไปโดยที่ไม่ต้องลงมือเอง แต่ดาวิดไม่เคยคิดอย่างงั้น เขาไม่เคยฉวยโอกาส เพราะเขารักซาอูลจากใจจริง.. ส่วนคำตอบที่เป็นไปไม่ได้เลยคือ ข.เพราะถ้ามีความรักจริงๆจะไม่มีวันฉวยโอกาส ถ้าเป็นคนฉวยโอกาสก็แปลว่าไม่มีความรัก..สองอย่างนี้มันไปคนละทาง

6.ตอบ ค.การรอคอยไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นน้ำพระทัยพระเจ้า และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคริสเตียน อับราฮัมต้องรอคอยนานมากกว่าอิสอักจะเกิดมาตามสัญญาที่พระเจ้าให้ไว้..ยาโคปต้องทำงานรอถึง14ปีกว่าที่จะได้เรเชลมาเป็นภรรยา..โยเซฟต้องตกระกำลำบากนานหลายปีกว่าที่พระเจ้าจะทรงยกเขาขึ้น..ยิวหรืออิสราเอลต้องรอนแรมอยู่ในถิ่นทุรกันดารนานหลายสิบปีกว่าจะได้อยู่ในดินแดนที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้..ดาวิดเองก็ต้องรอนานมากกว่าจะได้เป็นกษัตริย์ของอิสราเอล และพวกเราก็เช่นกันที่ยังรอคอยวันที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จมา ข้อก.บอกว่า..การเป็นคนไม่ฉวยโอกาสทำให้เราต้องรอบางอย่างนานเกินไป..อาจจะใช่ แต่การรอคอยโดยไม่ฉวยโอกาสจะให้ผลลัพธ์ที่งดงามกว่าและดีกว่าสำหรับเราเสมอ ที่สำคัญการเป็นคนฉวยโอกาสไม่เป็นที่พอพระทัยพระเจ้าแน่นอน คริสเตียนไม่เคยถูกสอนให้เป็นคนฉวยโอกาส

7 ตอบ ก.เยรูซาเล็ม

8.ตอบ ข.เพราะดาวิดขอการทรงนำจากพระเจ้า ไม่เกี่ยวกับว่าเขาเก่งแค่ไหน ศัตรูจะอ่อนแอหรือเข้มแข็งกว่า ถ้าพระเจ้าทรงนำอยู่ข้างหน้า..เราก็จะชนะแน่นอน

9.ตอบ ค.พระเจ้าไม่เคยตรัสเลยว่าประสงค์พระนิเวศ พระองค์ไม่เคยให้ความสำคัญกับอาคารสถานที่หรือสิ่งที่ดูดีแค่ภายนอก ไม่ว่าเราจะทำอะไรพระองค์ทรงมองที่หัวใจและเจตนาของเราเสมอ พระเจ้าไม่เคยตัดสินสิ่งใดจากภายนอก เพราะฉะนั้น คริสเตียนก็ต้องเดินตามแนวทางนี้..ที่พระเจ้าสำแดงไว้เช่นกัน คือ อย่าตัดสินการอยู่ด้วยของพระเจ้าจากอาคารสถานที่ เช่น พอเห็นโบสถ์ใหญ่โตสวยงามก็คิดไปเองว่า..โอโห ดูศักดิ์สิทธิ์จังเลย แต่พอเห็นโบสถ์เล็กๆเก่าๆ ก็รู้สึกไปเอง..ว่าดูไม่น่าศรัทธา อย่างงี้ไม่ใช่แล้ว..อย่างงี้เรียกว่าเราตัดสินจากภาพที่เห็นภายนอก แล้วก็เช่นเดียวกันอย่ามองคนที่ฐานะ การศึกษา การแต่งตัวหรือชื่อเสียงเกียรติยศที่ประดับตัวเขาอยู่ แต่เราต้องมองที่หัวใจและการดำเนินชีวิตของเขา

10 ตอบ ค.พระองค์ตั้งใจจะเตือนให้รู้ว่าพระองค์เป็นผู้ควบคุมและเป็นผู้มอบทุกอย่างให้ พระเจ้ายังไม่ต้องการวิหารใหญ่โต ถ้าพระองค์ต้องการ..พระองค์จะสั่งเองเหมือนตอนที่ให้สร้างพลับพลา เด็กๆต้องพยายามเข้าใจให้ได้ว่าตอนนี้ ดาวิดกำลังล้ำเส้นไปนิดนึง..ถ้าพระเจ้าปล่อยให้เขาทำอย่างที่ตั้งใจ ต่อไปดาวิดอาจจะปฏิบัติกับพระเจ้าเหมือนที่พวกต่างชาติทำกับพระของเขา โอเค..ทีแรกที่ได้รับพระพรก็รู้สึกเต็มล้นอยากตอบแทน สร้างนู่น..ถวายนี่ แต่ในการมอบถวายของอิสราเอลกับคนต่างชาติ..มันไม่เหมือนกัน สิ่งที่ไม่เหมือนกัน คือ “ท่าทีในใจ” เพราะคนต่างช่าติเขาจะไหว้พระของเขาเพื่อ..ขอนู่น นี่ นั่น ถ้าให้ชั้น..อันนี้ แล้วชั้นจะถวายอันนั้น หมูเห็ดเป็ดไก่หรืออะไรก็ว่าไป..เป็นการตอบแทน ถ้าเป็นอย่างงี้ เราลองคิดให้ดีว่าใครควบคุมใคร..แล้วตกลงใครใหญ่ แต่สำหรับอิสราเอลแล้วไม่ใช่..

เปิดไปดู บทเพลงของนางฮันนาห์..1ซมอ.2:6-9 “พระเจ้าทรงประหารและทรงให้มีชีวิต พระเจ้าทรงกระทำให้ยากจนและทรงกระทำให้มั่งคั่ง..เพราะว่ามนุษย์จะชนะด้วยกำลังตนก็หาไม่”แปลว่าจริงๆแล้วพระเจ้าคือผู้ควบคุม..พระองค์เป็นผู้ประทานทุกอย่างให้..แล้วจะให้หรือไม่ให้ก็ขึ้นอยู่กับพระเจ้า เรามีหน้าที่ขอบพระคุณไม่ว่าจะได้หรือไม่ได้อย่างที่ต้องการก็ตาม..เราก็จะยอมจำนนเพราะน้ำพระทัยของพระเจ้าดีที่สุดเสมอ ถ้าคริสเตียนรู้สึกเต็มล้นมากมายเหลือเกิน อยากจะทดแทนพระคุณพระองค์..สิ่งที่เราจะทำได้ก็คือ”รักพระเจ้าให้มากๆแล้วก็รักซึ่งกันและกัน” แค่นั้นพอ อย่างอื่น..ไม่ต้อง เพราะคำว่าโดยมนุษย์เพื่อพระเจ้านั้น..ไม่มี มีแต่โดยพระองค์เพื่อพระองค์ แต่ถ้าพระเจ้าประสงค์จะให้เราทำอะไรเป็นพิเศษ..พระองค์จะบอกเอง เพราะฉะนั้น การที่ดาวิดอยากสร้างนิเวศน์ให้พระเจ้า..ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้าพระเจ้าปล่อยให้เขาทำ จุดนี้อาจเป็นชนวนที่ทำให้ท่าทีในใจมันเพี้ยนไปโดยที่เขาไม่ตั้งใจ แล้วอีกอย่างดาวิดคงเผลอคิดไปหรือไม่ก็คงรู้สึกเกรงใจพระเจ้าที่ตอนนั้นเขาได้อยู่ในวังที่โอ่อ่า แต่พลับพลาของพระเจ้าดูไปแล้วมันซอมซ่อเหลือเกิน เลยหวังดีจะสร้างให้ใหม่ นี่คือจุดที่ทำให้ดาวิดหลงประเด็นไป..เลยคิดจะทำในสิ่งที่พระเจ้ายังไม่ได้สั่ง พระเจ้าเลยต้องติงไว้..ว่า I ต่างหาก!! ที่เป็นผู้ควบคุม ไม่ใช่ you..

11.ตอบ ก.เพราะต้องการรักษาสัญญาที่ให้ไว้เพื่อตอบแทนโยนาธาน ไม่ใช่เพราะอยากจะลบล้างความผิดอะไรทั้งนั้น เพราะดาวิดไม่เคยทำผิดต่อซาอูล เพราะฉะนั้น เขาไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพื่อลบล้างความผิด

12.ตอบ ค.มนุษย์ทุกคน ไม่ใช่เฉพาะคริสเตียนหรือใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้นที่บกพร่องฝ่ายวิญญาณ ตั้งแต่ที่อาดามกับเอวาตกลงไปในความบาป มนุษย์ทุกคนก็มีเชื้อของความบาปติดมาแล้วตั้งแต่เกิด แล้วโดยความบาปนี้เองที่ทำให้เราบกพร่องฝ่ายวิญญาณเหมือนกันหมดทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น

13.ตอบ ข.ดาวิดเห็นนางบัทเชบา..ก็รู้สึกชอบขึ้นมาทันที>> เลยสั่งให้คนไปสืบมาว่าเธอเป็นใคร>>เสร็จแล้วก็รู้ว่าเขามีสามีแล้ว แต่ก็ยังให้คนไปพาตัวมา>>เพื่อสนองตัณหาของตัวเอง น้าตุ๊กนำเสนอข้อนี้ ไม่ใช่เพื่อจะตอกย้ำความผิดของดาวิด แต่เพื่อให้เด็กๆได้เห็นกลไกการก่อร่างสร้างตัวของความบาปอย่างชัดเจน..ว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่..ไปไง..มาไง..แล้วทำไมถึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ ถ้ามันเกิดขึ้นกับเรา..เราควรจะตัดมันทิ้งตั้งแต่ตอนไหน มันถึงจะไม่ลุกลามออกไป

14.ตอบ ก.ความบาปเกิดขึ้นเพราะเรายอมออมชอมและไปต่อยอดให้กับมัน แล้วความบาปก็เกิดจากเนื้อหนังของเราเองไม่เกี่ยวกับมาร..มารทำได้แค่ล่อลวง เพราะฉะนั้น ความบาปจุดเล็กๆที่เกิดจากเนื้อหนังจะลุกลามใหญ่โตได้ก็เพราะเราเองที่ไปต่อยอดให้กับมัน ถามว่าเราห้ามความบาปไม่ให้มันก่อกิเลสกับเนื้อหนังตัวเองได้100%มั๊ย (ใครบอกชั้นห้ามได้..ก็ไม่เป็นไร ขอเชิญคนที่ห้ามได้ไปพรูฟตัวเองที่หน้าบัลลังก์พระเจ้าเลยก็แล้วกัน..เราจะไม่ยุ่งกับคุณ) แต่สำหรับน้าตุ๊ก..น้าตุ๊กห้ามไม่ได้100% ตราบใดที่วิญญาณยังไม่ออกจากร่าง คงไม่มีวันเป็นอิสระจากบาปในเนื้อหนัง..ทำได้อย่างมากก็สู้กันจนแหลกไปข้างนึง และความจริงก็คือไม่มีใครไม่บาป อันนี้พระคำภีร์บอก..น้าตุ๊กไม่ได้พูดเอง..

เปิดไปดูหนังสือโรม2:10-18/19-20 “เพราะในสายพระเนตรของพระเจ้า ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดเป็นคนชอบธรรม โดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติได้” เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราทำได้ก็คือ เมื่อเนื้อหนังจะเริ่มทำบาป..ก็รีบตัดวงจรของมันซะ พยายามหยุดมันจนสุดกำลัง..แต่สุดกำลังของเราแค่ไหนพระเจ้าก็จะเป็นผู้ชันสูตรหัวใจว่าเราสุดจริง..หรือเหยาะแหยะ ถ้าเต็มที่จริงๆแล้วแค่ไหนก็แค่นั้น เพราะพระเยซูคริสต์จะทรงแก้ต่างให้กับเรา นี่คือพระคุณที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

15.ตอบ ค.ทั้งความสำเร็จฝ่ายโลกและจิตวิญญาณที่เติบโตไม่ได้เป็นเกราะป้องกันความบาปได้เลย หลายคนตอบก. หมายความว่ายังเข้าใจว่าเมื่อจิตวิญญาณเติบโตแล้วเราจะไม่ทำบาป..แต่จริงๆไม่ใช่นะคะ เพราะดาวิดก็มีจิตวิญญาณที่เติบโตแต่ก็ยังทำบาป..

เปิดไปดู 1โครินธ์10:12-13 “คนที่คิดว่าตัวเองมั่นคงดีแล้ว ก็จงระวังให้ดี กลัวว่าจะล้มลง” เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกว่า..ชั้นเป็นคนดี ชั้นรู้พระคำภีร์ ชั้นมีความเชื่อ ชั้นรู้สึกมั่นใจ ชั้นเป็นผู้รับใช้ ชั้นเป็นผู้ชอบธรรม ถ้าคำว่า”ชั้น”นำหน้าเมื่อไหร่..รู้ไว้เลยว่าอันตรายแล้ว เพราะเรากำลังเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางแทนพระเจ้า..สังเกตได้จากคำว่า”ชั้น” เพราะฉะนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกมั่นคง ดีพอ หรือปลอดภัย..นั่นคือไม่ปลอดภัย เพราะตราบใดที่เรายังอยู่ในร่างกายนี้เนื้อหนังจะต่อสู้พระวิญญาณตลอดเวลา เราจะรู้สึกผิด..รู้สึกกลัว..รู้สึกแย่เป็นส่วนใหญ่ แล้วถ้าพระเจ้ายิ่งให้เราเห็นการสำแดงมากแค่ไหน..เราจะยิ่งเห็นความผิดบาปและความอ่อนแอของตัวเองมากขึ้น..ไม่ใช่เห็นความดีของตัวเองหรือรู้สึกมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เพราะอารมณ์ที่มั่นใจหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนดี..มันเกิดจากความภาคภูมิของเนื้อหนัง เป็นสัญญาณว่าเรากำลังปล่อยให้ตัวตนครอบงำแทนพระวิญญาณอย่างเต็มขนาด คำพูดของเราเลยสื่อถึงตัวเองมากกว่า”พระเจ้า”

16.ตอบ ข.หลายครั้งภาวะสุขสบายก็อัยตรายต่อจิตวิญญาณ แปลว่าในภาวะที่สุขสบายมนุษย์มักเผลอทำบาปบ่อยๆ..ถ้าไม่เตือนตัวเองให้ติดสนิทกับพระเจ้า ข้อก.บอกว่าพระเจ้าทรงอวยพรดาวิดทุกด้าน..ถูกต้อง แต่เรื่องนั้นมันไม่เกี่ยวอะไรกับบริบทนี้ ส่วนค.บอกว่าเมื่อประสบความสำเร็จทุกคนต้องทำบาปเหมือนดาวิด..ไม่จำเป็น ข้อนี้ไม่ถูกเสมอไป ถ้าเราประสบความสำเร็จแล้วเราคอยระวังย่างเท้าของเรา ให้ติดสนิทกับพระเจ้าอยู่เสมอ ไม่หลงไปวางใจกับชื่อเสียงเกียรติยศหรือทรัพย์สินเงินทอง..ไม่หลุดจากทางของพระเจ้า เราก็อาจจะไม่ทำบาป

17.ตอบ ข.นาธันมาหาดาวิดด้วยการเล่าเรื่อง..จนดาวิดติดกับพลั้งปากพิพากษาตัวเองออกไป>>เสร็จแล้วก็ชี้ให้ดาวิดเห็นความบาปของตัวเอง>>แล้วถึงได้พิพากษาเขาตามพระบัญชาของพระเจ้า ไม่มีการกล่าวโทษ ไม่มีการประจานให้อาย แล้วก็ไม่ก้าวร้าว นี่คือแบบอย่างที่เราต้องจำไว้ ต่อไปถ้าจำเป็นต้องเตือนเพื่อนหรือชี้ให้เขาเห็นความผิดของตัวเองก็จงจำแบบอย่างนี้ไว้ ต้องสุภาพ ถ่อมใจ และที่สำคัญต้องเตือนกันด้วยความรัก

18.ตอบ ข.สำนึกและยอมจำนน ดาวิดเองอาจจะเคยทำผิดหลายครั้งแต่สิ่งที่เราได้เห็นและเรียนรู้จากเขาก็คือ ทุกครั้งที่ถูกเตือนดาวิดจะยอมรับและกลับใจใหม่ทันที ไม่เคยเถียง ไม่เคยแก้ตัว ไม่เคยเฉไฉหรือโยนความผิดไปให้ใครแม้แต่ครั้งเดียว นี่ก็คืออีกเรื่องนึงที่เด็กๆต้องเรียนรู้และเอาเยี่ยงอย่าง เพราะคนเรามันผิดกันได้..ไม่เป็นไร แต่สำคัญคือผิดแล้วต้องยอมรับ กลับใจใหม่ ไม่ต้องโทษนู่น..โทษนี่ให้เสียเวลา เตือนแล้วต้องฟัง..ไม่ใช่เถียง แล้วที่สำคัญอีกอย่าง คือ ทั้งคนเตือนและคนที่ถูกเตือนต้อง”เน้นการแก้ปัญหา” ไม่เน้นการประนามหรือชี้ตัวคนผิดเพื่อเอาแพ้..เอาชนะ

19.ตอบ ก.พระเจ้าทรงยกโทษให้ เพราะพระองค์มีความรักมั่นคงและทรงสัตย์ซื่อต่อพระสัญญาของพระองค์เสมอ ถ้าพระองค์เลือกแล้วพระองค์จะทรงกระทำให้สำเร็จตามน้ำพระทัย ถ้าพระองค์ตรัสแล้วทุกอย่างจะต้องเกิดขึ้นจริงเสมอ แล้วพระเจ้าตรัสอะไรบ้าง..ก็ทั้งหมดใน“พระคำภีร์”นี่แหละ คือ พระวจนะของพระเจ้า ส่วนข้อข.บอกว่าดาวิดไม่ได้ทำผิด..ข้อนี้ไม่ใช่แน่ เพราะดาวิดก็ผิดพลาดหลายครั้งอยู่ ค.บอกว่าเพราะดาวิดทำดีมากกว่าคนอื่น อันนี้ยิ่งไม่เกี่ยวเลย เปิดไปดูเอเฟซัส 2:8-10 “ท่านทั้งหลายนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ ไม่ใช่เพราะการกระทำของเรา เพื่อไม่ให้คนหนึ่งคนใดอวดได้..” เพื่อไม่ให้ดาวิดอวดได้..เพื่อไม่ให้น้าตุ๊กอวดได้..เพื่อไม่ให้เด็กๆอวดได้..ว่าที่พระเจ้าทรงยกโทษให้และชั้นก็ได้ไปสวรรค์เพราะชั้นทำได้ดีกว่าคนอื่น..ชั้นเก่งกว่าคนอื่น..ชั้นพิเศษกว่าคนอื่น เห็นมะคำว่า ”ชั้น”มาอีกละ

20.ตอบ ค.เพื่ออธิฐานจนถึงที่สุด เผื่อว่าพระเจ้าจะกลับพระทัยไม่ลงโทษ จำไว้..ถึงพระเจ้าจะทรงพิพากษาแล้วก็จงอธิฐานในขณะที่ยังมีความหวัง..เผื่อว่าพระเจ้าจะกลับพระทัยไม่ลงโทษ เหมือนอับราฮัมอธิฐานเพื่อเมืองโสโดมและโกโมราห์ เหมือนโมเสสอธิฐานเพื่อคนอิสราเอล เหมือนที่ดาวิดอธิฐานในบริบทนี้ อย่าทำเหมือนเอลี..ที่เพิกเฉยต่อคำพิพากษาของพระเจ้า

21.ตอบ ค.เพราะนั่นเป็นการสำแดงถึงการยอมรับ..ยอมจำนนในน้ำพระทัยพระเจ้า ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร..จะถูกใจหรือไม่ถูกใจ นั่นก็คือคำตอบจากพระเจ้าที่เราต้องยอมรับเพราะฉะนั้นข้อก.เลยไม่ใช่ข้อที่ถูกเพราะพระเจ้าทรงตอบแล้ว แต่คำตอบแค่ไม่โดนใจ..ไม่ได้แปลว่า..ไม่ตอบ ส่วนข.บอกว่าดาวิดไม่เสียใจที่ลูกตาย..จริงมะ ไม่จริง..ดาวิดเสียใจมากเพราะลูกตายไปทั้งคน แต่เขาจำเป็นต้องมีท่าทีที่ถูกต้องในการยอมรับน้ำพระทัยของพระเจ้า

22.ตอบ ข.เริ่มจากอัมโนนอยากได้ทามาร์>>แล้วเขาก็เยียดยาวกับความบาป..ปล่อยให้ความบาปมันเกาะกินหัวใจอยู่อย่างงั้นโดยไม่คิดที่จะตัดใจ >>สุดท้ายก็ทำบาปจนได้ แบบเดียวกับดาวิดเป๊ะ เริ่มต้นเหมือนกัน ต่อยอดให้ความบาปเหมือนกัน สุดท้ายก็ทำบาปพอกันในลักษณะเดียวกัน สิ่งที่เรามองเห็นในจุดนี้ก็คือ พระเจ้าทรงทำให้ดาวิดเห็นความบาปของตัวเองในมุมมองของพระองค์และมุมมองของผู้อื่น ดาวิดจะได้รู้ซึ้งว่าคนอื่นเขารู้สึกยังไงกับสิ่งที่ตัวเองเคยทำ

23.ตอบ ก.เจ้าเล่ห์ ไม่หวังดีกับใคร และมักหว่านความแตกร้าวในหมู่พี่น้อง โยนาดับไม่ได้รักใครเลยแล้วไม่เคยหวังดีกับใครด้วย เพราะถ้ามีความรักเขาจะไม่ชี้นำให้อัมโนนทำผิด และเขาต้องพยายามยับยั้งอับซาโลมไม่ให้ฆ่าอัมโนนด้วย เพราะเขารู้ก่อนแล้วว่าอับซาโลมจะทำอะไร แต่เขาก็ปล่อยให้อัมโนนถูกฆ่าจนตาย..นี่แหละที่เข้าข่ายชอบเห็นคนอื่นเขาแตกแยกกัน

24.ตอบ ค.ดาวิดปล่อยให้อับซาโลมหนีไปอยู่กับคุณตา คือทัลมัย โดยไม่ทันได้ลงวินัยและไม่คิดจะไปเอาตัวกลับมาลงโทษด้วย เหมือนจะปล่อยให้ลอยนวลแบบเนียนๆซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะความผิดของอับซาโลมก็อุกฉกรรจ์อยู่ ถึงกะฆ่าพี่ตัวเองตาย..ถ้าไม่ลงโทษให้สำนึกหรือกลับใจ..ซักวันมันจะฆ่าพ่อตัวเอง น้าตุ๊กคิดอย่างงี้จริงๆนะ แต่บังเอิญพระคำภีร์ก็บันทึกไว้แล้วว่าอับซาโลมก็เกือบจะฆ่าดาวิดแล้วจริงๆ เรื่องนี้เราต้องจำให้ดี..รักวัวให้ผูก รักลูกก็ต้องกล้าที่จะอบรมสั่งสอนเขา แล้วพูดแต่ปากอย่างเดียวไม่พอต้องมีไม้เรียวด้วยถ้าจำเป็น อย่าใจอ่อน..ปล่อยเลยตามเลยเพราะเขาจะไม่สำนึก..ไม่กลับใจ แล้วสุดท้ายเขาจะกล้าทำอีก ที่สำคัญเขาจะกล้าทำผิดมากกว่าเดิมเหมือนอับซาโลมด้วย เพราะไม่มีใครที่สามารถกลับคืนสู่สภาพดีได้โดยที่ยังไม่กลับใจใหม่

25.ตอบ ค.ดาวิดยอมยกโทษให้อับซาโลมโดยที่เขายังไม่สำนึกผิดและกลับใจใหม่

26.ตอบ ก.คำแนะนำของอาหิโธเฟลไม่ใช่น้ำพระทัยพระเจ้า และถ้าไม่ใช่น้ำพระทัยพระเจ้า..ต่อให้คำปรึกษานั้นดีเยี่ยมหรือน่าเชื่อถือขนาดไหน..ก็ไม่มีวันเกิดผล อับซาโลมถึงได้เมินต่อคำปรึกษาของอาหิโธเฟล ทั้งที่ถ้าดูตามรูปการแล้วทางเลือกของอาหิโธเฟลน่าจะเวริคและเป็นผลดีต่ออับซาโลม แต่อับซาโลมก็มองไม่เห็นเพราะพระเจ้าทรงกำหนดแล้วให้เป็นไปอีกทาง

27.ตอบ ค.พระเจ้าทรงประสงค์ให้ดาวิดเห็นความบาปของตนเองในมุมมองของผู้อื่น ข้อก.บอกว่า เพราะดาวิดไม่รักครอบครัว ไม่จริงเพราะดาวิดเป็นคนรักพระเจ้า แล้วคนที่รักพระเจ้าก็ต้องรักครอบครัว รักพี่น้อง รักเพื่อนมนุษย์ รักแม้กระทั่งศัตรูได้..ในที่สุด ข้อข.บอก เพราะพระเจ้าต้องการให้ดาวิดเจ็บปวด..อันนี้ก็ไม่ใช่ พระเจ้าลงวินัยเราก็เพราะอยากให้เรางดงาม..เป็นที่ถวายเกียรติต่อพระองค์มากขึ้น แล้วสารพัดที่พระเจ้า..พระเยซูคริสต์ทำเพื่อเราก็เพราะพระองค์อยากให้เราหลุดพ้นจากความเจ็บปวดทุกข์ทรมานจากความบาป พระองค์ไม่เคยอยากเห็นเราเจ็บปวด เพราะถ้าเราเจ็บ..พระเจ้าก็เจ็บด้วย แล้วน้าตุ๊กว่านะ..พระเจ้ารักเรามากว่าเรารักตัวเองด้วยซ้ำ

28.ตอบ ข.ดาวิดยังคงรักและยกโทษให้อับซาโลม..เหมือนพระเจ้าที่ยังคงรักและยกโทษให้เราเสมอ เพราะพระเจ้าเป็นเหมือนพ่อของเรา เหมือนที่ดาวิดเป็นพ่อของอับซาโลม ถึงลูกจะผิดจะพลาดขนาดไหน..ก็ยังรักอยู่ดี ใครจะว่ายังไงก็ช่าง..ก็นี่มันลูกชั้น ชั้นรักของชั้นตัดไม่ตายขายไม่ขาด นี่คือ ภาพที่พระเจ้าประสงค์จะสื่อกับเราผ่านพระคำภีร์ตอนนี้

29.ตอบ ค.พระเยซูทรงไถ่บาปเพื่อเราทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต หลายคนสับสนไปตอบข้อ ข.เพราะไปติดภาพที่ดาวิดถูกพิพากษา เด็กๆต้องทำความเข้าใจใหม่ให้ชัดเจนว่าความรอดในพระเยซูคริสต์เป็นความรอดฝ่ายวิญญาณ และการไถ่ของพระองค์ก็เบ็ดเสร็จสมบูรณ์ทั้งบาปในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ส่วนการพิพากษาของพระเจ้าที่บันทึกไว้ให้เราเห็นในพระคำภีร์นี้..มันเป็นการพิพากษาฝ่ายโลก และแน่นอน เราเองถ้าทำผิด เราก็ยังต้องกินผลหรือถูกพระเจ้าตีสอนบนโลกใบนี้ แต่ยังไงวิญญาณของเราก็จะรอดถ้าเราเชื่อพระเยซู (ถ้าเราไม่หลงเจิ่นไป จนขนาดที่พระเจ้าต้องตัดทิ้งนะ..เราก็จะรอด) เพราะฉะนั้น เด็กๆอย่าสับสนต้องเข้าใจให้ชัดเจน..แยกแยะให้ได้ระหว่างการถูกพิพากษาบนโลกใบนี้ กับ การถูกพิพากษาฝ่ายวิญญาณ มันคนละเรื่องกันนะ..อย่างง

30.ตอบ ข.ความรอดในองค์พระเยซูคริสต์ ความรอดในองค์พระเยซูคริสต์คือของประทานที่มีค่าสุดแล้วสำหรับคริสเตียน และพระเจ้าก็ทรงประทานให้พวกเราแล้วอย่างทั่วหน้าและเท่าเทียมกัน (จริงๆแล้ว”ความรอด”มีค่าที่สุดสำหรับมนุษยชาติทุกคน เพียงแต่เขาจะเชื่อหรือไม่เชื่อเท่านั้นเอง คนที่เชื่อก็จะรับไว้เหมือนพวกเรา ที่ไม่เชื่อเราก็คงช่วยอะไรไม่ได้) ส่วนการเผยพระวจนะ หรือ การทำอัศจรรย์ก็ยังเป็นแค่ส่วนหนึ่งของแผนการความรอดที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้มนุษย์ เป็นแค่ของประทานเล็กๆน้อยเท่านั้นเอง ถ้าเทียบกับสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทำเพื่อเรา แต่บางครั้ง หลายคนก็หลงไปให้ความสำคัญกับของประทานพวกนี้มากเกินไป เพราะไร..มันเป็นสิ่งที่เราจับต้องมองเห็นได้..ก็เลยตอบสนองความต้องการของเนื้อหนังได้ดี ขณะที่ความรอดนั้น..ต้องใช้ความเชื่อเพราะเรายังมองไม่เห็น..ยังไม่ได้ชิม..ไม่ได้สัมผัส..ไม่ตอบสนองความต้องการของเนื้อหนัง หลายครั้ง..ความรอดก็เลยเป็นของประทานที่ถูกลดความสำคัญลงไปหรือน่าสนใจน้อยกว่าของประทานอื่น..สำหรับบางคน

31.ตอบ ค.เพราะดาวิดหลงลืมพระเจ้า..เขานับกำลังพลเพื่อตอบสนองความภาคภูมิใจของตัวเอง ก.บอก เพราะดาวิดกำลังจะทำสงคราม..ไม่ใช่ เพราะดูตามพระคำภีร์แล้ว ตอนนั้นไม่มีสงคราม แล้วถึงจะทำสงครามก็ไม่ได้เป็นความบาป ข.บอกว่า เพราะประชาชนต้องไปรบด้วยความไม่เต็มใจ..ข้อนี้ก็ไม่ใช่คำตอบ เท่าที่เห็นคนส่วนใหญ่เต็มใจทุกครั้งที่ต้องไปร่วมรบ แต่ถึงไม่เต็มใจก็ต้องไป ถ้าเป็นเวลาที่บ้านเมืองมีศึกสงคราม..ทุกคนต้องช่วยกัน

32.ตอบ ก.เพราะเป็นการพิพากษาที่มาจากพระหัตถ์พระเจ้า..ไม่ใช่เพราะเวลาสั้นที่สุด แต่ดาวิดเลือกที่จะวางใจในพระเจ้ามากกว่ามนุษย์ ดาวิดแน่ใจว่าเขาจะปลอดภัยมากกว่าเพราะการตีสอนของพระเจ้าเต็มไปด้วยความเมตตา..ไม่ใช่ตั้งใจจะฆ่าเราให้ตายเหมือนศัตรู ค.บอกว่า ดาวิดอยากให้ประชาชนถูกลงโทษ อันนี้ไม่ใช่แน่นอน..ดาวิดห่วงคนอิสราเอลมากเขาขอร้องให้การพิพากษาตกมาที่เขาคนเดียวด้วยซ้ำ

33.ตอบ ก.พระเยซูคริสต์ คือ อาหารแห่งชีวิตนิรันดร์ นามเดียวเท่านั้นไม่มีนามอื่น

34.ตอบ ค.ดาวิดเชื่อว่าเราต้องเสียสละบางอย่างในการถวายบูชาพระเจ้า เพราะมันเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะไม่สละอะไรเลยซักอย่าง..ในการถวายบูชา แล้วสำหรับพวกเราในยุคพระคุณสิ่งที่พระเจ้าต้องการจากเราก็เล็กน้อยมากและเป็นสิ่งที่ทุกคนให้ได้ เพราะมันไม่ใช่เงินทองหรือของถวายอะไรทั้งสิ้น แต่เป็นชีวิตและจิตวิญญาณของเรา..ที่ต้องมอบถวายแด่พระองค์100% ก.บอก เพราะที่ดินของอาราวนาห์แพง แพง..ไม่แพง ไม่รู้ พระคำภีร์ไม่ได้บอกแต่จะถูกจะแพง..ดาวิดก็ไม่รับฟรีๆอยู่แล้ว ข.บอก อาราวนาห์ไม่เต็มใจมอบให้..ข้อนี้ไม่ใช่เลย เพราะจริงๆแล้วเขาเต็มใจมากแถมเครื่องใช้ไม้สอยให้อีกต่างหาก

35.ตอบ ก.หัวใจที่จดจ่อและยอมจำนนต่อพระเจ้า อย่าเข้าไปนมัสการแต่ตัว..พกเอาหัวใจที่จดจ่อกับพระเจ้าเข้าไปด้วย หลายคนเข้าไปแต่ตัวเพราะในหัวคิดเรื่องอื่นอยู่ตลอดเวลา แล้วที่แย่กว่านั้นก็คือคุยกันอย่างเอาเป็นเอาตาย..อย่าทำเลยนะน้าตุ๊กขอร้อง ไม่ใช่ว่าเราพูดไม่ได้เลย..ในห้องประชุม..พูดได้ค่ะ แต่อย่าเยอะ..อย่ายาวแล้วก็อย่าให้มันดังมาก คุยกันคำสองคำ..ไม่เป็นไร ขอให้ส่วนใหญ่หัวใจของเราจดจ่อ..โฟกัสที่พระเจ้าก็แล้วกัน เพราะสิ่งนี้เป็นเครื่องบูชาที่พระเจ้าพอพระทัย

เป็นอันว่าเด็กๆก็ได้เช็คตัวเองกันเรียบร้อยแล้วนะคะ ส่วนใหญ่ทุกคนทำคะแนนได้ดีมาก จะมีพลาดไปบ้างก็บางจุดที่แยกแยะได้ไม่ชัดเจน แต่น้าตุ๊กยืนยันว่าการเรียนการสอนของเราก็สัมฤทธิ์ผลค่อนข้างดีตามน้ำพระทัยของพระเจ้า อย่างไรก็ตามสิ่งที่เรารู้ก็จะไม่มีวันเกิดผลถ้าเราไม่นำไปใช้กับชีวิตประจำวันของเรา ขอพระเจ้าประทานกำลังและสติปัญญาให้เด็กๆเติบโตและงดงามเป็นที่ชอบพระทัย เป็นไปตามน้ำพระทัยอันครบถ้วนบริบูรณ์ของพระเจ้านะคะ หลังจากสัปดาห์นี้แล้วน้าตุ๊กจะพักการสอนหนึ่งเดือนโดยประมาณ ระหว่างนี้ครูหนุ่ยจะเข้ามาสอนพวกเราในชั้นเรียนยุวชนนะคะ ส่วนในบล็อกทีนคลาสนี้น้าตุ๊กอาจจะเข้ามาคุยด้วยเป็นบางครั้งจนกว่าจะเข้าสู่บทเรียนในหนังสือพงศ์กษัตริย์ แล้วพบกันค่ะ..ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ