วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2554

หนังสือ 2ซามูเอล ครั้งที่16 อาทิตย์ที่6:3:2011 (ตอนจบ)

เรามาถึงบทสุดท้ายของหนังสือซามูเอลแล้วนะคะ บทที่24นี้จะเป็นบทเรียนเรื่องความบาปอีกครั้งของทั้งดาวิดและคนอิสราเอลดาวิด พระเจ้าเลยทรงใช้ความบาปของดาวิดลงโทษคนอิสราเอล ฟังดูแล้วเราอาจจะยัง..งงๆอยู่ เด็กๆเปิดไปดู..

2ซมอ.24:1-2 ข้อนี้บอกว่า พระเจ้าทรงพิโรธคนอิสราเอลอีกครั้ง แต่ไม่มีการบันทึกถึงสาเหตุว่าเป็นเรื่องอะไร เพียงแต่บอกต่อไปว่า “..เพื่อต่อสู้เขาทั้งหลายจึงทรงดลใจดาวิดตรัสว่า..จงไปนับคนอิสราเอลและยูดาห์” หมายความว่า พระเจ้ากำลังใช้ความบาปของดาวิด..ลงโทษตัวเขาเองกับคนอิสราเอล ข้อนี้ดาวิดสั่งให้โยอาบไปนับกำลังพล จริงๆการนับกำลังพลก็ไม่ได้เป็นความผิดบาปเสมอไป ในหนังสือกันดารวิถี โมเสสก็เคยสั่งให้นับจำนวนพล เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการรบ แล้วโมเสสก็ยังนับจำนวนคนตระกูลโคฮาท เกอร์โชน เมรารี..เพื่อจัดระเบียบการทำงานในพลับพลา ตอนที่ซาอูลนับจำนวนคนอิสราเอลเพื่อเตรียมไปรบกับพวกอัมโมน..ก็ไม่ใช่ความผิดบาป เพราะเขาทำเพื่อปกป้องชาวยาเบช กิเลอาด..ซึ่งเป็นคนอิสราเอลที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกของน.จอร์แดน ดาวิดเองก็ยังนับจำนวนคนที่อยู่ข้างเขา..เพื่อเตรียมป้องกันตัวเองจากการตามล่าของอับซาโลม..อันนั้นก็ไม่ผิด..ไม่เรียกว่าเป็นความบาป แล้วทำไมสิ่งที่ดาวิดทำครั้งนี้ถึงเป็นความบาป...

ดู2ซมอ.24:3-4/8-9 พอโยอาบได้ยินคำสั่งของดาวิดปุ๊บ..เขาพยายามคัดค้านเต็มที่ โยอาบรู้ทันทีว่าการกระทำครั้งนี้ของดาวิด”เป็นความบาป” เพราะปกติการนับกำลังทหารก็มักจะทำกัน..ตอนที่กำลังจะไปรบหรือกำลังจะมีสงคราม..แต่ครั้งนี้ไม่มีสงคราม เพราะข้อที่ 8 บอกว่า..กว่าโยอาบจะนับเสร็จและกลับมาที่เยรูซาเล็มก็ปาเข้าไปเกือบสิบเดือน แปลว่าไม่มีการไปรบที่ไหน..ไม่มีสงครามอะไรทั้งสิ้น อยู่ดีๆดาวิดก็ลุกขึ้นมานับจำนวนทหาร แค่อยากรู้จำนวนพลที่อยู่ใต้การปกครองของตัวเอง..”อยากรู้ตัวเลข..ว่าตัวเองมีเยอะแค่ไหน” ดาวิดทำเพื่อตอบสนองความภาคภูมิใจให้ตัวเอง เหมือนบางคนที่คอยนับตัวเลขเงินฝากในบัญชีธนาคาร..มีเท่าไหร่ ยังเหลือเยอะมั๊ย ถ้ารู้สึกว่าเหลือน้อยก็จะนอนไม่หลับ ต้องดิ้นรนขนขวายไปหามาเติม เพราะมันอุ่นใจดีที่ได้มีเยอะๆ คิดว่าถ้าไม่เยอะเดี๋ยวจะลำบาก วันทั้งวันเอาแต่กระวนกระวายอยากได้อยากมี นี่ก็คือความบาปเหมือนกัน..เพราะเราวางใจเงินทองมากกว่าพระเจ้า เด็กๆต้องเข้าใจให้ถูกต้อง คริสเตียนยังอยากมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ อยากไปเที่ยวที่ไหน อยากได้หรืออยากทานอะไรก็ได้เช่นกัน..ไม่ได้ผิดบาปอะไร แต่พระเจ้าทรงดูที่หัวใจของเรา..ว่าเราติดยึดกับความต้องการของตัวเองแค่ไหน ถ้าเราไม่ได้อย่างที่ต้องการ..เราจะมีท่าทียังไง เราจะยังขอบคุณพระเจ้ามั๊ย ยอมจำนนว่านั่นคือน้ำพระทัยของพระเจ้ารึเปล่าเพราะแน่นอนพระองค์ทรงควบคุมอยู่ทุกเรื่อง ถ้าเราขอบพระคุณด้วยหัวใจที่รักและยอมจำนนต่อพระเจ้าได้ในทุกกรณี..ทั้งๆที่หลายอย่างไม่ได้ตามที่ต้องการ นั่นคือเรารักพระเจ้ามากกว่าอย่างอื่น แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ไม่ได้อย่างใจ เราก็ไม่ยอมหยุด ยังพยายามแล้ว..พยายามอีกเพื่อจะให้ได้มันมา..ถามว่าตอนที่คิดอย่างงั้นเราเอาพระเจ้าไปไว้ที่ไหน เพราะถ้าเรามีท่าทีอย่างงี้มันแปลว่าเราไม่เชื่อว่าพระเจ้าควบคุมอยู่หรือคิดว่าพระเจ้าคงไม่เห็นบางเรื่องหรือพระองค์เผลอหลับไปชั่วขณะ..พระองค์ถึงพลาดบางอย่างไปและให้ในสิ่งที่เราต้องการ..ไม่ได้ เราเลยต้องลงมือเอง..ดิ้นรนเอง แล้วตกลงใครใหญ่กว่ากัน ยิ่งไปกว่านั้น มีบางคนเลือกที่จะอธิฐานกับพระเจ้าแค่บางเรื่อง ส่วนเรื่องที่ไม่แน่ใจว่าพระเจ้าจะให้หรือเคยขอแล้วไม่ได้..ก็ไม่อธิฐานแต่เลือกที่จะไขว่คว้าให้ได้มาด้วยตัวเอง..ก็มี แต่น้าตุ๊กว่าคนอย่างงี้คงไม่เชื่อพระเจ้าจริงๆ หรือถ้าเชื่อจริง..จิตวิญญาณก็ยังไม่โต เขาถึงไม่รู้จักพระลักษณะของพระเจ้า พระเจ้าไม่เคยพลาด..ไม่เคยช้า..พระองค์ตรงเวลาและพระองค์ไม่เคยหลับ เพลงคริสเตียนก็ร้องอยู่ทำไมไม่เข้าหู ((พระองค์จะคุ้มครองให้เรานั้นมั่นคง และพระองค์ไม่เคยจะหลับใหล..) เขาไม่ได้ร้องกันเพื่อความมันส์เฉยๆนะ แต่ทุกเพลงสรรเสริญ..มีความหมายที่เป็นจริง เราอาจจะไม่เข้าใจในวันเดียว แต่น้าตุ๊กขอเป็นพยานว่าทุกเพลงจะเป็นจริงและเกิดขึ้นจริงในชีวิตของเรา..ทีละเพลงๆจนครบทุกเพลง

ดู2ซมอ.24:10 ดาวิดถูกจิตสำนึกตัวเองโจมตีอีกครั้ง..เหมือนตอนที่เขาฆ่าอุรีอาร์ เพราะข้อนี้บอกว่า..หลังจากที่ได้รู้สมใจว่าตัวเองมีเพาเวอร์แค่ไหน..ดาวิดก็เริ่มสำนึกผิด เสียใจ สลดใจในความเขลาของตัวเอง แต่จะทำไงได้..มันทำไปแล้ว พอสำนึกก็มาเสียใจทีหลัง (แต่ยังไงก็ยังสำนึก ดีกว่าทำแล้วไม่รู้สึกอะไร ไม่เคยเสียใจ อันนี้น่าจะแย่กว่า) ข้อนี้ ดาวิดจึงสารภาพความผิดและขอพระเจ้ายกโทษ ดาวิดพูดว่า ”ข้าพระองค์ได้กระทำบาปใหญ่ยิ่งในสิ่งซึ่งข้าพระองค์ได้กระทำนี้..” คือรู้ด้วยนะ..ว่าความผิดที่ทำเนี้ย”มันเรื่องใหญ่” เรื่องใหญ่จริงๆ เพราะอะไร..เพราะการวางใจในตัวช่วยหรือสิ่งสารพัดทั้งปวงบนโลกใบนี้..มากเกินไป มันแปลว่าเราเห็นพระเจ้าเล็กกว่าของพวกนั้น ไม่ว่าของสิ่งนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม..จำนวนทหาร..อาวุธยุทโธปกรณ์..เงินทอง..ชื่อเสียง..ยศถาบรรดาศักดิ์หรือแม้แต่ที่เป็นบุคคล

ดู ยอห์น6:27 เรื่องนี้น้าตุ๊กก็เคยสอนไปแล้วตอนที่เราเรียนหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ อาหารที่เสื่อมสิ้นไปก็คือ ทุกอย่างที่ไม่ใช่พระเจ้า แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะมีอะไรไม่ได้เลย..ไม่ใช่ เราสามารถมีทุกอย่างได้ตามความจำเป็น แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราฝากความหวังไว้กับบางอย่างมากเกินไป จนนอนไม่หลับ..ถ้าไม่มีมัน ก็แปลว่า เรายกให้สิ่งนั้นสำคัญกว่าพระเจ้า เช่น “เงิน” ตัวอย่างนี้จะชัดเจนสุด ถามว่าเราทำงานเพื่อหาเงินได้มั๊ย..ได้ เพราะพระคำภีร์บอกว่าถ้าใครขี้เกียจก็ให้อดตาย แล้วเราทำงานหนักได้มั๊ย คำตอบก็คือ..ได้ อีกเหมือนกัน เพราะภาระที่แต่ละคนแบกรับอยู่..ก็ไม่เท่ากัน แล้วพรสวรรค์หรือของประทานของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันด้วย แล้วแบบไหนที่เรียกว่ามากเกินไป..คือ ถ้าเมื่อไหร่ที่เราทำงานจนร่างกายไม่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ..ทำจนป่วยก็ยังฝืนจะทำ หรือทำจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว..ทำจนลูกไม่มองหน้าพ่อหรือพ่อไม่มองหน้าแม่..อันนี้ไม่คุ้มแล้ว และที่สำคัญอีกอัน คือ ทำงานจนไม่ได้มาโบสถ์..อันนี้เรื่องใหญ่สุด เด็กๆจำไว้ให้ดี ถ้าเราทำงานจนไม่มีเวลามาโบสถ์เมื่อไหร่..เราไปได้ไม่ไกลหรอก เราจะเหนื่อยมาก..เหนื่อยจนวันนึงเราจะแทบทำอะไรไม่ได้เลย หรือไม่เราก็จะไม่เหลืออะไรเลย (ถ้าเราเป็นของพระเจ้า..)

พระเยซูยังตรัสต่อไปในข้อนี้ว่า “แต่จงหาอาหารที่ดำรงอยู่ คือ อาหารแห่งชีวิตนิรันดร์ซึ่งบุตรมนุษย์จะให้แก่ท่าน..” และบุตรมนุษย์หมายถึง “พระเยซูคริสต์”

ดู ยอห์น1:16-18 อาหารแห่งชีวิตนิรันดร์ที่พระเยซูตรัสไว้ ก็คือ พระองค์เอง ข้อนี้ ยอห์นเป็นพยานว่า “เราทั้งหลายได้รับความบริบูรณ์ในพระองค์ “เป็นพระคุณซ้อนพระคุณ” หมายถึง เป็นพระพรหรือรางวัลที่พระเจ้าประทานให้และสำเร็จโดยพระองค์..แปลว่าให้ฟรีๆไม่ต้องเอาอะไรมาแลกและสำเร็จแบบเบ็ดเสร็จโดยพระคุณพระเจ้า แต่หลายคนไม่เข้าใจ..เพราะการที่จะได้รับรางวัลอะไรซักอย่างบนโลกใบนี้เนี่ย ปกติแล้วเราต้องทำบางอย่างเพื่อแลกมา เช่น

เหรียญทองโอลิมปิก..คนที่จะได้ก็ต้องอดทนฝึกฝนทุ่มเทแบบสุดๆถึงมีสิทธิ์จะได้

หรือถ้าเราอยากได้ใบปริญญา..เราก็ต้องขยันหมั่นเพียรเพื่อที่จะได้ความสำเร็จ

หรือแม้แต่..การที่จะได้ไปสวรรค์ตามความเชื่อของคนที่ไม่มีพระเจ้า..เขาก็จะคิดว่าคนที่จะได้ไปสวรรค์ จะต้องทำอะไรที่มันยิ่งใหญ่มากๆซะก่อน (ยิ่งใหญ่ในความคิดของเขานะ..ไม่ใช่ยิ่งใหญ่ในทางพระเจ้า เช่น บำเพ็ญเพียรกี่ชาติ สร้างโบสถ์..สร้างวิหารกี่แห่ง หรือทำอะไรก็ตามที่เขาเชื่อมากพอ..ถึงสมควรจะได้ไปสวรรค์ เพราะอะไร มนุษย์คุ้นชินกับคำว่า”ไม่มีของฟรีในโลก” ถ้าจะได้อะไรมา ก็ต้องทำบางอย่างเพื่อแลกกัน เพราะฉะนั้น ถ้าบอกคนที่ไม่เชื่อพระเจ้าว่า..ความรอดในพระเยซู..พระเจ้าให้ฟรี..แค่เชื่อก็ได้ไปสวรรค์ทันที เขาจะ..เฮ้ย!อะไร รับไม่ได้ ฟังดูแล้วไม่มีเหตุผล เพราะเขายังไม่ได้ทำอะไรเพื่อแลกเปลี่ยนเลย..จะให้ไปสวรรค์ได้ไง ทีนี้..บางคนอาจมีข้อสงสัยอีกว่า อ้าว..แล้วจริงๆการทำความดี หรือการปฎิบัติธรรมเนี่ย..มันไม่ดีหรือไง มันเสียหายตรงไหน คำตอบคือ ไม่เสียหาย..ถ้าเป็นบัญญัติของพระเจ้านะ .(กฎของความเชื่ออื่น น้าตุ๊กจะยังไม่พูดถึง เพราะเดี๋ยวยาว) ส่วนกฎของพระเจ้า..จำเป็นมากที่คริสเตียนต้องทำตาม คือ “รักพระเจ้าสุดใจ รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง” แค่สองข้อแต่ไม่มีใครเลยที่จะทำได้อย่างสมบูรณ์..

ดู กาลาเทีย3:10-12 “เพราะทุกคนที่มิได้ประพฤติตามข้อความทุกข้อที่เขียนไว้ในหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติก็ถูกสาปแช่ง..” ใครก็ตามที่คิดว่าจะได้ไปสวรรค์ด้วยการประพฤติตามธรรมบัญญัติ..ก็คงคิดผิด เพราะต้องทำให้ได้ตามที่พระบัญญัติบันทึกไว้”ทุกตัวอักษร” (ถ้าอยากรู้ว่ามีไรมั่ง ก็เปิดกลับไปดูหนังสือฉธบ.ยาวเป็นหางว่าวเลย) แล้วห้ามตกหล่นแม้แต่ข้อเดียว ถ้าใครทำตามไม่ได้อย่างครบถ้วน..ก็ต้องลงนรกไป ข้อที่11 บอกต่อไปว่า ”เป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่แล้วว่า ไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้า..ด้วยธรรมบัญญัติได้เลย..”ก็คือไม่มีใครเลยที่สามารถทำได้ตามกติกาของพระเจ้า พวกเราต้องเก็ทมากเป็นพิเศษ เพราะพระคำภีร์เดิมที่เราเรียนกันอย่างจริงจัง..เป็นภาพที่ชัดเจนมาก..ว่ามนุษย์ล้มเหลวตลอดในการรักษาสัญญาหรือทำตามกฎบัญญัติ ตั้งแต่สมัยของอาดามและเอวา..มาจนอพยพ..ในถิ่นทุรกันดาร..โยชูวา..ผู้วินิจฉัย รวมทั้งสมัยของซามูเอล อิสราเอลก็กบฎมาตลอด แล้วจะฆ่าคนตายหรือโกหกแค่คำเดียวก็บาปเหมือนกัน แต่ฟังอย่างงี้แล้วอย่าเอาไปใช้ผิดๆ น้าตุ๊กบอก..บาปเหมือนๆกัน งั้นชั้นทำผิดแค่ไหนก็ได้..ไม่ได้นะคะเด็กๆ คุณรอดแต่คุณต้องกินผลเหมือนดาวิดเป็นต้น..อย่าลืม!!

ดู กดว.20:2-4/6-8/10-12 ตั้งแต่ที่อพยพออกจากอิยิปต์ พระเจ้าก็ทรงให้โมเสสเป็นผู้นำคนอิสราเอลในการเดินทางผ่านถิ่นทุรกันดาร แล้วตลอดการเดินทางเด็กๆก็เห็นแล้วว่า ”ยิวหรืออิสราเอล..บ่นตลอด บ่นอย่างร้ายกาจ โมเสสต้องรองรับอารมณ์พวกเขาตลอดเวลา ข้อนี้ก็เป็น..ครั้งนึงที่คนอิสราเอลต้องเผชิญกับปัญหาในถิ่นทุรกันดาร คือ ไม่มีน้ำกิน พวกเขาก็มาต่อว่าโมเสส..หาว่าโมเสสเป็นตัวการที่ทำให้พวกเขาต้องลำบาก แต่ครั้งนี้ โมเสสคงฟิวขาดเพราะทนมานานหลายสิบปี พอทูลขอน้ำจากพระเจ้า..ข้อที่8 พระเจ้าก็ให้โมเสส ”ใช้ไม้เท้าบอกหิน..”บอกเฉยๆ”.. หินก็จะหลั่งน้ำออกมาให้ทุกคนได้กิน” แต่ข้อที่10กับข้อที่11 บอกว่า “โมเสสก็เรียกประชุมคนอิสราเอล แล้วต่อว่า (จริงๆอาจจะด่า)..ประชาชนว่า “เจ้าพวกกบฎ จงฟังณ.บัดนี้จะให้เราเอาน้ำออกจากหินให้พวกเจ้าดื่มหรือ” ถ้าภาษาเราก็..เจ้าพวกกบฎ อยากกินน้ำมากใช่มะ..เอาไปเลย เสร็จแล้วก็ใช้ไม้เท้าตีหรือฟาดหินก็ไม่รู้สองครั้ง..น้ำก็ไหลออกมา” แต่พระเจ้าสั่งว่า ”ให้ใช้ไม้เท้าเสกแล้วบอกเฉยๆน้ำก็ไหลออกมาแล้ว”

ดูกดว.27:12-14 ผลแห่งการกระทำในครั้งนั้นของโมเสสก็คือ “เขาอดเข้าไปอยู่ในคานาอัน..ดินแดนแห่งพันธสัญญาที่เฝ้ารอมานานแสนนาน” และคานาอันนี้เป็นแค่ที่จำลอง..ไม่ใช่ของจริงที่พระเจ้าสัญญาไว้ เพราะของจริง คือ “อาณาจักรสวรรค์” แล้วเราเห็นภาพอะไรจากพระคำภีร์ข้อนี้ โมเสสทำดีมาตลอดเลย เสียสละทุ่มเทรับใช้พระเจ้าเพื่อคนอิสราเอล แต่พอทำผิดแค่ครั้งเดียวเอง..ดูแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่ด้วย (ถ้าเทียบกะที่ดาวิดทำ) แต่ผลที่ได้รับคืออะไร..ไม่ได้เข้าไปในคานาอัน..และเช่นกัน ใครก็ตามถ้าทำผิดแม้แต่นิดเดียวก็อดเข้าแผ่นดินสวรรค์ เห็นภาพรึยัง..ว่าทำไมเราต้องพึ่งในพระคุณของพระคริสต์ ยังดีนะ..ที่คานาอันเป็นแค่ของปลอม..เป็นแค่ภาพจำลอง ถ้าอดเข้าของจริงอ่ะ..ยุ่งเลย พระคำภีร์ข้อนี้พระเจ้าตั้งใจจะบอกพวกเราว่าไม่มีใครเลยที่ทำตามกฎบัญญัติได้อย่างครบถ้วนกระบวนความ เหมือนโมเสสอย่างงี้..ทำดีเกือบตาย มาผิดแค่นิดเดียว..อดเลย แต่พระเจ้ายังเมตตาให้เขาได้เห็นคานาอัน..จะได้รู้ว่ามีอยู่จริง ข้อที่12 พระองค์ตรัสว่า “เจ้าจงขึ้นไปบนภูเขาอาบาริม และมองดูแผ่นดินซึ่งเราสัญญาว่าจะมอบให้คนอิสราเอล และเมื่อได้เห็นแล้วเจ้าจะถูกรวบไปอยู่กับบรรพบุรุษ” คือ อนุญาตให้เห็นก่อนตาย..ว่ามันมีจริงๆนะ ดินแดนเนี้ย

กลับมาที่2ซมอ.24:11-12/13 หลังจากที่ได้รู้ตัวเลขของกำลังทหาร..รู้เพาเวอร์ของตัวเองแล้ว ดาวิดก็สำนึกผิด..พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำการในตัวเขาเหมือนตอนที่เขาฆ่าอุรีอาร์ ดาวิดน่าจะสำนึกความผิดในคืนนึง พอเช้ามาข้อนี้บอกว่า..พระวจนะของพระเจ้าก็มาถึงดาวิดโดยผู้เผยพระวจนะชื่อ”กาด” กาดมาลักษณะเดียวกันกับนาธัน มาถึงก็พูดว่า..พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า “เราเสนอเจ้าสามประการ จงเลือกเอาประการหนึ่ง..” ไม่มีการชี้หรือประมวลความผิดอะไรทั้งสิ้น (เพราะเมื่อคืนดาวิดคงคุยกับพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว) กาดมาถึงก็เสนอบทลงโทษสามทางเลือกให้ดาวิดเลย คือ 1.การกันดารอาหารเจ็ดปีในอิสราเอล 2.ดาวิดต้องถูกศัตรูตามล่าเป็นเวลาสามเดือน หรือ 3.ให้เกิดโรคระบาดสามวันในอิสราเอล

ดู 2ซมอ.24:14 ดาวิดตัดสินใจเลือกทางที่สาม..คือ ยอมให้เกิดโรคระบาด3วันในอิสราเอล ไม่ใช่เพราะระยะเวลามันสั้นสุด แต่ดาวิดเลือก”การลงโทษที่มาจากพระหัตถ์พระเจ้า”..ดีกว่าที่จะตกไปอยู่ใน”น้ำมือมนุษย์” เพราะอะไร..

เปิดไปดูฮีบรู 12:7-11 ดาวิดเลือกการลงโทษที่มาจากพระเจ้า เพราะเขารู้ว่า..การลงโทษที่มาจากพระเจ้าพระบิดา..จะเต็มไปด้วยความเมตตา เหมือนเวลาที่พ่อแม่ลงโทษเรา..ท่านก็ลงโทษด้วยความรักและอยากให้เราได้ดี ไม่ใช่จะฆ่าให้ตายเพราะจงเกลียดจงชังเราเหมือนศัตรู ดาวิดถึงเลือกเข้ามาพึ่งในพระกรุณาคุณของพระเจ้า ข้อที่11 บอกว่า..”เมื่อมีการตีสอนนั้นดูไม่เป็นที่ชื่นใจเลย..เป็นเรื่องเศร้าใจ” ก็แน่นอน เพราะเวลาถูกตีมันก็เจ็บ ไม่มีใครอยากเจ็บ..ไม่มีใครอยากถูกตี แต่”ภายหลังจะก่อให้เกิดความสุขสำราญ” เพราะการตีสอนของพระเจ้าจะดึงให้เราติดสนิทกับพระองค์..เสมอ แล้วเราก็จะจำเริญขึ้นและได้เข้าส่วนในวิสุทธิภาพของพระองค์ เพราะฉะนั้น ไม่มีเหตุผลอะไร..ที่เราจะวางใจมนุษย์มากกว่าพระเจ้าในทุกกรณี แต่ถึงจะรู้ว่าพระเจ้าทรงเมตตาแต่การพิพากษาก็ยังน่ากลัวอยู่ดี

ดู2ซมอ.24:15-16/17 ข้อนี้ บอกว่า พระเจ้าจึงบันดาลให้เกิดโรคระบาดขึ้นสามวันในอิสราเอลตั้งแต่ดานถึงเบเออร์เชบา หมายความว่าระบาดไปทั้งประเทศ พอครบกำหนดสามวันปรากฎว่ามีคนตายไปเจ็ดหมื่น เห็นมั๊ยว่า..ทันทีที่ดาวิดอยากรู้เพาเวอร์ของตัวเอง ตัวเลขกำลังพลของเขาลดไปทันที70000คน แล้วมันจะเป็นอย่างงี้เสมอในชีวิตของเราด้วย เพราะ ถ้าเราคอยจะนับอะไรบางอย่างที่เรามี..นั่นหมายถึงเราเริ่มยึดติดกับมัน จนอาจจะเอามันเป็นรูปเคารพโดยไม่รู้ตัว พระเจ้าก็จะทำให้เรามีน้อยลงหรือไม่ก็เอามันออกไปเลย.. (555..ที่หัวเราะเพราะน้าตุ๊กเคยโดนมาแล้ว) ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นวัตถุสิ่งของ เงินทอง ชื่อเสียง เกียรติยศ หรือแม้แต่ที่เป็นบุคคล เพื่ออะไร..ก็เพื่อเราจะได้กลับมาติดพระเจ้าไม่ใช่ติดกับมนุษย์หรือสิ่งของบนโลกนี้ ข้อที่16 บอกว่า เมื่อทูตสวรรค์กำลังเหยียดมือออกจะทำลายกรุงเยรูซาเล็ม พระเจ้าก็ทรงกลับพระทัยไม่ลงโทษเมืองนั้น..ทรงสั่งให้ทูตนั้นยับยั้งมือของเขา ทูตนั้นก็หยุดการทำลายล้างทันที ส่วนดาวิดก็เห็นเหมือนกัน เขาขอให้พระเจ้ายับยั้งการทำลายประชาชน แล้วให้เทพระพิโรธกับการลงโทษมาที่ตัวเขากับพงศ์พันธ์ของเขาแทน แต่พระเจ้าทรงมีแผนและทางเลือกที่ดีกว่าให้ดาวิด..เสมอ ย้ำ!! เสมอ..

ดู2ซมอ.24:18-20 ผู้เผยพระวจนะกาดมาหาดาวิดอีกครั้ง ครั้งนี้เขาบอกให้ดาวิดขึ้นไปสร้างแท่นบูชาถวายแด่พระเจ้าบนลานนวดข้าวของอาราวนาห์..คนเยบุส เพื่อเป็นการลบบาปผิดที่เขาทำ ดาวิดก็ทำตามทันที อาราวนาห์เป็นคนต่างชาติที่ค่อนข้างจะโชคดี เพราะยังได้อาศัยอยู่ใกล้ๆเขตเยรูซาเล็ม..แถมมีที่ดินเป็นของตัวเอง ในขณะที่ดาวิดกำลังเดินขึ้นไป อาราวนาห์ก็มองลงมาเห็นดาวิดกับพวกมหาดเล็กตรงเข้ามา..แต่ไม่ใช่แค่นั้น เพราะใน 1พศด.บันทึกว่าอาราวนาห์เห็นทูตสวรรค์มากับดาวิดด้วย คงให้ความรู้สึกสยองเหมือนกับที่เราเคยได้ยินคนที่ไม่เชื่อพระเจ้าชอบเล่ากัน..ว่ามีบางคนเห็นวิญญาณตามคนนั้นคนนี้มา..อารมณ์ประมาณนั้น อาราวนาห์ก็เลยกลัวจนตัวสั่น

ดู2ซมอ.24:21-22/23-24 พอดาวิดไปถึงอาราวนาห์ก็ถามว่า ทำไมพระราชาถึงต้องลำบากลำบนมาหาเขา ดาวิดบอกว่า..เขาจะมาขอซื้อที่ดินของอาราวนาห์ เพื่อสร้างแท่นบูชาถวายพระเจ้า ภัยพิบัติจากโรคระบาดในอิสราเอลจะได้ยุติลง พออาราวนาห์ได้ยินอย่างงั้น ก็เสนอจะยกที่ดินให้ดาวิดฟรีเลย..ไม่คิดตั้งส์ แถมวัวกับเครื่องไม้เครื่องมือให้ด้วย ดาวิดจะได้สามารถสร้างแท่นบูชาถวายพระเจ้าได้อย่างสะดวกสบาย แต่ดาวิดรับไม่ได้..เขาพูดกับอาราวนาห์ว่า..”เราจะถวายเครื่องเผาบูชาแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราโดยที่เราไม่เสียค่าอะไรเลย..ไม่ได้” และคริสเตียนก็เช่นกัน..ที่จะถวายบูชา..ถวายการสรรเสริญพระเจ้าโดยไม่เสียอะไรเลย..ไม่ได้เช่นกัน เราต้องถวายการสรรเสริญพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณและความจริง เครื่องบูชาที่พระเจ้าทรงพอพระทัยที่สุดก็คือ ชีวิตของเรา..พระเจ้าต้องการให้เรามอบถวายแด่พระองค์ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ คือการดำเนินชีวิตที่สะอาดบริสุทธิ์และหัวใจที่ยอมจำนนต่อพระเจ้า เด็กๆนมัสการพระเจ้าด้วยท่าทีอย่างไร..อยู่ในห้องประชุมก็ยังคุยกัน..ไม่ก็กดบีบีรึเปล่า นั่งทื่อเป็นเรือเกลือหรือไม่ก็เหม่อคิดถึงอย่างใช่ม๊ย คิดถึงแฟน..คิดถึงแต่ห้างสรรพสินค้าในเวลานมัสการใช่หรือไม่ ถ้าใช่..จงกลับใจใหม่ขอพระเจ้ายกโทษ แล้วต่อไปก็จงพกหัวใจของเราเข้าห้องประชุมไปด้วย มอบหัวใจที่จดจ่อและยอมจำนนต่อพระเจ้าในเวลานมัสการ..เป็นเครื่องบูชาถวายแด่พระองค์..แค่นี้ทำได้มั๊ย น้าตุ๊กคิดว่าคงไม่ยากเกินไปสำหรับทุกคน การถวายบูชาที่ไม่ได้สละอะไรเลย..จะมีความหมายไปไม่ได้ ดาวิดถึงไม่ยอมรับข้อเสนอของอาราวนาห์ เขาจ่ายค่าที่ให้อาราวนาห์เต็มราคา พอสร้างแท่นบูชาเสร็จแล้ว พระเจ้าก็ทรงฟังคำอธิฐานของดาวิดกับประชาชน โรคระบาดในอิสราเอลก็เป็นอันยุติลง

เป็นอันจบบทเรียนหนังสือซามูเอลอย่างสมบูรณ์ทั้งสองฉบับ น้าตุ๊กขอโน้มนำให้เด็กๆประเมินตัวเอง..ว่าเราได้อะไรบ้างจากการเรียนพระธรรมเรื่องนี้ ขอพระเจ้าทรงเมตตา..ขอพระองค์ทรงประทานความเชื่ออันเต็มขนาดให้เด็กทุกคน ขอพระองค์ทรงอวยพรให้เด็กๆทุกคนตลอดจนทุกท่านที่มีโอกาสได้ติดตามบล็อคทีนคลาสของเราให้จำเริญขึ้นเหมือนดินดีที่จะเกิดผลขึ้นมากน้อยตามน้ำพระทัยของพระองค์ ขอพระคุณความรักและพระสิริของพระเยซูคริสต์ปกคลุมอยู่เหนือธรรมิกชนของพระองค์ พระเจ้าอวยพรค่ะ

วันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

หนังสือ 2ซามูเอล ครั้งที่15 อาทิตย์ที่ 27:2:201

คราวที่แล้วเราจบลงที่”บทเพลงของดาวิด เกี่ยวกับการช่วยกู้” ดาวิดถ่ายทอดโดยพระวิญญาณพระเจ้า ให้เรารู้ว่า..พระเจ้าทรงกระทำให้เขาชนะศัตรู ผู้ที่ปฎิเสธและเหยียดมืออกต่อต้านดาวิด..กษัตริย์ที่พระเจ้าทรงเจิมไว้ จะต้องถูกทำลายจนหมดสิ้น..และเกี่ยวกับการช่วยกู้นี้ หนังสือโรมจะทำให้เราเห็นภาพชัดเจนขึ้น

โรม 8:31-33 “ถ้าพระเจ้าอยู่ฝ่ายเรา ใครจะขวางเรา..” ถ้าเราวางใจในพระเยซูคริสต์ ก็ไม่มีอะไรที่เราจะต้องกลัวอีกต่อไป...ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ในความคิดของเรา “..ใครจะฟ้องคนเหล่านั้นที่พระเจ้าได้ทรงเลือกไว้ พระเจ้าทรงโปรดให้พ้นโทษแล้ว” ..เราจึงไม่ต้องกลัวการพิพากษา จะไม่มีใครสามารถปรับโทษเราได้อีกแม้แต่นิดเดียว เพราะพระเจ้าทรงโปรดให้พ้นโทษแล้ว...พระเยซูชดใช้แทนเราไปแล้วทั้งหมด..ทั้งความบาปในอดีต ปัจจุบัน หรือแม้แต่ในอนาคตก็ตาม แต่ฟังอย่างงี้แล้ว..อย่าย่ามใจ เออ..งั้นเราทำอะไรก็ได้สิ..ไม่ได้นะคะ เพราะ วิญญาณเราจะรอดก็จริง แต่ดูดาวิดเป็นตัวอย่าง..จำให้แม่น..ว่าเขาต้องทนทุกข์ทรมานเพราะความบาปของตัวเองขนาดไหน

โรม 8:35-36 “..ใครจะให้เราขาดจากความรักของพระคริสต์ได้เล่า ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ยากลำบาก การกันดารอาหาร หรือโพยภัยทั้งปวง..” เพราะเมื่อเรามีพระคริสต์ เราก็ไม่ต้องกลัวสถานการณ์ต่างๆที่เข้ามาในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติ..อุบัติเหตุหรืออุบัติภัยอะไรก็ตาม เพราะพระเจ้าอยู่กับเรา ถ้าอะไรจะเกิดขึ้น..พระองค์ก็ทรงควบคุมอยู่ แม้แต่ความตายฝ่ายร่างกายก็ไม่สามารถทำให้เราขาดจากความรักของพระคริสต์ได้ ดังนั้น ความตายก็จะไม่น่ากลัวอีกต่อไป เพราะถึงยังไงวิญญาณเราก็จะรอดแล้วก็รอดนิรันดร์กาล

...นอกจากนี้ เรายังไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีกินหรือขาดแคลนสิ่งที่จำเป็น (จำเป็นในสายพระเนตรพระเจ้า..ไม่ใช่สายพระเนตรของเรา) พระเจ้าทรงสัญญาไว้แล้ว..ว่าจะจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นให้กับเรา (สิ่งที่จำเป็นเท่านั้นนะ แล้วจำเป็นของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน)

โรม 8:37-39 “เพราะข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า แม้ความตายหรือชีวิต หรือบรรดาทูตสวรรค์ หรือเทพเจ้า หรือสิ่งซึ่งมีอยู่ในปัจจุบันนี้ หรือสิ่งซึ่งจะมีในภายภาคหน้า หรือฤทธิ์เดชทั้งหลาย หรือซึ่งสูง หรือซึ่งลึก หรือสิ่งใดอื่นที่ทรงสร้างแล้วนั้น..จะไม่สามารถกระทำให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระเจ้า ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้” เอเมน

พระเจ้าตั้งใจที่จะบอกเราว่า ถ้าเราเป็นของพระองค์แล้ว จะไม่มีอะไรสามารถทำให้เราถูกตัดขาดจากพระองค์ได้ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นรูปธรรม..นามธรรม เกิดขึ้นแล้วหรือยังไม่เกิด เคยเห็นหรือไม่เคย ฟังดูแล้วอุ่นใจได้จริงๆ ขอให้เรามั่นคงในความเชื่อ วางใจในความรอดที่พระเจ้ามอบให้เรา แสวงหา..และติดตามพระเจ้าให้ตลอดรอดฝั่ง เพราะนี่คือ สิ่งที่มั่นใจได้และมีค่าที่สุดแล้วในชีวิตของเรา

บทที่ 23 วาระสุดท้ายของดาวิด

ดู 2ซมอ.23:1-3 เพลงสดุดีในบทนี้เป็นวาระสุดท้ายของดาวิด คงไม่ได้หมายความว่า..ดาวิดเขียนเสร็จปุ๊บ..ตายปั๊บ แต่น่าจะหมายถึง เป็นบทสุดท้ายของคำประพันธ์ประเภทเพลงสดุดีที่ดาวิดเขียนไว้ ดาวิดเริ่มต้นด้วยการออกตัวว่า..ถ้อยคำที่กำลังจะพูดนี้เขาไม่ได้พูดเอง แต่ถ่ายทอดมาจากพระเจ้า..ได้รับการดลใจจากพระเจ้า ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับพระคำภีร์ข้ออื่นๆ เพราะพระคำภีร์ทุกบททุกตอนก็ได้รับการดลใจจากพระเจ้าเหมือนกัน ดาวิดเกริ่นไว้เพราะเขาต้องการถวายเกียรติแด่พระวิญญาณบริสุทธิ์ ข้อที่3 บอกว่า “..เมื่อผู้หนึ่งปกครองมนุษย์โดยชอบธรรม คือ ปกครองด้วยความยำเกรงพระเจ้า..” ความหมายที่พระเจ้าสื่อกับเราในข้อนี้คือ กษัตริย์ของพระเจ้าต้องปกครองผู้อื่นภายใต้กฎเกณฑ์ของพระองค์..ยำเกรงพระองค์ ไม่เหมือนกษัตริย์ของคนต่างชาติ..ที่มักจะเอาตัวเองเป็นใหญ่ทำอะไรตามอำเภอใจ แต่กษัตริย์ของพระเจ้าทำอย่างงั้นไม่ได้ ทั้งประชาชนและรวมถึงกษัตริย์ต้องอยู่ภายใต้กฎบัญญัติของพระเจ้าทุกคน..ไม่มีใครได้รับการยกเว้น

ดู หนังสือ ยอห์น5:30 นี่คือ คำพูดของพระเยซูคริสต์..กษัตริย์แท้จริงที่พระเจ้าทรงเจิมไว้ ขนาดพระองค์ยังทรงพูดว่า”เราจะทำอะไรตามอำเภอใจไม่ได้ เพราะเรามิได้มุ่งทำตามใจตนเอง แต่ตามพระประสงค์ของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา..คือพระเจ้าหรือพระบิดา

เพราะฉะนั้น น้าตุ๊กขอยืนยัน..ว่าสารพัดปัญหาแบบที่”อับซาโลม”กับ”เชบา”ทำ การทะเลาะเบาะแว้ง การประท้วงต่อต้าน การปฏิวัติหรือสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เราเห็นกันมากขึ้นในข่าวทุกวันนี้ ทั้งในประเทศไทย หรือแม้แต่ที่อียิปต์มาจนถึงตะวันออกกลาง..มันก็มาจากรากปัญหาเดียวเดิมๆ คือ “ทุกคนต่างกระทำตามที่ตนเองเห็นชอบ ไม่ยำเกรงพระเจ้า ไม่มีกฎบัญญัติของพระองค์เป็นบรรทัดฐาน” ความวุ่นวายมันก็เลยเกิดขึ้น ถ้าทุกคนเชื่อพระเจ้า..ปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นแน่นอน เพราะผู้นำหรือแม้แต่กษัตริย์ก็จะปกครองประชาชนหรือสมาชิกด้วยความชอบธรรม..ถูกต้องตามพระบัญชาของพระเจ้า ส่วนประชนหรือสมาชิกก็จะเชื่อฟังผู้นำเพราะทุกคนจะเชื่อว่าผู้นำหรือกษัตริย์นั้นมาจากพระเจ้า ถ้าพระเจ้าไม่อนุญาติ..เขาเป็นกษัตริย์ของคุณไม่ได้หรอก ถ้าพระเจ้าไม่อนุญาต..เขาก็เป็นพ่อแม่คุณไม่ได้เช่นกัน และถ้าพระเจ้าไม่อนุญาต..เขาจะเป็นผู้นำหรือเจ้านายของคุณก็ไม่ได้ทั้งนั้น แต่ถ้าเขาได้เป็น...นั่นคือพระเจ้าอนุญาต แล้วถ้าคุณเห็นว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง หรือไม่ถูกใจ วิธีเดียวที่คนเชื่อพระเจ้าจะทำก็คือ อธิฐาน..แต่ปกติวิสัยของมนุษย์ที่ติดมาจากอาดาม..เอวา ก็คือ "ต้องการเป็นผู้ควบคุม" มนุษย์เลยชอบที่จะลุกขึ้นจัดการทุกอย่างให้ได้ดั่งใจตัวเอง หลายครั้งเลยคิดประมาทว่า..มัวแต่อธิฐานแล้วเมื่อไหร่จะเกิดผล น้าตุ๊ก จะบอกให้ว่า พระเจ้าทรงได้ยินทุกคำอธิฐานของทุกคน และทรงบันดาลให้เกิดผลเสมอ..แต่ตามน้ำพระทัยของพระเจ้า..ไม่ใช่ตามใจเรา และสารพัดที่ทรงบันดาลให้เกิดขึ้น ก็เพื่อจะเป็นผลดีต่อพวกเราที่รักพระเจ้า..เสมอ ดังนั้น มุมมองและทัศนคติที่ถูกต้องต่อสารพัดเหตุการณ์ ต้องเริ่มต้นที่คริสเตียนก่อน อย่าคิดจะเปลี่ยนโลกด้วยการพยายามไปเปลี่ยนคนอื่น เพราะที่ถูกต้องคือเราต้องเปลี่ยนตัวเองก่อน นี่คือหน้าที่ที่แท้จริงของคริสเตียน...

กลับมาที่ดู2ซมอ.23:4-5 พระเจ้าจึงทรงตรัสผ่านดาวิดว่า..”ถ้ากษัตริย์ปกครองประชาชนด้วยความยำเกรงพระเจ้า เขาจะทอแสงเหมือนแสงอาทิตย์ยามเช้าและกระทำให้อาณาจักรจำเริญขึ้นเหมือนฝนที่ทำให้หญ้างอกงาม ข้อที่5 ดาวิดบอกว่า “..พงศ์พันธุ์ของข้าพเจ้าตั้งมั่นอยู่กับพระเจ้ามิใช่หรือ..” บางฉบับเขียนว่า “พงศ์พันธุ์ของข้าพเจ้าไม่ได้ตั้งมั่นอยู่กับพระองค์หรือ เพราะพระองค์ทรงทำสัญญาเนืองนิตย์ไว้กับข้าพเจ้า..” คือ ข้อนี้ ดาวิดพูดอย่างถ่อมใจ..ไม่ว่าตัวเขาหรือพงศ์พันธุ์ของเขาจะทำได้ดีแค่ไหน..สมควรได้รับพระพรหรือไม่ พระเจ้าก็ยังสัญญาว่าจะประทานให้อยู่ดี ท้ายข้อที่5 บอกต่อไปว่า “..อันเป็นระเบียบทุกอย่างและมั่นคง เพราะพระองค์จะไม่ทรงให้ความอุปถัมป์ของข้าพเจ้าสัมฤทธิ์ผลหรือ” ณ.จุดนั้น เราไม่รู้หรอกว่าดาวิดเห็นภาพพระเมสสิยาห์หรือพระเยซูคริสต์ชัดเจนแค่ไหน แต่เขาพูดเหมือนมั่นใจมาก.. “ว่าวงศ์วานของเขา (ซึ่งจริงๆแล้วหมายถึงพระคริสต์) จะปกครองด้วยความชอบธรรมตลอดไป ไม่ใช่เพราะความดีของดาวิด แต่ด้วยพระคุณพระเจ้าที่ทรงสัญญาไว้

ดู2ซมอ.23:6-7 “..แต่คนอธรรมเป็นเหมือนหนามที่ต้องถูกผลักไสไป..” ความรอดที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้พวกเราโดยทางพระเยซูคริสต์นั้น..เพื่อมนุษย์ทุกคนก็จริง แต่ใช่ว่าทุกคนที่ได้ยินแล้ว..จะรับเอาไว้..บางคนก็ปฏิเสธพระเยซู และคนที่ปฏิเสธกษัตริย์ของพระเจ้านี่แหละ คือ พงหนามที่ต้องถูกผลักไสไป ข้อที่7 บอกว่า..”แล้วการจะผลักไสคนอธรรมที่เหมือนต้นหนามไปนั้น ต้องระวังให้ดีด้วย จะเอามือหยิบก็ไม่ได้..เดี๋ยวมันจะตำมือเอา ต้องใช้อาวุธที่ทำด้วยเหล็ก..สับมันแล้วโยนเข้ากองไฟเผาทิ้งไป” น้าตุ๊กฟังข้อนี้แล้ว เข้าใจว่า บรรดาคนอธรรมที่ไม่เชื่อพระเยซูคริสต์ ก็คงมีพิษสงไม่น้อยเหมือนกัน..เพราะพระเจ้าก็ทรงอนุญาตให้เป็นตามพระประสงค์ของพระองค์ ดังนั้น ภาพที่น้าตุ๊กเห็นตอนอ่านพระธรรมข้อนี้ คือ ถ้าเราต้องอยู่ร่วมโลกกับคนพวกนี้ เราคงต้องมียุทธภัณฑ์ทั้งชุด..ของพระเจ้าเป็นเกราะป้องกันจิตวิญญาณ เพื่อ..ไม่ให้เราคล้อยตามหรือตอบโต้เขาแบบผิดๆ (ส่วนเรื่องยุทธภัณฑ์ทั้งชุด น้าตุ๊กเคยสอนไปแล้ว ถ้าใครพลาด..หรือจำไม่ได้ ก็สามารถอ่านย้อนหลังได้ในเวปต์ทีนคลาสของเรานะคะ)ส่วนจุดจบหรือปลายทางของคนเหล่านี้ที่พระเจ้าบอกไว้ ก็คือ นรกสถานเดียว

บทต่อไปคือเรื่องเกี่ยวกับ ”วีรบุรุษของดาวิด”

ดู2ซมอ.23:8-10 ในสมัยของดาวิดมีผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษ 3 คนๆแรกคือ “โยเชบบัสเชเบธ”แห่งตระกูลทัคโมนี พระคำภีร์บอกว่า เขาฆ่าศัตรู800คนในครั้งเดียว แต่ที่บันทึกไว้ในพงศาวดารคือ300คน..แต่จะเท่าไหร่ก็ไม่ต่างกัน เพราะคนที่สามารถฆ่าศัตรูได้ทีเดียวหลายร้อยคนเนี่ย..ยังไงก็เก่งอยู่ดี ข้อที่9 บอกว่า วีรบุรุษคนที่รองจากโยเชบบัสเชเบธ คือ “เอเลอาซาร์” บุตรโดโด ข้อนี้บอกว่าเอเลอาซาร์เคยร่วมรบกับดาวิด..เมื่อครั้งนึงที่พวกฟิลิสเตียยกทัพมา ตอนนั้นดูคล้ายๆว่าอิสราเอลจะเป็นรอง ทหารคนอื่นก็หนีเอาตัวรอด แต่เอเอลอาซาร์อยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กับดาวิด..สู้จนยิบตา พระคำภีร์บอกว่า เอเลอาซาร์ฆ่าพวกฟิลิสเตียจนเหน็บกิน..มือเลยแข็งติดดาบ (ส่วนพวกเราก็เหน็บกินเหมือนกัน..เพราะไร ก็จับเมาท์เล่นเกมส์ไง) ข้อที่10 บอกว่า สุดท้ายในวันนั้นพระเจ้าก็ทรงทำให้เอเลอาซาร์ชนะพวกฟิลิสเตีย บรรดาทหารที่หนีไปก็กลับมาเคลียร์พื้นที่..

ดู2ซมอ.23:11 วีรบุรุษคนสุดท้ายในสามคนที่กล่าวถึงในข้อนี้คือ “ชัมมาห์” บุตรอาเก วีรกรรมของเขาเกิดขึ้นตอนที่อิสราเอลรบกับฟิลิสเตีย..อีกเหมือนเดิม ครั้งนั้นฟิลิสเตียตั้งใจจะมายึดที่ดินที่อิสราเอลปลูกถั่วแดงไว้ คือจะมาปล้นเอาผลผลิตที่กำลังงอกงาม..ว่างั้น คนอื่นๆก็หนีพวกฟิลิสเตียไปหมดแล้ว แต่ชัมมาห์ยืนหยัดต่อสู้จนในที่สุดพระเจ้าก็เห็นหัวใจที่มีความเชื่อ และกล้าหาญของชัมมาห์ พระองค์ก็ทรงโปรดประทานชัยชนะให้

สำหรับเรื่องนี้ เราต้องพยายามเข้าใจและมองให้เห็นภาพฝ่ายวิญญาณ เพราะทุกวันนี้พวกเราไม่ได้ไปรบกับใคร แล้วเนื้อหาในพระคำภีร์จะยังมีความหมายสำหรับเรามั๊ย..มีแน่นอน เพลงนมัสการที่เราร้องกันก็ยังคงเนื้อหาแบบดั้งเดิมที่พระคำภีร์บันทึกไว้ ”...โปรดทรงสัมผัสและแตะต้องเรา เพื่อให้เข้มแข็งในฤทธา เพื่อเอาชนะความอ่อนแอของเรา จะได้ยืนหยัดในสงคราม..” เพราะแท้จริงแล้วถึงเราจะไม่ได้รบฝ่ายเนื้อหนัง แต่สงครามฝ่ายวิญญาณมันเกิดขึ้นกับเราทุกวัน ทุกครั้งที่เราต้องเลือกหรือตัดสินใจทำอะไรก็ตาม..การสู้รบระหว่างเนื้อหนังกับวิญญาณมันเกิดขึ้นตลอด เวลาที่เรามีปัญหา..เวลาที่ถูกล่อลวง หรืออยู่ในสถานการณ์คับขัน เราเลือกทำอะไร..เรายังเชื่อมั๊ยว่าพระเจ้าอยู่ด้วย ถ้าเชื่อ..เราจะทำเหมือนดาวิดและวีรบุรุษพวกนี้ไง คือ ยืนหยัดสู้จนยิบตา แม้ว่า..ในสายตาที่มองเห็นมันเหมือนจะสู้ไม่ได้ อย่างถ้าต้องสอบแข่งขัน หรือสอบสัมภาษณ์เพื่อที่จะได้งาน แต่ดูแล้วเราเก่งสู้คนอื่นไม่ได้เลย..เส้นสายก็ไม่มี ทำไงดี..ก็จงทำเหมือนบุคคลในพระคำภีร์ คือ อธิฐาน..สู้จนยิบตา..ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด แล้วสุดท้ายพระเจ้าก็จะประทานชัยชนะให้ ทั้งที่ดูแล้วน่าจะแพ้ เพราะเราไม่เก่งแถมยังไม่มีเส้นอีกด้วย แต่เรามีพระเจ้า..อย่าลืม

ดู2ซมอ.23:13-15/16-17 เหตุการณ์ในพระธรรมข้อนี้ น่าจะเกิดขึ้นตอนที่ดาวิดซ่อนตัวอยู่ในถ้ำอดุลลัม..ยังไม่ได้เป็นกษัตริย์ของอิสราเอล ตอนนั้นดาวิดมีทหารเอกประมาณ30คน แล้วครั้งนึงพวกฟิลิสเตีย ก็ยกทัพมายึดเมืองเบธเลเฮม..บ้านเกิดของดาวิดไว้ ข้อที่15 ดาวิดบ่นขึ้นมาว่า..”ใครหนอจะเอาน้ำจากบ่อที่เบธเลเฮมมาให้เราดื่มได้”คือ ในถิ่นทุรกันดารที่ดาวิดซ่อนตัวอยู่คงจะขาดแคลนน้ำ ดาวิดก็เลยรู้สึกคิดถึงบ่อน้ำในหมู่บ้านเบธเลเฮม..ที่เคยดื่มกินมาตั้งแต่เด็ก พระคำภีร์บอกว่า“ดาวิดตรัสด้วยความอาลัย..” ตรัสด้วยความอาลัยก็หมายถึง บ่นว่าอยากดื่ม (..เหมือนพูดเปรยๆว่าอยากกินนั่น..อยากกินนี่) เพราะน้ำในบ่อที่เบธเลเฮมคงจะใสสะอาด..รสชาติดี ข้อที่16 บอกว่า พอดาวิดบ่นอย่างงั้น ทหารกล้าสามคนก็ไปเลย..เดินทางไปเบธเลเฮม..ฝ่าด่านของพวกฟิลิสเตียเข้าไปเอาน้ำจากบ่อนั้นกลับมา แต่พอพวกเขาเอาน้ำถวายให้ดาวิด..ดาวิดทำไง ดาวิดกลับเทน้ำลงดิน เพราะอะไร..ไม่ใช่ดาวิดไม่เห็นคุณค่านะ แต่เขาตกใจ..เพราะไม่ได้คิดจะให้ใครไปเสี่ยงตายเพื่อเขาขนาดนี้ แค่บ่นว่าอยากกิน..แต่ไม่ได้แปลว่าต้องได้ตามนั้น พอลูกน้องเอามาถวายดาวิดเลยกินไม่ลง..เพราะรู้สึกว่าลูกน้องทำเพื่อเขามากเกินไป ก็เลยเทน้ำลงดินถวายพระเจ้าไป..ไม่ดื่มทั้งที่กระหายสุดๆ

ดู2ซมอ.23:18-19 ข้อนี้ บอกว่า”อาบีชัย” เป็น1ในทหารเอก30คนที่อยู่กับดาวิดมาตั้งแต่ตอนที่ต้องหนีซาอูล..ยังไม่ได้เป็นกษัตริย์ อาบีชัยนับว่าเป็นคนนึงที่อยู่เคียงข้างดาวิดมาตลอด ทั้งตอนที่ต้องฝ่าวงล้อมทหารเข้าไปในค่ายของซาอูล..อาบีชัยก็อยากจะฆ่าซาอูลตั้งแต่ตอนนั้น แต่ดาวิดไม่อนุญาต ดาวิดสั่งให้เอาแค่หอกกับเหยือกน้ำของซาอูลติดมืออกมา นอกจากนี้ อาบีชัยยังเป็นผู้นำทหารตอนที่อิสราเอลต้องรบกับพวกซีเรียและอัมโมน มาจนถึงตอนที่ต้องไปจัดการกับอับซาโลม..อาบีชัยก็เป็นผู้นำกองกำลัง1ใน3ของดาวิด และล่าสุดดาวิดก็ยังเรียกใช้อาบีชัยให้ออกไปจัดการกับเชบา..ที่ตั้งท่าจะเป็นกบฎ อาบีชัยอาจจะมีข้อเสียอยู่บ้างเพราะเป็นคนใจร้อน แต่ถึงยังไงเขาก็ได้ชื่อว่าเป็นวีรบุรุษของอิสราเอลอยู่ดี และในจำนวนทหารเอก30คนนี้..อาบีชัยเป็นอันดับหนึ่ง ข้อที่19บอกว่า..แต่ยศของอาบีชัยไม่ใหญ่โตเท่าวีรบุรุษสามคนแรก

ดู2ซมอ.23:20-22 วีรบุรุษคนต่อไปที่ถูกกล่าวถึงในสมัยของดาวิด คือ “เบไนยาห์” ในตอนแรกพระคำภีร์บอกว่าเบไนยาห์ได้ฆ่าบุตรของชาวโมอับสองคน..ดูแล้วก็ไม่น่าสนใจเท่าไหร่ แต่ท้ายข้อที่20 บอกว่า เขาลงไปฆ่าสิงห์ที่ในบ่อในวันหิมะตก คือสิงห์มันคงพลัดตกลงไปในบ่อ..คนก็เลยตักน้ำขึ้นมากินไม่ได้ เบไนยาห์เลยอาสาลงไปฆ่าสิงห์แล้วเอาตัวมันขึ้นมา ฟังแล้วนึกถึง”แซมสัน” ติดใจตอนที่พ่อแม่เดินไปด้วยกันแต่ไม่รู้ว่าแซมสันฆ่าสิงโตตอนไหน คือ ต้องไวมากๆแล้วก็มีแรงมหาศาล..ถึงฆ่าสิงโตได้โดยที่คนเดินอยู่ข้างหน้าไม่ทันเห็น ข้อที่21 บอกว่า เบไนยาห์ยังฆ่าชาวอียิปต์คนนึงที่มีหอกเป็นอาวุธ..ในขณะที่เขามีไม้เท้าแค่อันเดียว และที่น่าทึ่งก็คือ (2ซมอ.8:18) เบไนยาห์เป็นลูกของปุโรหิตชาวเลวี เราคงนึกไม่ถึงว่าปุโรหิตเลวีจะบู๊ได้ขนาดนี้ เพราะถ้าพูดถึงเชื้อสายของปุโรหิตเราคงนึกถึงแต่คนที่ทำงานในวิหารหรือพลับพลา..แต่เบไนยาห์ไม่ใช่ เขามีฝีมือจนดาวิดแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าหน่วยองครักษ์รักษาพระองค์

ข้อที่24-39 ก็จะเป็นรายชื่อของบรรดาวีรบุรุษสงคราม อ่านดูแล้วก็จะคุ้นหูอยู่หลายคน แต่ที่สะดุดคือ..ข้อที่39 เพราะมีชื่อของอุรีอาห์ คนฮิตไทต์รวมอยู่ด้วย แสดงว่าอุรีอาห์ต้องเป็นนักรบที่มีชื่อเสียง คนอิสราเอลจะต้องรู้จักอุรีอาห์กันทั้งประเทศ..เหมือนเวลาเราพูดถึงนักการเมืองสมัยนี้ แต่ดาวิดก็ยังไปแย่งภรรยาเขามา แล้วยังกล้าฆ่าเขาตาย..(อดพูดไม่ได้จริงๆ)

อีกเรื่องที่น่าสังเกตุ ก็คือ วีรบุรุษหลายคนมากที่ถูกบันทึกไว้ในตอนนี้..เป็นคนต่างชาติ ความจริงในข้อนี้ทำให้เรารู้ว่า ”พระเจ้าทรงอนุญาตให้คนต่างชาติมีส่วนร่วมในแผนการของพระองค์เสมอ” พระเจ้าทรงทำการผ่านผู้คนมากมาย..ไม่ได้ผูกขาดไว้เฉพาะยิว..อิสราเอล..คนกลุ่มเดียว หรือคนๆเดียว นี่เป็นเรื่องเดียวกันกับคริสตจักรของเราในปัจจุบัน

ดู 1โครินธ์12:12-13/27-28 “กายนั้นเป็นกายเดียว ก็ยังมีอวัยวะหลายส่วน..” เหมือนพวกเราที่มีหน้าที่ต่างกัน แต่เมื่อรวมกันแล้วก็เป็นกายเดียวของพระคริสต์ บางคนเป็นมือ..บางคนเป็นเท้า..แต่จะเป็นอะไรทุกคนก็สำคัญเท่ากัน ไม่มีสำคัญมาก..สำคัญน้อย เหมือนอวัยวะของเรา..บางส่วนถึงจะดูไม่มีบทบาทอะไร แต่เราก็ไม่อยากเสียมันไปใช่มั๊ย มีใครมะ..อยู่ดีๆไปตัดไส้ติ่งทิ้ง..เกะกะ หรือตัดนิ้วก้อยออกไป..รำคาญ เพราะมันไม่ค่อยได้ใช้งานเท่าไหร่..ไม่มีหรอก มีแต่จะรักษาไว้จนถึงที่สุด พระเจ้าก็ทรงมองพวกเรา..ซึ่งเป็นคริสตจักรของพระองค์อย่างงี้เหมือนกัน ข้อที่28 ถึงบอกว่า..”พระเจ้าได้ทรงตั้งบางคนไว้เป็นผู้นำคริสตจักร บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นครู บางคนเป็นสมาชิกธรรมดา แต่จะเป็นอะไร..ทุกคนก็สำคัญเท่ากันหมด ไม่ต้องไปอยากทำเรื่องที่มันไม่ใช่หน้าที่ของเรา เราทุกคนไม่จำเป็นต้องอยู่หน้าฉาก..ถ้าพระเจ้าให้เราอยู่เบื้องหลังก็อยู่เบื้องหลังไป..ทำหน้าที่ของเราให้ดี ข้อที่31 บอกว่า..”แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาของประทานอันยิ่งใหญ่กว่านั้น..” ของประทานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ความรอด แล้วเราทุกคนที่เชื่อพระเยซูคริสต์ก็ได้รับกันมาทั่วหน้าแล้ว ส่วนการเป็นผู้เผยพระวจนะ การเป็นผู้นำคริสตจักร การเป็นครู..เป็นผู้ประกาศ มันก็แค่ของประทานเล็กๆน้อยๆ เพราะฉะนั้น ไม่จำเป็นต้องไปแสวงหามัน..พระเจ้าให้แค่ไหนก็แค่นั้น ไม่ต้องไปอยากได้หรืออยากเป็นเหมือนคนอื่น..เป็นตัวเองดีที่สุด

วันนี้หมดเวลาแล้วค่ะ ขอแสดงความยินดีกับพี่น้องที่ได้รับบัพติศมาในวันนี้นะคะ สองท่านเป็นเพื่อนที่สนิทกับน้าตุ๊กมานานเกือบสิบปี แล้วในที่สุดวันนี้..เขาก็ได้รับความรักของพระเจ้า..กลับใจใหม่เลือกที่จะเดินตามพระองค์อย่างอัศจรรย์ น้าตุ๊กขอยืนยันว่าพระเจ้ายิ่งใหญ่จริงๆ เพราะน้าตุ๊กได้เห็นชีวิต..การเปลี่ยนแปลง และการจำเริญขึ้นในความเชื่อของทั้งสองท่านมาโดยตลอด ขอพระเจ้าประทานความเชื่ออันเต็มขนาดให้ทุกท่าน..น้าตุ๊กขอหนุนใจให้เราทุกคนมั่นคงในความเชื่อ ติดตามพระเจ้าไปจนตลอดลอดฝั่ง แล้วเราจะได้เห็นพระสง่าราศี ความงดงามโอ่อ่าตระการตาของพระองค์ ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ

วันจันทร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

หนังสือ 2ซามูเอล ครั้งที่14 อาทิตย์20:2:2011

ดู2ซมอ.20:3 พอกลับถึงวังสิ่งแรกที่ดาวิดทำ ก็คือ ไปจัดการเรื่องนางสนมทั้งสิบคนที่เขาทิ้งไว้ที่วัง ดาวิดพาสนมพวกนี้ไปอยู่รวมกันที่บ้านหลังนึงและเลี้ยงดูอย่างดี แต่เขาไม่หลับนอนกับสนมทั้งสิบคนนี้แล้วเพราะอับซาโลมได้เข้าหาสนมพวกนี้อย่างเปิดเผย เรื่องนี้คงทำให้ดาวิดคาใจมาก กลับมาถึงก็เลยรีบจัดการเป็นเรื่องแรก พระคำภีร์บอกว่า..สนมเหล่านั้นก็ถูกกักให้อยู่เป็นม่ายไปจนวันตาย เพราะถึงจะไม่ยุ่งด้วยแต่จะปล่อยให้ไปเป็นของคนอื่นก็คงไม่ได้..ยังไงก็ได้ชื่อว่าเป็นสนมของพระราชา

ดู2ซมอ.20:4-6 หลังจากจัดการเรื่องนางสนมเรียบร้อยแล้ว.. มาถึงข้อนี้ เรื่องต่อไปที่ดาวิดต้องทำก็คือ จัดการกับพวกกบฎที่กำลังก่อตัวขึ้น เขาสั่งอามาสาซึ่งเป็นผู้นำทัพคนใหม่ให้ไปรวมกำลังของคนยูดาห์ เพื่อไปตามล่าเชบา แต่ดูเหมือน”อามาสา”จะจัดการได้ไม่ดี..พระคำภีร์บอกว่าเขาทำงานช้ามาก..จนดาวิดร้อนใจ ต้องสั่งให้อาบีชัยนำกำลังเสริมออกไป ครั้งนี้ดาวิดใช้อาบีชัยไม่เรียกใช้โยอาบ อาจเป็นเพราะเขาสั่งปลดโยอาบเองแล้วตั้งอามาสาขึ้นมาแทน ถ้าต้องกลับไปเรียกใช้ก็จะเสียหน้า..นิดนึง แต่ยังไงเรื่องนี้ก็รอช้าไม่ได้..เลยต้องใช้อาบีชัยออกไป

ดู2ซมอ.20:8-10 ถึงดาวิดจะไม่เรียกใช้..แต่โยอาบก็ยังตามกองทหารของอาบีชัยไปด้วย แล้วไปเจอกับอามาสาที่กิเบโอน พอเผชิญหน้ากันโยอาบก็ทักทายอย่างอบอุ่น..”พี่ชายเอ๋ย สบายดีหรือ” เสร็จแล้วก็ใช้มือขวารวบเคราของอามาสา ทำท่าจะจุบ..ซึ่งมันเป็นธรรมเนียมการทักทายตามปกติของคนอิสราเอล เมื่ออามาสาไม่ทันระวังตัว..เขาก็ถูกโยอาบเอาดาบแทงเข้าไปที่ท้องคงจะคว้านด้วย เพราะพระคำภีร์บอกว่าไส้ทะลักไปกองอยู่กับพื้น ตายสนิททันที..โดยไม่ต้องแทงซ้ำ เสร็จแล้วโยอาบก็ตามไปสมทบกับอาบีชัย..หน้าตาเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น (เราเลยไม่รู้ว่าจริงๆแล้วเขาตั้งใจไปตามใครกันแน่ แต่ตามรูปการน่าจะตั้งใจไปหาอามาสาก่อน ส่วนเรื่องของเชบาก็ว่ากันอีกที..ประมาณนี้)

ดู2ซมอ.20:11-13 หลังจากที่อามาสาถูกฆ่า ทหารคนนึงของโยอาบก็เข้ามาเคลียร์สถานการณ์ ด้วยการประกาศให้ทุกคนตัดสินใจว่า..”ผู้ใดเห็นชอบฝ่ายโยอาบและผู้ใดอยู่ฝ่ายดาวิด..ก็ให้ตามโยอาบไป” แต่ดูเหมือนประชาชนจะมัวแต่มุงดูศพของอามาสา เพราะร่างเขายังนอนจมกองเลือดอยู่บนทางหลวง คือ ยังกองอยู่กลางถนน ทหารคนนี้ก็เลยเอาศพของอามาสาไปทิ้งในทุ่งนาแล้วก็เอาผ้าปิดไว้ พวกทหารถึงได้ยอมกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง.. (ก็คงจะเหมือนเวลาที่มีอุบัติเหตุบนท้องถนน ที่รถก็จะติด..บางทีชนฝั่งนี้..ฝั่งนู้นก็ติดด้วย เพราะคันอื่นมัวแต่ชะลอดู รถเลยติดยาว)

แล้วในที่สุดโยอาบก็พาพวกทหารตามเชบาไปถึงตำบลอาเบล เชบาซ่อนอยู่ที่เชิงเทินริมกำแพง โยอาบก็เลยทำท่าจะทลายกำแพงเข้าไป น้าตุ๊กว่า..นี่คือบุคลิกของพวกขุนศึกในสมัยนั้น ไม่ใช่แค่เก่งหรือมีฝีมืออย่างเดียว..แต่จะกล้าแล้วก็กัดไม่ปล่อยด้วย

ดู2ซมอ.20:16-19 ในขณะที่โยอาบล้อมเมืองไว้..ตั้งท่าจะทลายกำแพงเข้าไป..เพื่อหาตัวเชบา คนที่อยู่ในเมืองก็เริ่มกังวล..ว่าถ้าโยอาบทำลายกำแพงเมืองเข้ามา..ความเสียหายมากมายจะต้องเกิดขึ้น แล้วก็อาจจะมีการนองเลือดกัน ข้อนี้ บอกว่ามีหญิงคนนึงที่มีสติปัญญามาก เริ่มยื่นมือเข้ามาเพื่อแก้ไขสถานการณ์ ด้วยการตะโกนเรียกโยอาบ ผู้หญิงคนนี้พูดกับโยอาบว่าเมืองของเธอนั้นเป็นเมืองที่ได้ชื่อว่า”เป็นผู้ให้คำปรึกษาแห่งอาเบล” พูดง่ายๆว่าเป็นเมืองที่ไม่นิยมการใช้กำลัง..แต่จะแก้ปัญหาด้วยสติปัญญามากกว่า แล้วเธอเองก็เป็นคนที่รักความสงบ..รักชาติบ้านเมือง ที่สำคัญชาวเมืองอาเบลก็ไม่ได้ทำผิดอะไร แล้วทำไมโยอาบถึงอยากจะทำลายเมืองนี้ให้พินาศไป

ดู2ซมอ.20:20-21 พอได้ยินอย่างงั้น โยอาบก็ปฏิเสธว่า..เขาไม่เคยคิดอย่างงั้นเลย เขาไม่ได้ตั้งใจที่จะทำลายเมืองหรือผู้คนในเมืองที่ไม่เกี่ยวข้อง แต่ที่ต้องล้อมเมืองไว้ก็เพราะเขากำลังตามหาคนๆนึงที่เป็นกบฎ..ต่อต้านก.ดาวิด ถ้ายอมส่งตัวเชบาออกมา..โยอาบก็จะถอยทัพกลับไปโดยที่จะไม่สร้างความเสียหายให้กับเมืองนี้เลย ผู้หญิงคนนี้เลยรับปากว่าจะจัดการให้..เดี๋ยวเขาจะโยนหัวของเชบาข้ามกำแพงมาให้โยอาบเลย เสร็จแล้วก็ทำได้จริงๆด้วย เพราะข้อที่22 บอกว่า พอหญิงคนนี้ไปปรึกษากับพวกชาวบ้าน พวกเขาก็จัดการฆ่าเชบา..แล้วก็ตัดหัวโยนข้ามกำแพงมาให้โยอาบ เขาเลยเป่าเขาสัตว์ให้พวกทหารถอยทัพ ทำให้เหตุการณ์ก็เข้าสู่ภาวะปกติประชาชนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ส่วนโยอาบก็กลับไปเฝ้าก.ดาวิด

ส่วนข้อต่อไปจะเป็นการแจกแจงรายชื่อข้าราชการในสมัยของดาวิด..ไม่มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษ ยกเว้น “โยอาบ”ที่จะเห็นว่า..ในที่สุดเขาก็ได้กลับมาเป็นผบ.สูงสุดอยู่วันยังค่ำ

ดู2ซมอ.21:1-2 ข้อนี้บอกว่าเกิดการกันดารอาหารขึ้นสามปีในสมัยของดาวิด ในพันธสัญญาของโมเสสที่พระคำภีร์บันทึกไว้ในหนังสือฉธบ.(28:23-24) มีข้อที่บ่งไว้..ว่า”ฝนแล้งซึ่งเป็นเหตุของการกันดารอาหารเนี่ย..มาจากพระหัตถ์พระเจ้า เป็นผลสนองสำหรับความไม่เชื่อฟัง” ดาวิดรู้เหตุผลข้อนี้ดีจึงทูลถามพระเจ้าถึงสาเหตุที่อิสราเอลถูกลงโทษในครั้งนี้ และพระเจ้าทรงตอบว่า..”เป็นเพราะซาอูลและพงศ์พันธ์ของเขาละเมิดสัญญาที่ให้ไว้กับชาวกิเบโอน” น้าตุ๊กว่าเด็กๆจำไม่ได้แน่

ในสมัยที่โยชูวาเข้ามายึดครองคานาอัน เยรีโคเป็นเมืองแรกที่เขายึดได้..ต่อมาก็เมืองอัย และเมืองต่อไปที่ต้องยึดก็คือ”กิเบโอน” จริงๆกิเบโอนก็เป็นเมืองใหญ่แล้วก็มีนักรบเก่งๆหลายคน แต่ตอนนั้น..เมืองนี้กลับใช้วิธีมาหลอกให้อิสราเอลยอมทำพันธสัญญากับพวกเขา..คือ ทำเป็นใส่เสื้อผ้าเก่าๆขาดๆ เดินทางมาพร้อมเสบียงบนหลังลา มีขนมปังขึ้นรากับถุงเหล้าองุ่นเก่าๆ สร้างภาพว่าเดินทางมาไกล คนอิสราเอลเลยตกหลุมพรางยอมทำพันธสัญญาด้วย เพราะไม่รู้ว่าเขาเป็นชาวกิเบโอน..เมืองที่ตัวเองต้องบุกยึดเป็นรายต่อไป พอรู้ว่าถูกหลอกก็อยากจะฆ่าคนกิเบโอนทิ้ง..แต่ทำไม่ได้เพราะติดสัญญา..ที่ถูกหลอกให้ทำ ทำได้แค่ให้พวกเขาตกเป็นทาสของอิสราเอล มาถึงตอนที่แบ่งเขตแดนกันก็ปรากฎว่าเมืองกิเบโอนตกเป็นของเผ่าเบนยามิน และอาจจะเป็นที่ของคนในครอบครัวซาอูล..ด้วยรึเปล่า เพราะกิเบอาบ้านเกิดของซาอูลก็อยู่แถวๆนั้น ครั้นเวลาผ่านไป 400 ปี ซาอูลและพงศ์พันธ์ของเขาคงรู้สึกว่าคนกิเบโอน..เกะกะเลยอยากกำจัดให้หมดสิ้นไป ก็เลยละเมิดสัญญาที่บรรพบุรุษให้ไว้กับคนกิเบโอน..ด้วยการฆ่าคนกิเบโอน..จะกี่มากน้อยเราไม่รู้ แต่เขาทำแน่..เพราะพระเจ้าเป็นผู้สำแดงความจริงเรื่องนี้ให้เรารู้ด้วยพระองค์เอง

ดู2ซมอ.21:3-4 ดาวิดคิดได้ทันทีว่าเขาจะต้องพยายามทำอะไรบางอย่างเพื่อลบล้างบาปที่ซาอูลทำไว้ การกันดารอาหารในอิสราเอลจะได้จบสิ้นลง ข้อที่3 บอกว่า ดาวิดเรียกชาวกิเบโอนมาถาม..ว่าเขาต้องทำยังไงถึงจะแก้ไขความผิดพลาดในเรื่องนี้ได้ คำตอบของคนกิเบโอนน่าสนใจมาก เขาบอกว่าเรื่องนี้..มันไม่เกี่ยวกับเงินทอง พวกเขาไม่อยากได้อะไร แล้วก็ไม่อยากจะเอาชีวิตของคนอิสราเอลด้วย เพราะมันคงไม่สาสมกับสิ่งที่ซาอูลทำไว้ ดาวิดเลยถามกลับไป..ว่าแล้วจะให้เขาทำยังไง

ดู2ซมอ.21:5-6 คนกิเบโอนบอกดาวิดว่า..ในเมื่อซาอูลเป็นคนวางแผนและฆ่าพวกเขาเพราะหวังจะล้างเผ่าพันธ์ ดังนั้น ขอให้ส่งตัวลูกหลานในราชวงศ์ของซาอูลมาให้เขาเจ็ดคน เพื่อพวกเขาจะได้แขวนคอคนเหล่านี้ต่อหน้าพระเจ้าที่กิเบอาห์ คือคนกิเบโอนต้องการจะฆ่าคนเหล่านี้ที่บ้านเกิดของพวกเขาเอง ดาวิดตอบตกลง..รับปากว่าจะเอาตัวมาให้ จากนั้นก็มีการเลือกสรรลูกหลานทั้งเจ็ดคนของซาอูล..ที่จะต้องไปรับโทษ แล้วอีกครั้งที่เมฟีโบเชท(ลูกที่เป็นง่อยของโยนาธาน)ก็รอดตัวไป..ได้รับการยกเว้น เพราะดาวิดเห็นแก่สัญญาที่ให้ไว้กับโยนาธาน ข้อที่ 9 บอกว่า ชาวกิเบโอนก็ได้แขวนคอลูกหลานซาอูลทั้งเจ็ดคนไว้บนภูเขาต่อพระพักตร์พระเจ้า ในต้นฤดูของการเกี่ยวข้าวบารลี

ดู2ซมอ.21:10-11/12 นางริสปาห์เป็นสนมของซาอูล ลูกชายสองคนของเขาถูกส่งตัวให้ชาวกิเบโอนแขวนคอด้วย คนเราอ่ะ..ลูกตายทั้งคน แล้วนี่มันเป็นการตายแบบที่น่าสลดหดหู่มาก ข้อนี้ บอกว่านางริสปาห์อยู่เฝ้าซากศพของลูกไม่ยอมไปไหน เพราะศพของทั้งเจ็ดคนนี้ไม่มีใครอาไปฝัง..ชาวกิเบโอนคงฆ่าแล้วก็ทิ้งไปเลย นางริสปาห์ทนไม่ได้ที่จะให้สัตว์ร้ายหรือนกกามาจิกกินซากศพของลูก..ก็เลยเฝ้าอยู่อย่างงั้น

พอดาวิดรู้ข่าวนี้ เขาก็รวบรวมศพของทั้งเจ็ดคน รวมทั้งไปเอากระดูกของซาอูลกับโยนาธานมาฝังรวมกันที่บ้านเกิดของพวกเขา คือที่เขตแดนของคนเบนยามิน จริงๆแล้วทั้งหมดนี้ตายแบบเดียวกัน..ถ้าเราจำได้ ซาอูลกับโยนาธานก็ถูกพวกฟิลิสเตียเอาศพไปแขวนไว้บนกำแพงเมืองเบธชานเหมือนกัน ตอนนั้นดาวิดอยู่ที่ศิกลาก..ก็เลยไม่มีโอกาสไปทำศพให้ ชาวยาเบชกิเลอาดเป็นคนไปเอาศพของซาอูลกับโยนาธานกลับมาฝังที่ฝั่งตะวันออก

ท้ายข้อที่14 บอกไว้ว่า “ครั้นต่อมาพระเจ้าก็ทรงฟังคำอธิฐานเพื่อแผ่นดินนั้น” หมายความว่า พระเจ้าทรงยุติการกันดารอาหารของอิสราเอลแล้ว เพราะพระองค์ทรงฟังคำอธิฐาน เราอย่าคิดว่า..พอเราแก้ไขความผิดพลาดแล้ว เดี๋ยวพระเจ้าก็จัดการทุกอย่างเอง..เราคงไม่ต้องอธิฐานแล้ว..ไม่ใช่ เพราะสิ่งที่เตือนสติเราในจุดนี้ ก็คือ ต่อให้เราชดใช้หรือกลับใจแล้ว..เราก็ต้องอธิฐานอยู่ดี..เด็กๆอย่าข้ามขั้นตอนการอธิฐานเด็ดขาด

ดู2ซมอ.21:15-17 พวกฟิลิสเตียยกทัพมาโจมตีอิสราเอล..อีกครั้ง ดาวิดเลยนำทัพออกไปรบด้วย แต่! ครั้งนี้ดาวิดเริ่มอ่อนกำลัง..แรงตก..ไม่เหมือนเมื่อก่อน(ก็แก่แล้วอ่ะ) เมื่อดาวิดอ่อนกำลังก็มีทหารยักษ์คนนึงของฟิลิสเตีย..ที่เป็นลูกหลานของโกลิอัท ก็ปรี่เข้ามากะจะฆ่าดาวิดให้ตาย พระคำภีร์บอกว่า”อิชบีเบโนบ” มีหอกทองสัมฤทธิ์ กับดาบใหม่เอี่ยมคาดอยู่ที่เอว..เป็นนักรบที่ฟุลออฟชั่นเหมือนโกลิอัทไม่มีผิด ข้อที่17 บอกว่า คนที่เข้ามาช่วยดาวิดก็คือ อาบีชัย..พี่ชายของโยอาบ อาบีชัยฆ่าอิชบีเบโนบตายคามือ แต่ถึงยังไง เหตุการณ์ครั้งนี้ก็สร้างความกังวลมากให้กับคนในกองทัพ เพราะไร พวกเขาเกือบเสียกษัตริย์ดาวิดไปแล้วในการรบครั้งนี้..ถ้าอาบีชัยมาไม่ทัน..ดาวิดอาจจะตายไปแล้วก็ได้ พวกเขาเลยขอร้องไม่ให้ดาวิดออกไปรบอีก เพราะดาวิดไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว เพราะฉะนั้น ช่วยอยู่เป็นมิ่งขวัญเฉยๆก็พอ..เกษียณชีวิตทหารได้แล้ว เพราะทุกคนก็มีวาระของตัวเองเสมอ

ดู2ซมอ.21:18-19/20-22 หลังจากที่ดาวิดเกษียณตัวเองไม่ออกไปรบแล้ว ฟิลิสเตียก็ยังยกทัพมาอีกหลายต่อหลายครั้งมาก แล้วอิสราเอลชนะมั๊ยเมื่อไม่มีดาวิด..แน่นอน ข้อที่18 บอกว่า สิบเบคัย..คนในตระกูลชองหุชัยได้ฆ่า”สัฟ”ที่เป็นคนยักษ์ของชาวฟิลิสเตีย ข้อที่ 19 บอกว่า สงครามที่เมืองโกบ..”เอลฮานัน”ชาวเบธเลเฮมก็ฆ่าโกลิอัทชาวกัทตาย และในข้อสุดท้าย ก็ยังบอกว่า”โยนาธาน”ลูกพี่ชายของดาวิดก็ยังฆ่าคนยักษ์ที่มี24นิ้วที่เมืองกัทได้อีก พระคำภีร์ข้อนี้สรุปตอนท้ายไว้ว่า..”เขาทั้งหลายล้มตายด้วยฝีมือดาวิดและข้าราชการของพระองค์” ไม่ว่าดาวิดจะยังรบไหวหรือไม่ไหว อิสราเอลก็ชนะศัตรูได้เสมอเพราะพระเจ้าทรงควบคุมอยู่.. แต่ถึงยังไง จุดนี้ก็ทำให้เรามองเห็นความสำเร็จในการเป็นผู้นำของดาวิดอย่างเลี่ยงไม่ได้..ต้องให้เครดิตร์เขา เพราะ..ทำไมไม่มีคนอย่างงี้ในสมัยของซาอูล ถ้าเด็กๆจำได้ ในสมัยของซาอูลไม่มีซักคนเดียวที่จะกล้าออกไปสู้กับโกลิอัท..แม้แต่ซาอูลเอง..ก็ไม่กล้าไป จนดาวิดก้าวเข้ามาแล้วเริ่มต้นชีวิตทหารด้วยการออกไปฆ่าโกลิอัท มาจนถึงวันนี้ดาวิดก็ยังสร้างคนที่มีคุณภาพขึ้นมาแทนเขา ลูกน้องของดาวิดก็ฆ่าโกลิอัทได้เหมือนกัน..นี่ถึงจะเรียกว่า”เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่และประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง” เพราะผู้นำบางคนก็ใจแคบเห็นคนอื่นเก่งกว่าก็คิดจะกำจัดอย่างเดียว..หรือไม่ก็กั๊กไว้..ไม่สนับสนุน..กลัวเขาจะเก่งกว่าแล้วมาแทนที่ตัวเอง หรือทำให้ตัวเองหมดความสำคัญไป..แต่นั่นไม่ใช่ดาวิดเพราะดาวิดเกษียณตัวเองได้อย่างสง่างามมาก

บทเพลงของดาวิดเรื่องการช่วยกู้

เราไม่รู้ชัดเจน..ว่าดาวิดเขียนเพลงสดุดีแต่ละบทตอนไหน..แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา น้าตุ๊กคิดอยู่นานว่าจะสอนบทเพลงของดาวิดยังไงดี..เด็กๆถึงจะเข้าใจได้ง่าย เพราะเพลงดาวิดไม่เหมือนเพลงเกาหลี ไม่เหมือนอาร์แอนด์บีหรือเพลงอะไรก็ตามที่เด็กๆคลั่งไคล้กันอยู่ตอนนี้ เพราะฉะนั้น น้าตุ๊กจะชี้ให้เห็นภาพใหญ่ๆ ประเด็นหลักๆ ตามสไตน์ของน้าตุ๊กก็ละกัน เรามาดูรายละเอียดกันนิดนึง

ดู2ซมอ.22:1-2/3-4 แรงบันดาลของดาวิดในการเขียนบทเพลง..แน่นอนต้องมาจากพระเจ้า ถึงจุดนึงเมื่อดาวิดมองย้อนกลับไปถึงความสำเร็จมากมายที่ตัวเองได้รับ..เขาเห็นชัดเจนว่าทุกอย่างมาจากพระเจ้า เนื้อหายืดยาวที่พวกเราอ่านมาทั้งหมดนี้ น้าตุ๊กดูจริงๆแล้วหลักๆมีแค่ 3ประเด็น คือ.. 1. ดาวิดถวายโมทนา..สรรเสริญพระเจ้า

2. พระเจ้าเป็นผู้ช่วยกู้ดาวิด..(และเราด้วย) ให้พ้นจากมือของศัตรู..ในทุกสถานการณ์ด้วยรูปแบบที่ไร้ขีดจำกัด (อาจจะมีพ่วงท้ายเล็กๆ ว่าเขาเป็นผู้ที่กระทำตามพระทัยพระเจ้าและรักษาพระมรรคาของพระองค์)

และ 3.พระจ้าทรงเป็นผู้กำจัดศัตรูให้เรา

ข้อที่ 2 ดาวิดบอกว่า พระเจ้าทรงเป็นพระศิลา..เป็นป้อมปราการ และเป็นผู้ช่วยกู้ของข้าพเจ้า พวกเราคงจะคุ้นหูมากกับทั้งสามคำนี้ เพราะเป็นเนื้อหาที่มีอยู่ในเพลงสรรเสริญหลายต่อหลายเพลง แต่สำหรับดาวิด..คำว่าพระศิลา..ป้อมปราการ คงไม่ได้เป็นแค่คำเปรียบเทียบ แต่เป็นวิธีที่พระเจ้าช่วยกู้ดาวิดให้พ้นมือศัตรูจริงๆในสมัยนั้น พระองค์ใช้ศิลาที่กำบัง..ป้อมปราการต่างๆ รวมถึงที่กำบังเข้มแข็งในถิ่นทุรกันดารด้วย..เพื่อช่วยดาวิดให้รอดจากมือของศัตรู..ครั้งแล้วครั้งเล่า

ดู2ซมอ.22:4-6/8-9/14-16 ข้อที่5-6 ดาวิดใช้ภาพกระแสของภัยพิบัติตามจินตนาการของเขา ถ่ายทอดให้เห็นถึงชีวิตของเขาในเวลาทุกข์ยากลำบาก รวมถึงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูด้วย ภาพที่ดาวิดสื่อมีทั้งเวลาที่จมอยู่ใต้คลื่นในทะเล..ถูกกระแสน้ำเชี่ยวซัดไปซัดมา และในลมหายใจเฮือกสุดท้าย ดาวิดก็ร้องทูลพระเจ้า..ขอการช่วยกู้จากพระองค์

ต่อมา ข้อที่8-16 ดาวิดจินตนาการถึงรูปแบบการเสด็จมาของพระเจ้า ซึ่งคล้ายกับที่ถูกบันทึกไว้ในหนังสืออพยพ..ตอนที่พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์กับโมเสสที่ภูเขาซีนาย (อพย.19:16-19) ดาวิดอธิบายการเสด็จมาช่วยกู้ของพระเจ้าในหลายรูปแบบ..แต่ทุกรูปแบบสื่อให้เราเห็นว่า..พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์ผ่านการควบคุมธรรมชาติอย่างยิ่งใหญ่และน่ากลัว (ทำให้เราเห็นชัดเจนเป็นพิเศษเวลาที่ดูข่าวแล้ว..ทุกวันนี้ก็เห็นภัยพิบัติกระจายไปทั่วโลก นั่นคือฝีพระหัตถ์ของพระเจ้า น้าตุ๊กขอโน้มนำให้ธรรมิกชนของพระเจ้าร่วมใจกันอธิฐาน เผื่อว่าพระองค์จะทรงฟังคำอธิฐานของผู้ชอบธรรมและกลับพระทัยไม่ลงโทษโลกใบนี้..) ดาวิดบอกว่า..ทรงทำให้โลกทั้งใบสะเทือน..ทรงเสด็จมาด้วยปีกของลม..ทรงบันดาลให้เกิดเพลิงเผาผลาญไปทั่ว..และทรงคะนองกึกก้องจากฟ้าสวรรค์..ทั้งฟ้าร้อง..ฟ้าผ่า ทุกอย่างก็มาจากบัญชาของพระองค์

ดู2ซมอ.22:17-18 “..แล้วพระองค์ก็ทรงเอื้อมมาจากที่สูง ทรงจับข้าพเจ้าแล้วดึงขึ้นมาจากน้ำมากหลาย” ขณะที่ภัยพิบัติหลากหลายรูปแบบกำลังถาโถมทั้งร่างกายและจิตใจ พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่เหนือภัยพิบัติทั้งปวง..ก็ทรงเอื้อมพระหัตถ์มาช่วยเราไว้ได้ทันเวลาเสมอ ไม่มีใครหรอก..ที่อยากเจอกับความทุกข์ยากลำบาก แต่ในสถานการณ์อย่างงั้น มันจะทำให้เรามีประสบการณ์และสัมพันธภาพที่เหนียวแน่นกับพระเจ้ามากขึ้น...เห็นพระองค์ชัดขึ้น

ข้อที่41-46 ดาวิดบอกว่า..พระเจ้าทรงทำลายศัตรูของเขา คือ ทุกคนที่ต่อต้านกษัตริย์ของพระเจ้าหรือผู้ที่พระองค์ทรงเจิมไว้ มาถึงตรงนี้คงไม่ได้หมายถึงดาวิดคนเดียวแล้ว แต่จุดนี้เล็งถึงพระเยซูคริสต์มากกว่า เพราะพระองค์เป็นจอมกษัตริย์แท้จริงที่พระเจ้าเตรียมไว้เพื่อพวกเรา แล้วเด็กๆลองนึกดู ถ้าศัตรูของดาวิดยังต้องถูกทำลายเพราะต่อต้านเขา แล้วคนที่ต่อต้านพระคริสต์จะมีสภาพเป็นยังไง และเกี่ยวกับการช่วยกู้นี้..หนังสือโรมจะทำให้เราเห็นภาพชัดเจนขึ้น แต่วันนี้เวลาหมดแล้วค่ะ..เด็กๆจำไว้ก่อนนะคะว่าเราเรียนถึงเพลงช่วยกู้ของดาวิด แล้วสัปดาห์หน้ามาดูประเด็นเดียวกันนี้ในหนังสือโรมด้วยกัน ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ