วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เฉลยบททดสอบ 1ซามูเอล ชุดที่ 2 (ข้อที่11-30)

11.ตอบ ก.เพราะซาอูลเป็นผู้นำที่พระเจ้าทรงเจิมไว้ ดาวิดรู้แก่ใจและยอมรับในเรื่องนี้ เพราะเขาเชื่อฟังพระเจ้าก็ต้องยอมรับในสิ่งที่พระองค์เลือกด้วย การเหยียดมือหรือแม้แต่เปิดปากออกต่อต้านคนที่พระเจ้าเลือกก็เท่ากับต่อต้านพระเจ้าโดยตรง เพราะฉะนั้น อย่าเอาสติปัญญาที่มีเพียงน้อยนิดของเราไปตัดสินพระเจ้าโดยการต่อต้านหรือไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่พระองค์เลือก ไม่ว่าคนๆนั้นจะมีจุดอ่อนอะไรหรือนิสัยแย่ซักแค่ไหนก็ตาม เราต้องเชื่อว่า..เขาต้องมีเหลี่ยมคมที่พระเจ้าทรงใช้ได้
12.ตอบ ค.ถูกทั้งสองข้อ เพราะทุกคนรอบตัวเรา รวมทั้งตัวเราเอง..ต่างเป็นสิ่งที่มาจาการทรงเลือกของพระเจ้าทั้งหมด
13.ตอบ ข.อธิฐานและวางใจในพระเจ้า ระลึกอยู่เสมอว่าพระองค์ทรงควบคุมดูแลอยู่และจะทรงบันดาลให้ทุกอย่างเป็นไปตามพระทัยของพระองค์เสมอ ถ้าผู้นำกระทำผิดจริง..พระเจ้าจะทรงพิพากษาเองในรูปแบบที่พระองค์เห็นสมควร จริงๆความวุ่นวายหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ก็เกิดจากการที่คนเราไม่มีความเชื่อ..เมื่อไม่มีความเชื่อก็ไม่มีพระวจนะของพระเจ้าเป็นหลักในการดำเนินชีวิต หลายครั้งที่ไม่พอใจใคร..โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อไม่พอใจ..ผู้นำ(ในทุกๆสถาบัน) ก็อยากจะเป็นผู้ตัดสิน แล้วก็แก้ปัญหานั้นด้วยมือของตัวเอง..ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ เพราะไม่มีความเชื่อ..ก็เลยมีมุมมองที่แคบกว่า และไม่มีวิสัยทัศน์ทางฝ่ายวิญญาณ..ว่าแท้จริงแล้ว พระเจ้าคือผู้ควบคุม และอนุญาตให้ทุกสิ่งเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ผู้นำ..ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ครูอาจารย์ สามี เจ้านาย หรือแม้แต่คณะรัฐบาล ก็คือผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกให้เป็นผู้นำของเรา ถ้าผู้นำผิดจริงพระเจ้าจะทรงพิพากษาเองในแบบของพระองค์ แล้วการพิพากษานั้นก็สัตย์ซื่อและเที่ยงธรรมกว่า เป็นผลดีกว่า และลงตัวกว่า ถ้าใครจะปฎิเสธความจริงในข้อนี้..น้าตุ๊กขอแนะนำให้มองดูภาวะของโลกร้อนในปัจจุบัน..ความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศทุกวันนี้ ก็คือการพิพากษาที่มาจากพระเจ้า มนุษย์กำลังต้องกินผลแห่งน้ำมือตัวเองที่ทำร้ายโลก..ถามว่านานมั๊ยกว่าการพิพากษานี้จะเกิดขึ้น นานทีเดียว..ที่พระเจ้าทรงอดทนรอให้มนุษย์กลับใจใหม่แต่มนุษย์..ไม่ พวกเขายังคงเดินหน้าทำลายโลกอย่างต่อเนื่อง แล้วเมื่อวันพิพากษามาถึง เราจะได้เห็นว่า..การลงโทษของพระเจ้านั้น..สาแก่ใจเพียงใด เพราะฉะนั้น ถ้ามนุษย์มองเห็นความจริงในข้อนี้ แล้วถ่อมใจลงที่จะเชื่อและยำเกรงพระเจ้า เขาก็จะวางใจมอบให้พระองค์เป็นผู้พิพากษา เป็นผู้นำพาให้ทุกวัฎจักรของโลกนี้ขับเคลื่อนไปด้วยพระเจ้าผู้เกรียงไกร..ไม่ใช่ด้วยน้ำมือของมนุษย์ผู้อ่อนแอ..ขลาดเขลาและเย่อหยิ่ง (ถ้าใครรับคำนี้ไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร ถือว่าน้าตุ๊กว่าตัวเองก็แล้วกัน.."><").
14.ตอบ ข.โกรธเพราะอารมณ์ไม่คงที่ของมนุษย์ เด็กๆต้องดูให้ดี..ไม่ใช่พอเห็นว่าเป็นดาวิด..ก็เลยคิดว่าเขาน่าจะโกรธโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพราะบริบทนี้เห็นชัดเจนว่า..ดาวิดโกรธเพราะอารมณ์ของมนุษย์ที่ไม่คงที่ของมนุษย์ เพราะนาบาลก็แค่พูดจาถากถางและไม่ยอมให้ในสิ่งที่ดาวิดร้องขอ..ก็เท่านั้น ยังไม่ได้ทำร้าย ขู่ฆ่า หรือตามล่าดาวิดเหมือนซาอูลเลย แต่เพราะดาวิดก็เป็นแค่มนุษย์คนนึง..จึงยังมีวาระที่อ่อนแอและสามารถผิดพลาดได้เสมอ
15.ตอบ ค.แม้จะเคยเอาชนะความบาปของเนื้อหนังได้ แต่มนุษย์ยังล้มลงในความบาปได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ถ้าเมื่อวานหรือวันนี้..เราสามารถเอาชนะนิสัยไม่ดีบางอย่างของตัวเองได้ มันก็ไม่ได้การันตีว่าเราจะชนะอย่างงี้ทุกวัน เด็กๆต้องจำไว้..ว่าตราบใดที่เรายังอยู่ในร่างกายนี้..เชื้อบาปและความอ่อนแอในตัวเรา มันสามารถผุดขึ้นมาได้ทุกเมื่อ เราถึงต้องพึ่งพระเจ้าตลอดเวลา..ห่างไม่ได้..ห่างเมื่อไหร่นิสัยแย่ๆพร้อมที่จะกลับมาทันที
16.ตอบ ค.เมื่อผู้นำทำสิ่งที่ค้านกับน้ำพระทัยพระเจ้า เราต้องไม่เดินตามอย่างเด็ดขาด พระเจ้าทรงสอนให้เราเชื่อฟังผู้นำก็จริง แต่ต้องเชื่อฟังตามแบบของพระเจ้า คือ เชื่อฟังพระเจ้าโดยเอาพระวจนะของพระองค์เป็นหลักเกณฑ์ก่อน แล้วถึงจะเป็นผู้นำ..ตามแนวทางที่พระองค์ทรงตั้งไว้ ดังนั้น เมื่อไหร่ที่ผู้นำไม่ยึดถือหรือเดินตามพระวจนะของพระเจ้า เราก็ไม่จำเป็นต้องเดินตามหรือเอาเป็นแบบอย่างอีกต่อไป
17. ตอบ ก.เพราะอาบีกายิลทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสามีแล้วก็ยังคนอื่นอีกหลายคน รวมทั้ง..ดาวิดด้วย แต่เดี๋ยวก่อน..การขัดคอหรือคัดค้านสามี..บางทีก็ไม่ใช่คำตอบเสมอไป มันต้องว่ากันเป็นเรื่องๆไป..ว่าเราค้านสามีเรื่องอะไร..ใช่เรื่องที่เขาไม่ดำเนินในทางพระเจ้าหรือเปล่า..
ส่วนการมีสติปัญญาที่พระเจ้าประทานให้ก็ยังไม่สมบูรณ์พอที่จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ชอบธรรม ถ้าคนๆนั้นไม่ใช้ของประทานให้เป็นประโยชน์ในทางพระเจ้า..ในเวลาที่ถูกที่ควร เพราะฉะนั้น อาบีกายิลจึงได้ชื่อว่าเป็นภรรยาที่ดี เพราะเธอใช้สติปัญญาให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อื่น (ด้วยความรัก) ดูเผินๆจะเห็นว่า..เธอทำสิ่งที่ขัดแย้งกับสามี แต่ในบริบทนี้ชี้ชัดว่า..นาบาลผิด เพราะไม่ดำเนินในทางพระเจ้า อาบีกายิลจึงเลือกทำสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุด..ต่อสามี คนในบ้าน และรวมถึงดาวิดด้วย เพราะถ้าอาบีกายิลไม่เห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่น เธอก็อาจจะเลือกเป็นภรรยาที่ดีด้วยการนั่งมึน..อยู่เฉยๆ นาบาลว่าไง..เธอก็ว่าตามกัน ไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นแก้ปัญหานู่นนี่ที่จะตามมา สามีกับผู้ชายในบ้านจะถูกฆ่าตายก็ช่าง หรือดาวิดจะต้องทำบาปด้วยการฆ่าผู้บริสุทธิ์เธอก็ไม่เกี่ยว (ดีซะอีก..เบื่อมานานละ..สามีแย่ๆอย่างงี้..อันนี้..น้าตุ๊กพูดเองนะ อาบีกายิลไม่ได้พูด) แถมพระเจ้ายังสอนให้เชื่อฟังสามี ถ้าอาบีกายิลจะอ้างอย่างนี้เพื่อที่จะอยู่เฉยๆ ก็คงไม่มีใครเห็นความผิดของเธอชัดเจนเท่าไหร่..แต่เธอไม่ทำ เธอเลือกที่จะลุกขึ้น แก้ปัญหา รับหน้า และพร้อมที่จะยอมตายแทนทุกคน
18.ตอบ ค.ถูกทุกข้อ เพราะพระเจ้าสามารถสอนเราผ่านใครก็ได้..ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่แก่กว่า..เก่งกว่า..ฐานะดีกว่า..เรียนสูงกว่า แล้วพระเจ้าก็ไม่ได้ส่งถ้อยคำของพระองค์ผ่านทางศิษยาภิบาลหรือครูสอนพระคำภีร์เท่านั้น แต่พระเจ้าสามารถใช้ทุกอย่างให้เป็นสื่อของพระองค์ได้ บางทีก็ใช้คนที่เราไม่รู้จัก บางทีก็สื่อผ่านหนังที่เราดู..หนังสือที่เราอ่าน หรือเพลงที่เราฟัง เพราะฉะนั้น เราอย่าไปจำกัดหรือตีกรอบเองว่า..พระเจ้าต้องคุยกับเราผ่านทางศบ. ครู คนแก่ๆ หรือคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตเท่านั้น..ไม่ใช่ บางทีพระเจ้าอาจจะพูดกับเราผ่านเด็กเล็กๆ..ผ่านคนที่เพิ่งมาเชื่อ..คนที่ไม่ได้เชื่อพระเจ้า หรือแม้แต่คนที่ไม่สมประกอบ..พระเจ้าก็ใช้ให้เป็นสื่อของได้ ดาวิดถึงเป็นตัวอย่างที่ดี..ในการที่ยอมฟังคำพูดของอาบีกายิล เพราะถ้าจะนับกันจริงๆแล้ว ณ.จุดนั้น ดาวิดมีศักดิ์ศรีที่สูงกว่าอาบีกายิลเยอะ เพราะทั่วทั้งอิสราเอลรู้ว่า..ดาวิดคือ คนที่พระเจ้าเจิมไว้..ให้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอล.. แต่ดาวิดยังมีความถ่อมใจ และยอมรับว่าสิ่งที่อาบีกายิลพูดนั้นมาจากพระเจ้า
19.ตอบ ข.แท้จริงแล้ว..พระเจ้า คือ ผู้ที่ช่วยหยุดดาวิดไว้..ไม่ให้ทำบาป ส่วนอาบีกายิลเป็นแค่สื่อ..ที่พระเจ้าใช้..ให้มาพูดกับดาวิด..เท่านั้นเอง
20.ตอบ ก.พระเยซู คือ ทางเดียวที่มนุษย์จะสามารถเข้าสู่สวรรค์ เพราะพระองค์ทรงตรัสไว้ในข้อนี้ว่า.. ”เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า..ท่านจะได้เห็นท้องฟ้าเบิกออก และบรรดาทูตสวรรค์ของพระเจ้าขึ้นและลงอยู่เหนือบุตรมนุษย์” เราเรียนกันไปแล้วว่า..ข้อนี้สัมพันธ์และเป็นภาพเดียวกับที่ยาโคบฝัน ในปฐก. 28:12 ซึ่งภาพที่ยาโคบเห็นคือบันไดที่เป็นจุดเชื่อมระหว่างสวรรค์กับโลก ที่เขารู้เพราะตรงบันไดที่เขาเห็นในฝัน..มีทูตสวรรค์ขึ้นลงอยู่ตรงนั้น เพราะฉะนั้น การที่พระเยซูบอกว่า..เราจะเห็นทูตสวรรค์ขึ้นลงอยู่เหนือบุตรมนุษย์ จึงมีความหมายเท่ากับ..”บุตรมนุษย์นั้น” คือ ทางที่เชื่อมระหว่างสวรรค์กับโลก เพราะเป็นที่ที่ทูตของพระเจ้าขึ้นลงเหมือนตรงบันไดที่ยาโคปบอก แล้วบุตรมนุษย์ คือใคร..ก็พระเยซูคริสต์นั่นเอง เพราะฉะนั้น คำตอบหรือความหมายที่พระเยซูทรงบอกเราในข้อนี้ก็คือ พระองค์เป็นทางเชื่อมเดียวที่มนุษย์จะพามนุษย์เข้าสู่สวรรค์
21.ตอบ ก.ให้เราทำดีถวายพระเจ้า นี่คือเคล็ดลับ..ที่จะทำให้เราสามารถทำสิ่งที่ถูกต้องได้เสมอ..ไม่ว่าทำแล้วคนรอบข้างจะมีท่าทียังไง เห็นหรือไม่เห็น..ในสิ่งที่เราทำ มันก็ไม่สำคัญเพราะเราทำเพื่อพระเจ้า ไม่ได้ต้องการเสียงปรบมือหรือคำสรรเสริญจากมนุษย์ เพราะฉะนั้น เราจะมีจุดยืนที่มั่นคงแล้วก็มีพลังในการทำสิ่งที่ดี ไม่ใช่เดี๋ยวดี..เดี๋ยวร้าย ขึ้นลงไปตามเสียงตอบรับของคนรอบข้าง ถ้ามีคนชมก็ทำ..ไม่มีใครเห็นก็ไม่ทำ..อะไรประมาณนี้
22.ตอบ ค.ถูกทั้งสองข้อ พระเจ้าทรงนิ่งเฉย และถอนการทรงสถิตไปจากซาอูลเพราะพระองค์เห็นหัวใจที่ไม่สัตย์ซื่อครั้งแล้ว..ครั้งเล่าของซาอูล ทั้งที่พระองค์ก็อดทนรอให้เขากลับใจใหม่มานานแสนนาน..แต่ซาอูลก็ไม่เคยสำนึก สุดท้าย..วาระที่ต้องถูกพิพากษาก็มาถึง และเมื่อเวลานั้นมาถึงแล้ว..มันก็สายไป เด็กๆจำไว้ให้ดี ถ้ามีเสียงเตือน..ไม่ว่าจะผ่านใครมาก็ตาม ขอให้ไวต่อเสียงของพระเจ้า..ฟัง..แล้วรีบกลับใจใหม่ ถึงไม่มีกำลังพอก็ให้ขานรับพระสุรเสียงของพระเจ้าเหมือนซามูเอลว่าลูกอยู่นี่ ขอทรงตรัสเถิด..ลูกยอมรับพระองค์เจ้าข้า..ลูกขอโทษ ลูกอ่อนแอ ลูกมันแย่..ขอพระเจ้าเสริมกำลัง ลูกขอหลบอยู่ใต้ปีกของพระองค์ ขออย่างเดียว..อย่าทำเฉย หรือแกล้งไม่รู้..ว่าพระเจ้าเตือน เพราะถึงยังไงเราก็หนีความจริงไม่ได้
23. ตอบ ข.ไปหาหมอดูเพื่อทำนายดวงชะตา เพราะคนส่วนใหญ่ที่ไปหาหมอดูเขาต้องการอะไร..อยากรู้อนาคต..จะรวยมั๊ย..จะแต่งงานอายุเท่าไหร่ แต่งแล้วจะดีหรือไม่ ถามจริงๆเหอะ..รู้แล้วจะทำไม เปลี่ยนอนาคตได้มั๊ย..ไม่ได้ ที่เชื่อว่าจะเปลี่ยนอนาคตได้ด้วยการแก้เคล็ดต่างๆนาๆอ่ะ..คิดไปเองทั้งนั้น..เราทุกคนที่เชื่อพระเจ้ารู้แก่ใจ..ว่าทุกอย่างอยู่ใต้การควบคุมของพระเจ้าทั้งสิ้น แล้วเราก็รู้ว่า พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง..แล้วผลอันดีที่คริสเตียนทุกคนจะได้รับกันอย่างทั่วหน้า ก็คือ ความรอดและชีวิตนิรันดร์ ไม่ใช่บ้านหลังใหญ่ รถแพงๆ เงินเยอะๆ หรือสุขภาพที่ดีตลอดกาล (เพราะถ้าสุขภาพดีตลอดกาล..แล้วจะตายกันยังไง) ดังนั้น สิ่งที่เสื่อมสูญทั้งปวงจึงไม่ใช่คำตอบสำหรับคริสเตียน ความเชื่อในพระเจ้าอย่างเดียว..เพียงพอแล้วสำหรับเรา ถ้าคริสเตียนยังไปหาหมอดู..ก็ไม่ใช่คริสเตียนแล้วล่ะ เพราะคุณไม่มีความเชื่อ..ถึงได้ทำบาปด้วยการไปไว้ใจในสิ่งอื่น
ส่วนการเข้าไปในวัดหรือสุเหร่า..ไม่ใช่เรื่องต้องห้าม ตราบใดที่เราเข้าไปด้วยวัตถุประสงค์ที่จำเป็น เช่น ไปทัศนศึกษาเพื่อเปิดวิศัยทัศน์ หรือไปงานศพ
24. ตอบ ข.การช่วยกู้จากพระเจ้าในรูปแบบที่มนุษย์คิดไม่ถึง ในบริบทนี้..พระเจ้าทรงช่วยให้ดาวิดไม่ต้องไปรบกับพี่น้องตัวเอง..คือคนอิสราเอล จริงๆแล้วตอนนั้นดาวิดกำลังตกที่นั่งลำบาก เพราะไร..พูดง่าย คือ ไปหลอกอาคีช ก.ฟิลิสเตียไว้..ว่าเขาเป็นศัตรูกับอิสราเอลพี่น้องตัวเอง อาคีชถึงไว้ใจให้ที่พักพิง จนสุดท้ายบานปลายถึงขนาดแต่งตั้งให้เป็นองครักษ์ ดังนั้น เมื่อถึงเวลาที่ต้องไปรบ แน่นอน..องครักษ์ก็ต้องไปรบด้วย ดาวิดก็เลยงานเข้า..เพราะครั้งนี้ฟิลิสเตียจะไปรบกับ..อิสราเอล ดาวิดก็เลยลำบาก..จะไม่ไปก็ไม่ได้ แล้วขณะที่ดาวิดกำลังกลืนไม่เข้า..คายไม่ออกอยู่ พระเจ้าก็ทรงช่วยกู้เขาจากสถานการณ์นั้น..โดยวิธีที่เขาคิดไม่ถึง คือ..อยู่ดีๆพวกเจ้านายคนอื่นๆก็เกิดไม่ไว้ใจ แล้วก็ยืนยันที่จะไม่ยอมให้ดาวิดไปร่วมรบด้วยเด็ดขาด..ดาวิดเลยรอดตัวไป โดยที่ไม่ต้องใช้สติปัญญาหรือเรี่ยวแรงของตัวเองเลย เพราะพระเจ้าใช้ศัตรูเป็นเครื่องมือในการช่วยกู้เขา
25.ตอบ ค.ดาวิดแสวงหาพระเจ้าเสมอ แต่ซาอูลเรียกหาพระเจ้าเฉพาะเวลาที่เขาต้องการ เขาเห็นพระเจ้าเป็นอะไร เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้ชีวิตดีขึ้นใช่มั๊ย หรือเป็นแค่ตัวช่วยอันนึง..ที่สำรองไว้ตอนฉุกเฉิน นั่นมันสไตน์ที่คนไหว้รูปเคารพเขาทำกัน คือ จะไปไหว้ที่ต่างๆเฉพาะเวลาที่อยากจะได้อะไร หรือเวลาที่ตัวเองต้องการความช่วยเหลือเท่านั้น ไม่ได้ผูกพันกันด้วยความรัก แต่คบกันแบบหมูไปไก่มา คือ ถ้าเธอให้ชั้นได้นั่น..ได้นี่นะ เดี๋ยวชั้นจะเอา หัวหมู ไข่ต้ม หมู เห็ด เป็ด ไก่ มาแก้บน..คือต้องติดสินบน น้าตุ๊กถึงเรียกว่าเป็นความสัมพันธ์แบบหมูไปไก่มา ถ้าหมูไม่มาไก่ก็ไม่ไป ก็เรื่องอะไรชั้นต้องให้เธอ (..ประมาณนี้) แต่พระเจ้าของเรา..ไม่ใช่ พระเจ้าเป็นพระเจ้าแท้ และใหญ่จริง พระองค์ไม่ต้องการหมูเห็ดเป็ดไก่หรือไข่ต้ม เด็กๆลองคิดดูว่า..สิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์จริง เขาจะต้องรอของถวายจากเรามั๊ย ถ้าต้องรอ..น้าตุ๊กขอบอกว่า..ปล่อยให้เขาเอาตัวเองให้รอดก่อนดีมั๊ย..ค่อยมาช่วยเรา เนี่ย..คือความต่างของการดำเนินในทางพระเจ้า กับทางของความเชื่ออื่น เพราะคนของพระเจ้าจะติดสนิทและแสวงหาพระองค์ตลอดเวลา..ไม่ใช่เฉพาะเวลาที่ต้องการอะไร แน่นอน เวลาที่เราลำบากหรือขาดแคลน เราสามารถหวังใจให้พระเจ้าช่วยได้เสมอ แต่เราจะผูกพันกับพระองค์ด้วยความรัก..ไม่ใช่ด้วยเงื่อนไข..แบบหมูไปไก่มา
26.ก.รักพระเจ้าสุดจิต สุดใจ และสุดกำลัง เรามาดูความจริงในข้อนี้จากคำสอนของพระเยซูคริสต์ก่อน เปิดไป หนังสือ มัทธิว 22:34-40 “จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าของเจ้าอย่างสุดจิต สุดใจ และสุดความคิด” รักยังไงถึงจะเรียกว่า..สุดจิต สุดใจ..น้าตุ๊กสอนไปแล้วหลายครั้ง..แล้วก็พิมพ์ใส่ชีทให้ด้วย ที่เหลือเป็นหน้าที่ๆเด็กๆต้องไปเคร่งครัด..ทำกันด้วยตัวเอง ส่วนนี้ไม่มีใครทำแทนใครได้
พระเยซูบอกว่า..ให้รักพระเจ้าในทุกวิถีทางของเรา คือ พระบัญญัติข้อที่สำคัญสุดของคริสเตียน ข้อสองรองลงมาก็ให้รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง เพราะธรรมบัญญัติทั้งหมดที่ได้รับการเผยพระวจนะ ก็ขึ้นอยู่กับแค่สองข้อนี้ คือ ถ้าเรารักพระเจ้า...เราก็จะไม่คิดไปไหว้พระอื่น หรือไปเชื่อสิ่งอื่นนอกจากพ่อเรา รู้ว่าพ่อไม่ชอบเราก็ไม่ทำ เราจะยำเกรงพระเจ้าและเชื่อฟังพระองค์
แล้วถ้าเรารักเพื่อนมนุษย์..รักคนอื่นเหมือนรักตัวเอง แน่นอน..เราก็จะรักพ่อแม่ เราจะไม่ฆ่าใคร..เราจะเห็นค่าของทุกชีวิต เราจะไม่ขโมย..หรืออยากได้ของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง..เราจะไม่ล่วงประเวณี..ไม่ใส่ร้ายป้ายสี อะไรที่ไม่ดีกับคนอื่น..เราจะไม่ทำ เพราะฉะนั้น พระเยซูถึงตรัสว่า..ธรรมบัญญัติทุกข้อก็ขึ้นอยู่กับสองข้อนี้..เท่านั้นเอง ถ้าทำสองข้อนี้ได้.. เราก็จะไม่ละเมิดข้ออื่นเลย
27.ตอบ ค.ให้ความรักของพระเจ้าสำแดงออกในการกระทำทุกอย่างของเรา อันนี้เป็นสำนวนของยิว..คือเค้าถือว่า..มือเป็นตัวแทนของการเคลื่อนไหวทุกอย่าง..การบอกให้เอาความรักของพระเจ้าพันไว้ที่มือ จึงหมายความว่า..ให้ความรักของพระเจ้าควบคุมอยู่เหนือทุกการดำเนินชีวิตของเรา
ไม่ใช่ให้ถือไบเบิ้ลติดมือไว้ตลอดเวลา..อันนั้นก็ออกแนวเพี้ยนไปหน่อย
ส่วนการเขียนถ้อยคำไว้ที่ฝ่ามือ..จริงๆแล้ว ก็ดีเหมือนกันนะ..สำหรับคนที่จำถ้อยคำพระเจ้าไม่ค่อยได้ แต่อันนี้ไม่ใช่ความหมายของ “การเอาถ้อยคำพันไว้ที่มือ”ในบริบทนี้
28.ตอบ ก.ไม่ยอมแบ่งของที่ริบได้ให้พี่น้องที่ไม่ได้ออกไปรบ ประมาณว่า..ไม่ได้ไปเหนื่อยด้วยกัน เรื่องอะไรชั้นต้องแบ่งให้ แค่คืนของที่ถูกปล้นให้ก็ดีจะแย่แล้ว ถ้าเราจะคิดตามกระแสของชาวโลก..ความคิดของคนกลุ่มนี้ก็คงจะดูสมเหตุสมผลเหมือนกัน เออจริง..ไม่ได้ออกแรงอะไรเลย..ได้แค่นี้ก็ดีแล้ว ทำไมต้องแบ่งส่วนที่ได้เกินมาให้ด้วย...
แต่ดาวิดไม่คิดอย่างงั้น เขากลับมองในฝ่ายวิญญาณแล้วบอกว่า..ทั้งชัยชนะแล้วก็ของที่ริบได้เนี่ย..เป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ ..นี่คือวิธีคิดที่ถูกต้อง เพราะถึงคุณจะเป็นคนลงมือทำ แต่ถ้าพระเจ้าไม่บันดาลให้ชนะ..คุณก็เหนื่อยเปล่า ในสดุดี 127:1-2 บอกว่า...
“ถ้าพระเจ้ามิได้ทรงสร้างบ้าน บรรดาผู้ที่สร้างก็เหนื่อยเปล่า ถ้าพระเจ้ามิได้ทรงเฝ้าอยู่เหนือนคร คนยามตื่นอยู่ก็เหนื่อยเปล่า เป็นการเหนื่อยเปล่า ที่ท่านลุกขึ้นแต่เช้ามืด นอนดึก และกระหืดกระหอบกินอาหาร เพราะพระองค์ประทานแก่ผู้ที่รักของพระองค์ (ให้หลับสบาย)”
เพราะถึงเราจะขยันและทำงานหนักแค่ไหน..แต่ถ้าพระเจ้าจะให้เจ๊ง..เก่งให้ตายก็เจ๊งอยู่ดี (เรื่องนี้ น้าตุ๊กผ่านมาเต็มๆ) เพราะฉะนั้น สิ่งที่ตาเห็นหรือค่านิยมที่สมเหตุสมผลทางโลก..บางครั้งมันไม่ใช่ทางของพระเจ้า เหตุผลอีกข้อนึงที่ดาวิดชี้ให้เห็นในฝ่ายวิญญาณก็คือ..ทุกคนเป็นพี่น้องกัน..เป็นส่วนหนึ่งของทีม เป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักรที่มีหน้าที่ต่างกัน..แต่ไม่ว่าจะมีหน้าที่อะไร..ก็สำคัญเท่ากัน เพราะทั้งศบ.และสมาชิกธรรมดา พระเจ้าก็ทรงประทานความรอดให้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น เราก็ต้องเอาพระเจ้าเป็นหลักแล้วก็เดินตามพระองค์ในทุกทาง
29 ตอบ.ค.ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ไม่ว่าจะมีหน้าที่อะไร..เพราะถ้าไม่มีใครอยู่เฝ้าสำภาระให้..ดาวิดกับพวกก็คงไม่ได้เดินตัวลอยออกไปรบกับพวกอามาเลข เพราะเขาต้องกระเตงเอาสำภาระติดตัวไปรบด้วย (ถูกมะ) แล้วจริงๆ..พระเจ้าก็คือผู้ประทานทุกสิ่งให้ทั้งชัยชนะและทรัพย์สิน แต่อย่างว่า..เวลาที่ประสบความสำเร็จ..มนุษย์อดไม่ได้ที่จะคิดไปว่า..ตัวเองเก่ง ถ้าไม่ถ่อมใจลงอยู่เสมอ..ว่าเกียรติยศและคำสรรเสริญสมควรเป็นของพระเจ้า ฮอร์โมนแห่งความเย่อหยิ่งที่มันหลั่งออกมาเวลาที่ประสบความสำเร็จ..มันก็จะทำให้เราหลงตัวเอง..แล้วที่สุดก็จะล้มไปในความบาป
30.ตอบ.ทัศนคติที่ผิดอย่างสิ้นเชิง ก็คือ แม้แต่ดาวิดยังล้มไปในความบาป เราก็น่าจะทำบาปได้เหมือนกัน อันนี้เป็นการตีความพระคำภีร์แบบผิดๆ หาเหตุให้ตัวเองทำบาปได้อย่างไม่รู้สึกผิด แล้วเราก็ได้เรียนกันไปแล้ว..ว่าตัวอย่างที่ไม่ดีของหลายๆบุคคลในพระคำภีร์ก็มีไว้..เพื่อให้เราเห็นชัดเจนว่ามนุษย์อ่อนแอ ช่วยตัวเองไม่ได้ และไม่เสถียร เพราะฉะนั้น อย่าเย่อหยิ่ง..อย่าคิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น หรือเป็นคริสเตียนแล้วจะวิเศษกว่าคนอื่น..ไม่ใช่ เพราะที่เรารอด..ก็รอดด้วยพระคุณ แล้วถ้าไม่อยากจะล้มลงในความบาป..ก็ต้องติดสนิทกับพระเจ้า อธิฐานขอการทรงนำจากพระองค์ในทุกเรื่อง
ทั้งบทเรียนและบททดสอบ หนังสือ1ซามูเอลก็จบลงอย่างสมบูรณ์แล้วนะคะ สัปดาห์หน้าเราจะพบกันที่หาดตะวันรอน หลังจากนั้น เราจะมาขึ้น พระธรรม2ซามูเอลกันต่อ เด็กๆที่อายุเกิน18ปีก็จะย้ายไปเรียนคำเทศนาที่ห้องใหญ่กัน ขอให้เด็กๆตั้งใจเรียนเพื่อความเชื่อที่แข็งแรงของตัวเองนะคะ แต่ถึงยังไงเราจะมีโอกาสได้คุยกันแน่นอนค่ะ อาจจะเป็นกลุ่มเซลที่จัดขึ้นตามโอกาส แล้วแต่การทรงนำของพระเจ้า..เด็กๆคอยฟังข่าวด้วยนะคะ ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ

วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เฉลยบททดสอบ 1ซามูเอล ชุดที่ 2 (ข้อที่ 1-10)

1.ตอบ ค.โยนาธานยอมรับว่าดาวิดเป็นกษัตริย์ที่พระเจ้าเลือก เพราะเสื้อคลุมก็เป็นสัญญลักษณ์ของสิทธิอำนาจ ดังนั้นการมอบเสื้อคลุมให้จึงหมายถึงการส่งต่อสิทธิอำนาจตามหน้าที่ของคนๆนั้น อย่างเสื้อคลุมของอาโรนที่ส่งต่อให้เอเลอาซาร์ เสื้อคลุมของเอลียาห์ที่ทิ้งลงบนตัวของเอลีชา ในที่นี้โยนาธานเป็นลูกกษัตริย์ซึ่งเป็นหนึ่งในรัชทายาทที่อาจจะได้สืบต่อราชบัลลังก์ ดังนั้น สิ่งที่โยนาธานทำในข้อนี้จึงเป็นการสำแดงชัดเจนว่า..โยนาธานยอมรับว่าดาวิดคือผู้ที่พระเจ้าเลือกให้เป็นกษัคริย์องค์ต่อไปและเขาก็เต็มใจที่จะหลีกทางให้ด้วยความเต็มใจ
2.ตอบ ข.เชื้อบาปที่อยู่ในเนื้อหนังของมนุษย์ ดูโรม 7:13-24
“เรารู้ว่าธรรมบัญญัตินั้นเป็นมาโดยฝ่ายพระวิญญาณ แต่ว่าข้าพเจ้าเป็นมนุษย์ถูกขายไว้ให้อยู่ใต้บาป” “ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมิใช่ผู้กระทำ แต่ว่าบาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้านั่นเองเป็นผู้กระทำ..” “..ข้าพเจ้าเห็นมีกฎอีกอย่างหนึ่งอยู่ในกายของข้าพเจ้า ซึ่งต่อสู้กับกฎแห่งจิตใจของข้าพเจ้า และชักนำให้ข้าพเจ้าอยู่ใต้บังคับกฎแห่งบาป ซึ่งอยู่ในกายของข้าพเจ้า “
.....มีตรงไหนที่บอกว่าความบาปมาจากมารหรือสิ่งรอบตัวเราบ้างมั๊ย..ไม่มี พระคำภีร์บันทึกไว้ชัดเจนว่าความคิดชั่ว กิเลส ตัณหา สารพัดนิสัยที่ไม่ดีของมนุษย์นั้นล้วนอยู่ในตัวหรืออยู่ในเนื้อหนังของมนุษย์ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ถ้าตัวเองนิสัยไม่ดี อย่าไปโทษมาร..มารมันทำได้แค่กระตุ้นเร้า เป่าหู ให้เชื้อบาปในตัวเรารุนแรงมากขึ้นเท่านั้น เหมือนในตัวเรานั้นมีไฟอยู่แล้ว ส่วนมารก็ทำได้แค่สาดน้ำมันเข้ากองไฟ เติมเชื้อให้การเผาผลาญนั้นเข้มข้น..รุนแรงยิ่งขึ้น แต่ถ้าเราติดสนิทกับพระเจ้า ดำเนินกับพระองค์ทุกวันทุกเวลา จิตวิญญาณของเราก็จะเติบโตและแข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับเชื้อบาปที่อยู่ในตัว
3.ตอบ ค.ทั้งปลุกเร้าให้เราทำบาปและสั่นคลอนความเชื่อในทางพระเจ้า สารพัดการร้ายเป็นงานของมารทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การล่อลวงให้มนุษย์หลงไปจากทางของพระเจ้า..เหมือนจะเป็นภาระกิจอันยิ่งใหญ่ของมารเลยทีเดียว เพราะเท่าที่น้าตุ๊กสังเกตดู..ใครก็ตามที่เพิ่งมาเชื่อพระเจ้า..จะต้องมีอุปสรรคในการที่จะมาโบสถ์..เข้าใกล้หรือดำเนินกับพระเจ้าในสารพัดรูปแบบ..แล้วแต่มารว่าจะเลือกใช้ใครหรืออะไรเป็นเครื่องมือ ในการสกัดกั้นคนๆนั้นให้หลุดจากทางของพระเจ้า แต่ส่วนใหญ่จะเป็นคนใกล้ชิดหรือคนที่มีอิทธิพลกับเรา เช่น พ่อแม่ สามีหรือภรรยา เจ้านายหรือคนรอบข้างที่อยู่ในวงจรชีวิตของเรา นอกจากนี้ มารยังใช้สถานการณ์ต่างๆสกัดกั้น..ให้เราต้องห่างจากพระเจ้าอีกด้วย เช่น รถเสียตอนจะมาโบสถ์ ไม่มีเงินค่ารถ ทะเลาะกับแฟนตอนเช้าวันอาทิตย์ สะดุดกับนิสัยบางอย่างของคนในคริสตจักร ฯลฯ ....จนเป็นเหตุให้เราไม่สามารถหรือไม่อยากมาโบสถ์ ดังนั้น มันสำคัญอย่างยิ่งที่เราต้องรู้ให้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมและการงานของมาร เราจะได้เพียรอธิฐาน..เพื่อที่จะสามารถยืนหยัดเลือกทำสิ่งที่ถูกต้องได้..ในทุกสถานการณ์ โดยไม่เผลอไปติดกับของมาร...แต่เลือกเดินทางอันเป็นที่ชอบพระทัยและเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า
4. ตอบ ข.เพราะมนุษย์มักละเมิดและล้มเหลวในการรักษาสัญญาอยู่เสมอ ตลอดประวัติศาสตร์ในพระคำภีร์ได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้ว..ว่ามนุษย์ไม่สามารถรักษาสัญญาหรือทำตามกฎได้อย่างตลอดลอดฝั่ง เริ่มตั้งแต่ครั้งอาดามกับเอวา มาจนถึงอพย..ในถิ่นทุรกันดาร กระทั่งได้เข้าสู่คานาอัน ไม่มีซักครั้งที่ระบุว่า..มนุษย์สามารถรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับพระเจ้าได้ตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยของผู้วินิจฉัยนั้น เป็นภาพชัดเจนที่สุด..ในความไม่เสถียรของมนุษย์ เพราะไม่เคยดีได้อย่างคงเส้นคงวา และเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าปราศจากพระคุณของพระเยซูคริสต์แล้ว..มนุษย์จะต้องตายสถานเดียว
5.ตอบ ก.ต้องเป็นทางรอดที่ไม่ขึ้นอยู่กับความดีของมนุษย์ เพราะถ้าขืนต้องพึ่งความดีของตัวเองก็คงไม่มีทางรอด ถ้าเด็กๆจะเคยสังเกตความกบฎของเนื้อหนังของตัวเอง..เราจะพบว่า..”..คือในตัวของข้าพเจ้าไม่มีความดีประการใดอยู่เลย เพราะว่าเจตนาดีข้าพเจ้าก็มีอยู่ แต่ซึ่งจะกระทำความดีนั้นข้าพเจ้าหากระทำไม่ ด้วยว่าการดีนั้นซึ่งข้าพเจ้าปารถนาทำ ข้าพเจ้าไม่ได้กระทำ แต่การชั่วซึ่งข้าพเจ้ามิได้ปรารถนาทำ ข้าพเจ้ายังทำอยู่” โรม 7:18-19
ดังนั้น ด้วยความรักและพระกรุณาอันหาที่สุดมิได้ของพระเจ้า พระองค์จึงทรงเตรียมทางใหม่ที่เหนือชั้นกว่าเก่าไว้ให้เรา..เป็นทางรอดที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความดีของมนุษย์ เป็นทางที่มนุษย์ผู้อ่อนแอและมักล้มเหลวในการทำดีจะสามารถเข้าไปลี้ภัยและพึ่งอาศัยในพระคุณเพียงอย่างเดียว โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์..ผู้ซึ่งรับเอาความผิดบาปของเราไว้ในพระองค์
6.ตอบ ก.พระธรรมที่อยู่บนแผ่นหิน ใบลาน หรือวัตถุอื่นใด..ไม่สามารถชำระให้มนุษย์บริสุทธิ์ได้ ข้อ 4-5 และ 6 พูดเรื่องเดียวกัน เป็นเหตุเป็นผล และเป็นบทสรุปที่มาจากรากเดียวกัน เรื่องเดียวกัน.. อย่างข้อนี้ก็ยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่พระเจ้าต้องประทานพระคุณให้แก่มนุษย์ เพราะธรรมหรือกฎบัญญัติสารพัดมีไว้ก็เพื่อแค่ให้รู้..ว่าตอนนี้คุณนอกกรอบแล้วรึยัง เหมือนกระจกเงาที่สะท้อนให้เราเห็นตัวเองทุกครั้งที่มองดู ถ้าไม่มีกระจกเราก็ไม่สามารถเห็นตัวเองชัดเจน อาจจะเห็นบ้างแต่ไม่ชัด ต่อเมื่อมีธรรมหรือกฎกติกาที่เป็นเหมือนกระจก เราจึงเห็นชัดเจนว่า..อันไหนถูก อันไหนผิด แล้วเราผิดตรงไหน ละเมิดอะไรไปบ้าง แต่ตราบใดที่กระจกไม่สามารถแก้ไขให้เราสวยขึ้น ผอมลง หรือดูดีไปกว่าเดิมได้ ตราบนั้นพระธรรมหรือกฎบัญญัติก็ไม่สามารถทำให้มนุษย์ชอบธรรมได้เช่นกัน
7.ตอบ ข.เมื่อเราเชื่อในสิ่งที่พระเยซูทำเพื่อเรา การได้เข้าอาศัยในคานาอันไม่ใช่คำตอบเพราะเป็นแค่ภาพจำลองของอาณาจักรสวรรค์ที่พระเจ้าทรงบอกไว้เป็นหมายสำคัญถึงพระเยซูคริสต์..พระผู้ช่วยให้รอดที่จะทรงมาบังเกิดในแผ่นดินยูดาห์ แล้วถ้าแค่รู้จักพระเยซูหรือรู้เรื่องราวของพระองค์ก็ไม่ได้แปลว่า คนที่รู้นั้นจะได้รับความรอด เพราะหลายคนรู้ก็จริงแต่ไม่เชื่อ..ก็ไม่ได้รับความรอด เพราะฉะนั้น ต้องเชื่อในสิ่งที่พระองค์กระทำ คือ เชื่อว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระบุตรของพระเจ้า ทรงมาเกิดเป็นมนุษย์ ยอมตายที่ไม้กางเขนเพื่อแบกรับความผิดบาป รับโทษแทนเรา และทรงเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่สาม อันสำแดงถึงชัยชนะเหนือความตายของพระองค์ เราทั้งหลายที่เชื่อในพระองค์ก็จะได้รับชัยชนะไปกับพระองค์ด้วย นี่คือหัวใจสำคัญของความรอด ต่อให้เราไม่รู้เรื่องราวทั้งหมดของพระองค์หรือไม่รู้จักพระองค์ดีพอ แต่ถ้าเราเชื่อในการกระทำนี้ของพระเยซูเราก็ได้รับความรอดเช่นกัน
8.ตอบ ก.ต้องรับเชื่อใหม่ทุกปี อันนี้ไม่ใช่กฎของพระสัญญาอันใหม่ของพระเจ้า เพราะพันธสัญญาใหม่นี้จะถือหลักตามแนวทางของพระเยซูคริสต์ และสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำบนไม้กางเขน ดูฮีบรู 9:11-14
“พระองค์เสด็จเข้าไปในวิสุทธิสถานเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และพระองค์ไม่ได้นำเลือดแพะและเลือดลูกวัวเข้าไป แต่ทรงนำพระโลหิตของพระองค์เองเข้าไป และทรงสำเร็จการไถ่บาปชั่วนิรันดร์ “ ดังนั้น เราทั้งหลายที่เชื่อในสิ่งที่พระเยซูทรงทำ ก็จะพึ่งในกฎเดียวกันของพระคุณแห่งพันธสัญญาใหม่ การรับเชื่อในพระเยซูคริสต์เพียงครั้งเดียวจึงเพียงพอ ที่จะสามารถไถ่ถอนเราจากความบาปและความตาย ไม่ต้องทำซ้ำเหมือนปุโรหิตในสมัยพันธสัญญาเดิม..ที่ต้องเอาเลือดแพะ เลือดวัวเข้าไปในห้องอภิสุทธิสถานทุกปี “..เพราะว่าเลือดแพะและเลือดวัวตัวผู้ และเถ้าของลูกโคตัวเมีย ที่ประพรมลงบนคนบาปสามารถชำระให้มนุษย์บริสุทธิ์ได้ พระโลหิตของพระเยซูคริสต์ ผู้ได้ทรงถวายพระองค์เองแด่พระเจ้าโดยพระวิญญาณนิรันดร์ ให้เป็นเครื่องบูชาอันปราศจากตำหนิ ก็จะทรงชำระได้มากยิ่งกว่านั้นสักเพียงใด”
9.ตอบ ค.พระเจ้า นี่คือความจริงทางฝ่ายวิญญาณ และต่อไปเราก็จะเรียนรู้และมองเรื่องราวต่างๆในแง่ของจิตวิญญาณกันให้มากขึ้น เพื่อที่เด็กๆจะสามารถมองผ่าน..และเข้มแข็งกับปัญหาต่างๆได้มากขึ้น เพราะแท้จริงแล้ว ทุกรูปแบบของชีวิต ทุกเหตุการณ์ และทุกสภาวะในวงจรชีวิตของเรา ล้วนอยู่ใต้การควบคุมของพระเจ้าทั้งสิ้น และแน่นอนมีพระประสงค์ของพระองค์แฝงอยู่ในทุกเรื่องราวชีวิตของเราเสมอ ดังนั้น ถ้าเราสามารถโฟกัสที่พระเจ้าได้ ความเข้าใจในสิ่งต่างๆก็จะชัดเจนขึ้น ความสงสัยและความไม่พอใจหรือไม่รู้จักพอก็จะลดน้อยลง
10.ตอบ ข.พระเจ้าประสงค์ให้ดาวิดเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องด้วยตัวเอง.. เพราะจะมีประโยชน์อะไร ถ้าพ่อแม่พร่ำสอน..เลี้ยงลูกจนโตแล้วก็เลือกทางที่ถูก..ชี้สิ่งที่ดีให้ตลอดเวลา..ไม่ว่าลูกจะโตซักแค่ไหน ลูกก็ไม่เคยมีโอกาสได้คิดเองแม้แต่เรื่องเดียว ไม่เคยเลือกคบเพื่อนเอง ไม่เคยเลือกกินอาหารที่เป็นประโยชน์เอง ไม่เคยตอบโจทย์ของแต่ละปัญหาด้วยตัวเอง แล้วบทพิสูจน์ความเติบโตและวิจารณญาณของลูกจะอยู่ตรงไหน ในทางพระเจ้าก็เหมือนกัน..แท้จริงแล้วคริสเตียน คือ ผู้ที่รอด เรื่องราวของคริสเตียน ก็คือเรื่องราวของผู้ที่ได้รับความรอด..ว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ใช่เปลี่ยนโลก เปลี่ยนปัญหา หรือเปลี่ยนคนอื่น ดังนั้น ตลอดชีวิตของเราจะวนเวียนอยู่ประมาณนี้..คือ เติมส่วนที่ขาดและตัดส่วนที่เกิน ตามน้ำพระทัยอันครบถ้วนบริบูรณ์ของพระเจ้า ไม่ใช่ครบถ้วนในมุมมองของเรา เพื่ออะไร..ไปที่ไหนจะได้ฉายแสงที่นั่น พระเจ้าต้องได้รับเกียรติเวลาที่เราเล่าเรื่องราวข่าวประเสริฐของพระองค์ และทุกคนจะต้องสรรเสริญพระเจ้าเมื่อเห็นการดำเนินชีวิตของเรา

บททดสอบ พระธรรม 1ซามูเอล ชุดที่2

1.”โยนาธานก็ถอดเสื้อคลุมออกมอบให้แก่ดาวิด พร้อมทั้งเครื่องใช้ แม้ดาบ คันธนู และเข็มขัดก็ประทานให้ด้วย “ การกระทำดังกล่าวของโยนาธานสำแดงถึงความหมายในข้อใด
ก.โยนาธานยอมพ่ายแพ้ต่อดาวิด ข.โยนาธานยอมคืนของที่เป็นของดาวิด
ค.โยนาธานยอมรับว่าดาวิดเป็นกษัตริย์ที่พระเจ้าเลือก
2.ความคิดชั่วและกิเลสตัณหาทุกอย่างของมนุษย์เกิดจากข้อใด
ก.มาร ข.เชื้อบาปที่อยู่ในเนื้อหนังของมนุษย์ ค.สิ่งแวดล้อมของแต่ละบุคคล
3.ข้อใดคือการงานของมาร
ก.ปลุกเร้าเชื้อบาปของมนุษย์ ข.สั่นคลอนความเชื่อในทางพระเจ้า ค.ถูกทุกข้อ
4.พระเจ้าทรงใช้พันธสัญญาในการควบคุมมนุษย์ และประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาในพระคำภีร์ได้พิสูจน์ให้เห็นว่ามนุษย์มีคุณสมบัติในข้อใด
ก.มนุษย์ชื่นชมในพระสัญญาและยืนหยัดที่จะรักษาสัญญาเสมอ
ข.มนุษย์มักละเมิดและล้มเหลวในการรักษาสัญญาอยู่เสมอ
ค.มนุษย์ไม่ชื่นชมในพระสัญญาแต่รักษาสัญญาได้เสมอ
5.พระสัญญาใหม่ที่พระเจ้าประทานให้มนุษย์มีลักษณะสำคัญอย่างไร
ก.เป็นทางรอดที่ไม่ขึ้นอยู่กับความดีของมนุษย์ ข.เป็นทางรอดที่ขึ้นอยู่กับความดีของมนุษย์
ค.มนุษย์ได้รับความรอดทุกคน..ไม่ว่าจะเชื่อในสิ่งใดก็ตาม
6.(โดย สัมพันธ์กับเยเรมีห์ 31:31-33) ข้อใดกล่าวถูกต้อง
ก.พระธรรมที่อยู่บนศิลา..ใบลานหรือวัตถุอื่นใด ไม่สามารถชำระให้มนุษย์บริสุทธิ์ได้
ข.พระธรรมที่อยู่บนศิลา..ใบลานหรือวัตถุอื่นใด สามารถชำระมนุษย์ให้บริสุทธิ์ได้ ค.ถูกทั้งก และ ข
7.”..เราจะบรรจุพระธรรมไว้ในเขาทั้งหลาย และเราจะจารึกมันไว้บนดวงใจของเขา..” น้ำพระทัยพระเจ้าในข้อนี้สำเร็จได้ด้วยวิธีใด
ก.เมื่อเราได้อยู่ที่ดินแดนแห่งพันธสัญญา (คานาอัน) ข.เมื่อเราเชื่อในสิ่งที่พระเยซูทำเพื่อเรา
ค.เมื่อเรารู้เรื่องราวของพระเยซูคริสต์
8.ข้อใดไม่ใช่กฎของพระสัญญาใหม่ที่พระเจ้าประทานให้
ก.ต้องรับเชื่อใหม่ทุกๆปี ข.ต้องเชื่อด้วยปากและรับด้วยใจ
ค.เราสามารถผูกพันเรากับพระเจ้าตลอดไปด้วยการรับเชื่อเพียงครั้งเดียว
9.แท้จริงแล้ว..ใครคือผู้ปลดซาอูลออกจากการเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล
ก.ซามูเอล ข.ดาวิด ค.พระเจ้า
10.(จาก 1ซมอ.24:4) เด็กๆคิดว่าข้อใดคือน้ำพระทัยที่แท้จริงของพระเจ้า
ก.พระเจ้าประสงค์ให้ดาวิดฆ่าซาอูล ข.พระเจ้าประสงค์ให้ดาวิดเลือกทำสิ่งที่ถูกต้องด้วยตัวเอง
ค.พระเจ้าประสงค์ให้คนของดาวิดมีส่วนร่วมในการฆ่าซาอูล
11.เด็กๆคิดว่า ข้อใดคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ดาวิดไว้ชีวิตซาอูล
ก.เพราะซาอูลเป็นผู้นำที่พระเจ้าทรงเจิมไว้ ข.เพราะซาอูลเป็นพ่อของโยนาธาน
ค.เพราะซาอูลยังคงเป็นกษัตริย์ที่ดีของอิสราเอล
12.ใครคือผู้นำที่พระเจ้าทรงเลือก
ก.พระมหากษัตริย์ รัฐบาล นายจ้าง ข.ศิษยาภิบาล พ่อแม่ สามี ค.ถูกทั้ง ก และ ข
13.พระเจ้าสอนให้เราทำสิ่งใด เมื่อเห็นชัดเจนว่าผู้นำกระทำความผิด
ก.ต่อต้านและปฎิเสธที่จะเชื่อฟัง ข.อธิฐานและวางใจในพระองค์
ค.ให้ประกาศความผิดแก่สาธาณะชน
14.(จาก1ซมอ.25:13) เด็กๆคิดว่า..ดาวิดโกรธเพราะอะไร
ก.โกรธโดยพระวิญญาณบริสุทธ์
ข.โกรธเพราะอารมณ์ไม่คงที่ของมนุษย์
ค.โกรธเพราะนาบาลทำสิ่งที่ร้ายแรงเกินกว่าผู้ใดจะรับได้
15.จาก 1ซมอ.25:13 ข้อใดกล่าวถูกต้อง
ก.ชัยชนะในความบาปของเนื้อหนังเพียงครั้งเดียว..สามารถทำให้เราชนะได้ตลอดไป
ข.ชัยชนะในความบาปของเนื้อหนังทำให้เราได้รับความรอด
ค.แม้จะเคยเอาชนะความบาปของเนื้อหนังได้ แต่มนุษย์ยังล้มลงในความบาปได้ตลอดเวลา
16.กรณีใดที่เราไม่จำเป็นต้องเดินตามผู้นำอีกต่อไป
ก.เมื่อผู้นำคิดไม่เหมือนเรา ข.เมื่อเราพบว่าผู้นำไม่สมบูรณ์พร้อม
ค.เมื่อผู้นำทำสิ่งที่ค้านกับน้ำพระทัยพระเจ้า
17.ทำไมอาบีกายิลจึงได้ชื่อว่าเป็นภรรยาที่ดี
ก.เพราะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสามีและผู้อื่น
ข.เพราะมีสติปัญญาที่พระเจ้าประทานให้
ค.เพราะทำสิ่งที่ค้านกับสามี..คือนาบาล..ที่เป็นคนอธรรม
18.พระวจนะของพระเจ้าสามารถส่งผ่านทางผู้ใด
ก.ศิษยาภิบาล ผู้รับใช้ ครู ข.ผู้เชื่อใหม่ เด็กเล็กๆ คนกวาดถนน ค.ถูกทุกข้อ
19.เด็กๆคิดว่า..แท้จริงแล้วใครคือผู้ยับยั้งไม่ให้ดาวิดต้องทำบาปด้วยการฆ่านาบาล
ก.อาบีกายิล ข.พระเจ้า ค.ดาวิดยับยั้งตัวเอง
20.จาก ยอห์น1:51 ข้อใดคือความหมายที่ถูกต้อง..ในบริบทนี้
ก.พระเยซู คือ ทางเดียวที่มนุษย์จะสามารถเข้าสู่สวรรค์ ข.พระเยซูเป็นผู้ควบคุมอัศจรรย์ทั้งปวง
ค.พระเยซูจะทรงเสด็จมาพร้อมทูตสวรรค์
21.เด็กๆได้ข้อคิดอะไร จาก1ซมอ.26:23
ก.ให้เราทำความดีถวายพระเจ้า ข.ให้เราต่อสู้ศัตรูของพระเจ้า
ค.ให้เราจดจ่อรอรับพระพรจากพระเจ้า
22.จาก1ซมอ.28:5 เด็กๆคิดว่า เพราะเหตุใดพระเจ้าจึงไม่ตอบคำอธิฐานของซาอูล
ก.เพราะซาอูลร้องหาพระเจ้าเฉพาะเวลาที่เขาต้องการ
ข.เพราะถึงเวลาที่พระเจ้าจะทรงพิพากษาซาอูล ค.ถูกทั้ง ก และ ข
23.สิ่งใดถือเป็นความบาป
ก.เข้าไปทัศนะศึกษาในวัดหรือสุเหร่า ข.ไปหาหมอดูเพื่อทำนายดวงชะตา
ค.ออกไปร่วมเล่นน้ำในเทศกาลสงกรานต์
24.จาก 1ซมอ.29:1-5 พระเจ้าทรงสอนเราในเรื่องใด
ก.คำอธิฐานมีพลังทำให้เกิดผลเสมอ ข.การช่วยกู้จากพระเจ้าในรูปแบบที่มนุษย์คิดไม่ถึง
ค.อาจมีบางครั้งที่การช่วยกู้ไม่ได้มาจากพระเจ้า
25.ข้อใดคือความแตกต่างระหว่างซาอูลกับดาวิด
ก.ดาวิดเป็นกษัตริย์ที่พระเจ้าทรงเจิม แต่ซาอูลไม่ใช่
ข.ดาวิดเป็นเชื้อสายของอิสราเอล แต่ซาอูลไม่ใช่
ค.ดาวิดแสวงหาพระเจ้าเสมอ แต่ซาอูลแสวงหาเฉพาะเวลาที่เขาต้องการ
26.พระบัญญัติข้อใดสำคัญที่สุด
ก.รักพระเจ้าสุดจิต สุดใจ และสิ้นสุดกำลัง
ข.พยายามทำความรู้จักพระเจ้าในทุกวิถีทาง
ค.เข้ามาหาพระเจ้าในพระนิเวศน์อย่างสม่ำเสมอ
27.”จงเอาถ้อยคำเหล่านี้พันไว้ที่มือของท่านเป็นหมายสำคัญ” มีความหมายในข้อใด
ก.ให้มีพระคำภีร์ติดตัวอยู่เสมอ
ข.ให้เขียนถ้อยคำพระเจ้าไว้ที่ฝ่ามือ
ค.ให้ความรักของพระเจ้าสำแดงออกในการกระทำทุกอย่างของเรา
28.จาก1ซมอ.30:21-22 ทำไมพระคำภีร์จึงเรียกคนกลุ่มนี้ว่า”คนอธรรมและคนถ่อย”
ก.เพราะไม่ยอมแบ่งของที่ริบได้ให้แก่พี่น้องที่อยู่เฝ้าสัมภาระ
ข.เพราะไม่ยอมไปร่วมรบกับคนอามาเลข
ค.เพราะไม่ยอมคืนของที่ถูกปล้นให้แก่พี่น้องที่อยู่เฝ้าสัมภาระ
29.ข้อใดคือเหตุผลของดาวิด ที่ต้องแบ่งทรัพย์สินให้พี่น้องอย่างเท่าเทียมกัน
ก.ทุกคนคือส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ข.พระเจ้าเป็นผู้ประทานทุกสิ่งให้ ค,ถูกทั้ง ก และ ข
30.เด็กๆคิดว่า ข้อใดเป็นทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง
ก.ทุกคนสามารถล้มลงในความบาป แต่เราควรเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ
ข.แม้แต่ดาวิดยังมักล้มลงในความบาป เราจึงสามารถทำบาปได้เช่นกัน
ค.เมื่อผู้นำทำบางอย่างผิดพลาดไป เราก็ควรอธิฐาน และยังคงต้องให้เกียรติผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมไว้

วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เฉลยบททดสอบ 1ซามูเอล ชุดที่ 1 อาทิตย์ที่15:8:2010

1.ตอบ ค. มีเนื้อหาที่ยกพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง ไม่ได้จดจ่อที่ความรู้สึกหรือสิ่งที่ตัวเองได้รับ ไม่ว่าจะเป็นพระพรหรือความทุกข์ยากลำบาก แต่ฮันนาห์ยกพระเจ้าเป็นใหญ่ในคำอธิฐานและการสรรเสริญ สิ่งนี้มีส่วนสำแดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณที่เติบโต เพราะ ผู้ที่เติบโตฝ่ายวิญญาณจะให้ความสำคัญกับความรู้สึกของตัวเองหรือสิ่งที่มองเห็นฝ่ายโลกรองจากพระเจ้า แต่จะยกพระเจ้า ราชกิจ และความยิ่งใหญ่ของพระองค์เป็นสิ่งสำคัญ
2.ตอบ ข. พ่อแม่ต้องจ่ายราคาในการที่ไม่อบรมลูก เพราะพระคำภีร์สอนเราให้ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี พ่อแม่มีหน้าที่ต้อง..เลี้ยง..ดู..อบ..รม..สั่ง..สอน..ขู่..ปลอบ..ให้กำลังใจ..ดัดนิสัย ถ้าทั้งหมดนี้ยังกำราบลูกไม่อยู่ก็ต้องมีไม้เรียวด้วย..ถ้าจำเป็น พระคำภีร์บอกไว้ชัดเจนว่า ถ้าเราเลี้ยงดูอบรมลูกเป็นอย่างดี เขาจะนำความชื่นใจมาให้ พ่อแม่จะได้กินผลเมื่อเขาเติบโตและงดงาม แต่ถ้าเราละเลยไม่ใส่ใจลูก ในเวลาที่เขาโตขึ้นพ่อแม่ก็ต้องจ่ายราคาอย่างสาสมเช่นกัน ความจริงเรื่องนี้..มีรายละเอียดมากกว่านี้ เพราะมันมีเนื้อหาที่คาบเกี่ยวระหว่าง..การวางใจในน้ำพระทัยพระเจ้า กับการไม่ใส่ใจที่จะทำหน้าที่ของตัวเอง ซึ่งน้าตุ๊กเคยสอนไปแล้ว
3.ตอบ ก. ยอมให้บุตรเลือกเฟ้นของถวายส่วนที่ดีที่สุด เพราะตามกฎบัญญัติของพระเจ้าปุโรหิตจะเอาสามง่ามแทงลงไปในหม้อเนื้อที่กำลังต้มอยู่ ติดชิ้นไหนขึ้นมา..ชิ้นนั้นก็คือส่วนของปุโรหิต แต่บุตรของเอลีไม่ทำอย่างนั้น เมื่อมีคนเอาเนื้อมาถวายคนใช้ของโฮฟนีกับฟีเนหัสจะเข้ามาขอเนื้อไปก่อน โดยไม่ยอมให้เผาไขมันให้ถูกต้องตามพระบัญญัติก่อนด้วยซ้ำ และถึงเอลีจะไม่ได้ลงมือทำเองแต่การเพิกเฉยต่อพฤติกรรมที่ผิดบาปของลูกตัวเอง ก็เท่ากับ..เขาก็มีส่วนร่วมในความบาปนั้นด้วย จริงๆแล้วผิดหลายกระทงอยู่ ทั้งไม่เชื่อฟังพระเจ้า ไม่อบรมสั่งสอนลูก และแน่นอน..ต้องร่วมวงกินเนื้ออร่อยที่เลือกเฟ้นจากของถวายกับเขาด้วย
4.ตอบ ข. มองหีบพันธสัญญาเป็นรูปเคารพ เพราะในบริบทนี้คนอิสราเอลลงความเห็นกันว่า..ที่พวกเขาแพ้ฟิลิสเตียก็เพราะไม่ได้เอาหีบพันธสัญญาออกมาที่สนามรบ เด็กๆฟังดูแล้วมันเกี่ยวมั๊ยล่ะ..พระเจ้าทรงสถิตอยู่ที่หีบเท่านั้นหรือ หรือฤทธิ์อำนาจการช่วยกู้ของพระองค์ถูกจำกัดไว้กับหีบนั้น ถึงช่วยอิสราเอลไม่ได้ถ้าไม่ยกหีบออกมาที่สนามรบ นี่มันยกหีบพันธสัญญเป็นรูปเคารพชัดๆ แล้วที่สำคัญความคิดอย่างนี้ไม่ถวายเกียรติพระเจ้า..อย่างแรง เพราะเผลอมองพระเจ้าเล็กกว่าที่พระองค์ทรงเป็น
5.ตอบ ก.มองพระเจ้าเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น มองพระเจ้าเป็นแค่ผู้ช่วยแล้วเผลอเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง หรืออาจจะเห็นพระเจ้าศักดิ์สิทธิ์จริงแล้วเลยหวังว่าพระองค์ต้องให้สิ่งที่เราอยากได้ (เสมอ) เพราะในทางพระเจ้า..พระองค์คือสิ่งที่พวกเรามองไม่เห็น..แต่มีอยู่จริงและที่สำคัญ..ยิ่งใหญ่จริง พระเจ้าไม่เคยเอารางวัลผูกโบล์มาวางล่อไว้..เพื่อที่เราจะได้เลือกพระองค์ มนุษย์ต้องติดสนิทกับพระองค์ด้วยความรัก และจิตใจที่แสวงหา แล้วจึงได้พบพระเจ้า พร้อมขุมทรัพย์ที่ล้ำค่าที่สุดในมหาจักรวาล แต่สิ่งนี้..มันสวนทางกับกมลสันดานของมนุษย์ เพราะฉะนั้น ถึงเชื่อพระเจ้าแล้ว แต่ถ้าไม่ติดสนิท ไม่แสวงหา หลายคนก็มักจะพลาด..ไม่ก็เผลอย้ายพระเจ้าไปอยู่มุมนึง แล้วเมื่อไหร่ที่ต้องการความช่วยเหลือก็ค่อยยกพระองค์ออกมาปัดฝุ่น..แล้วก็เริ่มอธิษฐานขอนั่น..ขอนี่
6.ตอบ ข.เพราะคนอิสราเอลมองหีบพระสัญญาเป็นรูปเคารพ คนอิสราเอลในบทนี้..คิดว่าแพ้พวกฟิลิสเตียเพราะลืมหีบ..นี่พวกเขาเห็นพระเจ้าเป็นอะไร ถูกจำกัดด้วยเวลาและสถานที่หรือ..นั่นมันพวกพระเทียมเท็จหรือสัมพเวสี แล้วสมควรมั๊ย..ที่พระองค์จะโกรธ เด็กๆลองคิดดู..สมมติว่าเราจบปริญญาโท เคยทำงานระดับบริหาร แล้ววันนึงถูกย้ายไปคุมแผนกแม่บ้านหรืองานทำความสะอาด..เราจะรู้สึกยังไง แล้วนี่พระเจ้านะ..พระองค์ใหญ่ที่สุดในกัลปจักรวาล แล้วคนอิสราเอลมาปฏิบัติกับพระองค์เหมือนเป็นอะไรซักอย่าง..ที่ถูกสถาปนาไว้ตรงไหน..ก็ต้องอยู่ตรงนั้น มองว่าฤทธิ์อำนาจของพระองค์ขึ้นอยู่กับหีบพันธสัญญา สมควรมั๊ย..ที่พระเจ้าจะเอาสิ่งที่เป็นรูปเคารพ..ออกไปจากชีวิต หรือสมควรมั๊ย..ที่พระเจ้าจะเอาบางอย่างออกไปจากชีวิต(ของพวกเรา) จะได้เห็นกันใสๆว่า..ใครใหญ่จริง แล้วความยิ่งใหญ่ที่แท้จริง..เป็นยังไง
7.ตอบ ข.กำจัดไปให้พ้น เราจะเห็นว่า..พวกฟิลิสเตียรู้จักพระเจ้าของอิสราเอลดีมาก..ดีมากจริงๆ รู้ประวัติศาสตร์ของอิสราเอลอีกต่างหาก แล้วยังสำแดงความรอบคอบ..ว่าพวกเขาจะไม่ทำพลาดเหมือนฟาโรห์..ที่ไม่ยอมปล่อยพวกฮีบรูไป ทั้งที่ตัวเองก็โดนพระเจ้าเล่นงานจนลากเลือด พวกฟิลิสเตียรู้ทุกอย่าง เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าทุกประการ..แต่ ถ้าไม่ใช่คนที่พระเจ้าเลือกแล้ว..ยังไงก็ไม่ใช่อยู่ดี ต่อให้คุณรู้จักหรือได้เห็นพระคุณมากมาย ขนาดคนตายฟื้นมาต่อหน้า..ถ้าพระเจ้าไม่ได้เลือก คุณก็ไม่มีวันที่จะกลับใจใหม่ เหมือนพวกฟิลิสเตียในตอนนี้..เหมือนฉลาด มองเห็นและเข้าใจทุกอย่าง แต่ก็เลือกที่จะกำจัดพระเจ้าออกไปให้พ้นทาง
8.ตอบ ค. เพื่อให้อิสราเอลหันมาพึ่งพระองค์อย่างสุดใจ เพราะเมื่อโลกนี้ตกลงในความบาป เมื่อมนุษย์ถูกตัดขาดจากพระสิริของพระเจ้า สิ่งที่เคยเห็นก็ไม่เห็น สิ่งที่ไม่ควรเห็นกลับเห็นชัดเจน เมื่อตกอยู่ในความบาปแล้ว มนุษย์ก็เป็นทาสของเนื้อหนัง..เนื้อหนังบอกว่าไร ส่วนใหญ่ก็เชื่ออย่างงั้น เนื้อหนังบอกว่า..ถ้ามีเงินแล้วสบาย เราก็มักจะเผลอเชื่อไปตามนั้น เนื้อหนังบอกว่า..ขับเฟอรารี่ แล้วเท่ เราก็รู้สึกอย่างงั้นจริงๆ หรือเนื้อหนังบอกว่า..ถ้าเรารู้จักคนใหญ่คนโตนะ..จะไม่มีใครรังแกเราได้ เราก็จะเชื่ออย่างงั้น เพราะสารพัดที่พูดมา.. มันตอบสนองความรู้สึกดีให้กับฝ่ายเนื้อหนังได้ เพราะเนื้อหนัง คือ เรื่องของรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ดังนั้น มันจะจูนได้ง่ายกับสิ่งที่เราสามารถจับต้องหรือมองเห็น แต่ในความบริสุทธิ์ของพระเจ้า..ไม่เหมือนกัน เพราะคอนเซ็ปท์ คือ ความเชื่อ..ความเชื่อคืออะไร ในฮีบรู 11:1 บอกว่า...ความเชื่อ คือ “ความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ เป็นความรู้สึกมั่นใจว่า..สิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง” เพราะถ้าเห็นอยู่ใสๆแล้ว คงไม่ต้องใช้ความหวังและความเชื่อ ซึ่งมันคนละขั้วกันเลยกับเรื่องของเนื้อหนัง เพราะฉะนั้น หลายครั้งพระเจ้าก็ต้องหักดิบโดยการเอาบางอย่าง..ที่เราคิดว่าสำคัญจนมากเกิน..ออกไป อะไรก็ตามที่เราคิดว่า..ชีวิตนี้ชั้นขาดไม่ได้..ถ้าไม่มีอันนี้ชั้นตายแน่ พระเจ้าจะเอาออกไป เพราะพระองค์เข้าใจ..ว่าเรายึดติดกับรูป รส กลิ่น เสียง เพราะเราเป็นทาสของเนื้อหนัง ถ้าจะรอให้ปล่อยวางเอง..บางครั้งก็ทำได้ แต่หลายครั้งเรามักจะแพ้ พระเจ้าเลยต้องช่วยเอาออกไป..เพื่อให้เราเหลือตัวเปล่าๆ เพราะจุดนั้น มนุษย์จำเป็นแล้ว..ที่จะต้องพึ่งพระเจ้าอย่างสุดใจ
9.ตอบ ก.ตัดสินใจแต่ละเรื่องให้ดีที่สุด ทำตามที่พระเจ้าสอนในทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน แค่นี้..ดีพอแล้ว ไม่ต้องตะเกียกตะกายไปประกาศ ไปให้คำปรึกษา หรือไปดั้นด้นแสวงหาอัศจรรย์อะไรมากมาย เพราะถ้าเป็นน้ำพระทัยที่พระเจ้าจะทรงสำแดงแก่เรา ยังไง..เราก็ต้องเห็น พระเจ้าทรงทำทุกอย่างได้ในทุกที่ ทุกเวลา และทุกสถานการณ์ เราไม่ต้องออกไปปลีกวิเวกที่ไหน อยู่กะบ้าน ทำงานตามหน้าที่ของเราไปตามปกติ แต่ขอให้ใจเราจดจ่ออยู่กับพระเจ้า..(อยู่กับพระเจ้าจริงๆนะ ให้พระองค์เป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่แค่ส่วนหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้น) พระวิญญาณบริสุทธิ์จะสามารถเต็มขนาดในชีวิตเราได้ ในขณะที่เรายังเป็นคนเดิม..ในสิ่งแวดล้อมเดิมๆ
10.ตอบ ข.ไม่ได้ เพราะในสายเลือดของมนุษย์ก็บาปเต็มๆ ความรอดต้องไขว่คว้าเอาเอง..ของใครของมัน ถ้าพ่อแม่เชื่อพระเยซู แต่ลูกไม่ยอมเชื่อ..ก็ตัวใครตัวมัน หรือ แม้แต่ในเรื่องของความชอบธรรมทางนิสัยใจคอ ก็สืบทอดทางเชื้อสายไม่ได้อยู่ดี เอาง่ายๆ..ซามูเอลเป็นคนชอบธรรม แต่ลูกของเขา..ไม่ ซาอูลมีนิสัยไม่ชอบธรรม ส่วนโยนาธานเหมือนพ่อมะ..ไม่เลย เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นความชอบธรรมฝ่ายวิญญาณหรือความชอบธรรมทางเนื้อหนังความประพฤติ ก็ไม่ได้สืบทอดกันทางเชื้อสายทั้งสิ้น
11.ตอบ ค.เพราะแท้จริงแล้วคนอิสราเอลปฏิเสธพระเจ้า พวกเขาอาจจะอ้างว่า..ซามูเอลอายุมากแล้วเลยไม่แน่ใจว่าจะทำหน้าที่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์รึเปล่า แล้วลูกของซามูเอลก็ไม่ชอบธรรมเหมือนพ่อ..เลยอยากจะขอกษัตริย์มาปกครองพวกเขา ต้องบอกว่า..เป็นข้ออ้างที่ไม่สร้างสรรค์เลย เพราะจริงๆแล้วความอาวุโสมีประโยชน์ต่อการบริหารงานทุกอย่าง เด็กๆลองนึกภาพดูว่า..คณะผู้บริหารระดับสูงขององค์กรต่างๆ ส่วนใหญ่แล้วเต็มไปด้วยคนประเภทไหน..คนหนุ่มสาวที่เพิ่งเรียนจบ เด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือพวกมือใหม่ไร้ประสบการณ์หรือ ไม่ใช่เลย..ผู้บริหารระดับสูงของทุกองค์กร ส่วนใหญ่แล้วมีแต่ผู้อาวุโสทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ไม่ว่าคนอิสราเอลจะอ้างอะไร พระเจ้าก็เห็นความจริงในหัวใจพวกเขาอยู่ดี...ว่าแท้จริงแล้วพวกคุณปฏิเสธพระเจ้า แต่ไม่กล้าที่จะยอมรับความจริง
12.ตอบ ค.พระองค์เตือนคนอิสราเอลให้รู้ว่า..ถ้ามีกษัตริย์แล้วชีวิตของพวกเขาจะเป็นไง อันนี้ต่อเนื่องกับข้อ 13 จริงๆแล้วทั้งก..ข..และค เป็นพระลักษณะของพระเจ้าทั้งหมด แต่ตอบ ค.เพราะบริบทนี้..สำแดงให้เห็นถึงความรักมั่นคงและพระเมตตาคุณที่ไม่สิ้นสุดของพระองค์ เพราะอะไร ทั้งที่พระองค์รู้ว่า..คนเหล่านี้มันเอาตัวไม่รอด พระเจ้าต้องโอบอุ้มค้ำชูพวกเขามาตลอด ครั้งแล้วครั้งเล่า..ที่พวกเขาอยู่ดีมีสุขแล้วก็ลืมพระองค์ มาตอนนี้ก็ยังกบฎไม่เลิก อยู่ดีๆก็เกิดอยากจะมีชีวิตของตัวเอง..ไม่เอาพระเจ้าซะงั้น แล้วพระเจ้าทำไง..เตือน ด้วยความรักและหวังดีแบบไม่มีอีโก้เหมือนมนุษย์ พระองค์เตือนพวกเขาว่าคิดดีๆนะ เพราะถ้ามีกษัตริย์แล้วจะถูกเอาเปรียบ1..2..3..4..5….แต่พวกเขาไม่ฟัง ถ้าน้าตุ๊กมีลูกอย่างงี้นะ..ขอยอมรับตรงๆว่าคงจบไปนานแล้ว อดทนได้ไม่ถึง 1% ของพระเจ้าหรอก เพราะฉะนั้น ความรักและพระเมตตาคุณของพระเจ้าจึงสูงส่งเหนือความรักอื่นใดในโลกนี้และหาที่สุดไม่ได้จริงๆ
14.เพราะก่อนที่อิสราเอลจะมีกษัตริย์ ประชาชนไม่ต้องเสียภาษี มีแต่สิบลด ผลแรกถวายแด่พระเจ้า แล้วชายฉกรรจ์ก็ไม่ต้องเข้าประจำการด้วย กองทัพของอิสราเอลจะเป็นแบบร่วมด้วยช่วยกัน เพราะฉะนั้นที่ถูกคือ ตอบ.ก.คือยังไงทุกคนก็ยังต้องเชื่อฟังพระเจ้า คุณอยากมีกษัตริย์ก็มีไป แต่พระเจ้ายังคงครองอยู่บนบัลลังก์สูงสุดสำหรับมนุษย์ทุกคน..เสมอ ไม่เปลี่ยนแปลง ทุกคนยังต้องเชื่อฟังพระเจ้าเหมือนเดิม ส่วนกษัตริย์ก็แค่มาทำให้ชีวิตคุณยุ่งยากมากขึ้นเท่านั้น (แล้วขอกันมาทำไมเนี่ย..)
15.ตอบ.อิสราเอลยังยืนยันว่าต้องการกษัตริย์ เคยมะ..เวลาอยากได้อะไร..ก็จะเอาให้ได้ พ่อแม่เตือนแค่ไหน..ก็ไม่ฟัง “อย่าเพิ่งมีแฟนนะลูก ตอนนี้หนูยังเด็ก..อะไรๆก็ยังไม่แน่นอน เดี๋ยวถ้าเขาไปมีคนอื่นแล้วหนูจะเสียใจนะ หนูจะทำใจไม่ได้นะ หนูจะรับไม่ไหวนะ หนูจะเจ็บ..หนูจะร้องไห้ เชื่อแม่นะ..อย่าเพิ่งมีแฟนเลย แล้วมีกันมั๊ย..มี พ่อแม่เตือนมั๊ย..เตือน ถามว่าเชื่อมั๊ย..เชื่อ แต่อยากมี เข้าใจรึยัง..ว่าคนอิสราเอลอารมณ์ไหน ก็อารมณ์เดียวกันกะพวกเรานั่นแหละ แล้วเพราะอะไรถึงเป็นอย่างงั้น..คำตอบข้อ16 คือ..
16. ข.เพราะมนุษย์มันมีเชื้อบาปก็เลยมักจะกบฎ ทั้งที่รู้อยู่..ว่าบางอย่างไม่ควรทำ บางอย่างไม่ควรคิด บางอย่างไม่ควรซื้อ..(โดนล่ะสิ) ทั้งที่รู้ว่าบางอย่างไม่ควรทำแต่ก็ทำ..เพราะมันอยากลอง ถามว่ารู้มั๊ย..ว่าลองแล้วอาจเดือดร้อน..รู้ แต่ยอมเสี่ยง แล้วรู้มั๊ย..ว่าบางอย่างไม่ควรซื้อ..รู้ แต่ก็ซื้อ..เพราะอยากได้ เนี่ย..คือเชื้อบาปและความกบฎที่อยู่ในมนุษย์ อธิบายกันง่ายๆแค่นี้แหละ
17.ตอบ.ค เพราะไม่ยอมรับคนที่พระเจ้าเลือก จริงอยู่ที่คนกลุ่มนี้แสดงว่า..พวกเขาไม่ยอมรับในตัวซาอูล แต่เหตุผลแท้จริงที่พระคำภีร์เรียกคนกลุ่มนี้ว่า”อันธพาล”ก็เพราะพระเจ้าคือผู้ที่เลือกซาอูล แล้วถ้าคุณไม่ยอมรับเขาก็เท่ากับคุณปฏิเสธน้ำพระทัยพระเจ้า เพราะลำพังถ้ามนุษย์ดูถูกกันเอง..ก็คงไม่เท่าไหร่ แต่การกระทำของคนกลุ่มนี้ มันเข้าข่ายไม่ยอมรับผู้ที่พระเจ้าทรงเจิม..ดังนั้น ความหมายที่แท้จริงของคำว่าอันธพาลจึงหมายถึง..ไม่ยอมรับคนที่พระเจ้าเลือก
18. ตอบ ก.โกรธโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพราะข้อนี้..พระคำภีร์เขียนไว้ชัดเจนว่า..เมื่อซาอูลได้ยินถ้อยคำที่นาหาช กษัตริย์ของคนอัมโมนขู่คนอิสราเอลแล้ว...”พระวิญญาณของพระเจ้าก็สถิตกับซาอูลอย่างมากและความโกรธของท่านเกิดขึ้นอย่างรุนแรง” อย่างงี้แหละ..ที่เขาเรียกว่าโกรธโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ความโกรธประเภทนี้เกิดขึ้นกับคริสเตียนได้เหมือนกัน เช่น เมื่อเห็นความไม่ชอบธรรมในทางพระเจ้า เห็นพี่น้องทำผิดต่อพระเจ้า เห็นพี่น้องทะเลาะกัน หรือมีการแสวงหาประโยชน์โดยอ้างความชอบธรรม จริงๆแล้วยังมีอีกหลายกรณีที่บอกได้ไม่หมด ขอให้เด็กๆค่อยๆเรียนรู้เรื่องนี้..ด้วยความระมัดระวังในท่าที”ของตัวเอง” ไม่ใช่ไปคอยระวังหรือจับผิดท่าทีของคนอื่น
19.ข้อ ก.มีบางครั้งที่คริสเตียนสมควรโกรธ แต่อย่าเอามาอ้างเลอะเทอะ หรือเอามาเข้าข้างตัวเอง แล้วโกรธคนอื่นตะพึดตะพือไป ..ไม่ใช่นะ ที่บางครั้งสมควรโกรธก็เพราะพระคำภีร์บอกว่า..เราต้องไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด ผิดยังไง..ผิดจากการดำเนินในทางพระเจ้า..ไม่ใช่ผิดใจกับเราหรือไม่ถูกใจเรา..ก็ไปโกรธเขา ตรงจุดนี้ ทุกคนต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง..ว่าที่โกรธเขาน่ะ เพราะเขาทำผิดต่อพระเจ้าหรือเขาแค่ทำอะไรไม่ถูกใจคุณ เด็กๆต้องฝึกที่จะซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเองตั้งแต่วันนี้ จะได้ไม่เติบโตขึ้นมาเป็นคนที่คิดผิดหรือทำผิดได้อย่างบริสุทธิ์ใจ เพราะโกหกตัวเองจนเป็นหนึ่งเดียวกับมัน นานวันก็มีแต่จะแยกไม่ออก..ว่าอันไหนใช่ อันไหนไม่ใช่ และการซื่อสัตย์กับตัวเองนี้..คือเรื่องที่ยากที่สุด เพราะมันเกิดขึ้นเงียบๆในหัวใจของเรา เป็นการทำความดีที่คนอื่นมองไม่เห็น มันจึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากสำหรับมนุษย์ เพราะมันไม่ได้เครดิต ไม่ได้รับคำสรรเสริญ ไม่ได้รับเสียงปรบมือ ไม่มีใครยกย่องเทิดทูน แต่เด็กๆต้องฝึกที่จะทำให้ได้ เพราะมันเป็นจุดเริ่มต้น..ในการที่เราจะสามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ต่อไป
20. ตอบ. ค.พระเจ้า เพราะจริงๆแล้วพระเจ้าใช้ใครก็ได้ ไม่ต้องโมเสสกับอาโรนหรอก แล้วการที่โมเสสขอถอนตัวตั้งหลายครั้ง..แต่พระเจ้าไม่ยอม ก็เพราะ..เมื่อพระองค์เลือกแล้ว จะทรงทำให้สำเร็จเสมอเพื่อเห็นแก่พระนามของพระองค์ ไม่ใช่เพราะโมเสสเป็นคนเดียวที่ใช้ได้ หรือต้องโมเสสเท่านั้น..งานถึงจะสำเร็จ..ไม่ใช่ แต่เพราะพระเจ้าไม่เคยเลือกใครหรือทำสิ่งใดแล้วไม่สำเร็จ
21.ตอบ ก.พระเจ้า จริงอยู่ที่พระเจ้าบอกเราให้เราเชื่อฟังผู้นำ แต่ไม่ว่าจะมีผู้นำหรือไม่ พระเจ้าจะยังครองอยู่บนบัลลังก์สูงสุด และสิทธิสำนาจสูงสุดก็ยังคงอยู่ที่พระองค์..เสมอ
22.ตอบ ก. ”ท่านที่พระองค์ทรงใช้มา” ในบริบทนี้ หมายถึง พระเยซูคริสต์
23.ตอบ ค.เพื่อเรียนรู้และดำเนินอยู่ในทางพระเจ้า จริงๆแล้ว..การเรียนพระคำภีร์ จะทำให้เด็กๆเป็นคนที่มีคุณภาพมากขึ้น เมื่อมีคุณภาพแล้ว..บางครั้งศักยภาพก็จะตามา ถามว่าเหมาะมั๊ย..ที่จะเป็นผู้นำในสังคม..เหมาะมาก แต่..พระเจ้าไม่ได้มีน้ำพระทัยให้คริสเตียนเป็นผู้นำทุกคน พระเจ้าทรงโปรดให้คนของพระองค์แทรกซึมอยู่ในทุกสิ่งแวดล้อม เพื่ออะไร..เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี มีคริสเตียนที่ไหนจะต้องมีแสงสว่างที่นั่น..ไม่ใช่ไปถึงไหน..ก็อายเขาไปถึงนั่น เพราะฉะนั้น แท้จริงแล้วพระเจ้าจึงให้เราเรียนรู้พระวจนะของพระองค์ก็เพื่อให้เราดำเนินชีวิตอยู่ในทางของพระเจ้า..ถวายเกียรติแด่พระองค์
24.ตอบ ข.เพราะซาอูลไม่เชื่อฟังพระเจ้า เครื่องเผาบูชาเป็นของศักดิ์สิทธิ์มั๊ย..สำหรับสมัยนั้น ต้องบอกว่าศักดิ์สิทธิ์มาก อุปกรณ์ทุกอย่างหรือแม้แต่คนที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการนมัสการพระเจ้า..ศักดิ์สิทธิ์ทุกอย่าง แต่พระเจ้าก็ยังให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้น้อยกว่าจิตใจ ซาอูลละเมิดกฎบัญญัติ..โดยทำการเผาเครื่องบูชาเอง ทั้งที่เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของปุโรหิต ซาอูลอาจจะคิดว่า..เผาแล้วก็ไม่เห็นจะมีอะไรเกิดขึ้น ฟ้าก็ไม่ถล่ม แผ่นดินก็ไม่ได้สะเทือน..คงไม่เป็นไร ไม่ใช่..เพราะพระเจ้ามองเห็นหัวใจที่กบฎของเขา คือถ้าคุณกล้าทำเรื่องนี้..ต่อไปคุณก็ต้องกล้ากบฎเรื่องที่ใหญ่กว่านี้แน่นอน แล้วเราก็เห็นแล้ว..ว่าซาอูลก็ทำจริงๆ ทั้งฆ่าปุโรหิต พยายามฆ่าดาวิด..ผู้ที่พระเจ้าทรงเจิม แล้วสุดท้ายก็ยังไปหาคนทรง
25.ตอบ ข.ไม่ได้ ในบริบทนี้น้าตุ๊กขอพูดถึงความบาปที่ระบุไว้ชัดเจนในกฎบัญญัติของพระเจ้าก่อน ..ที่ห้ามทำเด็ดขาดไม่ว่า..สถานการณ์จะสุดวิสัยขนาดไหนก็ห้ามทำ เช่น ไปไหว้พระอื่น ฆ่าคนตาย ลักเล็กขโมยน้อยไปจนถึงปล้นเขากิน ทอดทิ้งพ่อแม่ ล่วงประเวณี เป็นพยานเท็จใส่ร้ายคนอื่น ประเภทอย่างงี้ที่ห้ามทำโดยเด็ดขาด ส่วนความผิดเล็กๆน้อยๆประเภท เขาด่ามา..เราด่ากลับ แอบอิจฉาที่เพื่อนสวยกว่าเรา หรือแอบดีใจที่เห็นคนอื่นลำบาก ขับรถผ่าไฟแดง หรือไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลายอะไรประเภทนี้..ตอนนี้น้าตุ๊กจะยังไม่พูดถึง เพราะต้องคุยกันยาว..
26.ตอบ ค.คนต่างชาติที่ไม่ใช่อิสราเอล ทุกชนชาติเลยไม่ได้หมายถึงเฉพาะพวกฟิลิสเตีย หรือชนชาติใดชนชาติหนึ่ง
27.ก.มีความเชื่อในพระเจ้า เพราะการกระทำและคำพูดของโยนาธานชัดเจนมาก ข้อนี้เขาพูดว่า”..บางทีพระเจ้าจะทรงประกอบกิจเพื่อเรา เพราะว่าไม่มีสิ่งใดที่ขัดขวางพระเจ้าได้ในการที่พระองค์จะทรงช่วยกู้..” ทุกคำพูดของโยนาธานเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในพระเจ้า ไม่ใช่ความมั่นใจในตัวเอง
28.ตอบ ก.เพราะนอกจากจะมีความเชื่อแล้ว โยนาธานยังแสวงหาพระเจ้าอีกด้วย นี่คือความชอบธรรมที่ค่อนข้างสมบูรณ์ เด็กๆจำไว้เลย..ว่ามีความเชื่ออย่างเดียวยังไม่พอ เราต้องแสวงหาพระเจ้า..จนกว่าชีวิตจะหาไม่ เพราะน้าตุ๊กเห็นมาเยอะมาก พอรับเชื่อเสร็จแล้วก็จบเลย..ชั้นรอดแล้ว ใช่คุณรอดจริงๆ แต่นั่นไม่ทำให้พระเจ้ายิ้ม..หรือชอบพระทัย แล้วความเชื่อของคนเหล่านี้ก็จะตื้นเขินมาก..พร้อมที่จะสับสน หลงเจิ่นและหลุดจากทางพระเจ้าได้ตลอดเวลา คริสเตียนเพียรแสวงหาพระเจ้าด้วยการอธิฐานและเรียนรู้น้ำพระทัยของพระองค์จากพระคำภีร์ แล้วเด็กๆจะเติบโตอย่างสง่างาม
29.ตอบ ข.พระเจ้าประสงค์จะให้เกียรติโยนาธาน..พระองค์จึงตอบคำอธิฐานเป็นรางวัลให้กับความเชื่อของเขา ส่วนมันจะไปเข้าทางใครก็อีกเรื่องนึง ซาอูลอาจจะเข้าใจผิดคิดว่า..ที่อิสราเอลชนะก็เพราะตัวเองทำถูกที่ไม่มัวชักช้าแสวงหาน้ำพระทัย..แต่นั่นก็เรื่องของซาอูล แล้วพระเจ้าก็ไม่แคร์ด้วยว่า..ใครจะคิดยังไง เพราะพระองค์ใหญ่สุด อย่างกรณีนี้เราก็เห็นชัดเจน....ว่าที่อิสราเอลได้ชัยชนะก็เพราะพระเจ้าทรงเห็นแก่โยนาธาน แต่สถานการณ์ก็พาให้ซาอูลคิดไปอีกอย่าง เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้ถ้าเห็นคนที่ทำผิดแล้วเขายังคิดว่าพระเจ้าเข้าข้าง..ก็ให้นึกถึงบริบทนี้ไว้ แล้วไม่ต้องไปตัดสินเขา..
30.ตอบ ค.การจัดเตรียมที่มาจากพระเจ้า ชัดเจนมากเลย..ทั้งสถานการณ์และภาพที่พระคำภีร์บันทึกไว้ ทำให้เราเข้าใจว่า..พระเจ้าทรงเตรียมอาหารจานด่วน คือน้ำผึ้งที่ไหลย้อยเต็มป่าไว้ให้แก่ทหารอิสราเอลโดยเฉพาะ ขนาดโยนาธานได้ชิมแค่นิดเดียวพระคำภีร์ยังบอกว่า..”ตาของเขาก็แจ่มใสขึ้นทันที” แปลว่า สดชื่นขึ้นมาทันตาเห็น
31.ตอบ ค.เพราะคำสาบานที่ไม่สร้างสรรค์ของซาอูล จริงอยู่ที่มนุษย์มีเชื้อบาปและมักกบฎ แล้วก็อาจมีทหารบางคนที่ไม่ใส่ใจหรือเคารพกฎของพระเจ้าเท่าที่ควร แต่คำสาบานที่บ้าบิ่นของซาอูลเนี้ย..สภาพร่างกายปกติของมนุษย์รับไม่ไหวอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ต่อให้เป็นคนดีมีใจชอบธรรมขนาดไหน..ก็อดไม่ไหวที่จะต้องกินเดี๋ยวนั้น เพราะรอต่อไปไม่ไหวแล้ว..นาทีนั้นมนุษย์จะทำได้ทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด
32.ตอบ ข.ไม่ให้สาบาน จริงก็ว่าจริง ไม่ก็ว่าไม่ พูดแค่นี้พอแล้วถ้ามากกว่านี้พระเยซูบอกว่า..มันก็มาจากความชั่ว เด็กๆคิดดูว่าจริง..ไม่จริง เพราะธรรมชาติของคนเรา..เวลาที่พูดเรื่องจริง เราก็จะรู้สึกสบายๆ แต่ถ้าโกหก..ก็ดูเหมือนจะพูดน้อยไม่ได้ เพราะกลัวคนอื่นจะไม่เชื่อ ถ้าข้อมูลน้อยเดี๋ยวจะดูไม่น่าเชื่อถือ ต้องชักแม่น้ำทั้งห้ามาสาธยายถึงจะรู้สึกสบายใจ สั้นๆนิ่งๆไม่เป็น..ต้องเยอะตลอด ลองสังเกตดูก็ได้
33.ตอบ ก.พระเจ้าสามารถใช้คนได้ทุกประเภท นี่ก็เป็นอีกเรื่องนึงที่เด็กๆต้องจำไว้ให้ดี เพราะบนโลกนี้ไม่มีอะไรที่จำกัดสำหรับพระเจ้า พระเจ้าทรงพระปัญญาล้ำเลิศเกินกว่าที่เราจะเข้าใจในทุกๆเรื่อง มนุษย์ก็เป็นสิ่งนึงที่ทรงสร้างและอยู่ใต้การควบคุมของพระองค์ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะรูปแบบไหนที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ พระเจ้าทรงรู้ทั้งหมด แล้วพระองค์ก็สามารถใช้ทุกเหลี่ยม..ทุกมุมของมนุษย์ให้เป็นประโยชน์ตามน้ำพระทัยของพระองค์ได้เสมอ เราอย่าเผลอไปคิดแทนพระเจ้าหรือเอาสติปัญญาของเราไปตัดสิน..ว่าคนนี้พระเจ้าใช้ได้..ส่วนคนนั้นไม่ควรคู่ที่พระเจ้าจะใช้ อะไรประมาณนี้ เพราะพระคำภีร์ก็มีให้เห็นชัดเจน..ว่าหลายครั้งพระเจ้าทรงใช้คนที่ไม่สมบูรณ์พร้อม ทั้งนักเลงหัวไม้ โสเภณี สามัญชน คนต่ำต้อย คนขี้ขลาด คนที่พูดไม่เป็น..อย่างโมเสส หรือแม้แต่คนอย่างซาอูล ทุกคนก็คือคนที่พระเจ้าใช้ทั้งนั้น
34.ตอบ ค.เพื่อให้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า แล้วเราจะได้ไม่หลงผิดในแบบเดียวกัน ไม่ใช่ให้เรากล่าวโทษหรือเกลียดชังคนเหล่านั้น แล้วพระคำภีร์ก็ไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวความผิดบาปของหลายๆคนไว้ เพื่อให้เรารู้สึกว่า..การทำบาปเป็นเรื่องปกติ เช่น “..ขนาดกษัตริย์ดาวิดยังทำบาปเลย เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะทำบ้างก็คงไม่แปลก..เพราะเราอ่อนแอกว่าตั้งเยอะ!!!” นี่คือทัศนคติที่ผิดอย่างแรง..เพราะเราตีความพระคำภีร์เข้าข้างตัวเอง แท้จริงแล้วพระเจ้าบันทึกเรื่องราวความผิดบาปของหลายๆคนไว้เพื่อให้เรามองให้ออกว่า มนุษย์อ่อนแอ..มีเชื้อบาปและมักกบฎ ทุกคน..ทุกคนจริงๆ ไม่ว่าจะมีความเชื่อมากขนาดไหน..ก็มีโอกาสล้มลงในความบาปได้ทั้งนั้น..ถ้าไม่ระวัง เพราะฉะนั้น เราทุกคนจำเป็นต้องพึ่งพระเจ้าตลอดเวลา เด็กๆต้องอธิฐาน..ขอพระองค์ชันสูตรหัวใจของเราและกลับใจใหม่ทุกวัน ขอพระเจ้ายกโทษในความผิดบาป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง..ความบาปที่เราทำโดยไม่รู้ตัว หรือความบาปที่ตัวเราเองมองไม่เห็น..หรือเห็นแต่ไม่ยอมมอง เด็กๆต้องไม่คิดว่า..ชั้นมาโบสถ์ทุกอาทิตย์ เรียนพระคำภีร์สม่ำเสมอ เพราะฉะนั้น ชั้นคือผู้ชอบธรรม..ชั้นดีพอแล้ว..ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรหรือกลับใจใหม่ทุกวัน อย่าคิดอย่างงั้น..เพราะมันเย่อหยิ่งเห็นๆแล้วถ้าเราปล่อยให้ตัวเองคิดอย่างงี้ไปเรื่อยๆวันนึงเราต้องล้มลงแน่นอน
35.ตอบ ข.ซาอูลเก็บก.อากักเอาไว้ร่วมโต๊ยเสวย หรืออีกนัยหนึ่ง คือเอาไว้เป็นเชลย...เพราะในสมัยนั้น การมีกษัตริย์ที่แพ้สงครามอยู่ร่วมโต๊ะ ถือเป็นการประกาศศักดาของผู้ขนะอย่างนึง เหมือนนายพรานที่เอาหัวเก้ง หัวกวาง ติดโชว์ไว้ตามผนัง ซาอูลไม่ได้ไว้ชีวิตอากักเพราะมีจิตใจเมตตา เพราะซาอูลไม่มีปัญหาในการฆ่าเด็กและผู้หญิง แล้วซาอูลก็ไม่ได้ทำสิ่งนี้ตามบัญชาของพระเจ้า เพราะพระเจ้าบัญชาให้เขาฆ่าคนอามาเลขและฝูงสัตว์ทั้งหมด พระเจ้าไม่ได้สั่งให้ไว้ชีวิตกษัตริย์หรือเก็บฝูงสัตว์ไว้แต่ซาอูลขัคำสั่ง แล้วเลือกที่จะทำตามใจตัวเอง
36.ตอบ ก.ความเชื่อฟังดีกว่าเครื่องบูชาทั้งปวง เพราะพระเจ้าไม่ได้โปรดเครื่องบูชาใดๆมากไปกว่า..ความเชื่อฟังของเรา ดังนั้น การดำเนินชีวิตตามคำสอนของพระองค์ คือ เครื่องบูชาหนึ่งเดียวของคริสเตียนที่พระเจ้าทรงพอพระทัย ในหนังสือปัญญาจารย์ 5:1 บอกว่า
“เจ้าจงระวังเท้าของเจ้า เมื่อเจ้าไปยังพระนิเวศน์ของพระเจ้า เพราะการเข้าใกล้ชิดเพื่อจะฟังก็ดีกว่าคนเขลาถวายสักการบูชา ด้วยว่าเขาไม่รู้ว่าตนกำลังทำชั่ว”
พระคำภีร์ข้อนี้ยังคงเตือนให้เราเห็นถึงความสำคัญของความเชื่อฟัง..ว่ามีค่ากว่าเครื่องบูชาทั้งปวง และยังเตือนให้เราระวังความคิดและจิตใจของเรา..ว่าสิ่งสำคัญที่สุดเวลาที่เราเข้าไปหาพระเจ้าในพระนิเวศน์ของพระองค์หรือที่โบสถ์ ก็คือการเชื่อฟังพระวจนะและแสวงหาน้ำพระทัยของพระองค์ ไม่ใช่การเอาเครื่องบูชาเข้าไปถวาย ไม่ใช่การช่วยงานพันธกิจ แน่นอน..สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญเช่นกัน แต่ยังไงก็สำคัญน้อยกว่า..การเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า เพราะฉะนั้น เด็กๆต้องไม่หลงประเด็น..เกี่ยวกับข้อสำคัญของการมาโบสถ์..ว่าแท้จริงแล้ว เรามาโบสถ์เพื่อนมัสการพระเจ้าและเรียนรู้ถ้อยคำของพระองค์ เพื่อที่เราจะสามารถดำเนินชีวิตในแต่ละวันได้อย่างถูกต้องและเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า นี่คือ สิ่งที่สำคัญที่สุดและเป็นหน้าที่หลักของเรา เด็กๆอย่าเผลอคิดว่า..อยากมาโบสถ์เพราะสนุกกับงานพันธกิจ กิจกรรม หรือเพราะจะได้เจอเพื่อน แล้วก็เฝ้ารอช่วงเวลาหลังเลิกโบสถ์..จะได้ไปทานข้าวกับเพื่อน.. แล้วให้การนมัสการพระเจ้ากับการเรียนถ้อยคำ กลายเป็นส่วนหนึ่งหรือเป็นเป้าหมายรองของการมาโบสถ์ ถ้าเผลอกันไปบ้างก็ไม่เป็นไร แต่ต้องรีบกลับใจซะใหม่..คุกเข่าลงอธิฐาน ขอพระเจ้ายกโทษ แล้วกลับมาโฟกัสที่การนมัสการ..เรียนรู้ถ้อยคำและกระทำตาม หลังจากนั้น มีพันธกิจหรือกิจกรรมอะไรที่ต้องทำ..ก็ทำไปให้ดีที่สุด แต่ต้องให้การนมัสการและการเรียนรู้พระวจนะของพระเจ้ามาเป็นอันดับแรก
37.ตอบ ก.เพราะข้อนี้ซามูเอลมองคนที่รูปลักษณ์ภายนอก เอลีอับถึงได้เข้าตาเขาที่สุดเพราะเป็นลูกคนโต สูงใหญ่ สมาร์ทเหมือนซาอูล พอซามูเอลเห็นปุ๊บ..ก็คิดว่าเอลีอับน่าจะเป็นคนที่พระเจ้าเลือก ข้อนี้ก็สะท้อนให้เราเห็นถึง..ความคิด สติปัญญา ค่านิยม และมุมมองของมนุษย์อย่างชัดเจน...ว่าหลายครั้งมนุษย์มักเชื่อและตัดสินทุกอย่างตามรูปแบบที่ตัวเองมองเห็น เพราะขนาดซามูเอล..ที่ได้ชื่อว่าติดสนิทกับพระเจ้า ก็ยังมีวาระที่เผลอไปเชื่อ..ในสิ่งที่ตามองเห็นเช่นกัน
38.ตอบ ข.ดนตรีมีส่วนเชื่อมโยงกับจิตวิญญาณ พระเจ้าทรงสำแดงให้เราเห็นความจริงในเรื่องนี้..ผ่านทางพระคำภีร์บทนี้อย่างชัดเจน พระองค์ประสงค์จะให้เราเห็นอัศจรรย์ของเสียงดนตรีที่สามารถจรรโลงจิตใจ เยียวยารักษา อย่างเสียงพิญของดาวิดที่สามารถเยียวยาความทุกข์ทรมานของซาอูลได้ นอกจากนี้ดนตรียังส่งผลได้ทั้งสองด้าน..คือทั้งด้านบวกและด้านลบ ขึ้นอยู่กับจังหวะ ท่วงทำนองและที่สำคัญคือเนื้อหาของบทเพลง อย่างเพลงนมัสการพระเจ้าจะช่วยหนุนจิตชูใจ ฟื้นฟูจิตวิญญาณ เสริมสร้างความเชื่อ ช่วยให้รู้สึกสงบ ผ่อนคลายและหายเหนื่อย ส่วนเพลงคลาสสิก เพลงแจ๊ส เพลงป็อป เพลงร็อคก็จะส่งผลต่ออารมณ์แตกต่างกันไป และแน่นอนมีดนตรีหรือเพลงบางประเภทเช่นกันที่สามารถปลุกวิญญาณความชั่วร้าย หรือเนื้อหนังความบาปได้โดยที่เราไม่รู้ตัว ถ้าเด็กๆนึกภาพไม่ออก น้าตุ๊กอยากให้ลองสังเกตดูข่าวในช่วงเทศกาลงานต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทศกาลสงกรานต์ในปัจจุบัน ที่มีการเล่นน้ำกันผิดแบบผิดประเภทและเกินขอบเขต จนส่งผลให้เกิดอาชญากรรมอยู่เสมอ เมื่อข่าวถูกนำเสนอเด็กๆลองสังเกตดีๆว่า..ผู้ที่เล่นน้ำผิดประเภทจนก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทเหล่านี้..เขาเปิดเพลงประเภทใด..ในขณะที่เล่นน้ำสงกรานต์ ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะเล่นอยู่ตามริมถนน หรือจะใช้รถปิคอัพขับตระเวนเล่นน้ำไปตามถนน คนเหล่านี้เกือบจะร้อยทั้งร้อย..เปิดแต่เพลงที่มีจังหวะและท่วงทำนองรุนแรง..ปลุกเร้าอารมณ์ให้ฮึกเหิม หรือไม่ก็มีเนื้อหาส่อเสียด ล้อเลียน ไปจนถึงล่อแหลม หลายครั้งเขาเหล่านั้นต้องจบลงด้วยการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวเลย..ว่าเสียงเพลงที่พวกเขาเปิดกรอกหูตัวเองอย่างรุนแรงนั้น..เมื่อไปบวกกับแอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไป มันมีส่วนอย่างมากกับทุกเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น นี่ก็เป็นผลของดนตรีที่มีส่วนเชื่อมโยงกับจิตวิญญาณเช่นกัน..แต่ในทางลบ
39.ตอบ ข.ความเชื่อวางใจในพระเจ้า จริงอยู่ที่ดาวิดมีความกล้าหาญแต่ความกล้าของดาวิดก็เกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่เขาได้ดำเนินกับพระเจ้าในแต่ละวัน นานเข้าดาวิดจึงมีความเชื่อมั่นในพระเจ้า ต่อเมื่อมีความเชื่อแล้วเขาจึงกล้าที่จะออกไปสู้กับโกลิอัท โดยที่สามารถมองผ่านรูปลักษณ์ภายนอกหรือเงื่อนไขทางฝ่ายโลกไปได้ทั้งหมด
40.ตอบ ก.พระเจ้าสามารถใช้วิธีที่เรียบง่ายในการช่วยกู้เราให้รอดจากสิ่งทั้งปวง พระองค์ไม่จำเป็นต้องใช้ปาฏิหารย์ทุกครั้ง แล้วพระองค์ก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธียากๆ หรือดูแล้วต้องอัศจรรย์พันลึกอะไรมากมาย แต่มนุษย์ยึดติดกับรูปแบบ รูปลักษณ์ภายนอก รวมทั้งมักวางใจในสิ่งที่ตามองเห็น ทั้งที่ความจริงพระเจ้าสามารถช่วยกู้เราในทุกรูปแบบ พระองค์ไม่ได้ถูกจำกัดไว้ด้วยอะไรทั้งนั้น แล้วหลายครั้งพระเจ้าก็จะใช้วิธีง่ายๆที่มนุษย์คิดไม่ถึง อย่างวิธีที่ดาวิดฆ่าโกลิอัทก็เป็นวิธีที่ไม่มีใครคาดคิด..ว่าเขาจะตายน้ำตื้นขนาดนี้ และสิ่งนี้ก็เป็นหมายสำคัญจากพระเจ้า..ที่ทรงสะท้อนให้เราเห็นถึงวิธีที่พระองค์จะทรงช่วยเราให้หลุดพ้นจากความบาป..โดยทางพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นรูปแบบที่เรียบง่ายประมาณกัน มีเงื่อนไขเพียงข้อเดียวคือต้องเชื่อในพระองค์ รูปแบบของความรอดนี้มนุษย์ก็คิดไม่ถึงเช่นกัน และพระเจ้าทรงสำแดงหมายสำคัญนี้ไว้แล้วในการที่ดาวิดฆ่าโกลิอัท
เราก็จบเฉลยชุดที่1 ไว้แค่นี้นะคะ สัปดาห์หน้าเราจะมาต่อชุดที่ 2กัน แล้วหลังจากนั้น น้าตุ๊กจะเริ่มบทเรียนในหนังสือ 2ซามูเอล ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ..

บททดสอบพระธรรม1ซามูเอล ชุดที่1

1.ความโดดเด่นในบทเพลงของนางฮันนาห์คือข้อใด
ก.อธิฐานด้วยความสำนึกผิด ข.บอกรายละเอียดได้ชัดเจน ค.มีเนื้อหาที่ยกพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง
2.การตายของเอลีกับลูกในบทที่4 ให้ข้อคิดอย่างชัดเจนในเรื่องใด
ก.ความรักของพ่อที่มีต่อลูก ข.พ่อแม่ต้องจ่ายราคาในการที่ไม่อบรมลูก
ค.ครอบครัวต้องมีความสามัคคี
3.”เหตุใดเจ้าจึงเหยียบย่ำเครื่องสัตวบูชาของเรา..” หมายถึงพฤติกรรมข้อใดของเอลี
ก.ยอมให้บุตรเลือกเฟ้นของถวายส่วนที่ดีที่สุดเก็บไว้ ข.มักจะนำของถวายไปทำลาย
ค.ไม่ยอมรับส่วนแบ่งจากของถวาย
4. (ใน1ซมอ.4:3) ข้อใดคือความผิดพลาดของคนอิสราเอล
ก.ลืมเอาหีบพันธสัญญาออกมาที่สนามรบ ข.มองหีบพันธสัญญาเป็นรูปเคารพ ค.ถูกทุกข้อ
5.ข้อใดเป็นท่าทีที่ผิดของคริสเตียน
ก.มองพระเจ้าเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น ข.พึ่งพาพระเจ้าทั้งเวลาสุขและทุกข์
ค.ร้องหาพระองค์ตลอดเวลาทุกลมหายใจเข้าออก
6.เด็กๆคิดว่า..ทำไมพระเจ้าจึงอนุญาตให้พวกฟิลิสเตียยึดเอาหีบพระสัญญาไป
ก.เพราะจะทรงสำแดงปาฏิหารย์ ข.เพราะคนอิสราเอลปฏิบัติกับหีบพระสัญญาเหมือนเป็นรูปเคารพ
ค.เพื่อที่อิสราเอลจะได้พ่ายแพ้ต่อศัตรู
7.เมื่อพวกฟิลิสเตียได้เห็นความศักดิ์สิทธิ์ของหีบพระสัญญาแล้วพวกเขาเลือกทำสิ่งใด
ก.หันมานมัสการพระเจ้า ข.กำจัดไปให้พ้น ค.ทำสัญญาไมตรีกับอิสราเอล

8.(จาก1ซมอ.7:7) เด็กๆคิดว่าเพราะอะไร พระเจ้าจึงทรงอนุญาตให้อิสราเอลถูกโจมตีในเวลาที่ไม่พร้อม
ก.พระเจ้าประสงค์จะลงวินัยอิสราเอล ข.เพื่อให้ซามูเอลเป็นที่ยอมรับ
ค.เพื่อให้อิสราเอลหันมาพึ่งพระองค์อย่างสุดใจ
9.ในทางปฏิบัติ เด็กๆควรจะฝึกฝนที่จะดำเนินกับพระเจ้าอย่างไร
ก.พยายามตัดสินใจและกระทำตามที่พระเจ้าสอน..ในทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันเรา
ข.ต้องออกไปเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้เชื่อคนอื่นที่มีปัญหาอย่างสม่ำเสมอ
ค.อธิฐานขอพระเจ้าทรงสำแดงการอัศจรรย์
10.ความชอบธรรมหรือความรอดของมนุษย์สามารถสืบทอดทางเชื้อสายได้หรือไม่
ก.ได้ ข.ไม่ได้ ค.ได้เป็นบางกรณี
11.(จาก1ซมอ.8:6-8) เด็กๆคิดว่า..เพราะเหตุใด ซามูเอลจึงรู้สึกไม่พอใจที่ประชาชาชนร้องขอกษัตริย์
ก.เพราะประชาชนกำลังกล่าวโทษกันเอง ข.เพราะประชาชนถูกครอบงำโดยคนต่างชาติ
ค.เพราะประชาชนกำลังปฏิเสธพระเจ้า
12.พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์อย่างไรเมื่ออิสราเอลร้องขอกษัตริย์
ก.พระเจ้าทรงพิพากษาพวกเขาทันที ข.พระเจ้าทรงปฏิเสธคำร้องขอของอิสราเอล
ค.พระองค์เตือนพวกเขาถึงวิธีการที่กษัตริย์จะปฏิบัติต่อพวกเขา
13. จากข้อที่12 สิ่งนี้สำแดงให้เห็นถึงพระลักษณะข้อใดของพระเจ้า
ก.สิทธิอำนาจอันครบถ้วนบริบูรณ์ ข.สิทธิอำนาจยิ่งใหญ่สูงสุด
ค.ความรักมั่นคงและพระเมตตาคุณที่ไม่สิ้นสุด

14.เมื่อซามูเอลนำพระดำรัสของพระเจ้ามาสู่ประชาชน ข้อใดที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง..ไม่ว่าอิสราเอลจะมีกษัตริย์หรือไม่
ก.ทุกคนยังคงต้องเชื่อฟังพระเจ้า ข.ทุกคนต้องเสียภาษี ค.ชายฉกรรจ์ยังคงต้องประจำการ
15.เมื่ออิสราเอลได้ฟังพระดำรัสที่พระเจ้าทรงกล่าวเตือนแล้ว พวกเขามีท่าทีอย่างไร
ก.พวกเขาเปลี่ยนใจและไม่ต้องการกษัตริย์ ข.พวกเขายังคงยืนยันว่าต้องการกษัตริย์
ค.พวกเขาขอเวลาไปทบทวนดูใหม่
16.จากข้อที่15 เด็กๆคิดว่า อิสราเอลมีท่าทีอย่างนั้นเพราะเหตุใด
ก.เพราะมนุษย์มีความเชื่อฟัง ข.เพราะมนุษย์มีเชื้อบาปและมักกบฎ ค.เพราะมนุษย์มีสติปัญญา
17. (จาก1ซมอ.10:27) เหตุใดพระคำภีร์ถึงเรียกคนกลุ่มนี้ ว่า”คนอันธพาล”
ก.เพราะพวกเขาดูถูกซาอูล ข.เพราะไม่ยอมรับผู้ที่ซามูเอลเลือก ค.เพราะไม่ยอมรับผู้ที่พระเจ้าเลือก
18. (จาก1ซมอ.11:5-7) เด็กๆคิดว่า ความโกรธของซาอูลเกิดขึ้นเพราะเหตุใด
ก.โกรธโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ข.เพราะชาวอัมโมนดูถูกคนอิสราเอล
ค.เพราะคนอิสราเอลไม่สามัคคีกัน
19.ข้อใดถูกต้องที่สุด
ก.มีบางครั้งที่คริสเตียนสมควรโกรธ ข.คริสเตียนห้ามโกรธเด็ดขาด ค.คริสเตียนควรโกรธอยู่เสมอ
20.ใครคือผู้ช่วยกู้อิสราเอลให้หลุดพ้นจากการเป็นทาสในอียิปต์
ก.โมเสส ข.อาโรน ค.พระเจ้า
21.เมื่ออิสราเอลมีกษัตริย์แล้ว สิทธิอำนาจสูงสุดในการปกครองพวกเขาอยู่ที่ผู้ใด
ก.พระเจ้า ข.ซามูเอล ค.กษัตริย์ที่พระเจ้าประทานให้

22. (ในยอห์น 6:28-29) “งานของพระเจ้านั้น คือการที่ท่านวางใจในท่านที่พระองค์ทรงใช้มา “ท่านที่พระองค์ทรงใช้มา” ในข้อนี้คือผู้ใด
ก.พระเยซูคริสต์ ข.ซามูเอล ค.ยอห์น
23.จุดประสงค์ในการเรียนพระคำภีร์ ในมุมมองของเด็กๆคือข้อใด
ก.เพื่อเสริมศักยภาพให้กับตัวเอง ข.เพื่อเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณในสังคม
ค.เพื่อเรียนรู้น้ำพระทัยและดำเนินอยู่ในทางของพระเจ้า
24. (จาก1ซมอ.13:9-14) สิ่งที่ซาอูลกระทำถือเป็นความบาป เพราะเหตุใด
ก.เครื่องเผาบูชาเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ข.ซาอูลไม่เชื่อฟังพระเจ้า ค.ซาอูลไม่เคารพซามูเอล
25.เราสามารถอ้างความทุกข์ยากหรือเหตุสุดวิสัยบางประการเพื่อทำบาปได้หรือไม่
ก.ได้ ข.ไม่ได้ ค.ได้เป็นบางกรณี
26.”คนที่ไม่ได้เข้าสุนัต”หมายถึงใคร
ก.อิสราเอล ข.คนที่ทำบาป ค.คนต่างชาติที่ไม่ใช่อิสราเอล
27. (จาก1ซมอ.14:6) สำแดงถึงคุณสมบัติข้อใดของโยนาธาน
ก.มีความเชื่อในพระเจ้า ข.มีความเชื่อมั่นในตัวเอง ค.เป็นคนเจ้าอารมณ์
28. (จาก1ซมอ.14:8-11) สำแดงถึงคุณสมบัติข้อใดของโยนาธาน
ก.เป็นผู้ที่แสวงหาพระเจ้า ข.เป็นผู้ที่มีความรัก ค.เป็นคนเที่ยงตรง
29. (จาก1ซมอ.14:1-30) เด็กๆคิดว่าอิสราเอลชนะพวกฟิลิสเตียเพราะอะไร
ก.ซาอูลให้ทหารรบโดยห้ามรับประทานอาหาร ข.พระเจ้าประสงค์จะให้เกียรติโยนาธาน
ค.ซาอูลเปลี่ยนใจไม่แสวงน้ำพระทัยพระเจ้าจากหีบพระสัญญา

30. (จาก1ซมอ.14:25-27) สำแดงให้เห็นพระคุณข้อใด
ก.การทดลองที่มาจากพระเจ้า ข.ชัยชนะทางฝ่ายเนื้อหนัง
ค.การจัดเตรียมที่มาจากพระเจ้า
31.เด็กๆคิดว่า ข้อใดคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทหารอิสราเอลทำบาปโดยการกินอาหารพร้อมเลือด
ก.ไม่ใส่ใจเรียนรู้กฎบัญญัติของพระเจ้า ข.ไม่เคารพกฎบัญญัติของพระเจ้า
ค.คำสาบานที่ไม่สร้างสรรค์ของซาอูล
32.พระเยซูทรงสอนอย่างไรเกี่ยวกับการสาบาน (มัทธิว5:34-37)
ก.ให้สาบานในพระนามพระเจ้าเท่านั้น ข.ไม่ให้สาบาน จริงก็ว่าจริง..ไม่ก็ว่าไม่..
ค.ให้สาบานด้วยจิตวิญญาณและความจริง
33.เราเห็นน้ำพระทัยของพระเจ้าข้อใดในชีวิตซาอูล
ก.พระเจ้าสามารถใช้คนทุกประเภทให้เกิดประโยชน์ในราชกิจของพระองค์
ข.พระเจ้าทรงเลือกใช้เฉพาะคนที่ไม่สมบูรณ์พร้อม
ค.ไม่มีใครที่เป็นประโยชน์ต่องานของพระเจ้าเลย
34.พระคำภีร์บันทึกความผิดบาปของหลายๆคนไว้เพื่ออะไร
ก.ให้รู้ว่า..เราสามารถทำบาปได้เช่นกัน ข.ให้เราเล่าขานและเกลียดชังคนเหล่านั้น
ค.ให้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์และเพื่อสอนเรา..ไม่ให้หลงผิดในแบบเดียวกัน
35. (จาก1ซมอ.15:1-9) เด็กๆคิดว่าซาอูลไว้ชีวิตก.อากักเพราะเหตุใด
ก.เพราะซาอูลมีความเมตตา ข.เก็บไว้เป็นเชลย (เพื่อประกาศศักดาของตัวเอง)
ค.เพราะซาอูลเชื่อฟังพระเจ้า
36. (จาก1ซมอ.15:22-23) ข้อใดกล่าวถูกต้อง
ก.ความเชื่อฟังดีกว่าเครื่องบูชาทั้งปวง ข.ความเชื่อฟังดีกว่าเครื่องบูชาบางอย่าง
ค.ความเชื่อฟังสำคัญพอๆกับเครื่องถวายบูชา
37. (จาก1ซมอ.16:6-7) เหตุใดซามูเอลจึงคิดว่า”เอลีอับ” คือคนที่พระเจ้าเลือก
ก.เพราะซามูเอลมองที่รูปลักษณ์ภายนอก ข.เพราะซามูเอลมองที่จิตใจของเอลีอับ
ค.เพราะพระเจ้าทรงตรัสบอกซามูเอลโดยตรง
38. (จาก1ซมอ.16:23 และสัมพันธ์กับ1 ซมอ.10:5) พระคำภีร์สำแดงความจริงในเรื่องใดแก่เรา
ก.ซาอูลต้องพ่ายแพ้ดาวิด ข.ดนตรีมีส่วนเชื่อมโยงกับจิตวิญญาณ ค.ดาวิดมีพิณวิเศษ
39. เด็กๆคิดว่าแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ดาวิดสามารถเอาชนะโกลิอัทได้คือข้อใด
ก.รางวัลที่ซาอูลตอบแทนให้ผู้ชนะ ข.ความเชื่อวางใจในพระเจ้า
ค.ความกล้าหาญของดาวิด
40.วิธีการที่ดาวิดเอาชนะโกลิอัท สะท้อนความจริงในข้อใด
ก.พระเจ้าสามารถใช้วิธีที่เรียบง่ายในการช่วยกู้เราให้รอดจากสิ่งทั้งปวง
ข.พระเจ้าจะทรงสำแดงปาฏิหารย์เสมอในการช่วยกู้เราจากปัญหา
ค.พระเจ้าจะทรงให้เรารอดจากปัญหาอย่างสบายๆทุกครั้ง

วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

หนังสือ 1ซามูเอล ครั้งที่20 อาทิตย์ที่ 4:7:2010 (ตอนจบ)

คราวที่แล้ว..เราก็ได้เห็นดาวิดกลับมาสำแดงสติปัญญาในทางพระเจ้าอีกครั้ง คือ กลับมาทำในสิ่งที่ควรทำ คิดในแบบที่ควรจะคิด เพราะก่อนหน้านี้ ดาวิดทำผิดหลายอย่าง บางอย่างอาจจะไม่ชัดเจน..ว่าผิดแต่ดูแล้วก็ไม่เคลียร์ ต่อเมื่อพระคำภีร์บอกว่า..”ดาวิดได้เข้มแข็งขึ้นในพระเจ้า” ทุกอย่างก็ดูจะเข้ารูปเข้ารอยขึ้น..
บทที่ 31 “มรณภาพของซาอูลกับโอรสทั้งสามองค์”
ดู1ซมอ.31:1-2 หลังจากที่ดาวิดหลุดออกมาจากกองทัพของฟิลิสเตียแล้ว ฟิลิสเตียก็เดินหน้า”ขึ้นเหนือ”ไปทำสงครามกับคนอิสราเอล ส่วนดาวิด..พอถึงศิกลาก..ก็มีอันจะต้อง”ลงใต้” ไปเอาคืนจากพวกอามาเลข..ที่มาปล้นบ้านเขา อันนี้เป็นแผนของพระเจ้าเลย..ที่จะแยกดาวิดไปไกลๆ..จะได้ไปยุ่งกับการรบของอิสราเอลกับฟิลิสเตียไม่ได้ ถ้าสังเกตให้ดีเราจะเห็นว่า..พระเจ้าไม่ได้แค่กีดกันดาวิดออกจากกองทัพของฟิลิสเตีย แต่พระองค์เตรียมเรื่องยุ่งๆที่บ้านไว้ให้ดาวิดด้วย..(จำคำนี้ให้ดี..พระเจ้าเตรียมเรื่องยุ่งๆไว้ให้ ) เพราะพระองค์กำหนดไว้แล้ว..ว่าซาอูลกับลูกๆจะต้องตายในสงครามครั้งนี้ เด็กๆลองคิดดูว่า..ถ้าดาวิดได้ไปร่วมรบกับพวกฟิลิสเตียเขาจะปล่อยให้ซาอูลกับโยนาธานถูกฆ่ามั๊ย..ไม่มีทาง แล้วถ้าพวกอามาเลขไม่มาปล้นนะ ดาวิดก็ไม่ได้อยู่บ้านหรอก เพราะเขาจะห่วงโยนาธาน..จนอยู่ไม่ติด พระเจ้าถึงต้องให้คนอามาเลขมาปล้นซะ..you จะได้ไม่ว่าง เพราะเรื่องของตัวมันค้ำคออยู่..จนไปช่วยใครไม่ได้
พระคำภีร์ไม่ได้เล่ารายละเอียดเกี่ยวกับการรบไว้มากเท่าไหร่ แค่พูดถึงสถานการณ์ไว้อย่างรวบรัด เรารู้ตั้งแต่ข้อที่1 เลยว่า..อิสราเอลสู้ฟิลิสเตียไม่ได้ สถานการณ์เป็นรอง..ทหารของอิสราเอลตายเกลื่อน..บนภูเขากิลโบอา ฟิลิสเตียไล่รุกเข้าไปจนถึงตัวโอรสทั้งสามองค์ของซาอูลแล้วก็ฆ่าพวกเขาทั้งหมดรวมถึงโยนาธานด้วย
ดู1ซมอ.31:3-4 ในที่สุดนักธนูก็เข้าประชิดตัวซาอูลแล้วก็ยิงเขา..แต่ไม่ตาย เพราะข้อที่4 บอกว่า..ซาอูลสั่งคนสนิทให้ช่วยฆ่าเขาที เพราะตอนนี้ก็พงาบๆแล้ว ถึงไม่ตายก็ไม่มีแรงจะหยิบดาบฆ่าตัวเอง แล้วซาอูลก็บอกว่าเขาไม่อยากตายด้วยน้ำมือของคนต่างชาติ..มันเสียศักดิ์ศรี ศักดิ์ศรีเยอะจัง..เหมือนอาบีเมเลข ในหนังสือผู้วินิจฉัย เด็กๆพอจะจำอาบีเมเลขได้มะ..ที่ฆ่าพี่น้องของตัวเองเกือบหมด เพราะอยากจะเป็นผู้นำ..โหดเหี้ยมมาก แต่สุดท้ายก็โดนผู้หญิงเอาหินโม่แป้งทุ่มหัวจนเละ เลยขอให้คนสนิทช่วยฆ่าเขา.. เหมือนซาอูลอย่างงี้เลย ต่างกันที่คนของซาอูลไม่ยอมทำให้ ซาอูลเลยต้องใช้วิธีล้มทับดาบของตัวเอง
ดู1ซมอ.31:5-6 พอซาอูลล้มทับดาบของตัวเอง..ทหารคนสนิทเลยนึกว่าเขาตายแล้ว ข้อที่5 ..เขียนว่า”เมื่อผู้ถืออาวุธเห็นว่า..ซาอูลสิ้นพระชนม์แล้ว เขาก็ล้มทับดาบของเขาเองตายด้วย” อันนี้คือ..คนสนิทเข้าใจไปเองว่าซาอูลตาย แต่จริงๆแล้ว..ยัง
ให้เด็กๆเปิดไปดูที่2ซมอ.1:6-7/8-9 จนคนอามาเลขมาเจอซาอูล..ที่ล้มทับดาบตัวเองแล้วยังไม่ตาย ซาอูลเลยขอให้คนอามาเลขเนี้ย..ช่วยฆ่าเขาที เพราะข้อที่9 บอกว่า”..เราระเหี่ยใจมาก แต่ชีวิตของเรายังอยู่” (ไหนบอกว่าไม่อยากตายด้วยมือของคนต่างชาติไง แล้วอามาเลขนี่มันไม่ใช่ต่างชาติตรงไหนเนี่ย) หลังจากที่พระเจ้าทิ้งเขาไป..ซาอูลเพี้ยนมากแล้วก็ทำอะไรพลาดตลอด พลาดจนลมหายใจสุดท้าย ขว้างหอกใส่ดาวิดก็ไม่โดน ขว้างใส่โยนาธานก็ไม่โดน กระทั่งจะล้มทับดาบตัวเองตาย..ก็ยังไม่แม่น ข้อที่6 บอกว่า..”ซาอูลและบุตรทั้งสามก็ตายในวันเดียวกัน” ประโยคนี้ทำให้เด็กๆนึกถึงใครมั่งมั๊ย..”เอลีกับลูกชายเขาไง..” เหตุการณ์เหมือนกันเปี๊ยบ พ่อลูกตายในวันเดียวกัน แล้วก็ตายด้วยฝีมือพวกฟิลิสเตียเหมือนกันด้วย เรื่องนี้ก็ไม่บังเอิญ..
ดู1ซมอ.31:7/8-9 ข้อที่7 บันทึกว่า..คนอิสราเอลที่อยู่ฝั่งภูเขาข้างโน้นกับฝั่งตะวันออกของน.จอร์แดน พูดง่ายๆ คือ พวกที่ไม่ได้อยู่ในเป้าของการโจมตี..ก็พลอยตกใจกลัวไปด้วย เพราะไร..ก็เห็นอยู่..ว่าพวกเขาแพ้ยับเยิน แม้แต่กษัตริย์กับรัชทายาทก็ตายหมดแล้ว..ยังจะหวังอะไรได้อีก..ก็เลยทิ้งบ้านทิ้งเมืองหนีเอาตัวรอด ปล่อยให้พวกฟิลิสเตียเข้าไปยึดครอง ข้อที่8-9 ทำให้เรารู้ว่าซาอูลไม่ได้ตายดี เขาถูกยิงด้วยธนูเป็นแผลฉกรรจ์หลายแห่ง และต้องทรมานอยู่รอความตายอย่างช้าๆ พอตายแล้วก็ถูกพวกฟิลิสเตียตัดหัวแล้วก็ทึ้งศพซะยับเยิน ข้อที่9 บอกว่า..คนฟิลิสตียเอาเสื้อเกราะกับหัวของซาอูลเดินแห่ไปรอบเมือง เพื่อไร..ประกาศชัยชนะของตัวเอง กับตอกย้ำความพ่ายแพ้แก่อิสราเอล ไม่ต้องบอกเราก็รู้..ว่าพวกฟิลิสเตียจะต้องทำด้วยความคึกคะนองสุดๆ
ดู1ซมอ.31:10 ข้อนี้ บอกว่า..นอกจากจะตัดหัวแห่ประจานไปรอบเมืองแล้ว พวกเขายังเอาเครื่องอาวุธของซาอูลไปไว้ในวัดของพระอัชทาโรทด้วย พวกฟิลิสเตียคงคิดว่า..รื่องนี้น่าจะทำให้อิสราเอลต้องเจ็บแสบที่สุด เพราะใครๆก็รู้..ว่าอิสราเอลมีความเชื่อที่จะนับถือพระเจ้าองค์เดียว..อย่างเคร่งครัด ดังนั้น พวกฟิลิสเตียเลยทำอย่างงี้..เพื่อเป็นการให้เกียรติพระของพวกเขาแล้วดูหมิ่นพระเจ้าของเรา ประมาณว่าพระของชั้นแน่กว่า..ชั้นถึงชนะแก ต้องบอกตรงๆ..ว่าคิดได้ตื้นมาก เพราะพระเจ้าของอิสราเอลทรงล้ำลึกเกินคำพูดใดๆ การที่พระองค์จะให้ใครแพ้..ใครชนะ เป็นเอกสิทธิ์หนึ่งเดียวที่ทุกคนต้องยอมรับ แล้วไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ..คนของพระเจ้าจะยังคงรัก..และเชื่อมั่นในพระองค์เสมอ คนของพระเจ้าจะไม่หันไปไหว้หรือเชื่อพระอื่น เพียงเพราะเขาได้รับความทุกข์ยาก (ถ้าเขาเป็นของพระเจ้าจริงๆ) ท้ายสุดของข้อนี้บอกว่า..พวกฟิลิสเตียได้เอาศพของก.ซาอูลกับโอรสไปมัดไว้กับกำแพงเมืองเบธชาน..ถึงตายแล้วร่างยังต้องรับผลแห่งความบาปที่ตัวเองทำไว้..ตามน้ำพระทัยจนครบถ้วนบริบูรณ์
ดู1ซมอง31:11-13 ก็ไม่ได้เลวร้ายจนเกินไป ข้อนี้บอกว่าเมื่อข่าวการถูกประจานของซาอูลและลูกๆรู้ถึงหูผู้กล้าหาญ..ชาวยาเบชกิเลอาด (อิสราเอลที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกของน.จอร์แดน) พวกเขาก็เดินเท้าทั้งคืนไปที่เบธชาน แล้วก็เอาพระศพของซาอูลกับโอรสกลับมาที่ดินแดนอิสราเอล คือคนเมืองนี้เนี่ย..ยังคงจดจำเรื่องดีๆที่ซาอูลเคยทำไว้..ในบทที่11ของหนังสือ1ซมอ. ตอนที่นาหาชก.คนอัมโมนมาขู่จะควักลูกตาของคนอิสราเอลทุกคน ตอนนั้นพระวิญญาณพระเจ้ายังสถิตอยู่กับซาอูล เขาก็เลยกล้าที่จะชวนพี่น้องให้ลุกขึ้นสู้..โดยเอาวัวมาฟันเป็นท่อนๆแล้วก็ส่งข่าวไปทั่วอิสราเอลให้พี่น้องออกมาร่วมรบ มาตอนนี้พระเจ้าก็ให้ซาอูลได้กินผลส่วนที่เขาทำ ก็ถือว่า..ยังไม่แย่จนเกินไป เพราะอย่างน้อย..ก็ยังมีชาวยาเบชกิเลอาดที่แสดงให้เห็นว่าพวกเขายังเคารพและสำนึกถึงบุญคุณของซาอูลที่เคยช่วยพวกเขาไว้ ข้อที่13 บอกว่า..ชาวยาเบชได้เผาศพของซาอูลกับโอรส แล้วก็ฝังกระดูกไว้ใต้ต้นสนหมอกในดินแดนของพวกเขา
เป็นอันปิดฉากชีวิตของซาอูลรวมทั้งชาวอิสราเอลในช่วงเวลานั้น เพราะหมดสภาพกันทั้งประเทศ ตั้งแต่ผู้นำไปจนถึงประชน..บ้านแตกสาแหรกขาด พระเจ้ากำลังตีสอนพวกเขา ไม่ใช่เพราะความบาปของซาอูลคนเดียว..ที่พาให้ทั้งประเทศต้องล่มจม แต่เป็นความบาปของอิสราเอลทั้งประเทศ และการพิพากษาในครั้งนี้มันเชื่อมโยงโดยตรงกับในบทที่12
เปิดไปดู 1ซมอ.12:16-17 “ความอธรรมของท่านทั้งหลายนั้นใหญ่โตเพียงไร ในการที่ขอให้มีพระราชา” จริงๆถ้าอยากจะมีผู้นำก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่พระเจ้ารู้..ว่าคนอิสราเอลคิดอะไรอยู่ พระองค์มองเห็น..ว่าที่อยากได้กษัตริย์เพราะจิตใจพวกเขากบฎถึงได้ปฏิเสธพระเจ้า แล้วการละทิ้งพระเจ้าเนี่ย..มันเรื่องใหญ่ ยังไงก็ต้องถูกพิพากษา ดังนั้นชะตาของคนอิสราเอลในช่วงท้ายของหนังสือเล่มนี้ก็เลยต้องเป็นอย่างงี้ กินผลไปก่อน..ส่วนที่พระเจ้าจะกู้ขึ้นมาใหม่ค่อยว่ากันทีหลัง เพราะพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อต่อพระลักษณะของพระองค์เสมอ พระลักษณะของพระเจ้าเป็นยังไง ต้องทบทวนกันบ่อยๆ
“พระเยโอวาห์ พระเยโฮวาห์ พระเจ้าผู้ทรงพระกรุณา ทรงกอปรด้วยพระคุณ ทรงกริ้วช้า และบริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง และความสัตย์จริง ผู้ทรงสำแดงความรักมั่นคงต่อมนุษย์กระทั่งพันชั่วอายุ ผู้ทรงโปรดยกโทษการล่วงละเมิด การทรยศและบาปของเขาเสีย แต่จะทรงไม่มีโทษก็หามิได้..”
เปิดไปดู อพยพ34:6-7 “..ทรงกอปรด้วยพระคุณ ทรงกริ้วช้า และบริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง ทรงโปรดยกโทษความบาปให้ แต่จะถือว่าไม่มีโทษก็หามิได้..” เด็กๆต้องจำไว้ให้แม่น นี่คือพระลักษณะของพระเจ้า พระองค์ก็ให้เวลาซาอูลกลับใจแล้ว..แต่เขาไม่ทำ แถมยังใช้เวลาที่เหลือเพิ่มพูนบาปชั่วให้กับตัวเอง สุดท้าย ก็ต้องตายตามที่พระเจ้าตรัสไว้ทุกอย่าง เราไปดูคำพิพากษาสุดท้ายที่พระเจ้าตรัสผ่านซามูเอลไว้ด้วยกัน
เปิดไป 1ซมอ.28:19 “..พระเจ้าจะทรงมอบอิสราเอลพร้อมกับตัวท่าน “ไว้ในมือของคนฟิลิสเตีย” เพราะฉะนั้น ที่ซาอูลไม่มีแรงแม้แต่จะฆ่าตัวตาย กับที่ทหารคนสนิทก็ไม่ช่วยฆ่าเขา..มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเพราะพระเจ้ากำหนดไว้ให้เขาต้องตายแบบนี้..คือตายด้วยฝีมือของคนฟิลิสเตีย และถ้าพระเจ้าตรัสไว้แล้ว..ก็ไม่ต้องพยายามหรอก..ยังไงเขาก็เปลี่ยนชะตาตัวเองไม่ได้ แต่..ซาอูลยังพยายามจนหยดสุดท้ายที่จะหนีคำพิพากษาของพระเจ้า โดย..ครั้งแรกซาอูลขอให้คนถือเครื่องอาวุธช่วยฆ่าเขา..โดยให้เหตุผลว่า..ไม่อยากตายด้วยน้ำมือคนต่างชาติ เด็กๆว่า..ซาอูลคิดอย่างงี้จริงรึเปล่า..ไม่จริงเลย จริงๆแล้วเขาจะหนีความเจ็บปวดทุกข์ทรมานที่พระเจ้าทรงพิพากษาเขาต่างหาก พอทหารคนสนิทไม่ช่วยก็พยายามฆ่าตัวตาย ซึ่งอันนี้ผิดมหันต์ แต่อยากทำก็ทำไป เพราะยังไง you ก็ไม่สมหวังหรอก..จนกว่าจะถึงเวลาที่พระเจ้ากำหนด ยิ่งทำก็ยิ่งเจ็บหนัก..ก็กี่แผลแล้วล่ะ จนคนอามาเลขผ่านมาซาอูลถึงได้สมหวัง เด็กๆอาจจะสงสัยว่า..แล้วการหนีความเจ็บปวดหรือความทุกข์เนี่ย..มันผิดด้วยหรือ ยังไงก็ต้องบอกตามตรงว่า..มันก็ผิดอยู่
ดู มัทธิว 27:32-34 เรื่องนี้จะรับยากนิดนึง แต่น้าตุ๊กเชื่อ..ว่าด้วยพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า เราจะรับได้ในที่สุดเพื่อไปสู่ความไพบูลย์ในองค์พระเยซูคริสต์ เพราะเหนือความเจ็บปวดทุกข์ทรมานทุกอย่างเนี่ย มันมีพระประสงค์ของพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่กว่า และนี่คือเหตุผลที่พระเยซูทรงปฏิเสธที่จะเสวยเหล้าองุ่นผสมของขม..เพราะมันจะทำให้ร่างการมึนชา นั่นหมายความว่า..พระองค์ไม่รับยาแก้ปวด พระองค์ไม่..แม้แต่จะบรรเทาให้ความเจ็บปวดนั้น..น้อยลง พระองค์รับมันอย่างสุดๆ เพื่อให้น้ำพระทัยของพระเจ้าได้สำเร็จ เรื่องอะไร..ก็ให้เราได้รับความรอดนี่ไง พระเยซูเห็นสิ่งนี้มีค่าและยิ่งใหญ่กว่าความเจ็บปวดของพระองค์
แต่อย่าตกใจ!!!..ภาระกิจที่สูงส่งขนาดนั้น..มันไม่เกิดกับเราหรอก
ดู 1โครินธ์ 10:13 พระเจ้าบอกชัดเจน..ว่าการทดลองหรือความทุกข์ยากต่างๆที่เกิดขึ้นกับ คริสเตียน จะไม่มีเรื่องไหนเลยที่หนักหนาเกินกว่าเราจะรับได้ แล้วก็จะไม่มีการทดลองที่แปลกประหลาดผิดมนุษย์เกิดขึ้นกับใครคนใดคนหนึ่งทั้งนั้น มันจะเป็นปัญหาเดิมๆซ้ำๆที่เจอกันอยู่ประจำในชีวิตเรานี่แหละ..อย่างความเจ็บป่วย ความยากจน การสูญเสียของรัก คนที่รัก ความไม่สมหวัง..ก็ประมาณนั้น..เดิมๆ และเมื่อพระเจ้าให้เกิดแล้วพระองค์จะทรงให้ผ่านพ้นไปได้ทุกครั้ง คำหนุนใจที่น้าตุ๊กชอบมากก็คือ..”นี่ก็แค่อีกเรื่อง..ที่จะผ่านไป” เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีที่ทำให้เราตัวลอยได้ด้วยความสุข หรือเรื่องที่ทุกข์จนปางตาย ไม่ช้าก็เร็ว..ก็ต้องผ่านไปทั้งนั้น ไม่มีซักเรื่องเดียวที่จะคาอยู่ตลอดกาลโดยไม่ผ่านไปซักที
น้าตุ๊กอยากจะหนุนใจเด็กๆ เวลาที่ความทุกข์มันเข้ามาในชีวิต อย่าทำอะไรที่เป็นการตัดช่องน้อยแต่พอตัว จงรับมันไว้..อดทน และจดจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เรื่องชีวิตคู่” (อ้าว มาลงเรื่องนี้ได้ไง) เลือกให้ดี ดูให้แน่ แล้วไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตแต่งงาน “จงอดทนและรับมันไว้” จนกว่าชีวิตจะหาไม่ อย่าหย่าร้างเพื่อหลีกหนีความทุกข์ทรมาน เพราะอย่าลืมว่า..คนที่เรารักที่สุดจะได้รับผลกระทบจากความบาปของเราด้วยเสมอ จงอดทนให้ถึงที่สุด..ให้มันรู้กันไป..ว่าถ้าชั้นอดทน..ไม่หนีปัญหาแล้วมันจะตายไปตรงนั้น..ก็ให้มันตายไปเลย แต่รับรอง..ว่าไม่ตายหรอก และเมื่อเราอดทนจนถึงที่สุดแล้ว น้าตุ๊กเชื่อว่า..พระเจ้าจะทรงพอพระทัย..พระองค์จะทรงประทานพระคุณที่กรุณา..ยกโทษให้เมื่อเราทนรับสภาพด้วยหัวใจที่ยอมจำนน แล้วทุกอย่างจะกลับคืนสู่สภาพดี
หนังสือ1ซมอ.ก็จบลงในที่สุด สัปดาห์หน้าเราจะประเมินผลกัน แต่เด็กๆไม่ต้องกังวล ไม่ว่าจะทำได้มากหรือน้อย ขอแค่ให้เรา”รู้ตัวเอง”..ว่าเราเข้าใจถูกหรือผิดตรงไหนจะได้แก้ไขกัน น้าตุ๊กจะทดสอบแบบเปิดกว้าง..ให้เด็กๆสามารถหาคำตอบในพระคำภีร์ได้ ปรึกษากันได้ จุดประสงค์คือ..เพื่อให้เด็กๆได้รู้พระวจนะของพระเจ้าอย่างถูกต้อง..ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ตรงไหนที่เรียนแล้วลืม..จะได้จำได้ ตรงไหนที่เข้าใจผิด..จะได้เข้าใจอย่างถูกต้อง น้าตุ๊กไม่มีนโยบายที่จะสอบเหมือนที่โรงเรียนหรือมหาวิยาลัย แต่จะเน้นจุดประสงค์ให้เด็กๆได้เช็คตัวเอง และเติมส่วนที่ขาดแก้ส่วนที่ผิด..ไม่ใช่ดีกรีหรือการแข่งขัน
พบกันสัปดาห์หน้าค่ะ ขอพระเจ้าอวยพร

วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2553

หนังสือ1ซามูเอล ครั้งที่19 อาทิตย์ที่ 27:6:2010

ดาวิดกำลังตกที่นั่งลำบากเพราะความบาปของตัวเอง ถึงพระเจ้าจะให้เขารอดจากการที่ต้องไปรบกับพี่น้องตัวเอง ก็ไม่ได้หมายความว่าดาวิดจะไม่ต้องรับผลแห่งความบาป..ยังไงทุกคนก็ต้องกินผลที่ทำ ทันทีที่ดาวิดกลับถึงศิกลากก็เลยเจอกับเรื่องที่คิดไม่ถึง..พวกอามาเลขฉวยโอกาสตอนที่ฟิลิสเตียกับอิสราเอลตั้งท่าจะรบกัน..ไปปล้นเมืองทางใต้ของอิสราเอลกับหัวเมืองของฟิลิสเตีย รวมทั้งศิกลากด้วย..ที่ถูกเผาจนราบ พวกอามาเลขขโมยของไปหมด แต่ว่าไม่ได้ฆ่าใครแค่จับลูกเมียไปเป็นเชลย คนของดาวิดลงความเห็นกัน..ว่าทั้งหมดเป็นความผิดของดาวิด แล้วก็โกรธมาก..จนอยากฆ่าดาวิดให้ตาย
บทที่30ข้อ6 ทิ้งท้ายว่า”แต่ดาวิดก็มีกำลังขึ้นในพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน” เราจำเป็นต้องเอาประโยคนี้มาคิดให้ดี..เพราะมันเป็นจุดที่สำแดงความต่างระหว่างดาวิดกับซาอูล..
ดู1ซมอ.30:7-8 พอตั้งสติได้ ”ดาวิดก็มีกำลังขึ้นในพระเยโฮวาห์” ซึ่งน้าตุ๊กเชื่อว่า..พระเจ้าเป็นผู้ประทานกำลังอันนี้ให้ แล้วดาวิดถึงแสวงหาพระองค์ เพราะข้อที่7ดาวิดบอกอาบียาธาร์..ให้เอาเอโฟดออกมา เพื่อแสวงหาน้ำพระทัยพระเจ้า ดาวิดถามพระเจ้าว่า..เขาควรจะตามพวกโจรไปมั๊ย แล้วถ้าเจอ..เขาจะเอาชนะพวกนั้นได้รึเปล่า จริงๆตอนนั้น ดาวิดยังไม่รู้ด้วยซ้ำ..ว่าใครมาปล้นเขาเป็น แต่พระเจ้าบอกตามไปเลย..ทันแน่..แล้วจะชนะด้วย
พระคำภีร์ช่วงนี้ทำให้เราเห็นว่า..สภาพของดาวิดตอนนี้ไม่ได้ดีกว่าซาอูลเท่าไหร่ ซาอูลทำบาปมั๊ย..ดาวิดก็ทำเหมือนกัน แต่ความต่างของสองคนนี้ก็คือ..
ในเวลามืดมนที่สุด”ดาวิดไม่ใช่แค่เข้มแข็งขึ้นในพระเจ้าเท่านั้น เพราะข้อที่7 บอกไว้ชัดเจน..ว่าเขาแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าด้วย” แต่ซาอูลไม่ใช่..ซาอูลเลือกไปหาคนทรงทันทีที่พระเจ้าไม่ตอบเขา โดยไม่มีการกลับใจใหม่ น้าตุ๊กไม่เห็นซาอูลร้องไห้คร่ำครวญ ไม่มีสัญญาณอะไรเลยที่บ่งบอกว่าเขาสำนึกผิด ..อะไร?เป็นตัวหล่อหลอมให้ทั้งคู่ต่างกันขนาดนี้
เปิดไปดูสดุดี 91:14-15 “เพราะเขาผูกพันกับเราด้วยความรัก..” จริงๆแล้วสูตรสำเร็จในการดำเนินกับพระเจ้า..”ไม่มี” เรารู้ว่าดาวิดแสวงหาพระเจ้าเสมอเวลาที่ทุกข์ยาก..แล้วพระองค์ก็ช่วยกู้เขาไว้ทุกครั้ง เวลาทำผิดดาวิดก็ทูลขอการอภัยด้วยความสำนึกจากใจจริง..แล้วพระเจ้าก็ยกโทษให้ แล้วเราก็รู้ว่าดาวิดไว้วางใจพระเจ้า เพราะเขารู้จักพระเจ้าที่เขาเชื่อ..เขารู้จักพระเจ้า รู้จักพระลักษณะของพระองค์ อันนี้สำคัญมาก..เพราะในการที่เราจะไว้ใจใครซักคน เราต้องรู้จักคนๆนั้นเป็นอย่างดี มันเป็นไปไม่ได้..ที่เด็กๆจะไว้ใจเพื่อนหรือผู้ใหญ่ซักคนอย่างสุดจิตสุดใจ..โดยที่รู้จักเขาแค่ผิวเผิน ในเรื่องของฝ่ายวิญญาณก็เช่นเดียวกัน..ใครก็ตามที่ยังเชื่อครึ่งๆกลางๆ เชื่อมั่งไม่เชื่อมั่ง เชื่อก็ได้ไม่เชื่อก็ได้ นั่นเป็นเพราะคุณยังไม่รู้จักพระเจ้าจริงๆ น้าตุ๊กขอแนะนำ..ให้เราแสวงหาพระเจ้าให้มากขึ้น แสวงหาจนรู้จักพระเจ้าเป็นอย่างดี เท่าที่พระองค์โปรดจะสำแดงแก่เรา..แล้วเราจะไม่สงสัยเลย..ว่าทำไมคนที่เจอพระเจ้าจริงๆ เขาถึงไม่อยากได้อะไรอีกเลย แล้วทำไมซาอูลถึงไม่เหมือนดาวิด เพราะผู้ที่จะแสวงหาพระเจ้า..ไม่ว่าจะในเวลาสุขหรือทุกข์..”..จะต้องเป็นคนที่ผูกพันกับพระเจ้าด้วยความรัก” เรื่องนี้สำคัญมาก..พระคำภีร์ถึงย้ำไว้หลายครั้ง..ทั้งพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่..
มาระโก 12:28-30 มัทธิว22:34-38 พระคำภีร์ทุกบททุกตอนเป็นพระวจนะของพระเจ้า ทุกถ้อยคำล้วนเป็นประโยชน์ต่อชีวิตมนุษย์ มีความลับมากมายซ่อนอยู่ในหลักเกณฑ์ของพระเจ้า..ที่เราไม่มีวันจะแสวงหาได้หมด แต่สำคัญที่สุด..คือ “มนุษย์จงผูกพันกับพระเจ้าด้วยความรักอย่างสุดจิต สุดใจและสุดกำลัง” เพราะความรักเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้มนุษย์แสวงหาพระเจ้าและเชื่อฟังพระองค์ น้าตุ๊กเคยสอนเรื่องนี้ไปอย่างละเอียดในหนังสือฉธบ. แต่วันนี้เราจะทบทวนมหาบัญญัติข้อนี้อีกครั้งนึง เด็กๆจะได้จำแม่
ดูฉธบ.6:4-5 “ท่านจงรักพระเจ้าของท่านด้วยสุดจิต สุดใจ และสิ้นสุดกำลัง..” เรามาดูทีละคำที่พระเจ้าตรัสผ่านโมเสส..
1.รักสุดจิต หมายถึง รักพระเจ้าด้วยใจผูกพัน ลึกลงในความรู้สึกทั้งหมดที่มี เพราะสิ่งนี้จะทำให้เราไม่ใช่แค่ติดสนิทกับพระองค์..แต่เราจะหลอมเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า..ผ่านทางพระเยซู
2.รักสุดใจ หมายถึง รักพระเจ้าด้วยความคิดทั้งหมดที่เรามีและด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ข้อนี้เป็นบ่อเกิดที่จะทำให้เราแสวงหาพระเจ้า แล้วถึงยุคสมัยจะเปลี่ยนไป รูปแบบชีวิตจะพลิกผันแค่ไหน..เด็กๆจะอยู่ในโลกของเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำซักเท่าไหร่..ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนที่รักพระเจ้าอย่างสุดความคิด เพราะเขาจะแสวงหาและคอยสังเกตเสมอ..ว่าพระเจ้าจะบอกอะไรเขาในแต่ละสถานการณ์ เพราะฉะนั้น คนที่รักพระเจ้าด้วยใจ จะยังสามารถอยู่อย่างศิวิไลซ์ได้อย่างไม่มีปัญหา เพราะเขาจะเป็นคนมีวินิจฉัย..แล้วก็ปรับตัวเองให้เข้ากับทุกสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง
3.รักพระเจ้าอย่างสิ้นสุดกำลัง หมายถึง รักอย่างสุดแรงเกิด..เกิดมามีแรงจะรักมากสุดแค่ไหน เทให้พระเจ้าแค่นั้น เพราะข้อนี้จะเชื่อมโยงกับความเชื่อฟัง มันส่งผลให้เรารักถ้อยคำพระเจ้า ไม่ว่าพระเจ้าจะบอกอะไร..เราจะเชื่อฟังและพยายามทำตามเสมอ เพราะเรารักอย่างสุดกำลัง..เลยอยากจะทำทุกอย่างให้คนที่เรารักพอใจ
ดู ฉธบ.6:6-7 “จงให้มหาบัญญัตินี้จารึกอยู่ในใจของเรา” ก็คือ รักพระเจ้าลงลึกในจิตใจ..เพราะสิ่งนี้จะควบคุมให้ทุกความคิด ทุกการวางแผน และทุกๆการตัดสินใจของเรา สำแดงความรักของพระเจ้าให้ปรากฎ ไม่ใช่สำแดงตามความต้องการของเรา ข้อที่7บอกว่า“..จงอุตส่าห์สอนถ้อยคำนี้..ที่บอกให้รักพระเจ้าอย่างงี้..แก่บุตรหลาน เมื่อไหร่มั่ง..ข้อแรก คือ เมื่อนั่ง”อยู่ในเรือน” หมายถึง รักพระเจ้าที่บ้าน คือในครอบครัวจะต้องมีการคุยเรื่องพระเจ้ากัน พ่อแม่ต้องสอนให้ลูกรักพระเจ้าทั้งเวลาสุข เวลาทุกข์ รักพระเจ้าไม่ว่าจะร่ำรวย ยากจน สบายดี หรือเจ็บป่วย หรือแม้แต่จะต้องล้มหายตายจากกัน แล้วก็ต้องสอนให้คนในครอบครัวสำแดงความรักของพระเจ้ากับคนที่บ้านก่อน ไม่ใช่เที่ยวไปรักนอกบ้านก่อน แล้วครอบครัวเอาไว้ทีหลัง..อันนี้ผิด
ข้อที่สอง บอกว่า ให้รักพระเจ้าเมื่อ”เดินอยู่ตามทาง” เพราะเมื่อรักพระเจ้าที่บ้านแล้ว เราก็ต้องสำแดงความรักของพระเจ้านอกบ้านด้วย ในความสัมพันธ์กับคนอื่น ทั้งที่โรงเรียน ที่ทำงาน บนถนน หนทางทาง คือ ไม่ว่าเราจะไปที่ไหน..ก็ต้องสำแดงความรักของพระเจ้าให้ปรากฎ..ผ่านการดำเนินชีวิตทั้งความคิด คำพูด และการกระทำ
ข้อที่สาม รักพระเจ้าในยาม”นอนลง”คือ เวลากลางคืน สำหรับคนฮีบรูคำว่า”นอนลง” หมายถึง เวลาหลับ เวลาพักสงบ..จากความวุ่นวาย ทั้งหลายทั้งปวง เวลาว่างเว้นจากศึกสงคราม เวลาสุขสบาย รวมถึงเวลาตายด้วย ก็อยู่ในความหมายของเวลานอนลงด้วยเหมือนกัน ข้อที่สี่ คือรักพระเจ้าในเวลาที่ ”ลุกขึ้น” คือ รักพระเจ้าตอนเช้า ทั้งเวลาตื่นนอน เวลาที่หายป่วย เวลามีสงคราม เวลาที่ต้องเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ รวมถึงเวลาที่ต้องลุกขึ้นยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง ในเวลาที่พูดมาทั้งหมดนี้ พระคำภีร์บอกว่า..ให้เราพูดคำนั้น คือ เรารักพระเจ้าสุดจิต สุดใจ และสุดกำลัง
ดู ฉธบ. 6:8-9 “จงเอาถ้อยคำเหล่านี้พันไว้ที่มือของท่าน เป็นหมายสำคัญ” ..คือให้ความรักพระเจ้าควบคุมทุกอย่าง เพราะชาวฮีบรูถือว่า..มือเป็นตัวแทนการเคลื่อนไหวทุกอย่างของบุคคล เพราะฉะนั้น การให้เอาความรักพระเจ้าพันไว้ที่มือ จึงหมายถึง จงสำแดงความรักพระเจ้าให้ปรากฎในการกระทำทุกอย่างของเรา ทั้งอาชีพการงานและทุกกิจกรรมที่เรามีส่วนร่วม
ข้อต่อไปบอกว่า ”และจงจารึกไว้ที่หว่างคิ้วของท่าน..” เพราะความรักพระเจ้าจะควบคุมความทะเยอทะยาน และความอยากในสิ่งสารพัดของเรา ทำไมต้องที่หว่างคิ้ว เพราะ”คนยิว” เชื่อว่า นัยน์ตาเป็นสิ่งที่บอกให้รู้ว่า..คนๆนั้นเป็นยังไง เย่อหยิ่งหรือถ่อมใจ โลภมากโลภน้อย ใจแคบหรือใจกว้าง แต่อันนี้ไม่ได้บอกว่าจริงนะ..น้าตุ๊กแค่บอกให้รู้ถึงที่มาของคำเพื่อจะได้เข้าใจความหมายอย่างถูกต้อง คือถ้าคนของพระเจ้าเอาถ้อยคำอันเนี๊ย..ที่บอกให้รักพระเจ้าในทุกวิถีทางเนี่ย..จารึกไว้ที่หว่างคิ้ว (ถ้าคนไทยก็คงจะใช้คำว่า..จำใส่กะโหลก) คนๆนั้นก็จะสามรถควบคุมความโลภกับความทะเยอทะยานของตัวเองได้ แต่ถ้าไม่มีความรักพระเจ้าควบคุมไว้ที่หว่างคิ้ว..(คือในจิตสำนึก) คนเราก็จะเย่อหยิ่ง..ทำอะไรตามใจตัวเอง
ดู 2ทิโมธี1:12-13 เมื่อเราผูกพันกับพระเจ้าด้วยความรักสุดจิต สุดใจแล้ว เราก็จะแสวงหา พระเจ้าและจะได้พบ..ยิ่งแสวงหามากเท่าไหร่ ก็จะรู้จักพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น ยิ่งหายิ่งเจอ ยิ่งเจอยิ่งใช่ ยิ่งใช่ยิ่งเชื่อ เพราะเจอของจริง ยิ่งใหญ่จริง ความสมาร์ทของพระเจ้าจะชัดเจนขึ้นทุกวัน ข้อนี้ อ.เปาโลถึงบอกว่า..”เหตุฉะนั้น ข้าพเจ้าถึงทนทุกข์ลำบาก และไม่ละอาย เพราะข้าพเจ้ารู้จักพระองค์ที่ข้าพเจ้าได้เชื่อ..” เพราะนี่เป็นผลพวงจากการที่เราผูกพันกับพระเจ้าด้วยความรัก รักแล้วเลยอยากแสวงหาพระองค์ แสวงหาแล้วก็พบ..ว่าพระเจ้า..อัศจรรย์ที่สุด “..และข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าพระองค์ทรงสามารถรักษา ซึ่งข้าพเจ้าได้มอบไว้กับพระองค์ จนถึงวันพิพากษาได้” เพราะใครก็ตามที่ได้รู้จักพระเจ้า"ด้วยจิตวิญญาณที่แสวงหา"จริงๆแล้ว ..จะยอมจำนนและเชื่อฟังทุกราย เพราะพวกเขามั่นใจ..ว่าพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นความจริง ยิ่งใหญ่สูงสุด และคือผู้เดียวที่สามารถพาเราไปสู่ความรอด (“เพราะข้ารู้จัก..พระองค์ที่ข้าเชื่อ..และเชื่อมั่นคงว่า..พระองค์ทรงฤทธา รักษาซึ่ง..มอบไว้แก่พระองค์ จนถึงกาล.ละ.วันนั้นได้” นี่คือบทเพลงแห่งชีวิตคริสเตียนที่ถ่ายทอดความจริงในความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าไว้ได้อย่างชัดเจน)
ข้อที่ 13 อ.เปาโลถึงได้ย้ำกับเราว่า..”จงประพฤติตามแบบแห่งคำสอนที่ท่านได้ยินจากข้าพเจ้า ด้วยความเชื่อและความรักซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์” เพราะเมื่อเห็นชัดเจนแล้วว่า..พระเจ้าคือใคร ยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็ขอให้เราดำเนินชีวิตตามถ้อยคำของพระองค์ด้วยความเชื่อฟัง และด้วยความรักในพระเยซูคริสต์
กลับมาที่ 1ซมอ.30:9-10 หลังจากได้ความมั่นใจจากพระเจ้าแล้ว..ว่าให้ตามพวกที่ปล้นไป แล้วดาวิดจะได้ทุกอย่างคืน ดาวิดเลยรีบตามไป ข้อที่ 9 บอกว่า..พอดาวิดกับพวกอีกหกร้อยคนไปถึงลำธารเบโสร์ คนส่วนนึงก็หมดแรง..ไปต่อไม่ไหว เพราะอย่าลืมว่าพวกเขาเพิ่งเดินทางไกลกลับมาจากอาเฟก..คิดว่าจะได้พักสบายตอนถึงบ้าน แต่พอมาถึง..ยังต้องไปต่อเพราะบ้านช่องถูกเผาจนวอดวาย..ลูกเมียก็ถูกจับตัวไป ในที่สุด..พอมาถึงลำธารเบโสร์พวกของดาวิดสองร้อยคนก็แบ็ตหมด ต้องเฝ้าสัมภาระอยู่ที่นั่น..แล้วปล่อยให้อีกสี่ร้อยคนไปต่อ
ดู 1ซมอ.30:11-12/13-14 ข้อนี้บอกว่า..พอดาวิดเดินทางต่อไป เขาก็เจอผู้ชายคนนึง นอนรอความตายอยู่บนพื้นกลางแจ้ง ด้วยความสงสาร..ดาวิดก็เลยให้เขากินอาหารแล้วก็ดื่มน้ำเพราะผู้ชายคนนี้ไม่ได้กินอะไรมาสามวันแล้ว พอมีแรงขึ้นหน่อย..ดาวิดก็ถามว่าเขาเป็นใคร ชายคนนี้บอกว่า..เขาเป็นคนอียิปต์ เป็นคนรับใช้ของคนอามาเลข..ที่เดินทางมาปล้นคนยูดาห์ กับศิกลาก (ได้เรื่องเลย..) แต่สามวันที่แล้วเขาป่วย..เจ้านายกลัวว่าเขาจะเป็นตัวถ่วงก็เลยทิ้งเขาไว้กลางทาง..กะจะให้ตายไปเอง
ดู1ซมอ.30:15 ข้อนี้ทำให้เรารู้ว่า..ตอนที่ออกตามมา ดาวิดไม่รู้เบาะแสของพวกที่ปล้นเขาเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำ..ว่าเป็นใครเป็นคนทำ แต่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้ทุกอย่าง..เพราะถ้าพระองค์พูดคำไหนไว้..พระองค์จะทำให้สำเร็จเสมอ ไม่เคยทิ้งกลางคัน
พอดาวิดรู้ว่าชายคนนี้..มากับพวกที่ปล้นบ้านเขา ดาวิดเลยถามว่า..ช่วยพาไปหน่อยได้มะ เพราะเขากำลังตามหาพวกนี้อยู่ แต่คนอียิปต์ขอให้ดาวิดสัญญาในนามพระเจ้าก่อนว่า.. ถ้าพาไปแล้ว..ดาวิดจะไม่ฆ่าเขาทิ้ง แล้วก็ไม่ส่งตัวเขาให้คนอามาเลขด้วย คืออยากช่วยอยู่หรอกเพราะดาวิดก็อุตส่าห์ช่วยชีวิตเขาไว้ แต่ก็อยากจะได้ความมั่นใจ..ว่าถ้าช่วยแล้ว เขาจะไม่ตาย..ไม่ว่าจะด้วยมือของดาวิดหรือเจ้านายเก่า
ดู1ซมอ.30:16-17 สรุปแล้วดาวิดก็ยอมตกลง แล้วพอชายอียิปต์พาดาวิดตามมาถึงกองปล้นของคนอามาเลข ภาพที่เห็น..ก็คือ กองปล้นของพวกอามาเลขกำลังฉลองกันใหญ่ เพราะปล้นทรัพย์สินมาได้เยอะ..ก็เล่นไปปล้นตอนไม่มีผู้ชายอยู่บ้านอ่ะ ก็กวาดเรียบสิ..เด็กกับผู้หญิงจะไปสู้ไรได้ ข้อที่17 บอกว่า..ดาวิดเลยฆ่าพวกอามาเลขตั้งแต่หัวค่ำไปจนถึงตอนเย็นของอีกวัน..หนีไปได้สี่ร้อยคน..ที่เหลือตายเรียบ เพราะคำว่า “เขาทั้งหลายแผ่กันอยู่เต็มดินไปหมด” หมายถึง ตอนที่ดาวิดตามไปเจอเนี่ย..พวกอามาเลขกำลังอยู่กันกระจัดกระจายไม่เป็นที่เป็นทาง..ดาวิดถึงเอาชนะได้ไม่ยาก เพราะมันมีศัพท์ที่เป็นแท็คซติกทางการรบคำนึงบอกว่า ”ตีให้แตกกระจายแล้วเข้าชิงชัย” เพราะฝ่ายที่แตกกระจายจะสู้ไม่ได้เพราะไม่สามารถจะรวมกำลังกัน ถึงกำลังคนของดาวิดจะน้อยกว่ามากแต่ก็ยังชนะ เพราะตอนที่มาถึง..พวกอามาเลขก็กระจัดกระจายกันอยู่แล้วแถมเมาจนหัวทิ่ม..เลยแพ้ยับเยิน
ดู1ซมอ.30:21-22 เวลาที่ต้องสูญเสียก็กล่าวโทษกัน..เวลาที่ได้บำเน็จก็เกี่ยงกันอีก (ไม่เคยพอใจไรง่ายๆหรอกมนุษย์) เพราะฉะนั้น บางทีถ้าขออะไรแล้วไม่ได้..ก็จงขอบพระคุณ เพราะถ้าได้แล้ว..เราอาจจะเป็นเหมือนคนของดาวิดก็ได้ (ใครไม่เป็นไม่รู้ แต่น้าตุ๊กเป็น..ผ่านมาแล้ว..บางทีเวลาไม่มีจะกินยังจะรักกันมากกว่า พอมีขึ้นมาหน่อย..ปัญหาชักจะเกิด..กลับไปอดเหมือนเดิมท่าจะดี..) ข้อนี้บอกว่า นอกจากดาวิดจะได้ทุกอย่างคืนมาทั้งหมด..แล้วเขายังริบของที่พวกอามาเลขปล้นคนอื่นมาด้วย คือ ของตัวเองก็ได้ครบ..แล้วยังมีแถมมาอีก..เยอะซะด้วย ข้อนี้ถึงบอกว่า..พวกที่ออกไปรบกับดาวิดเลยบอกว่า..เขาจะไม่แบ่งของที่ริบได้ให้กับพวกที่นั่งเฝ้าสำภาระอยู่ที่ลำธาร..จะคืนให้แต่ของที่ถูกปล้นไป ส่วนของที่ได้เกินมา..จะแบ่งให้เฉพาะคนที่ออกไปรบเท่านั้น ข้อที่22 บอกว่า..พระคำภีร์เรียกคนพวกนี้ว่า..”คนอธรรมและคนถ่อย” เดี๋ยวเราดูคำอธิบายในข้อต่อไป ดู1ซมอ.23-24 “ท่านอย่าทำอย่างนั้นกับสิ่งซึ่งพระเจ้าทรงมอบแก่เรา..” ดาวิดไม่ยอมให้พวกที่ออกไปรบ..ทำตามอย่างงั้น เขาบอกว่า..ของที่ริบมาได้เนี่ย..จริงๆแล้วไม่ใช่ฝีมือของพวกเขาเองนะ แต่เป็นพระคุณของพระเจ้าที่ประทานให้ทั้งชัยชนะและทรัพย์สิน แล้วทั้งหกร้อยคนเนี้ย..ก็เป็นพี่น้องกัน ถึงหน้าที่จะไม่เหมือนกัน..บางคนทำมาก..บางคนทำน้อย..แต่ยังไงทุกคนก็คือส่วนหนึ่งของทีม ถ้าสองร้อยคนนี้ไม่หมดแรงจนต้องนั่งเฝ้าสำภาระ..พวกเขาไม่มีทางได้เดินตัวปลิวออกไปรบหรอก..ต้องกระเตงสำภาระไปด้วย ดาวิดถึงบอกว่า..ทุกคนจะต้องได้ส่วนแบ่งเหมือนๆกัน จากนั้นดาวิดใช้กฎเกณฑ์อันนี้เป็นกฎหมายของอิสราเอลด้วย เรามาดูความหมายฝ่ายวิญญาณของเรื่องนี้กัน..
ดู1โครินธ์12:4-8/9-11 ที่คริสตจักรเมืองโครินธ์ในสมัยของอ.เปาโล จะมีการแบ่งพรรคแบ่งพวกกันมาก แล้วบางกลุ่มก็สำคัญผิดคิดว่าตัวเองเนี่ย..มีของประทานที่พิเศษกว่าคนอื่น อ.เปาโลเลยชี้ให้เห็นว่า..ของประทานทุกอย่างมาจากพระคุณของพระเจ้า แล้วไม่ว่าคุณจะมีของประทานเรื่องไหน..มันก็สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อคริสตจักรเท่ากัน เพราะทุกคนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พระกายหรือคริสตจักรทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ใครก็ตามที่คิดว่า..ตัวเองพิเศษกว่าคนอื่นเพราะมีหน้าที่สำคัญในคริสตจักร..ก็ผิดแล้วล่ะ ส่วนใครที่คิดว่า..ชั้นไม่มีหน้าที่อะไรเลยในโบสถ์ เพราะฉะนั้น ชั้นคงไม่สำคัญสำหรับพระเจ้า..ก็ไม่ใช่ ไม่ว่าจะเป็น ศบ. นักร้อง นักดนตรี ครู หรือสมาชิกธรรมดาๆ สำหรับพระเจ้าแล้ว..ทุกคนสำคัญเท่ากัน ข้อนี้บอกว่า..เพราะมีพระวิญญาณองค์เดียวกัน เพราะงั้น พระเจ้าก็ประทานความรอดให้เหมือนกัน..ทุกคน ไม่ว่าเราจะมีหน้าที่อะไร ดาวิดก็ด้วย..เขาก็แบ่งของที่ริบได้ให้ทุกคนเท่ากัน ไม่ว่าจะออกไปรบหรือแค่นั่งเฝ้าสำภาระก็ตาม เพราะนั่นก็เป็นของที่พระเจ้าประทานให้เหมือนกัน
ดู1ซมอ.30:26 นอกจากดาวิดจะแบ่งของให้พี่น้องเท่าๆกันแล้ว เขายังเอาส่วนนึงไปทำให้เกิดผลมากกว่านั้น คือ เอาไปแบ่งให้พี่น้องอิสราเอลที่อยู่ตามหัวเมือง ข้อที่31 บอกว่า ”คือให้แก่ทุกตำบลที่ดาวิดกับคนของท่านเคยไปๆมาๆ” แสดงว่า ช่วงที่อยู่ศิกลากเนี้ย..ดาวิดติดต่อกับคนอิสราเอลตลอด ต่อไปเราจะได้เห็นว่าคนที่เคยได้ของกำนัลจากดาวิดเนี่ย..จะเป็นพวกแรกที่ต้อนรับเขาในฐานะกษัตริย์ของอิสราเอล
ในที่สุด..หนังสือ 1ซามูเอลก็ยังไม่จบ น้าตุ๊กขอยกตอนจบไปสัปดาห์หน้า เพราะมีความหมายฝ่ายวิญญาณที่ต้องอธิบายกันให้แตกในสัปดาห์นี้ ขอพระคุณแห่งความรักในองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราเติมเต็มในชีวิตของเด็กๆทุกคน ให้พวกเขาร้อนรนที่จะแสวงหาพระองค์และได้พบ...พบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ..ขอพระเจ้าอวยพร

วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2553

หนังสือ1ซามูเอล ครั้งที่18 อาทิตย์ที่20:6:2010

ดู1ซมอ.28:3-4/5-7 ข้อนี้บอกว่า..เมื่อซามูเอลสิ้นชีวิตแล้ว..ซาอูลก็กำจัดพวกคนทรง พ่อมด หมอผีในอิสราเอล..ฟังดูดีนะ เพราะพวกนี้เป็นสิ่งที่พระเจ้าเกลียดมาก ข้อที่4 บอกว่า..พวกฟิลิสเตียยกทัพมาอีกครั้ง คราวนี้มาตั้งฐานทัพที่ชูเนม คือ เลือกปักหลักบนพื้นราบ..รถรบจะได้ใช้งานสะดวก ข้อที่5 บอกว่า..พอซาอูลเห็นกองทัพมโหฬารของฟิลิสเตียยกมา..ก็กลัวจนตัวสั่น เพราะอิสราเอลไม่มีรถรบแล้วกองกำลังของฟิลิสเตียก็ใหญ่กว่ามาก หรือจะกังวล..เพราะว่าในกองทัพฟิลิสเตียอาจมีดาวิดรวมอยู่ด้วย..ซาอูลเลยอยู่ไม่ติด
และถึงแม้ซาอูลจะพยายามขอคำแนะนำจากพระเจ้าในทุกวิถีทาง แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ พระเจ้าทรงอยู่..แต่พระองค์”นิ่งเฉย” (จุดนี้น้าตุ๊กสัมผัสได้ถึงถาวะที่สะเทือนใจสุดๆ เด็กๆลองคิดดู..ถ้าเราถูกพระเจ้าเพิกเฉย ไม่มีความอบอุ่นที่คุ้นเคย ไม่มีพระคำที่ก้องกังวาล ไม่มีสายตาที่มองเราจากข้างบน..ไม่ว่าจะแฝงด้วยรอยยิ้มหรือพระพิโรธ มีแต่ความว่างเปล่า..เราจะรู้สึกยังไง สำหรับน้าตุ๊ก..นี่คือที่สุดของความเจ็บปวด) คงเหมือนเราเล่นเน็ทแล้วพยายามจะเข้าไปออนไลน์กับพระเจ้า แต่เครือข่ายมันล่ม ทำไงก็ติดต่อไม่ได้..คอมมิวนิเคชั่น เบรคดาวน์ เราเชื่อว่า..เหตุผลนึงที่พระเจ้าไม่ตอบซาอูล..เพราะพระองค์รู้ว่าเขาไม่จริงใจ เด็กๆต้องไม่ลืมว่า..คำอธิฐานของเราจะเกิดผลก็ต่อเมื่อ
1.เราต้องมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า แสวงหาและดำเนินกับพระองค์ทุกวันหรือทุกเวลา ไม่ใช่วันเว้นวัน วันเว้นเดือน หรือเว้นไปเป็นปี อย่างงี้ไม่ได้..
2.เราพึ่งพาพระองค์ในทุกวิถีทาง ไม่ใช่เลือกพึ่งพระองค์แค่บางอย่าง อันไหนอยากทำตามใจชอบก็ไม่ปรึกษา ไม่อธิฐาน..เหมือนซาอูล
และ3.เราพึ่งพาในสิทธิอำนาจของพระเจ้า ด้วยหัวใจที่ยอมจำนนและถวายเกียรติพระองค์ อย่างไม่แอบแฝงหรือแอบภาคภูมิว่าเป็นความดีหรือความเก่งของตัวเอง
เพราะฉะนั้น เราก็คงไม่แปลกใจแล้ว..ว่าทำไมพระเจ้า”ทรงนิ่งเฉย”ต่อซาอูล ก็เขาร้องหาพระเจ้าเฉพาะเวลาที่เขาต้องการ ถ้าทุกอย่างปกติดีซาอูลไม่เคยแสวงหาน้ำพระทัย แต่จะทำทุกอย่างตามใจตัวเอง พระเจ้าถึงไม่ตอบเขาในวันที่เขาทุกข์ยากที่สุดในชีวิต..ที่สุดจริงๆ เดี๋ยวเราจะได้เห็น..ว่าช่วงนี้คือจุดที่ต่ำสุดแล้วในชีวิตของซาอูล
ข้อที่7 บอกว่า..เมื่อไม่ได้รับความสนใจจากพระเจ้า ซาอูลหลงทางจนกู่ไม่กลับ เขาตัดสินใจต่อยอดความบาปขึ้นไปอีกด้วยการไปปรึกษาคนทรง ทั้งที่ตัวเองเพิ่งจะกวาดล้างไป..
ดู1ซมอ.28:8-9 ซาอูลต้องลงทุนปลอมตัวออกไปหาคนทรงตอนกลางคืน..เพื่อไม่ให้ใครจำได้ พอไปถึงซาอูลก็บอกคนทรง..ว่าติดต่อกับวิญญาณคนตายให้หน่อย ทีแรกคนทรงก็ไม่ยอมทำให้เพราะกลัวว่าเขาจะเป็นสายสืบของซาอูล ก็เหมือนที่ตำรวจไปล่อซื้อของผิดกฎหมายสมัยเนี้ย เพราะข้อที่9 หญิงคนทรงพูดว่า..”ทำไมท่านจึงมาวางกับดักชีวิตข้าพเจ้าเล่า”
ดู1ซมอ.28:10-12 พอคนทรงไม่ยอมทำให้เพราะกลัวจะถูกจับ..ข้อหาขัดขืนคำสั่งกษัตริย์ ซาอูลเลยให้สัญญาในนามของพระเจ้า..ว่าเธอจะไม่ถูกจับแน่นอน ตลกมะ..ทำได้ไงอ่ะ..รวมหัวกันทำสิ่งที่พระเจ้าเกลียดมาก แล้วยังมีหน้าให้สัญญาในนามพระเจ้าอีก (มั่วจริงๆ) แต่ก็ได้ผล..คนทรงถามว่าจะให้เรียกใคร ซาอูลบอกว่าเรียกซามูเอลมาให้ชั้น ( ถามเขาซักคำมะ..ว่าเขาอยากมารึเปล่า) แต่คนทรงก็จัดให้ตามที่สั่ง. คือเรียกวิญญาณของซามูเอลให้ ข้อที่12 บอกว่า พอซามูเอลปรากฎตัวขึ้นจริงๆ คนทรงก็ตกใจอย่างแรง..ทีแรกน้าตุ๊กไม่เข้าใจ..ว่าตกใจทำไม..ก็เรียกเขามาเอง แล้วพระคำภีร์ก็บอกไว้แค่นี้ เสร็จแล้วคิดออก..ว่าที่กลัว เพราะซามูเอลมาให้เห็นแบบจะๆ คือ ปกติคงไม่เคยเจอของจริง..แค่หลอกชาวบ้านเขาไปวันๆ หรืออย่างมากคงเห็นแค่ภาพลางๆลวงๆ หรือไม่ก็หลับตาแล้วเห็น..อะไรประมาณเนี้ย พอเจอของจริงเลยร้องเสียงหลง แล้วถึงรู้ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าคือซาอูลเพราะเห็นซามูเอลแล้วจำได้.
ดู1ซมอ.13-14 ซาอูลปลอบใจคนทรงว่าไม่ต้องกลัวๆ ไหน..บอกมาซิว่าเห็นอะไร คนทรงบอกว่าวิญญาณที่เห็นเป็น”เทพเจ้าองค์หนึ่ง” พระคำภีร์ฉบับฮีบรูใช้คำว่า”เอโลฮิม” ฉบับภาษากรีกใช้คำว่า”เธอุส” แต่แปลเหมือนกันคือหมายถึง”เทพ หรือ พระ”...แล้วซาอูลก็ถามคนทรงว่าเทพที่เห็นเนี่ย..รูปร่างหน้าตายังไง คนทรงก็อธิบายลักษณะให้ฟังแล้วบอกด้วยว่า..เทพองค์นี้เป็นชายแก่ สวมเสื้อคลุม ซาอูลฟังแล้วรู้ทันทีว่าเป็นซามูเอลจริงๆ ก็เลยก้มลงกราบถึงดิน
ดู1ซมอ.28:15 ซามูเอลถามซาอูลว่า..”ท่านรบกวนเราด้วยเรียกเราขึ้นมาทำไม” เหมือนจะอารมณ์เสีย..จะเพราะว่าถูกรบกวนหรืออยากตำหนิซาอูลก็ไม่รู้..ที่เขาทำบาปต่อพระเจ้าอีกแล้ว ส่วนซาอูลก็คร่ำครวญ..ว่าตอนเนี้ย..เขาทุกข์อย่างหนักเลย เพราะพวกฟิลิสเตียจะมาโจมตี “แล้วพระเจ้าก็ทิ้งเขาแล้ว” เขาเรียกหาพระองค์ทุกวิถีทาง แต่พระองค์ทรงนิ่งเฉย..ไม่ตอบเขาซักคำ เขาไม่รู้จะทำไง..ก็เลยต้องเรียกซามูเอลขึ้นมา ไหนๆก็มาแล้ว..บอกหน่อยว่าเขาควรทำยังไง..
ดู1ซมอ.28:16-17 ซามูเอลไม่ได้สนใจข้ออ้างของซาอูล แต่กลับพูดให้คิด..ว่าคุณกำลังทำสิ่งที่ไม่ฉลาดเท่าไหร่ ซาอูลคิดได้ไง..ว่าซามูเอลจะช่วยเขาได้ในขณะที่พระเจ้าทรงเพิกเฉย.. เพราะพระเจ้า คือ สิทธิอำนาจเด็ดขาดและยิ่งใหญ่สูงสุด ไม่เหมือนพระอื่น..ที่เขาไปไหว้กันเพื่อขอนั่นขอนี่ ขอเจ้านี้ไม่ได้ก็ไปขอเจ้าอื่น แต่พระเจ้าของเรา..ไม่ใช่ ถ้าพระองค์ปฏิเสธใคร..รับรองไม่มีหน้าไหนช่วยได้ทั้งนั้น ซาอูลทำอย่างงี้ก็ไม่ต่างกับบาลาอัม..ที่พยายามจะแช่งคนอิสราเอล..ในขณะที่พระเจ้าอวยพรพวกเขา เพราะอยากได้สินบนของบาลาค (เด็กๆจำเรื่องบาลาค กับ บาลาอัม ในหนังสือกันดารวิถีได้มั๊ย)
ซามูเอลไม่มีอะไรจะบอกซาอูล นอกเหนือไปจากสิ่งที่พระเจ้าเคยบอกไว้..เพราะฉะนั้น ไหนๆมาแล้วขอย้ำอีกทีละกัน..ว่าพระเจ้าจะทรงฉีกอาณาจักรของท่าน..และไปมอบให้คนอื่นแทน ไม่ต้องบอกว่าใครเพราะเรารู้ดี..ซาอูลก็รู้ดีและพยายามจะหนีความจริงข้อนี้มาทั้งชีวิต..
ดู1ซมอ.28:18-19 “เพราะท่านมิได้เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า..เรื่องชาวอามาเลข..” หวังว่าจะจำกันได้นะ..ตอนที่พระเจ้าสั่งให้ซาอูลกำจัดชาวอามาเลข “ให้สิ้นซาก” แต่ซาอูลก็ยังไว้ชีวิตก.อากัก กับ ฝูงสัตว์ที่เป็นเนื้อเกรดเอ..เอาไว้กินเอง ถึงปากจะอ้างความชอบธรรม..ว่าเอาไว้ถวายพระเจ้า..แต่ใครๆก็รู้ว่าไม่จริง ให้เราย้อนไปทบทวน..หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดในพระคำภีร์กันอีกครั้ง เปิดไปดู1ซมอ.15:22 จริงๆแล้วซาอูลไม่ได้กบฎแค่ครั้งเดียว..แต่เรื่องชาวอามาเลข..มันเป็นตัวอย่างชัดเจนของความไม่เชื่อฟัง พระคำภีร์ข้อนี้..เด็กๆต้องจำไว้ให้แม่น..อย่างพวกเราพระเยซูสอนว่า ”รักพระเจ้าสิ้นสุดจิตใจ รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง” เราก็ต้องเชื่อฟังอย่างสัตย์ซื่อ ไม่ใช่บอกว่าเชื่อ..แต่บางทีไม่ได้อย่างใจ...ก็เลยอยากไปหาหมอดู อยากลองไปไหว้เจ้านั้นเจ้านี้..แล้วคิดว่าไม่เป็นไรเพราะชั้นถวายเยอะ ชั้นช่วยงานโบสถ์เต็มที่ ชั้นอธิฐานเก่งก็น่าจะโอเค..ไม่โอเคหรอก เพราะพระเจ้าไม่โปรดในเครื่องถวายใดๆมากไปกว่า..ความเชื่อฟังของเรา สู้ไม่ต้องทำอะไรเลยแต่เทใจรักพระเจ้าอย่างมั่นคง..ยังจะเวิร์คกว่า
ข้อที่19 ซามูเอลแถมท้ายให้อีก..ว่าพรุ่งนี้อิสราเอลจะแพ้พวกฟิลิสเตีย “ตัวท่านกับลูกจะอยู่กับเรา..”หมายความว่าไง..you กับลูกจะตายในวันรุ่งขึ้น ซาอูลจะรู้สึกมะ..ว่าไม่น่าไปเรียกเขามาเลย..ช่วยอะไรก็ไม่ได้..ยังมาบอกวันตายให้รู้อีก
ดู1ซมอ.28:20-21/22-23 พอรู้ชะตาตัวเองซาอูลถึงกับเข่าอ่อน..ทรุดลงไปนอนกับพื้นส่วนนึงก็เพราะไม่ได้กินอะไรเลยมาวันกับคืนเต็มๆ แล้วก็เหนื่อยกับการเดินทางด้วย พอมาเจอเรื่องช็อกสุดขีดเลยล้มทั้งยืน อาการคงน่าเป็นห่วง..คนทรงเลยบอกซาอูล..ว่าให้เห็นแก่ที่เธอยอมทำตามคำขอของซาอูล ด้วยการอนุญาตให้เธอทำอาหารถวายซักครั้ง อย่างน้อยจะได้มีแรงเดินทาง แต่ซาอูลปฏิเสธเพราะกินอะไรไม่ลง มหาดเล็กกับคนทรงต้องช่วยกันเกลี้ยกล่อมซาอูลถึงยอมตกลง..คนทรงก็จัดแจงฆ่าลูกวัวแล้วก็นวดแป้งทำขนมปังไร้เชื้อถวาย..นับเป็นอาหารค่ำมื้อสุดท้ายของกษัตริย์ซาอูล พอเสวยเสร็จ..ซาอูลก็เสด็จกลับไปในคืนนั้น
ดู1ซมอ.29:1-3 จำได้มะ..ว่าพระคำภีร์ยังเล่าเรื่องที่อาคีชชวนดาวิดไปรบกับอิสราเอลค้างไว้ แล้วเอาเรื่องซาอูลไปหาคนทรงมาขั้น เพราะเดี๋ยวตอนท้ายสองเรื่องนี้จะมีบางอย่างเชื่อมโยงกันอยู่ แต่เดี๋ยวค่อยว่ากัน.. บทที่29 นี้จะเป็นเรื่องที่ต่อจากตอนต้นของบทที่28 ข้อที่1 บอกว่า..พวกฟิลิสเตียตั้งฐานทัพอยู่ที่อาเฟก แล้วดูเหมือนว่าดาวิดกับคนของเขาจะอยู่กองหลังสุดกับก.อาคีช เพราะตอนนี้เขามีตำแหน่งเป็นองครักษ์ของกษัตริย์ฟิลิสเตีย แต่พอแม่ทัพของฟิลิสเตียเดินมาเห็นดาวิด เขาก็ถามอาคีชว่า..พวกฮีบรูมาทำไรที่นี่ อย่างนึงก็เพราะกองหลังถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของกองทัพ พวกผู้นำฟิลิสเตียเลยรู้สึกไม่พอใจอย่างมากที่เห็นดาวิดกับพวกได้อยู่ในจุดนั้น อาคีชบอกแม่ทัพว่า..นี่ดาวิดคนของก.ซาอูลไง เขาอยู่กับเรามานานแล้ว คืออาคีชพยายามจะยืนยัน..ว่าดาวิดไว้ใจได้
ดู1ซมอ.29:4-5 พวกผู้นำฟิลิสเตียรู้สึกโกรธ..ทำไมอาคีชถึงไว้ใจดาวิดขนาดนี้ มองไม่ออกหรือไงว่าหมอนี่เป็นตัวอันตราย..ว่าแล้วพวกเขาเลยขอให้อาคีชส่งดาวิดกลับไปที่ศิกลาก จะได้อยู่เป็นที่เป็นทาง..อย่ามาป้วนเปี้ยนแถวนี้ เพราะอาคีชต้องคิดให้ดี..ว่าคนที่ถูกเนรเทศเนี่ย..เขาจะทำอะไรเพื่อให้เจ้านายยอมยกโทษให้ เขาก็ต้องหักหลังเรา..เอาใจเจ้านายเค้า ข้อที่5 บอกว่า..พวกผู้นำเลยเตือนสติอาคีชอีกครั้ง..ว่าดาวิดคนนี้ไม่ใช่เหรอ..ที่พวกอิสราเอลเขาร้องเพลงว่า..ซาอูลฆ่าคนเป็นพัน ดาวิดฆ่าคนเป็นหมื่น..แล้วอาคีชลืมความนิยมที่คนอิสราเอลมีต่อดาวิดได้ยังไง คนที่ทำให้ประชาชนรักใคร่ได้ขนาดเนี้ย..ไม่ธรรมดาหรอก
ดู1ซมอ.29:7-8 สรุปแล้ว อาคีชต้องยอมรับข้อเรียกร้องของผู้นำคนอื่นๆ เขาบอกดาวิดว่า.. เขาเชื่อใจดาวิดร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วใจจริงก็อยากให้ดาวิดไปรบด้วย แต่คงจะทำอย่างงั้นไม่ได้ เพราะผู้นำคนอื่นเขาไม่ยอม แล้วอาคีชก็ขอให้ดาวิดยอมกลับไปเงียบๆละกัน เขาจะได้ไม่ผิดใจกับผู้นำคนอื่น น้าตุ๊กว่า..ดาวิดคงดีใจแทบสิ้นสติที่ได้ยินอาคีชพูดอย่างงี้ เพราะกำลังมืดแปดด้านกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะไม่รบก็ไม่ได้เพราะสร้างภาพกับอาคีชไว้เยอะ ทำจนเขาเชื่อว่าตัวเองอยู่ฝ่ายเขา..เป็นศัตรูกับอิสราเอล แต่ถ้าต้องไปรบยิ่งแย่กว่าเพราะต้องสู้กับพี่น้องตัวเอง กษัตริย์ที่พระเจ้าเจิมไว้ แล้วยังโยนาธานเพื่อนรักอีก เพราะฉะนั้น พอได้ยินอาคีชพูดอย่างงี้ดาวิดต้องเนื้อเต้นแน่นอน แต่ยังฟอร์มจัด เพราะข้อที่8 ดาวิดยังอุตส่าห์กัดฟันพูด..ว่าเขาทำไรผิด อาคีชถึงถอดใจไม่ยอมให้เขาไปรบด้วย..(เนียนมากค่ะ..ดาวิด)
ดู1ซมอ.29:9-10 อาคีชยังปลื้มดาวิดไม่เลิก ถึงกะออกปากชมว่าดาวิดไม่ได้ผิดอะไร..แถมเลิศเลอเหมือนทูตสวรรค์ของพระเจ้า แต่อย่าไปรบเลยนะเพราะคนอื่นเขาไม่ยอม แล้วอาคีชก็ขอให้ดาวิดกับคนของเขากลับไปศิกลากแต่เช้ามืด ข้อที่11 บอกว่า ดาวิดกับคนของเขาเลยเดินตัวลอยออกจากกองทัพกลับไปศิกลากแต่เช้ามืด ปัญหาที่หนักอกมานานก็ถูกยกออกไปซะที นี่คือการช่วยกู้จากพระเจ้า ในรูปแบบที่มนุษย์คิดไม่ถึง เรื่องนี้ทำให้เรารู้ว่า..พระเจ้าไม่แค่เตรียมสำรับให้เราต่อหน้าต่อตาศัตรู แต่พระเจ้ายังใช้มือของศัตรูเตรียมสำรับให้พวกเราด้วย..
แต่มันมีความจริงอยู่ข้อนึง คือ ทุกคนต้องรับผลของความบาปที่ตัวเองทำ..เสมอ ดาวิดพลาดตั้งแต่ที่เขาเลือกมาอยู่กับอาคีช อาจเป็นเพราะความอ่อนแอ เหนื่อยล้า..ที่ถูกซาอูลตามล่า ทำให้ดาวิดถอดใจถึงขนาดยอมทิ้งแผ่นดินอิสราเอล..ไปอาศัยใบบุญของคนต่างชาติ เขาเลือกทำอย่างงี้ทั้งที่รู้อยู่..ว่ามันไม่ใช่น้ำพระทัยพระเจ้า ถ้าเราจำได้..ตอนที่เขาไปซ่อนตัวอยู่ที่โมอับ พระเจ้ายังส่งผู้เผยพระวจนะ”กาด”ไปบอกให้ดาวิดกลับไปอยู่ที่อิสราเอล..แล้วตอนนั้นดาวิดก็เชื่อ..แต่อยู่ดีๆในบทที่27 ดาวิดก็รู้สึกไม่ปลอดภัย..ความวางใจในพระเจ้าไม่รู้หายไปไหนหมด ถึงได้ตัดสินใจทิ้งแผ่นดินอิสราเอล..หันไปพึ่งพากษัตริย์ของต่างชาติแทน ช่วงแรกดาวิดคงรู้สึกดีเพราะได้อยู่อย่างอิสระ ได้ปล้นฆ่าศัตรูของอิสราเอลจนตัวเองอยู่ดีกินดี แถมยังปลอดภัยอยู่ในกำบังของฟิลิสเตีย แต่ไม่นานดาวิดเหมือนติดกับตัวเองเพราะกษัตริย์อาคีชโปรดปรานเขามากเกินเหตุ..จนเขาเกือบได้รับเกียรติให้ต้องไปรบกับพี่น้องตัวเอง แต่ดาวิดก็รอดจากสถานการณ์นั้นมาได้อย่างน่าทึ่ง เพราะพระเจ้าไม่มีแผนจะลงโทษเขาด้วยวิธีนั้น..
ดู1ซมอ.30:1-2 ดาวิดกลับมาที่ศิกลากด้วยความปลอดโปร่งโล่งใจ เพราะไม่ต้องไปรบกับพี่น้องตัวเอง แล้วก็ไม่ผิดใจกับอาคีชก.ฟิลิสเตียด้วย แต่พอมาถึงบ้านเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ภาพที่เห็น คือ เมืองทั้งเมืองถูกเผาพังพินาศ ไม่มีสิ่งมีชีวิตหลงเหลืออยู่ แล้วก็ไม่มีซากศพให้เห็นด้วย เพราะข้อนี้ บอกว่า..คนอามาเลขถือโอกาสช่วงที่ฟิลิสเตียกำลังรวบรวมกำลังพล เข้ามาปล้นชาวบ้านที่ไม่มีทางสู้ แล้วหนึ่งในเมืองนั้นคือศิกลากบ้านของดาวิดกับคนของเขา นอกจากจะปล้นเอาทรัพย์สินกับเผาบ้านเรือนจนวอดวายแล้ว พวกอามาเลขยังกวาดต้อนลูกเมียของพวกเขาไปเป็นเชลยด้วย
ดู1ซมอ.30:5-6 ข้อที่5บอกว่า..ภรรยาสองคนของดาวิดก็ถูกพาตัวไปเป็นเชลยด้วยหลังจากที่ทุกคนร้องไห้คร่ำครวญกันจนน้ำตาเหือดหายไปแล้ว คนของดาวิดก็เริ่มจับต้นชนปลาย แล้วสุดท้ายก็โทษว่าเป็นความผิดของดาวิด..ตั้งแต่ที่พาพวกเขาออกจากเมืองกัท.ให้มาอยู่ที่ศิกลาก แล้วออกปล้นศัตรูของอิสราเอล..ที่หนึ่งในนั้นคือพวกอามาเลข แล้วยังไปวุ่นวายกับก.อาคีช จะดีหรือไม่ดีไม่รู้..แต่มันทำให้พวกเขาต้องทิ้งบ้านไปอยู่ในกองทัพกับพวกฟิลิสเตีย ถึงที่สุดจะได้กลับมาบ้านแต่เหมือนจะสายเกินไป นิสัยชอบหาแพะรับบาปของมนุษย์ก็เลยผุดขึ้นมา ข้อที่6 บอกว่า..คนของดาวิดลงความเห็นว่า..พวกเขาน่าจะเอาหินขว้างดาวิดให้ตาย
วันนี้ฝากไว้แค่นี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคราวหน้าจะเป็นตอนสุดท้ายของหนังสือ1ซามูเอลแล้ว เราจะมาวิเคราะห์กันถึงความแตกต่างของซาอูลกับดาวิด ทั้งที่ตอนนี้สภาพของดาวิดก็ย่ำแย่แพ้ซาอูลไปหน่อยเดียว แล้วความต่างของสองคนนี้..อยู่ตรงไหน สูตรสำเร็จในการดำเนินกับพระเจ้า..ไม่มีค่ะ มีแต่พระลักษณะอันเที่ยงธรรม สัตย์ซื่อของพระองค์เท่านั้นที่พวกเราต้องแสวงหาและยึดให้มั่น..
จนกว่าจะพบกันใหม่ พระเจ้าอวยพรค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2553

หนังสือ1ซามูเอล ครั้งที่17 อาทิตย์ที่13:6:2010

ดู1ซมอ.13-15 หลังจากที่คว้าเอาหอกกับเหยือกน้ำของก.ซาอูลไปแล้ว ดาวิด กับอาบีชัยก็ย่องออกจากวงล้อมของทหารที่กำลังหลับสนิท แต่พอหลุดจากกองทหารไป..ดาวิดกับอาบีชัยก็เดินผ่านที่ราบแล้วก็เลยขึ้นไปบนภูเขา พอขึ้นถึงยอดเขาดาวิดก็ตะโกนเรียกอับเนอร์อย่างดัง จริงๆคงตั้งใจจะปลุกให้ตื่นทุกคน แต่เขาเจาะจงไปที่อับเนอร์ แล้วอับเนอร์ก็จำเสียงดาวิดไม่ได้..ถึงตะโกนถามกลับไปว่า..ใครมาร้องเรียกพระราชา ดาวิดตอบกลับไป..ว่าท่านไม่ใช่ลูกผู้ชาย..เป็นองครักษ์แต่ปกป้องพระราชาไม่ได้ เพราะเมื่อกี๊อ่ะ..มีคนเข้าถึงตัวพระราชาแล้วก็เกือบจะฆ่าท่านไปแล้ว (แต่ you หลับอุตุไม่รู้เรื่อง) จริงๆที่ดาวิดพูดก็ถูกทุกอย่าง..เพราะตอนที่บุกเข้าไปถึงตัวซาอูลเนี่ย..อาบีชัยจะฆ่าซาอูลจริงๆ แต่เขาก็ต้องขออนุญาตดาวิดก่อน ก็เลยไม่ได้ทำ..เพราะดาวิดไม่อนุญาต แล้วอย่างงี้จะเรียกว่าใครเป็นคนปกป้องพระราชา..ใช่อับเนอร์มะ..ใช่ทหารสามพันคนรึเปล่า ไม่ใช่เลยแต่เป็น..ดาวิด
ดู1ซมอ.26:16 ดาวิดชี้ให้ทหารทั้งกองพันเห็นว่า..ทุกคนบกพร่องในหน้าที่ ไร้ความสามารถที่จะปกป้องชีวิตของกษัตริย์ แล้วความผิดพลาดนี้มีโทษถึง”ตาย” ไม่ใช่แค่อับเนอร์คนเดียวแต่คือทหารทั้งกองพัน เพราะตอนที่กษัตริย์ต้องอยู่ในอันตราย..ทหารสามพันคนกับอับเนอร์ที่นอนอยู่ข้างๆเนี่ย..ช่วยอะไรก็ไม่ได้ ถ้าดาวิดไม่ห้ามอาบีชัยไว้..ป่านนี้ซาอูลตายไปแล้ว เพราะฉะนั้น ดาวิดไม่ได้พูดเล่น..ความผิดนี้ ถ้าจะพิพากษากันอย่างตรงไปตรงมา อับเนอร์กับทหารทั้งสามพัน..ต้องถูกประหารชีวิตทั้งหมด
มาถึงจุดนี้ เราถึงเข้าใจ..ว่าดาวิดฉลาดมากกกก เขาวางแผนไว้ตั้งแต่แรก.ตอนที่ขออาสาสมัคร..ดาวิดรู้อยู่ว่าอาบีชัยต้องเสนอตัว แล้วรู้ด้วย..ว่าถ้าอาบีชัยเข้าถึงตัวซาอูลแล้ว..จะอยากฆ่าซาอูลทันทีแต่ดาวิดก็ยังยอมให้อาบีชัยตามมา จะได้เป็นไปตามแผนที่คิดไว้..เขาจะได้พิสูจน์ตัวเองได้อย่างชัดเจน
ดู1ซมอ.26:17-18 ซาอูลคงได้ยินเสียงดาวิดกับอับเนอร์ตะโกนคุยกัน อับเนอร์จำเสียงดาวิดไม่ได้..แต่ซาอูลจำแม่น เลยร้องถามออกไปว่า”ดาวิดลูกพ่อ นั่นเสียงเจ้าใช่มั๊ย” ดาวิดตอบว่า..ใช่ นี่ข้าพระบาทเอง ทำไมพระราชาถึงยังตามล่าเขาไม่เลิก..เขาทำผิดอะไร (ถามจนเบื่อแล้วเนี่ย) จริงๆวันนี้..เขาก็พิสูจน์ให้เห็นอีกชั้นนึงแล้ว..ว่าเขาซื่อสัตย์กับซาอูลแค่ไหน เพราะในเวลาที่ทหารทั้งกองทัพปกป้องซาอูลไม่ได้ เขาเองคือคนที่ช่วยชีวิตซาอูลไว้..แล้วซาอูลมาตามล่าเขาทำไม...
ดู1ซมอ.26:19 ดาวิดพูดกับซาอูลว่า..ถ้าเขาทำผิดแล้วพระเจ้าคือผู้เร้าใจให้ซาอูลมาจัดการเขา ก็ขอให้แจ้งข้อหามา..ว่าผิดอะไร เขาจะได้ไปถวายเครื่องบูชาเพื่อลบความบาป..ให้เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า แล้วซาอูลจะได้ไม่ต้องตามล่าเขาอีก..
แต่ถ้าซาอูลอยากกำจัดเขาเพราะเชื่อคนอื่น..ที่ยุยงว่าดาวิดเป็นตัวอันตราย ก็ไม่ใช่เขาแล้วที่สมควรต้องรับโทษ แต่เป็นคนที่ใส่ร้ายต่างหากที่จะถูกพระเจ้าลงโทษเอง ข้อที่19 นี้บอกว่า..”เพราะเขาได้ขับไล่ข้าพระบาทออกไปในวันนี้มิให้ได้ส่วนมรดกของพระเจ้า โดยกล่าวว่า..จงไปปรนนิบัติพระอื่น” ดาวิดกำลังบอกว่าคนที่ใส่ร้ายเขาต่างหากที่มีความผิด เพราะมีส่วนทำให้ซาอูลตามล่าเขา..จนต้อง”กระเด็นไปอยู่นอกประเทศหลายครั้ง” แล้วการบีบบังคับเชื้อสายอิสราเอลแท้ให้จากบ้านเกิดไป ในสมัยนั้นมันถือเป็นการผลักดันให้เขาไปไหว้พระอื่น เรามาดูตัวอย่างที่สนับสนุนความจริงในข้อนี้กัน..
เปิดไปดูนรธ.1:15-16 ข้อนี้นาโอมีบอกรูธว่า..”พี่สะใภ้ของเจ้ากลับไปหาชนชาติของเขา(คือ โมอับ) และหาพระของเขาแล้ว” เด็กๆสังเกตุดู..ว่าเขาพูดเหมือนมันเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะเมื่อรูธบอกแม่สามีว่า..”แม่ไปไหน ชั้นไปด้วย อยู่ไหน..อยู่ด้วย ญาติแม่จะเป็นญาติชั้น ยิ่งไปกว่านั้น “พระเจ้าของแม่จะเป็นพระเจ้าของชั้นด้วย” เพราะรูธเลือกจะอยู่ที่อิสราเอลกับนาโอมี เธอจึงยินดีจะปรนนิบัติพระเจ้าของอิสราเอลด้วย ส่วนพี่สะใภ้ที่อยู่โมอับก็ปรนนิบัติพระของโมอับไป คล้ายๆจะเป็นวิถีปฏิบัติ..ว่าอยู่ที่ไหนก็ไหว้พระของที่นั่น ดาวิดถึงบอกว่า..คนที่ใส่ร้ายเขาจะต้องมีความผิดและถูกพิพากษา ไม่ใช่แค่ข้อหาเป็นพยานเท็จหรือพยายามฆ่าผู้บริสุทธิ์ แต่เพราะมีส่วนผลักดันให้เขาไปไหว้พระอื่นและถูกตัดสิทธิ์จากดินแดนที่เป็นมรดกของพระเจ้า
ทำไมการอยู่นอกประเทศอิสราเอลสมัยนั้น ถึงมีผลกระทบมากมายต่อความเชื่อของพวกเขา...ถ้าต้องอยู่นอกอิสราเอลแต่ใจอยู่กับพระเจ้า เขาจะปรนนิบัติหรือเชื่อพระเจ้าได้มั๊ย..คำตอบคือ..ก็อาจจะได้ แต่มันจะมีข้อจำกัดของแต่ละชนชาติ..ที่ทำให้เป็นอุปสรรคในการที่จะดำเนินกับพระเจ้า ไม่เหมือนอยู่ในอิสราเอล..เพราะอิสราเอลหรือคานาอันเป็นแผ่นดินที่พระเจ้าเลือกไว้ ถือเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์และเป็นแหล่งพระพรของสมัยนั้น..เรามาเรียนเรื่องนี้กันนิดนึง
ดูปฐก.28:10-13/16-19 เมื่อยาโคบเอาสิทธิบุตรหัวปีไปจากเอซาว เขาก็ต้องออกจากคานาอันไป แต่ก่อนหน้านั้นพระเจ้าทรงสื่อกับยาโคบถึงเรื่องที่สำคัญมาก พระองค์บันดาลให้เขาฝัน ข้อที่12 ในฝันยาโคบเห็นบันไดอันนึงตั้งขึ้นบนแผ่นดินโลก ยอดสูงถึงฟ้าสวรรค์แล้วทูตสวรรค์ก็ขึ้นลงอยู่ที่บันไดนั้น ข้อที่13 บอกว่า”พระเจ้าประทับยืนอยู่เหนือบันไดนั้น และตรัสว่า..เราคือเยโฮวาห์พระเจ้าของอับราฮัม เมื่อยาโคบตื่นขึ้นเขาพูดว่า..”พระเจ้าทรงสถิต ณ ที่นี้ แน่ทีเดียวแต่ข้าหารู้ไม่..สถานที่นี้ศักดิ์สิทธิ์นัก มิใช่อื่นไกล”เป็นที่ประทับของพระเจ้า และประตูฟ้าสวรรค์”...พระเจ้ากำลังบอกกับยาโคบว่า..ที่ๆเขากำลังนอนอยู่ในขณะนั้น..เป็นดินแดนที่เป็นจุดเชื่อมระหว่างโลกกับสวรรค์ และเป็นที่รองพระบาทของพระเจ้า ข้อที่18 บอกว่า ยาโคบเลยลุกขึ้นแต่เช้ามืดเอาก้อนหินตั้งขึ้นเป็นเสาศักดิ์สิทธิ์ เทน้ำมันบนยอดเสานั้น และเรียกสถานที่นั้นว่า”เบธเอล” (อยู่ที่ไหน)..ก็คานาอันหรืออิสราเอลที่ปัจจุบันเรียกกันว่าดินแดนปาเลสไตน์นี่แหละ เข้าใจรึยัง..ว่าทำไมถึงแย่งกันนัก รบกันไม่เลิกซักที..ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันเพราะอยากครอบครองดินแดนนี้ เพราะเป็นที่ประทับของพระเจ้าแล้วประตูหรือจุดเชื่อมกับสวรรค์ก็อยู่ตรงนั้น (อยู่ตรงนั้นจริงๆ) ถ้าต้องใช้ประตูนั้นเพื่อเข้าแผ่นดินสวรรค์..เราก็ต้องไปรบกะเขาด้วยสิ เราต้องย้ายบ้านไปอยู่อิสราเอลด้วยรึเปล่า..ไม่ใช่เลย
เปิดไปดูยอห์น1:50-51 เรื่องนี้ก็คือ นาธานาเอลเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า เพราะพระองค์บอกเขาว่า..พระองค์เห็นเขานั่งอยู่ใต้ต้นมะเดื่อ(คือเห็นทั้งที่อยู่คนละที่) แต่พระเยซูบอกเขาว่า..ท่านเชื่อเพราะเรื่องแค่นี้เหรอ ท่านจะได้เห็นเรื่องที่ใหญ่กว่านั้นหลายเท่า คือ “ท่านจะได้เห็นท้องฟ้าเบิกออก และบรรดาทูตสวรรค์ของพระเจ้าขึ้นและลงอยู่เหนือบุตรมนุษย์” พระเยซูบอกว่าทุกคนจะได้เห็นประตูแห่งสวรรค์เปิดออก แล้วทูตสวรรค์ก็ขึ้นลงอยู่เหนือ”บุตรมนุษย์” เหมือนที่ยาโคบเห็น..ภาพเดียวกัน..ความหมายเดียวกันคือทางที่เป็นจุดเชื่อมระหว่างโลกกับสวรรค์ แต่ข้อนี้พระเยซูทรงบอกว่า..ทางนั้นหรือจุดเชื่อมต่อนั้นอยู่เหนือ”บุตรมนุษย์” คือ พระองค์เอง..พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา (ไม่ใช่คานาอัน อิสราเอลหรือปาเลสไตน์) แต่พระเยซูคือหนทางที่เชื่อมสวรรค์และโลก พระองค์คือทางนั้น..ทางเดียวที่คนบาปบนโลกจะสามารถเดินผ่านเพื่อเข้าแผ่นดินสวรรค์
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ยาโคบฝัน..แท้จริงแล้วเป็นหมายสำคัญจากพระเจ้า..ที่เล็งถึงพระเยซูคริสต์..เพราะพระองค์ทรงเกิดที่ไหน..ที่ปาเลสไตน์นี่ไง ดังนั้นประตูแห่งสวรรค์ที่พระเจ้าบอกไว้แท้จริงแล้วหมายถึง..พระเยซูคริสต์ที่จะบังเกิดบนแผ่นดินนั้น ส่วนคานาอันหรืออิสราเอลเป็นแค่ภาพจำลอง เพราะถ้าเป็นของจริงเด็กๆว่า..จะมีกี่คนที่ได้เข้าแผ่นดินสวรรค์ (น้อยมาก) แต่ที่เห็นยังแย่งกันอยู่ก็เพราะ..คนกลุ่มนั้นเขาไม่เชื่อพระเยซู ถึงได้ยึดติดอยู่กับดินแดนศักดิ์สิทธิ์หรือปาเลสไตน์..(ก็คงต้องแย่งชิงกันต่อไป)
กลับมาที่หนังสือ1ซมอ.26:20 ดาวิดขอร้องซาอูลอย่าให้โลหิตของเขาต้องตกในต่างแดน ที่ต้องไกลจากพระพักตร์พระเจ้า..เพราะเป็นเรื่องที่น่าเศร้าและทำร้ายจิตใจที่สุดสำหรับเชื้อสายของอิสราเอล ในสมัยนั้น..สุดยอดแห่งชีวิตของพวกเขา..คือการได้อยู่ในแผ่นดินอิสราเอลตั้งแต่เกิดจนตาย..ได้ดำเนินกับพระเจ้าอย่างใกล้ชิดจนวาระสุดท้าย..แล้วก็ฝังร่างลงบนแผ่นดินที่รองพระบาทของพระเจ้า อารมณ์นี้พอเข้าใจได้..เพราะคริสเตียนก็จะอยากอยู่ใกล้พระเจ้าตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง..ตอนจะตาย (จริงมะ) ดาวิดเลยขอร้องซาอูล..ว่าอย่าบีบให้เขาต้องระเห็ดไปอยู่ที่อื่นอีกเลย การตามล่าเขาก็เหมือนกับไล่หมัดหรือนกกระทาตัวเดียว..ที่ซาอูลได้ไม่คุ้มเสีย
ดู1ซมอ.26:21-22 “..ข้าผิดไปแล้ว..ดาวิด”ซาอูลดูคล้ายๆจะสำนึกผิดที่เอาแต่ตามล่าดาวิด แต่ที่สำคัญสุดคือ “จงกลับเถิด” เพราะซาอูลต้องมีส่วนในความบาปอย่างแรง ถ้าดาวิดไปไหว้พระอื่น เพราะเขาเป็นตัวการที่ทำให้ดาวิดต้องไปอยู่นอกประเทศ ซาอูลเลยรับปาก (อีกครั้ง)..ว่าเขาจะเลิกละ..ไม่ตามล่าดาวิดอีกแล้ว ดาวิดเลยบอกซาอูล..ให้ส่งคนมาเอาหอกคืนไป เขาไม่เคยคิดจะเก็บหอกของซาอูลไว้ เพราะหอกเป็นสัญญลักษณ์ของสิทธิอำนาจเหมือนคทา พวกเบดูอินหรือคนอาหรับเร่ร่อนปัจจุบันก็ยังใช้หอกเป็นเครื่องหมายของสิทธิอำนาจอยู่ คือถ้าเต๊นท์ไหนมีหอกปักอยู่ตรงทางเข้า ก็จะรู้กัน..ว่าเต๊นท์นั้นเป็นที่พักของชีคหรือหัวหน้าเผ่า
ดู1ซมอ.26:23 ดาวิดย้ำอีกครั้งว่า..พระเจ้าเป็นผู้ประทานบำเน็จแก่ทุกคนตามความชอบธรรมและสัตย์ซื่อของมนุษย์ ดาวิดตั้งใจจะบอกว่า..รางวัลชีวิตของเขาอยู่ที่พระเจ้า ที่เขาไว้ชีวิตซาอูล..เขาก็ไม่ได้หวังว่าซาอูลจะมาตอบแทนอะไรเขา เพราะคนเราถ้าทำดี..แล้วหวังว่าคนอื่นต้องให้สิ่งที่ดีตอบแทน เด็กๆว่า..ชาตินี้เราจะทำดีได้ซักกี่ครั้ง เดี๋ยวก็เข็ด..เพราะมนุษย์เอาแน่ไม่ได้ แต่ถ้าเรามองว่าพระเจ้าคือผู้มอบรางวัล..แล้วรางวัลของพระเจ้าก็มีค่าที่สุด น้าตุ๊กเชื่อว่า..ทุกคนจะทำสิ่งที่ดีได้อย่างไม่มีปัญหา เพราะชั้นไม่สนใจ..ว่าทำแล้วคุณจะว่าไง (เพราะนั่นมันเรื่องของคุณ ไม่ใช่เรื่องของชั้น แล้วถ้าคุณจะถูกพิพากษาเพราะทำสิ่งร้าย ตอบแทนความดี..มันก็คือปัญหาของคุณ ไม่ใช่ปัญหาของชั้น) เพราะชั้นทำสิ่งที่ดี ถวายพระเจ้า..ไม่ใช่เอาใจมนุษย์ สุดท้ายซาอูลก็ขอพรพระเจ้าให้ดาวิด แล้วทั้งคู่ก็แยกจากกันไป (อีกครั้ง)
บทที่ 27 ดาวิดไปอยู่ในหมู่คนฟิลิสเตีย (ทำไม)
ดู1ซมอ.27:1-2/3-4 เท่าที่เห็นในบทนี้..ไม่มีข้อความไหนที่ระบุว่าดาวิดถูกกดดันหรือถูกทำให้ต้องหนีไปที่อื่น ดาวิดที่เพิ่งขอร้องซาอูล..ว่าอย่าบีบให้เขาต้องไปจากแผ่นดินอิสราเอล กำลังสมัครใจที่จะไปซะเอง ทั้งที่ซาอูลก็รับปากว่าจะไม่ฆ่าเขาแล้ว (..จะเชื่อได้หรือไม่ก็ตาม..) แต่ตอนนี้ซาอูลยังไม่ได้ลงมือ ดาวิดคิดเอง..ว่าควรไปอยู่ที่ฟิลิสเตีย ซาอูลจะได้เลิกตอแยกับเขาจริงๆซะที ข้อที่2 บอกว่า “ดาวิดจึงลุกขึ้นยกข้ามไปที่ฟิลิสเตีย..” คราวก่อนที่ไปเมืองกัท..เขาเองที่รู้สึกไม่ปลอดภัย ถึงต้องแกล้งบ้าจนเขาปล่อยตัวมา แต่คราวนี้..ดาวิดกลับตัดสินใจไปที่นั่นอีกครั้ง..ไม่ใช่คนเดียว..มีผู้ติดตามอีกหกร้อยกับภรรยาสองคนของเขาด้วย
แต่อย่างน้อยดาวิดก็คิดถูกเรื่องนึง เพราะข้อที่4 บอกว่า..พอซาอูลรู้ว่าดาวิดหนีไปเมืองกัทแล้ว เขาก็ไม่ติดใจที่จะตามล่าดาวิดอีก หมายความว่า..ถ้าดาวิดยังอยู่ในอิสราเอล ซาอูลจะยังรังควาญเขาอยู่มั๊ย (อันนี้ก็ไม่แน่ใจ)
ดู1ซมอ.27:5-7 ดาวิดร้องขอที่อยู่ส่วนตัวจากก.อาคีช เขากับพรรคพวกจะได้อยู่เป็นสัดเป็นส่วน ซึ่งอาคีชก็โอเค..เพราะฟังดูก็สมเหตุสมผล กษัตริย์ฟิลิสเตียเลยยกเมืองศิกลากให้ ศิกลากอยู่ห่างจากเมืองกัทไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 40 กิโล แล้วก็ไม่ไกลจากอิสราเอล ดาวิดเลยได้ที่อยู่ส่วนตัว..แต่ที่สำคัญกว่าคือได้ห่างไกลจากสายตาของอาคีช ข้อที่7 บอกว่า..ดาวิดอยู่ที่ฟิลิสเตียเป็นเวลา1ปีกับ4เดือน แต่ศิกลากได้กลายเป็นที่อยู่ถาวรของคนอิสราเอลไปเลย
ดู1ซมอ.27:8-10/11-12 ดาวิดได้ที่ส่วนตัวแล้วก็จริงแต่ต้องหากินเอง เขาเลยใช้ศิกลากเป็น..คล้ายๆกองบัญชาการ แล้วก็ออกปล้นบรรดาเมืองที่เป็นศัตรูของอิสราเอล..ตัวอย่างที่เรารู้จักดีก็คือ”ชาวอามาเลข” ส่วนบางชื่อที่พระคำภีร์บอกเราอาจไม่รู้จัก แต่ก็เป็นชาวคานาอันพื้นเมืองเดิมที่พระเจ้าเคยสั่งให้กำจัด แต่ครั้งนี้น่าจะพูดได้ว่า..ดาวิดคงไม่ได้ทำลายคนเหล่านี้”ภายใต้คำสั่งของพระเจ้าหรอก เพราะข้อที่9 บอกว่า..ดาวิดฆ่าคนทั้งหมดแต่เก็บเอาฝูงสัตว์กับทรัพย์สินของพวกเขาไว้ เราถึงเข้าใจว่าดาวิดน่าจะทำเพื่อปากท้อง คือเป็นเรื่องของความอยู่รอดมากกว่า เพราะถ้าเป็นสงครามของพระเจ้าต้องทำลายทั้งหมด..เก็บอะไรไว้ไม่ได้ ข้อที่10 บอกว่า แต่เมื่ออาคีชถาม..ว่าวันนี้ไปปล้นใครมา ดาวิดจะโกหก..ว่าเขาไปปล้นคนอิสราเอลมา เพราะอย่างงี้เขาถึงต้องฆ่าทุกคน..ความลับจะได้ไม่รั่วไหล ข้อที่12 บอกว่า อาคีชเลยไว้ใจดาวิดมาก..เชื่อสนิทว่าเขาปล้นคนชาติเดียวกัน แต่ความจริงไม่ใช่..ดาวิดปล้นศัตรูของอิสราเอลแต่อาศัยร่มเงาของพวกฟิลิสเตียคุ้มหัวไว้ ซึ่งปลอดภัยชัวร์เพราะซาอูลไม่เคยขยันอยากจะรบกับฟิลิสเตียแน่ (ฉลาดสุดๆ..ดาวิด ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง) แต่ต้องดูต่อไปว่าจะแฮปปี้อีกนานมั๊ย..
ดู1ซมอ.28:1-2 ฟิลิสเตียกำลังจะไปรบกับอิสราเอลอีกครั้ง อาคีชเลยบอกข่าวให้ดาวิดรับรู้และเตรียมตัวไปรบด้วยกัน (เอาล่ะสิ)..ดาวิดตกใจรึเปล่าไม่รู้แต่เราตกใจ แล้วก็งงได้อีกเพราะข้อที่2 ดาวิดตอบว่า “ดีทีเดียวฝ่าบาท จะได้ทราบว่าผู้รับใช้ของฝ่าบาททำอะไรได้มั่ง..” ประมาณว่า..ดีเหมือนกัน ฝ่าบาทจะได้เห็นฝีมือเขาเต็มๆซะที ดาวิดจะหมายความตามที่พูดจริงๆรึเปล่ายังไม่รู้ แต่อาคีชพอใจมากที่ดาวิดพูดอย่างงั้น ถึงกะแต่งตั้งดาวิดให้เป็นองครักษ์ตลอดชีพ น่าสนใจมาก..เพราะเราจะได้เห็นดาวิด..ที่ครั้งนึงเคยเป็นคนถือเครื่องอาวุธให้ซาอูล กลายเป็นองครักษ์ของกษัตริย์ฟิลิสเตีย และกำลังจะไปรบกับอิสราเอลพวกเดียวกัน เรื่องนี้จะเกิดขึ้นจริงๆมั๊ยต้องดูต่อไปเรื่อยๆ
หมดเวลาแล้วค่ะ แล้วพบกันใหม่
ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ