วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

หนังสือ 1ซามูเอล ครั้งที่ 2 อาทิตย์ที่ 24:1:2010

คราวที่แล้ว..เราจบตรงบทเพลงของนางฮันนาห์ ซึ่งนักวิชาการบางคนให้ความเห็นว่าบทเพลงของฮันนาห์ มีวิธีเรียบเรียงแล้วก็ใช้คำคล้ายกับบทสดุดี(ในหนังสือสดุดี) คือไพเราะและสละสลวย ที่สำคัญเนื้อหาไม่ได้เจาะจงที่ความทุกข์ยากของตัวเองหรือสำแดงความยินดีในพระพรที่เธอได้รับมากมายอะไร แต่บทเพลงที่ฮันนาห์ร้อง”มีพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง..เนื้อหาส่วนใหญ่โฟกัสที่พระเจ้า” คือมันต่าง..ต่างจากอะไร ต่างจากคำอธิฐานของอีกหลายๆคน..ที่ส่วนใหญ่ก็มักจะพูดถึงแต่ความรู้สึกของตัวเอง..แต่คำอธิฐานของฮันนาห์ส่วนใหญ่จะบรรยายถึงพระลักษณะอันบริสุทธิ์งดงามและฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า รวมถึงบรรดาพระหัตถกิจใหญ่ๆ (ย้ำ) พระหัตถกิจใหญ่ๆ คือ ไม่ใช่พระพรจิ๊บๆของตัวเอง..เพราะต้องบอกตรงๆคริสเตียนบางคน ต่อให้ได้ยินได้ฟังหรือสอนให้ตายก็ไม่สนใจหรอก..ว่าพระเจ้าจะเคยทำให้ฟาโรห์ยอมสิโรราบต่อพระองค์ หรือพระเจ้าจะเคยแหวกทะเลแดง ทำให้มานาตกจากฟ้า ให้น้ำออกมาจากหิน เคยให้อิสราเอลชนะศัตรู ทั้งๆที่ไม่มีอะไรไปสู้เขาได้เลย...ก็ไม่เคยสนใจ ไม่ตื่นเต้น หรือแม้จะมีอัศจรรย์อะไรๆอีกมากมายในพระคำภีร์ ก็ไม่อิน...เพราะมันไม่ได้เกิดกับชั้น จะตื่นเต้นก็ต่อเมื่อ..พระเจ้าอวยพรชั้นแบบระยะเผาขน...ให้เอ็นติด ได้งานดีๆ มีเงินซื้อรถ ทำไมถึงเป็นอย่างงั้น ก็ต้องบอกตามตรงว่า...เพราะเขายังเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง..อาจจะโดยไม่รู้ตัว นี่คือเหตุผลเบื้องต้น ถามว่าคนพวกนี้เชื่อพระเจ้ามั๊ย..เชื่อนะ แต่ยังเห็นตัวเองชัดกว่า ภาพของพระเจ้ายังไม่ชัดเจนเท่าที่ควรในชีวิตและจิตวิญญาณของเขา ส่วนฮันนาห์นั้นต่างไป เพราะคำอธิฐานเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์พูดถึงแผนการอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า มองภาพรวม(ที่สำคัญกว่าเรื่องส่วนตัวเป็นไหนๆ) จริงๆแล้ว มันไม่ง่ายหรอกที่เราจะโฟกัสพระเจ้าร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราต้องฝึก..ฝึกอย่างจดจ่อ..ขอกำลังจากพระเจ้าแล้วเราจะทำได้มากขึ้น แต่น้าตุ๊กไม่ได้บอกว่ามันผิดนะ ถ้าเราจะรู้สึกดีใจกับสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ หรือเวลาที่ได้รับพระพร มันไม่ผิด ใครๆก็ดีใจทั้งนั้นเวลาที่ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ (จริงมะ) น้าตุ๊กก็ดีใจ แล้วฮันนาห์ดีใจมั๊ย..ที่ได้ลูก ฮันนาห์ก็ดีใจ จนสามารถเขียนบทเพลงออกมาได้อย่างสวยงาม เพราะตราบใดที่เรายังอยู่ในร่างกายที่เป็นเนื้อหนัง เราก็ต้องมีความรู้สึกตามเนื้อหนังบ้างเป็นธรรมดา เพียงแต่ตอนนี้เด็กๆโตแล้ว ก็ต้องฝึกที่จะเรียนรู้...เพื่อจิตวิญญาณจะก้าวไปอีกขั้น คือต้องฝึกที่จะเอาพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง(อย่างแท้จริง) มองข้ามสีสรรเล็กๆน้อยๆของชีวิตไปบ้าง อย่ายึดติดหรือมองพระพรส่วนตัวเป็นสิ่งสำคัญ(ให้มากจนเกินไป) จริงอยู่มันทำยาก..ไม่ง่ายหรอก แต่พระเจ้าจะช่วยให้เราทำได้ถ้าเราติดสนิทกับพระองค์
กลับมาที่หนังสือซามูเอลของเรา พระคำภีร์บอกว่าเมื่อฮันนาห์ได้โมทนาเป็นบทเพลงถวายแด่พระเจ้าแล้ว ครอบครัวของเธอก็เดินทางกลับบ้านที่รามาห์ไป ทิ้งซามูเอลไว้กับเอลีที่ชิโลห์เพื่อที่เขาจะได้รับใช้พระเจ้าตามที่สัญญาไว้
คำพยากรณ์กล่าวโทษพงพันศ์เอลี
เนื้อหาในบทนี้จะเป็นเหมือนฉากที่เตรียมไว้รองรับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในบทต่อไป พระคำภีร์ได้บันทึกเรื่องราวช่วงนี้ ด้วยการนำชีวิตของ”ซามูเอล” มาเปรียบเทียบกับ “ลูกชายทั้งสองคนของเอลี” แบบสลับกันไปเรื่อยๆจนถึงบทที่สาม(ดูตามในพระคำภีร์)เพื่อที่เราจะได้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น
2:11 ซามูเอลปรนนิบัติพระเจ้า
2:12-17 โฮฟนีและฟีเนหัสลบหลู่การนมัสการ
2:18-21 ซามูเอลปรนนิบัติพระเจ้า
2:22-25 ความชั่วของโฮฟนีและฟีเนหัส
2:26 ซามูเอลจำเริญขึ้น
2:27-36 คำพยากรณ์ถึงการถูกพิพากษา
แล้วต่อจากนั้นใน 3:1จะกล่าวถึงการปรนนิบัติพระเจ้าของซามูเอล
ดู1ซมอ.2:12-14/15-17 เราเคยเรียนเรื่องบทบาทและหน้าที่ รวมถึงคุณสมบัติของคนที่จะเป็นปุโรหิตไปแล้วในหนังสือเลวีนิติ อพยพ แล้วก็กันดารวิถีด้วย เราถึงรู้ว่าพระเจ้าไม่ได้มอบมรดกให้กับปุโรหิตและคนเลวี แต่พระเจ้าจัดเตรียมการเลี้ยงดูพวกเขาอีกแบบนึง ซึ่งพิเศษกว่า...คือพวกเขาจะได้รับส่วนแบ่งจากเนื้อ จากทศางค์ แล้วก็ของถวายบูชาต่างๆที่คนอิสราเอลนำมาถวาย นอกจากนี้พวกเขาก็จะได้รับประทานขนมปังหน้าโต๊ะพระพักตร์
ในข้อที่12บอกว่าบุตรทั้งสองของเอลีเป็นคนอันธพาล ทำไมถึงว่าเขาเป็นคนอันธพาล..แรกเลยก็เพราะพวกเขาไม่ยอมรับส่วนแบ่งของชิ้นเนื้อตามที่พระเจ้ากำหนดไว้ แต่อยากจะเลือกเฟ้นส่วนดีๆตามที่ตัวเองต้องการ ในข้อที่13-14 บอกว่า..ตามธรรมเนียมแล้ว เมื่อมีคนเอาเนื้อมาถวาย คนใช้ของปุโรหิตก็จะถือสามง่ามเข้าไปตอนที่เนื้อกำลังต้มอยู่ แล้วก็ใช้สามง่ามแทงเข้าไปในหม้อที่ต้มเนื้อ ติดชิ้นไหนขึ้นมาก็ชิ้นนั้นแหละที่จะเป็นของปุโรหิต..(แต่บางทีคนใช้ของโฮฟนีกับฟีเนหัส..อาจจะมีการเล็งนะ..เล็งก่อนที่จะแทงเข้าไปในหม้อเนื้ออ่ะ)
ที่หนักกว่านั้นก็คือ ในข้อที่15บอกว่า..ก่อนที่จะเผาไขมัน คนใช้ของปุโรหิตก็จะเข้ามาขอเนื้อไปก่อนเลย เพราะจะเอาไปทอด..ไม่อยากได้เนื้อต้ม เด็กๆนึกออกมั๊ยล่ะ..ว่าปุโรหิตคงจะเบื่อเนื้อต้ม เพราะรสชาติมันต้องจืดแน่ๆ (สมัยก่อนเขาไม่มีชูรส รสดี กะปิ น้ำปลานะ อย่างมากก็เกลือ...) ลูกของเอลีก็เลยอยากจะได้เนื้อสดไปทอด หรือย่างเหมือนสเต็กมั่งเพราะรสชาติมันเข้มข้นอร่อยกว่ากัน...(แต่คุณไม่มีสิทธิ์ทำหยั่งงี้) และถ้าคนที่เอาไปถวายบอกว่า “ขอให้เผาไขมันบนแท่นบูชาก่อนนะ แล้วค่อยเอาไป” คนใช้ของปุโรหิตยอมมั๊ย..ไม่ยอม ยังไงก็จะเอาให้ได้ และจะเอาเดี๋ยวนี้ด้วย ฟังให้ดีนะ..ไม่ยอมแม้แต่จะให้เขาเผาไขมันถวายพระเจ้าให้ถูกต้องตามกฎบัญญัติซะก่อน (ไม่รู้ว่ามีการใช้กำลังข่มขู่กันมั่งป่าวเนอะ) แล้วลองคิดดูว่าประชาชนที่ไปนมัสการพระเจ้า เขาจะรู้สึกยังไง ที่มีผู้นำศาสนาอย่างงี้ และข้อที่17ก็บอกว่า..”เพราะอย่างนี้บาปของโฮฟนีและฟีเนหัสถึงได้ใหญ่หลวงมากในสายตาของพระเจ้า”
ใหญ่แน่นอน (เพราะอะไร) แทนที่ปุโรหิตจะเป็นที่พึ่งแล้วก็เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประชาชนใน ทุกๆเรื่อง..กลับมาทำบาปเองซะงั้น เกิดคนทำตามขึ้นมาจะว่าไง มันเป็นไปได้...เพราะคุณเป็นผู้นำ
ดู1ซมอ.2:18-20 พอพูดถึงความชั่วร้ายของลูกชายเอลีแล้ว ข้อนี้พระคำภีร์ก็มาบรรยายถึงการจำเริญขึ้นของซามูเอลบ้าง ข้อนี้บอกว่า...ซามูเอลได้ปรนนิบัติพระเจ้าอยู่ที่ชิโลห์ ส่วนฮันนาห์ก็ไปนมัสการพระเจ้าทุกปี แล้วโอกาสนี้ก็จะเป็นเวลาที่เธอจะได้เจอลูก ก็เหมือนแม่ทั่วๆไป..ที่ลูกไม่ได้อยู่ด้วย พอจะได้เจอซักทีก็ต้องมีของไปฝาก ฮันนาห์ก็ตัดชุดเล็กๆไปให้ซามูเอลทุกปี แล้วเอลีก็อวยพรฮันนาห์ ขอพระเจ้าประทานลูกคนใหม่ให้..เพราะเอลีคงสงสาร..ทุกครั้งที่เห็นฮันนาห์ต้องจากลูกทั้งน้ำตา
ดู1ซมอ.2:21 และแล้วพระเจ้าก็ทรงสำแดงพระเมตตาคุณแก่ฮันนาห์อีกครั้ง ฮันนาห์ก็เลยท้องแล้วท้องอีก จนมีลูกถึงห้าคนเป็นชายสาม หญิงสอง รวมซามูเอลด้วยก็เป็นหก...
ดู1ซมอ.2:22-25 พระคำภีร์สลับมาพูดถึงความชั่วของโฮฟนีกับฟีเนหัสอีกครั้ง ในข้อที่12-17 เราได้เห็นความบาปเรื่องเนื้อถวายบูชาที่เขาได้ทำไปแล้ว มาข้อนี้จะเป็นความบาปที่พวกเขาล่วงประเวณี (ทั้งที่เป็นปุโรหิต) ข้อนี้บอกว่า..เอลีรู้เรื่องที่ลูกของเขาทำบาปทางเพศ รู้ว่าลูกตัวเองเข้าหาผู้หญิงที่อยู่ข้างเต๊นท์นัดพบ ทั้งๆที่แต่งงานแล้ว(ตามที่ระบุไว้ใน4:19) แล้วเอลีเตือนมั๊ย..ดูเหมือนจะเตือนนะ แต่น้าตุ๊กรู้สึกว่าเอลีเตือนแบบไม่จริงจัง ดูข้อที่24เอลีแค่พูดว่า”ลูกเราเอ๋ย อย่าทำเลย พ่อได้ยินคนพูดเรื่องไม่ดีกันไปทั่ว..” อ่านตอนนี้แล้วน้าตุ๊กเห็นภาพ ขอโทษนะ..ความเหยาะแหยะในการอบรมลูกตัวเอง เอลีทำได้แค่เนี้ยเหรอ!ห้ามลูกแค่สองสามคำ แล้วพอลูกไม่สนใจเชื่อฟัง..ก็ปล่อยไป..ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จะเพราะรักผิดๆ ห่วงความรู้สึกหรืออะไรก็ตาม แต่สิ่งที่เขาทำมันเป็นบาปที่กำลังทำต่อพระเจ้าซึ่งเขาเองก็รู้ เพราะในข้อที่25 เอลีบอกว่า”ถ้ามนุษย์ทำผิดต่อมนุษย์ด้วยกัน พระเจ้าก็จะทรงวินิจฉัยให้ แต่ถ้ามนุษย์ทำบาปต่อพระเจ้า..จะเหลือมั๊ยเนี่ย” แต่ยังไงก็ตามตอนท้ายของข้อที่25 พระคำภีร์ได้ยืนยันว่า “สิ่งนี้เป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าที่จะทรงพิพากษาลูกทั้งสองคนของเอลี..” เพราะฉะนั้น การตายของเอลีกับลูกในบทที่ ๔ จะเป็นคำเตือนที่ชัดเจนว่า “พ่อแม่จะต้องจ่าย แพงแค่ไหน ถ้าไม่ยอมทำตามกฎบัญญัติของพระเจ้าในการเลี้ยงดูลูก”
ดูซมอ.2:26 เห็นมั๊ยคะ พอพระคำภีร์บรรยายความชั่วของบุตรเอลีจบ...ข้อนี้ก็สลับมาเล่าถึงพัฒนาการของซามูเอล เพื่อให้เราเห็นภาพเปรียบเทียบชัดเจน ข้อนี้บอกว่า”ฝ่ายกุมารซามูเอลก็เติบโตขึ้น เฉพาะพระเจ้าและต่อหน้าคนทั้งปวงด้วย” ลองนึกดูว่า..ในขณะที่เอลีก็แก่มากแล้ว ลูกชั่วทั้งสองคนของเขาก็กำลังจะขึ้นแท่นรับตำแหน่งแทนพ่อเนี่ย ธรรมิกชนของอิสราเอลจะหวาดหวั่นขนาดไหน ที่เวลามานมัสการพระเจ้าแล้วต้องเจอปุโรหิตชั่ว ก็ขนาดเอลียังอยู่ลูกยังกล้าทำขนาดนั้น ถ้าพ่อตายไป..ก็คง..ได้อีกอ่ะ เพราะฉะนั้น พระเจ้าถึงตรัสว่า ”พวกเขาจะต้องถูกประหาร” แล้ววาระแห่งการพิพากษาก็กำลังจะมาถึง ในขณะเดียวกันกับที่ซามูเอลก็โตขึ้นทุกวัน
เห็นภาพมั๊ยคะ..ว่าพระเจ้าเตรียมการไว้เป็นขั้นตอน และทันเวลาเสมอ (บางคนกำลังจะถูกดึงให้ต่ำลง และอีกคนกำลังจะถูกยกขึ้น) เพียงแต่ตอนนั้นคนอิสราเอลไม่รู้หรอก..ว่ากุมารซามูเอลนี้จะมีบทบาทแค่ไหนต่ออิสราเอล แล้วพระธรรมตอนนี้ก็เป็นหมายสำคัญถึงพระเยซูคริสต์ด้วย เปิดไปดู ลูกา2:52 คำที่ใช้เหมือนกันเลย แล้วช่วงที่พระเยซูเกิด ก็เป็นช่วงที่ศาสนาและความเชื่อของอิสราเอล กำลังตกต่ำย่ำแย่เหมือนสมัยของซามูเอล “..แล้วพระกุมารเยซูก็จำเริญขึ้น เป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้าและคนทั้งปวงด้วย” แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าต่อไปเด็กคนนี้จะมีความสำคัญต่อมนุษยชาติขนาดไหน เช่นเดียวกับซามูเอล ที่ต่อไปเขาก็จะเป็นแม่แบบของปุโรหิตที่ดี แล้วก็ช่วยคนของพระเจ้าให้เลิกมีพฤติกรรมผิดๆ..เลิกทำบาปต่อพระเจ้า ดังนั้น เรื่องราวของซามูเอลกับพระเยซูคริสต์จึงเป็นเหมือนภาพซ้อน แค่ต่างที่..ต่างเวลา และต่างกันตรงที่ซามูเอลเป็นแค่ภาพจำลองแต่พระเยซูคริสต์เป็นของจริง
คำพยากรณ์การพิพากษาของเอลีและบุตร
ดู1ซมอ.2:29-30 พระเจ้าใช้ผู้เผยพระวจนะมาหาเอลี และได้เตือนให้เอลีนึกถึงการจัดตั้งปุโรหิตครั้งแรกตั้งแต่สมัยอพยพ รวมถึงทบทวนให้เอลีตระหนักถึงคุณสมบัติของคนที่เป็นปุโรหิต ในข้อที่ 29 พระเจ้าตรัสว่า “เหตุใดเจ้าจึงเหยียบย่ำเครื่องสัตวบูชา”ของเรา” คำว่าของเราคือเตือนให้เอลีกลับมาสังวรณ์ว่า..เครื่องบูชาเนี่ย..คนเขาเอามาถวายพระองค์ เขาไม่ได้ให้เจ้ากับบุตรชั่วทั้งสองคน
“....และให้เกียรติแก่บุตรทั้งสองของเจ้าเหนือเรา..” ตรงนี้เองที่เอลีผิดเต็มๆ เอลีให้เกียรติลูกมากกว่าพระเจ้า การประนีประนอมกับสิ่งที่ลูกทำ มันเท่ากับว่า....”เอลีย้ายพระเจ้าไปนั่งข้างหลัง แล้วปล่อยให้ลูกตัวเองมานั่งข้างหน้าแทน” เรื่องนี้มันให้ข้อคิดกับเรานะ ต่อไปเด็กๆต้องระวังให้ดี เพราะทางที่ง่าย..หรือทางที่เราสะดวกใจบางครั้ง...มันไม่ใช่ทางที่ถูก จริงอยู่ว่าการที่เราจะเตือนใครซักคน...เมื่อเขาทำผิด บางครั้งมันก็ลำบากใจ กลัวเขาเสียใจ กลัวเขาโกรธ กลัวจะผิดใจกัน ก็เลยคิดว่าไม่พูดดีกว่าสบายใจดี...ซึ่งมันผิด เพราะพระเจ้าสอนให้เราเตือนสติซึ่งกันและกัน เพียงแต่เราต้องแน่ใจว่าเราเตือนเขาด้วยความรักจริงๆ แล้วสิ่งที่ควรจะจำไว้อีกอย่างก็คือ “วิธีพูด” มันสำคัญพอๆกับสิ่งที่เราจะพูด
...”และกระทำให้ตัวของเจ้าทั้งหลายอ้วนพี ด้วยส่วนที่ดีที่สุดจากของถวายทุกรายจากอิสราเอลชนชาติของเรา” พระเจ้าใช้คำว่า “เจ้าทั้งหลาย” เป็นพหูพจน์แน่นอน เพราะฉะนั้นคงจะอ้วนกันทั้งครอบครัว จะไม่อ้วนได้ไง...ก็ซัดเนื้อเกรดเอกันซะเต็มคราบ แถมติดมันอีกตะหาก จริงมะ..เพราะไม่ยอมให้เขาเผาไขมันทิ้งบนแท่นบูชาเลย แล้วหลายๆคำในพระคำภีร์ก็บ่งว่า “เอลี” เป็นคนอ้วนมาก เราเลยเข้าใจได้ไม่ยากว่า ความบาปของลูกชายทั้งสองคน เอลีมีส่วนผิดเต็มๆ....ไม่ยอมกำราบลูกให้เด็ดขาด (พ่อแม่หลายคนไม่กล้าเอาจริงกับลูก เพราะเกรงใจ..ไม่อยากให้ลูกเสียความรู้สึก...ซึ่งมันผิด(มหันต์) แล้วบางครั้งเตือนด้วยคำพูดอย่างเดียวไม่ได้ มันต้องมีไม้เรียวด้วยถ้าจำเป็น
กลับมาที่เอลี เอลีไม่ใช่แค่ไม่เอาจริงกับลูก เขายังร่วมเสวยสุขกับเนื้อที่ได้มาอย่างไม่ถูกต้องอีกด้วย เพราะเรารู้จากพระคำภีร์ว่า..เอลีตำหนิลูกชายเรื่องความผิดทางเพศ แต่ไม่เห็นจะเคยพูดถึงเรื่องเนื้อถวายบูชา เพราะตัวเองก็คงจะติดใจในรสชาติเหมือนกัน...ถึงได้ยอมออมชอมกับความบาป ในข้อที่ 30 บอกว่า..พระเจ้าเคยพูดจริงๆ ว่าพงศ์พันธ์อาโรนจะเป็นปุโรหิตที่ปรนนิบัติ พระองค์อยู่ในพลับพลาเสมอ ..”แต่บัดนี้ขอให้การนั้นห่างไกลจากเรา..” (พระเจ้าจะยกเลิกสัญญารึเปล่า) ไม่ใช่..พระเจ้าไม่ได้ตัดระบบปุโรหิตไปจากพงศ์พันธ์นี้ แต่จะตัดแค่บางคนออกไป ไม่ได้ตัดทั้งตระกูล เพราะพระองค์พูดว่า “ผู้ที่ให้เกียรติเรา เราจะให้เกียรติ” (ต่อไป)
ดู1ซมอ.2:34-36 พระเจ้าทรงพิพาษาว่า โฮฟนีกับฟีเนหัส จะตายในวันเดียวกัน....แล้วพระองค์จะทรงเจิมตั้งปุโรหิตคนใหม่ขึ้นมา ซึ่งจะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า แล้วพงศ์พันธ์ของเอลีที่เหลืออยู่ จะได้รับพระพรก็ต่อเมื่อเข้ามากราบไหว้ปุโรหิตผู้สัตย์ซื่อคนนี้
หมดเวลาแล้วค่ะ มาต่อกันในสัปดาห์หน้านะคะ
พระเจ้าอวยพรค่ะ

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553

หนังสือ 1ซามูเอล ครั้งที่1 อาทิตย์ที่ 10:1:2010

หนังสือซามูเอลในพระคำภีร์ของเราจะแบ่งเป็นฉบับที่๑และ๒ แต่พระคำภีร์ของชาวยิวจะรวมเป็นเล่มเดียว และบันทึกเรื่องราวของประเทศอิสราเอลในช่วงประมาณ100ปีหลัง จากสมัยผู้วินิจฉัยแต่ความจริง...ก็ไม่ได้ปรากฎชัดว่าใครเป็นผู้เขียน ที่ได้ชื่อว่าหนังสือ ”ซามูเอล” ก็เพราะซามูเอลเป็นบุคคลสำคัญของเรื่อง แล้วก็เป็นคนที่เจิมตั้งกษัตริย์สองคนแรกให้แก่ประเทศอิสราเอล และพระคำภีร์ฉบับที่เราถือกันอยู่นี้ หนังสือซามูเอลจะอยู่ต่อจากนางรูธ แต่ในต้นฉบับของชาวฮีบรูหนังสือซามูเอลจะอยู่ต่อจากผู้วินิจฉัยเลย.....
ในขณะที่หนังสือผู้วินิจฉัยได้กล่าวถึงคืนวันที่คนอิสราเอลสับสนวุ่นวายและจิตวิญญาณก็ตกต่ำลงเพราะขาดผู้นำ พวกเราคงจำได้ว่าพระเจ้าทรงประทานผวฉ.ให้มาช่วยกอบกู้คนอิสราเอล แต่อิสรภาพของคนอิสราเอลก็ไม่ยั่งยืน(เพราะอะไร)พระคำภีร์บอกไว้ชัดเจน ให้เราย้อนกลับไปดูหนังสือผวฉ.2:19 “เพราะ..เมื่อผู้วินิจฉัยแต่ละคนสิ้นชีวิต อิสราเอลก็กลับประพฤติชั่วอีกแล้วพระเจ้าก็ให้พวกเขาตกเป็นทาสอีก” ซ้ำซากอยู่อย่างงั้น (คุ้นๆมะ)
เราก็อาจจะสรุปได้ว่า(ผู้เขียน)หนังสือผวฉ.คงจะต้องการที่จะเชื่อมโยงระหว่าง”ความตกต่ำทางจิตวิญาณของคนอิสราเอล” ให้สอดคล้องกับ“การที่พวกเขาไม่มีกษัตริย์เป็นผู้นำ...” อันนี้ ถ้าตามความเห็นส่วนตัวของน้าตุ๊กต้องบอกว่า มันน่าจะเป็นมุมมองของมนุษย์...เพราะจริงๆ พระเจ้า..เป็นกษัตริย์ของอิสราเอลอยู่แล้ว โอ.เค.การมีผู้นำมันก็น่าจะทำให้อะไรๆมันเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น แต่ปัญหาต่างๆของอิสราเอลจริงๆแล้วมันเกิดขึ้น...เพราะพวกเขาไม่ติดสนิทกับพระเจ้า ไม่เคร่งครัดกับกฎบัญญัติ และที่สำคัญก็คือยอมออมชอมให้กับความบาป นี่ต่างหากคือสาเหตุหลักที่แท้จริงที่ทำให้พวกเขาต้องลำบาก ระบบกษัตริย์ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรให้คนอิสราเอลเลย ตราบใดที่พวกเขาไม่ยอมมอบกายถวายชีวิตและจิตใจไว้กับพระเจ้า เพราะอย่าลืมว่า...ไม่มีอะไรจะมาแทนที่การปกครองของพระเจ้า...ในหัวใจของเราได้
แต่ยังไงก็ตาม...1ซามูเอลจะเป็นหนังสือที่กล่าวถึงเรื่องราวในขั้นตอนที่พระเจ้าทรงเตรียมกษัตริย์ไว้ให้คนอิสราเอล (ตามที่พวกเขาเรียกร้อง)เพราะฉะนั้น “ซาอูล”กษัตริย์องค์แรกจะเป็นกษัตริย์ในแบบที่คนอิสราเอลต้องการแล้วต้องบอกว่า..มันสมควรแล้วกับคนชาตินี้ ส่วน”ดาวิด” จะเป็นกษัตริย์ในแบบฉบับของพระเจ้า และจะยังไงก็ตามดาวิดก็ได้ชื่อว่า”เป็นผู้ที่ได้กระทำตามพระทัยพระเจ้าจนถึงที่สุด” นอกจากนี้..พระเมสสิยาห์หรือพระเยซูคริสต์ก็ได้มาบังเกิดในเชื้อสายของ ก.ดาวิดด้วย
ในตอนต้นของหนังสือ1ซามูเอลจะเป็นช่วงที่อิสราเอลยังคงเสื่อมลงในทุกๆด้านทั้งการเมืองและศาสนา พระเจ้าจึงทรงตั้ง”ซามูเอล”เป็นผู้นำของอิสราเอลเพื่อ...ที่จะนำให้ประชาชนกลับมาดำเนินบนทางที่ถูกต้อง พวกเขาจะต้องกลับใจใหม่ (อีกครั้ง...หรือจะกี่ครั้งก็ตาม) หันมาโฟกัสที่พระเจ้า.....ไม่ใช่หลงไปเทิดทูนรูปเคารพทั้งหลายทั้งปวงที่ลอยหน้าอยู่บนโลกนี้ และอีกสาเหตุหนึ่งที่พระเจ้าต้องใช้ซามูเอล...ก็เพราะปุโรหิตคนเก่าคือ”เอลี”กับลูกชายทั้งสองคนของเขาคือโฮฟนีกับฟีเนหัส...มันใช้การไม่ได้แล้ว (ผิดเพี้ยน แล้วพฤติกรรมก็ไม่ได้เหมาะสมกับการเป็นปุโรหิต เอาเนื้อหนังความต้องการของตัวเองใหญ่) ถ้าขืนปล่อยไว้ก็มีแต่จะนำความเสื่อมทรามมาให้อิสราเอล
ดังนั้น ในช่วงต้นของหนังสือเล่มนี้จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับกำเนิดของซามูเอล แล้วหลังจากนั้น....อิสราเอลก็จะได้มีกษัตริย์สมใจ โดยซามูเอลนี่เองที่จะเป็นผู้เจิมตั้งกษัตริย์คนสำคัญสองคนแรกคือ ”ซาอูล” กับ ”ดาวิด” ให้แก่อิสราเอล..ตามพระบัญชาของพระเจ้า เพราะฉะนั้น ซามูเอลจะได้ชื่อว่าเป็นทั้งปุโรหิต ผู้เผยพระวจนะ และผู้วินิจฉัยคนสุดท้ายของอิสราเอลด้วย แต่ถ้าเราพบว่านักวิชาการบางคนเขาให้ความเห็นว่าซามูเอลไม่น่าจะเป็นปุโรหิต...ก็ไม่เป็นไรเพราะตรงนั้นมันไม่ใช่ปัญหา หรือว่าเป็นสาระสำคัญอะไรที่เราจะต้องไปหาข้อสรุป และเพื่อเป็นการง่ายต่อการเรียนรู้และเด็กๆจะได้ไม่หลงประเด็น เพราะหนังสือซามูเอลทั้ง๒เล่มก็ค่อนข้างที่จะยาว เราก็เลยจะแบ่งหนังสือ1ซามูเอลออกเป็น ๕ ตอนก็คือ
๑.บทที่ 1-7 คือ สมัยที่ซามูเอลเป็นผู้นำ
๒.บทที่ 8-12 เป็นช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง
๓.บทที่ 13-15 เป็นช่วงที่ซาอูลนำชาติให้มีชัยชนะ
๔.บทที่ 16-19 จะเป็นตอนที่ชื่อเสียงของดาวิดเริ่มดังขึ้นทุกที
และสุดท้ายตอนที่ ๕.ก็เป็นวาระที่ดาวิดต้องหนีจากซาอูล
ตอนที่๑. ซามูเอลเป็นผู้นำชาติ
ดู 1ซมอ.1:1-3/4-7 “เอลคานาห์”เป็นคนเผ่าเลวี(คือเกิดในตระกูลผู้รับใช้พระเจ้า) และอาศัยอยู่บริเวณเทือกเขาในเขตแดนของเผ่าเอฟราอิม บางครั้งก็เลยถูกเรียกว่าเป็นชาวเอฟราอิม ทั้งๆที่ความจริงแล้วเอลคานาห์เป็นคนเผ่าเลวี และเขาก็มีภรรยาสองคนคือฮันนาห์และเปนินนาห์ เปนินนาห์มีลูกหลายคนส่วนฮันนาห์ไม่มีลูกในข้อที่๖.บอกว่าเพราะ”พระเจ้าทรงปิดครรภ์ของนาง” (ผู้เขียนคงมีเจตนาที่จะสื่อให้เข้าใจว่า การที่ฮันนาห์ไม่มีลูกนั้น..เป็นพระประสงค์ที่เจาะจงของพระเจ้า) แล้วทุกปีครอบครัวนี้ก็จะเดินทางไปนมัสการพระเจ้าที่ชิโลห์....เพราะเป็นที่ที่พลับพลาของพระเจ้าตั้งอยู่ในตอนนั้น (เมืองชิโลห์ ตั้งอยู่ห่างไปทางเหนือของกรุงเยรูซาเล็มประมาณ20ไมล์) เอลคานาห์ซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัว...ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ทำตามประเพณีของชาวยิวทุกอย่าง ตั้งแต่ไปร่วมฉลองเทศกาลสำคัญทางศาสนา พอถวายบูชาแล้ว..ก็มีการรับเนื้อบางส่วนกลับคืนมา รับประทานร่วมกันที่พลับพลาของพระเจ้าเลย (ตามที่ระบุไว้ในธรรมบัญญัติ) เปิดไปดูฉธบ.12:17-18 “...อย่ารับประทานของถวายเหล่านี้ที่บ้านตัวเอง แต่ให้มาร่วมดื่มกินต่อหน้าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านที่พลับพลาอย่างพร้อมหน้าทั้งลูกหลานและบริวาร และปิติยินดีในการงานทุกอย่างที่ท่านได้ทำ” แต่...ฮันนาห์คงไม่ปลื้มงานเลี้ยงนี้ซักเท่าไหร่ เพราะอะไร...ในข้อที่๖.บอกว่า“เปนินนาห์ถือโอกาสนี้พูดจาเยาะเย้ยถากถาง ที่ฮันนาห์ไม่มีลูก...ปีแล้วปีเล่า...อย่างไม่ยอมลดลาวาศอก” วาระแห่งความชื่นชมยินดีในพระเจ้าคงเป็นช่วงเวลาที่ยากสุดๆสำหรับฮันนาห์ เราน่าจะพอนึกออกว่าเวลาอยู่บ้าน...เมียน้อยกับเมียหลวงคงจะอยู่กันคนละเต๊นท์ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องมานั่งประจัญหน้าร่วมโต๊ะอาหารกันทุกวัน แต่พอถึงเวลาที่ต้องไปชิโล่ห์ มันเลี่ยงไม่ได้...ที่จะต้องเจอกันตั้งแต่ตอนเดินทาง กินอยู่หลับนอน แล้วก็ต้องกินอาหารร่วมกันต่อหน้าพระเจ้าที่พลับพลาด้วย ลองคิดดูว่าช่วงเวลานั้น...ฮันนาห์จะทุกข์ใจแค่ไหน
ดู1ซมอ.1:10-11 เมื่อการดื่มกินที่พลับพลาสิ้นสุดแล้ว ฮันนาห์ก็ตรงไปที่พลับพลาแล้วนางก็”เทใจอธิฐานต่อพระเจ้า” ขอให้พระองค์มองเห็นความทุกข์ใจของเธอซักครั้ง...พร้อมทั้งวิงวอนให้พระเจ้าได้โปรดประทานลูกให้เธอซักคน แล้วฮันนาห์สัญญาว่าจะถวายลูกเป็นนาศีร์ให้รับใช้พระเจ้าตลอดไป
ดู1ซมอ.1:12-14 ตอนที่ฮันนาห์อธิฐานอยู่ “เอลี” (ซึ่งเป็นปุโรหิตในตอนนั้น) ก็จับตาดูอยู่แล้วสังเกตุเห็นว่าฮันนาห์เอาแต่ทำปากหมุบหมิบแล้วก็ร้องไห้คร่ำครวญ เอลีก็นึกว่า “สงสัยผู้หญิงคนนี้จะเมา”(เพราะเพิ่งเสร็จจากการดื่มกินกัน) เอลีก็เลยตำหนิฮันนาห์แล้วก็คงจะพูดประมาณว่า“จะเมาไปถึงไหน นี่.ถ้ากินแล้วเป็นหยั่งงี้ทีหลังอย่ากินเลย”(ประมาณนั้น)
ดู1ซมอ.1:16-17 พอเห็นเอลีพูดอย่างงั้น ฮันนาห์ก็เลยรีบชี้แจงว่า ”เปล่า...เธอไม่ได้เมาแต่กำลังระบายความทุกข์ใจแสนสาหัสต่อพระเจ้า ที่ร้องไห้คร่ำครวญก็เพราะจิตวิญญาณที่ทุรนทุรายหาความสุขไม่ได้ต่างหาก” พอได้ยินอย่างงั้นเอลีถึงได้เข้าใจ แล้วก็อวยพรให้พระเจ้าตอบคำอธิฐานของฮันนาห์” หลังจากนั้นฮันนาห์ก็มีกะจิตกะใจดีขึ้น (ดีขึ้นทันทีหลังจากที่อธิฐาน...ด้วยน้ำตานองหน้า เพราะรู้สึกว่ามีความหวังขึ้นมาอย่างอัศจรรย์)
ดู1ซมอ.1:20-22 พอกลับมาอยู่บ้านที่รามาห์ได้ไม่นาน ฮันนาห์ก็ท้องแล้วก็คลอดลูกชายคนหนึ่งตั้งชื่อว่า”ซามูเอล” หลังจากนั้นไม่นานเทศกาลฉลองก็มาถึง เป็นเวลาที่เอลคานาห์ต้องพาครอบครัวเดินทางไปนมัสการพระเจ้าที่ชิโลห์แต่ครั้งนี้ฮันนาห์ไม่ได้ไปด้วยเพราะซามูเอลยังไม่หย่านม แต่ฮันนาห์ตั้งใจว่าปีหน้าเธอจะพาซามูเอลไปที่ชิโลห์...แล้วก็ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับพระเจ้า คือถวายเขาให้อยู่รับใช้พระเจ้าที่นั่นเลย
บทเพลงของนางฮันนาห์
เมื่อฮันนาห์มอบถวายซามูเอลกลับคืนแด่พระเจ้าแล้ว เธอก็ได้อธิฐานเป็นบทเพลงที่มีความหมายเล็งถึง...ความชื่นชมยินดีในพระเจ้า ของคนที่หมดแรง...พ่ายแพ้...หรือรู้สึกจนมุม...ไร้ค่า ฮันนาห์เป็นพยานว่า...พระเจ้าจะทรงทำให้เขากล้าที่จะลุกขึ้นยืน...เผชิญกับปัญหา....และเดินต่อไปได้ คำว่า”...ปากของข้าพเจ้าก็อ้ากว้างเข้าใส่ศัตรู..” ..สำหรับนางฮันนาห์แล้ว มันคงหมายถึง”ความมั่นใจและกำลังใจที่กลับคืนมาอย่างเหลือเชื่อ”
ในข้อที่๓.บอกว่า”อย่าพูดโอหังอีกต่อไปเลย อย่าให้ความจองหองออกมาจากปากของเจ้า..” เพราะถ้าทำอย่างงั้นแล้ว วันหนึ่งคงต้องเสียใจ “.เพราะการกระทำทั้งหลายพระเจ้าเป็นผู้ชั่งตรวจ”
คือพระองค์เป็นผู้พิพากษาทุกสรรพสิ่ง และพระองค์ไม่โปรดจิตใจที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง ในข้อนี้จึงเป็นการชี้นำพวกเราให้มีใจที่ถ่อมลง
ในข้อที่๔.บอกว่า”คันธนูของผู้มีกำลังก็หัก แต่ผู้ที่ซวนเซก็ได้กำลังมาคาดเอว..” แปลว่า...สิ่งที่ตาเรามองเห็นมันอาจไม่เป็นอย่างที่คิดเสมอไป...พระเจ้าทรงพลิกทุกสถานการณ์ได้ เพราะฉะนั้น จงอย่าวางใจในสิ่งของบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธยุทโธปกรณ์ ทรัพย์สินเงินทอง เกียรติยศชื่อเสียง หรือแม้แต่เรี่ยวแรงกำลัง-สติปัญญาของตัวเอง
ในข้อที่๖.บอกว่า”..พระเจ้าทรงประหารและทรงให้มีชีวิต พระองค์ทรงนำลงไปถึงแดนคนตายและก็นำขึ้นมา” อันนี้เป็นนิมิตรหรือหมายสำคัญที่เล็งถึงพระเยซูคริสต์ เพราะฉะนั้น ข้อนี้เป็นสิ่งที่ย้ำให้เราได้ตระหนักว่า “พระคำภีร์ทุกบททุกตอน ได้รับการดลใจจากพระเจ้าทั้งหมด” เพราะอะไร นางฮันนาห์เป็นใคร เป็นชาวบ้านธรรมดาแต่บทเพลงคำอธิฐานของเธอพยากรณ์ไปถึงการเสด็จมาของจอมกษัตริย์ คือ พระเยซูคริสต์ เพราะฉะนั้น ทุกเรื่องในพระคำภีร์..ไม่ว่าใครจะเป็นคนเขียนก็ตาม เราเชื่อว่าเขาต้องได้รับการทรงนำจากพระเจ้า
ดูข้อที่ 8-9 “..เพราะว่ามนุษย์จะชนะด้วยกำลังของตนก็หาไม่” ความหมายที่บางคนขัดใจ...เพราะเราหวังหรือพึ่งพาไม่ได้แม้แต่ความดีของตัวเอง มีหลายคนถามน้าตุ๊กว่าในทางของพระเจ้าเนี่ยทำดีแล้วจะได้ดีมั๊ย อันนี้มันขึ้นอยู่กับว่า”ความดี”ที่เขาพูดมันหมายถึงอะไร ถ้าหมายถึงความรอดก็ต้องตอบตามตรงว่า”ไม่ได้” ไม่ใช่เพราะพระเจ้าไม่แฟร์ ไม่ยอมให้คนที่ทำดีได้รอด แต่ความจริงก็คือ..มันไม่มีมนุษย์หน้าไหนที่สามารถทำดีได้อย่างสมบูรณ์แบบ...จนตัวเองรู้สึกได้จริงๆว่า เฮ้ย..ชั้นนี่แหละดีจริง และสมควรสุดๆที่จะได้ไปสวรรค์ (มันไม่มี) ทีนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่า”ถ้างั้นทำดีแล้วจะได้อะไร “ก็ได้ทำไง”..เอาเป็นว่า ได้ทำสิ่งที่ดีก็น่าจะพอแล้ว อย่าไปคิดว่าจะต้องได้อะไรตอบแทน แล้วเราจะเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า ซึ่งอันนี้ถือเป็นการกตัญญูต่อพระองค์ที่ทรงประทานความรอดให้กับเราฟรีๆผ่านทางความเชื่อนะ..ไม่ใช่เพราะความดีของเรา.....(อย่าสับสน) เพราะในข้อนี้บันทึกไว้ว่า ”ทรงกระทำให้เขาได้นั่งร่วมกับเจ้านายและได้ที่นั่งอันมีเกียรติเป็นมรดก”และ”เพราะว่ามนุษย์จะชนะด้วยกำลังของตนก็หาไม่”
สุดท้ายในข้อที่ 10 บอกว่า”...พระเจ้าจะทรงพิพากษาที่สุดปลายพิภพ” อันนี้พยากรณ์ถึงยุคสุดท้ายของแผ่นดินโลก...ว่าศัตรูของพระเจ้าจะต้องพินาศไป ศัตรูก็คือมารกับการงานของมัน และก็ทุกอย่างที่ไม่ได้อยู่ในทางของพระเจ้า รวมถึงคนที่ไม่เชื่อด้วย”ที่ต้องแตกเป็นชิ้น”คือต้องถูกพิพากษาเมื่อวันเวลานั้นมาถึง
และข้อนี้ก็ยังบอกต่อไปว่า”..พระองค์จะทรงประทานกำลังแก่พระราชาของพระองค์ และจะทรงเสริมอำนาจของผู้ที่พระองค์ทรงเจิมไว้” ซึ่งก็คือ..พระเยซูคริสต์ นั่นหมายความว่าเมื่อวันพิพากษามาถึงเราทุกคนที่เชื่อในพระเยซู..ก็จะได้รับศักดิ์ศรีให้ครอบครองร่วมกับพระองค์ด้วย บทเพลงของฮันนาห์ก็จบลงตรงนี้...
สัปดาห์หน้าเราจะไม่เจอกัน ครูหนุ่ยจะเข้ามาทักทายพวกเรา แล้วอาทิตย์ที่ 24:1:2010 เรามาต่อหนังสือซามูเอลบทที่๓.กันนะคะ พระเจ้าอวยพรค่ะ

วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2552

พระธรรม”นางรูธ” ครั้งที่2 อาทิตย์ที่27:12:2009(จบ)

ดูนรธ.2:1-3 ตอนที่รูธกลับมาที่ยูดาห์กับแม่สามีเป็นช่วงต้นฤดูเก็บเกี่ยวข้าวบาเล่ย์ พอมาถึงรูธก็สำแดงให้เห็นเลยว่า เธอเนี่ย...ตั้งใจที่จะมาร่วมทุกข์ร่วมสุขกับแม่สามีอย่างแท้จริง รูธทำอะไร รูธไม่งอมืองอเท้า....ออกปากขอนาโอมีออกไปเก็บรวงข้าวที่ตกในนา (จำได้มะ ที่เคยเรียนไปแล้วฉธบ. “ที่พระเจ้าทรงมีพระบัญญัติให้ทิ้งฟ่อนข้าวในนา เพื่อที่คนยากจนจะได้อาศัยเก็บกิน”) ข้อนี้..บอกให้เรารู้ว่า ถึงรูธจะเป็นต่างชาติแต่ก็รู้ธรรมบัญญัติของชาวยิว ซึ่งน่าชมเชยมาก เพราะยิวแท้ๆบางคนไม่รู้จะจำได้ป่าว เราก็เหมือนกัน..เป็นคริสเตียนน่ะ รู้เรื่องถ้อยคำพระเจ้ามากแค่ไหน (อันนี้ต้องคิดดูให้ดี) ในข้อที่๓.บอกว่า รูธก็เลยออกไปเดินตามหลังคนเกี่ยวข้าว คอยเก็บข้าวที่เขาทำตกในนาของโบอาส ทีนี้โบอาสเป็นใคร......... ถ้าจะพูดให้เรานึกออกหรือปะติดปะต่อได้จากที่เราเรียนมา ก็คือ โบอาส เป็นลูกของสัลโมน กับนางราหับ (ราหับ ชาวเมืองเยรีโค ที่ช่วยซ่อนคนสอดแนมของอิสราเอลไว้ในสมัยที่โยชูวาจะเข้าบุกยึดคานาอัน จำได้มะ ที่สัญญาว่าจะไว้ชีวิตกันแล้วก็ให้ราหับผูกด้ายแดงไว้ที่หน้าต่าง)
แล้วโบอาสก็เป็นคนเผ่ายูดาห์ เป็นญาติสนิทที่เกิดในตระกูลเดียวกับเอลีเมเลคสามีของนาโอมีน่ะแหละ ถึงได้มีสิทธิ์แต่งงานกับรูธตามกฎบัญญัติของพระเจ้า (ส่วนรายละเอียดเดี๋ยวเราก็จะได้เรียนกัน)
ดูนรธ.2:8-10 ตอนที่โบอาสกลับมาแล้วเห็นรูธกำลังเก็บข้าวตกในนา ในข้อที่5บอกว่าเขามีการสอบถามหัวหน้าคนงานแล้วว่า...รูธเป็นใครมาจากไหน พอรู้ที่มาที่ไปแล้วในข้อนี้โบอาสก็เลยพูดกับรูธว่า ”ลูกเอ๋ยจงฟัง..เจ้าไม่ต้องไปไหนหรอกนะอยู่เก็บข้าวตกที่นี่แหละ เราสั่งคนงานให้คอยดูแลเจ้าแล้ว รับรองว่า..จะไม่มีหนุ่มๆมายุ่มย่ามกวนใจเจ้า แล้วถ้าหิวน้ำก็ดื่มได้ตามสบาย พอรูธได้ยินโบอาสพูดอย่างงั้น ก็ก้มกราบลงถึงดินแล้วก็พึมพำด้วยความสงสัยว่า “ทำไมท่านต้องดีกับชั้นขนาดนี้ด้วย ความจริงไม่ต้องดีขนาดนี้ก็ได้เพราะชั้นเป็นแค่คนต่างด้าว บางคนอ่านแล้วอาจจะคิดในใจว่า..สงสัยโบอาสจะมีจุดประสงค์อื่นหรือคิดไม่ดีอะไรทำนองนั้น แต่ไม่ใช่เลย...เพราะเมื่อเรียนต่อไปแล้วเราจะได้เห็นว่า..โบอาสเป็นสุภาพบุรุษทีเดียว และในข้อที่11 บอกว่าเหตุผลของโบอาสก็คือ เพราะเขารู้เรื่องของรูธหมดแล้ว ได้ยินถึงวีรกรรมความสัตย์ซื่อที่รูธได้ปฏิบัติต่อแม่สามี ถึงกับยอมจากบ้านเกิด เมืองนอนมาอยู่กับคนต่างถิ่น คนแปลกหน้าซึ่งมันไม่ใช่เรื่องสนุก โอเค..โบอาสก็คงจะสนใจรูธอยู่บ้าง แต่เขาก็แค่ทำหน้าที่ของตัวเองตามกฎบัญญัติพระเจ้า...ด้วยการแสดงน้ำใจต่อหญิงม่ายและคนต่างด้าว...ก็เท่านั้นเอง
ดูนรธ.2:15-17 ก็เป็นอันว่ารูธได้รับความกรุณามากมายจากโบอาส ทั้งการอนุเคราะห์ข้าวปลาอาหารให้อย่างเต็มที่ แล้วโบอาสก็ยังสั่งคนเกี่ยวข้าวให้ดึงรวงข้าวจากฟ่อนทิ้งให้รูธเก็บด้วย คือเจตนาที่จะทิ้งให้เก็บ รูธจะได้เก็บข้าวได้เยอะๆ แล้วก็เยอะจริงๆเพราะในข้อที่17บอกว่า “พอเก็บถึงเย็นรูธก็ได้ข้าวไปมากถึงหนี่งเอฟาห์ ก็คือ 22ลิตรหรือประมาณ10กิโลกรัม
ดูนรธ.2:19-20 พอนาโอมีเห็นรูธเก็บข้าวกลับมาเยอะแยะก็คงแปลกใจ เลยถามลูกสะใภ้ว่าไปเก็บข้าวที่ไหนมาเนี่ย ทำไมถึงได้เยอะแยะมากมายขนาดนี้ รูธก็เล่าให้ฟังตามจริงไม่ได้ปิดบังอะไร นาโอมีก็เลยบอกรูธว่าจริงๆแล้วโบอาสคือญาติสนิทของสามีรูธน่ะแหละ มาถึงตอนนี้นาโอมีคงจะคิดอะไรในใจบ้างแล้ว....ก็เลยเริ่มวางแผน...ในข้อที่20 นาโอมีพูดว่า “พระกรุณาของพระเจ้าไม่เคยขาดจากผู้ที่มีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้ว..” แปลว่าไร แปลว่า..ลึกๆ แล้วนาโอมีรู้ว่า นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ การที่รูธได้เข้าไปเก็บข้าวตกที่นาของโบอาส..ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นแผนการของพระเจ้า ต้องมาจากพระเจ้าแน่นอน (จริงมะ เพราะเดินประสาไรถึงไปอยู่ในนาของญาติสนิทได้ ทั้งที่รูธเองก็ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร)
ดูนรธ.3:1-5 ในที่สุดนาโอมีก็ตกลงใจที่จะให้รูธเป็นหลักเป็นฐานซะที แล้วเท่าที่เห็นก็มีโบอาสนี่แหละที่เข้าตาที่สุด ที่สำคัญโบอาสก็เป็นญาติที่นับว่าสนิทด้วย นาโอมีก็เลยเริ่มชี้ทางสอนให้รูธรู้จักวิถีปฏิบัติตามธรรมเนียมของคนยิว ถ้าจะพูดหยาบๆก็คือเหมือนทอดสะพานนะ แต่มันไม่ได้น่าเกลียดเหมือนที่เราเข้าใจในแบบปัจจุบัน เพราะมันเป็นวิถีปฏิบัติที่สุภาพ ถูกต้องตามธรรมเนียม และเป็นที่รู้กันว่า...ถ้าทำอย่างงี้หมายความว่าอะไร แล้ววิธีที่นาโอมีสอนให้รูธทำก็คือ “นาโอมีบอกให้รูธอาบน้ำ แต่งตัว ทาน้ำมันให้เรียบร้อย...ก็ประมาณอาบน้ำ ทาแป้ง ประพรมน้ำหอมให้สะอาดสะอ้าน แล้วลงไปหาโบอาสที่ลานนวดข้าวในเวลากลางคืน แต่คือต้องแอบๆไปอย่าให้ประเจิดประเจ้อ แล้วหาดูว่าโบอาสนอนที่ไหน..ก็ให้เข้าไปหาแล้วก็เปิดผ้าคลุมเท้าของเขาขึ้น อันนี้ไม่ใช่การยั่วยวนนะ แต่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สุภาพและเป็นที่เข้าใจกัน “ว่าญาติสนิทมีสิทธิ์ที่จะไถ่นาของหญิงม่าย” (แล้วอยู่ดีๆการไถ่นาขายนามันมาเกี่ยวอะไรด้วย) เกี่ยว..เพราะการไถ่นามันหมายรวมถึงว่าคนๆนั้นต้องเต็มใจที่จะรับหญิงม่ายนั้นมาเป็นภรรยา แล้วก็ดูแลรับผิดชอบครอบครัวของเขาด้วย เพราะตามวัฒนธรรมของชาวยิวเนี่ย...มรดกตกทอดต้องเป็นของลูกชายหรือญาติสนิทที่เป็นผู้ชายเท่านั้น หญิงม่ายจะไม่มีสิทธิ์อะไรทั้งนั้น ทีนี้ทำไมต้องเปิดผ้าคลุมเท้า.....ก็เพื่อให้หนาวแล้วจะได้ตื่น อันนี้เป็นวิธีปลุกอย่างสุภาพ พอนาโอมีสอนรูธทุกขั้นทุกตอนแล้วในข้อที่๕.ก็บอกว่า “รูธรับปากแม่สามีว่าเธอจะทำตามทุกอย่าง” (ว่านอนสอนง่ายจริงๆ)
ดูนรธ.3:6-9 คืนวันหนึ่งรูธก็อาบน้ำแต่งตัวเสร็จสรรพก็ลงไปที่ลานนวดข้าว ทำตามที่แม่สามีบอกทุกอย่าง ประมาณเที่ยงคืนโบอาสก็ตื่นขึ้นด้วยความหนาว เพราะอะไร...ก็รูธไปเปิดผ้าคลุมเท้าของเขาออกตามที่นาโอมีสั่งไง พอตื่นขึ้นมาเห็นผู้หญิงมานอนอยู่ปลายเท้าก็ตกใจ ถามว่าเธอเป็นใครรูธตอบว่าไง”ชั้นคือรูธคนใช้ของท่าน ช่วยกางชายเสื้อของท่านห่มคนใช้ของท่านด้วย” เนี่ยเป็นสำนวนสุภาพในการที่จะขอให้โบอาสยอมรับเธอเป็นภรรยา เพื่ออะไร...เพื่อที่รูธจะได้มีคนดูแลและสามารถที่จะมีลูกสืบสกุลต่อไปได้ ซึ่งโบอาสก็เข้าใจความหมายดี ในข้อที่10 โบอาสบอกว่า”..ขอพระเจ้าอวยพรเจ้า เพราะสิ่งที่เธอทำครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความสัตย์ซื่อและมีน้ำใจต่อนาโอมีมากกว่าครั้งไหนๆ เพราะรูธไม่เคยคิดจะไปหาสามีหนุ่มๆไม่ว่ารวยหรือจน แต่กลับเชื่อฟังนาโอมีทุกอย่าง ซึ่งถ้ารูธเป็นผู้หญิงมักง่ายไม่สนใจธรรมเนียมปฏิบัติของยิวหรือรังเกียจคนที่แก่กว่ามาก....รูธก็คงไม่เชื่อฟังนาโอมีในเรื่องนี้ เพราะจริงๆโบอาสนี่ก็อายุมากแล้ว...น่าจะรุ่นๆเดียวกับเอลีเมเลค (คือพ่อของสามี) ถึงตอนนี้โบอาสก็เลยรู้สึกนับถือน้ำใจของรูธมากจริงๆแล้วก็เต็มใจที่จะดูแลรูธ ไม่ได้รังเกียจอะไร แต่มันยังติดอยู่เรื่องหนึ่ง...คืออะไร
ดูนรธ.3:12-13 ปัญหาเรื่องเดียวก็คือโบอาสเป็นญาติสนิทก็จริงแต่ยังมีอีกคนที่สนิทกว่า ก็หมายความว่า...มีสิทธิ์ในตัวรูธมากกว่าโบอาส โบอาสก็เลยตกลงกับรูธว่า”พรุ่งนี้เขาจะไปคุยกับญาติคนนี้เอง ว่าเขาเต็มใจที่จะดูแลรูธมั๊ย ถ้าเขาโอเค...รูธก็แต่งงานกับเขาไปเถอะ แต่ถ้าเขาปฏิเสธโบอาสก็เต็มใจที่จะรับรูธเป็นภรรยา พอคุยกันเสร็จคืนนั้นโบอาสก็บอกให้รูธนอนที่นั่น แล้วค่อยกลับไปตอนก่อนฟ้าสาง (แต่คืนนั้นโบอาสไม่ได้มีสัมพันธ์อะไรกับรูธนะ...อย่าเข้าใจผิด) แล้วพอตอนเช้าโบอาสก็ยังตวงข้าวบาเล่ย์หกทะนานให้รูธเอากลับบ้านด้วย
ดูนรธ.4:3-4 ในข้อนี้บอกว่า”โบอาสได้ไปพบญาติคนนี้ที่ประตูเมือง (ประตูเมืองเป็นที่ชุมนุมของคนในสมัยนั้น เวลาที่มีเรื่องสำคัญหรือจะกระทำการใดๆตามกฎหมาย) แล้วโบอาสก็พูดเรื่องที่ดินที่นาโอมีอยากจะขาย...ว่าเขาสนใจที่จะซื้อมั๊ยเพราะเขาเป็นญาติที่สนิทที่สุดจึงมีสิทธิ์ที่จะเลือกก่อน โดยโบอาสได้มีการเชิญพวกผู้ใหญ่ให้มาเป็นพยานในการเจรจาครั้งนี้ด้วย (รอบคอบนะ) ทีแรกญาติสนิทคนนั้นตอบทันทีเลยว่า”เขาจะซื้อ”
ดูนรธ.4:5-6 พอโบอาสบอกว่า”ในวันที่เขาซื้อที่ดิน เขาจะได้รูธหญิงม่ายไปเป็นภรรยาด้วย แล้วถ้ามีลูกด้วยกัน ที่ดินนั้นก็จะตกเป็นของลูกซึ่งถือว่าเป็นเชื้อสายของผู้ตายคือมาห์โลน” แค่นั้นแหละ..ญาติสนิทคนนี้ก็เปลี่ยนใจทันที บอกกับโบอาสว่าเขาไม่ไถ่แล้ว ให้โบอาสเอาสิทธิ์นั้นไปจัดการเอง เพราะเห็นภาระและความยุ่งยาก คงต้องบอกว่าญาติสนิทคนนี้เลือกทางที่ง่ายมากกว่าทางที่ถูก (จริงมะ) .....ในชีวิตพวกเราเหมือนกัน ลองถามตัวเองดูดีๆว่าส่วนใหญ่เราเลือกที่จะทำอะไร เราตัดสินใจยังไงกับเรื่องราวในแต่ละวัน เพราะพระเจ้าจะส่งสถานะการณ์มาให้เราต้องเลือกเสมอตั้งแต่เรื่องเล็กถึงเรื่องใหญ่ อาจจะเริ่มจาก... เวลาขับรถถ้าเจอไฟเหลืองแล้วเราทำไง(เตรียมเบรคหรือเหยียบสุดชีวิต) แล้วการทดลองมันก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ หลากหลายเรื่องราวขึ้นด้วย...อย่างเช่น ถ้าเราเจอเงินหรือไปเบิกเงินที่ธนาคารแล้วเขาจ่ายเกินให้เรามาหนึ่งร้อย...เราจะเอาไปคืนเขามั๊ย แล้วถ้าหนึ่งพัน หนึ่งหมื่น หนึ่งแสนหรือหนึ่งล้านล่ะ แน่ใจมั๊ยว่าเราจะคืน (คือน้าตุ๊กยกตัวอย่างอันนี้เพราะมันล่อแหลม เนื่องด้วยมีบางคนคิดว่าอันนี้ถ้าไม่คืนก็ไม่ผิด เพราะชั้นไม่ได้ขโมย แต่ความจริงผิดเห็นๆ) เพราะฉะนั้น เด็กๆเลือกให้ดีในทุกๆเรื่องเพราะในแต่ละวันของเรา มันจะมีรายละเอียดที่เราต้องเลือกเยอะแยะมากมาย แล้วหลายๆครั้งบางคนก็เลือกทางที่ง่ายเพราะคิดว่าเลือกแล้วมันสบาย ตัดปัญหาไปเหมือนอย่างญาติสนิทของนาโอมีคนนี้
ดูนรธ.4:7-8 เมื่อญาติคนที่สนิทกว่าโบอาสยอมสละสิทธิ์ เขาก็ได้แสดงธรรมเนียมการมอบสิทธิ์นี้ให้โบอาสโดย”การถอดรองเท้ามอบไว้ให้เป็นหลักฐาน” อันนี้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่อิสราเอลสมัยนั้นเขาทำกันเพื่อยืนยันข้อตกลงตามกฎหมายโดยมีผู้ใหญ่เป็นพยาน ก็เป็นอันว่าโบอาสก็เลยได้รับสิทธิ์ญาติสนิทของมาห์โลนมาเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งในการนี้มันทำให้เกิดผลสามอย่างคือ
๑.เขาจะสืบเชื้อสายในนามของเอลีเมเลคและมาห์โลน
๒.ก็คือ เขาจะเป็นผู้ไถ่ที่ดินของนาโอมี
และ๓.เขาจะได้แต่งงานกับรูธอย่างถูกต้อง
ดูนรธ.4:11-12ทั้งประชาชนและผู้นำที่อยู่ในเหตุการณ์ก็บอกว่าจะเป็นพยานให้แก่รูธและโบอาส พร้อมทั้งทูลต่อพระเจ้าให้ทรงอวยพรพงพันศ์ของทั้งคู่ ให้เจริญรุ่งเรืองเหมือนอย่างบรรพบุรุษ
ดูนรธ.4:13-15 ในที่สุดเมื่อโบอาสกับรูธได้แต่งงานกันเขาก็มีลูกชายคนหนึ่ง ชาวบ้านก็ร่วมกันอวยชัยให้พรขอให้ลูกคนนี้ของรูธมีชื่อเสียงเลื่องลือในวงศ์วานอิสราเอล แล้วก็ขอให้เด็กคนนี้เลี้ยงดูนาโอมียามแก่เฒ่าเพราะ....เขาเกิดจากลูกสะใภ้ที่รักและดีกับนาโอมีมากยิ่งกว่าลูกชายเจ็ดคน
นรธ.4:16-17 บุตรของโบอาสคนนี้ชื่อว่า”โอเบส”ซึ่งเป็นบิดาของเจสซี พ่อของก.ดาวิด เพราะฉะนั้นรูธก็เท่ากับเป็นย่าทวดของก.ดาวิด และก็เป็นบรรพบุรุษของพระเยซูคริสต์โดยตรงตามเชื้อสายด้วย
ทั้งหมดนี้คือผลของความรัก ความสัตย์ซื่อและเสียสละ เด็กๆจะเห็นว่าทั้งสามคนในเรื่องนี้ คือนาโอมี รูธ แล้วก็โบอาส ทั้งสามคนยอมทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดี นาโอมีก็เป็นแม่สามีที่ไม่เห็นแก่ตัว รูธก็ทั้งรักและสัตย์ซื่อกับแม่สามีสุดชีวิต ส่วนโบอาสก็ยอมทำหน้าที่ญาติสนิทด้วยความชื่นชมยินดี ยอมไถ่ที่ให้นาโอมีแล้วก็รับรูธซึ่งเป็นหญิงม่ายมาเป็นภรรยา ซึ่งจริงๆแล้วเรื่องอย่างงี้ อาจผู้ชายหลายคนทำใจรับไม่ได้นะ แต่โบอาสยอมทำอย่างเต็มใจเหมือนที่พระคริสต์เต็มใจไถ่บาปให้เรา ซึ่งถ้ามองฝ่ายวิญญาณแล้ว..สภาพเราก็ยับเยินไม่ได้ต่างจากรูธหรือนาโอมีหรอก แต่พระเยซูไม่เคยรังเกียจเราเลย....พระองค์ไถ่เราด้วยความรัก ไม่เคยบ่นว่าในความบกพร่องของเรา แล้วก็ไม่เคยเอือมระอากับความผิดซ้ำซากที่เราทำ.....ตราบใดที่เราสำนึกผิดแล้วก็กราบลงขอโทษ เราจะได้กลับสู่อ้อมกอดของพระองค์เสมอ
พระธรรม”นางรูธ”ก็จบลงแค่นี้นะคะ เพราะเป็นข้อพระคำภีร์ตอนสั้นๆมีแค่๔บท สัปดาห์หน้าเราจะมาขึ้น หนังสือซามูเอล ฉบับที่๑ แล้วพบกันนะคะ..พระเจ้าอวยพรค่ะ

วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2552

พระธรรม “นางรูธ” ครั้งที่ 1 อาทิตย์ที่ 13:12:2009

“นางรูธ” เป็นใคร นางรูธเป็นสตรีหนึ่งในสี่คนที่เกี่ยวข้องและถูกกล่าวถึงไว้ในพงศ์พันธ์ของพระเยซูคริสต์ อีกสามคนก็คือ ทามาร์ ราหับ และนางมารีย์
น้าตุ๊กขอพูดถึงคนคุ้นเคยที่พระคำภีร์กล่าวถึงบ่อยๆก็แล้วกัน ก็จะเริ่มจาก...
อับราฮัม > อิสอัค > (ยาโคบ+นางเลอาห์) > (ยูดาห์+นางทามาร์)>(สัลโมน+ราหับชาวเยรีโค)
>(โบอาส+นางรูธชาวโมอับ)>โอเบส>เจสซี>ก.ดาวิด จากก.ดาวิดมาทางเชื้อสายของซาโลมอน และต่อมาอีกหลายชั่วคน จนมาถึงโยเซฟ สามีของนางมารีย์ที่ตั้งครรภ์พระเยซูคริสต์โดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์
เรื่องราวของนางรูธ เป็นเรื่องที่ยังอยู่ในสมัยผู้วินิจฉัย (ยุคแห่งการกบฎ ที่อิสราเอลยังไม่มีกษัตริย์ แล้วต่างคนก็ต่างทำตามที่ตัวเองเห็นชอบ) แต่”นางรูธ”เป็นหนังสือที่ได้แสดงให้เห็นว่า “ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่ติดตามพระเจ้าอย่างสุดใจ” พอให้รู้สึกว่า อิสราเอลสมัยนั้นก็ไม่ได้เลวร้ายซะทีเดียว
พระธรรมเล่มนี้เป็นตอนสั้นๆมีแค่สี่บทแต่ไม่ได้แปลว่าไม่สำคัญนะ พระคำภีร์ทุกบททุกตอนจะสั้นจะยาวสำคัญหมด เพราะถือเป็นถ้อยคำของพระเจ้าแล้วก็มีน้ำพระทัยของพระองค์ที่ประสงค์จะสำแดงแก่เราอยู่ในทุกตัวอักษร เด็กๆเข้าใจดีใช่มั๊ยว่าถ้อยคำพระเจ้าสำคัญยังไง เอาง่ายๆเลย..ถ้าปราศจากถ้อยคำของพระเจ้า เราจะไม่มีชีวิต ไม่มีตัวตนอยู่ด้วยซ้ำ จริงมะ..เพราะอย่าลืมว่าทุกสรรพสิ่งบนโลกที่สามารถลอยหน้าอยู่ได้เนี่ย ก็เกิดขึ้นเพราะพระวจนะของพระเจ้า..ที่ตรัสสั่งให้มันเกิดขึ้นทีละอย่างๆ ถ้าไม่งั้นโลกนี้ก็ว่างเปล่า
จุดประสงค์ของพระธรรม”นางรูธ” ก็คือ เพื่อสำแดงให้เห็นแบบอย่างของความรัก ความเสียสละ ความสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าของอิสราเอล รวมถึงการยึดมั่นในวิถีปฏิบัติตามกฎบัญญัติของพระเจ้า ทั้งๆที่เขาเป็น”คนต่างชาติ” (นี่สิน่าคิด) ......เด็กๆเปิดไปดูบทที่๑ เรื่องมีอยู่ว่า...ในสมัยที่ผู้วินิจฉัยปกครองอิสราเอลอยู่เนี่ย มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เกิดการกันดารอาหารขึ้นในอิสราเอล ชายคนหนึ่งชื่อเอลีเมเลคเป็นชาวเมืองเบธเลเฮม คือเป็นคนเผ่ายูดาห์ ก็ได้พาครอบครัวอพยพไปอยู่ที่แผ่นดินโมอับ(ที่อยู่ฝั่งตะวันออกของน.จอร์แดน) ตรงจุดนี้ก็เลยมีบางคนให้ความเห็นว่าเอลีเมเลคเนี่ย น่าจะเป็นหัวหน้าครอบครัวที่(ความเชื่อเป็นไง) คงจะไม่ค่อยวางใจในพระเจ้าซักเท่าไหร่ (เพราะไร) พอวาระแห่งความทุกข์ยากมาถึงก็หอบหิ้วครอบครัวพาออกจากดินแดนที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้ แล้วเรายังจะได้เห็นต่อไปอีกว่า.เขาอนุญาตให้ลูกๆแต่งงานกับหญิงต่างชาติด้วย อันนี้เราพูดกันตามเนื้อผ้านะ ส่วนเรื่องที่ทุกอย่างก็เป็นน้ำพระทัยพระเจ้า เรารู้อยู่แล้ว...แต่ไม่ได้พูดถึงประเด็นนั้น เราพูดถึงการดำเนินชีวิตของเขาที่ดูจะไม่เคร่งครัดในกฎบัญญัติของพระเจ้าเท่าไหร่ แล้วสมาชิกครอบครัวของเอลีเมเลคที่พากันไปอยู่ดินแดนโมอับมีใครบ้าง...ก็มีภรรยาที่ชื่อนาโอมีกับลูกชายสองคน ชื่อมาห์โลนและคิลิโอน
แต่ในขณะที่อยู่ในดินแดนโมอับ เอลีเมเลคก็เสียชีวิต ในข้อที่๔.บอกว่าลูกชายทั้งสองก็ได้ภรรยาเป็นหญิงต่างชาติ คือ เป็นชาวโมอับทั้งคู่ สะใภ้ใหญ่ชื่อ โอปราห์ แล้วสะใภ็เล็กนี่เองคือ “นางรูธ” พระคำภีร์บอกว่าเมื่อเอลีเมเลคหัวหน้าครอบครัวเสียชีวิตไปแล้ว นาโอมีกับลูกชายแล้วก็ลูกสะใภ้ก็ยังใช้ชีวิตอยู่ในโมอับต่อไปอีกสิบปี หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น....
ดูนรธ.1:5-7 ทีแรกก็ดูเหมือนจะอยู่กันดีตามอัตภาพ แต่ไม่นานลูกชายทั้งสอลคนของนาโอมี คือ มาห์โลนกับคิลิโอนก็เสียชีวิตด้วย ทิ้งแม่ให้อยู่ตามลำพังลองคิดดูว่านาโอมีจะระทมทุกข์ขนาดไหน แต่ยังดีที่มีสะใภ้ให้อยู่เป็นเพื่อนก็อยู่กันไปตามประสาแม่หม้าย ในข้อที่๖.บอกว่า นาโอมีได้ข่าวว่า “พระเจ้าทรงเสด็จมาช่วยประชากรของพระองค์ในอิสราเอล ประทานอาหารให้แก่พวกเขาแผ่นดินก็เกิดผลอันอุดมมากมาย นาโอมีก็เลยเป็นไง.....อยากจะกลับไปอยู่ที่ยูดาห์บ้านเก่าของเธอกับสามี
ดูนรธ.1:8-9 พอจะกลับไปอยู่ที่อิสราเอลนาโอมีก็อนุญาตให้สะใภ้ทั้งคู่กลับบ้าน เพื่อจะได้ไปมีครอบครัวใหม่ ในข้อที่๘.นาโอมีได้พูดว่า “...ขอพระเจ้าทรงเมตตาต่อเจ้าทั้งสอง ดังที่เจ้าได้เมตตาต่อผู้ที่ตายไปแล้วและต่อแม่” ประโยคนี้บอกอะไรเรา ก็บอกให้เรารู้ว่าสะใภ้ต่างชาติของนาโอมีทั้งสองคนนี้น่าจะเป็นภรรยาที่ดีพอสมควร แล้วก็คงจะทำหน้าที่ปรนนิบัติสามีและแม่ของสามีด้วย...ได้อย่างสมบูรณ์ นาโอมีถึงเอ่ยปากชมและขอพระเจ้าอำนวยพรให้แก่ลูกสะใภ้ทั้งคู่ แต่พอนาโอมีจูบลาสะใภ้ ทั้งสองคนก็ร้องไห้กันใหญ่
ดูนรธ.1:10-11 สะใภ้ทั้งสองคนของนาโอมีบอกว่าจะขอกลับไปอยู่ที่อิสราเอลด้วย แต่นาโอมีบอกว่า อย่าเลย..กลับบ้านตัวเองไปเถอะ เพราะถึงยังไงนางก็ไม่มีลูกชายเหลือให้สืบสกุลอีกแล้ว กลับบ้านไปยังจะมีโอกาสได้แต่งงานใหม่แล้วก็มีลูก สิ่งที่นาโอมีทำเนี้ย มันเป็นการแสดงให้เห็นว่า...นาโอมีเห็นแก่ตัวมะ ไม่เลยเพราะนาโอมีสนับสนุนให้ลูกสะใภ้ไปมีครอบครัวใหม่ ไม่ได้หวงสะใภ้ไว้เพื่อให้อยู่ดูแลตัวเอง ซึ่งจริงๆแล้วถ้านาโอมีคิดจะทำอย่างงั้น ทำได้มะ..ได้แน่นอน (ถึงสมัยนี้ก็เหอะ ถ้าใครบังเอิญได้แต่งเข้าไปเป็นลูกสะใภ้คนจีนก็จะรู้ซึ้งเลยล่ะ..ว่าส่วนใหญ่แม่สามีก็ซูสีไทเฮาดีๆนี่เอง) ว่าแล้วทั้งสามคนก็ร้องไห้กันอีกรอบ แล้วโอรปาห์ก็จูบลาแม่สามีแล้วก็ยอมกลับบ้านไป นาโอมีก็เลยบอกให้รูธกลับไปมั่ง แล้วรูธว่าไง
ดูต่อนรธ.1:16-17เป็นไง..เกิดมาเคยเห็นมะ แม่ผัวลูกสะใภ้รักกันมากขนาดนี้..น้าตุ๊กไม่เคย นางรูธบอกว่า แม่ไปไหน..ไปด้วย ตายไหน..ตายกัน ญาติแม่..ก็เหมือนญาติชั้น พระเจ้าของแม่..จะเป็นพระเจ้าของชั้นด้วย นี่คือตัวอย่างของสตรีที่มีความสัตย์ซื่อต่อสามีและวงศ์ตระกูลของสามี สืบเนื่องจนเป็นสายใยให้รูธจงรักภักดีต่อพระเจ้า ผลก็คือรูธได้รับพระพรอันยิ่งใหญ่ที่ประวัติศาสตร์ต้องบันทึกไว้ เพราะเธอได้เป็นพงศ์พันธ์ที่พระเยซูคริสต์ทรงมาบังเกิด สมชื่อ”รูธ”จริงๆเพราะรูธแปลว่า”คู่ชีวิต”แล้วหญิงที่ควรค่าจะเป็นคู่ชีวิตของใครซักคนก็ควรที่จะมีคุณสมบัติเหมือนนางรูธ เอาคล้ายๆก็ได้หรือแค่ใกล้เคียงก็พอ (จะมีมั๊ยเนี่ย)
แล้วข้อพระคำภีร์ตอนนี้ก็บอกย้ำเราอีกที ว่ายิวไม่ใช่ชนชาติเดียวที่พระเจ้าจะทรงรักและเลือกเข้ามารับความรอด แต่พระเจ้ากำหนดความรอดไว้เพื่อ...คนทุกชาติ ทุกภาษา
แล้วสุดท้าย นาโอมีก็ใจอ่อนยอมพารูธกลับมาที่ยูดาห์ด้วย ตอนไปไปกันสี่คน กลับมายังดีมีลูกสะใภ้ไม่งั้นต้องเหลือตัวคนเดียว แต่จะเหลือกี่คนไม่สำคัญ ที่สำคัญคือยังไงก็ต้องกลับมาที่เบธเลเฮม..แล้วรูธก็ต้องกลับมาด้วย เพราะนี่คือส่วนหนึ่งในแผนการของพระเจ้าที่ทรงกำหนดไว้แล้วว่าก.ดาวิดและพระเยซูคริสต์ต้องทรงบังเกิดที่ไหน..ที่เบธเลเฮม เพราะฉะนั้น ไม่ว่านาโอมีจะต้องมาในสภาพไหนหรือเธอเองจะรู้สึกยังไง จริงๆแล้ว..ก็ไม่สำคัญเพราะสิ่งที่สำคัญ...คือเธอจะต้องกลับมาเพื่อให้ทุกอย่างได้สำเร็จตามพระวจนะของพระเจ้า
ดูนรธ.1:19-21 พอนาโอมีกับรูธกลับมาถึงเบธเลเฮม ชาวบ้านก็แตกตื่นพูดกันประมาณว่า “นี่นาโอมีจริงๆหรือ” ทำไมชาวบ้านถึงแปลกใจ เชื่อว่าตอนอยู่ที่ยูดาห์เอลีเมเลคกับนาโอมีคงมีฐานะค่อนข้างดีเพราะในข้อที่๒๑.นาโอมีบอกว่าเธอมีพร้อมทุกอย่างตอนที่จากไป แต่กลับมาในสภาพที่ยากไร้แถมเหลือตัวคนเดียว เด็กๆนึกออกมะคนเราเวลาที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดีแล้วก็มีความทุกข์ที่ต้องสูญเสียทั้งสามีและลูก มันก็คงจะดูโทรมๆหน่อยจนคนจำแทบไม่ได้ ตามวิสัยชาวบ้านก็เลยพูดกันไปประมาณว่า “เนี่ยเหรอ นาโอมีจำแทบไม่ได้เลย..อะไรประมาณนั้น” ส่วนนาโอมีก็พูดกับชาวบ้านว่าอย่าเรียกชั้นว่านาโอมีเลย เพราะ นาโอมีมันแปลว่า “สุขสบาย” แต่ตอนนี้ชั้นไม่ได้สบายเหมือนชื่อ เพราะฉะนั้นเรียกชั้นว่า”มารา”น่าจะเหมาะกว่าเพราะมาราแปลว่า”ขม”(ขมขื่น) คำเดียวกับที่อิสราเอลเจอน้ำขมที่มาราห์ ในอพย.15
วันนี้เอาไว้แค่นี้ก่อนนะคะเวลาหมดแล้ว สัปดาห์หน้าไม่มีการเรียนการสอนในชั้นเรียนเพราะเราจะฉลองคริสมาสตร์ด้วยกันที่โบสถ์ แล้วอาทิตย์ที่27:12:2009 เราจะมาต่อเรื่องของนางรูธกัน
เมอร์รี คริสมาสตร์ค่ะ

วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2552

บทความพิเศษวันพ่อ "รักวิเศษขององค์พระผู้เป็นเจ้า" อาทิตย์ที่6:12:2009

สวัสดีค่ะเด็กๆและสุขสันต์วันพ่อสำหรับคุณพ่อทุกคน สัปดาห์นี้เป็นการทดสอบพระธรรมผู้วินิจฉัยก็เลยไม่มีเนื้อหาในชั้นเรียน แต่น้าตุ๊กมีเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกในแง่มุมที่หลากหลายมาฝาก "วันพ่อ" สำหรับคนส่วนใหญ่ฟังดูแล้ว..คงจะให้ความรู้สึกอบอุ่นและอบอวลไปด้วยความรัก มีกลิ่นอายของความเป็นครอบครัว แต่สำหรับบางคนแล้ว..อาจไม่ใช่ มากไปกว่านั้นทุกครั้งที่ถึงวันพ่อ ก็จะรู้สึกร้าวรานใจอยู่ลึกๆ มากน้อยก็ต่างกันไปตามประสบการณ์ที่แต่ละคนได้รับ
สำหรับครอบครัวที่อบอุ่นมีคุณพ่อที่ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างยอดเยี่ยม...เสียสละ...เป็นแฟมิลี่แมน "วันพ่อ"คงเป็นวาระที่ครอบครัวจะได้แสดงความรักและเห็นคุณค่าต่อกันอย่างเต็มหัวใจ แต่กับอีกหลายๆคนที่บังเอิญโชคไม่ค่อยดีอาจมีคุณพ่อที่ค่อนข้างร้ายกาจ ซึ่งความร้ายกาจของพ่อก็จะมีมากน้อยต่างกันไป อาจจะมีตั้งแต่งี่เง่าเล็กน้อย เอาแต่ใจตัวเองจนถึงเอาแต่ได้ ยอมหักไม่ยอมงอ เจ้ายศเจ้าอย่าง ยึดมั่นถือมั่น เอาตัวเองเป็นใหญ่ไร้เหตุผล ยิ่งแก่ยิ่งเลอะ ไปจนถึงมักสร้างความเดือดร้อนให้ลูกหลาน หนักหน่อยก็ถึงขนาดข่มเหงรังแกทำร้ายลูกตัวเองก็มี ทั้งหมดนี้ก็คือ"พ่อ"เช่นกัน
ในวันที่ความรักของพ่ออบอวลไปทั่วประเทศในจิตใจของบางคนก็อาจรู้สึกชอกช้ำโดยไม่ตั้งใจ บางคนก็ทะเลาะกับพ่ออยู่ บางคนไม่พูดกับพ่อมาเป็นปี พ่อบางคนโกรธลูกถึงกับไม่ให้มาเผาผี ลูกบางคนถูกพ่อขายไปก็มี สารพัดเรื่องไม่ดีเกี่ยวกับพ่อในโลกนี้...มีอยู่จริง แล้วถ้าเราคือหนึ่งในกลุ่มที่พูดถึงนี้ล่ะ...เราควรจะทำอย่างไร
ในทางของพระเจ้า พระองค์สอนไว้อย่างชัดเจน...ว่าทุกคนต้องให้เกียรติบิดา มารดา (เอเฟซัส6:2) เพราะฉะนั้นลูกทุกคนก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเอง คือให้ความรัก เอาใจใส่ และเลี้ยงดูพ่อแม่ยามแก่ชรา อันนี้ถือเป็นมาตรฐานที่ทุกคนควรทำส่วนรายละเอียดที่มากไปกว่านี้ เช่น พ่อแม่บางคนที่ไม่ได้พอใจแค่นี้..ก็มี พ่อแม่ที่บ้าอำนาจก็มี พ่อแม่ที่อิจฉาลูกหลานก็มี พ่อแม่ที่เรียกร้องความสนใจมากเกินไปก็มี พ่อแม่ที่ต้องการทรัพย์สินเกินกำลังลูกก็มี พ่อแม่แบบแปลกๆก็สารพัดที่จะมี เกินกว่าจะบรรยายได้หมด แต่ก็ไม่เป็นไร น้าตุ๊กขอหนุนใจลูกๆที่มีพ่อแม่แบบนี้ว่า "ทำให้ดีที่สุด เท่าที่เรามีกำลัง" เพราะพระคำภีร์ก็บอกไว้เช่นกันว่า (เอเฟซัส6:4) "ฝ่ายท่านที่เป็นบิดา อย่ายั่วบุตรของตนให้เกิดโทสะ.." หมายความว่าถึงคุณจะเป็นพ่อเป็นแม่..ก็ใช่ว่าจะงี่เง่าได้อย่างไร้ขีดจำกัด ถือว่าเป็นพ่อแม่แล้วจะไร้เหตุผลยังไงก็ได้..ไม่ใช่ พระคำภีร์ตอนนี้ระบุไว้เพื่อให้ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองให้ถูกต้องและดีที่สุด ส่วนในมุมมองของน้าตุ๊กแล้วอยากสอนเด็กๆว่า "พ่อแม่ ก็คือ พ่อแม่..จะถูกผิดยังไงเขาก็คือคนที่พระเจ้าเลือกให้เป็นพ่อแม่ของเรา มียีนส์เด่น ยีนส์ด้อยหรือดีเอ็นเอที่พระเจ้าทรงเห็นชอบให้เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นตัวเรา เพราะฉะนั้น..มันต้องดีต่อแผนการของพระเจ้า และเราก็มีหน้าที่ต้องสำแดงความรักของพระเจ้าต่อพ่อแม่(ที่แม้จะรังแกเราตลอดเวลา) พยายามมองผ่านความผิดพลาดของท่านด้วยความเข้าใจและด้วยความรักของพระเจ้า อย่ามัวน้อยใจว่าทำไมพ่อเราไม่เหมือนพ่อของคนอื่น ทำไมถึงขยันทำร้ายจิตใจของลูก หรือทำไมไม่เคยพอใจในสิ่งที่ลูกทำให้เลย น้าตุ๊กขอหนุนใจทุกคนที่มี"คุณพ่อ"ที่ค่อนข้างจะไม่น่ารักให้อดทน อย่าลืมว่า"พ่อ"ก็คือมนุษย์มีเนื้อหนังและสามารถทำผิดพลาดได้ จริงอยู่ที่มีคำกล่าวว่า"ความรักของพ่อแม่นั้นยิ่งใหญ่" แต่สำหรับคริสเตียนเรามี"ความรักของพระเจ้า"ที่ยิ่งใหญ่กว่า เพราะ"พระองค์รักเราอย่างไม่มีเงื่อนไข" ซึ่งความรักแบบนี้หาไม่ได้ในตัวมนุษย์ เพราะฉะนั้น อย่าท้อใจถ้าคุณพ่อของเราจะไม่น่าชื่นใจซักเท่าไหร่ เพราะเรามี"พระเจ้า"เป็นพ่อที่แสนวิเศษฐ์ มีความรักที่วิเศษฐ์สุดซึ่งมนุษย์ไม่มี นับว่าโชคดีกว่ามีพ่อดีๆซะอีก แล้วถ้าเราฝึกฝนที่จะรักผู้อื่นในแบบ"รักของพระเจ้า" เราก็จะติดสนิทแนบแน่นกับพระองค์และสัมผัสได้ถึงอิสระภาพที่เกิดขึ้นในใจ เราจะหลุดพ้นจากพันธนาการทั้งปวง แล้วจะไม่มีใครทำให้เรารู้สึกเศร้าใจหรือเจ็บปวดมากมายได้อีก เพราะความจริงเกี่ยวกับเรื่องราวความรักของพระเจ้าจะเติมหัวใจของเราให้เต็มล้น..จนไม่มีที่ว่างไว้ให้เราต้องการจากใครอีก ถึงตอนนี้ต้องขอปรบมือให้ผู้แต่งเพลงรักวิเศษ ที่สามารถถ่ายทอดบทเพลงเรื่องราวความรักของพระเจ้าออกมาได้อย่างชัดเจน และซาบซึ้งตรึงใจ
"....เพราะรักวิเศษเช่นนี้ ไม่มีในผู้อื่น มีเพียงในรักขององค์พระเจ้าเท่านั้น
ขอทรงโปรดสอนหัวใจ...ว่ารักที่แท้เป็นเช่นใด รักเหมือนดัง..พระองค์
เพื่อข้าจะรักพระองค์มากกว่า มากกว่าสิ่งใดในชีวิตข้า ทุกสิ่งที่ข้ามีเป็นเพียงของที่ชั่วคราว
แต่ความรักของพระเจ้า...นั้นมั่นคงยืนนาน
(ให้โลกนี้ได้รู้จักกับความรักที่คงมั่น..รักแท้ในพระองค์)
คำที่ว่า"ขอทรงโปรดสอนหัวใจ ว่ารักที่แท้เป็นเช่นใด.."น่าจะถูกใส่ไว้ให้เป็นคำอธิฐานของพวกเราด้วย เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่พระเจ้าทรงนำให้เรารู้จักกับความรักแบบพระองค์แล้ว ความสุขและอิสระภาพที่เกินคำบรรยายจะเกิดขึ้นกับเรา เพราะ..เราจะรักแบบพระเจ้า คือ เลิกแสวงหาความสมบูรณ์พร้อมในตัวมนุษย์...(เพราะมันหาไม่ได้) เลิกหวังสิ่งตอบแทน..(เพราะมันไม่จำเป็นแล้วสำหรับเรา) เลิกคาดหวังในตัวผู้อื่น และเราก็จะผิดหวังน้อยลง เจ็บปวดน้อยลง โกรธน้อยลง แต่เราจะมีความสุขมากขึ้น ใจกว้างขึ้น มีมุมมองที่ฉลาดขึ้น มีอิสระมากขึ้นเพราะเราจะไม่ติดยึดกับอารมณ์ ความรู้สึก หรือแม้แต่กฏเกณฑ์ที่มนุษย์สร้างขึ้น สุดท้ายจะไม่มีอะไรในโลกนี้ที่สามารถเหนี่ยวรั้งเราไว้ได้ จะไม่มีอะไรในโลกที่เราจะเสียดาย..จนไม่อยากจากไป
ขอพระคุณความรักและฤทธิ์อำนาจอันบริบูรณ์ของพระเจ้าปกคลุมอยู่เหนือคุณพ่อและลูกๆทุกคน
สุขสันต์วันพ่อค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

หนังสือผู้วินิจฉัย ครั้งที่ 8 (ตอนจบ) อาทิตย์ที่ 29:11:2009

เรื่องของคนเลวีและภรรยาน้อยของตน
ดูผวฉ.19:1-4 มีชายเลวีคนหนึ่ง ที่ภรรยาน้อยเกิดนอกใจและหนีเขา กลับไปอยู่บ้านเดิมกับพ่อที่เขตของเผ่ายูดาห์ เลวีคนนี้ก็ตามไปง้อเพราะยังรักเมียคนนี้อยู่ พอได้คืนดีกันแล้วพ่อตาก็ดีใจจนไม่อยากให้กลับไป ก็เลยมีการหน่วงเหนี่ยวให้กินอยู่หลับนอนกันอยู่หลายวัน จนถึงวันที่ห้าเลวีคนนี้กับภรรยาน้อยถึงได้เดินทางกลับบ้าน
ดูผวฉ.19:11-15 พอเดินทางมาใกล้ถึงเมืองเยบุส (ซึ่งก็คือ เมืองเยรูซาเล็ม) ก็ใกล้จะเย็นแล้ว คนรับใช้ของเขาก็แนะนำให้หยุดพักค้างคืนที่เมืองนี้ แต่คนเลวีไม่ยอมเพราะชาวเมืองเยบุสหรือชาวเยรูซาเล็ม..เป็นคนคานาอันไม่ใช่คนอิสราเอล ชายเลวีก็เลยบอกให้รีบเดินทางต่อไปอีกหน่อย แล้วค่อยไปพักค้างคืนที่เมืองกิเบอาห์ในเขตของเผ่าเบนจามินจะดีกว่า เพราะเป็นคนอิสราเอลด้วยกัน (คิดว่า..น่าจะปลอดภัยดี) แต่พอมาถึงเมืองกิเบอาห์ก็มืดแล้ว พวกเขาก็เลยไปนั่งอยู่ที่ลานเมืองแล้วก็ไม่มีใครมาชวนให้ไปพักที่บ้านเลย ซึ่งตามปกติคนสมัยก่อนถ้าเห็นใครมาเยือนถึงเรือนถึงถิ่นก็มักจะต้อนรับขับสู้อย่างดี ไม่เหมือนสมัยนี้...หรืออย่างน้อยก็ต้องสอบถามว่าเป็นใครมาจากไหน แล้วยิ่งถ้าได้ความว่าเป็นคนอิสราเอลเหมือนกันหรือเป็นคนชาติเดียวกัน ก็ยิ่งจะต้องดูแลเป็นพิเศษ...แต่นี่ไม่ใช่
ดูผวฉ.19:16-18 / 19-21 ยังโชคดีที่มีชายแก่คนนึงซึ่งเป็นคนเอฟราอิม(คนบ้านเดียวกัน)ผ่านมาเห็นแล้วเข้ามาทักทาย พอไต่ถามที่มาที่ไปกันเรียบร้อยแล้วก็ชวนให้ไปนอนที่บ้าน ไม่งั้นคงต้องนอนกันที่ลานเมือง แล้วหลังจากนั้นพวกเขาก็กินข้าวด้วยกันอย่างมีความสุข แล้วเป็นไงต่อ...
ดูผวฉ.19:22-24 ในขณะที่กำลังดื่มกินกันอย่างเพลิดเพลิน ก็มีพวกนักเลงซึ่งเป็นชาวเมืองกิเบอาห์ (หมายความว่า เป็นคนอิสราเอลด้วยกันเนี่ย) มาทุบประตูบ้าน ร้องบอกให้ส่งชายเลวีคนนั้นออกไปให้พวกเขาสังวาส คือต้องการที่จะร่วมหลับนอนกับเพศเดียวกัน (พูดง่ายๆเป็นเกย์น่ะแหละ) แล้วชายแก่ที่เป็นเจ้าของบ้านก็บอกนักเลงพวกนั้นว่า
”อย่าทำอย่างงี้เลย เอาอย่างงี้มั๊ย เรามีลูกสาวที่ยังบริสุทธิ์อยู่คนนึงกับเมียน้อยของชายคนนี้ จะเอาไปทำอะไรก็ได้ แต่ขออย่างเดียว..คืออย่าทำลามกกับผู้ชายด้วยกันเลย
ดูผวฉ.19:25-26/29-30 ข้อนี้บอกว่า “เมื่อชายเลวีเห็นท่า..ว่า พวกนักเลงคงจะไม่ยอมง่ายๆ ก็เลยจับเมียตัวเองผลักออกไปให้คนพวกนั้น..” (อันนี้เลยไม่รู้ว่า จริงๆแล้วไม่รักเมีย หรือว่ารักมาก...แต่ชั้นกลัวกระเทยมากกว่า เลยยอมส่งเธอไปตายแทน) ปรากฎว่าเมียก็เลยโดนข่มขืนจนตาย ชายเลวีก็อุ้มศพเมียกลับบ้านแล้วจัดการหั่นออกเป็นสิบสองท่อน คืออันนี้เป็นวิธีของคนอิสราเอลในสมัยนั้น ในการที่จะเรียกพี่น้องเผ่าต่างๆให้มาช่วยแก้แค้นหรือมาช่วยรบกับศัตรู
ดูผวฉ.20:1-2/12-14 หลังจากที่ชายเลวีได้ส่งชิ้นส่วนของภรรยาไปให้อิสราเอลทุกเผ่าแล้ว คนอิสราเอลทั่วประเทศก็มารวมตัวกัน พอสอบถามเรื่องราวความเป็นมาของเหตุร้ายจากชายเลวีเรียบร้อยแล้ว ก็เห็นพ้องต้องกันว่า พวกอันธพาลที่เป็นชาวเมืองกิเบอาห์เนี่ย..สมควรที่จะโดนลงโทษ พวกเขาก็เลยยกกันไปที่เผ่าเบนจามิน ในชั้นแรก.คนอิสราเอลก็ขอให้เผ่าเบนจามินส่งตัวพวกที่ทำผิดออกมารับโทษ แต่ชาวเผ่าเบนจามิน..ไม่ยอม กลับเข้าข้างคนเมืองกิเบอาห์ที่ทำผิด แล้วก็ยังตั้งท่าเตรียมจะรบกับอิสราเอลทั้งประเทศอีกด้วย
ดูผวฉ.20:18-21 ก่อนที่จะไปรบกับเผ่าเบนจามิน อิสราเอลทูลถามพระเจ้าว่า..เผ่าไหนที่ควรจะนำหน้าไปในการรบ ซึ่งพระเจ้าทรงตอบว่า “ให้ยูดาห์นำไป” ถ้าเด็กๆจำได้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พระเจ้าทรงบัญชาให้ยูดาห์นำหน้า เปิดไปดู ผวฉ.1:1-2
ครั้งนั้น อิสราเอลก็ถามพระเจ้าว่าใครจะนำหน้า พระเจ้าก็ตอบเหมือนครั้งนี้ว่า “ให้ยูดาห์นำไป” สงสัยมั๊ย...ว่าทำไมพระเจ้าถึงให้ยูดาห์นำหน้าตลอด เพราะต่อไปพระเยซูคริสต์จะทรงมาบังเกิดอยู่ในเชื้อสายของเผ่ายูดาห์ เพราะฉะนั้น ตรงนี้คือความหมายฝ่ายวิญญาณ....ที่พระเจ้าตั้งใจจะบอกเป็นสัญญาณให้เรารู้ว่า ต่อไปพระองค์จะทรงโปรดให้”พระเยซูคริสต์”เป็นผู้ช่วยให้รอด และจะนำอยู่ข้างหน้าประชากรของพระองค์ในสงครามฝ่ายวิญญาณ....เสมอ...เช่นกัน
กลับมาที่เรื่องของเผ่าเบนจามิน..ในครั้งแรก..ปรากฎว่าทหารของอิสราเอลกลุ่มใหญ่ถูกเผ่าเบนจามินฆ่าตายไปสองหมื่นกว่าคน ทั้งๆที่มีเบนจามินมีคนน้อยกว่าตั้งเยอะแต่อิสราเอลทั้งประเทศก็ยังเอาชนะไม่ได้ พวกเขาก็เลยไปร้องคร่ำครวญต่อพระเจ้า แล้วทูลถามพระองค์ว่า “พวกเขาทำถูกมั๊ยเนี่ยที่มารบรากับพี่น้องตัวเอง” พระเจ้าก็ทรงตอบว่า “รบไปเถอะ" แล้วในข้อที่๒๕ ก็บอกว่า “วันที่สอง คนเบนจามินก็ฆ่าฝ่ายอิสราเอลไปอีกหมื่นกว่าคน”ทีนี้อิสราเอลทำไง
ดูผวฉ.20:26-28 เมื่อการยกไปครั้งที่สองดูเหมือนว่าจะยังสู้เผ่าเบนจามินไม่ได้ คนอิสราเอลก็ขึ้นไปไว้ทุกข์ ร้องคร่ำครวญต่อพระพักตร์พระเจ้าที่ “เบธเอล” แล้วก็ทูลถามพระเจ้าอีกครั้งหนึ่งว่า “จริงๆแล้ว พวกเขาทำถูกมั๊ย..ที่ไปรบกับพี่น้องตัวเองหรือพวกเขาคิดผิด ถึงทำท่าเหมือนจะแพ้ทั้งสองครั้ง” พระเจ้าก็ทรงยืนยันว่า “ให้รบต่อไป..แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้พวกเจ้าจะชนะ..” (เรื่องตอนนี้ให้ข้อคิดอะไรเราบ้าง)
อย่างน้อยที่สุดเด็กๆควรจะจำไว้เป็นตัวอย่าง ว่าบางครั้ง..ถึงแม้พระเจ้าจะทรงยืนยันทางที่เราเลือกเดินแล้ว แต่พระองค์อาจต้องการให้เราเรียน...ที่จะรู้จักกับความล้มเหลวซะก่อน เพราะอะไร...เพราะมันดี...ความล้มเหลวดีสำหรับทุกคน
แล้วบุคคลที่ประสบความสำเร็จไม่ว่าจะด้านไหนก็ตาม..ทุกคน “ต้องเคยล้มเหลว” เพราะความล้มเหลว ก่อให้เกิดแรงกระตุ้นอันยิ่งใหญ่ แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยคิดอย่างงั้นแต่กลับจะมองหา”แพะ” ทุกครั้งที่เกิดความล้มเหลว (เด็กๆเข้าใจคำว่าหาแพะมะ) ก็คือ โทษอย่างอื่นไว้ก่อน...เวลาเกิดความผิดพลาด เพราะมันรู้สึกสบายใจดี แล้วก็อุ่นใจกว่าที่ได้สรุปว่า ปัญหาหรือความเดือดร้อนอันนี้มันเกิดเพราะ ”คนอื่น” ใครก็ได้แต่ต้องไม่ใช่ชั้น หาน้อยมาก..ที่จะโทษตัวเอง หรือยอมรับสถานะการณ์ตามความจริง (เพราะอะไร) เพราะมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ตั้งแต่ปฐมกาลมาแล้ว ดูปฐก.3:11-13
พอพระเจ้าถาม..(อาดามโทษใคร) อาดามก็โทษเอวา (แล้วเอวาว่าไง) เอวาก็โทษงู...เนี่ยคำตอบ คือเราก็เป็นเหมือนบรรพบุรุษไง ก็ดีเอ็นเอเดียวกัน มันเลยอยู่ในสายเลือด แต่ถ้าเราฝึกฝนที่จะเปลี่ยนแปลง (ทำได้มะ) เดี๋ยวนี้ทำได้แล้ว....เพราะเรามีพระเยซูคริสต์ ชนะได้ทุกอย่าง..แม้แต่สันดานบาปที่ฝังอยู่ในสายเลือด
........แล้วเด็กๆควรจะมีทัศนคติยังไงกับความล้มเหลว เราต้องมองว่า “ความล้มเหลวหรือความทุกข์ยากของชีวิต..คือวาระแห่งการเรียนรู้ที่จะอยู่กับความจริง”(อย่างกล้าหาญ) ไม่ว่าสถานะการณ์จะเลวร้ายแค่ไหนก็ตาม ก็ให้เรามองว่า..ช่วงเวลานี้ คือ โอกาสที่เราจะได้พัฒนาวุฒิภาวะอย่างแท้จริง (แปลว่าอะไร) ก็จะได้เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวทั้งร่างกาย..ความคิด..และจิตใจ ดูแลรับผิดชอบตัวเองได้ตามสมควร แบบปัญหามา..ปัญญามี ไม่ใช่เจอปัญหาแล้วไปไม่เป็น เอาแต่โทษนั่นโทษนี่ไปวันๆ
มีผลสำรวจของ”นิตยสารไทม์”เกี่ยวกับคนตกงานก็บันทึกไว้อย่างน่าทึ่งว่า “คนที่ผ่านมรสุมชีวิตหรือเจอปัญหาหนักๆมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะสามารถเรียนรู้วิธี”การกระดอน”กลับมาสู่ภาวะปกติได้ดีกว่าคนที่ไม่เคยผ่านเหตุการณ์ที่น่าหดหู่หรือสิ้นหวัง” (อันนี้เป็นสำนวนของฝรั่ง) ซึ่งแปลง่ายๆว่า “คนที่ล้มเหลวบ่อยๆมักจะรับมือกับปัญหาได้ดีกว่า เพราะไร..ชั่วโมงบินสูง...เลยปรับตัวเก่ง เจออะไรก็ไม่ค่อยตกใจ...ชินละ....เจอมาเยอะ มันก็เข้าที่เข้าทางเร็วเป็นธรรมดา ถูกมะ.. (อันนี้ก็เป็นกฎของธรรมชาติที่พระเจ้าตั้งไว้)
เพราะฉะนั้น...ต่อไปถ้าเด็กๆต้องพบกับปัญหาหรือความทุกข์ยากในชีวิต ก็ขอให้เผชิญหน้ากับมัน....อย่างกล้าหาญ และมองว่ามันเป็นโอกาสที่เราจะได้เรียนรู้และเติบโต โอบกอดมันไว้ ซึมซับทุกความรู้สึกเพราะมันก็แค่อีกเรื่อง...ที่จะผ่านไป ไม่มีเรื่องไหนที่จะไม่ผ่านไป ที่สำคัญพระเจ้าก็ทรงมองอยู่...ว่าเราเลือกที่จะสู้หรือยอมแพ้ เหมือนอย่างที่คนอิสราเอลกำลังเผชิญอยู่ในบทเรียนของเราตอนนี้ คือคล้ายๆว่าจะสู้ไม่ได้มาสองครั้งแล้ว แต่พวกเขาเลือกที่จะทำอะไร ในความล้มเหลวสองครั้งที่ต้องเรียกว่า....พระเจ้าทรงนำ....ด้วยนะ (ทรงนำจริงๆเพราะพระคำภีร์บอกไว้ชัดๆว่า...ก่อนที่จะรบอิสราเอลถามพระเจ้าตลอด...แล้วพระเจ้าก็บอกให้ไป แต่ยังสู้ไม่ได้ถึงสองครั้ง) แล้วถ้าเรื่องอย่างงี้เกิดขึ้นกับเราบ้าง...เราเลือกที่จะทำอะไร เราจะเลิกเชื่อพระเจ้ามั๊ย แต่คนอิสราเอลเขาเลือกที่จะเชื่อฟังต่อไป...
ดูผวฉ.20:35-36/46-48 ในการโจมตีเผ่าเบนจามินครั้งที่สามนี้ อิสราเอลมีการวางยุทธศาสตร์การรบอย่างรอบคอบ โดยกองทัพของอิสราเอลแกล้งถอยร่นกลับไป คือทำท่าว่าจะสู้ไม่ได้ก่อนในตอนแรก เพื่อล่อให้ทหารของเผ่าเบนจามินออกมาจากเมืองกิเบอาห์ เสร็จแล้วก็ให้ทหารอิสราเอลอีกกลุ่มนึงที่แอบซุ่มอยู่ ยกมาโจมตีเผ่าเบนจามินจากข้างหลัง ปรากฎว่าสำเร็จ คราวนี้...เผ่าเบนจามินแพ้กระจายจนแทบสูญพันธ์ เพราะสุดท้ายในข้อที่๔๗.บอกว่า “เหลือทหารเบนจามินแค่หกร้อยคนเท่านั้นที่หนีรอดไปได้” ที่เหลือตายเรียบ
ดูผวฉ.21:6-8/10-12 หลังจากที่โจมตีเผ่าเบนจามินจนยับเยินแล้ว ชาวอิสราเอลก็เกิดสงสารเบนจามินเผ่าน้อง นึกเสียใจที่ทำรุนแรงไปหน่อย...คิดว่าต่อไปประเทศอิสราเอลคงต้องขาดไปเผ่านึง เพราะเบนจามินเหลือแต่ผู้ชายแค่หกร้อยคนแล้วพวกเขาก็ปฏิญาณไว้..ว่าจะไม่ให้ลูกสาวแต่งงานกับคนเผ่าเบนจามินเด็ดขาด..” เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ทำอะไรซักอย่างเบนจามินต้องสูญพันธ์แน่
แล้วสุดท้ายก็มีทางออก เพราะถามไปถามมาก็ได้ความว่า.......ชาวยาเบชกิเลอาด ไม่ได้ไปช่วยพี่น้องรบกับคนเบนจามิน ซึ่งในข้อที่๕.ได้บอกไว้ว่าพวกเขาปฏิญาณไว้อย่างแข็งแรงว่า ใครที่ไม่ได้มาร่วมประชุม...ก็คือไม่ได้มาช่วยรบจะต้องโทษถึงตาย ว่าแล้ว..ก็จัดแจงยกทัพไปสำเร็จโทษชาวเมืองยาเบชกิเลอาด ฆ่าทุกคน...เหลือไว้แต่หญิงพรมจรรย์สี่ร้อยคน ก็จัดการพากลับมาที่คานาอัน...แล้วยกให้เป็นภรรยาของชายเผ่าเบนจามิน แต่ก็ไม่พอ ขาดอีกสองร้อยคน....จะไปหาที่ไหน
ดูผวฉ.21:20-21/23-24 อุบายต่อไปในการหาผู้หญิงอีกสองร้อยคน ให้ชายเผ่าเบนจามิน ก็คือ “ฉุด” แต่ฉุดแบบพอเป็นพิธีแค่ทำทีให้รู้ว่า..นี่ชั้นไม่รู้เรื่องด้วย แต่จริงๆแล้วรู้เห็นเป็นใจกันเกือบทุกฝ่าย และแผนก็คือ ให้ชายเผ่าเบนจามินสองร้อยคนที่ยังไม่มีคู่....ไปฉุดผู้หญิงที่ออกมาเต้นรำตอนงานเทศกาลประจำปีที่ชิโลห์แล้วพากลับบ้านไปเลย ก็เป็นอันว่าไม่มีใครผิดคำสาบาน...พ่อแม่ก็ไม่ผิดเพราะไม่ได้เต็มใจยกให้ เขามาฉุดไปเอง
ในที่สุด เผ่าเบนจามินก็ได้ภรรยากันครบถ้วนทั่วหน้า ก็เลยสามารถดำรงเผ่าพันธ์ของตัวเองสืบเชื้อสายต่อไปได้ อิสราเอลก็เลยยังอยู่ครบทั้งสิบสองเผ่า
ปิดท้ายในข้อที่๒๕.พระคำภีร์ยังคงย้ำคำว่า”..สมัยนั้นไม่มีกษัตริย์ ทุกคนต่างก็กระทำตามที่เห็นชอบ” เพราะฉะนั้น อันนี้ต้องเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดปัญหาจริงๆ อย่างที่น้าตุ๊กสอนไปแล้ว...ว่าเราจะทำอะไรตามใจชอบไม่ได้ แต่ต้องให้ถ้อยคำพระเจ้าเป็นเครื่องชี้ขาด..ในสิ่งที่เราจะทำ
บทสรุป
ดูผวฉ.2:19 พระคำภีร์บอกว่าเมื่อผู้วินิจฉัยแต่ละคนตายไปอิสราเอลก็กบฎหนักยิ่งกว่าเดิม เขามิเคยงดเว้นความชั่วที่เคยกระทำ หรือหายจากทางดื้อดึง...” เพราะอะไร..ทำไมถึงงดเว้นไม่ได้ แล้วก็ดื้อไม่หายซักที เพราะนี่คือ “ธรรมชาติบาป”ที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ ก็เลยฝืนไม่ได้ต้องทำอยู่เรื่อย.....น้าตุ๊กอ่านเจอบทความอันหนึ่ง เขาบอกว่า “ธรรมชาติ” แปลว่า ความจริงที่ก่อกำเนิดหรือความจริงที่ดำรงอยู่...ส่วนในพจนานุกรมแปลว่า ”ที่เป็นไปเอง” (คืออะไรก็ตามที่...มันเป็นเอง..ไม่ได้แกล้งทำ) ก็ถูกทั้งสองอย่างเลย เพราะพระคำภีร์บันทึกไว้...ว่ามนุษย์เริ่มทำบาปครั้งแรกตอนไหน..ตอนก่อกำเนิด คือ ปฐมกาล...เริ่มจากอาดาม (ถูกมะ) มันเลยเป็นบาปตามธรรมชาติที่ยังคงอยู่ในตัวมนุษย์...ไม่หายไปไหน แล้วมนุษย์ก็ต้องทำอยู่เรื่อยเพราะ”มันเป็นไปเอง“ ควบคุมไม่ได้ก็เลยต้องวนเวียนทำซ้ำซากอยู่อย่างงั้น
ถ้าพระเจ้าไม่ช่วยคนอิสราเอลหรือแม้แต่เรา...ทุกคนก็จะวนเวียนอยู่ในวงจรความบาปที่ไม่มีวันจบสิ้น" เหมือนเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีกในหนังสือผู้วินิจฉัย
เด็กๆดูต่อไปในผวฉ.3:9-10 ข้อนี้บอกว่า เมื่อทรงเลือกโอทนีเอลแล้ว “พระวิญญาณก็ทรงสถิตหรือสวมทัพโอทนีเอล” (และผู้วินิจฉัยทุกคน) สังเกตให้ดี...นี่เป็นวิธีที่พระเจ้าช่วยกู้คนอิสราเอลในสมัยก่อน (หรือในยุคของพันธสัญญาเดิม) คือประทานชัยชนะที่มาจาก”การทรงสถิต”ของพระองค์ผ่านทาง”ผู้วินิจฉัย” ซึ่งต่างไปจากยุคพระคุณของพระเยซูคริสต์ ที่พระเจ้าทรงประทาน”พระวิญญาณ”ให้ทรงสถิตกับ”เราทุกคน”ที่เชื่อในพระองค์...
ดู1โครินธ์ 6:19-20 “ท่านไม่รู้หรือว่า ร่างกายของท่านเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งสถิตอยู่ในท่าน” (ตรงส่วนไหน) “ที่หัวใจ” นี่คือความแตกต่างระหว่างพระเจ้าของเรา (พระเจ้าที่ยิ่งใหญ่สูงสุดผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก) กับ พระอื่น...เพราะพระเจ้าของเราไม่ทรงสถิตในสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเหมือนพระอื่น (เช่นอยู่ในรูปปั้น รูปภาพ ปูชนียสถาน วัตถุสิ่งของ หรือแม้แต่ในพระวิหาร) เพราะในสมัยที่อาณาจักรยูดาห์ถูกทำลาย นครเยรูซาเล็มที่ตั้งของพระวิหารในสมัยนั้นก็ถูกเผาไปด้วย เรื่องนี้มันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พระเจ้าไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรเลยกับสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่พระองค์เลือกที่จะสถาปนาความศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ไว้ที่ “หัวใจของมนุษย์”....ที่พระองค์สร้าง
ดูยอห์น3:16-17 แต่เพราะพระเจ้าทรงรักโลกและรักมนุษย์ พระองค์จึงทรงเตรียมทางแห่งความรอดไว้ให้พวกเราผ่านทางพระเยซูคริสต์ เพราะฉะนั้น ในวันนี้การช่วยกู้ของพระเจ้าไม่ได้อยู่ในตัวผู้วินิจฉัยหรือใครคนใดคนหนึ่งอีกต่อไป แต่อยู่ในตัวพวกเราทุกคน....(อันนี้ต้องจำไว้ให้ดี) .เราทุกคนได้ชื่อว่าเป็น”วิหารของพระเจ้า”และมีพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่ ทุกวันนี้คริสเตียนถึงไม่ต้องวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากใครที่ไหน เพราะผู้ช่วยให้รอดที่แท้จริงอยู่กับเราตั้งแต่วันแรกที่เราเชื่อพระเยซู คนที่อ่อนแอ...ก็จะค่อยๆเข้มแข็ง (ค่อยๆนะค่อยๆทีละน้อย) ที่เคยเป็นปัญหา....ก็จะกลายเป็นสันติสุข แล้วอะไรก็ตามที่เคยยาก....มันก็ง่ายขึ้นเมื่อเรามีพระเยซูคริสต์....น้าตุ๊กขอจบหนังสือผู้วินิจฉัยไว้ตรงนี้นะคะ สัปดาห์หน้าคงจะเป็นการทดสอบ (ความเข้าใจ และความสนใจของเด็กๆด้วย) เพื่อประเมินประสิทธิภาพทั้งการเรียนและการสอน พระเจ้าอวยพรค่ะ...

วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

หนังสือผู้วินิจฉัย ครั้งที่7 อาทิตย์ที่ 15:11:2009

แซมสัน ตอนที่๔ (แซมสัน กับ นางเดลิลาห์) ผวฉ.16:4-22
พระคำภีร์บันทึกว่า...ช่วงหลังของชีวิตแซมสันก็ไปหลงรักผู้หญิงอีกคนชื่อ”เดลิลาห์” พอพวกหัวหน้าของคนฟิลิสเตียรู้เข้า ก็เลยไปหาเดลิลาห์แล้วบอกว่า ”ถ้าเดลิลาห์ล้วงความลับหรือหลอกถามแซมสันได้ ว่าพละกำลังของเขามาจากไหน แล้วมีวิธีไหนบ้างที่จะปราบเขาได้” พวกฟิลิสเตียจะให้เงินเดลิลาห์.....คนละ1100 แผ่น (หรือว่า 1100 เชเขล ) เงิน 1 เชเขลหนักประมาณ 11.5 กรัม เพราะฉะนั้น 1100 เชเขลก็เท่ากับ 12650 กรัม หรือ ประมาณ 12.6 กิโล (ตาโตมะ) เดลิลาห์ก็เลยโอเค หลังจากนั้น เดลิลาห์ก็ตั้งหน้าตั้งตาเพียรถามแซมสันอยู่นั่นแหละว่า “..จะทำยังไงถึงจะจับตัวและมัดเขาให้อยู่หมัด” แซมสันก็โกหกไปถึงสามครั้ง หลอกให้ใช้สายธนูหนังที่ยังไม่แห้งมั่ง ให้ใช้เชือกใหม่มั่ง
หลังสุดก็หลอกว่าต้องเอาผมเจ็ดปอยของเขาทอเข้าไปในเครื่องทอผ้าแล้วเขาจะหมดแรง แต่พอเดลิลาห์ลองเทสต์ดูแล้ว แซมสันก็สะบัดหลุดทุกครั้ง
ความจริงแซมสันน่าจะเอะใจมั่งเนอะ มาหลอกถามวิธีทำร้ายกันซะงั้น เรื่องของเรื่องก็คงจะรักมากจนไม่คิดที่จะระวังอะไร สุดท้าย...เจอไม้ตายของผู้หญิง ในข้อที่๑๕บอกว่า เดลิลาห์ ตัดพ้อกับแซมสันว่า “เธอพูดได้ยังไงว่าเธอรักชั้น ในเมื่อใจเธอไม่ได้อยู่กับชั้นเลย” แซมสันก็เหมือนผู้ชายส่วนใหญ่เจอไม้นี้เข้าให้..ใจก็เริ่มอ่อนระทวย ข้อที่๑๖.บอกว่า เดลิลาห์เองก็รบเร้าคาดคั้นทุกวัน จนแซมสันเบื่อแทบจะตาย ก็เลยบอกความจริงไปจนได้ว่า ”ชั้นไม่เคยตัดผมเลย เพราะชั้นเป็นนาศีร์ถวายแด่พระเจ้าตั้งแต่เกิด ถ้าโกนผม เรี่ยวแรงกำลังของชั้นก็จะหายไปด้วย”
แค่นั้นแหละ เดลิลาห์ก็รีบให้คนไปส่งข่าวถึงพวกฟิลิสเตีย....บอกว่าคราวนี้ไม่พลาดแน่ แล้วเดลิลาห์ก็ให้คนย่องเข้าไปตัดผมของแซมสันตอนที่เขาหลับอยู่ ส่วนพวกฟิลิสเตียพอได้ข่าวปุ๊บก็รีบมาพร้อมเงินที่สัญญาว่าจะให้...ถ้าหลอกแซมสันได้ ครั้งนี้ พอเดลิลาห์พูดว่า”แซมสัน คนฟิลิสเตียมาจับตัวท่านแล้ว” แซมสันยังตื่นขึ้นมาพูดว่า “ชั้นก็จะสลัดหลุดเหมือนทุกครั้งน่ะแหละ”
ในข้อที่ 20 บอกว่า “แซมสันไม่รู้ว่าพระเจ้าได้ละท่านไปเสียแล้ว” เพราะอะไร...เพราะก่อนหน้านี้แซมสันก็ทำผิดกฎของนาศีร์แทบทุกข้ออยู่แล้ว เหลืออยู่ข้อเดียวก็คือยังไม่ได้ตัดผม แล้วแซมสันก็ไม่เคยที่จะยับยั้งใจตัวเองเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง”เรื่องผู้หญิง”...เสียมากเป็นพิเศษ
และแล้ว..เมื่อเขาได้ละเมิดกฎข้อสุดท้ายที่เหลืออยู่ ความสัมพันธ์ระหว่างแซมสันกับพระเจ้าก็เป็นอันสิ้นสุด พระเจ้าก็ทรงถอนฤทธิ์อำนาจออกจากตัวเขา ข้อที่๒๑.บอกว่า “คนฟิลิสเตียก็มาจับตัวแซมสันแล้วก็ควักลูกตาทิ้ง”หลังจากนั้น ก็จับล่ามโซ่แล้วให้ไปโม่แป้งอยู่ในคุก
มรณกรรมของแซมสัน ผวฉ.16:23-31
พอปราบแซมสันได้ชาวฟิลิสเตียก็ดีใจ เลยฉลองกันเป็นการใหญ่เพื่อสรรเสริญเทิดทูนพระดาโกนเทพเจ้าของพวกเขา ในข้อที่๒๕บอกว่า”เมื่อจิตใจของเขาร่าเริงเต็มที่แล้ว เขาจึงพูดว่า..ไปเรียกแซมสันมาเล่นตลกให้เราดู” คำว่า”เมื่อจิตใจร่าเริงเต็มที่...หมายถึงพอสนุกกันเต็มที่ ก็ให้คนไปเอาตัวแซมสันออกมาเล่นตลกให้ดู” ความจริงถ้าสนุกกันเต็มที่แล้วก็น่าจะพอนะ...จบได้ แต่นี่ยังต้องการความบันเทิงในลักษณะที่มีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่นอีก” เพราะอะไร อาการแบบนี้มีอย่างเดียว ก็คือ “เมา” ทำให้เราเห็นภาพเลยว่าคงจะเป็นการฉลองที่กินดื่มกันอย่างเต็มขนาด
ว่าแล้วเด็กคนนึงก็ไปจูงแซมสันออกมา แซมสันก็บอกเด็กคนนั้นว่า “ช่วยพาเขาไปยืนพิงที่เสารองรับพระวิหารหน่อย” เด็กที่จูงน่าจะคิดว่า..แซมสันคงจะเมื่อยเลยพาแซมสันไปยืนพิงเสาค้ำพระวิหาร
แล้วแซมสันก็อธิฐานต่อพระเจ้า..ว่า
“ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงระลึกถึงข้าพระองค์ ขอประทานกำลังแก่ข้าพระองค์ครั้งนี้อีกครั้งเดียว เพื่อข้าพระองค์จะได้แก้แค้นคนฟิลิสเตียเพื่อตาข้างหนึ่งในสองข้างของข้าพระองค์” คำอธิฐานนี้แสดงให้เห็นว่า..สุดท้ายแซมสันก็ยอมจำนนต่อพระเจ้า ร้องทูลขอกำลังจากพระองค์และครั้งนี้พระเจ้าทรงตอบคำอธิฐานของเขา แซมสันก็รวบรวมกำลังทั้งหมดพังเสาของวิหาร จนวิหารพังลงมาทับเจ้านายของพวกฟิลิสเตียและประชาชนทั้งหมดในนั้น ในข้อที่๒๗.บอกว่ามีคนอยู่เต็มตึกนั้น แค่บนหลังคายังนับได้สามพันคน แล้วคิดดูข้างล่างจะเยอะขนาดไหน แล้วในข้อที่ 30 ก็บอกว่า”ดังนั้น คนที่แซมสันฆ่าตายพร้อมกับตัวเองนี้ มีจำนวนมากกว่าคนที่เขาได้ฆ่าตอนที่มีชีวิตอยู่” (นี่ขนาดขอแก้แค้นเพื่อตาข้างเดียวนะ ถ้าขอเพื่อตาสองข้าง คงจะหนักกว่านี้) ที่สำคัญคนที่ถูกวิหารทับตายก็มีทั้งเจ้าเมือง นายทหาร แล้วก็บรรดาผู้นำคนสำคัญของพวกฟิลิสเตียรวมอยู่ด้วย เพราะฉะนั้น ถึงครั้งนี้อิสราเอลจะยังกำจัดพวกฟิลิสเตียได้ไม่สิ้นซาก แต่แซมสันก็ช่วยได้เยอะ..เพราะจากวันนั้นพวกฟิลิสเตียก็อ่อนกำลังลงไป
เรื่องของ มีคาห์ ตอนที่๑ ผวฉ.17:1-13
“มีคาห์”ไม่ใช่เรื่องของผวฉ. แต่เรื่องของมีคาห์เป็นเหมือนภาคผนวกของธรรมเล่มนี้ ที่หยิบยกเรื่องราวบางกรณีมาเป็นตัวอย่าง เพื่ออะไร...เพื่อให้เห็นว่าในสมัยผวฉ.เนี่ย ความผิดบาปมันปกคลุมอิสราเอลจนทั่วไปหมด (แล้วเรื่องของมีคาห์..ก็เป็นแค่บางกรณีเท่านั้น เพราะฉะนั้นความจริงน่าจะมีเรื่องหยั่งเงี้ยเกิดขึ้นเยอะในอิสราเอลสมัยนั้น)
เรื่องนี้ก็คือ มีชายอิสราเอลคนหนึ่งชื่อมีคาห์ขโมยเงินแม่ไป แล้วก็ได้ยินแม่สาปแช่งคนที่ขโมยอย่างรุนแรงมากก็เลยกลัว เปลี่ยนใจไปรับสารภาพกับแม่..ว่าตัวเองเนี่ยเป็นคนเอาไปแล้วก็คืนเงินให้แม่ พอแม่ได้เงินคืนก็ดีใจ ในข้อที่๒.แม่ของมีคาห์ได้พูดว่า “...ขอให้พระเจ้าทรงอำนวยพระพรให้ลูกของแม่เถิด เงินรายนี้แม่ขอถวายแด่พระเจ้าเพื่อลูกให้ทำเป็นรูปแกะสลักและรูปหล่อ..” บางคนอ่านตอนนี้แล้วงง... งงว่า...เฮ้ย! พูดได้ไงว่า”เงินนี้แม่ขอถวายแด่พระเจ้าเพื่อทำรูปเคารพ” น้าตุ๊กก็บอกไม่ต้อง..งง อิสราเอลสมัยนั้นเชื่ออย่างเพี้ยนสนิท
ในข้อที่๕.บอกว่า “มีคาห์คนนี้มีเรือนพระหลังหนึ่งขาทำรูปเอโฟดและรูปพระ แล้วมีคาห์ก็แต่งตั้งลูกของเขาคนนึงของเขาให้เป็นปุโรหิต.” (ของศาลเตี้ยตั้งเองนี่แหละ) ทีนี้คำว่า”เรือนพระ” เด็กๆนึกภาพ ศาลพระภูมิ (นึกออกมะ) ประมาณนั้นแหละที่มีคาห์ทำ (ขอโทษที่ต้องขอพาดพิงเพราะมันทำให้เด็กๆเห็นภาพชัดเจน) ถ้าใหญ่หน่อยก็ศาลเจ้า..แล้วก็จะมีคนดูแล แบบเดียวกับที่มีคาห์อุปโหลกลูกตัวเองขึ้นมาเป็นปุโรหิต สิ่งที่อยากจะชี้ให้เห็นก็คือ มีคาห์เนี่ยหลงผิดทุกเม็ด ทั้งสร้างรูปเคารพ ยกมันขึ้นมาเป็นเรื่องเดียวกับพระเจ้า แล้วยังตั้งลูกตัวเองที่เป็นคนเผ่าเอฟราอิมเนี่ย...ให้เป็นปุโรหิต ซึ่งตามกฎบัญญัติของพระเจ้าคนเอฟราอิมเป็นปุโรหิตได้มั๊ย ต้องคนเลวีเชื้อสายอาโรนเท่านั้น (ถูกมะ)
หลังจากนั้น ไม่นานก็มีคนเลวีผ่านมาที่บ้านของมีคาห์ มีคาห์ก็ได้ชวนให้เขามาเป็นปุโรหิตประจำบ้าน จริงๆจะเรียกว่า”จ้าง”ก็ได้นะ เพราะดูเหมือนจะมีการตกลงเรื่องค่าตอบแทนกันด้วย คือ จ่ายเงินให้ปีละสิบแผ่น ให้เครื่องแต่งตัวหนึ่งสำรับพร้อมอาหาร เหมือนเป็นแพ็คเกจเวลามีโปโมชั่นยังไงยังงั้น (ซึ่งเรื่องอย่างเงี้ย..ก็ไม่มีในพระบัญญัติของพระเจ้า).....เพราะฉะนั้น ผิดทุกข้อ ไม่ว่าจะมองมุมไหน เนี่ยคือประเด็นสำคัญที่พระคำภีร์ตอนนี้อยากจะชี้ให้เราเห็น
ในข้อที่ 17:6. (อ่าน) “...ทุกคนก็กระทำตามที่ตนเองเห็นชอบ” หลายๆปัญหาบนโลกนี้มันก็เกิดขึ้นเพราะคำนี้แหละ (แล้วทำไมหลายๆครั้งเราถึงทำตามที่ตัวเองเห็นชอบไม่ได้) เพราะสิ่งที่ดี สิ่งที่น่าพอใจ หรือแม้แต่สิ่งที่มนุษย์คิดว่าถูกต้อง หลายครั้งก็ไม่ใช่น้ำพระทัยพระเจ้า เพราะฉะนั้น เราจะยึดเอาความพอใจหรือความเห็นชอบของมนุษย์เป็นหลักการหรือมาตรฐานการดำเนินชีวิต..ไม่ได้ คือเราจะทำอะไรตามความพอใจของเรา..ไม่ได้ (แม้ว่าบางครั้งเราจะเป็นฝ่ายถูกก็ตาม) ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลาเราขับรถ สมมติว่าทางของเราไฟเขียว และเราเห็นแล้วว่ามีรถคันหนึ่งฝ่าไฟแดงมา แต่ชั้นก็จะไปเพราะถือว่าชั้นถูก ทางของชั้นไฟเขียว แบบนี้ปัญหาเกิดมั๊ย เกิดแน่นอนแม้ว่าเราจะเป็นฝ่ายถูก แต่ปัญหาก็เกิด (เพราะอะไร ) เพราะเราเลือกที่จะทำตามใจตัวเอง ถือว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูก ก็เลยไม่ยอมให้รถที่ฝ่าไฟแดงมาผ่านไปก่อน ยอมไม่ได้ แกผิด เพราะฉะนั้น..แกต้องเบรค ยังไงชั้นก็จะไม่เบรค (ถ้าคิดหยั่งงี้ เดี๋ยวได้ไปเบรคอยู่แถวๆอกอับราฮัม) ส่วนเรื่องของฝ่ายที่ฝ่าไฟแดงนั้น ไม่ต้องพูดถึงมันผิดเต็มประตู และกระทำตามที่ตัวเองเห็นชอบอยู่แล้ว แต่ประเด็นนี้ น้าตุ๊กอยากจะชี้ให้เห็นว่า "หลายครั้งแม้ว่าเราจะเป็นฝ่ายถูก เราก็จะทำตามที่เราเห็นชอบไม่ได้" เราต้องทำตามที่พระเจ้าเห็นชอบ (ยังไงล่ะ)อย่างเรื่องนี้ ทางของเราไฟเขียวก็จริงแต่ถ้าเห็นรถฝ่าไฟแดงมา เราก็ต้องเป็นฝ่ายยอม...รอให้เขาไปก่อน คิดอย่างมีความรัก คิดอย่างยอมเสียสละตามอย่างพระเยซูคริสต์ อย่าเอาไปเป็นอารมณ์ ปัญหาก็จะไม่เกิด ที่น้าตุ๊กเลือกเรื่องขับรถมาเป็นตัวอย่างก็เพราะมันเห็นภาพชัดเจนที่สุด..แล้วเวลาขับรถปัญหามันเกิดได้ทุกเวลาไม่ว่าเราจะถูกหรือผิด
....และความจริงสติปัญญาของมนุษย์มีจำกัดแต่ไม่ค่อยรู้ตัว มนุษย์ชอบนึกว่าตัวเองเก่ง รู้ดี...อย่างน้าตุ๊กเคยดูสารคดีอันหนึ่ง ที่นักวิจัยเขาเสี่ยงชีวิต พยายามที่จะดำน้ำลงไปให้ได้ลึกที่สุด โดยมีอุปกรณ์ที่ช่วยปรับความดันของร่างกายให้สามารถอยู่ในที่ลึกมากๆได้ชั่วคราว แล้วที่สุดก็ได้ลงไปในที่ลึกขนาดที่แสงแดดส่องไม่ถึง...มืดสนิท แล้วก็ต้องอัศจรรย์ใจเพราะว่ามีสัตว์น้ำแปลกๆมีแสงในตัวเองที่มนุษย์ไม่เคยเห็นมาก่อนเต็มไปหมด แล้วก็มีนักวิจัยบางกลุ่มสรุปว่า “บรรดาสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในน้ำทั้งหมดที่มนุษย์รู้จักแล้วก็เคยเห็นเนี่ย...จริงๆแล้วมันน่าจะแค่สิบเปอร์เซ็นต์ของจำนวนทั้งหมดที่มีอยู่บนโลก” เด็กๆเข้าใจมะ สิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น มันแปลว่าไร...แปลว่าจริงๆแล้วมนุษย์รู้น้อยมาก อันนี้แค่เรื่องสปีชีของสัตว์น้ำเท่านั้นนะ แล้วเรื่องอื่นๆอีกหลายล้านเรื่องล่ะ ถ้ารวมกันแล้วน้าตุ๊กว่า...มนุษย์รู้จริงไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ของทุกเรื่องในมหาจักรวาลนี้ (ข้อนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของน้าตุ๊ก ใครที่บังเอิญมาอ่านแล้วไม่เห็นด้วย..ไม่ว่ากัน) ที่พูดมาทั้งหมดก็แค่อยากให้เด็กๆเห็นภาพว่า....จริงๆแล้วมนุษย์ไม่ได้ฉลาดมากมายอะไร แล้วก็ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้หรอก มนุษย์ถึงต้องพึ่งพระเจ้า เพราะฉะนั้น การดำเนินชีวิตที่ถูกต้องก็คือ “เราต้องกระทำตามที่พระเจ้าเห็นชอบ ไม่ใช่ตัวเราเองเห็นชอบ” ถึงแม้บางครั้งมันจะขัดใจ หรือทุกข์ยากลำบากบ้าง...ก็ทำเถอะ เพราะสุดท้ายแล้ว...คุ้มแน่นอน
มีคาห์ ตอนที่2 ผวฉ.18:1-31 (มีคาห์และคนเผ่าดาน)
พระคำภีร์ช่วงนี้บันทึกเรื่องราวของมีคาห์กับคนเผ่าดาน ข้อที่๑.เลยบอกว่า”คนเผ่าดานยังเที่ยวหาที่ดินอันจะเป็นมรดกของตนเพื่อจะได้พักอาศัย เพราะจนบัดนี้แล้วมรดกในหมู่คนอิสราเอลยังไม่ตกแก่เขา” หมายความว่า เมื่อสมัยที่โยชูวาแบ่งเขตแดนในคานาอันให้เผ่าต่างๆของอิสราเอลเนี่ย เผ่าดานเขาได้สิทธิ์ตรงเขตแดนที่ติดกับฝั่งทะเล ตั้งอยู่ระหว่างเผ่าเอฟราอิมกับยูดาห์ซึ่งเป็นเผ่าใหญ่แล้วสองเผ่านี้ก็มีการเอาเปรียบบ้าง..รุกล้ำเนื้อที่ของเผ่าดานบ้าง แล้วก็ยังมีพวกฟิลิสเตียที่อยู่ตามชายทะเลมารุกราน ผลักดันให้เผ่าดานต้องถอยร่นไปเรื่อยๆ เนื้อที่ของดานก็เลยน้อยไปเรื่อย (โดนพวกฟิลิสเตียรุกล้ำก็ว่าไปอย่างเนอะ ไอ้ที่โดนเอฟราอิมกับยูดาห์เอาเปรียบเนี่ย..น่าเสียใจกว่า พี่น้องกันแท้ๆ) เหมือนพวกเราที่เป็นคริสเตียนเนี่ย ถ้าโดนคนอื่นที่เป็นคนไม่เชื่อพระเจ้าเขาเอาเปรียบหรือทำร้าย เราทนได้ ทนได้มากกว่า..แต่ถ้าถูกคริสเตียนด้วยกันทำให้เสียใจเนี่ย...เราจะรู้สึกเจ็บมาก เพราะเราจะรู้สึกว่าคนที่เชื่อพระเจ้าไม่น่าจะทำอย่างงี้ (ถูกมะ) แต่ยังไงก็ตามเด็กๆต้องจำไว้ว่า “พระดำรัสของพระเจ้าก็บอกให้เรารักกัน” อภัยให้กัน มีอะไรก็ต้องอดทนยอมๆกันไป เพราะเด็กๆเคยเรียนไปหลายครั้งแล้วว่า..ไม่ได้มีแต่คนที่สมบูรณ์พร้อมเท่านั้นที่สามารถมาเชื่อพระเจ้าหรือเข้ามารับความรอดในองค์พระเยซูคริสต์ได้ เพราะฉะนั้น พี่น้องก็ควรให้โอกาสกัน ทุกคนต่างก็เป็นทางที่ยังสร้างไม่เสร็จ..อยู่ระหว่างกำลังปรับปรุงด้วยกันทั้งสิ้น ขอให้เรารักพี่น้องในแบบที่เขาเป็น ไม่ใช่แบบที่เราต้องการให้เขาเป็น ถ้ามีเรื่องไหนที่จำเป็นต้องเตือนสติกันเพราะพี่น้องของเราทำผิด เด็กๆต้องถามตัวเองให้แน่ในใจก่อนว่า"เราเตือนเขาด้วยความรักจริงๆหรือเตือนเพราะอยากจะกล่าวโทษเขา" เพราะสิ่งไหนที่ทำโดยปราศจากความรักมันก็ไร้ค่าและมักเกิดผลเสียมากกว่าผลดี ดังนั้น ถ้าเราจะต้องเตือนใคร เราควรจะอธิฐานขอพระเจ้าทรงค้นลึกในจิตใจของเราซะก่อนและขอการทรงนำจากพระองค์ด้วย
ในที่สุดเผ่าดานก็เลยตัดสินใจว่าจะย้ายที่อยู่ ก็เลยส่งตัวแทนไปสอดแนมหาที่อยู่ใหม่ ระหว่างทางคนเผ่าดานที่ออกไปสำรวจหาที่อยู่ใหม่ก็ผ่านไปทางบ้านของมีคาห์ที่เผ่าเอฟราอิม พวกเขาแวะทักทายกับคนเลวีที่มีคาห์แต่งตั้งให้เป็นปุโรหิต (ประจำตำหนักของตัวเอง) แล้วหลังจากที่ต้อนรับขับสู้อย่างดี ปุโรหิตของมีคาห์ก็อวยพรคนเผ่าดาน หลังจากนั้นคนเผ่าดานก็ออกเดินทางต่อไปถึงเมืองลาอิชที่อยู่เหนือสุดของดินแดนคานาอัน ปรากฎว่าถูกใจเมืองนี้ เพราะเป็นดินแดนเงียบสงบ อุดมสมบูรณ์ และที่สำคัญคนที่นี่ดูไม่ค่อยโหดเท่าไหร่ อยู่กันอย่างสงบแล้วก็ดูไม่ค่อยจะระวังอะไร คงจะเข้ายึดครองได้ง่าย ว่าแล้วคนสอดแนมก็กลับมาบอกพี่น้องเผ่าดานให้เตรียมทำสงคราม แล้วก็ย้ายที่อยู่
ระหว่างที่คนเผ่าดานยกกันไปที่เมืองลาอิชเพื่อทำสงคราม พวกเขาก็ผ่านบ้านของมีคาห์อีก แทนที่จะแวะเพื่อตอบแทนน้ำใจ เพราะบ้านนี้เคยต้อนรับเขาอย่างดีเมื่อครั้งที่มาสอดแนม กลับชวนพรรคพวกให้ปล้นบ้านของมีคาห์ ทำทีเข้าไปทักทายถามสารทุกข์สุกดิบ แล้วคนที่เคยมาสอดแนมห้าคนก็เดินเข้าไปขโมยของ ขโมยอะไรรู้มะ ขโมยรูปเคารพ พวกรูปแกะสลัก รูปพระ แล้วก็เอโฟด (จะบ้าตาย)
นี่แสดงว่า เพี้ยนกันทั่วหน้าไม่ใช่แค่เผ่าเดียว...แล้วไงต่อไป ปุโรหิตอุปโหลกของมีคาห์ก็ทำท่าจะโวยวาย ถามคนเผ่าดานว่า “ ทำงี้หมายความว่าไง” คนเผ่าดานก็บอกปุโรหิตของมีคาห์ “ให้เงียบๆไว้ แล้วคิดดูให้ดีว่าจะอยู่เป็นปุโรหิตของคนๆเดียว หรือว่า...จะไปกับพวกเขา แล้วได้เป็นปุโรหิตของคนทั้งเผ่า... มันรุ่งกว่ากันเยอะนะ แค่นั้นแหละ ในข้อที่๒0 บอกว่า”.ใจของปุโรหิตก็ยินดี..” แล้วก็ โดดตามเขาไปเลย ไปกับพวกเผ่าดาน (ซะงั้น)
ฝ่ายมีคาห์กับเพื่อนบ้านข้างเคียงก็ตามไปจะทวงของคืน คนเผ่าดานก็หันมาถามมีคาห์หน้าตาเฉย “ว่า พาพวกมาทำไมเยอะแยะ” มีคาห์ก็บอกว่า “ ก็พวกเธอขโมยพระของชั้นไปหมด แล้วก็ยังเอาปุโรหิตของเขาไปด้วย ยังจะมีหน้ามาถามอีก ว่าตามมาทำไม “ คนเผ่าดานก็เลยไม่อ้อมค้อมสวมบทบาทอันธพาล ขู่จะฆ่ามีคาห์ยกครัว เพราะถือว่ามีกำลังมากกว่า มีคาห์ก็เลยต้องยอมถอย...กลับบ้านไป เพราะสู้ไม่ได้
หลังจากนั้น คนเผ่าดานก็ยกไปตีเมืองลาอิช แล้วก็ชนะอย่างง่ายดาย เพราะไม่มีใครมาช่วย เนื่องจากเมืองนั้นอยู่กันอย่างสันโดดไม่ได้ติดต่อเกี่ยวข้องกับเมืองอื่น ดานก็เลยได้สร้างเมืองของตัวเองขึ้นที่นั่น แล้วก็เปลี่ยนชื่อเมืองจาก”ลาอิช” เป็น “ดาน” พร้อมทั้งเอารูปพระ เอโฟดที่ขโมยมา กับปุโรหิตของมีคาห์ สถาปนาขึ้นเป็นรูปเคารพของเผ่าดาน ต้องเรียกว่า ตั้งศาสนาของตัวเองเลยทีเดียว พระคำภีร์บอกว่า พวกเขาหลงผิดอยู่อย่างงั้นตลอดสมัยที่พระนิเวศน์ของพระเจ้าตั้งอยู่ที่ชิโลห์ หลงผิดกันจนกระทั่งต้องตกไปเป็นเชลย
เวลาหมดแล้วค่ะ สัปดาห์หน้าเป็นวันขอบคุณพระเจ้า ขอให้พี่น้องทุกคนร่วมใจกันนมัสการสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราอย่างสุดใจ และทุกวันนี้ไม่ว่าข่าวภัยพิบัติ โรคระบาด ความวุ่นวายทางสังคม เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร คริสเตียนทุกคนจะปลอดภัยอยู่ในพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระองค์เสมอ ปลอดภัยแม้จะตายหรืออยู่ก็ตาม น้าตุ๊กอยากหนุนใจให้เด็กๆจำพระลักษณะของพระเจ้าของเราไว้ให้ดีๆ ในพระคำภีร์ได้เปิดเผยถึงพระลักษณะของพระองค์ไว้หลายครั้ง และพระองค์ทรงสัตย์ซื่อและไม่เปลี่ยนแปลงจากวานนี้ วันนี้และสืบๆไปเป็นนิตย์
อพยพ 34:6-7 “พระเยโฮวาห์ พระเยโฮวาห์ พระเจ้าผู้ทรงกรุณา ทรงกอปรด้วยพระคุณ
ทรงกริ้วช้า และบริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง และความสัตย์จริง ผู้ทรงสำแดง
ความรักมั่นคงต่อมนุษย์กระทั่งพันชั่วอายุ ผู้ทรงโปรดยกโทษการล่วงละเมิด
การทรยศ และบาปของเขาเสีย แต่จะทรงถือว่าไม่มีโทษก็หามิได้......”
โยนาห์ 4:2 “...พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงกอปรด้วยพระคุณ และทรงพระกรุณา
ทรงกริ้วช้า และบริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง และทรงกลับพระทัยไม่ลงโทษ”
เพราะฉะนั้น น้าตุ๊กเชื่อว่าวันนี้ก็เช่นกันไม่ว่าโลกจะถูกกำหนดไว้ให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง คริสเตียนก็มีความหวังในพระเจ้าผู้ทรงกอปรด้วยพระกรุณาเสมอ เรามีสิทธิ์ได้รับพระกรุณาจากพระองค์ ตลอดจนการกลับพระทัยไม่ลงโทษ เช่นเดียวกับที่หลายๆคนในพระคำภีร์เคยได้รับมาแล้วหลายครั้ง ดังนั้น หน้าที่ของเราก็คือทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าในส่วนของเราให้ดีที่สุด ถ้าพอจะช่วยรักษาโลกและสิ่งแวดล้อมได้บ้างก็ทำไป ที่สำคัญ “คริสเตียนทุกคนจงร่วมใจกันอธิฐานอย่างเซ้าซี้" เพื่อประเทศไทยและเพื่อโลกใบนี้ของเรา ดังเช่นที่อับราฮัมอธิฐานเพื่อเมืองโสโดม (ปฐม.18:22-33) แล้วบางทีพระเจ้าอาจจะทรงยับยั้งพระอาชญาของพระองค์ไม่ลงโทษโลกใบนี้ หรืออาจจะทรงผ่อนหนักให้เป็นเบาเพราะเห็นแก่ผู้ชอบธรรมของพระองค์ แต่อย่างไรก็ตามขอน้ำพระทัยของพระองค์สำเร็จบนแผ่นดินโลกและในชีวิตของพวกเราทั้งหลาย เพราะเราเชื่อแน่ในใจว่า “ทุกอย่างจะเป็นผลดีต่อทุกคนที่รักพระองค์เสมอ” ดังนั้น น้าตุ๊กขอหนุนใจฝากไว้ เพื่อเด็กๆจะไม่กังวลมากจนเกินไปกับข่าวสารทุกวันนี้
พบกันสัปดาห์ที่ 29:11:2009 ซึ่งจะเป็นตอนจบและบทสรุปของหนังสือผู้วินิจฉัยแล้ว อย่าพลาดนะคะ
พระเจ้าอวยพรค่ะ

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

หนังสือผู้วินิจฉัย ครั้งที่ 6 อาทิตย์ที่ 8:11:2009

แซมสัน ตอนที่๒ ผวฉ.14:1-20/15:1-8 (แซมสันกับหญิงชาวทิมนาห์)
พอโตเป็นหนุ่มแซมสันก็เกิดไปชอบหญิงฟิลิสเตียคนหนึ่ง..เป็นชาวเมืองทิมนาห์ ก็เลยกลับไปบอกพ่อแม่ประมาณว่า “คนนี้ใช่เลย ไปขอให้หน่อย” แต่ในข้อที่๔บอกว่า”พ่อแม่ของแซมสันไม่รู้ว่าพระเจ้าเป็นผู้อนุญาตให้เรื่องนี้เกิดขึ้น ก็เลยพยายามที่จะบ่ายเบี่ยงเพราะผู้หญิงที่ลูกไปชอบเนี่ย...เป็นคนต่างชาติ” แต่พูดยังไงลูกก็ไม่ยอม แซมสันตื๊อ...จะเอาให้ได้ คงจะพูดประมาณว่า “แต่คนนี้....มันโดนใจจริงๆนะแม่” ....สุดท้ายพ่อแม่ก็แพ้ทาง ต้องไปขอสาวฟิลิสเตียมาเป็นเมียลูก
ระหว่างที่เดินทางไปขอสาวที่ทิมนาห์ แซมสันก็มีโอกาสได้แสดงวีรกรรมที่ไม่ธรรมดาเป็นครั้งแรก ด้วยการฉีกสิงโตออกเป็นสองซีกด้วยมือเปล่า แล้วในข้อที่๖.บอกว่าพ่อแม่ของแซมสันไม่ทันรู้เรื่อง...ทั้งที่เดินทางมาด้วยกัน แสดงว่าแซมสันต้องใช้กำลังอย่างมหาศาล ถึงได้สามารถฆ่าสิงโตอย่างเงียบเชียบและรวดเร็วจนพ่อแม่ไม่ทันรู้เรื่อง (เด็กๆลองนึกภาพตาม.. เดินทางมาด้วยกันแต่ไม่รู้ว่ามันฆ่าสิงโต สิงโตนะ...ไม่ใช่แมวหรืออีกัวน่า) แล้วก็มือเปล่าอีกต่างหาก
พอไปถึงเมืองทิมนาห์เมื่อได้พูดจาสู่ขอกันเป็นที่เรียบร้อย ไม่นานแซมสันก็กลับไปรับภรรยา...ระหว่างทางก็มีการแวะไปดูซากสิงโตที่เขาฆ่า (ตอนที่มากับพ่อแม่) ปรากฎว่ามีผึ้งมาทำรัง
แซมสันไม่รอช้ายื่นมือไปกวาดเอาน้ำผึ้งจากซากสิงโตแล้วก็เดินไป กินไป เหมือนหมีพูล์ (แซมสัน เดอะ พูล์) แถมยังมีแก่ใจไปแบ่งให้พ่อแม่กินด้วย แต่ไม่ได้บอกว่าตัวเองไปเอามาจากไหน ตอนนี้แซมสันทำผิดกฎของนาศีร์รึยัง (ผิดไปเรียบร้อยแล้วเพราะไปโดนซากศพ)
หลังจากนั้นก็มีการจัดงานเลี้ยงตามแบบที่ชาวบ้านเขาชอบทำกัน แล้วก็เลือกชายหนุ่มสามสิบคนมาเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว แซมสันก็พูดกับคนเหล่านั้นว่า “ให้เราทายปริศนาซักข้อมั๊ย ถ้าพวกท่านตอบได้ภายในเจ็ดวันที่มีการเลี้ยงฉลองกันเนี่ย เราจะให้เสื้อผ้าพวกท่าน ทั้งชุดอยู่บ้านแล้วก็ชุดไปเที่ยว สามสิบชุด แต่ถ้าภายในเจ็ดวันยังตอบไม่ได้พวกท่านต้องเป็นฝ่ายมอบเสื้อผ้าสามสิบชุดให้เรา ทางฝ่ายเพื่อนเจ้าบ่าวสามสิบคนตอบตกลงรับคำท้า ว่าแล้วแซมสันก็เลยถามปัญหาว่า
.”มีของกินได้ออกมาจากตัวผู้กินเขา มีของหวานออกมาจากตัวที่แข็งแรง” หรือจะพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ “มีอาหารออกมาจากตัวผู้กินหรือ...ผู้ล่า มีของหวานออกมาจากผู้มีกำลัง” ถามแบบนี้ใครจะไปตอบได้... เพื่อนเจ้าบ่าวก็ตอบไม่ได้ สุดท้ายพวกฟิลิสเตียก็เลยไปคาดคั้นข่มขู่เอากับภรรยาของแซมสัน บอกให้ไปหลอกถามคำตอบมาให้ได้ ไม่งั้นจะเผาบ้านให้ไฟคลอกตาย (ภรรยาของแซมสันกลัวมั๊ย) กลัวมาก...ไปตื๊อจนแซมสันทนไม่ไหว ก็เลยเฉลยคำตอบให้ฟัง
พอถึงวันที่เจ็ดพวกเพื่อนเจ้าบ่าวก็เลยมาตอบแซมสันว่า “มีอะไรหวานกว่าน้ำผึ้ง มีอะไรแข็งแรงกว่าสิงห์” (แปลว่าตอบถูก) แซมสันก็โมโหแล้วพูดว่า ถ้าพวกชาวบ้านไม่ใช้ภรรยาของเขาเป็นเครื่องมือ ก็ไม่มีทางตอบได้แน่ ว่าแล้วแซมสันก็ไปที่เมืองอัชเคโลนฆ่าชาวฟิลิสเตียสามสิบคน แล้วก็เอาเสื้อผ้าสามสิบชุดของคนที่เขาฆ่าเนี้ย..มาจ่ายเป็นเดิมพันให้คนที่ทายปริศนาได้ เสร็จแล้วก็กลับบ้านตัวเองไปเลย ทีนี้พ่อตาก็ไม่รู้ทำไง....กลัวลูกสาวหม้ายขันหมากก็เลยยกเจ้าสาวให้เพื่อนเจ้าบ่าวไปเลย (มั่วจริงๆ)
เด็กๆดูในข้อที่๑๙.บอกว่า..”พระวิญญาณของพระเจ้าสถิตกับแซมสันอย่างมาก” หมายความว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้ประทานเรี่ยวแรงกำลังให้กับแซมสันเขาถึงเอาชนะฆ่าฟันคนฟิลิสเตียได้ เพราะฉะนั้น....เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น จริงๆแล้วก็คือแผนการของพระเจ้าที่วางไว้ให้แซมสันได้มีโอกาสแก้แค้นคนฟิลิสเตียเป็นครั้งแรก แม้ว่ากระบวนการบางอย่างมันจะดูไม่ถูกต้องหรือสวยงามนักในสายตามนุษย์ อยากให้เด็กๆพิจารณาเรื่องนี้ให้ดีๆ...ว่าหลายครั้งพระเจ้าอาจใช้คนบางคน ของบางสิ่ง หรืออนุญาตให้เหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ก็เพื่อที่จะให้สิ่งเหล่านี้เป็นตัวขับเคลื่อนให้ทุกอย่างได้สำเร็จตามน้ำพระทัยของพระองค์ เพราะฉะนั้น แม้เราจะไม่เข้าใจแต่ขอให้จำไว้ว่า สุดท้ายแล้วทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันจะเป็นผลดีกับเราแน่นอน ดูต่อไปในบทที่๑๕.บอกว่า พอถึงฤดูเกี่ยวข้าวแซมสันก็เกิดคิดถึงภรรยาเลยกลับไปหา(กะจะไปง้อขอคืนดี) เอาแพะไปฝากตัวนึงด้วย แต่พอไปถึงพ่อตาบอกว่า เอาน้องแทนได้มั๊ยเพราะยกเมียของแซมสันให้คนอื่นไปแล้ว...แค่นั้นแหละแซมสันก็ลุกเป็นไฟ (แล้วก็ได้สร้างวีรกรรมทำเพื่อเธอ..) ออกไปจับหมาจิ้งจอกมาสามร้อยตัวมัดหางติดกันเป็นคู่ เอาเชื้อเพลิงติดไว้กับทุกคู่แล้วจุดไฟเผา เสร็จแล้วก็ปล่อยให้มันวิ่งเตลิดเปิดเปิงเข้าไปในนาของคนฟิลิสเตีย ไร่นาก็ถูกเผาวอดวายทั้งนาข้าว ทั้งสวนมะกอก (เนี่ยแซมสัน...สุดยอดแห่งความคิดสร้างสรรค์ ในการทรมานสัตว์)
พอชาวฟิลิสเตียรู้ว่าเป็นฝีมือของแซมสัน ก็ไปลงที่ภรรยากับพ่อตาหาว่าสองคนนี้เป็นต้นเหตุก็เลยฆ่าทิ้งซะ อ่ะ..พอแซมสันรู้เข้าก็แค้นอีก ออกไปฆ่าคนฟิลิสเตียอีก คราวนี้ตายไปเยอะแต่ไม่รู้กี่คน พระคำภีร์บอกไว้แต่ว่า ..แซมสันฆ่าซะแหลกจนพอใจแล้วก็หนีไปอยู่ที่ยูดาห์
แซมสัน ตอนที่๓ (แซมสันชนะพวกฟิลิสเตียที่เมืองเลฮี) ผวฉ.15:9-20
คนฟิลิสเตียก็ตามล่าแซมสันไปถึงเขตแดนของคนยูดาห์ ชาวยูดาห์ไม่อยากจะมีเรื่องกับพวกฟิลิสเตียอยู่แล้วเพราะคิดว่า..ยังไงก็สู้ไม่ได้ ก็เลยจับแซมสันมัดแล้วส่งตัวให้พวกฟิลิสเตีย แต่พอถึงมือพวกฟิลิสเตียพระเจ้าก็สถิตกับแซมสัน ทำให้เขาสามารถฆ่าคนฟิลิสเตียไปมากถึงพันคนด้วยกระดูกขากรรไกรลาเพียงท่อนเดียว แล้วแซมสันพูดว่าไงเด็กๆดูในข้อที่๑๖. ”ด้วยขาตะไกรลา เป็นกองซ้อนกอง ด้วยขาตะไกรลา เราได้ฆ่าคนหนึ่งพันเสีย” คือแซมสันพูดประมาณว่า “แค่ขาตะไกรลาเพียงชิ้นเดียว คนก็ตายเป็นกองพะเนิน เขาสามารถฆ่าคนนับพันได้ ด้วยขาตะไกรลาเพียงชิ้นเดียว” คือเขาน่าจะพูดด้วยความภาคภูมิที่ติดจะเย่อหยิ่งเล็กๆนะ...น้าตุ๊กว่า เพราะหลังจากนั้นในข้อที่๑๘.บอกไว้ว่า “แซมสันอ่อนเพลียและกระหายน้ำมากๆ จนต้องร้องทุกข์ถึงพระเจ้าเพราะคล้ายๆจะสำนึกได้ว่ากำลังวังชาและความสำเร็จทั้งหมดนั้น...มันมาจากพระเจ้าทั้งสิ้น ถ้าณ.ตอนนี้แค่พระเจ้าไม่ประทานน้ำให้เขาดื่ม..แซมสันจะรอดมั๊ย ไม่รอด..ต้องตายแน่ ดังนั้นเมื่อแซมสันสำนึกได้และโมทนาพระคุณแล้ว พระเจ้าก็ทรงบันดาลให้น้ำไหลออกมาอย่างอัศจรรย์ แซมสันถึงได้รอดตายเพราะได้ดื่มน้ำและจิตวิญญาณก็ได้รับการฟื้นฟูขึ้นอีกครั้ง พระคำภีร์บอกว่าแซมสันวินิจฉัยอิสราเอลอยู่ยี่สิบปี แต่แซมสันไม่ได้วินิจฉัยในทางที่เป็นแม่ทัพกู้ชาติ ไม่ได้เป็นผู้ตัดสินหรือปกครองอิสราเอล แต่แซมสันได้ชื่อว่าเป็นผู้วินิจฉัยคนหนึ่งเพราะเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจ ปลุกใจคนอิสราเอลให้มีความกล้าหาญ กล้าลุกขึ้นต่อสู้กับพวกฟิลิสเตียจนอิสราเอลสามารถบรรลุผลสำเร็จในสมัยของก.ซาอูลและก.ดาวิด แต่เรื่องของแซมสันก็ยังไม่ได้จบแค่นั้น...
เรื่องของแซมสันที่เมืองกาซา ผวฉ.16:1-3
ประเด็นสำคัญในตอนนี้ จริงๆแล้วก็คือ การชี้ให้เห็นถึงนิสัยแย่ๆของแซมสันที่ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ ทำผิดกฎข้อห้ามของการเป็นนาศีร์อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง”เรื่องผู้หญิง” ในบทที่๑๖บอกว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เมืองกาซา มีคนเห็นแซมสันเข้าไปนอนกับหญิงโสเภณี พวกฟิลิสเตียก็เลยยกกันมาดักรอจะฆ่าแซมสัน กะว่าตอนเช้าพอแซมสันออกมาก็จะฆ่าทิ้งซะเลย(สร้างปัญหาดีนัก) ว่าแล้วพวกฟิลิสเตียก็ล้อมที่นั้นไว้ซุ่มรออยู่ที่ประตูเมือง ปรากฎว่า....ยังไม่ทันจะเช้าเลยแค่เที่ยงคืนเท่านั้นแหละ พระคำภีร์บอกว่า”แซมสันก็ลุกขึ้นมายกประตูเมืองรวมทั้งเสาสองต้น พร้อมทั้งดาลประตูใส่บ่าแบกไปถึงยอดภูเขาหน้าเมืองเฮโบรน” (นึกถึงเรื่องมนุษย์จอมพลังเนอะ ไอ้ตัวเขียวๆอ่ะ) คือแซมสันคงคิดแล้วล่ะว่าถ้าแบกไปแต่คน...คงต้องเดินหลายเที่ยว สู้ยกไปทั้งยวงดีกว่า เที่ยวเดียวจบ
สรุปว่าแซมสันรอดจากมือพวกฟิลิสเตียได้อีกครั้ง..อย่างไม่มีปัญหา แต่นิสัยของแซมสัน ที่เสียเรื่องผู้หญิงเอามากๆเนี่ย มันทำให้พวกฟิลิสเตียจับทางเขาได้ จนในที่สุดเมื่อมาถึงตอนที่๔ เราก็จะเห็นว่าสุดท้ายแซมสันก็พลาดจนได้ (เพราะหมกมุ่นกับผู้หญิงจนได้เรื่อง) วันนี้เวลาหมดแล้ว เรื่องของแซมสันคงต้องไปต่อกันสัปดาห์หน้า
พระเจ้าอวยพรค่ะ

วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

หนังสือผู้วินิจฉัย ครั้งที่ 5 อาทิตย์ที่ 1:11:2009

เยฟธาห์ ตอนที่ ๑ ผวฉ.10:6-18/11:1-33
อิสราเอลกระทำชั่วในสายพระเนตรพระเจ้าอีก พระองค์จึงขายเขาไว้ในมือของคนอัมโมนและคนฟิลิสเตีย คนอัมโมนเริ่มโจมตีเผ่าทางฝั่งตะวันออกของน.จอร์แดนก่อนแล้วจึงข้ามมาตีทางฝั่งตะวันตกยึดครองเขตแดนของคนอิสราเอลได้มากพอสมควร แล้วอีกด้านหนึ่งพวกฟิลิสเตียก็บุกเข้ามายึดเขตแดนริมฝั่งทะเลทางภาคใต้ อิสราเอลถูกข่มเหงอยู่นานสิบแปดปีก็ทนไม่ไหวก็เลยร้องทุกข์ต่อพระเจ้า แล้วพระเจ้าทรงตอบว่ายังไงดูผวฉ.10:11-14 พระเจ้าทรงตอบว่า “กี่ครั้งแล้วที่เราช่วยเจ้าให้หลุดพ้นจากมือของศัตรูนับตั้งแต่ออกจากอียิปต์ แล้วเมื่อสุขสบายพวกเจ้าก็ละทิ้งเราไปปรนนิบัติพระอื่น เพราะฉะนั้น เราจะไม่ช่วยเจ้าอีกแล้ว จงไปร้องทุกข์ต่อพระเหล่านั้นที่พวกเจ้าเลือกปรนนิบัติ ไปขอให้พระพวกนั้นช่วยเจ้าสิ” (ดูซิจะช่วยได้มั๊ย)
คนอิสราเอลก็สำนึกผิดกลับใจใหม่ (เพราะเลือดมันเข้าตา) ก็เลยละทิ้งพระอื่นหันมาปรนนิบัติพระเจ้า (อีกครั้ง) พระเจ้าก็ทรงใจอ่อน (อีกครั้ง..เช่นกัน นี่แหละ..คือพระลักษณะของพระเจ้า...ที่ปรากฎชัดเจนในหนังสือผู้วินิจฉัย คือทรงพระกรุณาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด)
ในครั้งนี้พระเจ้าก็ทรงเลือก”เยฟธาห์”ให้มาเป็นผู้ปลดปล่อยอิสราเอล เยฟธาห์คือใคร....เยฟธาห์เป็นผู้ที่มีชีวิตค่อนข้างที่จะโลดโผน พระคำภีร์บอกว่า เยฟธาห์เป็นลูกของกิเลอาดที่เกิดกับหญิงโสเภณี
ทีนี้เมื่อเยฟธาห์โตขึ้นก็เลยเป็นที่รังเกียจของพี่น้อง ก็คือลูกๆที่เกิดจากเมียแต่ง พี่น้องของเยฟธาห์ได้ผลักไสไล่ส่งเขาให้ออกไปจากครอบครัว เพราะไม่ต้องการให้เยฟธาห์มีส่วนร่วมในมรดก เยฟธาห์ก็เลยต้องร่อนเร่ไปอยู่เมืองโทบ แล้วพอโตขึ้นมาก็คบค้ามั่วสุมอยู่กับพวกนักเลง (ตามประสาคนที่ไม่ได้อยู่กับพ่อกับแม่ ไม่มีใครชี้นำถูกผิด) แต่ถึงกระนั้นพระเจ้าก็ยังคงเห็นว่า งานนี้เยฟธาห์นั้นเหมาะสมที่สุด ...... พวกผู้นำเผ่าต่างๆก็เลยไปหาเยฟธาห์เพื่อที่จะเชิญให้เขามาเป็นคนฝึกกองทหารของอิสราเอล ก็คือให้มาเป็นคล้ายๆผู้นำหรือผู้บัญชาการทหารน่ะแหละ เพราะเห็นว่าเยฟธาห์เป็นคนสมบุกสมบัน แล้วเด็กๆว่าเยฟธาห์จะคิดยังไง ในเมื่อตอนเป็นเด็กก็เนรเทศเขาไป..ให้ระหกระเหิน แต่มาตอนนี้กลับมาขอให้ช่วย เยฟธาห์ก็คิดหยั่งงี้แหละก็เลยไม่ยอมตกลงง่ายๆ เขายื่นข้อเสนอกับพวกผู้นำว่าถ้าจะให้เขาตกลง ก็ต้องสัญญาว่าจะให้เขาได้เป็นผู้นำชาติตลอดไปด้วย พวกผู้ใหญ่ก็ตอบตกลงตามที่เยฟธาห์ขอทุกอย่าง
หลังจากนั้นเยฟธาห์ก็เริ่มปฏิบัติการขั้นต้น (คือใช้วิธีไปเจรจายอมความก่อน น้าตุ๊กว่า..เยฟธาห์จัดว่าเป็นนักเลงที่เก๋าพอสมควรนะ ไม่ได้เป็นอันธพาลเลือดร้อน...ที่เอะอะก็ท้าตีท้าต่อย) เยฟธาห์ได้ส่งผู้สื่อสารไปหากษัตริย์คนอัมโมน ถามเลย..ตามประสานักเลง ว่า”ท่านมีเรื่องอะไรกับข้าพเจ้า ท่านจึงยกมาต่อสู้กับแผ่นดินของข้าพเจ้า” ถ้าจะแปลเป็นภาษาเรา ก็คือ
“ไม่พอใจอะไรเหรอ ถึงได้มาหาเรื่องกัน”
ทางฝ่ายคนอัมโมนก็บอกว่า “ ดินแดนฝั่งตะวันออกที่พวก you อยู่เนี้ย จริงๆแล้วเป็นของชั้น เพราะฉะนั้น ชั้นจะเอาคืน “
เยฟธาห์ตอบอย่างใจเย็น โดยให้เหตุผลสามข้อก็คือ
๑.อิสราเอลยึดเขตแดนทางภาคตะวันออกจากชนชาติที่พระเจ้าทรงพิพากษาคือดินแดนของพวกอาโมไรต์ ไม่ได้ยึดเขตแดนของพี่น้อง (ซึ่งก็คือพวกโมอับ อัมโมน แล้วก็เอโดม) เพราะพระเจ้าไม่ได้อนุญาต
๒.พระเจ้าเป็นผู้บัญชาให้อิสราเอลยึดกิเลอาด คือดินแดนที่ว่าเนี้ย เพราะฉะนั้น อิสราเอลจะฝืนคำสั่งพระเจ้าไม่ได้ อีกอย่าง..พวกเขาเคยได้รับบทเรียนมาแล้ว...ว่าจะเป็นยังไงถ้าไม่ทำตามพระบัญชาของพระเจ้า (อย่างตอนที่ต้องวนเวียนอยู่ในถิ่นทุรกันดารถึงสี่สิบปี นั่นก็เพราะพระเจ้าบอกให้เข้าไปยึดครองคานาอัน แต่พวกเขาไม่ยอมทำตามก็เลยต้องโดนอย่างงั้น)
เหตุผลข้อที่๓.กษัตริย์โมอับในสมัยนั้น ซึ่งก็คือ บาลาคถ้าเด็กๆจำได้ (บาลาค กับ บาลาอัม) เยฟธาห์บอกว่า..บาลาคก็ไม่เห็นจะว่าหรือทำอะไรได้เลย ตอนที่อิสราเอลยึดครองกิเลอาด แล้วจะมาหาเรื่องอะไรกันตอนนี้ แต่ไม่ว่าเยฟธาห์จะพูดยังไงคนอัมโมนก็ไม่ฟัง....ก็คือยืนกรานที่จะทำสงครามกับคนอิสราเอล
เยฟธาห์ก็เลยยกกองทหารผ่านดินแดนกิเลอาดไปถึงเขตแดนของคนอัมโมน แล้วพระเจ้าก็ทรงสถิตกับเขา คือจริงๆพระเจ้าพร้อมที่จะประทานชัยชนะให้อยู่แล้ว แต่ด้วยความเชื่อที่ผิดเพี้ยน ส่วนหนึ่งก็เพราะเยฟธาห์เติบโตมาในสังคมที่ค่อนข้างล่อแหลม คืออยู่ในดงนักเลง ก็เลยทำให้ความเชื่อในทางพระเจ้าของเขายังไม่ค่อยจะสมบูรณ์.....เขาก็เลยออกปากบนกับพระเจ้าว่า”ถ้าเขาเอาชนะคนอัมโมนได้ ใครก็ตามที่ออกมาจากประตูเรือนเพื่อต้อนรับเขาเป็นคนแรก จะต้องถูกเผาเป็นเครื่องบูชาถวายพระเจ้า”
อันนี้เป็นการบนบานเพราะขาดความรู้ พูดง่ายๆสิ่งที่เยฟธาห์ทำเนี้ย มันทำให้เราเห็นว่าคนอิสราเอลในสมัยนั้นมีความเชื่อที่ผิดเพี้ยนมาก... แล้วก็คงลืมกฎบัญญัติของพระเจ้ากันหมดแล้ว
เพราะกฎบัญญัติของพระเจ้าบอกไว้ชัดเจนว่าห้ามฆ่าคน แต่สิ่งที่เยฟธาห์กำลังทำเนี้ยมันเป็นพิธีกรรมของคนคานาอัน ไม่ใช่กฎบัญญัติของพระเจ้า.....
ว่าแล้วเยฟธาห์ก็ยกไปรบกับคนอัมโมน พระคำภีร์บอกว่า..พระเจ้าทรงประทานชัยชนะให้กับเขา เยฟธาห์ก็เลยชนะรวดยี่สิบหัวเมือง คนอัมโมนก็หมดฤทธิ์ อิสราเอลก็ได้เป็นไทอีกครั้ง
เยฟธาห์ ตอนที่๒
(บุตรีของเยฟธาห์) ผวฉ.11:34-40
เมื่อรบชนะเสร็จสรรพเยฟธาห์ก็กลับบ้าน พอมาถึง”ลูกสาว”คนเดียวก็ถือฉาบเต้นโลดออกมาต้อนรับ... พอเยฟธาห์เห็นลูกสาวออกมาต้อนรับเป็นคนแรกเท่านั้นแหละ (ลมแทบใส่) นึกขึ้นได้ว่าเคยบนอะไรไว้กับพระเจ้า ว่าแล้วก็พิราบร่ำรำพันกับคำบนบานของตัวเอง ที่บอกว่าใครที่ออกมาต้อนรับเขาเป็นคนแรกจะต้องถูกฆ่าเพื่อถวายเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้า แล้วตอนนี้คนที่ต้องถูกฆ่าก็คือ...ลูกสาวตัวเอง
ลูกของเยฟธาห์ก็ช่างสัตย์ซื่อ บอกพ่อว่าไม่เป็นไร...พ่อบนอะไรไว้ก็ทำตามนั้นเถอะ แต่เขาขอเวลาทำใจซักสองเดือน หลังจากครบสองเดือนลูกสาวของเยฟธาห์ก็ถูกฆ่าเพื่อเป็นเครื่องบูชาตามที่พ่อบนไว้ นี่ล่ะนะ..บทเรียนของคนที่ขาดความรู้ในทางพระเจ้า ทำให้ต้องพบความสูญเสียโดยใช่เหตุ เพราะถ้าเยฟธาห์มีความเชื่อและติดสนิทกับพระเจ้ามากกว่านี้ เขาจะรู้ว่าพระเจ้าไม่ได้โปรดให้ใครใช้ชีวิตมนุษย์เป็นเครื่องเซ่นสังเวย (ถูกมะ).... พระคำภีร์บอกต่อไปว่า หลังจากนั้นก็มีธรรมเนียมที่ลูกสาวคนอิสราเอลจะมีการไปร้องไห้ไว้ทุกข์ ให้ลูกสาวของเยฟธาห์ทุกปีๆละ๔วัน
เยฟธาห์และคนเอฟราอิม ผวฉ.12:1-7
คนเอฟราอิมมาพูดกับเยฟธาห์ว่า”ไปรบกับคนอัมโมนทำไมไม่ชวนชั้น เพราะฉะนั้นชั้นจะเผาบ้านเธอ” (อ้าว) เอาอีกละ...คนเอฟราอิม จำได้มะคราวก่อนก็ไปต่อว่ากิเดโอน...หาว่าไปรบแล้วไม่ชวน แต่กิเดโอนใจเย็นรู้จักใช้คำพูดยกยอปอปั้น...ก็เลยไม่ผิดใจกัน
แต่เยฟธาห์เนี่ยนิสัยเขาติดจะเป็นนักเลง ก็เลยตอบกลับด้วยท่าทางขึงขังว่า
“เมื่อหลายปีก่อนคนเผ่าตะวันออกเคยไปขอให้คนเผ่าเอฟราอิมมาช่วยขับไล่ศัตรู แต่ก็ไม่เห็นมาช่วยซักที ครั้งนี้ก็เลยไม่อยากจะเรียก” และในข้อที่๔บอกว่า คนเอฟราอิมได้กล่าวถากถางคนกิเลอาด (คนเผ่าตะวันออก)ว่า...
“เจ้าคนกิเลอาด เจ้าเป็นคนหลบหนีของชาวเอฟราอิม ท่ามกลางคนเอฟราอิมและมนัสเสห์” พูดอย่างงี้แปลว่าไร (แถวบ้านน้าตุ๊กเรียกว่า..อยากมีเรื่อง) คือเขาหาว่า”คนเผ่าตะวันออกเป็นคนขี้ขลาด...ไม่เอาพี่น้อง” แล้วถ้าคิดดูให้ดีคำว่า"กิเลอาด"เนี่ย..มันคือชื่อของวงศ์ตระกูลเและที่สำคัญมันเป็นชื่อ"พ่อ"ของเยฟธาห์ด้วย (เล่นพาดพิงถึงบรรพบุรุษกันเลยนะ) เยฟธาห์เองก็ไม่ใช่คนใจเย็น (เหมือนกิเดโอน) พอได้ยินคนเอฟราอิมพูดอย่างงี้....ก็เลือดขึ้นหน้า ชวนสมัครพรรคพวกให้จับอาวุธเพื่อแก้แค้นคนเอฟราอิม พร้อมทั้งยึดท่าข้ามน.จอร์แดนไว้แล้วไม่ยอมให้คนเอฟราอิมข้ามผ่าน....ทีนี้พวกของเยฟธาห์จะรู้ได้ไงว่าคนไหนเป็นคนเอฟราอิม วิธีก็คือให้พูดคำว่า”ชิบโบเลท”เพราะพระคำภีร์บอกว่า คนเอฟราอิมจะออกเสียงคำนี้ไม่ได้ แต่จะออกเป็น “สิบโบเลท” เพราะฉะนั้นถ้าพูดชัดก็โอเค...ไปได้ แต่ถ้าสิบโบเลทเมื่อไหร่ ก็ฆ่าทิ้งเลย (งานนี้คนเอฟราอิมเจอของแข็งเข้าให้..ไม่เหมือนตอนที่ตั้งแง่กับกิเดโอน) แล้วครั้งนั้นก็มีคนเอฟราอิมก็ถูกฆ่าตายไปถึงสี่หมื่นสองพันคน
หลังจากที่เยฟธาห์ช่วยอิสราเอลให้หลุดพ้นอำนาจของคนอัมโมนได้แล้ว...เขาก็ได้เป็นผู้นำชาติตามที่ได้ตกลงไว้กับผู้ใหญ่แต่เยฟธาห์ปกครองอิสราเอลอยู่เพียงหกปีก็สิ้นชีวิต
หลังจากนั้นอิสราเอลก็มีผู้วินิจฉัยอีกสามคนที่พระคำภีร์บันทึกเรื่องราวไว้เพียงสั้นๆ ชื่อ อิบซาน...เอโลน...อับโดน เด็กๆเปิดไปดู...
อิบซาน ผวฉ.12:8-10 เอโลน ผวฉ.12:11-12 อับโดน ผวฉ.12:13-15
พระคำภีร์ก็ได้บันทึกเรื่องราวของผู้วินิจฉัยทั้งสามคนนี้ไว้เพียงสั้นๆ นักวิชาการบอกว่าทั้งสามคนนี้ดูเหมือนจะเป็นคนมีฐานะ แล้วก็เป็นคนในตระกูลที่มีชื่อเสียงของอิสราเอลในสมัยนั้น
แซมสัน ตอนที่๑ ผวฉ.13:1-25
ดูผวฉ.13:1-5 คนอิสราเอลทำความชั่วอีกครั้ง...ทรยศและหันหลังให้พระเจ้า พระองค์จึงทรงมอบเขาไว้ในมือของชาวฟิลิสเตียซึ่งเป็นศัตรูที่แข็งแรง...น่ากลัวกว่าศัตรูอื่นๆทั้งหมดในสมัยนั้น และอิสราเอลก็ได้อยู่ภายใต้อิทธิพลของฟิลิสเตียนานสี่สิบปี จนกระทั่งถึงสมัยของซามูเอลฟิลิสเตียก็ยังเป็นศัตรูคนสำคัญทั้งในสมัยของก.ซาอูลแล้วก็ก.ดาวิด
ในครั้งนี้คนที่พระเจ้าทรงเลือกให้มาช่วยกู้อิสราเอลจากมือพวกฟิลิสเตีย (ก็แรงพอกันกับคนฟิลิสเตีย) คือ”แซมสัน” ในข้อที่สามบอกว่า ”พระเจ้าส่งทูตของพระองค์มาปรากฎแก่แม่ของแซมสันซึ่งในตอนนั้นพระคำภีร์ระบุว่า “เป็นหมัน" แต่ทูตของพระเจ้าบอกกับแม่ของแซมสันว่า เจ้าจะตั้งครรภ์แล้วออกลูกเป็นผู้ชายและเด็กคนนี้จะเป็นนาศีร์ตั้งแต่เกิด (นาศีร์คืออะไร) จริงๆก็เรียนกันไปแล้วในหนังสือกดว. ..ทบทวนกันอีกทีเด็กๆเปิดไปดูกดว.6:1-4/5-8 สรุปแล้วนาศีร์ก็คือผู้ที่รักษาตัวให้บริสุทธิ์เพื่อถวายแด่พระเจ้า โดยที่เขาต้องรักษากฎเกณฑ์ตามที่พระเจ้าบัญญัติไว้คือไม่ดื่มเหล้าองุ่นรวมถึงทุกอย่างที่ได้จากต้นองุ่นไม่ว่าสดหรือแห้ง.....ห้ามตัดผม.....และอีกข้อคือไม่เข้าใกล้หรือแตะต้องศพ(เพราะถือว่าเป็นมลทิน)
ผวฉ.13:24-25 ในที่สุดแซมสันก็ได้เกิดมาอย่างอัศจรรย์เพราะจริงๆแล้วแม่เขาเป็นหมัน แล้วยังโตขึ้นพร้อมกับพรสวรรค์พิเศษที่พระเจ้าประทานให้อีกด้วย หลังจากนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง เราไปติดตามกันต่อในตอนที่๒ สัปดาห์หน้านะคะ.....วันนี้เวลาหมด พระเจ้าอวยพรค่ะ

วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2552

หนังสือผู้วินิจฉัย ครั้งที่4 อาทิตย์ที่ 25:10:2009

กิเดโอน ตอนที่๓ ผวฉ.8:1-21
หลังจากที่คนเอฟราอิมได้กำจัดชาวมีเดียนที่พยายามหลบหนีได้แล้ว พวกเขาก็หันมาต่อว่ากิเดโอนด้วยความน้อยใจว่า ทำไมไม่ชวนพวกเขาไปร่วมรบตั้งแต่แรกเหมือนไม่ให้เกียรติกัน แต่กิเดโอนก็ได้ตอบพวกเขาอย่างใจเย็นว่า “ผลองุ่นที่กิเดโอนกับกองทหารเก็บนั้นไม่สำคัญเท่ากับผลองุ่นที่คนเอฟราอิมเก็บเล็ม...”
อันนี้เป็นการพูดยกย่องสรรเสริญ เพราะคนเอฟราอิม..ได้ฆ่าเจ้านายคนสำคัญของพวกมีเดียน ส่วนกิเดโอนกับพวกน่ะ..ถึงจะฆ่าชาวมีเดียนไปเยอะแต่ก็เป็นแค่พลทหาร จะไปสำคัญเท่ากับสิ่งที่คนเอฟราอิมทำได้ไง (อ่ะ..รู้จักพูด ก็เลยโอเค สมานฉันท์ ) คนเอฟราอิมก็เลยหายงอนไม่ติดใจอะไรอีก นี่แหละ..อานุภาพของสิ่งที่ออกมาจากปากคน ที่น้าตุ๊กเคยสอนแล้วว่า มันมีอานุภาพทั้งในทางสร้างสรรค์และทำลายล้าง อาจเปลี่ยนเย็นเป็นร้อน หรือจากร้อนให้ผ่อนคลาย เปลี่ยนศัตรูเป็นมิตร หรือเปลี่ยนเพื่อนสนิทให้กลายเป็นคนไกล ...อาจสร้างแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่หรือบั่นทอนกำลังใจให้เหือดหาย ทุกอย่างเป็นไปได้เพียงเพราะแค่"คำพูด"ของคน
จากนั้น กิเดโอนก็ข้ามน.จอร์แดนไล่ตามทหารมีเดียนไปอย่างไม่ลดละ เพราะหัวหน้าของคนมีเดียนที่หนีไปเนี่ยเคยฆ่าพี่น้องท้องเดียวกันกับเขา แล้วตอนที่ตามศัตรูไปกิเดโอนก็ได้เอ่ยปากขอแบ่งอาหารจากคนอิสราเอลด้วยกันที่อยู่ทางฝั่งตะวันออก เพื่อที่จะเอามาเลี้ยงกองทหารที่กำลังไล่ตามศัตรู.. แต่ชาวเมืองสุคคทที่เป็นคนอิสราเอลด้วยกันเนี่ยไม่ให้..ปฏิเสธไม่ยอมแบ่งอาหารให้กิเดโอนกับพวก พวกเขาพูดประมาณว่า “จับศัตรูได้แล้วหรือไง ถึงบอกให้เอาอาหารมาเลี้ยงน่ะ” กิเดโอนก็เลยโมโห บอกกับชาวบ้านที่ไม่มีน้ำใจพวกนี้ว่า “เดี๋ยวถ้าจับศัตรูได้แล้ว จะกลับมาคิดบัญชี”
ว่าแล้วกิเดโอนก็เดินทางต่อ...จนไปถึงเมืองเปนูเอล แล้วก็เอ่ยปากขอแบ่งอาหารจากชาวเมืองนี้อีกครั้ง คำตอบที่ได้รับก็เหมือนเดิม คือถูกปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย กิเดโอนเลยบอกว่าคอยดูนะ...เดี๋ยวเขาจะกลับมาพังป้อมของเมืองนี้ คือพูดด้วยความแค้น....เพราะเป็นพี่น้องร่วมชาติกันแท้ๆยังจะแล้งน้ำใจ แต่ถ้าคิดอีกแง่หนึ่ง... พวกชาวบ้านคงกลัวชาวมีเดียนจะกลับมาแก้แค้นมากกว่าถ้าเลี้ยงอาหารกิเดโอนกับพวก เพราะพวกเขาไม่คิดว่ากิเดโอนจะเอาชนะพวกมีเดียนได้
ในที่สุดกิเดโอนก็จับตัวหัวหน้าสองคนนี้ได้ เสร็จแล้วก็ลากตัวกลับมาที่เมืองสุคคทแล้วก็พูดกับชาวเมืองนั้นประมาณว่า “เอ้า..ดูซะให้เต็มตา นี่ไงศัตรูที่พวกเจ้าเคยดูถูก...คิดว่าเราคงไม่มีวันที่จะจับตัวได้ วันนั้นถึงไม่ยอมแบ่งอาหารให้เรา” ว่าแล้วกิเดโอนก็จัดการลงโทษชาวเมืองสุคคทแล้วก็ทำลายป้อมของเมืองเปนูเอลตามที่เคยพูดไว้ หลังจากนั้นก็ฆ่าหัวหน้าชาวมีเดียนที่จับตัวมาได้
กิจการต่อไปและมรณกรรมของกิเดโอน
ดูผวฉ.8:22-24 ข้อนี้บอกว่าคนอิสราเอลรู้สึกภาคภูมิใจในความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ คือสามารถเอาชนะพวกมีเดียนได้ ก็เลยอยากให้กิเดโอนเนี่ยมาเป็นกษัตริย์ปกครองพวกเขาซะเลย แต่กิเดโอนไม่เอา.... กิเดโอนบอกว่าพระเจ้าจะทรงปกครองชาติอิสราเอลเอง
แต่ว่ากิเดโอนก็ได้ขอสิ่งหนึ่งกับชาวอิสราเอล คือ ขอให้ประชาชนถวายต่างหูทองคำที่ริบมาจากชาวมีเดียนให้กับเขา ทุกคนก็โอเค..เสร็จแล้วกิเดโอนก็เอาทองมาหลอมรวมกันแล้วทำเป็นรูปเอโฟด (เครื่องแต่งกายชิ้นสำคัญของปุโรหิต) แล้วก็เอาไปตั้งไว้ที่เมืองโอฟราห์ พระคำภีร์ระบุว่า..หลังจากนั้นไม่นานคนอิสราเอลก็หลงเอาไอ้เจ้าเอโฟดที่กิเดโอนสร้างเนี้ย มาเป็นรูปเคารพ...กราบไหว้มันเทียบเคียงพระเจ้าเลย
ดูผวฉ.8:29-32 พระคำภีร์ตอนนี้ทำให้เรารู้ว่า ถึงแม้กิเดโอนจะไม่รับตำแหน่งกษัตริย์ของอิสราเอล แต่เขาก็มีความเป็นอยู่...แล้วก็ใช้ชีวิตไม่ต่างจากกษัตริย์ซักเท่าไหร่ คือมีบ้านหลังใหญ่...เหมือนสร้างอาณาจักรของตัวเอง แล้วก็มีเมียหลวงกับเมียน้อยหลายคน มีลูกเยอะมากถึงเจ็ดสิบคน....แล้วหนึ่งในนั้นก็คือ อาบีเมเลค (เดี๋ยวเราจะเรียนเรื่องของ อาบีเมเลค กันต่อ) และเช่นเคย...หลังจากที่กิเดโอนเสียชีวิตไป คนอิสราเอลก็ลืมพระเจ้าอีก หลงหายไปไหว้พระอื่นอีกครั้ง (ตามเคย)
รัชกาลอาบีเมเลค
ดูผวฉ.9:1-3/4-6 อาบีเมเลคก็คือลูกชายคนหนึ่งของกิเดโอน ที่เกิดจากเมียน้อยชาวเชเคม หมายถึงเป็นคนคานาอันนะ...ไม่ใช่คนอิสราเอลที่อาศัยอยู่ในเชเคม ในข้อนี้บอกว่า อาบีเมเลคได้ไปหาแม่กับญาติๆที่เมืองเชเคม แล้วก็พูดหว่านล้อมคนกลุ่มนี้ในฐานะที่เป็นคนบ้านเดียวกัน ให้สนับสนุน ช่วยเหลือตัวเองให้เป็นกษัตริย์ ชาวเชเคมที่เป็นพวกเดียวกันกับแม่ของอาบีเมเลคก็เลยช่วยกันฆ่าลูกคนอื่นๆของกิเดโอน แล้วตั้งให้อาบีเมเลคเป็นกษัตริย์ (แต่ไม่ใช่กษัตริย์ที่ครองทั้งประเทศเหมือนที่เราเข้าใจหรอก เพราะอาบีเมเลคปกครองแค่สองสามเมืองในแถบนั้น) แต่ยังไงก็ตามในข้อที่๕ บอกว่ามีลูกคนสุดท้องของกิเดโอนคนหนึ่งชื่อ “โยธาม” ที่สามารถหนีรอดมาได้
ดูผวฉ.9:7-10/11-15 ในข้อนี้บอกว่า โยธามได้ขึ้นไปบนภ.เกริซิมแล้วก็แผดเสียงร้อง ตักเตือนชาวเชเคมในลักษณะคล้ายๆจะเป็นคำพยากรณ์ โดยใช้คำอุปมาเปรียบเทียบคนอิสราเอลเป็นต้นไม้ แล้วก็เปรียบผู้ใหญ่หรือผู้นำที่ดีของอิสราเอลเป็นต้นมะกอกเทศ ต้นมะเดื่อ แล้วก็เถาองุ่น ทำไมถึงต้องเปรียบคนดีเป็นต้นไม้สามอย่างนี้ เพราะต้นไม้ทั้งสามอย่างนี้ให้ผลดี และเป็นประโยชน์ต่อชีวิตมนุษย์ โยธามบอกว่าต้นไม้ต่างๆได้ไปเชิญต้นมะกอก ต้นมะเดื่อแล้วก็เถาองุ่นให้มาปกครองตนเอง อันนี้หมายถึงชาวอิสราเอลได้เคยขอให้ผู้นำที่ดี ผู้นำที่เคยสร้างประโยชน์สุขให้แก่อิสราเอล มาเป็นกษัตริย์ปกครองพวกเขา แต่ผู้นำที่ดีนั้นก็ไม่เอา อย่างเช่นกิเดโอนพ่อของโยธามเองก็ไม่ยอมรับตำแหน่งนี้ เด็กๆคิดว่าเพราะอะไร ผู้ใหญ่หรือผู้นำที่ดี ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสัตย์ซื่อและเสียสละมักจะไม่ค่อยยอมรับตำหน่งผู้นำคนสำคัญต่อ...ถ้าไม่จำเป็น เพราะเขาไม่ได้เห็นแก่ผลประโยชน์ หรือเกียรติยศชื่อเสียงใดๆ และการเป็นผู้นำในทุกสถาบันนั้น แท้จริงแล้วมันหมายถึงภาระหน้าที่อันหนักหน่วง การเสียสละทั้งเวลาและความสุขส่วนตัวอย่างแท้จริงเพื่อส่วนรวม เพราะฉะนั้น ส่วนใหญ่แล้วผู้นำที่ดีๆมักต้องการที่จะเกษียณตัวเองเมื่อถึงเวลาอันสมควร คือเมื่อเขาคิดว่า..ตนเองก็ได้สร้างประโยชน์สุขให้แก่สังคมหรือสถาบันมาจนสมควรแก่เวลาแล้ว ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่เห็นแก่ผลประโยชน์ เห็นแก่เกียรติยศชื่อเสียง มองตำแหน่งผู้นำเป็นเหมือนการได้เป็นคนพิเศษ มีอำนาจวาสนาบารมี คนกลุ่มนี้มักจะมีความทะยานอยาก และพยายามดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้ขึ้นมาเป็นผู้นำ (เหมือนอย่าง"อาบีเมเลค" นี่ไง) ต่างจากผู้นำที่ดีอย่างสิ้นเชิง ที่มักจะมีคนไปเชิญให้มาเป็น...แต่ก็ยังไม่ค่อยอยากจะรับ (ในสังคมการเมืองบ้านเราก็ยังมีให้เห็น)
ในข้อที่๑๔.บอกว่า “บรรดาต้นไม้ก็เลยไปขอให้ต้นหนามไข่กุ้งมาปกครองพวกตน..”ต้นหนามไข่กุ้งเท่าที่น้าตุ๊กค้นเจอ รู้สึกว่าเขาจะใช้ทำแยมแต่มันเป็นต้นไม้ที่ไม่ให้ร่มเงา แล้วก็ติดไฟง่าย” โยธามเปรียบอาบีเมเลคเป็นต้นหนามไข่กุ้ง ที่ประชาชนไปสนับสนุนขึ้นมาเป็นกษัตริย์ ซึ่งจะไม่ได้ให้ร่มเงาหรือความร่มเย็นกับพวกเขาเลย ตรงกันข้าม ต้นหนามไข่กุ้งนั้นจะติดไฟง่าย สามารถเผาผลาญทุกอย่างให้วอดวายไปชั่วพริบตา เช่นเดียวกับอาบีเมเลค ที่เขาเองจะเป็นเหตุสร้างความเดือดร้อนให้ชาวเชเคม .....ในข้อที่๑๙. โยธามก็กล่าวทิ้งท้ายว่า “ถ้าประชาชนแน่ใจว่าตัวเองทำในสิ่งที่ถูกที่ควรแล้ว ก็ขอให้ชื่นชมยินดีกันทั่วหน้า แต่ถ้าสิ่งที่พวกเขาทำนั้น มันไม่ถูกต้องก็ขอให้ทั้งสองฝ่ายเป็นเหมือนไฟที่จะเผาผลาญซึ่งกันและกัน พูดเสร็จโยธามก็หนีไปอยู่ที่เบเออร์
ดูผวฉ.9:22-25 อาบีเมเลคปกครองอิสราเอลได้สามปี คำพยากรณ์ของโยธามก็เป็นจริงขึ้นมา เพราะอาบีเมเลคกดขี่ประชาชนมาก พวกเขาก็เลยดิ้นรนวางแผนก่อการกบฎ แกล้งละเมิดกฎหมายสร้างสถานะการณ์ความเดือดร้อนไปทั่วในขณะที่อาบีเมเลคไม่อยู่ที่เชเคม แต่”เศบุล”เจ้าเมืองคนหนึ่งก็ได้ส่งข่าวการกบฎของประชาชนไปให้อาบีเมเลครู้ อาบีเมเลคก็เลยกลับมาจัดการพวกกบฎซะราบคาบ
แต่ขนาดราบคาบแล้วอาบีเมเลคก็ยังไม่ยอมหยุด.....กะว่าจะต้องสั่งสอนชาวเมืองซะให้เข็ด ทั้งชาวนา ชาวไร่ ไม่เว้นว่าจะเป็นเด็กหรือผู้หญิง
ดูผวฉ.9:46-49 ในข้อนี้บอกว่า มีชาวเมืองกลุ่มหนึ่งหนีตายไปรวมกันอยู่ในป้อมของวัด พอรู้ถึงหูอาบีเมเลค เขาก็พาพรรคพวกตัดไม้ตัดฟืนแบกไปที่ป้อมที่ชาวหอเชเคมหลบอยู่ เสร็จแล้วก็จัดการเผาป้อมย่างสดคนที่อยู่ข้างในซะสิ้นซาก ครั้งนั้นชาวหอเชเคมก็ตายไปร่วมพันคน (หยุดไม่อยู่แล้ว..ความบ้าบิ่นของอาบีเมเลค)
ดูผวฉ.9:50-54 หลังจากที่อาบีเมเลคเผาป้อมของชาวหอเชเคมแล้วเขาก็ยังบ้าเลือดไม่หยุด ยกไปยึดเมืองเธเบศ ประชาชนในเมืองนั้นก็หนีเข้าไปอยู่ในหอรบแห่งหนึ่ง ปิดประตูขังตัวเองแล้วก็หนีไปซ่อนอยู่บนหลังคา อาบีเมเลคก็ตามเข้าไปกะจะจุดไฟเผาให้ตายหมู่เหมือนที่หอเชเคม แต่พอเขามาถึงประตูทางเข้าหอรบ ก็มีหญิงคนหนึ่งสบโอกาสหยิบหินโม่แป้งทุ่มใส่หัวอาบีเมเลคกะโหลกแตกแต่ยังไม่ตาย...
ในข้อที่๕๔.บอกว่า “ท่านจึงรีบร้องบอกคนหนุ่มที่ถืออาวุธของท่านว่า เอาดาบฟันเราเสียเพื่อคนจะไม่กล่าวว่า ผู้หญิงคนหนึ่งฆ่าเขาตาย”.... พอถูกผู้หญิงเอาหินโม่แป้งทุ่มหัว...กะโหลกแตกใกล้ตาย พะงาบๆ เลยรีบบอกคนสนิทที่มาด้วยกันว่า เอาดาบฆ่าชั้นให้ตายที จะได้ไม่มีใครว่าได้...ว่าชั้นถูกผู้หญิงฆ่าตาย” แน่ะ...มีอาย ไม่อยากให้ใครดูถูกว่ามาตายด้วยน้ำมือสตรี เพราะห้าวหาญชาญชัยมาตลอด รบชนะฆ่าฟันคนมาเป็นหมื่นเป็นพัน แต่สุดท้ายมาตายน้ำตื้น (ถูกหินโม่แป้งทุ่มหัวตาย) .......ว่าแล้วคนสนิทก็สนองพระเดชพระคุณ ใช้ดาบแทงอาบีเมเลคจนถึงแก่ความตาย ทุกอย่างก็จบลงได้ตามคำพยากรณ์ของโยธาม
หลังจากนั้นอิสราเอลก็มีผู้วินิจฉัยอีกสองคนคือ โทลา และ ยาอีร์ แต่พระคำภีร์ไม่ได้บันทึกเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการทหารและการเมืองในสมัยของทั้งสองท่านนี้ไว้ เข้าใจว่า คงจะเป็นผู้ปกครองวินิจฉัยทางราชการ และคงไม่มีเหตุการณ์โลดโผนอะไรมากมายนัก