วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2552
หนังสือผู้วินิจฉัย ครั้งที่1
จุดประสงค์ของหนังสือ “ผู้วินิจฉัย”
1.เพื่อให้ประชากรของพระเจ้าระลึกอยู่เสมอว่า ความรักและสัตย์ซื่อในพระเจ้าคือสิ่งสำคัญที่สุด
2.เพื่อแสดงให้เห็นถึงสภาพชีวิตและเสถียรภาพของชาติอิสราเอลหลังจากที่โยชูวาสิ้นชีวิตไปแล้ว
3.เพื่อสำแดงให้เห็นถึงพระกรุณาอันชอบธรรม อย่างไม่มีที่สิ้นสุดของพระเจ้า เพราะไม่ว่าคนของพระองค์จะทำผิดซ้ำซากมากแค่ไหน แต่เมื่อพวกเขากลับใจใหม่....ร้องหาพระเจ้า พระองค์ก็ทรงอภัยให้และช่วยเหลือลูกๆของพระองค์เสมอ
ประเด็นหนึ่งที่อยากให้เด็กๆมองภาพของหนังสือผู้วินิจฉัย ก็คือ หลังจากที่โยชูวาเสียชีวิตไปแล้ว อิสราเอลก็ไม่มีผู้นำ.........
ในเวลาที่อิสราเอลขาดผู้นำหลังจากที่โยชูวาตายไปแล้วนั้น ขณะเดียวกันพวกเขาตกอยู่ในช่วงที่ต้องปรับตัวอย่างมาก เพราะหลังจากที่ได้แบ่งเขตแดนกันแล้ว รูปแบบความเป็นอยู่ทางสังคมของอิสราเอลก็เปลี่ยนไป พวกเขาต้องแยกกันอยู่หลังจากที่เคยอยู่รวมกันมานาน จากที่เคยมีผู้นำคอยบอกให้ไปซ้ายไปขวา คอยตักเตือนในเวลาที่พวกเขาทำผิด หรืออธิฐานเพื่อพวกเขาเสมอในเวลาที่พวกเขาหมดหนทาง ตอนนี้ก็ไม่มี.... ต้องอยู่แบบตัวใครตัวมัน นอกจากนี้ ยังต้องอยู่ปะปนกับชาวคานาอันด้วย เพราะในหนังสือยชว.บอกไว้ชัดเจนว่าอิสราเอลไม่สามารถขับไล่หรือทำลายชาวคานาอันให้หมดสิ้นไปได้ และในผวฉ.ก็บอกไว้เช่นกัน
อ่าน ผวฉ.1:21 ผวฉ. 1:27 ผวฉ. 1:29-30 ผวฉ.1:32-33
ข้อพระคำภีร์เหล่านี้ยืนยันว่า อิสราเอลต้องอยู่ร่วมกับคนคานาอัน เพราะฉะนั้นทุกอย่างต้องเรียนรู้ใหม่ แล้วบางทีก็ต้องยืมวัฒนธรรมของคนพื้นเมืองเดิมมาใช้ (เด็กๆอาจจะคิดว่า เอ๊ะ!แล้วทำไมต้องยืมของเขามาใช้ด้วย เพราะน้าตุ๊กเคยบอกว่าวัฒนธรรมหรือประเพณีนั้นเป็นสิทธิอำนาจที่พึ่งพาไม่ได้)
เพราะบางครั้ง วัฒนธรรมก็เป็นเรื่องของภูมิปัญญาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับการดำรงชีวิตของมนุษย์ในแต่ละท้องถิ่น หมายความว่า บางทีมันก็มีส่วนทำให้ชีวิตง่ายขึ้น แล้วถ้ามันไม่ขัดกับทางของพระเจ้า....อิสราเอลก็สามารถจะยืมมาใช้ได้ อย่างเช่น ปัจจุบันนี้...บางท้องถิ่นอาจจะมีการช่วยเหลือกันในฤดูเก็บเกี่ยว ผลัดกันไปช่วยเพื่อนบ้านเกี่ยวข้าว ถือเป็นวัฒนธรรมหรือประเพณีของท้องถิ่น อันนี้โอเค เพราะมันทำให้ชีวิตง่ายขึ้น เป็นผลดีกับทุกคนและไม่ขัดกับพระบัญญัติของพระเจ้า แต่ไม่ใช่...พอช่วยกันไปช่วยกันมา ก็สนิทกันมาก เลยเกรงใจกันมาก ถึงเวลาเขาชวนไปทอดกฐินทำบุญเ้ก้าวัด....ก็ไปกับเขาซะงั้น เนี่ย...ที่ปัญหามันเกิดขึ้นมันก็เริ่มมาอย่างเงี้ย เกรงใจเพื่อน.....ไม่แยกให้ขาด ว่าอันไหนเอาอย่างได้ แล้วอันไหนที่ไปร่วมกับเขาไม่ได้
ดูผวฉ.2:8-10 “...อีกชาติพันธ์หนึ่งก็เกิดขึ้นตามมา เขาไม่รู้จักพระเจ้าหรือรู้ราชกิจที่พระเจ้าได้กระทำเพื่ออิสราเอล” นี่เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่จะทำให้เรามองภาพได้ชัดเจนขึ้น เพราะเราได้รู้ว่าหลังจากสมัยของโยชูวาแล้ว อิสราเอลที่เป็นคนรุ่นใหม่ในสมัยผู้วินิจฉัยนั้นไม่ได้ติดสนิทกับพระเจ้า แต่ละเผ่าก็คิดถึงแต่เรื่องของตัวเอง แล้วก็เริ่มคล้อยตามความเชื่อของชาวคานาอัน
ดู ผวฉ2:11-13/14-15 คำว่า “อิสราเอลกระทำสิ่งที่ชั่วในสายพระเนตรพระเจ้า” นั้นเป็นสำนวนที่หมายถึงการที่อิสราเอลละทิ้งพระเจ้าไปกราบไหว้พระบาอัลหรือพระอื่น (ให้เด็กๆเข้าใจไว้เลย) ทำให้พระเจ้าลงโทษพวกเขาด้วยการให้ชนชาติต่างๆนั้นมารุกรานอิสราเอล
ก่อนที่จะเรียนหนังสือโยชูวา น้าตุ๊กสอนเคยเรื่องราวเกี่ยวกับดินแดนคานาอันรวมถึงพระต่างๆที่พวกเขากราบไหว้ไปแล้ว อย่างพระบาอัลก็เป็นพระที่ชาวคานาอันเชื่อว่ามีฤทธิ์สามารถทำให้ทุกสิ่งที่มีชีวิตนั้นเกิดผลหรือมีความอุดมสมบูรณ์ และในที่ๆพวกเขาประกอบพิธีกรรมก็จะมีชายหญิงอยู่ประจำสำหรับร่วมประเวณีในพิธีกรรมทางศาสนาด้วย (เพราะเชื่อว่าจะทำให้ผลผลิตอุดมสมบูรณ์)
เพราะฉะนั้น เมื่ออิสราเอลหลงไปกระทำตาม ก็เท่ากับว่า พวกเขาล่วงประเวณีทั้งทางฝ่ายเนื้อหนังและฝ่ายวิญญาณ ซึ่งเป็นการละเมิดพระบัญญัติของพระเจ้าข้อที่สำคัญที่สุดก็ว่าได้
ย้อนไปดูผวฉ.2:1-3 “..เขาจะเป็นหอกข้างแคร่ และพระของเขาจะเป็นบ่วงดักเจ้า”
จริงๆแล้วการที่พระเจ้ายังปล่อยให้มีคนคานาอันเหลืออยู่เนี่ย เหตุผลหนึ่งก็เพื่อจะเป็นประโยชน์แก่คนอิสราเอล ทั้งในเรื่องการดูแลทรัพยากรให้ดำรงอยู่ (ทั้งต้นไม้ ต้นข้าวที่ออกดอกออกผลหล่อเลี้ยงชีวิตคน) เพราะถ้าไม่มีชาวถิ่นเดิมที่เป็นงานเหลืออยู่เลย อิสราเอลคงจะลำบากเพราะยังดูแลผลผลิตไม่เป็น อย่าลืมว่าอิสราเอลเคยชินกับการเร่ร่อนอยู่ในถิ่นทุรกันดารหลายสิบปี เพราะฉะนั้น การเลี้ยงสัตว์หรือการปลูกพืชต่างๆ ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่งซึ่งไม่เป็นหลักเป็นฐานเหมือนกับตอนที่เข้ามาอยู่ในคานาอัน หรือแม้แต่..การระวังสัตว์ร้ายที่อยู่ตามป่าตามเขา ก็ต้องเรียนรู้ทักษะการระแวดระวังจากคนพื้นที่ เพราะฉะนั้น การมีคนถิ่นเดิมอยู่ด้วย จริงๆแล้ว...ก็เป็นเรื่องจำเป็น
และในทางตรงกันข้าม ถ้าเมื่อไหร่ที่อิสราเอลละทิ้งพระเจ้าหรือละเมิดพันธสัญญา พระเจ้าจะทรงบันดาลให้ชาวเมืองที่เป็นประโยชน์เหล่านั้น หันมาเป็นศัตรูทำร้ายอิสราเอล แล้วนี่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราได้ข้อคิดและเรียนรู้จากเรื่องนี้ “ว่าพระเจ้าทำได้ทุกอย่าง” ทั้งเปลี่ยนสิ่งร้ายกลายเป็นดี หรือเปลี่ยนสิ่งดีๆให้ร้ายสุดๆ พระองค์ก็ทำได้ถ้าเราไม่เชื่อฟัง
ดูผวฉ.2:16-18 “พระเจ้าทรงให้เกิดผู้วินิจฉัย...”
ผู้วินิจฉัย คือใคร
ผู้วินิจฉัย ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า judge ที่แปลว่า ผู้พิพากษา ตัดสินหรือภาษากฎหมายก็เรียกว่า “ตุลาการ” แต่ในพระคำภีร์ของเรา ผู้วินิจฉัย คือ บุคคลที่พระเจ้าทรงเรียกมาให้เป็นผู้ปลดปล่อยอิสราเอลให้พ้นจากอำนาจของศัตรูในสถานการณ์ต่างๆ
ดูผวฉ.2:19-20/21-23 พระคำช่วงนี้ คือการบอกเล่าถึงวงจรการดำเนินชีวิตของอิสราเอล ที่หลงผิดละทิ้งพระเจ้า พอทนทุกข์หนักเข้าเพราะถูกลงโทษก็หันหน้ากลับมาร้องขอพระกรุณาจากพระองค์ แต่พอพระเจ้าส่งผู้วินิจฉัยมาปลดปล่อยให้เป็นอิสระ ได้อยู่ดีมีสุขก็กลับหลงลืม หันหลังให้พระองค์อีก พระเจ้าก็ลงโทษอีก พอเกิดความทุกข์ยากอิสราเอลก็สำนึกผิดหันกลับมาหาพระองค์ใหม่พระองค์ก็ทรงประทานผู้วินิจฉัยมาปลดปล่อย วนเวียนอยู่อย่างงี้ตั้งแต่ต้นจนจบ รวมแล้วจำนวนผู้วินิจฉัยที่พระเจ้าปประทานให้ทั้งหมดมี ๑๒ คน
วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2552
เฉลยบททดสอบหนังสือ โยชูวา
๑.ตอบ ข.เพราะติดตามพระเจ้าอย่างแท้จริง
ข้อก.บอกว่า เพราะกล้าหาญและเข้มแข็ง มีหลายคนที่เผลอไปตอบข้อนี้ เพราะในพระธรรม ยชว.จะกล่าวถึงถ้อยคำนี้อยู่หลายครั้ง เพราะพระเจ้าทรงหนุนใจยชว.และคนอิสราเอลอยู่เสมอ ว่าจงกล้าหาญและเข้มแข็ง แต่การเป็นผู้นำของชนชาติอิสราเอลนั้น ความสัตย์ซื่อและเชื่อฟังพระเจ้าสำคัญที่สุด เพราะฉะนั้น ต่อให้คุณเป็นผู้เก่งกล้าสามารถมาจากไหนก็ไม่ใช่คำตอบอยู่ดี เพราะคนที่จะเป็นผู้นำของอิสราเอลหรือเป็นผู้นำคริสตจักรนั้น (สองอย่างนี้เป็นเรื่องเดียวกัน) สำคัญที่สุดคือจะต้องเป็นผู้ที่เชื่อฟังและสัตย์ซื่อในการติดตามพระเจ้าอย่างแท้จริง เท่านั้น ส่วนคุณสมบัติข้ออื่นก็เป็นรองไป
ข้อค.บอกว่าเพราะโยชูวาเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับโมเสส (อันนี้เกี่ยวมั๊ย) ไม่เกี่ยวเลย เพราะการเป็นผู้นำของอิสราเอลหรือผู้นำคริสตจักรในยุคพระคุณนั้น มันไม่เหมือนกับเรื่องของธุรกิจหรือการงานฝ่ายโลกที่ผู้บริหารมักจะเลือกญาติสนิทหรือคนใกล้ชิดของตัวเอง เป็นผู้สืบทอดหรือเป็นผู้ดูแลองค์กรต่อจากเขา เพราะฉะนั้นการจะเป็นผู้นำของอิสราเอลหรือการเลือกผู้รับใช้ของคริสตจักร มันไม่ใช่ว่าเพราะคนนั้นเขาสนิทกันหรือ คนนี้เขาสนิทกับศบ. เขาถึงได้เป็นผู้นำต่อจากคนเก่า ไม่ใช่ หลักการอันนี้ใช้ไม่ได้ ข้อนี้ก็เลยไม่ใช่คำตอบเช่นเดียวกัน
๒.ตอบ ค.ชัยชนะในแผ่นดินคานาอันขึ้นอยู่กับความเชื่อฟังและไว้วางใจในพระเจ้า
คานาอัน คือ แผ่นดินที่พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะประทานให้อิสราเอล ซึ่งเป็นหมายสำคัญถึงแผ่นดินที่พระเจ้าจะทรงประทานให้พวกเราเช่นกัน คือ อาณาจักรสวรรค์ เพราะฉะนั้น ชัยชนะหรือการที่จะได้เข้าร่วมครอบครอง แผ่นดินที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้นั้น มันขึ้นอยู่กับความเชื่อ และวางใจในพระเจ้าอย่างเดียว สำหรับพวกเราก็คือ ต้องเชื่อพระเยซูเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับความกล้าหาญเข้มแข็ง ไม่เกี่ยวกับความขยัน อดทน หรือแม้แต่การทำความดี (ดูโรม4:5-6) เพราะถ้าไม่เชื่อพระเยซู ต่อให้คุณพยายามทำความดีมากแค่ไหน ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้อยู่ในแผ่นดินสวรรค์
๓.ตอบ ค.เพราะพระเจ้าต้องการให้จิตวิญญาณของเราเติบโต
ข้อก.บอกว่า เพราะพระเจ้าไม่ต้องการให้เราสุขสบายจนเกินไป เด็กๆว่าพระเจ้าอยากให้เราสุขสบายมั๊ย แท้จริงแล้ว...พระเจ้าทรงต้องการให้เรามีความสุขที่สุดเลย ที่พระองค์ทรงทำทุกสิ่งทุกอย่าง และทุกแผนการของพระองค์ที่บางครั้งมนุษย์ไม่เข้าใจ ทั้งหลายทั้งสิ้นนั้นก็เพียงเพราะว่า พระองค์ทรงปรารถนาที่จะให้ลูกๆของพระองค์ได้อยู่อย่างสุขสบาย (ที่ไหน) ในแผ่นดินที่เป็นของจริงและจะดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์(ใช่โลกใบนี้มั๊ย) ไม่ใช่แต่คืออาณาจักรสวรรค์ เพราะฉะนั้น เราอย่าไปคิดว่า พระเจ้าคงไม่อยากให้เราสุขสบายมั้งเพราะทุกวันนี้เราอยู่อย่างลำบากเหลือเกิน หรือคิดว่าเป็นคริสเตียนแล้วต้องลำบาก อย่าไปคิดอย่างงั้น เพราะนั่นก็มาจากมาร จำไว้ว่า...ความทุกข์ยากนั้นก็เป็นแค่บทหนึ่งของการฝึกฝน และขัดเกลาเราให้คู่ควรแก่พระสิริของพระเยซูคริสต์ (บ้าง) และพระเจ้าจะไม่ปล่อยให้เราทุกข์ยากเกินกว่าที่เราจะทนได้ ที่สำคัญโลกนี้ก็คือของปลอม เราจะเอาฐานะบนโลกนี้มาเป็นเกณฑ์ตัดสินไม่ได้ แล้วพระเจ้าก็ให้เราอยู่แค่ชั่วคราว ส่วนบ้านของจริงที่เราจะอยู่อย่างถาวร พระเจ้าทรงเตรียมความสุขสบายสุดๆไว้ให้เราพร้อมหมดแล้ว เพราะฉะนั้น อย่ามัวแต่เรียกหาสวรรค์บนดินกับที่ๆเราอยู่แค่ชั่วคราว จะอยู่แบบไหนก็อยู่ไปเถอะ....
ข้อค.บอกว่า เพราะพระเจ้าต้องการให้เราเรียนรู้การเป็นผู้นำ ข้อนี้ก็ไม่เกี่ยวเพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะต้องเป็นผู้นำ พระเจ้าจะทรงมีน้ำพระทัยเรื่องนี้กับเฉพาะบางคนเท่านั้น
๔.ตอบก.เพราะเห็นแก่ความอุดมสมบูรณ์ของดินแดนทางฝั่งตะวันออก ไม่ได้เสียสละอะไรทั้งนั้น เห็นของดีก็รีบคว้าไว้ก่อนเลย แล้วก็ไม่ใช่เพราะเบื่อหน่ายการรบด้วย เพราะ พวกเขายังรักษาสัญญาข้ามไปร่วมรบกับพี่น้องทางฝั่งคานาอันจนได้รับชัยชนะ
๕.ตอบข.เพราะราหับเชื่อในพระเจ้าของอิสราเอล ไม่ได้เห็นแก่สินบน แล้วราหับก็ไม่ได้เป็นชาวอิสราเอลด้วย แต่เธอเป็นชาวเมืองเยรีโค แล้วเรารู้ได้ไงว่าราหับเชื่อพระเจ้า (ที่เราเรียนกันไปแล้ว) ก็รู้ได้จากคำพูดของเธอ ดูยชว.2:11 “เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน เป็นพระเจ้าของสวรรค์เบื้องบนและแผ่นดินเบื้องล่าง” คำพูดนี้แหละที่แสดงว่าราหับเชื่อพระเจ้า แล้วก็ยอมรับว่าพระเจ้าของอิสราเอลนั้นใหญ่ที่สุด อีกข้อหนึ่งดูยชว.2:12 “ขอท่านสาบานให้ดิฉันในพระนามของพระเจ้า” นี่ก็เป็นอีกคำพูดหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าราหับนั้นเชื่อจริงๆว่าพระเจ้าใหญ่ที่สุด ราหับก็เลยขอให้คนอิสราเอลที่มาสอดแนมนั้นสาบานในพระนามของพระเจ้าว่า จะไม่ทำร้ายเธอและครอบครัว ประมาณว่า..ถ้าสาบานในพระนามของพระเจ้าแล้ว ก็จะไม่มีใครกล้าพลิกลิ้นหรือผิดคำพูดนั่นแหละ
๖.ตอบ ค.ทุกคนมีสิทธิ์ได้รับความรอด อย่างราหับเองก็เคยเป็นหญิงโสเภณี ที่โลกตัดสินว่าต่ำต้อยด้อยค่า แต่พระเจ้าก็ยังทรงเมตตาเลือกให้ราหับเข้ามารับความรอด ราหับจึงมีความเชื่ออย่างอัศจรรย์ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเราจะเป็นใคร....มีอดีตเป็นยังไงหรือแม้แต่เคยผิดพลาดหรือทำบาปมาหนักหนาแค่ไหนก็ตาม ถ้าเชื่อพระเยซูก็มีสิทธิ์ได้รับความรอดด้วยกันทั้งนั้น สิ่งนี้ถึงได้ถูกเรียกว่า”ข่าวประเสริฐ”
เพราะว่าเป็นข่าวดีจริงๆ มันหาไม่ได้อีกแล้วบนโลกนี้หรือโลกไหน เพราะไม่มีใครหรอกที่จะรักคนบาปได้เหมือนพระเจ้าของเรา ไม่มีอีกแล้ว..อย่างมากก็จะปลอบใจให้ก้มหน้าก้มตารับกรรมกันไปแต่ไม่มีพระไหนหรือนามไหนเลยที่จะบอกว่า เขาช่วยให้เรารอดพ้นจากความบาปได้ “นอกจากพระเยซูคริสต์”
นี่คือ ข่าวประเสริฐที่แท้จริงเพราะ “ทุกคนที่ได้ยิน มีสิทธิ์ได้รับความรอด” ถ้าเชื่อพระเยซู (รอดทางฝ่ายวิญญาณ) ส่วนทางโลกเนี่ยบางครั้งเรายังต้องกินผลที่ทำอยู่ ต่อไปเด็กๆก็จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้น แต่ตอนนี้จำไว้แค่ว่า “วิญญาณของเราได้รอดแน่นอนก็แล้วกัน”
๗.ด้ายสีแดง มีความหมายเหมืนกันกับเลือดแกะวันปัสกา ซึ่งเล็งถึงโลหิตของพระเยซูคริสต์ที่จะมาไถ่ถอนเรา เพราะฉะนั้นก็ต้องตอบว่าถูกทั้งก.และข.
๘.ข้อนี้ตอบผิดกันเยอะพอสมควร เพราะคงจำรายละเอียดกันไม่ได้ แต่ไม่ได้แปลว่าเราไม่เข้าใจ คำตอบที่ถูกคือข้อ ก.การที่น.จอร์แดนแห้งไป เพราะก่อนที่พระเจ้าจะทรงทำอัศจรรย์ในครั้งนี้ พระองค์ได้ตรัสกับโยชูวา ในยชว.3:7 ว่า”วันนี้เราจะเริ่มยกย่องเจ้าให้เป็นใหญ่ในสายตาของบรรดาอิสราเอล” ก็แปลว่าพระเจ้าทรงกระทำให้น.จอร์แดนแห้งไปเพื่อรับรองโยชูวาหรือเพื่อให้ชาวอิสราเอลยอมรับโยชูวาเป็นผู้นำ
ส่วนข้อข.การที่กำแพงเมืองเยรีโคถล่ม เรื่องนี้พระเจ้าทรงกระทำให้สำเร็จ เพราะอิสราเอลนั้นมีความเชื่อฟัง พระเจ้าไม่ได้กระทำเพื่อรับรองโยชูวา
ข้อค.บอกว่าการที่ทูตของพระเจ้ามาปรากฎ อันนี้พระเจ้าทรงกระทำเพื่อตอกย้ำให้โยชูวาตระหนักอยู่เสมอว่า “พระเจ้าทรงเป็นผู้นำทัพของอิสราเอล “ ก็หมายถึงความสำเร็จทั้งหมดนั้นมาจากพระองค์ เพราะฉะนั้นโยชูวาอย่าเผลอคิดว่าตัวเองเป็นคนสำคัญซะเองล่ะ...
๙.ตอบ ก.ความเชื่อวางใจที่เรามีต่อพระเจ้า ไม่ใช่สัญลักษณ์ที่แสดงถึงชัยชนะในแผ่นดินคานาอันแล้วก็ไม่เกี่ยวอะไรกับการรอคอยแผ่นดินคานาอันของคนอิสราเอลด้วย
๑0.ข้อนี้ตอบผิดกันมากที่สุด คำตอบที่ถูกคือค.ถูกทั้งก.และข. แต่เด็กๆ เลือกตอบข้อก.กันซะส่วนมากเพราะน้าตุ๊กเคยยกข้อนี้มาอธิบาย ส่วนอีกข้อคือข.ฟังดูก็เข้าท่า.....สมเหตุสมผลแต่เด็กๆไม่แน่ใจว่าถูกเพราะน้าตุ๊กไม่เคยสอน อันนี้เรียกว่าไม่มั่นใจในตัวเอง
๑๑.ตอบ ข.ความเชื่อฟังพระเจ้าของคนอิสราเอล
ส่วนก.บอกว่า”เพราะ วิธีการเดินและการโห่ร้องของคนอิสราเอล” เกี่ยวมั๊ย ถ้าพระเจ้าไม่ทรงบันดาลให้กำแพงมันพังลง ก็เดินไปเถอะ.....ชาติหน้าก็ไม่มีวันถล่ม (อันนี้พูดเล่นนะ เพราะความจริงแล้วไม่มีชาติหน้าอย่างที่บางคนเข้าใจ มีแต่ชีวิตนิรันดร์ที่น่ากลัวกว่าเยอะ...ถ้าคุณไม่ได้เชื่อพระเยซู) อย่างที่น้าตุ๊กเคยบอกแล้วว่า ประเด็นมันอยู่ที่ความเชื่อฟังของเรา ถึงแม้รูปแบบหรือวิธีการที่พระเจ้าสั่งให้ทำนั้น...บางครั้งอาจจะดูไม่สมเหตุสมผล (ในสายตาของมนุษย์) ก็ขอให้เราเชื่อฟังแล้วก็ทำตาม ถ้าพระเจ้าบอกให้ร้องเพลง......ก็ร้องไป ถ้าสั่งให้เต้นรำ.....ก็เต้นรำ ไม่ต้องไปเรียกหารูปแบบที่โก้หรู ดูสมเหตุสมผลอะไรนักหนา เพราะสิ่งที่พระเจ้าปรารถนา...แท้จริงแล้วคือความเชื่อฟังของเรา
ค.บอกว่า “เพราะสภาพภูมิอากาศและปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ” สิ่งนี้ก็เป็นแค่เครื่องมือของพระเจ้าเท่านั้น ถ้าพระองค์ไม่อนุญาตก็ไม่มีปรากฎการณ์ไหนเกิดขึ้นได้
๑๒.ตอบ ข.เพราะหมายถึงเราไม่วางใจพระเจ้า ไม่เชื่อว่าพระองค์ช่วยเราได้ก็คือไม่เชื่อว่าพระเจ้าใหญ่ที่สุด
ข้อก.บอกว่า”เพราะหมายถึงเราไม่เข้มแข็ง” ความไม่เข้มแข็งเป็นธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้ว แล้วพระเจ้าก็ไม่เคยโกรธหรือตำหนิเราด้วยนะ..ในเวลาที่เราอ่อนแอ แต่พระองค์ทรงเข้าใจและรู้จุดอ่อนของเราแต่ละคนเป็นอย่างดี แต่ฟังอย่างงี้แล้วก็ต้องระวัง...อย่าเอาไปอ้างพร่ำเพรื่อในเวลาที่ตัวเองจะทำบาปหรือเลือกจะทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะเรื่องนี้ก็ค่อนข้างที่จะล่อแหลม แล้วความอ่อนแอ....กับความเหยียดยาว มันก็ใกล้กันมาก บางครั้งอาจจะแยกไม่ออก (หรือไม่ก็.....ไม่อยากจะแยก)
แต่สิ่งที่จะทำให้เราแยกแยะได้ คือการฟ้องผิดในใจ อันนี้ชัดเจน น้าตุ๊กเชื่อว่า”คนที่มีพระเจ้า”จะไม่เหยียดยาวหรือสบายใจอยู่ได้ ในเวลาที่ตัวเองทำบาปหรือทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เราจะไม่อ้างพร่ำเพรื่อว่าเราอ่อนแอ แต่เราจะเติบโตและเข้มแข็งขึ้นทีละน้อย ไม่ใช่ภายในวันเดียว เดือนเดียว
หรือแม้แต่ปีเดียว จะมากขึ้นเรื่อยๆ
ข้อค.บอกว่า”เพราะจะทำให้เราไม่เติบโต” เราไม่เติบโตอยู่แล้ว ตราบใดที่เรายังกลัว (มากๆ) แต่ประเด็นที่เป็นบาป ก็คือเราไม่วางใจพระเจ้า
๑๓.ตอบ ก.เพื่อไม่ให้อิสราเอลหันไปพึ่งพาสิ่งเหล่านี้แทนพระเจ้า น้าตุ๊กเชื่อว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งนี้เพื่อเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม พระองค์ทรงรู้ก่อนแล้วว่า “อะไรจะเกิดขึ้น”ถ้าพระองค์อนุญาตให้พวกเขาเก็บของพวกนี้ไว้ เพราะอิสราเอลก็ขึ้นชื่ออยู่แล้ว “เรื่องกบฎ”
เพราะฉะนั้น พวกเราเองก็ดูไว้เป็นตัวอย่าง ถ้าวันนี้พระเจ้าอนุญาตให้มีบ้าน มีรถ มีเงินเก็บในธนาคาร ก็จงขอบคุณ...แต่อย่าไปยึดติด คอยนับ....จดจ่อให้ความสำคัญ หรือเผลอคิดไปว่า...เราต้องรักษามาตรฐานชีวิตของเราให้อยู่ในระดับนั้น....ระดับนี้ แล้วเราก็ต้องมีสิ่งนั้น...สิ่งนี้อย่างครบถ้วน...ขาดไม่ได้ ถ้าขาดมันไปวันไหนเราคงแย่ ระวังความคิดของเราให้ดี.....ถ้าคิดอย่างงี้เมื่อไหร่เดี๋ยวได้แย่สมใจ เพราะพระเจ้าจะเอามันออกไป เหมือนที่ทรงสั่งให้โยชูวาตัดเอ็นน่องม้าและทำลายรถรบทิ้งไป....ให้เหลือแต่ตัวกับหัวใจ เพื่อที่จะได้เห็นกันใสๆว่า ความช่วยเหลือนั้นแท้จริงแล้วมาจากใครหรือมาจากสิ่งใดกันแน่ นี่คือวิถีพื้นๆที่จะสามารถรักษาจิตวิญญาณและความเชื่อของเรา ให้ติดสนิทกับพระองค์ได้เหมือนเดิม ไม่ใช่ไปติดกับบ้านหลังใหญ่ รถหลายคัน หรือเงินหลายล้านในธนาคาร
๑๔.ตอบ ค.เพราะพระเจ้าทรงทำให้จิตใจของชาวคานาอันแข็งกระด้าง เพื่อที่เมืองเหล่านี้จะได้ถูกทำลายจนหมดสิ้น......มีตอบข้อก.หลายคนเหมือนกัน ข้อก.บอกว่า เพราะเมืองต่างๆคิดว่าจะเอาชนะอิสราเอลได้ เพราะอิสราเอลเป็นเพียงชาวเร่ร่อนเล็กๆ ข้อนี้ไม่ใช่คำตอบเพราะ..มาถึงวันนี้แล้ว บรรดาชาติต่างๆนั้นก็ได้เห็นชัยชนะอย่างอัศจรรย์มากมายของอิสราเอล วันนี้เขาไม่ได้มองว่าอิสราเอลเป็นแค่ชาวเร่ร่อนไม่มีน้ำยาอีกต่อไปแล้ว
ข้อข.บอกว่า อิสราเอลตั้งตัวเป็นศัตรูประกาศสงครามกับทุกชนชาติ (เคยมั๊ย) ไม่เคยเลย...เพราะพระเจ้าไม่เคยสอนให้ทำอย่างงี้ ถึงเวลาจะลุย..ก็ลุยเลย ไม่เคยประกาศศักดาข่มขวัญใครทั้งสิ้น
๑๕.ตอบ ข.เพราะคาเลบเชื่อวางใจพระเจ้า ข้ออื่นคงไม่ต้องอธิบายนะ น่าจะเข้าใจกันดี
๑๖.ตอบ ค.ไม่พอใจในส่วนแบ่งแล้วก็ไม่วางใจในพระเจ้าด้วย เพราะเมื่อโยชูวาบอกคนเผ่าเอฟราอิมว่าถ้าถางป่าเข้าไป พวกเขาจะรู้ว่าเขตแดนที่แบ่งให้นั้น...มันใหญ่เหลือเฟือแล้ว แต่คนเอฟราอิมกลับบอกว่า (ยชว.17:16) “แถวนั้นมีคนคานาอันอยู่ แล้วพวกเขาก็มีรถรบที่ทำด้ยเหล็ก” เนี่ยเรียกว่ากลัวจนลืมพระเจ้าไปเลย
๑๗.ตอบ ก.เพราะโยเซฟมีความเชื่อ เชื่อทั้งๆที่ตัวเองก็ไม่ทันได้อยู่เห็นพระสัญญาของพระเจ้าเป็นจริงขึ้นมา เพราะถ้าไม่เชื่อ ก็คงไม่กำชับลูกหลานไว้ จนอีกหลายร้อยปีต่อมา....กระดูกของโยเซฟก็ได้ถูกเอากลับมาฝังที่คานาอัน อย่างที่เขาตั้งใจ
ส่วนคุณความดีหรือความมีชื่อเสียง ไม่ได้เป็นเหตุผลที่ทำให้กระดูกของโยเซฟถูกนำกลับมาที่คานาอัน
๑๘.ตอบ ค.ความสัตย์ซื่อและเชื่อฟังพระเจ้า
ส่วนความกล้าหาญ เข้มแข็ง หรือความอดทนรอคอย ไม่ใช่วิธีที่อิสราเอลจะได้รับชัยชนะแล้วก็ไม่ใช่วิธีที่คริสเตียนจะได้รับความรอดด้วย ชัยชนะทั้งทางฝ่ายเนื้อหนังและฝ่ายวิญญาณขึ้นอยู่กับความเชื่อเท่านั้น
๑๙.ตอบ ค.ถูกทั้งสองข้อ เพราะการรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ทำให้เราได้รับชัยชนะบน
ไม้กางเขนร่วมกับพระองค์ และสิ่งนี้เองที่จะเป็นเกราะป้องกันและอาวุธของคริสเตียน
๒o.ตอบ ก.ทันทีที่เชื่อพระเยซู ก็จะได้รับบัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์ แบบ baptize unto life คือ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในพระกายของพระคริสต์ มีพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตใตใจและได้รับชีวิตนิรันดร์
๒๑.ตอบ ค.ภาวนาใคร่ครวญ ท่องจำ ถ้อยคำพระเจ้า
ส่วนการมาโบสถ์ทุกอาทิตย์ ก็ไม่ใช่ทุกคนที่มา....จะจดจ่อกับถ้อยคำพระเจ้าหรือพระคำภีร์ เพราะฉะนั้น มันตัดสินไม่ได้ว่า ผู้ที่มาโบสถ์อย่างสม่ำเสมอจะรู้จักเอาความจริงมาคาดเอว หรือจะรู้จักหยิบยุทธภัณฑ์ที่พระเจ้าประทานให้ มาใช้ป้องกันตัวด้วยกันทุกคน
๒๒.ตอบ ก.ความชอบธรรม
ส่วนความรอด คือ หมวกเหล็ก และข่าวประเสริฐ เปรียบเสมือน รองเท้า
๒๓.ตอบ ค.ถูกทั้งสองข้อ คือพระเจ้าทรงมีทางออกให้กับทุกปัญหาแน่นอน แต่จะเป็นทางออกตามน้ำพระทัยของพระองค์ เป็นทางที่พระองค์ทรงเห็นชอบ และดีที่สุดสำหรับเรา ซึ่งบางครั้งมันอาจจะ.....ไม่ถูกใจเรา (เช่น พระเจ้าบอกให้ไปซ้าย แต่เราอยากไปขวา...รู้สึกมันน่าสนุกกว่า) แต่ถ้าเรายอมเดินตามทางที่พระเจ้าวางไว้ด้วยความเชื่อ เราจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ และสันติสุขจะเกิดขึ้นในใจเราอย่างอัศจรรย์........โดยที่บางครั้งปัญหาก็ยังไม่ได้หายไปไหน แต่เรากลับไม่เดือดร้อนเท่าไหร่ เนี่ย...เรียกว่ามีสันติสุขอย่างแท้จริง
๒๔ตอบ ข.โล่ที่แข็งแรง
๒๕. ตอบค.เข็มขัดและดาบ
บัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์
ก่อนที่จะเฉลยบททดสอบของหนังสือโยชูวา น้าตุ๊กจะขอพูดถึงเรื่องการบัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์ .......ตามที่เราเคยเรียนกันไปแล้วว่า ใครก็ตามที่เชื่อพระเยซูคริสต์ก็จะได้รับบัพติศมาโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ทันที บังเอิญว่าการเข้าค่ายที่หาดตะวันรอนเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาก็ได้มีการเรียนในหัวข้อเดียวกันนี้
น้าตุ๊กไม่ทราบว่าเด็กๆฟังแล้วเข้าใจกันดีหรือเปล่า เพราะว่าการเข้าค่ายที่ผ่านมาเนี้ยมีจุดประสงค์ที่อยากจะให้พวกเราได้รับประสบการณ์ที่ล้ำลึกทางฝ่ายวิญญาณมากขึ้น คณะศบ.ได้อธิบายว่า มีบางคนยังไม่เคยรับบัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์ เดี๋ยวเด็กๆจะสับสนกับที่น้าตุ๊กเคยสอนไว้ว่า เมื่อเราเชื่อพระเยซูเราจะได้รับบัพติศมาโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ทันที (แล้วทำไมถึงบอกว่าเรายังไม่ได้รับหรือมีบางคนยังไม่ได้รับเพราะผู้ที่ไปเข้าค่ายนั้นส่วนใหญ่ก็ได้รับเชื่อกันแล้ว) เสร็จแล้วก็มีการอธิฐานให้ได้รับกันไปเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา น้าตุ๊กจะเคลียร์ให้อีกทีละกัน
ถ้าเด็กๆได้ตั้งใจฟังคุณลุงพิชัยเทศนาก็คงจะไม่สับสน เพราะท่านอธิบายไว้ชัดเจนว่า “การบัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์” นั้นมีสองอย่าง คือ
baptize unto life คือ การ”เข้าร่วม”ในพระกายของพระคริสต์ ได้มีพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตในใจ อันนี้เราได้รับทันทีที่เชื่อพระเยซู อย่างที่น้าตุ๊กสอนไว้ (เป็นสเต็ปแรก)
baptize unto power คือ การรับ”ฤทธิ์อำนาจ”ในพระวิญญาณบริสุทธิ์ ส่วนนี้เป็นสเต็ปที่สองที่เราต้องอธิฐานทูลขอจากพระเจ้า อันนี้คือ ประสบการณ์ที่เราได้รับกันไปเมื่ออาทิตย์ก่อนที่หาดตะวันรอน
ก็ขอให้เด็กๆเข้าใจตามนี้ อย่าสับสนว่าเอ๊ะ!ตกลงการบัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นได้รับตอนไหนกันแน่ ตกลงเชื่อพระเยซูแล้วได้รับทันทีเลยรึเปล่า สรุปคือได้รับทันทีเลยในระดับหนึ่ง คือ baptize unto life คือ ได้เข้าร่วมในพระกายของพระคริสต์ มีพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตในใจและก็ได้มีส่วนในชีวิตนิรันดร์ไปแล้วเรียบร้อย ไม่ต้องห่วง
แต่ถ้าเราไม่ได้รับฤทธิ์อำนาจทางฝ่ายวิญญาณ คือ baptize unto power เราก็จะขาดประสบการณ์ที่จะได้ดำดิ่งลงไปทางฝ่ายวิญญาณ จิตวิญญาณของเราก็จะขาดกำลัง ไม่ชุ่มชื่นและไม่ชื่นชมยินดีเท่าที่ควร
วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2552
บททดสอบหนังสือโยชูวา
เราได้ยกให้แก่เจ้าทั้งหลาย ดังที่เราได้สัญญาไว้กับโมเสส” ยชว.1:3
เลือกคำตอบที่ถูกต้อง
1.เด็กๆคิดว่า เพราะเหตุใดโยชูวาจึงได้เป็นผู้นำของอิสราเอลต่อจากโมเสส
ก.เพราะกล้าหาญและเข้มแข็ง ข.เพราะติดตามพระเจ้าอย่างแท้จริง ค.เพราะเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับโมเสส
2.จุดประสงค์ที่สำคัญของหนังสือโยชูวาคือข้อใด
ก.ชัยชนะในแผ่นดินคานาอันของอิสราเอลขึ้นอยู่กับความกล้าหาญและเข้มแข็ง
ข.อิสราเอลได้รับชัยชนะในแผ่นดินคานาอันเพราะรู้จักอดทนและรอคอย
ค.ชัยชนะในแผ่นดินคานาอันของอิสราเอลขึ้นอยู่กับความเชื่อฟังและวางใจในพระเจ้า
3.พระเจ้าทรงกำหนดชัยชนะและความสำเร็จไว้ให้แล้ว แต่พระองค์จะทรงเว้นช่องว่างหรือบางขั้นตอนไว้ให้เราทำเองหรือกล้าที่จะเดินผ่านสถานะการณ์แย่ๆได้ด้วยตัวเองเพราะอะไร
ก.พระองค์ไม่ต้องการให้เราสุขสบายจนเกินไป ข.พระองค์ต้องการให้เราเรียนรู้การเป็นผู้นำ
ค.พระองค์ต้องการให้จิตวิญญาณของเราเติบโต
4.เด็กๆคิดว่า คนสองเผ่าครึ่ง (กาด รูเบน มนัสเสห์ครึ่งเผ่า) เลือกที่จะอยู่ทางฝั่งตะวันออกของน.จอร์แดนเพราะอะไร
ก.เพราะเห็นแก่ความอุดมสมบูรณ์ของดินแดนนั้น ข.เพราะเสียสละดินแดนฝั่งคานาอันให้พี่น้อง
ค.เพราะเบื่อหน่ายการทำศึกสงครามและการรบ
5.ทำไม”ราหับ”จึงช่วยเหลือผู้สอดแนมของอิสราเอล
ก.เพราะเห็นแก่สินบน ข.เพราะราหับเชื่อในพระเจ้าของอิสราเอล ค.เพราะราหับเป็นคนอิสราเอล
6.ภาพชีวิตของราหับให้ข้อคิดอะไรแก่เรา
ก.ผู้ที่ทำความดีจะได้รับความรอด ข.ผู้ที่ยอมลำบากจะได้รับความรอด ค.ทุกคนมีสิทธิ์ได้รับความรอด
7.”ด้ายสีแดง” ที่ผู้สอดแนมให้ราหับผูกไว้ที่หน้าต่าง มีความหมายเดียวกันกับสิ่งใด
ก.เลือดแกะวันปัสกา ข.โลหิตของพระคริสต์ ค.ถูกทั้งก.และข.
8.ข้อใดเป็นการสำแดงจากพระเจ้า เพื่อให้คนอิสราเอลยอมรับโยชูวาเป็นผู้นำ
ก.การที่น.จอร์แดนแห้งไป ข.การที่กำแพงเยรีโคถล่ม ค.การที่ทูตของพระเจ้ามาปรากฎ
9.ศิลาที่วางเป็นอนุสรณ์ “อยู่ใต้น้ำ” (ในบทเรียนของเรา) มีความหมายเล็งถึงสิ่งใด
ก.ความเชื่อและไว้วางใจที่เรามีต่อพระเจ้า ข.ชัยชนะเหนือแผ่นดินคานาอันของคนอิสราเอล
ค.การรอคอยในแผ่นดินคานาอันของคนอิสราเอล
10.การเข้า “สุหนัต” ตามพระบัญชาของพระเจ้า ท่ามกลางสถานการณ์การรบของคนอิสราเอลนั้น ให้ข้อคิดอะไรแก่เรา
ก.ในขณะที่มนุษย์ต้องเร่งรีบ แต่พระเจ้าทรงมีอิสระในการใช้เวลา
ข.ในขณะที่มนุษย์จดจ่อที่สถานการณ์ฝ่ายโลก แต่พระเจ้าทรงชี้นำความสำคัญฝ่ายวิญญาณ
ค.ถูกทั้งก.และข.
11.เมื่อคนอิสราเอลเดินวนรอบเมืองเยรีโคและโห่ร้องพร้อมกันในวันที่เจ็ด กำแพงเมืองเยรีโคก็พังราบลง เด็กๆคิดว่าหัวใจสำคัญของความสำเร็จนี้คือข้อใด
ก.วิธีการเดินและการโห่ร้องของคนอิสราเอล ข.ความเชื่อฟังพระเจ้าของคนอิสราเอล
ค.สภาพภูมิอากาศและปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ
12.เพราะเหตุใด “ความกลัว” จึงเป็นบาป
ก.เพราะหมายถึงเราไม่เข้มแข็ง ข.เพราะหมายถึงเราไม่ไว้วางใจพระเจ้า ค.เพราะจะทำให้เราไม่เติบโต
13.พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ใด ที่ทรงบัญชาให้โยชูวาตัดเอ็นน่องม้าและเผารถรบที่ยึดได้จากชาว คานาอันทิ้งไป (ยชว.11:6)
ก.เพื่อไม่ให้อิสราเอลหันไปพึ่งพาสิ่งเหล่านี้แทนพระเจ้า ข.เพื่อเป็นการประกาศชัยชนะของอิสราเอล
ค.เพื่อเป็นการตัดกำลังและข่มขวัญศัตรู
14.นอกจากเมืองกิเบโอนแล้ว เหตุไรจึงไม่มีเมืองใดในคานาอันได้ทำสัญญาไมตรีกับอิสราเอลเลย
ก.เพราะเมืองต่างๆคิดว่าจะสามารถเอาชนะอิสราเอลได้ เพราะอิสราเอลเป็นเพียงชนเผ่าเร่ร่อนเล็กๆ
ข.เพราะอิสราเอลได้ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์และประกาศสงครามกับชาวคานาอันทุกหมู่เหล่า
ค.เพราะพระเจ้าทรงกระทำให้จิตใจของชาวคานาอันแข็งกระด้าง เพื่อที่เมืองเหล่านี้จะถูกอิสราเอลทำลาย ....จนสิ้นซาก
15.เด็กๆคิดว่าแท้จริงแล้ว”คาเลบ”สามารถเอาชนะและยึดเมืองของคนอานาคได้เพราะเหตุใด (ยชว.14:10-15/ 15:13-14)
ก.เพราะคาเลบยังมีเรี่ยวแรงกำลังเหมือนคนหนุ่ม ข.เพราะคาเลบเชื่อและวางใจในพระเจ้า
ค.เพราะคาเลบมีประสบการณ์ทางการรบ
16.จากหนังสือยชว.17:14-18 ข้อใดกล่าวถึงคนเผ่าเอฟราอิมได้อย่างถูกต้อง
ก.ไม่พอใจในส่วนแบ่งแต่วางใจในพระเจ้า ข.ไม่พอใจในผู้นำแต่วางใจในพระเจ้า
ค.ไม่พอใจในส่วนแบ่งและไม่วางใจในพระเจ้า
17.เด็กๆคิดว่าเพราะอะไรกระดูกของโยเซฟจึงได้ถูกนำกลับมาฝังที่คานาอัน
ก.เพราะโยเซฟมีความเชื่อ ข.เพราะโยเซฟมีคุณความดี ค.เพราะโยเซฟมีชื่อเสียง
18.หัวใจสำคัญของชัยชนะในแผ่นดินคานาอันคือข้อใด
ก.เข้มแข็งและกล้าหาญ ข.อดทนและรอคอย ค.สัตย์ซื่อและเชื่อฟังพระเจ้า
19.ยุทธภัณฑ์ทั้งชุดคืออะไร
ก.อาวุธและเกราะป้องกันจิตวิญญาณของคริสเตียน
ข.การสวมทับจิตวิญญาณด้วยชีวิตและชัยชนะในองค์พระเยซูคริสต์ ค.ถูกทั้งก.และข.
20.คริสเตียนจะได้รับบัพติศมาโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์เมื่อไหร่
ก.ทันทีที่เชื่อพระเยซูคริสต์ ข.ทันทีที่ได้เรียนพระคำภีร์ ค.ทันทีที่ได้รับบัพติศมาด้วยน้ำ
21.วีธีที่เราจะสามารถ”เอาความจริงคาดเอว”อยู่เสมอ คือข้อใด
ก.ไปโบสถ์ทุกอาทิตย์ ข.รับบัพติศมา ค.ภาวนาใคร่ครวญถ้อยคำพระเจ้า
22.”ทับทรวง”ที่พระเจ้าประทานให้คือข้อใด
ก.ความชอบธรรม ข.ความรอด ค.ข่าวประเสริฐ
23. ข้อใดคือฤทธิ์อำนาจของ“รองเท้าแห่งสันติสุข”ที่พระเจ้าประทานให้
ก.เราสามารถมีสันติสุขท่ามกลางปัญหา
ข.เราสามารถหาทางออกให้กับทุกปัญหา ค.ถูกทั้งก.และข.
24.”ความเชื่อที่มั่นคง” เปรียบได้กับยุทธภัณฑ์ในข้อใด
ก.ทับทรวงที่สวยงาม ข.โล่ที่แข็งแรง ค.ดาบที่คมกริบ
25.ยุทธภัณฑ์ข้อใดที่หมายถึง “ ถ้อยคำพระเจ้า”
ก.โล่และรองเท้า ข.หมวกและทับทรวง ค.เข็มขัดและดาบ
วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า
จบหนังสือโยชูวาไปแล้วเด็กๆได้แง่คิดอะไรกันบ้าง อย่างน้อยก็น่าจะได้เห็นถึงความเชื่ออันมั่นคงของโยชูวาและคาเลบที่วางใจในพระเจ้าและเดินตามพระองค์อย่างสุดใจ เพราะฉะนั้นอยากให้เด็กๆเรียนรู้ที่จะยึดความเชื่อเป็นหลักในการดำเนินชีวิตของเราบ้าง เพราะแท้จริงแล้วเราทุกคนที่อยู่ในยุคพระคุณนั้น มียุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าเป็นตัวช่วยที่จะทำให้เรามั่นคงอยู่บนทางของพระเจ้าได้อย่างไม่ยากเย็น วันนี้น้าตุ๊กก็เลยหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาสอนย้ำให้เด็กๆอย่าลืมว่า เรามีเกราะป้องกันและอาวุธที่พระเจ้าประทานให้ อยู่ติดตัวพวกเราทุกคนตลอดเวลา ทีนี้ มาดูกันว่ายุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า คืออะไร และมีไว้เพื่ออะไร
ดูเอเฟซัส 6:10-12 คือเกราะป้องกันและอาวุธที่คริสเตียนจำเป็นต้องมีและใช้ให้เป็นเพื่อที่เราจะได้รู้เท่าทันและสามารถป้องกันการคุกคามของมาร ทีนี้ เกราะหรือศาสตราอาวุธที่เราพูดถึงนั้นมันคืออะไร ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายแท้จริงแล้วการสวม“ยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า” ก็คือ การสวมทับหรือการประดับจิตวิญญาณของเราด้วยชัยชนะหรือพระคุณของพระเยซูคริสต์
แล้วเราได้รับยุทธภัณฑ์ของพระเจ้านี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ดูกาลาเทีย 3:26-29
“เพราะท่านทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้าร่วมในพระเยซูคริสต์โดยความเชื่อ คนที่บัพติศมาเข้าร่วมในพระคริสต์แล้วก็จะ สวมชีวิตพระคริสต์” บัพติศมาในพระคริสต์หมายถึง “คนที่รับด้วยปากและเชื่อด้วยใจ” ว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเขา เราเคยเรียนกันไปแล้วว่า ในยุคพระคุณของพระเยซูคริสต์นั้น ทุกคนที่รับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด จะได้รับบัพติศมาโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ทันที ทันทีเลย ไม่เกี่ยวกับการบัพติศมาด้วยน้ำ เพราะการบัพติศมาด้วยน้ำนั้นเป็นเครื่องหมายที่แสดงออกทางภายนอกถึงความเชื่อของเรา เหมือนเราสวมแหวนแต่งงานเป็นเครื่องหมายที่แสดงให้ทุกคนเห็นว่า “เราแต่งงานแล้ว” แต่ถึงเราไม่สวมเราก็คือคนที่มีคู่แล้วอยู่ดี เพียงแต่คนอื่นอาจจะไม่รู้ ส่วนการได้รับบัพติศมาโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นคือ การที่เราได้สวมชีวิตของพระคริสต์ไว้ในจิตวิญญาณของเรา ตั้งแต่วันแรกที่เราต้อนรับพระองค์เข้ามาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา หรือพูดง่ายๆว่า เมื่อเราเชื่อด้วยปากและรับด้วยใจ พระองค์ก็ได้สถิตอยู่ในใจของเราเรียบร้อยแล้ว พร้อมกันนั้นเราก็ได้รับฤทธิ์อำนาจแห่งชัยชนะบนไม้กางเขนของพระองค์มาด้วย เราจึงมีอาวุธและเกราะป้องกันจิตวิญญาณให้ปลอดภัยจากการคุกคามของมาร
สรุปแล้วก็คือ เราได้รับยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้ามาตั้งแต่วันแรกที่เราเชื่อพระเยซู แต่บางคนอาจจะไม่รู้ ก็เลยไม่เคยหยิบมาใช้............ส่วนคำว่า”พญามาร”ฟังดูแล้วอาจจะออกแนวแฟนตาซีไปหน่อย จริงๆแล้วมารคืออะไร
ดู 2โครินธ์ 10:3 ข้อนี้อ.เปาโลบอกว่า อาวุธของพระเจ้าก็เพื่อทำลายเหตุผลจอมปลอม และทิฐิมานะทุกประการที่ตั้งตัวขึ้นขัดขวางความรู้ของพระเจ้า เพราะฉะนั้น สรุปแล้วมารคืออะไร มารก็คือ อะไรก็ตามที่อยู่ตรงข้ามหรืออยู่คนละฝ่ายกับพระเจ้า มารจะเป็นตัวขัดขวางและพยายามทุกวิถีทางที่จะดึงเราให้หลุดไปจากทางของพระเจ้า ร้ายสุดคือตัวที่อยู่ในความคิดของเรา เพราะมารจะทำลายเราได้ก็ต่อเมื่อความเชื่อของเราสั่นคลอน มันเลยมักจะคอยหาช่องกัดกินความคิดของเรา คอยให้เหตุผลผิดๆ ใส่ความคิดผิดๆ เพื่อที่เราจะได้สงสัยหรือไม่แน่ใจในถ้อยคำของพระเจ้า เพราะนั่นคือวิธีที่จะทำให้จิตวิญญาณของคริสเตียนอ่อนแอลง และสุดท้ายก็อาจจะหลุดออกไปจากทางของพระเจ้า (แล้วมันก็...บิงโก)
อีกตัวที่ชั่วร้ายไม่แพ้กัน อยู่ในเนื้อหนังของเราเอง ก็คือ กิเลส ตัณหา ความเย่อหยิ่ง ความอิจฉาริษยา หรือความโลภในทุกๆทาง ทั้งลาภ ยศ สรรเสริญทั้งหลายทั้งปวง
.......ส่วนลำพังพวกภูติผี ปีศาจ ประเภทผีหลอกวิญญาณหลอน หรือบรรดาไสยศาสตร์พ่อมดหมอผี ถามว่าพวกนี้ใช่มารมั๊ย ใช่! แต่พวกนี้ไม่เท่าไหร่ เพราะเอาเข้าจริงๆแล้วมันทำอะไรเราไม่ได้ แค่มันรู้ว่าเราเป็นคนของพระเจ้า มันก็ไม่อยากยุ่งแล้ว (อันนี้ คือเรื่องจริง) เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปสนใจ เพราะว่ามันไม่ค่อยมาสร้างปัญหาให้เราเท่าไหร่ (นอกจากเราจะไปอยากรู้อยากเห็นและเอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมันเอง หรือกลัวมันไปเอง)
ดังนั้น การเรียนที่จะรู้จักใช้ยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า ก็เลยเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับคริสเตียนทุกคน เพราะว่าเรื่องของฝ่ายวิญญาณหรือสงครามฝ่ายวิญญาณ มันมีอยู่จริงๆ แต่ปัญหามันมีอยู่ว่า ถ้าไม่รู้จักแยกแยะหรือใช้ให้ถูกกาละเทศะ หลายคนก็มักจะยุ่งกับมันมากเกินไป จนทำให้ไปยึดติดกับเรื่องฤทธิ์เดชหรือปาฏิหารย์ และความเชื่ออาจจะผิดเพี้ยนได้ ซึ่งมันไม่ใช่เพราะโลกนี้ยังไม่ได้เป็นเวลาของเรื่องฝ่ายวิญญาณเพียงอย่างเดียว
ยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้ามีอะไรบ้าง ดูเอเฟซัส 6:14-17
สิ่งแรกพระคำภีร์บอกไว้ว่า “เอาความจริงคาดเอว” เพราะฉะนั้นยุทธภัณฑ์แรกของคริสเตียนคือ “เข็มขัด” นักรบสมัยโบราณคาดเข็มขัดเพื่อพกอาวุธให้ครบมือ ในข้อ๑๔บอกว่า”เอาความจริงคาดเอว” แล้วอะไรคือความจริง
เปิดไปดู ยอห์น 17:17 “ พระวจนะของพระเจ้า คือความจริง” เพราะฉะนั้นอาวุธแรกของเรานั้นอยู่ใน ถ้อยคำพระเจ้า และหลายๆครั้งความจริงจากถ้อยคำพระเจ้า มักจะช่วยให้เราผ่อนคลายหายเหนื่อย ทั้งจากความบาป ความกลัว ความวิตกกังวลทั้งหลายทั้งปวงที่โลกหยิบยื่นให้เราไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรฐกิจเงินทอง โรคภัยไข้เจ็บ อุบัติเหตุ หรือภัยธรรมชาติ ที่เราได้รับรู้มามันก็คอยแต่จะบิ๊วท์ให้เราอยู่ไม่สุข แต่ขอบคุณพระเจ้าที่คริสเตียนมีถ้อยคำของพระเจ้าเป็นความจริง ที่จะทำให้เราไม่กลัวแล้วก็อยู่ได้อย่างมั่นคงและสงบเย็น เช่น เมื่อไหร่ที่เราตกงาน หรือถูกผลกระทบจากภาวะที่เศรฐกิจไม่ดีที่ กลัวว่าจะไม่มีกินเราก็เปิดไปดูพระคำสดุดี 23:1-2 “พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะข้าพเจ้าจะไม่ขัดสน พระองค์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้านอนลงที่ทุ่งหญ้าเขียวสด พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปริมน้ำแดนสงบ” แปลว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยง และคำว่าพระองค์ทรงให้เรานอนลงที่ทุ่งหญ้าเขียวสด ก็หมายถึง พระองค์จะทรงเลี้ยงดูเราอย่างดีไม่ใช่เลี้ยงแบบขอไปที แต่แกะของพระองค์จะได้กินหญ้าที่เขียวสดอยู่เสมอและไม่เหน็ดเหนื่อยจนเกินไปด้วย เพราะคำว่า “ริมน้ำแดนสงบนั้น” โดยส่วนตัวแล้วน้าตุ๊กคิดว่ามันไม่ได้หมายถึงอาณาจักรสวรรค์เพียงอย่างเดียว เพราะคำนี้ยังทำให้น้าตุ๊กนึกถึงความมีสันติสุขในใจและได้กลิ่นของความสงบเย็นท่ามกลางความวุ่นวายและร้อนระอุของโลกใบนี้อีกด้วย
......หรือเมื่อไหร่ที่เราป่วยไข้ สมมติว่าเป็นหวัด2009 เอาล่ะสิ บางคนก็บอกเป็นแล้วไม่ตายแต่บางคนบอกไม่แน่! เราก็ท่องเลยพระคำอพยพ15:26 “.....แล้วโรคต่างๆที่เราให้เกิดกับชาวอียิปต์นั้น เราจะไม่ให้บังเกิดแก่พวกเจ้าเลย....” ถึงเกิดก็หายได้ “...เพราะเรา คือแพทย์ของเจ้า” แล้วถึงจะไม่หาย เป็นแล้วบังเอิญเรา “ตาย” ต้องกลัวมั๊ย ไม่ต้องกลัว อาณาจักรสวรรค์รอเราอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น เอาไงก็ได้ เราพร้อมทุกอย่าง
.......หรือ ทุกวันนี้มีเรื่องภัยพิบัติทางธรรมชาติเยอะ เราดูข่าวแล้วรู้สึกหวาดๆ ก็ไม่เป็นไรเพราะเรามี สดุดี 91:7-11 แปลว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น และไม่ว่าเราจะเป็นหรือตายเราก็จะปลอดภัยอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าเสมอ
สรุปแล้วอุบายแรกของมาร ก็คือ มันจะโจมตีถ้อยคำของพระเจ้า ถ้าเมื่อไหร่ที่เด็กๆสงสัยในพระวจนะของพระเจ้า รู้ตัวไว้เลย เรากำลังถูกมารปลดอาวุธ เพราะฉะนั้นให้เรายึดมั่นในถ้อยคำของพระเจ้า อย่าสงสัย ท่องจำให้ขึ้นใจอยู่เสมอ จะบทเดียวหรือหลายบทก็ขอให้ท่องไว้ (เลือกที่เราชอบก็ได้เพราะพระคำของพระเจ้าเป็นทั้งอาวุธและเกราะป้องกัน)
ยุทธภัณฑ์ที่สอง พระคำภีร์บอกว่า “ให้เอาทับทรวงเป็นเครื่องป้องกันอก” ทับทรวงรู้จักมั๊ย เครื่องประดับชิ้นโตๆที่แขวนอยู่กลางอก ทับทรวงของพระเจ้านั้นไม่ได้มีไว้เพื่อโชว์หรือแค่ให้ดูกล้ามใหญ่ใจโต เหมือนอะไรนะที่แขวนกันอันใหญ่ๆ สมัยนี้ (ฮิๆ ว่าจะไม่พาดพิงแล้วเชียว)
ทับทรวงของพระเจ้า คือ ความชอบธรรมในใจ มีไว้เพื่อป้องกันอาวุธของมารเพราะอุบายอย่างที่สองของมารคือ มันจะโจมตีเรื่อง”ความชอบธรรมของเรา” มันจะคอยกระซิบหรือทำให้เราสงสัยในความชอบธรรมของเรา เคยมะ อยู่ดีๆก็คิดว่า “เอ๊! ทำไมแค่เราเชื่อพระเยซูแล้วถึงกลายเป็นคนชอบธรรมได้นะ” เรายังไม่ได้ทำความดีอะไรเลยแล้วจะเป็นผู้ชอบธรรมได้ไง เนี่ย อย่างเงี้ย ถูกมันโจมตีละ แล้วไม้เด็ดของมันคือ มันจะเอาความบกพร่องหรือความผิดพลาดในอดีตของเราเป็นเครื่องมือ (ที่หวังผลได้ซะด้วยสิ) เช่น เราอาจจะเคยเป็นคนขี้โมโห เราเคยเห็นแก่ตัว เราเคยขโมยของคนอื่น เคยขโมยเงินแม่ หรือแม้แต่เคยติดยา เคยติดคุก เคยสารพัดที่จะชั่วร้ายซะขนาดนี้ แค่เชื่อพระเยซู แล้วจะกลายเป็นคนบริสุทธิ์ชอบธรรมได้ไง (ประมาณเนี้ย) คิดแล้วก็สะท้อนอยู่ในอก อยู่ในอกจริงๆ ไม่เชื่อเด็กๆลองนึกถึงสิ่งไม่ดีที่เราเคยทำซักเรื่องสิ มันจะรู้สึกวาบอยู่ในอกจริงๆ
พระคำภีร์ถึงเปรียบความชอบธรรมที่พระเจ้าประทานให้ เป็นทับทรวงที่ใช้ป้องกันความรู้สึกผิดต่างๆ ไม่ให้มารเอากลับมาเล่นงานเราได้ เพื่อที่เราจะรู้สึกมั่นใจและเชื่อได้จริงๆว่าเรา คือผู้ชอบธรรม เพราะฉะนั้น ถึงเวลาแล้วที่เราจะเลิกกล่าวโทษตัวเอง ไม่ว่าในอดีตเราจะเลวร้ายขนาดไหนพระเยซูทรงชำระเราให้บริสุทธิได้มั๊ย สบายมาก ไม่มีบาปอันไหนใหญ่เกินกว่าที่พระองค์จะชำระได้ ขอให้เรามั่นใจแขวนความชอบธรรมของพระเจ้าป้องกันอกไว้ตลอดเวลา (แล้วแขวนยังไง ) ก็ให้เราขอบคุณพระเจ้า แล้วย้ำกับตัวเองเสมอๆว่า ความชอบธรรมของพระองค์ทรงเสถียร ไม่มีมากไม่มีน้อยไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ถ้าเชื่อพระเยซูคุณก็คือผู้ชอบธรรมเหมือนกัน และตราบใดที่เราเชื่อ พระองค์ไม่มีวันเอากลับคืน
ในหนังสือเอเฟซัส 6:15บอกต่อไปว่า “และเอาข่าวประเสริฐแห่งสันติสุข ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความพรั่งพร้อม มาสวมเป็นรองเท้า”
ยุทธภัณฑ์ที่สาม คือ รองเท้า ข้อนี้บอกว่าข่าวประเสริฐแห่งสันติสุข คือรองเท้า รองเท้ามีไว้เพื่อป้องกันการเสียดสีและลดความเจ็บปวดเวลาที่เราเดินไปเจอหินแหลมคมหรือเดินบนทางขรุขระ ก็คือ ช่วงเวลาที่เราต้องเจอปัญหาหรืออุปสรรคในชีวิต ซึ่งในช่วงเวลาอย่างงั้นมารก็มักหาทางให้เราลืมข่าวประเสริฐ เอาความคิดเลวๆมาใส่แทน เช่น เชื่อพระเจ้าแล้วทำไมยังต้องเจอกับปัญหา ถ้าพระเจ้ารักเราจริงทำไมเรายังเจ็บป่วย
ถ้าในช่วงที่ชีวิตราบรื่นดีไม่มีปัญหา มันเป็นการง่ายที่เราจะท่องว่า “พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง ...” แล้วเราก็ได้เรียนรู้และเข้าใจดีว่าโลกนี้มันแค่ชั่วคราว ถ้าลำบากก็ทนเอาหน่อย มันไม่นานหรอก เพราะพระเจ้าเตรียมของจริงบนสวรรค์ไว้ให้เราแล้ว (เราจะคิดได้หมด ตราบใดที่เรายังอยู่ดีมีสุข) แต่ขณะที่เราอยู่ในปัญหา มารก็จะหลอกล่อ ให้เราคิดทุกอย่างในแง่ร้าย ถ้าความเชื่อของเราไม่แข็งแรง บางทีก็มีแว่บเชื่อมัน ลืมไปเลยว่าลำบากก็แป๊บเดียว ลืมโฟกัสที่ชีวิตนิรันดร์ หันมาจดจ่อกับความทุกข์ยาก (เนี่ย คือเราถูกมารเล่นงานแล้ว) และที่สำคัญ เราชอบลืมว่าเรามีเกราะป้องกันที่พระเจ้าประทานไว้ ให้หยิบมาใช้ในเวลาที่ทุกข์ยาก คือ รองเท้าของข่าวประเสริฐ
ให้เราบอกข่าวดีกับตัวเองอยู่เสมอว่า “พระเจ้ามีทางออกให้กับทุกปัญหา มีแน่นอน “ อธิฐานกับพระองค์ (ต้องมีทางออกแน่ๆ ) แล้วเราก็จะก้าวต่อไปได้อย่างมีสันติสุข
เอเฟซัส 6:16 “และพร้อมกับสิ่งทั้งหมดนี้ จงเอาความเชื่อเป็นโล่” ดังนั้น ยุทธภัณฑ์ที่สี่ คือ โล่ หรือ ความเชื่อ ในข้อนี้บอกให้เราประดับให้ครบชุด ทั้งสามสิ่งที่พูดถึงไปแล้ว ก็มี “เข็มขัด ทับทรวง แล้วก็รองเท้า” รวมทั้งในข้อนี้ บอกให้มีความเชื่อเป็นโล่ป้องกันอาวุธของมารที่คอยยิงใส่เรา .......จริงๆแล้วโล่เนี่ยเป็นเกราะป้องกันชั้นแรกเลย ที่สามารถกันอาวุธไม่ให้เข้าถึงตัวเรา .........และในทางเดียวกันถ้าเรามีความเชื่อที่มั่นคง (เหมือนมีโล่ที่แข็งแรง) สิ่งต่างๆหรือสถานะการณ์ใดๆในโลกนี้ก็จะไม่สามารถทำให้เราไขว้เขว สงสัยหรือหลุดออกไปจากทางของพระเจ้าได้เลย แล้วถ้าเราถือโล่แห่งความเชื่ออยู่เสมอ บางที เข็มขัดหรือทับทรวง ก็แทบไม่ต้องใช้ (เพราะอะไร)
เพราะ ถ้าเรามีความเชื่อเราจะสงสัยในถ้อยคำพระเจ้ามั๊ย ไม่สงสัย ก็เชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์
.....หรือถ้าเรามีความเชื่อ เราจะสงสัยในความชอบธรรมของตัวเองมั๊ย ไม่สงสัยหรอก เพราะเราจะเชื่ออย่างสนิทใจว่า พระเยซูทรงชำระเราให้บริสุทธิ์ได้จริงๆ เพราะฉะนั้น จงถือความเชื่อให้มั่น เพื่อที่อาวุธหรือการล่อลวงของมารจะได้เข้าไม่ถึงตัวหรือเข้าไม่ถึงจิตวิญญาณของเรา
ดูต่อไปข้อที่๑๗ บอกว่า “จงเอาความรอดเป็นหมวกเหล็กป้องกันศีรษะ...” เพราะความรอด คือ บทสรุปสุดท้ายหรือเป้าหมายสูงสุดของคริสเตียน และเป็นความหวังใจที่เราเฝ้ารอ และพระเจ้าทรงประทานให้เราแล้วตั้งแต่วันแรกที่เราเชื่อพระเยซูคริสต์
ในข้อนี้ บอกว่า ความรอดเป็นหมวกเหล็ก ซึ่งเท่ากับมีไว้ป้องกันศีรษะ เพราะถ้าเรามีเข็มขัด มีทับทรวง มีรองเท้า แล้วก็ถือโล่ป้องกันครบชุด แต่เราเปิดกระหม่อมโชว์ไว้ไม่มีเกราะป้องกัน มารยิงหัวทีเดียว (ตายมะ) ไม่เหลือ
เปิดไปดู โรม10:9-10 (อ่าน) ในข้อนี้บอกเราว่า “ถ้าเราเชื่อด้วยปากและรับด้วยใจว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า เราก็ได้รับความรอดแล้ว” เพราะฉะนั้น เมื่อเราประดับเกราะป้องกันตัวครบถ้วนแล้ว อย่าลืมใส่หมวกเหล็ก โดยการบอกตัวเองอยู่เสมอว่า “เรารอดแล้ว” ไม่ต้องสงสัย..เพราะถ้าเราสงสัย เท่ากับเราถอดหมวกเหล็ก เปิดศีรษะให้เป็นเป้าซ้อมมือของมาร ทำไม ความสงสัยถึงทำให้เราถอดหมวก ประโยคนี้ทำให้น้าตุ๊กนึกถึงภาพยนต์เรื่องหนึ่งที่เคยดูนานมาแล้ว ชื่อเรื่อง “saving private ryan” เป็นหนัง drama ที่มีฉากส่วนใหญ่อยู่ในสนามรบ ทหารทุกคนแต่งเครื่องแบบเต็มยศพร้อมทั้ง “สวมหมวกเหล็ก” เพื่อป้องกันศีรษะให้ปลอดภัยจากกระสุนของฝ่ายตรงข้าม หนังเรื่องนี้เปิดฉากขึ้นด้วยการยิงถล่มกันของทั้งสองฝ่าย มีทหารมากมายตายและบาดเจ็บ ส่วนฉากที่อยากจะเล่าให้ฟังก็คือ ในช่วงที่ทหารทั้งสองฝ่ายยิงใส่กันอย่างไม่ลืมหูลืมตานั้น ภาพก็จับไปที่ทหารคนหนึ่งถูกยิงที่ศีรษะ แต่เขาสวมหมวกเหล็กป้องกันอยู่เลยทำให้กระสุนแฉลบออกไป กระสุนไม่สามารถเจาะเข้าไปในศีรษะของเขาได้ แต่ทหารคนนี้ก็คงรู้สึกว่าตัวเองถูกยิงที่ศีรษะและไม่แน่ใจว่า เข้าหรือไม่เข้า “ด้วยความสงสัย เขาจึงเปิดหมวกออก” แล้วเอามือลูบไปทั่วศีรษะเพื่อสำรวจหารอยกระสุน (ซึ่งจริงๆแล้ว ไม่มี) ในขณะที่ หมวกถูกเปิดขึ้นด้วยความสงสัย ของเจ้าตัว ทันใดนั้น ก็มีกระสุนอีกนัดของฝ่ายตรงข้ามที่วิ่งเข้ามาเจาะทะลุศีรษะของเขา.....อีกทีและครั้งนี้.......ไม่พลาดและไม่มีหมวกเหล็ก.........ตายคาที่
ดูฉากนี้แล้วก็อดคิดในใจไม่ได้ว่า “เอ็งสงสัยทำไม (วะ) “ (ขอโทษที่ไม่สุภาพ) แต่ความไม่มั่นใจของทหารคนนี้มันขัดใจจริงๆ เพราะใส่หมวกไว้ก็ดีอยู่แล้วมัวแต่สงสัยเลยโดนเจาะกะโหลกเข้าให้จริงๆ
ภาพของหนังเรื่องนี้คงอธิบายได้ชัดเจนทีเดียว ว่าทำไมความสงสัยถึงอาจฆ่าเราได้ ขอบคุณพระเจ้าที่ฉากของหนังเรื่องนี้ (ที่ดูมาเกือบสิบปีแล้ว) แจ่มชัดขึ้นมาในหัวของน้าตุ๊กทันทีที่เตรียมบทเรียนข้อนี้อยู่ เพราะบางเรื่องก็ยากที่จะสรรหาคำพูดมาอธิบายให้เห็นภาพได้
สุดท้าย ในข้อที่๑๗ บอกต่อไปว่า”..และจงถือพระแสงของพระวิญญาณ คือ พระวจนะของพระเจ้า” ยุทธภัณฑ์ห้าอย่างแรกที่เรียนไปมีไว้สำหรับป้องกัน แต่ชิ้นสุดท้ายคือพระแสงของพระวิญญาณ คือ “ดาบ” มีไว้ตอบโต้
ดูมัทธิว 4:5-7/8-11
แล้วมารจึงละพระองค์ไป...ในข้อนี้เป็นตัวอย่างที่พระเยซูใช้ถ้อยคำพระเจ้าเอาชนะการทดลองของพวกมาร เพราะฉะนั้น จำไว้ว่าถ้อยคำพระเจ้าเป็นอาวุธที่มารกลัวที่สุด เมื่อเราใช้พระคำต่อสู้กับมันเหมือนที่พระเยซูทรงทำ เราจะเป็นฝ่ายชนะ มารก็จะกลัวแล้วหนีไป .............เพียงแต่เราต้องระวังที่จะใช้ดาบนี้ให้ถูกที่ถูกทาง ก็คือใช้ตอบโต้เมื่อเวลาที่ถูกมารมันคุกคาม แต่...ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ยังไม่มีใครทำอะไรเราเลย ก็หยิบดาบมาเที่ยวไล่ฟาดฟันคนอื่นเขา อะไรไม่ได้อย่างใจก็สถาปนาในนามพระเยซู ไม่ชอบหน้าเพื่อนที่ทำงานหรือที่ร.รโดยไม่มีเหตุผล ก็หาถ้อยคำพระเจ้ามาไล่เขา สถาปนาให้เขาหายไปจากชีวิต อันนี้ก็ไม่ถูก ........จำไว้ว่า..ถ้อยคำพระเจ้าจะมีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาด ก็ต่อเมื่อเราใช้อย่างถูกต้องและชอบธรรม
คือ ๑. เราใช้เพราะเรามีความสัมพันธ์กับพระองค์ คือ เราเชื่อพระเยซู
และ๒. เราพึ่งพาในสิทธิอำนาจของพระเจ้า (โฟกัสที่พระเจ้า เหมือนคาเลบ) ไม่ใช่ความสามารถหรือเรี่ยวแรงกำลังของตัวเอง
ทั้งหมดนี้คือยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของคริสเตียนทุกคน ที่พระเจ้าประทานให้ตั้งแต่วันแรกที่เราเชื่อพระเยซู ขอให้เด็กๆอย่าลืมที่จะหยิบมาใช้ เพื่อที่จิตวิญญาณและความเชื่อของเราจะได้มั่นคงอยู่ในทางของพระเจ้าตลอดไป....สำหรับชั้นเรียนยุวชน สัปดาห์หน้าก็จะเป็นบททดสอบของหนังสือโยชูวา เตรียมตัวกันมาด้วยนะคะเด็กๆ...แล้วพบกัน
ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ
วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2552
หนังสือโยชูวา ครั้งที่ 4 (จบ)
หนังสือโยชูวา ครั้งที่ 4 (จบ) อาทิตย์ที่ (16-8-2009)
ยชว.15:16-19 คาเลบบอกว่าใครตีเมืองคีริยาทเสเฟอร์ได้ จะยกลูกสาวให้ ปรากฎว่าโอทนีเอลเป็นผู้ไปยึดครองเมืองนี้ได้ ก็เลยได้แต่งงานกับลูกสาวของคาเลบหลังจากนั้นลูกสาวก็เอ่ยปากขอน้ำพุกับพ่อ พ่อก็ตกลงยกให้ เด็กอาจจะแปลกใจว่า ขอไปทำไมน้ำพุ แต่ความจริงแล้วบ่อน้ำพุก็ค่อนข้างจะมีค่า เพราะเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างหนึ่งซึ่งหายากในแถบทะเลทราย หมายถึงความอุดมสมบูรณ์ด้วย
ประเด็นสำคัญในข้อนี้คืออยากให้จำชื่อของ”โอทนีเอล”ไว้ เพราะจะมีบทบาทต่อไปในสมัยผู้วินิจฉัยหลังจากที่โยชูวาตายไปแล้ว โอทนีเอลจะมีบทบาทในการกู้ชาติ เพราะได้รับแรงบันดาลใจที่สืบทอดมาจากคาเลบ (เรียกว่าเจริญรอยตามพ่อตาของเขา)
ยชว,10:14-16/17-18 คนเผ่าเอฟราอิมไปร้องบอกโยชูวาว่า ทำไมแบ่งที่ให้เขาน้อยทั้งๆที่เผ่าเอฟราอิมมีคนเยอะ (ประมาณนี้) โยชูวาก็บอกว่า ในเมื่อมีคนมากมายก็ถางป่าเข้าไปก็จะได้ที่มากขึ้น แต่คนเผ่าเอฟราอิมก็ดูเหมือนจะใจไม่สู้อ้างว่าคนคานาอันแถบนั้นมีรถรบทำด้วยเหล็ก (เด็กๆเห็นนิสัยที่ต่างกันของคนเผ่านี้กับคาเลบมั๊ย) ต่างกันฟ้ากับเหว ทำไมคนเผ่าเอฟราอิมถึงตั้งแง่มากมาย
เหตุผลแรก .เพราะไม่วางใจในพระเจ้าเหมือนคาเลบ กลัวรถรบของชาวคานาอัน เอาเรี่ยวแรงกำลังของตัวเองเป็นที่ตั้ง ไม่ได้ยกพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง แค่คิดก็แพ้แล้ว (จริงมะ)
เหตุผลอีกข้อหนึ่ง คือ ขี้เกียจเหยียดยาว อยากได้เขตแดนเพิ่มโดยไม่ต้องออกแรง ทั้งๆที่โยชูวาก็ชี้ให้เห็นแล้วว่า ถ้าเขายอมทำงานก็จะเห็นว่าเขตแดนที่ได้รับก็ใหญ่จนเหลือเฟือแล้ว
น้าตุ๊กว่า ในสังคมมีคนที่นิสัยแบบนี้เหมือนกันนะ อยากได้รับสิ่งดีๆแต่ไม่ยอมออกแรง ไม่ทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ แล้วเต็มที่คือแค่ไหนอันนี้พูดยาก ทำไมถึงพูดยากเพราะพูดแล้วส่วนใหญ่จะเถียง (ประมาณว่า..ข้าทำดีที่สุดแล้ว เอ็งอย่ามารู้ดี) ตามประสบการณ์ของน้าตุ๊กเคยเห็นคนที่ไม่ทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ แต่อยากได้บางสิ่งมาฟรีๆหรือง่ายๆมาเยอะมาก แล้วส่วนใหญ่จะไม่ยอมรับว่าตัวเองยังทำหน้าที่ไม่ดีพอแล้วมักจะโยนความผิดให้ผู้อื่นหรือไม่ก็โทษสถานะการณ์ (อย่างคนเผ่าเอฟราอิมเนี่ย) หรือไม่ก็อ้างดินฟ้าอากาศ บางรายยิ่งหนักทึกทักเอาว่าพระเจ้าคงมีพระประสงค์ให้เขาตกอยู่ในสภาพนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้ง (พูดยากจริงๆ) เด็กๆจำเป็นต้องแยกแยะแล้วก็มีมุมมองที่รัดกุม จริงอยู่ที่บางครั้งเราต้องลำบาก หรือพบกับการทดลองเพราะพระเจ้าทรงตีสอนเรา น้าตุ๊กก็โดน.....หลายๆคนก็เคยโดนเพราะว่าเรานิสัยไม่ดีหรือทำอะไรผิด แต่สำหรับบางรายที่น้าตุ๊กเคยเจอเห็นใสๆเลยว่า you ขี้เกียจไม่ยอมทำงาน.....เลือกงาน หรืออีกประเภทหนึ่งที่ไม่ยอมนับหนึ่ง....ดีแต่คิดการใหญ่จิตใจเพ้อฝัน งานไหนดูต่ำต้อยด้อยค่าฉันไม่ทำ (ทั้งๆที่ตัวเองหรือครอบครัวก็ลำบากจะตายอยู่แล้ว) อยากให้เด็กๆจำไว้ว่าทุกอาชีพมีศักดิ์ศรีเท่ากัน ส่วนที่ชอบคิดกันไปเองว่าอาชีพหนึ่งดูมีศักดิ์ศรีกว่าอีกอาชีพหนึ่ง เช่นการเป็นเจ้าของกิจการนั้นดูดีหรือมีศักดิ์ศรีกว่าลูกจ้าง อันนี้ก็ไม่จริง มันเป็นเรื่องที่มนุษย์แต่งตั้งกันไปเองเพราะชอบไปยึดติดกับรูปแบบหรือค่านิยมทางโลก
เพราะฉะนั้น เรื่องอย่างงี้เราต้องพิจารณาให้ดีๆเพราะการตีสอนของพระเจ้ากับการที่คุณขี้เกียจเองนั้นมันถูกแบ่งไว้แค่เส้นบางๆ (บางจนมองแทบไม่เห็น ก็เลยเข้าทางเอาไปอ้างได้) ถ้าไม่ยอมก้มศีรษะลงอธิฐานเพราะจิตใจเย่อหยิ่งกลัวความจริง ไม่ยอมรับความสันหลังยาวของตัวเอง ก็คงหลุดยากต้องวนอยู่อีกนาน น้าตุ๊กอาจจะพูดตรงไปหน่อยเพราะอยากให้เด็กๆเข้าใจ เพราะเด็กๆยังมีความใส น้าตุ๊กจึงหวังใจว่าพวกเรายังสอนได้ แล้วน้าตุ๊กก็เชื่อจริงๆซะด้วยว่า”พระเจ้าทรงปรารถนาให้เราทุกคนขยันขันแข็ง”(ในแบบและหน้าที่ๆพระองค์ทรงสร้างเรามา) อย่างคนเผ่าเอฟราอิมได้รับส่วนแบ่งของตัวเองไปแล้วแต่พื้นที่ๆแบ่งไปยังมีส่วนที่เป็นป่าเป็นเขา ก็เลยมาร้องขออยากจะเอาที่เพิ่มกับโยชูวา ส่วนโยชูวาก็ยืนยันว่าถ้าถางป่าเข้าไปก็จะมีเนื้อที่ใช้สอยเพิ่มขึ้นจนเหลือเฟือ กรณีอย่างงี้ก็ต้องเป็นหน้าที่ของชายฉกรรจ์เผ่าเอฟราอิมที่ควรจะต้องขยันขันแข็งออกเรี่ยวแรงถางป่า เพื่อให้พ่อแม่หรือลูกเมียตัวเองได้อยู่อย่างกว้างขวางขึ้นมันถึงจะถูก
หรืออย่างหน้าที่ของพ่อแม่ พ่อแม่มีหน้าที่เลี้ยงดูลูก ดูแลให้พวกเขาดำเนินอยู่ในทางพระเจ้า ดูแลเรื่องอาหารเพื่อที่ลูกจะได้มีสุขภาพดี ดูแลปัจจัยสี่ ดูแลความประพฤติ นิสัยใจคอ หรือแม้แต่ทัศนคติและวิสัยทัศน์ของพวกเขา เพื่อที่ลูกๆจะสามารถเติบโตมาอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขและไม่สร้างปัญหาให้กับสังคม ดูแลเรื่องการเรียนให้พวกเขาเติบโตมาพึ่งพาตัวเองได้ แน่นอนว่าพระเจ้าทรงดูแล แต่!พวกเขาก็มีหน้าที่ต้องทำในส่วนของตัวเองให้ดีที่สุดก่อน และพระเจ้าไม่ใช่แค่ดูแลแต่พระองค์เป็นผู้ที่ปั้นลูกทุกคน เคยมีอาจารย์ท่านหนึ่งเทศนาว่าพระเจ้าทรงปั้นเด็กทุกคนไว้60% ส่วนอีก40%เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะต้องอบรมสั่งสอนเขา น้าตุ๊กไม่รู้ว่าจะ60/40หรือเปล่าแต่ก็เชื่อว่าพระเจ้าทรงปั้นไว้เกินครึ่ง (แต่พระองค์ควบคุมอยู่100%) เหลือไว้ส่วนหนึ่งให้เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ (อีกแล้ว เห็นมั๊ยพระองค์จะทรงเหลือไว้ให้เป็นหน้าที่เราเสมอ แล้วคุณจะงอมืองอเท้าอยู่ได้ไง) เพราะฉะนั้น ถ้าคุณมีลูกแล้วไม่ดูแล ส่วนที่พระเจ้าทรงเหลือไว้ให้คุณทำนั้น........มันก็จะว่างเปล่า........มากพอที่จะทำให้คุณเหน็บหนาวได้......ในเวลาที่พวกเขาโตขึ้น
ยชว.18:9-10 ยังเหลืออิสราเอลอีกเจ็ดเผ่าที่ยังไม่ได้จับฉลากรับแบ่งที่ดิน โยชูวาเลยส่งเจ้าหน้าที่ออกไปสำรวจเขตแดนในคานาอันแล้วแบ่งเป็นเจ็ดเขต หลังจากนั้นก็จับฉลากแบ่งกัน
อ่าน ยชว.18:11 เผ่าเบนจามินได้อยู่ที่เล็กของเทือกเขาที่อยู่ระหว่างเผ่าใหญ่สองเผ่า คือ ยูดาห์กับเอฟราอิม เมืองสำคัญหลายๆเมืองอยู่ในเขตของเผ่าเบนจามิน รวมทั้งนครเยรูซาเล็มก็อยู่ในเขตทางใต้ของเบนจามินด้วย
ยชว.20:1-3 ในข้อนี้พระเจ้าทรงย้ำให้โยชูวาตั้งเมืองลี้ภัย เพื่อว่าใครก็ตามที่ฆ่าคนตายโดยไม่เจตนาจะได้ไปอยู่ และพ้นจากการอาฆาตของญาติผู้ตาย เมืองลี้ภัยจะมีอยู่หกเมือง ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกสามเมือง ตะวันตกสามเมือง
หลังจากนั้น ก็มีการจับฉลากแบ่งที่ตามหัวเมืองให้แก่คนเลวีซึ่งมีทั้งหมด ๔๘ หัวเมือง และพระเจ้าทรงอำนวยการจับฉลากให้เมืองของพวกปุโรหิตได้อยู่ใกล้ๆเขตของนครเยรูซาเล็ม ตอนนั้นพวกปุโรหิตอาจจะไม่เข้าใจหรอกว่า ทำไมพวกเขาถึงได้อยู่ตรงนั้น แต่เพราะต่อมาเยรูซาเล็มจะเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลและเป็นที่ตั้งพระวิหารของพระเจ้าด้วย
ยชว.22:1-2/4 เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งการรบและการแบ่งเขตโยชูวาก็บอกทหารสองเผ่าครึ่งที่เลือกจะอยู่ทางฝั่งตะวันออกให้กลับบ้านได้ มีการชมเชยที่พวกเขารักษาสัญญาช่วยพี่น้องสู้รบจนได้รับชัยชนะ พร้อมทั้งตักเตือนให้ระวังที่จะรักษาพระบัญญัติของพระเจ้า เสร็จแล้วก็อวยพรส่งพวกเขากลับบ้านไป
ยชว.22:10-12 คนสองเผ่าครึ่งนี้เมื่อกลับมาที่เขตแดนของตัวเองแล้ว ก็ตั้งใจที่จะแสดงความจงรักภักดีต่อพระเจ้า แสดงให้เห็นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพี่น้องฝั่งคานาอัน ก็เลยสร้างแท่นบูชาไว้ที่ชายแดน แต่พวกทางฝั่งคานาอันเข้าใจผิดคิดว่าคนสองเผ่าครึ่งคิดจะตั้งศาสนาของตัวเอง ก็เลยรวมตัวกันจะยกทัพไปทำสงครามกะพวกฝั่งโน้น
ยชว.22:18-19 คนอิสราเอลให้ฟีเนหัสบุตรของเอเลอาซาร์ เข้าไปถามคนสองเผ่าครึ่งว่า “พวกท่านคิดจะกบฎต่อพระเจ้าหรือ ทำอย่างงี้จะทำให้อิสราเอลทั้งหมดพลอยโดนลงโทษไปด้วย ถ้าแผ่นดินฝั่งนี้ไม่ดีหรือไม่สะอาดก็ข้ามไปอยู่กับพวกเราที่ฝั่งโน้นเถอะ อย่าทำอย่างงี้เลย (ฟังดูดี ช่างมีน้ำใจ)
ดูต่อไปว่าคนสองเผ่าครึ่งจะว่าไง อ่านต่อ ยชว.22:26-27/28-29
คนสองเผ่าครึ่งอธิบายว่า พวกเขาไม่ได้สร้างแท่นบูชาเพื่อตั้งศาสนาใหม่ของตัวเอง แต่ตั้งไว้เป็นพยานว่าเขาเชื่อในพระเจ้าเดียวกันกับคนฝั่งตะวันตก แท่นนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อถวายเครื่องบูชา แต่สร้างไว้เป็นพยานและที่ระลึกเท่านั้นเอง
เมื่อชี้แจงเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกทางฝั่งคานาอันก็สบายใจยกทัพกลับบ้านไป คนรูเบนกับคนกาดเรียกแท่นนั้นว่า “แท่นพยาน” เพราะแท่นนั้นเป็นพยานระหว่างพี่น้องว่าพระเยโฮวาห์เป็นพระเจ้าเดียว
มาถึงตอนสุดท้ายของหนังสือโยชูวา คือช่วงที่อิสราเอลจะทำพันธสัญญาที่เชเคมอีกครั้งหนึ่งกับวาระสุดท้ายของโยชูวา
ยชว.23:14 โยชูวากล่าวว่า “บัดนี้ ข้าพเจ้ากำลังจะเป็นไปตามทางของโลกนี้แล้ว” แปลว่าไร ก็แปลว่าจะตายละ รู้ตัวว่าใกล้จะถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เขาก็เลยเรียกประชุมบรรดาผู้นำเผ่าต่างๆของอิสราเอล แล้วโยชูวาก็บอกว่า พวกท่านได้เห็นแล้วก็ได้รู้แก่ใจแล้วว่าพระสัญญาของพระเจ้าที่ประทานแก่อิสราเอลนั้น ไม่มีซักอย่างที่ล้มเหลว สำเร็จหมดทุกอย่าง ไม่ว่าพระเจ้าตรัสสิ่งใดไว้ก็เป็นจริงตามนั้นเสมอ
ยชว.23:6-8 โยชูวาเตือนประชาชนให้รักษาพระบัญญัติของพระเจ้า อย่าเผลอไปเอาอย่างคนต่างชาติที่หลงเหลืออยู่ในคานาอัน อย่าไปไหว้พระของพวกเขาหรือแม้แต่พูดถึงชื่อของพระเหล่านั้น เด็กๆคงรู้สึกได้ว่าพระเจ้าทรงย้ำเรื่องนี้บ่อยมาก ทั้งโมเสสและโยชูวาก่อนตายก็เตือนคนอิสราเอลซ้ำๆเรื่องเดียวกันนี้แหละ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ต้องสำคัญมาก และ พระบัญญัติสิบประการก็ยังบัญญัติเรื่องนี้ไว้เป็นข้อแรก
คำอำลาของโยชูวา
ยชว.24:1-2 ในตอนนี้บรรดาผู้นำของคนอิสราเอลได้พากันไปที่เมืองเชเคมอีกครั้งหนึ่งเพื่อย้ำคำสัญญาต่อพระพักตร์พระเจ้า ว่าพวกเขาจะสัตย์ซื่อและดำเนินตามถ้อยคำ คำสอนของพระองค์ โยชูวาเริ่มต้นอรัมภบทถึงบรรพบุรุษของอิสราเอล ตั้งแต่ที่พระเจ้าทรงเรียกอับราฮัมออกมาจากเมืองเออร์ในดินแดนเมโสโปเตเมีย เพราะเทราห์พ่อของอับราฮัมนั้นหลงไปกราบไหว้พระอื่น แล้วพระเจ้าทรงสัญญาจะประทานดินแดนคานาอันแก่เชื้อสายของอับราฮัมแล้วพระองค์ก็ทรงกระทำให้สำเร็จดังคำสัญญา
ยชว.24:14-15 โยชูวาบอกว่า เมื่อทุกคนได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าแล้ว ก็จงยำเกรงและดำเนินชีวิตด้วยความรักและซื่อสัตย์ต่อพระองค์ แต่ถ้าใครไม่เต็มใจที่จะปรนนิบัติพระเจ้า ก็จงเลือกซะตั้งแต่วันนี้ไม่ต้องมาให้คำมั่นสัญญา แต่ส่วนตัวเขาเองโยชูวาบอกว่าเขาเลือกที่จะรับใช้พระเจ้าตลอดไป
ยชว.24:21-23 ประชาชนยืนยันกับโยชูวาว่าพวกเขาเลือกที่จะปรนนิบัติพระเจ้า โยชูวาก็ได้ย้ำกับประชาชนว่า “พวกท่านเป็นพยานปรักปรำตัวเองนะ” หมายความว่า พวกท่านพูดเองนะ ไม่ได้มีใครบังคับนะ เพราะในข้อที่๑๙ นั้นโยชูวาพูดว่า “ท่านทั้งหลายจะปรนนิบัติพระเจ้าไม่ได้ เพราะพระเจ้าทรงบริสุทธิ์และสัตย์ซื่อ พูดคำไหนก็คำนั้น และพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งความหวงแหน หมายความว่าถ้าวันไหนพวกเขาทิ้งพระเจ้าแล้วหันไปหาพระอื่น พวกเขาก็จะถูกพระเจ้าพิพากษานะ โยชูวาพูดอย่างงี้เพราะคงรู้สึกว่าประชาชนอาจจะรับปากไปส่งๆ แบบขอไปทีรึเปล่า ก็เลยพูดไล่เบี้ยลองใจคนอิสราเอลประมาณว่า ”พระเจ้าทรงบริสุทธิ์ส่วนพวกท่านน่ะเป็นคนบาปแถมชอบกบฎซะด้วย” (แล้วจะไหวเหรอ)
เป็นการพูดกดดันเพื่อที่จะดูว่าพวกเขายึดมั่น ยืนยันที่จะเดินตามพระเจ้าจริงมั๊ย มีความเชื่อจริงๆรึเปล่า แต่ปรากฎว่าประชาชนก็ยังยืนยันอย่างแน่วแน่ว่า “พวกเขาเลือกที่จะนมัสการพระเจ้า”
ดูต่อไปยชว.24:26-28 พอประชาชนยืนยันที่จะอยู่ฝ่ายพระเจ้าเป็นที่แน่นอนแล้ว โยชูวาก็ทำพิธียืนยันคำสัญญากับประชน และตั้งศิลาก้อนใหญ่ไว้เป็นที่ระลึกเพื่อทุกคนจะได้รู้ว่าสัญญาแล้วจะกลับคำไม่ได้ แต่การกลับคำไม่ได้นั้น เป็นสิ่งที่ดีเพราะพระองค์ทรงการันตีให้เราเหมือนกันว่า พระองค์จะทรงกระทำให้สำเร็จดังคำที่สัญญาไว้ ไม่ว่าเราจะแย่ขนาดไหนหรือบางครั้งจะหลงเจิ่นไป ถ้าเราเป็นของพระองค์ยังไงๆก็จะทรงตามกลับมาจนได้ (แม้ว่าสภาพเราอาจจะต้องยับเยินซะหน่อย)
ยชว.24:29-31 พระธรรมโยชูวาก็จบลงที่การสิ้นชีวิตของโยชูวาและเอเลอาซาร์ โดยมีบันทึกยืนยันว่าคนอิสราเอลในสมัยนั้นได้ติดตามและปรนนิบัติพระเจ้าอย่างไม่ออกนอกลู่นอกทาง ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะโยชูวาได้ดำเนินชีวิตเป็นตัวอย่างที่ดี และก็เป็นผู้นำที่เข้มแข็ง เพราะว่าผู้นำที่ดีก็มีจะส่วนสำคัญในการเป็นแบบอย่างของผู้ตาม
สุดท้าย ยชว.24:32-33 ในข้อนี้บอกว่า เขาฝังกระดูกของโยเซฟไว้ที่เมืองเชเคม ในส่วนที่ยาโคปซื้อจากลูกหลานฮาร์โมพ่อของเชเคม (ก็คงจะซื้อเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว) และสุดท้ายก็เป็นบันทึกการสิ้นชีวิตของเอเลอาซาร์ ว่ามีการฝังศพท่านไว้ที่เขตเมืองของฟีเนหัส เขตเมืองที่ได้อาศัยอยู่เท่านั้น เพราะเอเลอาซาร์กับฟีเนหัสลูกของเขาเป็นปุโรหิต ก็เลยไม่ได้มีส่วนแบ่งที่ดินอะไร ร่างของเอเลอาซาร์ก็เลยถูกฝังในเขตที่ฟีเนหัสอาศัยในแดนเทือกเขาของคนเผ่าเอฟราอิม
ทีนี้น้าตุ๊กอยากจะพูดถึงโยเซฟ เด็กๆคิดมั่งมั๊ยว่า “มันน่าทึ่งแค่ไหนที่วันนี้กระดูกของเขาได้ถูกนำกลับมาฝังในดินแดนที่พระเจ้าสัญญาว่าจะประทานให้ลูกหลานของโยเซฟ” ถ้าเราอ่านเรื่องนี้อย่างผิวเผินก็คงจะผ่านเลยไปอย่างไม่คิดอะไร
เปิดไปดูปฐก.50:22-26 ก่อนตายโยเซฟบอกกับพี่น้องว่า “พระเจ้าจะสำแดงพระองค์และจะพาลูกหลานของอิสราเอลออกไปจากอียิปต์แน่นอน” แล้วถ้าถึงวันนั้นก็ให้เอากระดูกของเขาไปด้วย สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อที่ต้องหนักแน่นมากๆของโยเซฟ เพราะพระเจ้าทรงสัญญาไว้แต่โยเซฟก็ไม่ทันได้อยู่เห็นพระสัญญาของพระเจ้าเป็นจริงขึ้นมา แต่ในขณะที่เขายังไม่เห็นว่าอะไรจะเป็นจริงขึ้นมา ยังสั่งลูกหลานไว้ก่อนตายประมาณว่า ถ้าพระเจ้ามาพาออกไปจากอียิปต์เมื่อไหร่.........เอากระดูกข้าไปด้วย ถ้าไม่เชื่อลึกถึงจิตใต้สำนึกแล้ว น้าตุ๊กว่า บางทีคนเราเวลาใกล้ตายก็ไม่ค่อยจะมีสติมาสนใจรายละเอียดพวกนี้ซักเท่าไหร่ (โดยเฉพาะคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า) บางคนอาจจะกลัวว่าตายแล้วจะไปไหนหรือยังห่วงอะไรซักอย่างบนโลกนี้ เสียดายนั่นเสียดายนี่สมองจะวุ่นวายมาก แต่ถ้าเป็นคนที่มีพระเจ้าและชีวิตก็ดำเนินอยู่กับพระองค์ทุกวัน จิตวิญญาณของเขาก็จะจดจ่ออยู่กับพระองค์จนลมหายใจสุดท้ายเหมือนโยเซฟ ที่มีแต่ความเชื่อมั่นคงและยังคงสั่งเสียกับลูกหลานให้ตระหนักถึงพระสัญญาของพระเจ้าที่ทรงให้ไว้กับบรรพบุรุษ
วันนี้น้าตุ๊กขอจบหนังสือโยชูวาไว้ที่ความเชื่อของโยเซฟ อาทิตย์หน้าเราจะมาเรียนเรื่อง"ยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า" เพื่อที่เราจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ด้วยชัยชนะในองค์พระเยซูคริสต์ เหมือนที่โยชูวามีชัยชนะเหนือแผ่นดินแห่งพันธสัญญาด้วยเชื่อในฤทธิอำนาจของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอล แล้วพบกันสัปดาห์หน้า
ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ