วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

หนังสือ มัทธิว ครั้งที่ 11

      พระเยซูทรงเลี้ยงอาหารประชาชน 5000 คน
ดู มัทธิว 14:15-16   ข้อที่ 14 บอกว่า “เมื่อพระเยซูเห็นประชาชนที่ศรัทธาในพระองค์ติดตามพระองค์มา  พระองค์ก็ทรงสงสารคนเหล่านั้น ..จึงได้รักษาคนป่วยให้หาย”  ความหมายฝ่ายวิญญาณของข้อนี้ ก็คือ มนุษย์ทุกคนป่วยฝ่ายวิญญาณเพราะติดเชื้อบาป   และพระเยซูก็ทรงสงสารพวกเราทุกคน..พระองค์มองเห็นจิตวิญญาณที่ไม่หลุดพ้นจากความบาปและความตายของมนุษย์    พระเยซูจึงต้องมาเกิดเป็นมนุษย์..มาตายแทน..เพื่อที่เราทุกคนจะได้รับความรอด    ข้อที่ 15  บอกว่า “ครั้นเวลาเย็นสาวกของพระองค์มาทูลว่า "ที่นี่กันดารอาหารนัก และบัดนี้ก็เย็นมากแล้ว ขอพระองค์ให้ประชาชนต่างคนต่างไปซื้ออาหารกินกันเองตามหมู่บ้าน”    แต่ พระเยซูบอกว่า..”ไม่ต้อง   พวกท่านจงเลี้ยงคนเหล่านั้น”  สาวกฟังแล้วก็งง..เพราะพวกเขามีแค่ขนมปัง 5 ก้อน  กับปลา 2 ตัว   แล้วจะไปเลี้ยงคนมากมายขนาดนั้นได้ยังไง  กินเองก็ยังไม่รู้จะพอรึเปล่าเลย    เมื่อสาวกพูดอย่างนั้น  พระเยซูตอบว่า...
ดู มัทธิว 14:18-20   “เอาอาหารนั้นมาให้เราเถิด  แล้วพระองค์ก็สั่งให้คนเหล่านั้นนั่งลง  เมื่อทรงรับขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวนั้นแล้ว..ก็ทรงแหงนพระพักตร์ดูฟ้าสวรรค์ โมทนาพระคุณ และหักขนมปังส่งให้เหล่าสาวก เหล่าสาวกก็แจกให้คนทั้งปวง” ...ปรากฎว่าทั้งกว่า 5000 คนนั้นได้กินอิ่มกันทั่วหน้า   แถมยังมีเหลือเก็บไว้ได้อีก 12 กระบุงเต็มๆ    มันเป็นไปได้ยังไง..แต่มันก็เป็นไปแล้ว  และยังคงเป็นอยู่จนทุกวันนี้     
ลองพิจารณาดูดีๆว่า พระคำข้อนี้ให้ข้อคิดอะไรกับเรา   ข้อนี้เป็นเรื่องที่ยืนยันกับเราว่า  “การดำเนินชีวิตของคริสเตียน   ต้องขึ้นอยู่กับความเชื่อและไว้วางใจในพระเจ้า  ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตามองเห็น”  เพราะถ้าเราเชื่อตามสิ่งที่ตามองเห็น   ปลา 2 ตัว กับ ขนมปัง 5 ก้อน..มันจะสามารถเลี้ยงคนหลายพันให้อิ่มกันอย่างทั่วหน้าได้มั๊ย..ไม่มีทาง   และถึงแม้ ทุกวันนี้ผ่านมาแล้ว 2 พันกว่าปี  พระเยซูก็ยังเลี้ยงดูผู้คนของพระองค์แบบนี้อยู่   การอัศจรรย์ในลักษณะเดียวกันนี้ยังคงเกิดขึ้นกับคริสเตียน  ต่างกันที่รูปแบบ..ที่เปลี่ยนไปตามเวลา   ถึงพระเยซูจะไม่ได้อยู่เสกอาหารให้เราเห็นจะๆแบบหน้าต่อหน้า   แต่พระองค์ก็มีวิธีที่จะส่งความช่วยเหลือให้เราในแบบคาดไม่ถึง..เสมอ  เช่น  บางคนอาจจะตกงาน..ในกระเป๋าแทบไม่มีเงินเลย   จิตใจก็อ่อนระอาหมดเรี่ยวหมดแรง   แต่อยู่ดีๆก็มีคนมาเลี้ยงข้าว  หรือเอาเงินมาให้  หรือไม่ก็จะต้องมีผู้ให้การช่วยเหลือ..แบบไม่คาดฝัน..อะไรต่างๆประมาณนี้   มันเป็นไปได้ทั้งหมด   แต่ ! สิ่งนึงที่เราต้องจำไว้ ก็คือ เราต้องไม่ไปจำกัดวิธีการของพระเจ้าด้วยสติปัญญาของเรา   เพราะพระองค์มีวิธีการมากมายเกินกว่าที่สติปัญญาของเราจะคาดคิด   และทุกอย่างเป็นไปได้เสมอสำหรับพระองค์  เอเมนมั๊ย
ดู มัทธิว 14:26-29  พระเยซูทรงเดินอยู่บนทะเล  แต่ เมื่อเหล่าสาวกเห็นก็ตกใจกลัว..นึกว่าผี ! เพราะตอนนั้น ดึกมากแล้ว ประมาณตี 3 ตี 4 พระเยซูก็บอกว่า..”ไม่ต้องตกใจ  เป็นพระองค์เอง”   เปโตรเลยบอกว่า “พระองค์เจ้าข้า ถ้าเป็นพระองค์แน่แล้ว ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์เดินบนน้ำไปหาพระองค์” ....ฟังดูตอนนี้ เหมือนจะมีความเชื่อมากนะ..เปโตร  เพราะคำขอของเขา  มันสำแดงว่า..เขาเชื่อว่า พระเยซูทำได้ทุกอย่าง   ข้อที่ 29  พระเยซูตอบเปโตรว่า “มาเถิด”   ..มาเลย  ประมาณนั้น   เปโตรก็เอาเลย..จัดแจงลงจากเรือแล้วเดินบนน้ำไปหาพระเยซู..แล้วก็เดินได้จริงๆ   ข้อที่ 30 บอกว่า “แต่เมื่อเปโตรเห็นลมพัดแรงก็  ”กลัว”.. เด็กๆจำไว้เลยนะคะ  เมื่อไรที่มีคำว่า     ”กลัว” แปลว่าเราไม่เชื่อใจพระเจ้า   ถ้าเรามีความเชื่อ..เราต้อง“ไม่กลัว” เพราะเราจะแน่ใจว่าพระองค์เอาอยู่..   เพราะงั้น ถ้า”กลัว” มันจะแปลได้อีกอย่างว่าเรา..”ไม่ไว้ใจ..ไม่เชื่อว่าพระเจ้าควบคุมแล้วก็จัดการได้ทุกอย่าง”   ตอนแรกเปโตรเดินบนน้ำได้เพราะเขามีความเชื่อ..ว่าพระเยซูทำได้ทุกอย่าง  แต่พอเจอลมพัดแรงเข้าหน่อย  เขาก็กลัว..แล้วก็จมลง   เพราะฉะนั้น ถ้าไม่อยากจมเหมือนเปโตร..ก็จงเชื่อให้ตลอดลอดฝั่ง  จะเจอปัญหาหรือความทุกข์ยาก..ก็ต้องหนักแน่นไว้ในความเชื่อ..ว่าพระเจ้าทรงควบคุมอยู่  พระองค์ดูแลเราได้แน่นอน   อย่าเป็นคนประเภทที่ฝนตก  ฟ้าร้อง  น้ำท่วมนิดหน่อยก็ตกใจกลัวหรือเอาแต่บ่น..อารมณ์เสียใส่คนรอบข้าง..ไม่เอานะคะ  เพราะถ้าเป็นยังงั้นแปลว่าเราไม่มีความเชื่อ   
ดู มัทธิว 14:30-32    และขณะที่เปโตรกำลังจะจมก็ร้องว่า "พระองค์เจ้าข้า ช่วยข้าพระองค์ด้วย"  ในทันใดนั้นพระเยซูทรงเอื้อมพระหัตถ์จับเขาไว้ แล้วตรัสกับเขาว่า "โอ คนมีความเชื่อน้อย เจ้าสงสัยทำไม”...สงสัยทำไม   (หลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจชัดเจน..ว่าทำไม ความสงสัยมันสร้างปัญหาให้เราได้ขนาดไหน )   
..หลายปีก่อนตอนที่สอนเรื่อง”ยุทธภัณฑ์ทั้งชุด” พระคำภีร์บอกว่าให้เราสวมความรอดเป็นหมวกเหล็กโดยไม่ต้องสงสัย   น้าตุ๊ก ก็ยกตัวอย่างหนังเรื่องนึง..ที่ทำให้เด็กๆเห็นภาพความเสียหายที่เกิดจากความสงสัย..ได้อย่างชัดเจน  ” Saving Private Ryan “ ฉากส่วนใหญ่ของเรื่องนี้จะอยู่ในสนามรบ ทหารทุกคนจะแต่งเครื่องแบบเต็มยศพร้อมทั้ง “สวมหมวกเหล็ก” เพื่อป้องกันศีรษะให้ปลอดภัยจากกระสุนของฝ่ายตรงข้าม หนังเรื่องนี้เปิดฉากขึ้นด้วยการยิงถล่มกันของทั้งสองฝ่าย มีทหารมากมายตายและบาดเจ็บ ส่วนฉากที่อยากจะเล่าให้ฟังก็คือ ในช่วงที่ทหารทั้งสองฝ่ายยิงใส่กันอย่างไม่ลืมหูลืมตานั้น ภาพก็จับไปที่ทหารคนหนึ่งถูกยิงที่ศีรษะ แต่เพราะเขาสวมหมวกเหล็กป้องกันอยู่..เลยทำให้กระสุนแฉลบออกไป กระสุนไม่สามารถเจาะเข้าไปในศีรษะของเขาได้  แต่ทหารคนนี้คงรู้สึกว่าตัวเองถูกยิงที่ศีรษะและไม่แน่ใจว่า เข้าหรือไม่เข้า ด้วยความสงสัย เขาจึงเปิดหมวกออก” แล้วเอามือลูบไปทั่วศีรษะเพื่อสำรวจหารอยกระสุน (ซึ่งจริงๆแล้ว ไม่มี) ในขณะที่ หมวกถูกเปิดขึ้นด้วยความสงสัย ของเจ้าตัว ทันใดนั้น ก็มีกระสุนอีกนัดของฝ่ายตรงข้ามที่วิ่งเข้ามาเจาะทะลุศีรษะของเขา.....อีกที และครั้งนี้...ไม่พลาดและไม่มีหมวกเหล็ก..ตายคาที่   ดูฉากนี้แล้วก็อดคิดในใจไม่ได้ว่า ..เอ็งจะ สงสัยทำไม”  ใส่หมวกไว้ก็ดีอยู่แล้ว 
...เหมือนเปโตร  เดินบนน้ำด้วยความเชื่อมันก็ดีอยู่แล้ว..จะสงสัยทำไม   ถึงพายุจะพัดแรงแค่ไหน  ถ้าพระเยซูอยู่ด้วย..จะกลัวอะไร    ข้อที่ 31 บอกว่า “พอเปโตรกำลังจะจม  เขาก็ร้องเรียกพระเยซูให้ช่วย  พระองค์ก็ดึงเขาขึ้นมาบนเรือ..ลมก็สงบลง  
ดู มัทธิว 15:10-12   ในบริบทก่อนหน้านี้  พวกธรรมาจารย์กับพวกฟาริสีได้มากล่าวโทษพระเยซู..หาว่าพวกสาวกไม่ยอมล้างมือก่อนกินข้าว ..คือ มาหาเรื่องจับผิดเกี่ยวกับคำสอนของพระองค์เหมือนเดิม   พระเยซูก็ตอบกลับไป..ในการที่พวกเขาชอบบิดเบือนพระบัญญัติข้อสำคัญๆ    แล้วก็เอาแต่เคร่งครัดในข้อเล็กๆน้อยๆที่เป็นแต่เรื่องเปลือกนอก  หรือไม่ก็เป็นประเพณีที่ตั้งกันขึ้นมาเอง     จากนั้น ในข้อนี้ พระองค์ก็สอนประชาชนว่า  “..มิใช่สิ่งซึ่งเข้าไปในปากจะทำให้มนุษย์เป็นมลทิน แต่สิ่งซึ่งออกมาจากปากนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมลทิน”  ...สิ่งที่เข้าไปในปาก  คือ อะไรคะ..ก็อาหารทุกอย่างที่เรากินเข้าไป  พระเยซูบอกว่า..ไม่มีอะไรเลยที่กินแล้วจะสามารถทำให้เราเป็นมลทินได้    แต่การที่คนเราจะเป็นมลทินนั้น...มันเป็นเรื่องของจิตใจ การกินการอยู่ที่เป็นรูปแบบภายนอก..มันเป็นเรื่องที่รองลงมา  แต่ฟังอย่างนี้แล้วไม่ได้หมายความว่า ..โอโห ! ต่อไปนี้ ฉันจะกินทุกอย่างที่ขวางหน้า..ไม่ได้นะคะ  เพราะถ้อยคำพระเจ้าก็ล้อมเราไว้..จะกินอะไรก็ต้องนึกถึงสุขภาพด้วยเป็นสำคัญ    เพราะร่างกายเราเป็นวิหารของพระเจ้า..และเรามีหน้าที่ต้องดูแลวิหารนี้ให้ดี  และอย่าเลือกเอาถ้อยคำมาใช้หรือมาอ้างเพื่อทำตามใจตัวเองนะคะ
ดูต่อ มัทธิว  15:15-18  “..สิ่งใดๆซึ่งเข้าไปในปากก็ลงไปในท้อง แล้วก็ถ่ายออกลงส้วมไป”...มันมาทำให้ใครเดือดร้อนได้มั๊ย..ไม่ได้  อย่างมากมันก็แค่ทำให้คนๆนั้น ”เสียสุขภาพ”   แต่สิ่งที่เรากินมันไปทำร้ายคนอื่น..ไม่ได้   ข้อที่ 18  พระเยซูตรัสต่อไปว่า “..แต่สิ่งที่ออกจากปากก็ออกมาจากใจ  สิ่งนั้นแหละที่สามารถทำให้มนุษย์เป็นมลทิน”  ..สิ่งที่ออกจากปากเราก็คือ “คำพูด” และ พระเยซูยืนยันว่าคำพูดของคนเราจะออกมาจากใจ    เพราะฉะนั้น ใครที่ชอบพูดเรื่อยเปื่อย  พูดส่อเสียด กระแนะกระแหนคนอื่นจนเป็นนิสัย   แล้วก็อ้างว่า..พูดเล่นๆ..ไม่ได้คิดอะไร”  ต่อไปนี้ก็ขอให้รู้ไว้ว่า  นั่นเป็นการสำแดงธาตุแท้ที่อยู่ในหัวใจ  เพราะคำพูดแบบนั้นจริงๆแล้ว..มันต่อตรงมาจากใจ  โดยไม่ได้ถูกกลั่นกรองด้วยสมอง  จริงอย่างที่เขาอ้างว่า.."ไม่ได้คิดอะไร!!!" ดังนั้น น้าตุ๊กแนะนำว่า คิดก่อนเถอะค่ะ คิดให้เยอะๆ  ก่อนที่จะให้อะไรๆ..มันหลุดออกมาจากปากเรา   เพราะพระเจ้าบอกว่า “คำพูดซึ่งไม่เป็นสาระทุกคำเราต้องรับผิดชอบ”  และทุกคำพูดที่ไม่ดีหรือไม่สร้างารรค์..มันจะฟ้องความเป็นมลทินและหัวใจที่ไม่บริสุทธิ์ของเรา     ข้อที่ 19  บอกว่า “..ความคิดชั่วร้าย การฆาตกรรม การผิดผัวผิดเมีย การล่วงประเวณี การลักขโมย การเป็นพยานเท็จ การพูดหมิ่นประมาท  นั้น..ล้วนเป็นสิ่งที่ที่ออกมาจากใจมนุษย์ทั้งสิ้น”   

ดู มัทธิว 15:22-24 / 25-28  หญิงชาวคานาอันคนนึง  มาขอให้พระเยซูช่วย..เพราะลูกสาวถูกผีสิง  แสดงว่า พระกิตติคุณของพระเยซูในขณะนั้น..เริ่มแผ่ขยายออกไป    ข้อที่ 22 บอก..หญิงคนนี้เป็นชาวคานาอัน  หมายความว่า เป็นต่างชาติ..ไม่ใช่อิสราเอล   และทีแรก พระเยซูก็เหมือนจะไม่สนใจผู้หญิงคนนี้นะ    พระองค์ตรัสว่า  “เรามิได้รับใช้มาหาผู้ใด เว้นแต่แกะหลงของวงศ์วานอิสราเอล    ข้อที่ 26  พระเยซูยังพูดอีกว่า “ซึ่งจะเอาอาหารของลูกโยนให้แก่สุนัขก็ไม่ควร" ..เราคงจำได้ว่าพระเยซูเคยสอนคำอุปมาข้อนึงที่บอกว่า  “อย่าให้ของประเสริฐแก่สุนัข อย่าโยนไข่มุกให้แก่สุกร”    สุนัข หรือ สุกร ที่พระเยซูพูดถึง คือ คนที่ไม่เห็นค่าของข่าวประเสริฐ      คำพูดนี้ของพระเยซู อาจเป็นการลองใจ..ทดสอบดูว่าเธอมีความเชื่อจริงๆมั๊ย   และ ก็ เป็นที่น่าชื่นใจ  เพราะข้อที่ 27 เธอทูลตอบพระเยซูว่า “จริงพระองค์เจ้าข้า แต่สุนัขนั้นย่อมกินเดนที่ตกจากโต๊ะนายของมัน”  ผู้หญิงคนนี้..ยอม...ยอมรับว่าตัวเองเป็นสุนัข..เป็นคนไม่สำคัญ..เป็นสิ่งไม่มีค่า..และอาจอยู่นอกสายตาของพระเจ้า  แต่ ! ยังไง เธอก็ยังยืนยันจะเฝ้ารอขอเศษเสี้ยวในพระกรุณาของพระเจ้า ..สุดยอดมั๊ย    พระเยซูได้ยินอย่างงั้น..พระองค์ประทับใจมาก “โอ หญิงเอ๋ย ความเชื่อของเจ้าก็มาก ให้เป็นไปตามความปรารถนาของเจ้าเถิด"  ลูกสาวของเขาก็หายเป็นปกติทันที 
  พบกันหม่สัปดาห์หน้านะคะ  ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ 

หนังสือ มัทธิว ครั้งที่ 10

ดู มัทธิว 13:1-6   พระเยซูทรงเปรียบการตอบสนองต่อข่าวประเสริฐของมนุษย์ไว้เป็นเสมือนดิน  4 ประเภท..เป็นคำอุปมา   ข้อที่ 3 บอกว่า  “ดูเถิด มีผู้หว่านคนหนึ่งออกไปหว่านพืช..”  ผู้หว่าน ก็คือ พระเยซูคริสต์และรวมถึงผู้ที่ออกไปประกาศเรื่องราวข่าวประเสริฐ     เมล็ดพืช คือ  ข่าวประเสริฐหรือเรื่องราวของอาณาจักรสวรรค์  ส่วนดิน คือ “ใจมนุษย์”  ซึ่งมีหลายแบบ  และแต่ละแบบก็จะตอบสนองต่างกันเมื่อได้ยินเรื่องราวข่าวประเสริฐ   ข้อที่ 4 บอกว่า “.. เมื่อเขาหว่าน เมล็ดพืชก็ตกตามหนทางบ้าง แล้วนกก็มากินเสีย”   ดินประเภทแรกที่พระเยซูพูดถึงในข้อนี้  คือ ดินตามทาง  หมายถึง คนที่มีใจ”แข็งกระด้าง” เมื่อได้ยินพระวจนะของพระเจ้าแล้ว..ไม่เข้าใจอะไรเลย  ได้ยินก็เหมือนไม่ได้ยิน  เพราะอะไร  พระเยซูบอกชัดเจน..ว่ามารมาขโมยไป   เกี่ยวกับมาร..ตอนนี้ เด็กๆจำไว้แค่ว่า..ความจริง” มาร “ เป็นแค่เครื่องมือของพระเจ้า  และมันวนเวียนอยู่รอบตัวเรา  แต่ เราไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับมารมากนัก..ตราบใดที่เราติดสนิทกับพระเจ้าและถ้อยคำของพระองค์   แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เรามีใจออกห่างพระเจ้า  มารจะสามารถทำให้เราล้มลงได้อย่างง่ายดาย  (จำไว้แค่นี้ก่อน..)   
ข้อที่ 6 บอกว่า  “บ้างก็ตกในที่ซึ่งมีพื้นหิน มีเนื้อดินแต่น้อย จึงงอกขึ้นโดยเร็วเพราะดินไม่ลึก..”  ดินชนิดที่สอง  หมายถึง “ใจที่ตื้น”  เหมือนดินที่ปกคลุมอยู่บนพื้นหิน   คนประเภทนี้เมื่อได้ยินพระวจนะพระเจ้าแล้ว  จะรับไว้ทันทีด้วยความตื่นเต้น  แต่ ! จะเชื่ออยู่แค่ชั่วคราว  เพราะ “พื้นหิน” มีเนื้อดินน้อย   และเมื่อดินไม่ลึก  รากก็ไม่มี   พอโดนแดดเผา  คือ เมื่อถูกข่มเหงหรือต้องเผชิญกับปัญหา  ไม่ว่าจะตกงาน  ไม่สมหวังกับความรัก  หรือแม้แต่สะดุดคริสเตียนด้วยกัน  เขาก็จะเลิกเชื่อหรือหลงหายไปอย่างง่ายดาย   เพราะความเชื่อไม่แข็งแรง
ดู มัทธิว 13:7-9  บ้างก็ตกกลางต้นหนาม ต้นหนามก็งอกขึ้นปกคลุมเสีย”  ดินชนิดที่ 3 คือ     “ใจที่ถูกเหนี่ยวรั้งหรือถูกยับยั้ง”   จากอะไร..จากหนาม   “หนาม” คือ ความกังวลฝ่ายโลก  การยึดติดกับทรัพย์สินเงินทองหรือแม้แต่..ยึดติดกับมนุษย์ด้วยกันเอง  ลักษณะของดินในข้อนี้ หมายถึง ผู้ที่ได้ยินพระวจนะพระเจ้าแล้ว ก็อาจจะเข้าใจนะ..ว่าทางของพระเจ้านั้นดี  แต่คนกลุ่มนี้จะเป็นประเภทที่ยังกังวลฝ่ายโลกอยู่มาก   ทำให้พระวจนะของพระเจ้าไม่เกิดผลในคนประเภทนี้   พระเยซูเปรียบคนประเภทนี้ว่าเป็นดินที่อยู่ในดงหนาม   ซึ่งลักษณะของวัชพืช..มันจะไม่ยับยั้งใครในทันที  หรือยับยั้งในวันเดียว  แต่มันจะค่อยๆแทรกแซง..แย่งอาหาร  และค่อยๆยับยั้งการเติบโตฝ่ายวิญญาณของคริสเตียนอย่างช้าๆ   ค่อยเป็นค่อยไป..แบบให้เราไม่รู้ตัว   ดังนั้น แนวคิดของคนประเภทนี้ ก็จะประมาณว่า “ ตอนนี้ต้องรีบทำ..รีบสะสมไว้ก่อน  เดี๋ยวรวยแล้วหรือแก่แล้ว..ค่อยคิดถึงเรื่องจิตวิญญาณ”...อย่างนี้เป็นต้น
ข้อที่ 8 บอกว่า “..บ้างก็ตกที่ดินดี แล้วเกิดผล ร้อยเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง สามสิบเท่าบ้าง”  ดินชนิดสุดท้าย คือ “ใจที่เปิดรับ”  หมายถึง ผู้ที่ได้ยินพระวจนะพระเจ้าแล้วมีความเข้าใจและเพราะเป็นดินที่ดีจึงเกิดผล  แต่ เกิดผลไม่เท่ากัน  ไม่ใช่ทุกคนที่จะเกิดผล 100 เท่า  พระเยซูบอก..บางคนก็เกิดผล 30 เท่าบ้าง 60 เท่าบ้าง  และบางคนเท่านั้นที่จะเกิดผล 100 เท่า  แต่จะเท่าไหร่ก็ไม่เป็นไร  ที่สำคัญขอให้เกิดผลนะคะ
ดู มัทธิว 13:10-13  ทำไมพระเยซูมักจะพูดเป็นคำอุปมา   ข้อที่ 11 พระองค์ตอบว่า “..เพราะข้อความลึกลับของแผ่นดินสวรรค์ทรงโปรดให้ท่านทั้งหลายรู้ได้  แต่คนเหล่านั้นไม่โปรดให้รู้”  พระเยซูใช้คำอุปมาในการเทศนาเพื่อ “คัดกรองคน”   ถ้าจะพูดให้เด็กๆเข้าใจง่าย  คำอุปมาก็เปรียบเหมือน ”รหัสลับ” ของพระเจ้า  ต้องคนที่พระองค์เลือกหรือ..น้าตุ๊กขอเทียบว่า คนที่มีไมโครชิพของพระองค์เท่านั้น..ที่จะฟังแล้วเก็ท   ข้อที่ 12 บอกว่า “..ผู้ใดมีอยู่แล้ว จะเพิ่มเติมให้คนนั้นมีเหลือเฟือ แต่ผู้ใดที่ไม่มีนั้น แม้ว่าซึ่งเขามีอยู่จะต้องเอาไปจากเขา”    ใครที่พระเจ้าเปิด....”ตาใจฝ่ายวิญญาณ”ของเขาจะสว่างขึ้นเรื่อยๆ  พระเจ้าจะเพิ่มเติมให้เขาเห็นชัดเจนมากขึ้นทุกวันๆ   ส่วนใครที่พระเจ้าปิด...แม้จะมีบางครั้งที่เหมือนจะคิดออก  พระเจ้าก็จะเอาคืนไป..หรือเบี่ยงเบนความสนใจของเขาให้หลุดไปจากทางของพระองค์
เหตุฉะนั้น เราจึงกล่าวแก่เขาเป็นคำอุปมา เพราะว่าถึงเขาเห็นก็เหมือนไม่เห็น ถึงได้ยินก็เหมือนไม่ได้ยินและไม่เข้าใจ”  และน้ำพระทัยพระเจ้าในเรื่องนี้ยังคงเป็นจริงจนทุกวันนี้   แล้วอะไร คือ “ไมโครชิพ” ของพระเจ้าในยุคพระคุณนี้  ???  คำตอบคือ “พระวิญญาณบริสุทธิ์”ของพระเยซูคริสต์   ใครก็ตามที่อยากเข้าใจความลับของอาณาจักรสวรรค์  หรือใครก็ตามที่อยากมีไมโครชิพไว้รับสัญญาณจากพระเจ้า  ทางเดียวก็คือ เขาต้องรับด้วยปากและเชื่อด้วยใจว่า”พระเยซู คริสต์ ทรงเป็นพระเจ้า มาตายที่ไม้กางเขน หลั่งพระโลหิตชำระเขาให้หลุดพ้นจากความบาปและความตาย”..และเมื่อนั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ (หรือไมโครชิพ) ของพระเจ้าก็จะฝังอยู่ในวิญญาณจิตของเขาทันที  จากนั้น ไม่ว่าพระเจ้าจะส่งสัญญาณมาในรูปแบบไหน คนที่มีพระวิญญาณก็จะสามารถเข้าใจในสัญญาณและความลับทุกอย่างที่พระเจ้าทรงสำแดง  (เอเมนมั๊ย)
ข้อที่ 17 พระเยซูบอกว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ศาสดาพยากรณ์และผู้ชอบธรรมเป็นอันมากปรารถนาจะเห็นซึ่งท่านทั้งหลายเห็นอยู่นี้..” ... แม้แต่ศาสดาหรือผู้ที่มุ่งแสวงหาสัจจะธรรมในทุกรูปแบบ..จะมุ่งมั่นทุ่มเทขนาดไหน   พวกเขาเหล่านั้นก็ยังไม่สามารถจะเข้าใจในสิ่งที่พระเจ้าทรงสำแดง..ได้เหมือนเรา  (และเราทุ่มเทรึยัง  บางคนบอก..ยังเลย ).. แต่เราก็ยังสามารถเห็นในสิ่งที่ศาสดาทั้งหลายมองไม่เห็น  เราเข้าใจในสิ่งที่พวกเขา..ไม่เข้าใจ  
         คำอุปมาเรื่อง”ข้าวสาลีและข้าวละมาน” 
ดู มัทธิว 13:24-26  ข้อนี้ พระเยซูบอกว่า  "อาณาจักรแห่งสวรรค์เปรียบเหมือนคนหนึ่งได้หว่านพืชดีในนาของตน แต่เมื่อคนทั้งหลายนอนหลับอยู่ ศัตรูของคนนั้นมาหว่านข้าวละมานปนกับข้าวสาลี
 ..”ผู้หว่าน” คือ พระคริสต์  “นา” คือ โลก  “เมล็ดพืชดี” หรือ “ข้าวสาลี” คือ คนของพระเจ้า  “ศัตรูของผู้หว่าน” ก็คือ มาร   และ “ข้าวละมาน” ก็คือ คนของมาร  ซึ่งข้าวละมานเป็นหญ้าชนิดนึงที่ไม่มีประโยชน์..กินไม่ได้    แต่มันมีลักษณะคล้ายกับข้าวสาลี..คล้ายมากจนบางครั้งแยกกันไม่ออก  และเมื่อถูกหว่านไว้ในนาเดียวกัน  ข้าวทั้งสองชนิดจึงจำเริญขึ้นเหมือนกัน
ข้อที่ 26 บอกว่า “ครั้นต้นข้าวนั้นงอกขึ้นออกรวงแล้ว ข้าวละมานก็ปรากฏขึ้นด้วย”    ในขณะที่ข้าวดีจำเริญขึ้น   ขณะเดียวกันข้าวละมานที่มารหรือศัตรูแอบมาหว่านไว้.. มันก็จำเริญขึ้นในโลกด้วย   น้าตุ๊กไม่รู้ว่าเด็กๆเคยคิดมั๊ย  แต่ตอนที่มาเชื่อพระเจ้าใหม่ๆ น้าตุ๊กเคยแอบคิด..ว่าทำไม  เรายังเห็นคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า..เขายังมีชีวิตที่ดี   บางทีก็ดูเหมือนจะเจริญรุ่งเรืองขึ้นไม่ต่างจากเราหรือมากกว่าเราด้วยซ้ำ    ทำไมพระเจ้าถึงอนุญาตให้คนเหล่านั้นยังอยู่ดี..มีสุข  ทำไมพระเจ้าไม่จัดการหรือแยกคนพวกนั้นให้กินผลอย่างชัดเจน..ตั้งแต่ตอนนี้   น้าตุ๊กคยแอบคิดอย่างนี้นะ..ยอมรับเลย   แต่ ! พระองค์มีคำตอบที่ชัดเจนและลึกล้ำ ก็คือ คำอุปมาของพระเยซู..
ดู มัทธิว 13:28-30  เมื่อเห็นข้าวละมานเติบโตขึ้นพร้อมกับข้าวสาลี  ผู้รับใช้ก็ถามนายของตนว่า “จะให้พวกเขาไปถอนข้าวละมานทิ้ง..เสียตั้งแต่ตอนนี้เลยหรือไม่”    แต่นายตอบว่า `อย่าเลย เกลือกว่าเมื่อกำลังถอนข้าวละมานจะถอนข้าวสาลีด้วย”   เพราะทั้งสองอย่างมันอยู่ปะปนรวมกัน  ทั้งผู้ชอบธรรมของพระเจ้า  และคนของมาร..ก็ถูกหว่านให้อยู่รวมกันจนแยกไม่ออก  และ ถ้าจะถอนข้าวละมานตอนนี้    ดีไม่ดี..ก็จะพลอยกระทบกระเทือนคนของพระเจ้า คือ ทำให้ข้าวสาลีถูกถอนไปด้วย   เพราะฉะนั้น..ยังก่อน    ข้อที่ 30 พระเจ้าบอกว่า “ให้ทั้งสองจำเริญไปด้วยกันจนถึงฤดูเกี่ยว”...ให้ถึงวันที่พระเยซูคริสต์เสด็จมา  แล้วเวลานั้นพระองค์จะจะสั่งผู้เกี่ยวว่า "จงเก็บข้าวละมานก่อนมัดเป็นฟ่อนเผาไฟเสีย..”..เมื่อวันพิพากษามาถึง  ข้าวละมานหรือบรรดาผู้ที่ไม่เชื่อ..ก็จะถูกแยกออกและทิ้งลงบึงไฟนรก ..ซึ่งที่นั่นจะมีแต่การขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน“  .. แต่ข้าวสาลีนั้นจะถูกเก็บไว้ในยุ้งฉางของเรา” ..ส่วนจิตวิญญาณของธรรมิกชนหรือผู้ที่เชื่อในพระเยซู..ก็จะได้อยู่ร่วมกับพระองค์ในสวรรค์สถาน 
ดู มัทธิว 13:31-32  ข้อนี้ พระเยซูเปรียบเรื่องราวแผ่นดินสวรรค์เป็นเหมือน”เมล็ดพืช”  บางฉบับระบุว่าเป็น”เมล็ดผักกาด”  และในต้นฉบับแปลตรงตัวว่าเป็น”เมล็ดมัสตาร์ด” แต่ทั้งมัสตาร์ดและเมล็ดผักกาด  ต่างก็มีคุณลักษณะที่เหมือนกัน คือ เป็นเมล็ดพืชที่เล็กมากหรือน่าจะเล็กที่สุด ข้อที่ 32 บอกว่า “..เมล็ดนั้นเล็กกว่าเมล็ดทั้งปวง แต่เมื่องอกขึ้นแล้วก็ใหญ่ที่สุดท่ามกลางผักทั้งหลาย”  หมายความว่า  ความเชื่อในพระพระวจนะของพระเจ้าเป็นเหมือนเมล็ดพันธ์พืชเล็กๆ ที่หว่านลงในจิตวิญญาณของผู้เชื่อ   ที่ถึงแม้เมล็ดจะเล็กมากหรือเล็กที่สุด  แต่ผู้ที่มีเมล็ดพันธ์ของความเชื่อนี้..จะกลับมีจิตวิญญาณที่เติบโตกว่าคนทั้งปวง    “..จนนกในอากาศมาทำรังอาศัยอยู่ตามกิ่งก้านของต้นนั้นได้”..คือ สามารถเป็นที่พึ่งหรือเป็นแสงสว่างแก่คนอื่นได้ 
ข้อที่ 33  บอกว่า “พระองค์ยังตรัสคำอุปมาให้เขาฟังอีกข้อหนึ่งว่า "อาณาจักรแห่งสวรรค์เปรียบเหมือนเชื้อ ซึ่งผู้หญิงคนหนึ่งเอามาเจือลงในแป้งสามถัง จนแป้งนั้นฟูขึ้นทั้งหมด”   คำว่า  “เชื้อ”ในข้อนี้ คือ ยีสต์ที่ทำให้แป้งขึ้นฟู    เพราะฉะนั้น  คำอุปมาทั้ง 2 ข้อนี้   สำแดงให้เราเห็นว่า .. เรื่องราวของแผ่นดินสวรรค์หรือความเชื่อที่พระเจ้าใส่ลงในจิตใจเรานั้น   แรกเลย พระเจ้าทรงใส่ความเชื่อให้แค่จุดเล็กๆ   แต่แค่จุดเล็กๆที่ใส่ลงในจิตใจของผู้ชอบธรรม  จะสามารถทำให้คนๆนั้นมีความเชื่อที่เติบใหญ่และแข็งแรงได้เสมอ   ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดพันธ์หรือเชื้อขนมทั้งสองอย่างเล็งถึงการเริ่มต้นที่เริ่มจากเล็กไปหาใหญ่  หรือจากน้อยไปหามาก  นี่คือ ความถูกต้องที่พระเจ้าสำแดงแก่เรา ..ว่าทางของพระองค์หรือแนวทางตามธรรมชาติแล้ว..มันต้องเป็นแบบนี้  สิ่งดีๆจะต้องเริ่มต้นมาจากจุดเล็กๆแล้วค่อยๆเติบโตขึ้น  อะไรก็ตามที่โตเร็วเกินไป..รวบรัด หรือข้ามขั้น  แบบนั้น..มักไม่ใช่ของจริงหรือไม่ใช่ทางของพระเจ้านะคะ 
ดู มัทธิว 13:44-46  ทั้งสองเรื่องนี้มีความหมายเหมือนกัน  จะต่างกันตรงรายละเอียดนิดหน่อย   เรื่องแรก พระเยซูอุปมาว่า “อาณาจักรแห่งสวรรค์เปรียบเหมือนขุมทรัพย์ซ่อนไว้ในทุ่งนา  เมื่อมีผู้ใดพบแล้วก็กลับซ่อนเสียอีก   และเพราะความปรีดีจึงไปขายสรรพสิ่งซึ่งเขามีอยู่ แล้วไปซื้อทุ่งนานั้น”  เด็กๆลองนึกภาพดู..ว่าถ้าอยู่ดีๆ  เราไปเจอหรือไปรู้ว่ามีขุมทรัพย์ที่มีค่ามหาศาลซ่อนอยู่ในที่แห่งนึง..เราจะทำแบบชายคนนี้มั๊ย  แน่นอน เราคงทำแบบเดียวกันกับเขา  คือ ยอมที่จะขายหรือละทิ้งทุกอย่างที่มีเพื่อเอาไปแลกกับที่ดินผืนนั้น  เพราะเรารู้ว่า..ยังไง ก็คุ้ม  เนื่องจากที่แปลงนั้นมันมีขุมทรัพย์ซ่อนอยู่
เรื่องที่ 2 บอกว่า “..แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนพ่อค้าที่ไปหาไข่มุกอย่างดี ซึ่งเมื่อได้พบไข่มุกเม็ดหนึ่งมีค่ามาก ก็ไปขายสิ่งสารพัดซึ่งเขามีอยู่ ไปซื้อไข่มุกนั้น”  เพราะพ่อค้าย่อมรู้ดี..เขาย่อมดูออกว่าสิ่งไหน ที่มีค่าจริงๆ 
อุปมาทั้ง 2 เรื่อง เป็นความจริงที่พระเยซูสำแดงแก่เราเกี่ยวกับ”การตอบสนอง”ของคน.. ในเวลาที่ได้ยินข่าวประเสริฐ   ทั้งสองคนนี้ตอบสนองเหมือนกัน คือ มีความมุ่งมั่นในการที่จะได้ของมีค่านั้นมาครอบครอง  ต่างกันแค่..คนที่พบขุมทรัพย์ในนา  เขาเหมือนจะพบ”โดยบังเอิญ”  อันนี้ ก็หมายถึง คนที่อาจจะไม่ได้ตั้งใจจะแสวงหาพระเจ้าหรือความรอด  แต่อยู่ดีๆ วันนึง พระวจนะของพระเจ้าก็มาเข้าหู..แตะต้องหัวใจเขา   ประมาณว่า “อยู่ดีๆพระเยซูก็ปรากฎอยู่ตรงหน้า”  (หมายถึง ในหัวใจนะ ไม่ใด้แปลว่า เขาเห็นพระเยซูด้วยตา)     แล้วเขาก็รู้ทันทีว่า “นี่คือ ความจริง  นี่คือ สิ่งมีค่าที่สุด..ที่มนุษย์ทุกคนต้องการ” 
ส่วนพ่อค้า ที่ได้พบไข่มุกเม็ดงาม  อันนี้ หมายถึง มนุษย์ประเภทที่แสวงหาเรื่องฝ่ายวิญญาณ  แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา..ก็ยังไม่เคยเจอของจริง หรือสะเปะสะปะหลงไปผิดทาง  แล้วในที่สุด วันนึงก็ได้มาเจอไข่มุกเม็ดงาม คือ เรื่องราวข่าวดีในองค์พระเยซูคริสต์   และก็ไม่แปลก  ถ้าเขาจะยอมไปขายทุกอย่างมาเพื่อแลกกับไข่มุกเม็ดนี้  เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อค้า..ก็หมายถึง เป็นบุคคลผู้แสวงหามาสัจจะธรรมมาทั้งชีวิต   ดังนั้น เขาต้องรู้ดีว่า..ไข่มุกนั้นมีค่า..หรือไม่มี  เป็นของจริงหรือของปลอม
เพราะฉะนั้น ใครก็ตามที่ได้เจอขุมทรัพย์หรือไข่มุกแล้วยังเดินหนีไป  ไม่ตอบสนองต่อขุมทรัพย์หรือข่าวดีแบบ 2 คนนี้   ในความจริงก็ต้องบอกว่า”โง่น่าดู”  แต่ถามว่าทุกวันนี้..มีมั๊ยคะ  มีเยอะ..อีกหลายล้านคนยังเดินหนีขุมทรัพย์ล้ำค่า  แล้วก็ยอมจมอยู่กับความจน..ฝ่ายวิญญาณต่อไป
   บทที่ 14 มรณะกรรมของยอห์น เดอะ แบบทิสต์
ดู มัทธิว 14:1-3 ข้อนี้ บอกว่า “..เฮโรดได้จับยอห์นล่ามโซ่แล้วขังคุกไว้ เพราะเห็นแก่นางเฮโรเดียสภรรยาของฟีลิปน้องชายของตน”....ฟังดูแค่นี้ เราก็พอเดาได้แล้ว..ว่ามันต้องมีเรื่องการล่วงประเวณีเข้ามาเกี่ยวข้อง   ซึ่งเรื่องก็มีอยู่ว่า “เฮโรด คนนี้ คือ เฮโรด อันทิพาส”  เป็น ลูกชายของ เฮโรด มหาราชที่ตามฆ่าพระกุมารเยซู    ส่วนนาง”เฮโรเดียส” จริงๆ เป็นภรรยาของ”ฟิลิป”น้องชายคนละแม่ของเฮโรด   แต่ตอนที่เฮโรด  เดินทางไปกรุงโรม  แล้วแวะเยี่ยมน้องชายคนนี้  เขาก็ได้เจอนางเฮโรเดียส..แล้วก็ชอบ  เลยชวนให้นางคนนี้ทิ้งสามีมาอยู่กับตัว  ปรากฎ นางเฮโรเดียส..ก็เอาด้วย !!!    ข้อที่ 3 บอกว่า “..เฮโรดได้จับยอห์นมาขังไว้  เพราะะยอห์นเคยกล่าวโทษท่านว่า "ท่านไม่มีสิทธิ์รับนาง (เฮโรเดียส) นั้นมาเป็นภรรยา"...มันผิดพระบัญญัติของพระเจ้า   ในความเป็นจริงเฮโรด อยากฆ่ายอห์น ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว  แต่ ! ไม่กล้า  เพราะประชาชนจำนวนมากนับถือยอห์น  แต่นางเฮโรเดียส  ยังไม่ละความพยายามที่จะฆ่ายอห์น  ก็เลยวางแผนที่จะกำจัดยอห์นให้ได้

ดู มัทธิว 14:6-8  แผนการของนางเฮโรเดียส  ก็คือ ใช้ให้ลูกสาวตัวเอง..ซึ่งพระคำภีร์ไม่ได้บอกว่าชื่ออะไร  แต่ตามประวัติศาสตร์บันทึกว่าเธอชื่อ “ซาโลเม”  เฮโรเดียสใช้ลูกสาวให้เต้นรำในงานวันเกิดของเฮโรด  เพื่อให้เฮโรดประทับใจ..จะได้ตบรางวัล  แล้วรางวัลที่อยากได้ก็คิดไว้แล้ว..ว่าจะขอ“หัวของยอห์น”  เรียกว่า เฮโรเดียส ลงทุนมาก  แล้วก็คงมั่นใจในลีลาและความงามของลูกตัวเองมากอยู่   เพราะ มันไม่เป็นการสมควร..ที่จะเอาลูกสาวตัวเองมาเป็นเหยื่อล่อ   ที่สำคัญ ผู้หญิงรับจ้างเต้นรำสมัยนั้น..ก็มีเยอะ  แต่เฮโรเดียสลงทุนใช้ลูกตัวเอง ก็แสดงว่า อยากฆ่ายอห์นมากจริงๆ  แล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามแผน  ในงานวันเกิดของเฮโรดลูกสาวของเฮโรเดียสก็ทำให้เฮโรดประทับใจมากแล้วก็สัญญาว่าถ้าขออะไร..จะให้ทุกอย่าง  เข้าทางพอดี..ลูกสาวของเฮโรเดียสเลยบอกขอหัวของยอห์น ผู้ให้บัพติศมา..ตามที่เตี๊ยมกันไว้กับแม่  สุดท้าย ยอห์นเลยถูกตัดหัว  ถึงเฮโรดจะกล้าๆกลัวๆในการที่จะสั่งตัดหัวยอห์น   แต่ก็ต้องทำ ..เพราะสัญญาไว้แล้ว..ว่าจะให้ทุกอย่าง  ข้อที่ 12 บอกว่า “ฝ่ายศิษย์ของยอห์นก็มารับเอาศพไปฝังไว้ แล้วก็มาทูลพระเยซูให้ทรงทราบ” 
     หมดเวลาแล้วค่ะ  ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ 

วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2556

หนังสือ มัทธิว ครั้งที่ 9


ดู มัทธิว 10:34-35 “..พระคริสต์ทรงอยู่เหนือบิดาหรือมารดา”..ถ้าใครมีพ่อแม่ที่ไม่เชื่อพระเจ้า..ก็จะรู้ว่า..เขาจะรับไม่ค่อยได้สำหรับถ้อยคำในข้อนี้ที่พระเยซูบอก  เพราะ เขาจะไม่มีวันเข้าใจ..เขาจะรู้สึกว่ามาสอนอย่างนี้ได้ยังไง     ประโยคต่อไปยิ่งแล้วใหญ่เลย “..อย่าคิดว่าเรามาเพื่อจะนำสันติภาพมาสู่โลก เรามิได้นำสันติภาพมาให้ แต่เรานำดาบมา”.......จำให้ดีนะคะเด็กๆ ในบริบทนี้ หมายถึงในเรื่องจิตวิญญาณและความเชื่อนะคะ  อย่าเอาไปตีความผิดบริบท..ผิดความหมาย  พระเยซูทรงชี้ให้เห็นว่า เมื่อพระองค์เสด็จมา..มนุษย์จะถูกแยกออกเป็น 2 ฝ่าย  พระองค์มาเพื่อ”คัดกรอง”คนของพระเจ้าและแยกคนเหล่านั้นออกจาก..คนที่ไม่ใช่..หรือคนที่ไม่ได้ถูกเลือก    ข้อที่ 36 บอกว่า “..ผู้ที่อยู่ร่วมเรือนเดียวกัน ก็จะเป็นศัตรูต่อกัน”....เพราะเวลาพระเจ้าเลือก..บางทีพระองค์ไม่ได้เลือกยกตระกูลหรือเลือกทั้งครอบครัว  ในบ้านนึงเนี่ย..บางทีคนนี้ใช่..คนนั้นไม่ใช่  เลือกคนนี้..ไม่เลือกคนนั้น  อะไรต่างๆเหล่านี้ คือ ความหมายของคำว่า ”ศัตรู และ ความหมางใจ” ..ทำไมต้องหมางใจและเป็นศัตรู  เพราะคนที่ไม่ใช่..ก็จะไม่เชื่อและมองข่าวประเสริฐเป็นเรื่องโง่และรับไม่ได้..สุดท้ายในครอบครัวเลยต้องทะเลาะกัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ครอบครัวที่”ลูกเชื่อ” แต่ “พ่อแม่ไม่เชื่อ” แทบทุกคนที่อยู่ในครอบครัวที่ไม่มีความเชื่อ  มักจะได้ยินประโยคที่ว่า “บรรพบุรุษก็เป็นพุทธกันมาแต่ไหน แต่ไร ทำไมน๊า..ยายคนนี้ถึงแหกคอก !!! (ประมาณนี้)และข้อที่ 37 บอกว่า “ผู้ใดที่รักบิดามารดายิ่งกว่ารักเราก็ไม่สมกับเรา และผู้ใดรักบุตรชายหญิงยิ่งกว่ารักเรา ผู้นั้นก็ไม่สมกับเรา”...คือเมื่อถูกครอบครัวต่อต้านหนักเข้า..เริ่มทนไม่ได้   พ่อแม่ก็จะตัดเป็นตัดตาย..ถ้าจะยังเชื่อพระเยซู  ญาติพี่น้องก็พูดจาส่อเสียดเหยียดหยามอยู่ทุกวัน   สุดท้ายทนความกดดันที่ครอบครัวหยิบยื่นให้..ไม่ได้  ก็เลิกดีกว่า..เลิกเชื่อพระเยซูดีกว่า..เชื่อแล้วครอบครัวมีปัญหา  พระเยซูบอก “ใครที่เลือกอย่างนั้น ผู้นั้นก็ไม่สมกับพระองค์” ....เชิญไปได้เลย
ดู มัทธิว 10:38-39  “..ผู้ใดที่ไม่รับเอากางเขนของตนตามเราไป ผู้นั้นก็ไม่สมกับเรา”  สาวกของพระคริสต์หรือคริสเตียน..ต้องยอมรับความทุกข์ยากเหมือนที่พระเยซูรับ  เพราะเราต้อง”ต่าง”และ”สวนกระแส”กับคนของโลก    เพื่อให้โลกเห็นว่า “ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะไหน  เราก็จะยังเป็นแสงสว่างได้อยู่ดี” เพราะมันเป็นการง่าย ถ้าเรายังกินอิ่ม นอนสบาย ได้อยู่ห้องแอร์ แล้วเราจะบอกว่า "ฉันจะไม่ลักขโมย ไม่โกง ไม่เอาเปรียบ ไม่กล่าวโทษ ไม่บ่น หรือทำบาป"  เพราะ”ภาวะสุขสบายมันไม่สามารถพิสูจน์คนได้” เพราะงั้น ถ้าเราสามารถสว่างได้เฉพาะเวลาที่มีความสุขสบาย..อันนั้นมันไม่ทำให้เราต่างจากคนอื่น  ดังนั้น บางครั้ง เราจึงต้องดำเนินอยู่ในความทุกข์ยากบ้าง   พระเยซูบอกให้เราแบกกางเขนของเราตามพระองค์ไป  นั่นหมายความว่า พระองค์ดำเนินแบบไหน..เราจำเป็นต้องทำตามเพื่อที่เราจะได้มีศักดิ์ศรีสมกับความรอดที่พระองค์เตรียมให้  ข้อที่ 42 บอกว่า”...ผู้ใดจะเอาน้ำเย็นสักถ้วยหนึ่งให้คนเล็กน้อยดื่ม เพราะเขาเป็นศิษย์ของเรา เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า คนนั้นจะขาดบำเหน็จก็หามิได้”    ความหมายของพระเยซูในข้อนี้ ก็คือ ใครก็ตามที่ทำดีกับคนของพระเจ้า  แม้จะเป็นแค่น้ำใจเล็กๆน้อย..พระเจ้าสัญญา..ว่าจะอวยพรผู้นั้น  
ดู มัทธิว 11:16-17  พระเยซูทรงเปรียบคนในยุคพระคุณว่า “..เหมือนเด็กนั่งที่กลางตลาดร้องบอกเพื่อนว่า..ฉันได้เป่าปี่ให้พวกเธอ และเธอมิได้เต้นรำ  ฉันได้พิลาปร่ำไห้แก่พวกเธอ และพวกเธอมิได้คร่ำครวญ”  คือ ไม่ยินดี..ยินร้ายกับอะไร  บางที เรื่องที่น่ายินดีที่สุดอย่างข่าวประเสริฐ..ที่เราพยายามจะบอกแล้วบอกอีก..หลายคนกลับรู้สึกเฉยๆ..ไม่สนใจ  วันอีสเตอร์ที่พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาใหม่..อันนี้คือความน่ายินดีที่สุดไม่ใช่เฉพาะสำหรับคริสเตียน  แต่มนุษย์ทุกคนสมควรอย่างยิ่งที่จะโลดเต้นในเรื่องนี้  แต่หลายคน..ไม่สนใจเลย..เฉยมาก   ศุกร์ประเสริฐเราก็สลดใจแทบตาย  แต่คนที่ไม่เชื่อพระเจ้า..ก็ไม่รู้สึกรู้สากับเรื่องนี้  อะไรต่างๆเหล่านี้  คือ ความหมายที่พระเยซูกล่าวถึงในข้อนี้    ข้อที่ 18  บอกว่า “..ยอห์นมาก็ไม่ได้กินหรือดื่ม  เพราะยอห์นเป็นนาศีร์ คือ กินอยู่เหมือนฤาษี..อะไรประมาณนี้..ยอห์นจะไม่กินดื่มหรือใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย  ส่วนพระเยซูคริสต์มาทั้งกินและดื่ม เขาก็ว่าพระองค์เป็นคนกินเติบและขี้เมา  เป็นมิตรสหายกับคนเก็บภาษีและคนบาป”  แต่ ทั้งยอห์นและพระเยซูก็คือผู้ชอบธรรมของพระเจ้าทั้งคู่  แม้จะทำต่างกัน..มีสถานะหรือไลฟ์สไตน์ที่ต่างกัน แต่พระปัญญาของพระเจ้าได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้องแล้ว   และข้อที่จะขยายความของบริบทนี้ได้เป็นอย่างดี คือ....
ดู มัทธิว 11:28 ที่พระองค์บอกว่า “บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อยเป็นสุข”  คำว่า “ภาระหนัก” ในที่นี้ คือ ภาระฝ่ายวิญญาณที่มนุษย์ไม่มีวันไถ่ถอนให้ตัวเองเป็นอิสระได้ และรวมถึง..ความทุกข์ยากลำบากจากความที่ต้องพยายามทำตามกฎบัญญัติต่างๆ  สำหรับยิวก็คือ กฎบัญญัติทางโมเสส  ด้วยความเคารพ..สำหรับต่างชาติก็อาจหหมายถึงข้อห้ามหรือกฎต่างๆตามความเชื่อของเขา  ศีล5 ศีล8 ศีลกี่ร้อยข้อก็ตาม   ซึ่งไม่ว่าจะบัญญัติว่ายังไง  ก็ไม่มีวันที่ใครจะทำตามได้อย่างครบถ้วน “ตามมาตรฐานของพระเจ้า”  เพราะมาตรฐานของพระเจ้า คือ “แค่คิดผิดแล้ว”  พระเยซูถึงต้องมาเติมเรา  มาแบกรับและทำแทนเรา  ที่ข้อ 18  บอกว่า “..ยอห์นมาก็ไม่ได้กินหรือดื่ม  แต่  พระเยซูคริสต์มาทั้งกินและดื่ม เขาก็ว่าพระองค์เป็นคนกินเติบและขี้เมา..”  ข้อนี้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะเป็นคนขี้เมาหรือเห็นแก่กินได้นะคะ  แต่พระองค์ทรงสำแดงให้เราเห็นว่า  กฏข้อห้ามหยุมหยิมเล็กน้อย..จะไม่สามารถทำให้เราบาปหรือลงบึงไฟนรกได้อีกต่อไป   แม้กระทั่งบางครั้งเราจะยังอ่อนแอและอาจ”เผลอ”ทำความผิดไปบ้าง  (เผลอ ทำไปบ้างนะคะ ไม่ใช่ทั้งชีวิตผิดตลอดแบบไม่เคยสำนึกและกลับใจ  อันนั้นไม่ใช่ละ)  คือ ถ้าเราจะพลาดพลั้งไปบ้าง  ยังไงความเชื่อในโลหิตของพระเยซูก็สามารถชำระเราได้เสมอ   ดังนั้น ที่พระองค์บอกว่า “จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา..”  ก็คือ เราแค่ทำตามที่พระองค์สอน  แค่นั้น ! หน้าที่ของเรา..อย่างอื่นพระองค์จัดการเอง    โอเคมั๊ย
ดู มัทธิว 11:25-26  “..พระองค์ทรงปิดบังสิ่งเหล่านี้ไว้จากผู้มีปัญญา..”  สิ่งเหล่านี้ที่ข้อนี้พูดถึงคืออะไร ก็คือ “ข่าวประเสริฐของพระคริสต์  หรือเรื่องราวของแผ่นดินสวรรค์ “
คือ ก่อนที่จะเป็นสมัยโรม  ก่อนหน้านั้น คือ “กรีก” ซึ่งกรีกจะเป็นพวกตรรกนิยม คือ ชอบเรื่องความเป็นเหตุเป็นผล  ชอบที่จะถกกันในเรื่องราวของปรัชญา..ค้นหาความจริงของชีวิตอะไรต่างๆ..ซึ่งทำให้กรีกมีนักปรัชญาที่มีชื่อเสียงอยู่หลายคน อย่าง“พิธากอรัส”กับ ”อริสโตเติล” ที่เราน่าจะรู้จักกันดี..นี่ก็เป็นชาวกรีก  เพราะงั้น ต่อเนื่องจนถึงสมัยโรมหรือแม้กระทั้งทุกวันนี้..ความนิยมในความเป็นเหตุเป็นผล  ก็ยังคงส่งผลต่อแนวคิดและความเชื่อของมนุษย์อย่างมาก   เพราะคนที่คิดว่าตัวฉลาด..เขาจะรับไม่ได้หรอก..ที่จะเชื่อว่า “เลือดของคนๆนึงเมื่อหลั่งออกแล้วจะสามารถชำระมนุษย์ให้บริสุทธิ์ได้”  มันเป็นไปไม่ได้..มันไม่สมเหตุผล..มันผิดหลักแห่งตรรกวิทยา   นี่แหละ คือ ความหมายที่พระเจ้าบอกว่า “พระองค์ทรงปิดบังเรื่องราวข่าวดีของพระเยซูไว้จากคนที่คิดว่าตัวเอง..ฉลาด” (ฉลาดฝ่ายโลกนะ ไม่ใช่ฉลาดในทางพระเจ้า)  แต่  “..ทรงสำแดงความรอดนี้ให้แก่ผู้เล็กน้อย”  ผู้เล็กน้อย ก็คือ คนธรรมดาสามัญ  ไม่ใช่คนใหญ่..คนโต  หรือ คนที่จะสมองดีอยู่ในอันดับต้นๆของโลก  ถามว่า มีคนใหญ่คนโตเชื่อพระเจ้ามั๊ย..มีค่ะ  แต่..ยังไม่เยอะ  ข้อที่ 29 พระเยซูบอกว่า “..จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเรามีใจอ่อนสุภาพและถ่อมลง”  ถ่อมลง..ไม่ต้องโอ้อวดในสติปัญญาอันน้อยนิดของตัวเอง  เพราะถ้าพระเจ้าจะมีส่วนที่เล็กน้อยที่สุด..ส่วนนั้นก็ยังสูงส่งกว่าปัญญาของมนุษย์ที่ฉลาดที่สุด..อยู่ดี เพราะฉะนั้น คนที่ฉลาดหรือมีปัญญาในทางพระเจ้า..ต้องไม่อวดรู้..ไม่พึ่งสติปัญญาของตัวเอง..แต่เขาจะเดินตามและพึ่งพระเยซู   เอเมนมั๊ย 
ดู มัทธิว 12:1-2  วันสะบาโตคือ “วันเสาร์” หรือ “วันที่เจ็ด” ของสัปดาห์ตามปฏิทินของชาวยิว  พระบัญญัติทางโมเสสตั้งให้เป็นวันหยุดพัก  และสมัยที่ยิวได้กลับจากการเป็นเชลยในบาบิโลนพวกเขาตั้งให้วันสะบาโตเป็นวันนมัสการพระเจ้าด้วย
แล้วก็เป็นที่รู้กันว่า”ยิว”เคร่งครัดที่จะทำตามกฎบัญญัติมาก..มากซะจนหลาย ครั้งลืมที่จะสนใจ..ว่าพระประสงค์แท้จริงของพระเจ้าคืออะไร   อย่างบอกว่าห้ามทำงานวันสะบาโต..เขาก็จะตั้งหน้าตั้งตาเอาคำสั่งนี้เป็นที่ตั้ง  โดยไม่ใช้วินิจฉัยว่า..พระเจ้าห้ามทำไม  พระองค์มีพระประสงค์อะไรในกฎข้อนี้หรือในกฎแต่ละข้อ  ยิ่งไปกว่านั้น..ก็ยังเพิ่มรายละเอียดเข้าไปอีก  อย่างข้อนี้.. “คำว่า ห้ามทำงานวันสะบาโต  ก็เอาไปขยายความต่อไปอีกว่า หมายถึง ห้ามเดินเกินกว่ากี่กิโล กี่กิโล อะไรประมาณนี้”..ซึ่งมันไม่ใช่  พระเจ้าให้หยุดพักวันสะบาโตเพราะอะไร  เพราะพระองค์รู้ว่าร่างกายมนุษย์ต้องการการพักผ่อน  ทำงานมาทั้งสัปดาห์มนุษย์จำเป็นต้องพัก..พระเจ้ารู้  เพราะพระองค์สร้างเรามากับมือ  แต่เราจะไปก็กล่าวโทษพวกยิวก็ไม่ได้   เพราะเขาอาจจะไม่รู้เหตุผลจริงๆ..ที่พระเจ้าตั้งกฎให้   บางสิ่งบางอย่างที่เราคิดออกก็เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์สำแดงกับเรา  หรือเหตุผลของกฎบัญญัติอีกหลายๆข้อ..ก็เพิ่งจะถูกเปิดเผย..ตอนที่เทคโนโลยีเจริญมากแล้ว..นึกออกมั๊ยคะ  เช่น ห้ามกินเลือดเ..พราะเลือด คือ แหล่งรวมของเชื้อโรค  ห้ามกินไขมัน  เพราะไขมัน..กินแล้วไม่ดี  อะไรต่างๆเหล่านี้ มนุษย์ก็เพิ่งรู้เมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี้เอง  ถ้าจะผิด..ก็ผิดก็ผิดตรงที่ชอบเพิ่มความยากลำบากเข้าไปในกฎแต่ข้อ..ให้ทำยากขึ้น เป็นภาระมากขึ้น  และพระเยซูรู้ดี..ถึงความความทุกข์ยากในการทำตามกฎบัญญัติของมนุษย์   พระองค์จึงมาเพื่อไถ่มนุษย์ทุกคนให้หลุดพ้นจากภาระหนักและความเหน็ดเหนื่อย บกพร่องฝ่ายวิญญาณ 
ข้อนี้ บอกว่า “พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จไปในนาวันสะบาโต และพวกสาวกของพระองค์หิวจึงเริ่มเด็ดรวงข้าวมากิน”   พวกฟาริสีก็เห็น..แล้วก็พูดกับพระเยซูว่า “นั่นแน่ะ ศิษย์ของท่านทำการต้องห้ามในวันสะบาโต”  พระเยซูทรงตอบว่าไง...
ดู มัทธิว 12:3-6  ข้อนี้ พระเยซูทรงยกการกระทำของดาวิดขึ้นมาเป็นตัวอย่าง  ตอนนั้น ที่ดาวิดกำลังหนีซาอูลอย่างหัวซุกหัวซุน  ถ้าเด็กๆเคยเรียนหนังสือซามูเอลกับน้าตุ๊กจะจำได้   ซาอูลตามฆ่าดาวิดอย่างเอาเป็นเอาตาย..ไม่มีการลดลาวาศอก  จนดาวิดแทบไม่มีเวลาหายใจ..อารมณ์มันประมาณนั้นจริงๆ  แล้วก็มีอยู่ตอนนึงใน 1 ซมอ. 21  ซึ่งเป็นอีกตอนที่ดาวิดต้องหนีซาอูลแบบไม่มีเวลาตั้งตัว  และเขาไม่มีทั้งอาวุธกับและเสบียง  ดาวิดก็เลยไปหาปุโรหิตที่เมืองโนบ..ซึ่งคุ้นเคยกับดาวิดเป็นอย่างดี  ไปถึงดาวิดก็ออกปากถามหาอาวุธกับอาหาร    ซึ่งก็ได้ดาบของโกไลอัทไป  ส่วนอาหาร..ไม่มี  นอกจาก”ขนมปัง ที่วางต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า” ซึ่งปกติปุโรหิตเท่านั้นที่มีสิทธิ์กินขนมปังที่ถวายพระเจ้า..คนทั่วไปห้ามกิน  แต่วันนั้น ปุโรหิตก็เอาให้ดาวิดติดตัวไป   พระเยซูทรงยกเรื่องนี้ขึ้นมา  เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า  สิ่งที่ปุโรหิตคนนั้น (คือ “อาหิเมเลค”)  ได้ทำนั้น..ถูกต้องแล้ว  เพราะเขาเลือกที่จะทำด้วยความรักและเมตตา  มากกว่าที่จะตะบี้ตะบันยืนยันตามกฎอย่างไม่ลืมหูลืมตา  ข้อที่ 5 พระองค์บอกว่า “ในวันสะบาโตพวกปุโรหิตในพระวิหารดูหมิ่นวันสะบาโต..แต่ไม่มีความผิด”  ( เนื่องจากปุโรหิตจะมีสิทธิพิเศษในพระวิหาร) “.. แต่เราบอกท่านทั้งหลายว่า ที่นี่มีผู้หนึ่งเป็นใหญ่กว่าพระวิหารอีก”  ข้อนี้ พระเยซูกำลังพูดถึงพระองค์เอง  เพราะถ้าพวกปุโรหิตมีสิทธิพิเศษในพระวิหาร  พระองค์ก็ยิ่งมีมากกว่านั้นอีกหลายเท่า  เพราะพระองค์ใหญ่กว่าพระวิหาร..ถูกมั๊ยคะ   ข้อที่ 7 บอกว่า “แต่ถ้าท่านทั้งหลายเข้าใจความหมายของข้อที่ว่า เราประสงค์ความเมตตา ไม่ประสงค์เครื่องสัตวบูชา' ท่านก็คงจะไม่กล่าวโทษคนที่ไม่มีความผิด”  พระเยซูชี้ให้เห็นว่าพระเจ้าทรงประสงค์ให้เรามีความรักและเมตตาต่อพี่น้องและเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน   พระองค์ไม่ต้องการให้เรา..สักแต่จะทำตามพระบัญญัติให้ครบถ้วน”ตามตัวอักษร” แต่ในหัวใจขาดวินิจฉัยที่แท้จริงเพราะไม่มีความรัก  แบบนี้ พระเจ้าไม่ต้องการ  พระเยซูถึงบอกว่า ถ้าเราเข้าใจความจริงในข้อนี้  เราจะไม่ตัดสินหรือกล่าวโทษพี่น้อง  แล้วการที่สาวกของพระองค์เก็บรวงข้าวในนาไปกินนั้น  จริงๆแล้วพวกเขา     ”หิว” ไม่ได้งก...หรือตั้งใจจะทำงานวันสะบาโตอย่างไม่คิดจะหยุดพัก พอเห็นภาพมั๊ยคะ 
ดู มัทธิว 12:10-11  นี่เป็นช่วงเวลาที่พวกฟาริสีกำลังหาช่องจะจับผิดพระเยซู  เมื่อมีชายมือลีบคนหนึ่งเดินมา  เหล่าฟาริสีเลยถามพระเยซูว่า “..แล้วพระองค์คิดว่าการรักษาคนในวันสะบาโต..ผิดมั๊ย” (...ที่ถาม ก็เพราะพวกฟาริสีเขาคิดว่าผิดไง..อะไรๆก็ทำไม่ได้ในวันสะบาโต  นี่คือ การสักแต่จะเคร่งครัดแค่ตามตัวอักษร)  ข้อที่ 11 พระเยซูตอบพวกเขาว่า “ถ้าผู้ใดในพวกท่านมีแกะตัวเดียวและแกะตัวนั้นตกบ่อในวันสะบาโต ผู้นั้นจะไม่ฉุดลากแกะตัวนั้นขึ้นหรือ”  ความหมายคือ ถ้าแกะหรือสัตว์เลี้ยงของพวกเขาตกลงไปในบ่อวันสะบาโต  พวกเขาจะฉุดมันขึ้นมามั๊ย..ฉุดแน่นอน  ต่อให้เป็นวันสะบาโตก็ตาม  เพราะแกะ ม้า วัว ควาย มันคือทรัพย์สินของพวกเขา  มันเป็นเงิน..เป็นทอง ขืนปล่อยให้ตาย..เงินก็หายสิ   ข้อที่ 12 พระองค์จึงบอกว่า “มนุษย์คนหนึ่งย่อมประเสริฐยิ่งกว่าแกะมากเท่าใด..”  ถ้าพวกเขาซึ่งเป็นคนถือรักษากฎอย่างเคร่งครัดยังมีใจยอมช่วยเหลือสัตว์ในวันสะบาโต..ไม่ว่าจะช่วยเพราะกลัวเงินหายหรือช่วยเพราะใจเมตตาก็ตาม  ยิ่งกว่านั้นซักเท่าไร  ที่พวกเขาก็ควรจะเต็มใจช่วยชายมือลีบคนนี้ด้วย  เพราะมนุษย์ประเสริฐและมีค่ามากกว่าแกะหลายเท่า    แล้วพระองค์ก็ลงท้ายว่า “... เหตุฉะนั้นจึงอนุญาตให้ทำการดีได้ในวันสะบาโต”    ข้อที่ 14 บอกว่า “ฝ่ายพวกฟาริสีก็ออกไปปรึกษากันว่า ..ทำอย่างไรจึงจะฆ่าพระองค์ได้”  และนี่คือ การพยายามจะฆ่าพระเยซู ”ครั้งแรก” ตามที่หนังสือมัทธิวบันทึกไว้
ดู มัทธิว 12:33-35  “..เราจะรู้จักต้นไม้ด้วยผลของมัน”  อันนี้ ต้องจำไว้ให้แม่นเลยนะคะ  เราไม่สามารถจะตัดสินใครก็ตามด้วยรูปแบบภายนอก  พระเยซูสอนหลายครั้งว่าให้เราดูที่ผล  ผลอะไร..ในยุคพระคุณของพวกเรา ก็คือ ผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์  มีอะไรบ้างให้เราเปิดไป...  ดู กาลาเทีย 5:22-23  นี่คือ วิธีที่จะดูว่าคนๆนั้นเกิดผลหรือเปล่า  คือดูว่า.. เขามีความรักมั๊ย  มีสันติสุข  มีความเมตตาปรานี  สุภาพอ่อนน้อม ถ่อมตน  มีความสัตย์ซื่อ  รู้จักยับยั้งชั่งใจหรือรู้จักบังคับใจตนบ้างหรือเปล่า  เพราะคนที่เกิดผลดีตามที่พระเยซูบอกไว้จะต้องมีผลของพระวิญญาณสำแดงออกมาบ้างไม่มากก็น้อย  แต่ถ้าน้อยก็ต้องพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ  ไม่ใช่อยู่ยังไงก็อยู่อย่างงั้น   ข้อที่ 34 พระเยซูกล่าวต่อไปว่า “..โอ ชาติงูร้าย เจ้าเป็นคนชั่วแล้วจะพูดความดีได้อย่างไร ด้วยว่าปากย่อมพูดจากสิ่งที่เต็มอยู่ในใจ”  พระเยซูทรงใช้คำนี้กับพวกฟาริสีบ่อยมาก  เฉพาะในหนังสือมัทธิวก็ปรากฎถึง 3 ครั้ง เป็นที่รู้กันถึงนิสัยของงูตามที่พระคำภีร์กล่าวถึง..ว่ามันทั้งหลอกลวง..เจ้าเล่ห์และดุร้าย   แถมยังชอบชี้ช่องให้คนอื่นทำบาป   ดังนั้น สำหรับน้าตุ๊กคำนี้ถือว่าเจ็บแสบมาก  เพราะเป็นการกล่าวโทษที่เหมือนจะชี้ชันหยั่งลึกไปถึงกมลสันดานรวมทั้งความประพฤติที่ไม่ถูกต้องอีกด้วย  
“..เจ้าเป็นคนชั่วแล้วจะพูดความดีได้อย่างไร  ในเมื่อปากย่อมพูดสิ่งที่อยู่ในใจ”  พระคำภีร์ยืนยันความจริงในเรื่องนี้..หลายครั้งมากนะคะเด็กๆ   หนังสือสุภาษิตก็บันทุกเรื่องของการพูดที่มีความสัมพันธ์กับสิ่งที่อยู่ในใจของมนุษย์ไว้หลายบทมาก  แล้วมันก็เป็นเรื่องที่น้าตุ๊กอยากสอน..แล้วก็อยากตอกย้ำกับเด็กๆมาก..ให้เรา”ระวังคำพูด” ของตัวเองให้มากๆ จะพูดอะไร..คิดซะก่อน  อย่าให้ปากนำ  เราต้องใช้สติปัญญานำ  หลายคนบอก  แหม! แค่พูดเล่นๆเอง..ไม่ได้คิดอะไร  ถ้าไม่คิดอะไร  งั้นจะพูดทำไม !! ไม่มีประโยชน์  เก็บปากเก็บคำไว้จะดีกว่า”  พูดเล่น..บางทีก็พูดได้นะคะ  แต่ต้องวินิจฉัยให้ดีว่าเราไม่ได้แอบแฝงความคิดชั่วไว้ในคำพูดเหล่านั้น..จริงๆ  แล้วประเภทลามก  หยาบคาย  นี่ไม่เอาเลยนะคะ..ตัดมันทิ้งไป  เพราะข้อที่ 36 พระเยซูยืนยันกับเราว่า “..คำที่ไม่เป็นสาระทุกคำซึ่งมนุษย์พูดนั้น มนุษย์จะต้องรับผิดในถ้อยคำเหล่านั้นในวันพิพากษา”   เพราะฉะนั้น ไม่คุ้มเลยค่ะ..กับความสนุก..สะใจชั่วครู่ชั่วยาม  เพราะแค่ได้พูดเล่น พูดไร้สาระ พูดส่อเสียดหรือกล่าวโทษคนอื่น  แล้วเราต้องถูกพระเจ้าพิพากษา
  หมดเวลาแล้วค่ะ พบกันใหม่สัปดาห์หน้า
                ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ

หนังสือ มัทธิว ครั้งที่ 8


ดู มัทธิว 9:9-11 พระเยซูทรงเรียก”มัทธิว” ซึ่งเป็นคนเก็บภาษีให้มาเป็นสาวกของพระองค์..มัทธิวก็ลุกขึ้นติดตามพระองค์ทันที  ข้อที่ 10 บอกว่า “ขณะที่พระเยซูทรงดื่มกินอยู่กับคนเก็บภาษีและคนบาปอื่นหลายคน”  อย่างที่น้าตุ๊กเคยบอกไปแล้ว..ว่าสมัยนั้นเขารังเกียจคนเก็บภาษีมาก..ตราหน้าว่าเป็นคนบาปเพราะคนเก็บภาษีมักจะขูดรีดเงินมากเกินพิกัด  ส่วนคนบาปอื่นๆอีกหลายคนในข้อนี้ หมายถึง “คนต่างชาติ”  คือ “ยิว”จะไม่สุงสิงเสวนา.. เข้านอกออกใน  หรือคบหากับคนต่างชาติเลย  เขาถือว่าคนต่างชาติเป็นคนบาป  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พวกฟาริสี”  เพราะงั้น เมื่อพวกฟาริสีเห็นพระเยซูทรงร่วมสำรับดื่มกินกับคนพวกนี้  นึกภาพออกมั๊ยคะ..ว่าเขาจะทำท่าตกใจขนาดไหน  ข้อที่ 11 บอกว่า “เมื่อพวกฟาริสีเห็นแล้ว ก็กล่าวแก่พวกสาวกของพระเยซูว่า “ทำไมอาจารย์ของท่านจึงรับประทานอาหารร่วมกับคนเก็บภาษีและคนนอกรีตเล่า”   ประมาณว่า..อาจารย์ของท่านกล้าทำงี้ได้ไง  นี่เท่ากับทำผิดประเพณีอย่างแรงเลยนะ.. และเมื่อพระเยซูได้ยินพวกฟาริสีพูด  พระองค์ว่าอย่างไร..
ดู มัทธิว 9:12-13  ”คนเจ็บต้องการหมอ แต่คนสบายดี..ไม่ต้องการ  ท่านทั้งหลายจงไปเรียน  “คัมภีร์ข้อนี้ให้เข้าใจ”..ซะใหม่นะ  ที่ว่า “เราประสงค์ความเมตตา ไม่ประสงค์เครื่องสัตวบูชา...”  หลายครั้งเราจะเห็นว่า..”แทบจะทุกสังคมเลย”ที่ยอมรับแต่คนที่ดูดี..คนที่สมบูรณ์แบบ  ส่วนคนที่ถูกตราหน้า..ว่าเป็นคนไม่ดี..(ไม่ว่าจะไม่ดีเพราะอะไร..)..ก็มักจะไม่เป็นที่ยอมรับ..ไม่มีใครสนใจคบค้าสมาคมหรือคิดจะช่วยเหลือ..   แต่พระเจ้าของเรา..ไม่ใช่ พระเยซูจึงบอกว่า..พระองค์มาเพื่อคนบาป..ไม่ได้มาเพื่อคนที่คิดว่าตัวเองดีพอแล้ว  เพราะถ้ามนุษย์ดีพร้อมแล้ว..พระองค์ไม่ต้องมาตายที่ไม้กางเขน..ถูกมั๊ยคะ   แต่พวกฟาริสี..มักจะชอบเคร่งครัดแต่เรื่อง”หยุม หยิม” คือ ใส่ใจแต่รายละเอียดยิบย่อยภายนอก..ที่ไม่สำคัญ  แต่หลักข้อเชื่อสำคัญๆทางฝ่ายวิญญาณ  กลับไม่ค่อยจะสนใจ เพราะไร  มันมองไม่เห็น..ทำดีไปก็ไม่มีใครรู้   พวกเขาเลยสนใจแต่อะไรที่เป็นรูปแบบภายนอก  หรือพิธีกรรมที่คนมองเห็น   เพราะทำแล้วมันดูดี..ดูเป็นคนมีความเชื่อ  ดูเป็นคนโฮลี่ อย่างไปยืนอธิฐานอยู่ตามทางหรือตามที่สาธารณะ.เนี่ย..ชอบ  บริจาคเงินแล้วมีคนเป่าแตรประกาศชื่อออกไมล์..อย่างเงี้ย..ชอบ  เพราะทำแล้วมีคนมองเห็น..ดูเป็นคนเคร่งครัดศรัทธา   ทำแล้วก็มักจะได้รับคำสรรเสริญยกย่องจากผู้คน  พระเยซูถึงบอกฟาริสีพวกนี้..ไปเรียนคัมภีร์ข้อนี้ซะใหม่นะ..เข้าใจซะใหม่นะ..ว่าแท้จริงแล้วพระเจ้าทรงเป็นความรัก..ความเมตตา  พระองค์ไม่ได้ประสงค์เครื่องสัตวบูชาหรือพิธีกรรมภายนอกแต่อย่างใด  ถามว่าพระองค์พอพระทัยมั๊ย..ที่เราร่วมกันนมัสการและสรรเสริญพระองค์..พระองค์พอพระทัยแน่นอน  เป็นสิ่งที่เราควรทำและต้องทำ   แต่อย่าเข้าใจผิด..พระเจ้าไม่ได้เห็นสิ่งเหล่านี้สำคัญไปกว่าหัวใจที่มีความรักและเมตตาต่อกัน..ของพวกเรา  พระองค์เป็นความรัก..ความเมตตา    พระองค์ก็ประสงค์ให้เราเป็นเหมือนพระองค์ด้วย
ดู มัทธิว 9:14-15  ศิษย์ของยอห์น (ผู้ให้บัพติศมา) ถามพระเยซูว่าทำไมพวกเขากับพวกฟาริสีถืออดอาหาร  แต่ศิษย์ของพระเยซู..ไม่ทำ  พระเยซูตอบพวกเขาว่า “ท่านจะให้สหายของเจ้าบ่าวเป็นทุกข์โศกเศร้าเมื่อเจ้าบ่าวยังอยู่กับเขากระนั้นหรือ แต่วันหนึ่งเจ้าบ่าวจะต้องจากเขาไป เมื่อนั้นเขาจะถืออดอาหาร” คือ คนส่วนใหญ่ในสมัยนั้นยังไม่เข้าใจว่าพระเยซูทรงทำราชกิจมากมายเพื่อเป็นหมายสำคัญที่เล็งถึงยุคใหม่ คือ “ยุคพระคุณ”ของพระองค์   สิ่งเก่าๆภายนอกบางอย่างที่เคยถือมานานจะไม่มีประโยชน์อีกต่อไป  พระเยซูเปรียบพระองค์เป็น”เจ้าบ่าว” ในงานเลี้ยง..แล้วมีใครเขาอดอาหารในงานเลี้ยงมั๊ย..ไม่มี เพราะถ้าอดก็ไม่ต้องจัดหรอก..งานเลี้ยง  เพราะงานเลี้ยงเขาทำอะไรกัน  “ดื่มกินด้วยความสนุกสนานชื่นชมยินดี”..ใช่หรือไม่   แต่พระองค์ก็บอกพวกเขาล่วงหน้าว่า..แต่เดี๋ยววันนึง..ก็จะถึงวันที่เจ้าบ่าวต้องจากพวกเขาไป คือ พระองค์จะถูกจับไปตรึงที่ไม้กางเขน  แล้ววันนั้นถึง..จะเป็นวาระที่เหล่าสาวกของพระองค์จะอดอาหารอธิฐาน 
ดู มัทธิว 9:16-17  เมื่อเห็นประชานมีคำถามมากมายมาย  พระเยซูจึงทรงยกคำอุปมาแก่พวกเขาว่า  “ไม่มีผู้ใดเอาท่อนผ้าทอใหม่มาปะเสื้อเก่า เพราะผ้าที่ปะเข้านั้น เมื่อหดจะทำให้เสื้อเก่าขาดกว้างออกไปอีก”  คือ ผ้าสมัยก่อนเมื่อใช้หรือซักไปเรื่อยๆมันก็จะหดเพราะยังไม่มีนวัตกรรมอะไรต่างๆเกี่ยวกับเส้นใยเหมือนสมัยนี้  เพราะงั้นถ้าเอาผ้าใหม่ๆไปปะชุนเสื้อผ้าเก่าๆพอผ้าใหม่มันหดมันก็จะดึงให้รอยขาดกว้างขึ้น   ข้อที่ 17 พระเยซูทรงยกคำอุปมาอีกว่า “และไม่มีผู้ใดเอาน้ำองุ่นใหม่มาใส่ในถุงหนังเก่า ถ้าทำอย่างนั้นถุงหนังจะขาด..”..เพราะน้ำองุ่นใหม่เปรี้ยวมากอาจทำให้ถุงหนังที่เก่าอยู่แล้ว..ขาดหรือรั่วได้  
ทั้งผ้าเก่าและถุงหนังเก่าเปรียบเหมือนขนบธรรมเนียมแนวคิดและวิถีชีวิตเดิมของพวกยิว  ซึ่งเน้นแต่การทำตามธรรมเนียมปฏิบัติและพิธีกรรมภายนอก   ส่วนผ้าใหม่และน้ำองุ่นใหม่ หมายถึง แนวคิดและวิถีชีวิตใหม่ที่พระเยซูทรงนำมา..ซึ่งจะเน้นเรื่องของจิตวิญญาณภายในมากกว่า  และพระองค์บอกว่าทั้งสองอย่าง (คือแนวคิดแบบเก่าและวิถีชีวิตใหม่ในพระองค์)..มันไปด้วยกันไม่ได้  ข้อที่ 17 พระองค์ตรัสว่า “..แต่เขาย่อมเอาน้ำองุ่นใหม่ใส่ในถุงหนังใหม่ แล้วทั้งสองอย่างก็อยู่ดีด้วยกันได้”  ...ชีวิตใหม่ในพระเยซูคริสต์ต้องดำเนินไปพร้อมกับแนวคิดใหม่ที่พระองค์สอน..ทุกอย่างถึงจะถูกต้องสมบูรณ์และลงตัว  
ข้อที่ 18-34 จะเป็นการอัศจรรย์อีกหลายครั้งที่พระเยซูทำ  มีทั้งการรักษาคนตาบอด เป็นใบ้ และรวมถึงการทำให้คนตายกลับฟื้นมีชีวิตขึ้น  ซึ่งหลายๆกรณีจะมีหมายสำคัญทางฝ่ายวิญญาณอยู่ด้วย  อย่างเช่นตาบอดฝ่ายวิญญาณ ตายฝ่ายวิญญาณซึ่งถ้าเชื่อพระเยซูแล้วตาฝ่ายวิญญาณของเราก็จะกลับมองเห็นความจริงในทางพระเจ้า  หรือที่เราเคยตายฝ่ายวิญญาณเราก็กลับมีชีวิตนิรันดร์ อย่างนี้เป็นต้น
ดู มัทธิว  9:36-38  พระเยซูทรงสงสารประชาชน  เมื่อพระองค์มองดูผู้คนบนโลกแล้ว..พระองค์คงรู้สึกเวทนาพวกเราอย่างมาก   พระองค์เห็นความมืดบอด  ความเลื่อนลอย..ไร้จุดหมายและไม่มีที่พึ่งของมนุษย์  ข้อที่ 36 พระองค์บอกว่า “..ด้วยเขาถูกรังควานและไร้ที่พึ่ง (บางฉบับใช้คำว่าพวกเขา”อิดโรย”) และกระจัดกระจายไปดุจฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง  เพราะมนุษย์ทำบาปและถูกตัดขาดจากพระเจ้า  พระเยซูทรงมองเห็นความทุกขเวทนาของมนุษย์อย่างชัดเจน  ข้อที่ 37 พระองค์บอกว่า “ข้าวที่ต้องเกี่ยวนั้นมีมากนักหนา  แต่คนงานยังน้อยอยู่” ..ข้าวที่ต้องเกี่ยว หมายถึง คนที่พระเจ้าทรงเลือก..ให้กลับคืนดีกับพระองค์  พระเยซูบอก คนเหล่านี้ มีมากมายเหลือเกินแต่คนงานหรือคนที่จะออกไปประกาศข่าวประเสริฐและทำพันธกิจของพระเจ้า..ยังมีน้อยมาก   ดังนั้น บทที่ 10 พระเยซูจึงทรงเริ่มต้นเรียกสาวกทั้ง 12 คน  มาเป็นคนงานที่จะออกไปเก็บเกี่ยวแผ่นดินของพระเจ้า  หรือเรียกว่า..เป็นผู้ที่จะออกไปประกาศข่าวประเสริฐให้กับผู้คนที่พระเจ้าทรงเลือกไว้..ซึ่งมีมากมายเหลือเกิน  จนทุกวันนี้เราก็ยังเก็บเกี่ยวคนเหล่านี้ได้ยังไม่ครบ
ดู มัทธิว 10:5-8  “..อย่าไปทางที่ไปสู่คนต่างชาติ  อย่าเข้าไปในสะมาเรีย แต่จงไปหาแกะหลงของวงศ์วานอิสราเอลดีกว่า”  .. พระประสงค์ของพระเยซู ณ.ขณะนั้น คือ ให้สาวกไปประกาศข่าวประเสริฐกับยิวหรืออิสราเอลก่อน  แล้วคนต่างชาติเอาไว้ทีหลัง  แต่กลายเป็นว่า คนต่างชาติกลับมีความเชื่อแซงหน้า ยิวหรือคนอิสราเอล  ส่วนสะมาเรีย..จะเป็นเมืองที่ยิวรังเกียจเพราะเป็นเมืองที่ถูกปะปนไปด้วยคนต่างชาติและธรรมเนียมปฏิบัติที่เพี้ยนๆอยู่เยอะแยะเต็มไปหมด  พระเยซูจึงยังไม่ให้สาวกเข้าไป    แต่หลังจากที่พระองค์ฟื้นคืนพระชนม์แล้ว..พระองค์ถึงจะสั่งให้เหล่าสาวกไปประกาศกับชนทุกชาติ   ถ้าถามว่าเพราะอะไร..น้าตุ๊กว่า เพราะเมื่อพระองค์คืนพระชนม์แล้ว  สาวกและเราทุกคนทุกคนจะประกอบไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์   ซึ่งจะสามารถทำการได้โดยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณอย่างเต็มขนาด  แต่ตอนนี้..ต้องรอก่อน
พระองค์ให้เหล่าสาวกทำอะไรบ้าง ข้อที่ 8 พระเยซูสั่งว่า “จงรักษาคนเจ็บป่วยให้หาย คนโรคเรื้อนให้หายสะอาด คนตายแล้วให้ฟื้น และจงขับผีให้ออก (นี่เป็นสิทธิอำนาจที่พระเจ้าให้เลย).. และเมื่อท่านทั้งหลายได้รับเปล่าๆ ก็จงให้เปล่าๆ...ห้ามเก็บค่าครู ค่าธรรมเนียมหรือค่าดำเนินการใดๆทั้งสิ้น  เพราะพระคุณหรือของประทาน..ที่เหล่าสาวกจะสามารถทำการอัศจรรย์ค่างๆเพื่อช่วยผู้คนนั้น  มาจากใคร..มาจากพระเจ้า  เสียเงินซื้อมารึเปล่า..ต้องเอาชีวิตไปแลกรึเปล่า..เปล่าเลย   พระองค์ให้ฟรี..เพราะฉะนั้น ในเมื่อได้มาฟรี..ก็ต้องส่งต่อพระพรนี้ไป “ฟรีๆ”เหมือนกัน
ดู มัทธิว 10:16-18  พระเยซูบอก..เราจะอยู่ในโลกนี้เหมือน”แกะ” บุคลิกของแกะ คือ ใสซื่อ..บริสุทธิ์..ว่าง่าย..ไม่มีพิษภัยและที่สำคัญ..ไม่ทันคน  และในขณะที่เรามีบุคลิกแบบนี้ ..เรายังต้องอยู่ท่ามกลาง”ฝูงหมาป่า”  ซึ่งนิสัยของหมาป่า คือ  เจ้าเล่ห์..หยาบคาย..โหดร้าย  (ถ้าเป็นในการ์ตูนก็..จะขี้โกงด้วย)    และพระเยซูบอก..เราต้องอยู่ในโลกนี้แบบ”สวนกระแส”ให้ได้  และการที่จะดำเนินอยู่ให้ได้แบบที่พระเจ้าบอก..คนของพระองค์จำเป็นต้องใช้”สติปัญญา”..ไม่ใช่ใช้อารมณ์หรือใช้กำลัง ต้องฉลาดเหมือนงู  ทำไงเราจะฉลาด..เราต้องเรียนรู้แนวทางการดำเนินชีวิตทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเยซูสอน..รู้ให้หมด แล้วจะฉลาดและสมาร์ทด้วย  แต่ในขณะเดียวกัน ..ต้องสุภาพเหมือนนกพิราบ  จะฉลาดแล้วดุร้ายกราดเกรี้ยวเหมือนงู..ไม่ได้   ข้อที่ 17 พระเยซูบอกต่อไปว่า “แต่จงระวังตัวให้ดี  เพราะเขาจะอายัดท่านไว้กับศาล และจะเฆี่ยนท่านในธรรมศาลาของเขา”  อันนี้เป็นความหมายที่พระเยซูเตือนสาวก..(ไม่ต้องตกใจ กางเขนของพวกเราจะเบากว่าเยอะ)  ในคริสตศตวรรษแรก รัฐบาลโรมอนุญาตให้ยิวสามารถมี”ศาลศาสนา” ประจำท้องถิ่นได้  ซึ่งเป็นศาลที่ใช้พิจารณาเกี่ยวกับเรื่องทางศาสนาโดยตรง  ไม่เกี่ยวกับเรื่องกฎหมายบ้านเมืองหรืออาชญากรรมอย่างอื่น  และพระเยซูบอกเหล่าสาวกไว้ล่วงหน้าเลย..ว่า ให้ระวังตัวนะ  เพราะพวกยิวจะคาดโทษสาวกทุกคนเพราะพวกเขาเชื่อและติดตามของพระเยซูคริสต์   ข้อกล่าวหาคือทำผิดบัญญัติพระเจ้าทางโมเสส  แล้วจะเฆี่ยนพวกเขาในธรรมศาลา..
ถ้าเป็นพวกเรา..พระเจ้าบอกไว้อย่างนี้  เราจะยังอยากเป็นสาวกของพระองค์อยู่มั๊ย..อันนี้ต้องคิดให้ดีๆ   ถ้าคิดได้แล้ว..ก็ก้มศีรษะลงขอบพระคุณ..ที่พระองค์ไม่ให้เราต้องถูกข่มเหงถึงขนาดนั้น    เพราะฉะนั้น ทุกวันนี้อะไรที่หนักนิดเบาหน่อย..ยกโทษให้กันได้..ก็ยกโทษซะ  แต่ละวันอาจจะไม่สะดวกสบายอย่างที่ใจเราต้องการ..ก็อดทนเอาหน่อย  อย่าบ่นหรือเหวี่ยงให้มากมายนัก   ต้องตระหนักไว้ตลอดเวลาว่า..ความทุกข์ยากของเรายังไม่เท่าไหร่..ไม่ถึง 1 ใน 100 หรือไม่ได้เศษเสี้ยวที่สาวกเหล่านั้นต้องเจอเลย  
ดู มัทธิว 10:24-25 “ศิษย์ไม่ใหญ่กว่าครูและทาสไม่ใหญ่กว่านายของตน..”  คือ  พระเยซูเป็นครูหรือเป็นเจ้านาย   แต่อีกไม่นานพระองค์จะต้องถูกอายัดจนถึงการมรณาบนกางเขน  และถ้าพระองค์ต้องอยู่ในสภาพไหน..สาวกซึ่งเป็นศิษย์หรือเป็นทาส..ก็จะโดนไม่ต่างกัน   เพราะศิษย์จะใหญ่กว่าครูหรือทาสจะมีสภาพดีกว่าเจ้านาย..มันเป็นไปไม่ได้  นี่คือ ความหมายที่พระเยซูบอก   ข้อที่ 25 บอกว่า “..แค่นั้นก็พออยู่แล้ว  ถ้าเขาได้เรียกเจ้าบ้านว่าเบเอลเซบูล เขาจะเรียกลูกบ้านของเขามากยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด”....เบเอลเซบูล เป็นชื่อพระของชาวคานาอัน  ชาวยิวใช้ชื่อนี้เรียกซาตานหรือใช้เรียกอะไรก็ตามที่มีความหมายไปในทางที่ชั่วร้าย   คำนี้ของพระเยซูจึงหมายความว่า “ ถ้าพระองค์จะต้องถูกตรึง  และสาวกก็ต้องพบกับความทุกข์ยากลำบาก..แค่นั้นก็โอเค..พอรับได้  แต่ถ้าเขาเรียกเจ้าบ้านว่า “บาเอลเซบูล” คือ ถ้ามนุษย์ยกให้พวกซาตานเป็นเจ้าแห่งแผ่นดินโลก..เป็นเจ้าบ้านแล้ว  ลองคิดดูว่า..มนุษย์ที่อยู่ในโลกนี้จะมีสภาพยังไง..น่าเวทนาขนาดไหน  
ดู มัทธิว 10:26-27  “เหตุฉะนั้นอย่ากลัวเขา...ซึ่งเรากล่าวแก่พวกท่านในที่มืด ท่านจงกล่าวในที่สว่าง และที่ท่านได้ยินกระซิบที่หู..จงประกาศจากดาดฟ้าหลังคาบ้าน” ...ในเมื่อพระองค์อุตส่าห์มาเพื่อถูกฆ่าและไถ่บาปให้มนุษย์    ก็จงให้สิ่งนี้เป็นข่าวประเสริฐที่แผ่ออกไปให้ได้มากที่สุด  เอาแบบทุ่มสุดตัว  และไม่ว่าอะไรที่พระเจ้าสำแดงแก่เราเป็นการส่วนตัว   เราจงสำแดงสิ่งเหล่านั้นแก่ผู้อื่นอย่างเปิดเผยและด้วยใจกล้าหาญ  ข้อที่ 28  บอกว่า “อย่ากลัวผู้ที่ฆ่าได้แต่กาย แต่ไม่มีอำนาจที่จะฆ่าจิตวิญญาณ แต่จงกลัวพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ที่จะให้ทั้งจิตวิญญาณทั้งกายพินาศในนรกได้”....แม้จะต้องถูกจองจำ  ถูกข่มเหง  หรือแม้แต่ถูกฆ่าเหมือนพระเยซู  ก็จงอย่ากลัวคนเหล่านั้นที่ฆ่าได้แต่ตัว..ฆ่าจิตวิญญาณของเราไม่ได้  แต่จงเชื่อฟังและยำเกรงพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์สูงสุด..ที่มีอำนาจที่จะฆ่าได้ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ  พระเจ้าคือ พระองค์เดียว..ที่มีสิทธิ์ชี้ขาด..ว่าใครจะขึ้นสวรรค์แล้วใครจะลงนรก
ดู มัทธิว 10:32-33  “..ผู้ใดรับเราต่อหน้ามนุษย์ เราจะรับผู้นั้นต่อพระพักตร์พระบิดาของเราในสวรรค์ แต่ผู้ใดจะปฏิเสธเราต่อหน้ามนุษย์ เราจะปฏิเสธผู้นั้นต่อพระพักตร์พระบิดาของเราในสวรรค์ด้วย”...ถามว่าการรับพระเยซูต่อหน้ามนุษย์เป็นเรื่องยากมั๊ย  สำหรับพวกเราอาจจะคิดว่า..ไม่เห็นยากเลย  แต่สำหรับบางคนยังยากอยู่..ถ้ารับต่อหน้าคนในโบสถ์ก็ยังไม่เท่าไหร่เพราะเป็นคริสเตียนเหมือนกัน   แต่ถ้าประกาศตัวอย่างกล้าหาญในสังคมที่เขาอยู่..มันเริ่มจะเป็นอีกเรื่องนึงละ  เพราะในขณะที่คนส่วนใหญ่เขาเชื่ออย่างอื่น  เรากล้ามั๊ยที่จะยืดอกขึ้นมาแล้วบอกว่าเราเชื่อพระเยซู..หลายคนไม่กล้านะคะ  กลัวไม่เป็นที่ยอมรับ  กลัวถูกมองเป็นตัวประหลาด  
แต่ผู้เชื่อพระเยซูในสมัยพระคำภีร์ไม่ได้โดนแค่นี้  เพราะยิวตามฆ่ากวาดล้างคริสเตียนอย่างเอาเป็นเอาตาย   หลายคนก็เลยต้องขาดกลัว..ไม่กล้ารับพระเยซูต่อหน้าผู้คนเพราะกลัวโดนฆ่า   ดังนั้น พระเยซูถึงบอกว่า”ใครที่กล้ารับพระองค์ต่อหน้ามนุษย์ (คือ ยอมตายเพราะเชื่อพระเยซู) พระองค์ก็จะรับเขาต่อหน้าพระบิดาด้วย”  พระองค์บอกแล้วว่า”อย่ากลัว ! ผู้ที่ฆ่าได้แต่ตัว  แต่ไม่มีอำนาจที่จะฆ่าวิญญาณเราได้