วันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2556

หนังสือ มัทธิว ครั้งที่ 6


คราวที่แล้วจบตรงบทที่ 6:28-29  “จงพิจารณาดอกไม้ทุ่งนาว่า มันงามขึ้นได้อย่างไร มันไม่ทำงาน มันไม่ปั่นด้าย”  แล้วน้าตุ๊กก็ชี้ให้เห็นว่า ต้นไม้ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ..ไม่ได้มีคนดูแล  มันก็งามกว่าต้นที่มนุษย์ปลูกไว้ซะอีก  บางทีเราทั้งรดน้ำ  ใส่ปุ๋ยตามเวลา..มันยังสวยไม่เท่าดอกไม้ในป่าเลย   ข้อที่ 29 บอกว่า “..กษัตริย์ซาโลมอนเมื่อบริบูรณ์ด้วยสง่าราศี  ก็มิได้ทรงเครื่องงามเท่าดอกไม้นี้ดอกหนึ่ง” คือ สุดกำลังมนุษย์แล้ว..แต่งให้ตาย ให้เริ่ดแค่ไหน  เราก็ยังสวยสู้ดอกไม้ที่พระเจ้าสร้างไว้..ไม่ได้   ดังนั้น เราไม่ต้องกลัวว่าจะขาดแคลนสิ่งดีใดๆ  เพราะพระเจ้ายิ่งใหญ่พอที่จะดูแลเราได้อยู่แล้ว
ดู มัทธิว 7:1-3  “อย่ากล่าวโทษเขา เพื่อท่านจะไม่ต้องถูกกล่าวโทษ ...ท่านจะตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด ท่านจะได้รับตวงด้วยทะนานอันนั้น”  ..ธรรมชาติบาปอีกอันที่ติดตัวมนุษย์อย่างเหนียวแน่นมาก คือ ชอบกล่าวโทษหรือชอบตัดสินคนอื่น  ท่าทีแบบนี้อาจเริ่มจากการเป็นคนชอบวิจารย์   ซึ่งถ้าไม่ระวังท่าทีก็จะพัฒนาเป็นคนที่ชอบกล่าวโทษคนอื่น ถ้าหนักหน่อยเข้าขั้นโคม่าก็คือจะเป็นคนที่ชอบนินทา..   พระเจ้าบอกว่า “..ถ้าเรากล่าวโทษเขา  พระองค์ก็จะทรงพิพากษาเรา  เราตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด พระองค์ก็จะตวงให้เราด้วยทะนานอันนั้น”  ทะนาน คือ หน่วยที่คนสมัยก่อนใช้ในการชั่งตวง   สำหรับคำว่า  ”ตวง”ในบริบทนี้  น้าตุ๊กว่า พระเจ้าทรงหมายถึง ทุกอย่าง..ที่เราทำกับคนอื่น ไม่ว่าจะป็น  ”สิ่งดีหรือสิ่งไม่ดี” ..ที่เราทำกับพี่น้อง  สิ่งไม่ดี ก็ตัวอย่างเช่น  ถ้าเราชอบกล่าวโทษ  เห็นข้อเสียหรือความผิดพลาดของคนอื่น..ไม่ได้  มันอยากแต่จะชี้ชัน  ตำหนิ ซ้ำเติม  ตอกย้ำ  หรือวิพากวิจารณ์เขา..ด้วยใจแข็งกระด้าง  ไม่ได้ตำหนิเขาด้วยความรักหรือความหวังดีจริงๆ  พระเจ้าบอกว่า..พระองค์ก็จะให้เราได้รับผลอันเดียวกัน..เราก็จะเป็นที่ดูถูกของคนอื่น..จะไม่มีใครให้เกียรติเรา..ถ้าเราเป็นคนชอบกล่าวโทษ   หรือแม้แต่เวลาที่เราจะทำสิ่งดีๆ..จะช่วยเหลือใครหรือจะให้ออกไป  พระเจ้าก็ทรงมอง..ว่าเราตวงให้เขาด้วยทะนานแบบไหน..เช่นกัน  ถ้าช่วยแบบกั๊กๆ..เวลาที่เราเดือดร้อนพระองค์ก็จะส่งความช่วยเหลือ”แบบกั๊กๆ”มาให้เราเหมือนกัน  บางคนงง..ช่วยแบบกั๊กๆมันเป็นยังไง..
สมมติว่า..เราจะซื้อของไปบริจาค  เราเลือกยังไง..เอาที่ถูกสุด คุณภาพแย่สุดๆไปเลย  เพราะคิดว่า..ไม่เป็นไรหรอกอุตส่าห์ให้ก็ดีแค่ไหนละ “หรือ” เราจะเลือกของที่ดีหน่อยซึ่งราคาอาจจะสูงกว่าเล็กน้อย..แต่ไม่ได้เกินกำลังเรา..อย่างงี้เป็นต้น ..ที่พระเจ้าก็มองอยู่..ว่าเราตวงให้คนอื่นด้วยทะนานแบบไหน 
หรือ ถ้าจำเป็นต้องเลี้ยงอาหารหรือให้ที่หลับนอนกับใครซักคน..ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องหรือคนที่เราไม่คุ้นเคย  เราเลือกเอาอะไรให้เขากิน เด็กๆจะเอาของเหลือกับที่นอนสกปรกๆให้เขา  หรือจะต้อนรับเขาด้วยอาหารที่ยังมีคุณภาพ..(ไม่ได้หมายความว่าต้องแพง)  กับที่นอนสะอาดๆเพื่อให้เขาหลับสบาย..พระเจ้าก็ทรงมองอยู่เช่นกัน..ว่าทะนานแบบไหนที่เราใช้ตวงให้พี่น้อง  นี่เป็นแค่ตัวอย่าง..จริงๆยังมีอีกหลายกรณีมากที่เกี่ยวกับทะนานที่เราตวงให้คนอื่น  ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเลือกกระทำกับเพื่อนบ้านและพี่น้อง..ล้วนมีผลต่อพระพรที่เราจะรับจากพระเจ้าทั้งสิ้น   เพราะเราตวงด้วยทะนานอันไหนไว้..พระเจ้าก็จะใช้อันเดียวกันเป็นครื่องวัดพระพรที่จะให้กับเรา
ดู มัทธิว 7:3-4 “ไฉนท่านมองดูผงที่อยู่ในตาพี่น้องของท่าน แต่ไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตาของท่าน ท่านก็ไม่รู้สึก”... “ผง” ในบริบทที่พระคำข้อนี้บอก หมายถึง ความผิดเล็กๆน้อยๆ  ส่วน”ไม้ทั้งท่อน” ก็คือ ความผิดใหญ่ๆ   ก็หมายถึงว่า ความผิดของคนอื่นแม้จะเล็กน้อยแค่ไหน..เรามักจะ.เห็นชัดเจน  แต่ทีนิสัยแย่มากๆของตัวเองกลับไม่เคยเห็น  คนเราเป็นอย่างนี้จริงๆนะ  แต่คริสเตียนขอบพระคุณพระเจ้า  ที่เมื่อเรามีพระวิญญาณสถิตในใจเราจะเห็นความชั่วของตัวเองชัดขึ้น (มากถึงมากที่สุด)  เพราะพระเจ้าทรงบอกไว้ตั้งแต่ยุคพันธสัญญาเดิม..ว่าพระองค์จะไม่จารึกพระบัญญัติไว้ในศิลาหรือที่ใดๆอีกต่อไป  แต่พระองค์จะทรงจารึกพระบัญญัติของพระองค์ไว้ที่หัวใจมนุษย์..โดยผ่านทางความเชื่อในพระเยซู  ดังนั้น เมื่อเราเชื่อพระเยซู  พระบัญญัติของพระเจ้าจึงจารึกอยู่ในใจเรา   แล้วน้าตุ๊กเคยบอกแล้ว..ว่าธรรมบัญญัติ..คือ กระจกเงาที่ส่องแล้วทำให้เห็นชัดว่าเราดีหรือไม่ดีตรงไหน  เพราะนั้น “คริสเตียนแท้” ที่มีพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่   จะต้องเห็นตัวเองตามความจริงและเห็นตัวเองชัดกว่าเห็นคนอื่น  ตัวเองแย่แค่ไหน..มีข้อเสียยังไงเราจะเห็นชัดเจนบาปของตัวเอง  ไม่ใช่เห็นแต่บาปของคนอื่น..แต่ไม่เห็นของตัวเอง   พระเยซูจึงทรงกล่าวโทษคนเหล่านั้น..ที่ชอบแต่จะตัดสินคนอื่นโดยไม่ดูตัวเอง
ดู มัทธิว 7:6   “อย่าให้ของประเสริฐแก่สุนัข และอย่าโยนไข่มุกของท่านให้แก่สุกร”...ของประเสริฐและไข่มุกในที่นี่ หมายถึง “ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์” หลายครั้งพระคำภีร์จะเปรียบเทียบความรอดทางพระคริสต์หรืออาณาจักรสวรรค์..ว่าเป็นไข่มุกเม็ดงาม ส่วนสุนัขและสุกร เป็นสัตว์ที่ชาวยิวรังเกียจมากเพราะเป็นสัตว์มลทิน  พระเจ้าบอกเราว่าอย่าไปให้ของมีค่าขนาดนั้น  กับคนที่ไม่คู่ควร..แล้วคนแบบไหนที่ไม่คู่ควร  ก็คือ คนที่ดูหมิ่นสิ่งที่พระเยซูทำบนไม้กางเขน..ว่าเป็นเรื่องโง่ หรือ เป็นเรื่องโกหก
ขณะที่เรายังต้องอยู่บนโลกนี้  เราจำเป็นต้องมีสังคม  เราต้องพบปะหรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น..โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่ยังไม่เชื่อพระเจ้า   และพระเจ้าก็สั่งเราว่า..จงเอาข่าวประเสริฐของพระเยซูไปบอกกับทุกคนที่เราได้เจอ  และเมื่อเราบอกข่าวดีของพระเยซูออกไป แต่ละคนมีท่าทีเหมือนกันมั๊ย..ไม่เหมือน  บางคนเชื่อ..แล้วก็รับเอาความรอดไว้  บางคนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง  บางคนไม่เชื่อแต่ก็ไม่เถียง..ไม่ลบหลู่  ส่วนบางคนเถียงคอเป็นเอ็น..ชักแม่น้ำทั้ง5 เพียงเพื่อจะมาลบล้างความจริงของข่าวประเสริฐ  หนักหน่อยก็เอาความเชื่อของตัวเองมาเกทับ..ก็มี  เจอคริสเตียนไม่ได้..เจอเมื่อไหร่มันอยากจะเทียมแอกทันที  เด็กๆเข้าใจคำว่า”เทียมแอก”มั๊ยคะ  เทียมแอกก็คือ เอาความเชื่อมาประชันขันแข่งกันอ่ะ..ว่าของใครแน่กว่ากัน  แล้วคนประเภทหลังนี้แหละ..ที่พระคำภีร์เทียบว่าเป็น” สุนัขหรือสุกร”..ที่เราอย่าเสียเวลาไปหยิบยื่นข่าวประเสริฐให้เขา  ถ้าบอกกี่ครั้งก็ยังไม่เชื่อเหมือนเดิมแถมยังดูหมิ่นสิ่งที่พระคริสต์ทำ..เราก็ผ่านเขาไปเลย  ไม่ต้องไปเอาชนะเพื่อที่จะหยิบยื่นของมีค่าให้กับเขา  ถึงแม้พระเจ้าบอกว่าความรอดเป็นของ”ฟรี”  แต่พระเยซูคริสต์ไม่ใช่ของลดแลกแจกแถมที่ต้องเที่ยวยัดเยียดให้คนที่ไม่เห็นค่านะคะ   
ดู มัทธิว 7:7-10 “..จงขอแล้วจะได้”  หลายคนบอก..ขอแล้วไม่เห็นจะได้เลย จริงๆได้นะคะ..แต่พระเจ้าจะให้สิ่งที่ดีที่สุดกับเรา..ไม่ใช่สิ่งที่ตามใจเรา  สิ่งที่ดีที่สุดกับสิ่งที่เราอยากได้  บางทีมันคนละเรื่องกัน  ข้อที่ 9 บอกว่า “ในพวกท่านมีใครบ้างที่จะเอาก้อนหินให้บุตร เมื่อเขาขอขนมปัง หรือให้งูเมื่อบุตรขอปลา”   พระเจ้าจะเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระองค์..ว่าเป็นความสัมพันธ์แบบพ่อกับลูกเสมอ พระองค์ยืนยันว่าขนาดมนุษย์ที่อ่อนแอ..ยังไม่มีใครเลยที่ไม่รักลูก ลูกอยากได้อะไร..มีแต่จะหามาให้และก็อยากให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูกเสมอ  แต่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกในความคิดของพ่อแม่กับความคิดของลูกบางครั้งมันก็ไม่ตรงกัน..ถูกมั๊ยคะ  แล้วเวลาที่ลูกอยากได้อะไร..ที่มันตามใจตัวเองเรื่อยเปื่อย..พ่อแม่จะให้มั๊ย  คำตอบมันก็อยู่ที่ว่า..”พ่อแม่เป็นคนมีสติปัญญาหรือมีวินิจฉัย..เลี้ยงลูกเป็นแค่ไหน สมมติ ลูกอายุแค่ 14เอง  แต่อยากได้รถสปอร์ต..เอาไว้ไปซิ่ง..พ่อแม่จะให้มั๊ย ไม่ให้..แล้วลูกก็ไม่เข้าใจ..ทำไมไม่ให้ไหนบอกว่าให้ได้ทุกอย่าง..เงินก็มี  แต่ขอแค่นี้..ไม่ให้  (เหมือนเวลาที่เราขอพระเจ้า)   หรือถ้าลูกโตแล้วอายุ25 หรือ 30..40 ก็ตาม  แต่ลูกคนนี้นิสัยไม่ดี..ขี้โมโหใจร้อน เย่อหยิ่ง  แล้วลูกก็อยากได้รถสปอร์ตเหมือนกัน..  คิดว่าพ่อแม่ควรให้มั๊ย  ไม่ควรให้  เพราะถึงอายุจะได้ แต่!นิสัยยังไม่ผ่าน  ให้ไปแล้วเด๋วจะเอาไปกร่าง..ไปเย่อหยิ่ง..ไปอวดให้คนอื่นสะดุด  หรือทำให้คนอื่นเดือดร้อน  สิ่งที่ให้ไปมันก็กลายเป็นเครื่องมือที่จะทำให้ลูกนิสัยแย่ลง..ทำชั่วได้มากขึ้น  ดังนั้น พระเจ้าของเราก็เหมือนกัน..พระองค์เป็นพ่อที่ทรงพระปัญญาล้ำเลิศ  พระองค์รู้ว่าอะไรดีสำหรับเรา พระองค์ก็จะไม่ให้อะไรก็ตาม..ที่ทำให้เราเสียนิสัย  อะไรที่เรามี..แล้วเราจะงดงามขึ้น..เติบโตขึ้น..ไปสู่ความไพบูลย์ในพระคริสต์มากขึ้น..อันนั้นแหละที่พระเจ้าจะให้เราได้มีและได้เป็น
มนุษย์มีความจำกัดในทุกเรื่อง..แต่พระเจ้าไม่ ! และพระองค์ไม่เคยผิดพลาด  ดังนั้น ที่พระเยซูบอกว่า “จงขอแล้วจะได้ จงหาแล้วจะพบ จงเคาะแล้วจะเปิด”..จริงๆข้อนี้พระองค์ต้องการหนุนใจให้เรา”อธิฐานตลอดเวลา”  ถึงแม้ว่า พระเจ้าจะตอบไม่โดนใจ  และหลายครั้งเราก็ไม่เข้าใจ..ว่าทำไมขออย่างงี้แต่พระเจ้าให้อีกอย่างนึง  แต่จงเชื่อเถอะ..ว่าสิ่งที่พระเจ้าให้ คือ สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราแน่นอน
ดู มัทธิว 7:13-14  “..จงเข้าไปทางประตูแคบ  เพราะประตูใหญ่และทางกว้างนั้นนำไปถึงความพินาศ”..ในสมัยประวัติศาสตร์พระคำภีร์  ผูที่เชื่อพระเยคริสต์ถูกเรียกว่าเป็นพวกที่ถือ”ทางนั้น” เพราะพระเยซูตรัสว่าพระองค์เป็นทางนั้น คือ ทางเดียวที่จะนำมนุษย์ให้ได้รับความรอดและไปสู่สวรรค์..พระองค์เป็นประตูแห่งสวรรค์  แต่สมัยนั้นคนที่เชื่อพระเยซูยังมีน้อยมาก  แล้วคริสเตียนก็ถูกข่มเหงอย่างรุนแรง  การถูกข่มเหงหรือแม้แต่การยังไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมสมัยนี้..มันทำให้คริสเตียนอยูค่อนข้างลำบาก..ไม่ลำบากกายก็ลำบากใจ   แล้วทางที่ยากลำบากของเรานี้แหละที่พระเยซูเรียกว่า ”ประตูแคบ”  ส่วนประตูใหญ่และทางกว้าง” ก็คือ ความเชื่อของพวกยิวและรวมถึงคนต่างชาติที่ไม่เชื่อพระเยซูด้วย  หรือแม้แต่พวกเราในปัจจุบันนี้..เราก็ยังเป็นคนส่วนน้อยของประเทศ..จะพูด..จะทำอะไรหลายครั้งสังคมก็ยังไม่ค่อยยอมรับเท่าที่ควร..จริงมั๊ย ลองดู ที่โรงเรียนหรือมหา’ลัยของเรามีคริสเตียนกี่คน   ถึงเวลาเทศกาลปีใหม่..สงกรานต์..คนไทยส่วนใหญ่เขาทำอะไรกัน  สวดมนต์ข้ามปี..ทำบุญตักบาตร ไหว้พระ 9 วัด อะไรต่างๆเหล่านี้ก็เป็นหมายสำคัญของคำว่า”ประตูใหญ่และทางกว้าง”ทั้งสิ้น  แต่พระเยซูบอกเราว่า..อย่างเดินไปทางนั้น  ให้เราดำเนินในประตูแคบของเรานั่นแหละ  “..เพราะประตูที่นำไปสู่ชีวิตนั้นก็คับและทางก็แคบ ผู้หาพบก็มีน้อย”  เพราะงั้น ถ้ายังต้องเป็นคนส่วนน้อยก็อย่าได้เสียใจ และไม่ต้องอยากไปเป็นคนส่วนใหญ่ด้วย..เอเมนมั๊ยคะ
ดู มัทธิว 7:15-16 “..จงระวังผู้เผยพระวจนะเท็จ  ที่มาหาท่านนุ่งห่มดุจแกะ  แต่ภายในร้ายกาจดุจหมาป่า”..ถ้าสังเกตดู จะเห็นว่าข้อนี้ พระเจ้าก็ทรงให้ความสำคัญกับท่าที”ภายใน”อีกเหมือนเดิม  แล้วในยุคสุดท้ายนี้พระเจ้าบอกว่าจะมีผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จเยอะมาก..ที่จะมาหาเราแบบนุ่งห่มดุจแกะ คือ ดูภายนอกแล้วไม่มีพิษ..ไม่มีภัย  สุภาพเป็นมิตร จริงใจ  แต่ภายในร้ายกาจดุจหมาป่า  แล้วคนประเภทนี้ก็จะแฝงเข้ามาในทุกสังคม  ไม่ว่าจะเป็นชุมชนรอบบ้าน  ที่ทำงาน  ตามสื่อต่างๆ โดยเฉาะอย่างยิ่งสื่อ”ออนไลน์”ที่ทุกวันนี้ที่เราชอบกันมาก  หรือแม้แต่ในคริสตจักร ก็อาจจะมีผู้นำที่สอนเพี้ยนหรือสอนตกขอบได้ด้วยเหมือนกัน  แล้วเราจะรู้ได้ไง..ว่าใครเป็นผุ้สอนเท็จ  แรกเลย คือ ถ้าเราติดสนิทพระเจ้า..รู้จักพระองค์..รู้พระวจนะของพระองค์  เราจะแยกแยะได้ว่า..”ใครสอนผิด ใครสอนถูก”   นอกจากนี้..ข้อที่16 พระเยซูยังบอกเราว่า..”เราจะรู้จักเขาด้วยผลของเขา” ใครเป็นผู้เผยพระวจนะแท้..ใครเทียมเท็จ  พระเจ้าบอกให้เราดูที่ผลของเขา..ชีวิตเขา..ครอบครัวเขาเป็นยังไง..คนที่เดินตามเขา..จำเริญขึ้นมั๊ย  จิตวิญญาณเติบโตรึเปล่า  หรือมองตรงไหนก็มีแต่เรื่องเสื่อมเสีย  ไปถึงไหนมีแต่คนส่ายหน้า..อันนั้น ก็ไม่ใช่แล้ว  พระเยซูบอกว่า.. ถ้าคนๆนั้นเป็นผู้เผยพระวจนะเท็จ  ยังไง..วันนึงธาตุแท้ของเขาต้องสำแดงออกมา    “มนุษย์เก็บผลองุ่นจากต้นไม้หนามหรือ หรือว่าเก็บผลมะเดื่อจากต้นผักหนาม”..อันนี้ พระเจ้าสอนให้เราดูง่ายๆ  ต้นไม้อะไรก็ต้องให้ผลของต้นนั้น  เราเคยเห็นต้นส้มออกลูกเป็นแอ๊ปเปิ้ลมั๊ยล่ะ  หรือชมพู่ออกลูกเป็นองุ่น..ไม่มี  ฉันใดก็ฉันนั้น   “ต้นไม้ดีทุกต้นย่อมให้แต่ผลดี ต้นไม้เลวก็ย่อมให้ผลเลว .. ถ้าเดินทางผิด..นำคนไปในทางที่ผิด  ทั้งตัวเองและคนเหล่านั้นจะเติบโตขึ้นทางพระเจ้า..มันเป็นไปไม่ได้   
ดู มัทธิว 7:21-23 “มิใช่ทุกคนที่เรียกเราว่า ‘พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า’ จะได้เข้าแผ่นดินสวรรค์”  ..ข้อนี้  ก็เป็นอีกครั้ง..ที่พระเยซูทรงสำแดงให้เราเห็น..ว่าพระองค์ให้ความสำคัญกับท่าทีภายใน  พระองค์บอกว่า”ไม่ใช่ทุกคนที่รู้จักนามของพระองค์..จะได้เข้าแผ่นดินสวรรค์  แล้วไม่ใช่คนที่พูดแต่ปากว่า..เขาเชื่อพระเยซู..แถมรู้พระคำภีร์ทั้งเล่ม..แล้วก็ทำการอัศจรรย์เยอะแยะเลย  เคยขับผี..เคยวางมือรักษาคนป่วยสารพัด  เพราะงั้น ชั้นต้องได้เข้าแผ่นดินสวรรค์แน่นอน  แต่พระเยซูบอก..ไม่ใช่ ทำแค่นั้น..ยังไม่ได้ชื่อว่าเป็นสาวกของพระองค์ แต่ผู้ที่ดำเนินชีวิตตามถ้อยคำพระเจ้าต่างหากที่จะได้อยู่กับพระองค์ในสวรรค์สถาน   ถ้าคุณแค่รู้จักนามพระเยซูแต่ไม่ได้ยกให้พระองค์เป็น1   คุณรู้จักพระเยซูจริง..แต่คุณยังให้ความสำคัญกับพระอื่นด้วย..อย่างงี้เป็นต้น หรือต่อให้เราท่องพระคำภีร์ได้ทั้งเล่มแต่ไม่เคยทำตามถ้อยคำเหล่านั้น..ที่พระเจ้าสอนเลย..รู้ไปมีประโยชน์มั๊ยคะ..ไม่มี  ส่วนการทำอัศจรรย์มากมายไม่ได้เป็นเครื่องบ่งวัดความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างเรากับพระเยซู..พระเจ้าไม่ได้ให้ความสำคัญตรงนั้น เพราะงั้น ใครก็ตามที่เป็นอย่างงั้น พระเยซูทรงบอกว่า..“เมื่อถึงวันที่ต้องยืนอยู่หน้าบัลลังก์พระเจ้า  พระองค์จะกล่าวแก่คนเหล่านั้นว่า  เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย” (โอ้ น่ากลัวมาก!)
ดู มัทธิว 7:24-26  “เหตุฉะนั้นผู้ใดที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเราและประพฤติตาม ก็เปรียบเสมือนผู้ที่มีสติปัญญาสร้างเรือนของตนไว้บนศิลา”..อย่างพวกเรา..ที่เข้ามาเรียนพระคำภีร์  เราแสวงหาเข้ามาเรียนรู้ถ้อยคำพระเจ้าเพื่อจะนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน  เรามาเรียนเพื่อจะยึดพระคำภีร์เป็นบรรทัดฐานในการดำเนินชีวิต  เราไม่ได้มาเรียนเพื่อประดับความรู้เฉยๆหรือเรียนไว้..เพื่อที่จะได้คุยกับเขารู้เรื่อง..แค่นั้น..ไม่ใช่   แต่ เรามาเรียนเพื่อที่เราจะสามารถดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัยพระเจ้าได้อย่างถูกต้อง   ทำอย่างงั้น..เราถึงจะเป็นเหมือนผู้ที่สร้างบ้านไว้บนศิลา  คือ แม้ต้องเจอปัญหาหรือความทุกข์ยากในชีวิตบ้าง  อย่างที่พระเจ้าบอกว่าบางทีฝนจะตก..น้ำจะไหลเชี่ยว.. ไปซักหน่อยบ้านของเราก็ยังมั่นคงอยู่เพราะศิลาจะไม่ถูกซัดเซาะไปตามแรงลมหรือสายน้ำ  ข้อที่ 26 บอกว่า “..แต่ผู้ที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเราและไม่ประพฤติตาม เขาก็เปรียบเสมือนผู้ที่โง่เขลาสร้างเรือนของตนไว้บนทราย”  คือ ถ้าเราแค่รู้หรือแค่เคยได้ยินถ้อยคำพระเจ้า..แต่เราไม่ได้ใส่ใจหรือสนใจที่จะเคร่งครัดที่จะปฏิบัติตาม  พระเยซูบอก.. เราก็เหมือนคนที่สร้างบ้านไว้บนทราย..นึกออกมั๊ยคะ  ลักษณะของทรายเป็นละอองไม่ได้มีความแข็งแกร่งมั่นคงเหมือนศิลา...เพราะงั้นทรายจะไม่สามารถรองรับสิ่งปลูกสร้างใดๆได้เลย   เปรียบเหมือนคนที่วางความเชื่อของตัวเองไว้กับอะไรก็ตามที่ไม่ใช่พระเจ้า  คนเหล่านี้เวลาที่เจอปัญหาหรือความทุกข์ยากแค่นิดหน่อยๆทั้งหัวใจและจิตวิญญาณของเขาก็จะเต็มไปด้วย”ความกลัว”  แล้วการแก้ปัญหาของคนที่มีความกลัวอยู่เต็มหัวใจ..ส่วนใหญ่มันก็จะนำมาซึ่งความพินาศ  สับสน  วุ่นวายมากกว่าเดิม  แล้วความจริง ก็คือ เกือบทุกปัญหาที่เกิดขึ้นบนโลกนี้  มาจาก”ความกลัว”ของมนุษย์  ไม่ว่าจะเป็นกลัวตาย..กลัวป่วย..กลัวอด..กลัวลำบาก..กลัวกลัวเสียหน้า..กลัวน้อยหน้า..กลัวเขาจะดูถูก..กลัวเสียเปรียบ..กลัวเสียศักดิ์ศรี  เด็กๆลองคิดดูดีๆ..ว่าปัญญาไหนที่ไม่ได้มาจากความกลัวบ้าง  น้าตุ๊ก ว่าไม่มีนะ  เพราะฉะนั้น พระเจ้าถึงตรัสกับเราถึง 365 ครั้ง..ในพระคำภีร์ว่า  ”จงอย่ากลัว”  นั่นแปลว่า “ความกลัว” มันเป็นปัญหาของมนุษย์จริงๆ พระองค์ถึงต้องบอกเราทุกวัน..ว่าอย่ากลัว..อะไรทั้งนั้น  และถ้าเราติดสนิทกับพระเจ้าจริง..คุณสมบัตินึงที่คริสเตียนพึงมีคือ “เราจะไม่กลัว” หรือ “กลัวน้อยลง”..ทุกวัน  นี่คือความหมายที่พระเยซูบอกเรา..ว่าขอแค่เราเชื่อฟังและทำตามที่พระเจ้าสอน  เราจะเหมือนคนที่ยืนอยู่หรือสร้างบ้านอยู่บนศิลา  ส่วนคนที่ไม่มีพระเจ้าก็เปรียบเหมือนคนที่ก็วางชีวิตไว้บนผืนทราย  แค่ฝนตกหรือลมพัดนิดหน่อย..ทั้งใจและวิญญาณก็จะเต็มไปด้วยความกลัว แล้วก็พร้อมที่จะถูกทำลายลงตลอดเวลา
   ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ

หนังสือ มัทธิว ครั้งที่ 5


ดู มัทธิว 6:16-17  “เมื่อท่านถืออดอาหาร อย่าทำหน้าเศร้าหมองเหมือนคนหน้าซื่อใจคด”  ทำไมพระเยซูถึงตำหนิคนที่ทำหน้าเศร้าซึมเวลาที่ถืออดอาหาร..ว่าเป็นคนหน้าซื่อใจคด  
คือ คนอิสราเอลในสมัยนั้นเขาจะถืออดอาหารเพื่อแสดงถึงความเศร้าโศก  ไม่ว่าจะเป็นความสียใจจากความทุกข์ยาก..ความสูญเสีย  หรือแม้แต่สำนึกบาปที่ตัวเองทำ   แต่ทีนี้ มันมีบางคนที่ทำด้วยความไม่จริงใจ  หมายความว่า ไม่ได้สำนึกหรือรู้สึกเสียใจจริงๆ แต่ก็ถืออดอาหารเพราะอยากให้ใครๆเขาสรรเสริญ..ว่าตัวเองเป็นคนเคร่งครัดศรัทธา   เพราะงั้น เวลาที่อดอาหารคนพวกนี้ก็จะชอบทำเป็นโทรมๆ ซึมๆ ให้คนอื่นเขาดูออกว่า..อ่อ ถ้าโทรมขนาดนี้สงสัยกำลังอดอาหารอธิฐานอยู่แน่เลย  อะไรประมาณนี้  พระเยซูจึงทรงกล่าวโทษคนที่ทำอย่างนี้ว่าเป็นคน       ”หน้าซื่อใจคด”  เพราะเขาไม่ได้ทำศาสนกิจด้วยจิตวิญญาณและความจริง ..แต่ตั้งใจทำเพื่ออวดคนอื่น  ข้อที่ 17 พระเยซูสอนเราว่า  “ฝ่ายท่านเมื่ออดอาหารจงล้างหน้าและเอาน้ำมันใส่ศีรษะ”  คือ เวลาอดอาหารไม่ต้องทำเป็นโทรม   อาบน้ำล้างหน้าให้สดชื่น..ผมเผ้าก็หวีให้เรียบร้อยสวยงาม   ไม่จำเป็นต้องให้ใครรู้..ว่าเราไปทำอะไรมา  แล้วพระบิดาผู้ทรงสถิตในสวรรค์จะทรงตอบคำอธิฐานของเรา
ดู มัทธิว 6:19 “ อย่าสะสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัวในโลก..” โอโห..ทำยากมะ ยากอยู่นะคะ  แต่ถ้าจิตวิญญาณเราเติบโตจริงๆเราจะทำได้  ถ้าใครทำไม่ได้..พระเจ้าก็จับเข้าคอร์สแบบคนอิสราเอลในถิ่นทุรกันดาร คือ ส่งความขาดแคลนมาให้แบบพอหอมปากหอมคอ..ให้เราต้องรอมานาตกจากฟ้าบ้าง..ไรบ้าง   ไม่มีให้ตุน ไม่มีให้สะสม แต่ต้องอยู่ด้วยความเชื่อ..ว่าทุกวันพระเจ้าจะทรงเลี้ยงดูแบบวันต่อวัน  เพราะงั้น ถ้าไม่อยากเข้าคอร์สนี้ก็จงเชื่อฟัง..อย่าไปยึดติดกับทรัพย์สินหรือตัวเลขเยอะๆในธนาคาร  เวลาที่พระเจ้าอวยพรเยอะก็จงมั่นคงที่จะก้มศีรษะลงโมทนาพระคุณทุกลมหายใจเข้าออก  แล้วเราก็จะไม่หลงไป  หลงไปไหน..หลงไปฝากความมั่นคงไว้กับอย่างอื่นที่ไม่ใช่พระเจ้า   
“..เพราะทรัพย์สมบัติในโลก ตัวมอดและสนิมอาจทำลายเสียได้ และขโมยก็สามารถขโมยไป”  ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถ ที่ดิน เงินทอง  หรืออะไรก็ตามทุกอย่างมีวันเสื่อมสูญทั้งหมด  แต่ถึงมันไม่สูญ  เวลาตายเราเอาไปได้มั๊ยล่ะ..ไม่มีทาง  กายเนื้อเรายังเอาไปไม่ได้เลยเพราะมันเปื่อยเน่า  และมีวันเสื่อมสูญ  สุดท้ายก็เหลือแค่ธุลี..ไม่ว่าจะเผาหรือจะฝัง  ถูกมั๊ยคะ พระเจ้าถึงต้องประทานร่างกายใหม่แก่เรา..ในเวลาที่เราจะเข้าสู่สวรรค์ 
หลายคนสงสัยเกี่ยวกับร่างกายใหม่ที่พระเจ้าจะประทานให้..ไม่เข้าใจว่ามันจะเป็นยังไง  มันมีจริงๆหรอ  แล้วทำไมจะเข้าสวรรค์ต้องมีร่างกายใหม่ด้วย  จริงๆเข้าใจได้ไม่ยาก  มันก็เหมือนกับเวลาที่มนุษย์จะไปสำรวจดวงจันทร์หรือไปสำรวจดาวอื่นในอวกาศ..ที่ไม่ใช่โลก  มนุษย์จำเป็นต้องประดิษฐ์ชุดเป็นพิเศษเพื่อปรับความดัน  เพิ่มอ๊อกซิเจนหรืออะไรต่างๆเพื่อปกป้องร่างกายให้สามารถมีชีวิตอยู่ได้ในสภาวะนั้นๆได้  หรือเวลาที่จะดำน้ำลงไปในความลึกที่ดวงอาทิตย์ส่องไม่ถึง  ซึ่งตรงนั้นมนุษย์ก็มีชีวิตอยู่ไม่ได้เหมือนกัน   มนุษย์ถึงต้องมีชุดหรือเกราะที่จะทำให้ร่างกายสามารถทนต่อความดันที่สูงหรือต่ำเกินกว่าปกติได้ เช่นกัน ไม่งั้น..ไปก็ตายเพราะร่างกายมนุษย์ไม่ได้สามารถทนต่อทุกสภาวะ..ทุกมิติ หรือทุกกาลเวลาได้ขนาดนั้น  และนั่นก็คือสิ่งที่แสดงให้เห็น”ชัดเจน”ว่า “ร่างกายนี้ พระเจ้าสร้างขึ้นเพื่อให้เราใช้ในโลกนี้ “เท่านั้น” ไม่ได้รองรับได้ทุกสภาวะในกัลปจักรวาล  เพราะฉะนั้น ยิ่งกว่านั้นซักเท่าไร ถ้าเราจะไปสวรรค์ (ไม่ใช่แค่ในอวกาศหรือใต้บาดาล)  เด็กๆว่า ร่างนี้ มันจะใช้ได้มั๊ย..ไม่ได้  ในทางเดียวกัน  พระเจ้าถึงต้องเตรียมร่างกายใหม่สำหรับใช้ในสวรรค์ให้กับเรา  ไม่งั้นเราจะไม่สามารถทรงสภาพอยู่ในสวรรค์ได้เลย  พอเห็นภาพมั๊ยคะ
มัทธิว 6:20-21 “..แต่จงสะสมทรัพย์ไว้ในสวรรค์ ที่ตัวมอดและสนิมทำลายไม่ได้ และที่ไม่มีขโมยจะลักเอาไป”    แล้วการจะสะสมทรัพย์ไว้ในสวรรค์..ต้องทำยังไง   ทำได้โดยการเชื่อฟังพระเจ้าในทุกด้านของชีวิต  มอบถวายชีวิตของเรา  เวลาของเรา  ความไว้วางใจของเราไว้กับพระเจ้า..ยึดพระคำภีร์เป็นบรรทัดฐาน   “..เพราะว่าทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ไหน  ใจของท่านก็อยู่ที่นั้นด้วย” ..ถ้าใจของเราอยู่กับพระเยซู  เราก็ได้ไปอยู่กับพระเยซูในสวรรค์  เพราะพระองค์เป็นเจ้าของสวรรค์    แต่ถ้าใจของเราติดยึดอยู่กับสิ่งที่เป็นของโลกไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทองหรือแม้แต่ยึดติดกับมนุษย์บางคน  เราก็คงจะต้องวนเวียนอยู่แถวๆโลกนี่แหละ..ไม่ได้ไปไหนซะที   หรือมีบางคนไม่อยากตายด้วยเหตุผลที่ว่า “ยังใช้ชีวิตไม่คุ้มค่า”  ยังไม่ได้เที่ยวเลย  ยังไม่ได้กินอะไรที่อยากกินอีกหลายอย่าง  หาเงินมาแล้วยังใช้ได้ไม่คุ้ม..เลยยังไม่อยากตาย  อยากอยู่เสพสุขบนโลกนี้นานๆ..แบบนี้ก็คงไม่ได้ไปไหนเหมือนกันเพราะใจมันยึดติดอยู่กับความสุขฝ่ายโลกกับทรัพย์สินที่หามาได้   เพราะฉะนั้น เลือกให้ถูกนะคะ..ว่าเราจะสะสมทรัพย์ไว้ที่ไหน  ถ้าจะสะสมไว้ในสวรรค์  ก็ต้องเดินตามเจ้าของสวรรค์ นะคะ
ดู มัทธิว 6:22-23  “ตาเป็นประทีปของร่างกาย เหตุฉะนั้นถ้าตาของท่านดี ทั้งตัวก็จะเต็มไปด้วยความสว่าง”  ตาในข้อนี้ หมายถึง “ตาฝ่ายวิญญาณ”  พระเจ้าบอกว่า ถ้าตาฝ่ายวิญญาณของเราสว่าง...ทั้งร่างกายของเรารวมถึงความคิด การกระทำ และคำพูดของเราก็จะพลอย”สว่าง ถูกต้องและสง่างาม”ไปด้วย  เพราะเราได้การทรงนำที่มาจากพระเจ้า  
น้าตุ๊กเคยดูการให้สัมภาษณ์ทางทีวีของคนที่มีชื่อเสียงคนนึง  ทีแรกดูแล้วก็ชื่นชมเขามากเพราะเขาเก่ง  หน้าตาดี  ฐานะดี..คือ ดูดีไปหมดเลย   แต่มาตอนหลังดันให้สัมภาษณ์ทิ้งท้ายไว้ประมาณว่า “เขาเป็นคนชอบเรื่องเครื่องลางของขลัง  พูดง่ายๆคือชอบเรื่องไสยศาสตร์ เพราะเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มีผลกับชีวิตเขามาก”....แค่นั้นแหละ..จบเลย  ความดูดีที่เห็นอยู่ในตอนแรกอันตธานหายไปในพริบตา !  การศึกษา  ความสามารถ  หรือแม้แต่หน้าตา..ก็ช่วยให้เขาดูสง่างามขึ้นมาอีกไม่ได้เลย    พระคำภีร์ถึงบอก “เหตุฉะนั้นถ้าความสว่างซึ่งอยู่ในตัวท่านมืดไป  ความมืดนั้นจะหนาทึบสักเพียงใด”   คำว่า “ความสว่างในตัว” อันนี้ เล็งถึงฝ่ายวิญญาณ...ว่าถ้ามันผิดมาจากข้างใน คือ เชื่อผิด   คนๆนั้นก็มักจะ  คิดผิด  พูดผิด  ทำอะไรต่างๆก็มักจะผิดไปจากทางของพระเจ้าเสมอ  เลยทำให้ดูเป็นคนมืดบอดไปซะทุกเรื่อง..หาความสง่างามไม่ได้
ดู มัทธิว 6:25-26  “..อย่ากระวนกระวายว่า จะเอาอะไรกิน  และอย่ากระวนกระวายว่าจะเอาอะไรนุ่งห่ม เพราะชีวิตสำคัญยิ่งกว่าอาหาร  และร่างกายสำคัญยิ่งกว่าเครื่องนุ่งห่ม”  เพราะอะไร  พระประสงค์ของพระเจ้าชัดเจนอยู่แล้ว  ในปฐก.1:26 บอกว่า “ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา และให้พวกเขาครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศ และฝูงสัตว์  ให้ครอบครองทั่วทั้งแผ่นดินโลก..”  หมายความว่า พระองค์สร้างทุกอย่าง..ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เสื้อผ้า  หรือสิ่งสารพัดบนโลกทั้งหมด  พระองค์ตั้งใจสร้างขึ้นมาให้มันปรนนิบัติเราอยู่แล้ว    เพราะฉะนั้น ไม่ต้องกลัวจะขาดปัจจัยหรือสิ่งดีใดๆเลย   แต่หลายครั้งเราก็กลัว..เพราะไร  ไม่วางใจพระเจ้า  แล้วก็มัวแต่อยากได้หลายอย่างมากจนเกินความจำเป็น   ข้อที่ 26 บอกว่า “จงดูนกในอากาศ มันมิได้หว่าน มิได้เกี่ยว แล้วก็ไม่เคยสะสมอะไรไว้ในรัง”  จริงมะ..หรือมีใครเคยเห็นนกสร้างยุ้งฉางไว้สำหรับเก็บหนอนมั๊ย  หรือเคยเห็นนกมันเอาหนอนมาทำหนอนตากแห้งเก็บไว้กินนานๆมั๊ย..ไม่มี  มีแต่คนนี่แหละ..ที่ชอบทำอย่างงั้น  เพราะกลัววันข้างหน้าจะขาดแคลนหรือไม่มีกิน   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทรัพย์สิน เงินทอง  หามาได้..ก็คิดแต่วิธีที่จะสะสมไว้  ยิ่งไปกว่านั้นก็คืออยากจะให้มันเพิ่มพูนขึ้น..ให้มากที่สุด  เพราะรู้สึกว่ามีมากๆแล้วมันอุ่นใจดี   อันนี้ คือ ไปฝากความหวังไว้กับทรัพย์สินเงินทองแล้ว..ซึ่งไม่ถูกต้องเลย    เพราะการสะสมอย่างนี้ คือ สะสมด้วย ”ความกลัว”  ถ้ามีคำว่า”กลัว” แปลว่าเราไม่ไว้ใจพระเจ้า   ถ้าเราไว้ใจ..เราจะไม่กลัว   แต่ที่พูดอย่างงี้..ไม่ได้หมายความว่า การออมทรัพย์เป็นสิ่งไม่ดีนะคะ   การรู้ว่าอะไรควรใช้..อะไรไม่ควรใช้  กับการรู้จักเก็บออมไว้เพื่ออนาคต”บ้าง” เป็นสิ่งที่ดีมาก  เด็กๆควรทำนะคะ
ดู มัทธิว 6:28-29  “จงพิจารณาดอกไม้ทุ่งนาว่า มันงามขึ้นได้อย่างไร มันไม่ทำงาน มันไม่ปั่นด้าย”   แล้วถ้าเด็กๆสังเกตดูดีๆนะ  ต้นไม้ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ..ไม่ได้มีคนดูแล  มันเจริญงอกงามกว่าต้นที่มนุษย์ปลูกไว้ซะอีก  บางทีเราทั้งรดน้ำ  ใส่ปุ๋ยตามเวลา..มันยังสวยไม่เท่าดอกไม้ในป่าเลย   ข้อที่ 29 บอกว่า “..กษัตริย์ซาโลมอนเมื่อบริบูรณ์ด้วยสง่าราศี  ก็มิได้ทรงเครื่องงามเท่าดอกไม้นี้ดอกหนึ่ง”  ทำไม พระคำภีร์ถึงยกก.ซาโลมอนมาเป็นตัวอย่าง เพราะ    ซาโลมอนเป็นกษัตริย์ที่รุ่งเรืองและร่ำรวยที่สุดของอิสราเอลและรวมถึงบรรดามหาอำนาจในสมัยนั้นด้วย..ไม่มีใครเทียบซาโลมอนได้   ที่เป็นอย่างงั้นเพราะ..ดาวิดสร้างฐานอำนาจไว้ให้อย่างมั่นคง..ดาวิดรบเก่ง   ส่วนซาโลมอน ไม่ใช่นักรบ  แต่เขาก็ไม่จำเป็นต้องรบ..เพราะพ่อทำไว้ให้หมดแล้ว   เพราะฉะนั้น พอขึ้นครองอิสราเอลปุ๊บ   ซาโลมอนบริหารอย่างเดียว  แล้วเขาก็ฉลาด..เป็นคนมีหัวการค้า  คนละขั้วกับพ่อเลย..ดาวิดนี่”บู๊” ส่วนซาโลมอน “บุ๋น” อย่างเดียว..และเต็มไปด้วยสติปัญญา   ...ถ้าใครได้เรียนหนังสือ 2พงศ์กษัตริย์กับน้าตุ๊กก็น่าจะจำได้บ้าง..ว่าพระคำภีร์บันทึกรูปแบบความหรูหราโอ่อ่าของวังกับวิหาร..ตลอดจนเครื่องใช้ทุกอย่างของซาโลมอนไว้อย่างละเอียด   ขนาดที่นางเชบากษัตริย์ของเปอร์เชียยังต้องดั้นด้นขอมาชมบารมีของซาโลมอนถึงที่ยูดาห์   พอมาแล้วก็ไม่ผิดหวังเพราะไม่ใช่แค่วังที่โออ่าตระการตา  แต่ของใช้ทุกชิ้นของซาโลมอนเป๊ะเว่อร์ คือหรูหราแบบหาตัวจับยาก  เพราะฉะนั้น ที่ข้อนี้บอกว่า “กษัตริย์ซาโลมอนเมื่อบริบูรณ์ด้วยสง่าราศี  ก็มิได้ทรงเครื่อง (หมายถึงแต่งตัว) แต่งยังไงก็ยังไม่สวยงามสู้ดอกไม้ดอกเดียว..ไม่ได้”   ทั้งที่ซาโลมอนเป็นคนเนี๊ยบ   ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างรวมถึงเสื้อผ้าของเขา..ก็ต้องคัดมาอย่างดี  ไม้สนที่จะสร้างวัง..ต้องจากเลบานอน  ทองคำที่จะใช้ในการสร้างวิหาร..ก็ไปขนถึงที่โอฟราห์  อย่างผ้าที่จะใช้ตัดเครื่องทรง  ถ้าเทียบกับสมัยนี้ก็อาจจะต้องมาจากอินเดียหรือฝรั่งเศส  แต่ ! ฝีมือมนุษย์..แต่งให้ตาย ให้เริ่ดแค่ไหน  ก็ยังงามสู้ดอกไม้..ดอกเดียว..ไม่ได้เลย    ข้อที่ 30 บอกว่า “โอ ผู้มีความเชื่อน้อย พระองค์จะไม่ทรงตกแต่งท่านมากยิ่งกว่านั้นหรือ”  เพราะฉะนั้น อย่ากระวนกระวายว่า เราจะเอาอะไรกิน หรือจะเอาอะไรดื่ม หรือจะเอาอะไรนุ่งห่ม  พระเจ้ารู้หมดแล้วว่าเราต้องการอะไร..
     ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ

หนังสือ มัทธิว ครั้งที่ 4


ดู มัทธิว 5:43-45 พระเยซูตรัสว่า “ท่านทั้งหลายคงเคยได้ยิน คำกล่าวว่า ให้รักเพื่อนบ้าน และเกลียดชังศัตรู”  แต่พระเยซูบอก “จงรักศัตรูของท่าน จงอวยพรผู้ที่สาปแช่งท่าน จงทำดีแก่ผู้ที่เกลียดชังท่าน และจงอธิษฐานเพื่อคนเหล่านั้นที่ทำไม่ดีกับเรา”  ตามธรรมเนียมของยิวสมัยพระคำภีร์..คำว่า “คนสนิท” หรือ “เพื่อนบ้าน” หมายถึง เขาคนยิวด้วยกัน..เท่านั้น  ถ้าไม่ใช่ยิว ถือว่าเป็นต่างชาติทั้งหมด   แล้วยิวก็ตีความพระบัญญัติที่พระเจ้าให้ไว้ในหนังสือ ลวต.19:18 ที่บอกว่า “เจ้าอย่าแก้แค้นหรือผูกพยาบาทลูกหลานญาติพี่น้องของเจ้า แต่เจ้าจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง...” ยิวแปลความหมายข้อนี้ว่า “พระเจ้าสั่งให้รักแต่คนชาติเดียวกัน  และรังเกียจ..ทุกคนที่ไม่ใช่ยิว  เขาเข้าใจอย่างนี้จริงๆ  เพราะเราต้องเข้าใจนะคะ..ว่า “ยิว”  เขาภาคภูมิในความเป็นชนชาติที่พระเจ้าเลือกสรร..เขารู้สึกว่าตัวเองโฮลี่กว่าใครในโลก  แล้วก็เลยค่อนข้างเหยียดคนต่างชาติ  แล้วปัจจุบันเขาก็ยังเป็นอย่างนี้อยู่..
ไม่นานมานี้อาจารย์ท่านนึงเดินทางไปที่อิสราเอล  ช่วงที่ไปเยี่ยมชมกำแพงร้องไห้..จุดที่เคยเป็นที่ตั้งของพระวิหาร เมื่อท่านไปเข้าห้องน้ำ..ปรากฎว่าไปเจอพวกยิวอยู่ 2-3 คน  พอเห็นท่าน (ซึ่งเป็นคนต่างชาติ) เดินเข้ามา  ก็ทำท่ารังเกียจอย่างแรงแล้วก็ฉีกเสื้อคลุมทิ้งไปเลย  เพราะเขาถือว่าคนต่างชาติเป็นมลทิน..ไม่บริสุทธิ์เหมือนเขา  แค่เดินเข้าไปใกล้..เขาถึงกับฉีกเสื้อทิ้งไปเลย..    ข้อที่ 45 บอกว่า “.. เพราะว่าพระเจ้ายังทรงให้ดวงอาทิตย์ส่องสว่างแก่ทั้งคนดีและคนชั่ว ให้ฝนตกแก่คนชอบธรรมและคนอธรรมด้วย”..คือ ขนาดพระเจ้า..ที่เป็นเจ้าของมหาจักรวาลแท้ๆ  พระองค์ยังไม่เคยเลือกที่รักมักที่ชัง..แต่ทรงทำการเที่ยงธรรมแก่ทุกคน  แล้วเราเป็นใคร..เราเป็นลูกของพระองค์  เราก็ต้องทำตามพระองค์    พระเยซูถึงสอนเรา “ให้รักศัตรู  และจงอธิษฐานเพื่อคนเหล่านั้นที่ทำไม่ดีกับเรา”  อย่าว่าแต่เป็นคนต่างชาติเลย  คนที่ข่มเหงเรา..เรายังต้องรักเขาให้ได้  ยิวหรืออิสราเอลเป็นชนชาติที่พระเจ้าเลือกสรร”จริง” แต่พระองค์ทรงเลือกสรรให้เขาเป็น”ชนชาติผู้มีพันธกิจนำพระพรไปสู่ชาวโลก”  ไม่ได้เลือกไว้ให้รักกันเองในบ้าน..แล้วใครจะตายช่างมัน..ไม่ใช่
ดู มัทธิว 5:46-48  “..ถ้าเรารักแต่คนที่น่ารัก  เราจะได้บำเน็จอะไร”..ใครๆก็ทำได้  “..ถึงพวกเก็บภาษีก็ยังทำอย่างงั้นเลย”   น้าตุ๊กเคยบอกแล้วว่า “คนเก็บภาษี” ในสมัยนั้น คือ ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลโรมให้เป็นผู้เก็บภาษีจากประชาชน  จะเนื่องจากไปสัมปทานมาหรืออะไรก็แล้วแต่   ที่แน่ๆพวกเขามักจะเก็บภาษีเกินพิกัด  คนยิวก็เลยรังกียจคนเก็บภาษี   แล้วก็ตราหน้าคนเก็บภาษีว่าเป็นคนบาปชั่วพอๆกับโจร    พระเยซูจึงทรงยกตัวอย่างคนเก็บภาษี..ว่าถึงเขาจะนิสัยไม่ดีหรือถูกตราหน้าว่าเป็นคนบาป  แต่คนอย่างนี้ก็ยังรักพี่น้อง..ยังช่วยเหลือพวกเดียวกัน   เพราะงั้น ถ้าเราเองก็รักแต่ญาติพี่น้องหรือรักเฉพาะคนที่ดีกับเรา..เราก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่ไม่มีพระเจ้า    คำว่า “จงอธิษฐาน” เพื่อผู้ที่ปฏิบัติต่อท่านอย่างเหยียดหยามและข่มเหงท่าน”  จริงๆแล้วเด็กๆรู้มั๊ย..ว่าการจะอธิฐานให้ผู้ที่ช่มเหงเราจะต้องอธิฐานยังไง..  เราต้องอธิฐานขอพระเจ้าอวยพรเขา..เปิดตาใจฝ่ายวิญญาณให้เขาได้รับความรักและมีความเชื่อในพระเจ้า   เพราะใครก็ตามที่มีความเชื่อ..มีพระวิญญาณสถิตอยู่ด้วย..เขาจะเห็นความบาปหรือความไม่ดีของตัวเอง..แน่นอน   (จำได้มั๊ย ที่น้าตุ๊กบอกว่าพระบัญญัติเปรียบเหมือน”กระจกเงา”) ให้เราเปิดไปดู หนังสือเยเรมีย์...
ดู เยเรมีย์ 31:33    "... พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า เราจะบรรจุ”บัญญัติ”ของเราไว้ภายในเขาทั้งหลาย และเราจะจารึกมันไว้ที่”ดวงใจ”มนุษย์ที่พระองค์ทรงเลือก..” ..พระเจ้าทำยังไง..พระองค์ทำโดยผ่านทางพระเยซูคริสต์  ใครก็ตามที่เชื่อในพระเยซูคริสต์..เขาจะมีพระวิญญาณบริสุทธิ์           และบัญญัติของพระองค์(ที่เป็นเหมือนกระจกเงา) ก็จะจารึกอยู่ในหัวใจ..และไม่ใช่เพื่อให้ทำได้อย่างครบถ้วน   แต่เพื่อให้รู้ถึงมาตรฐานของพระเจ้า  เราเองชั่วตรงไหน..มีอะไรที่ทำถูกแล้ว..เราจะรู้...”ถ้า”เรามีพระวิญญาณ   ดังนั้น การอธิฐานขอพระเจ้าอวยพรให้ทุกคนมีความเชื่อ..จึงเป็นคำตอบของทุกปัญหา  เพราะคนที่ทำไม่ดี..ร้อยทั้งร้อย  เขาเห็นความชั่วของตัวเองมั๊ญ..ไม่เห็นหรอก   ถ้าอยากให้เขาเห็น..เขาต้องมีพระวิญญาณ  แล้วถ้าอยากให้เขามีพระวิญญาณ..เราก็ต้อง  ”อธิฐาน”ให้เขา..    มัทธิว 5:48 จึงบอกว่า “เหตุฉะนี้ ท่านทั้งหลายจงเป็นคนดีรอบคอบ เหมือนอย่างพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์”...คนของพระเจ้าต้องไม่ใช่แค่ดี..แต่ต้องดีรอบคอบหรือดียอดเยี่ยม (ไม่ใช่แค่ good แต่ต้อง excellent)
ดู มัทธิว 6:1-2 “จงระวัง..อย่าทำศาสนกิจพื่ออวดคนอื่น” ที่พระเยซูบอกอย่างนี้ก็เพราะ..หลายคนชอบทำ..เพื่ออวดคนอื่น   พระเยซูบอก..”ทำแล้วอย่าเป่าแตรข้างหน้า”..คือ เที่ยวป่าวประกาศให้คนรู้ไปทั่วว่า..ฉันนี่ !ไปทำความดี..ความชอบอะไรมาบ้าง  “..เหมือนคนหน้าซื่อใจคดกระทำตามถนนและธรรมศาลา” ( คือ หลังจากที่ยิวสิ้นชาติไปแล้ว..วิหารในเยรูซาเล็มก็ถูกทำลาย  ยิวก็ใช้ธรรมศาลาในการรวมตัวกันเพื่อทำศาสนกิจและเรียนรู้พระบัญญัติ )  ...เพราะงั้น ข้อนี้ พระเยซูทรงตำหนิพวกธรรมาจารย์และฟาริสีโดยตรงเลย   เพราะคนพวกนี้เขาชอบแต่งตัวแบบให้ดูโฮลีมากๆแล้วไปยืนอธิฐาน..ทำหน้าเคร่งเครียดอยู่ตามข้างถนนหรือธรรมศาลา  เพื่อที่จะให้คนอื่นเห็นว่า ฉัน คือ ผู้ชอบธรรม...  จริงๆ คือ ต้องการคำสรรเสริญและเป็นที่ยอมรับของมนุษย์   ถ้าไปทำในบ้านเดี๋ยวไม่มีใครเห็น  พระเจ้าบอก ”เราบอกความจริงแก่ท่านว่า เขาได้รับบำเหน็จของเขาแล้ว”..(คือ ได้รับคำสรรเสริญจากมนุษย์..ซึ่งไม่คุ้มเลย)  พระเจ้าบอก ใครก็ตามที่ทำอย่างนี้   ถวายเท่าไหร่ก็เอาไปคุยให้คนอื่นฟัง  หรือไม่..ก็ต้องมีชื่อติดอยู่ตามผนังโบสถ์   หรือทำทานเท่าไหร่..ก็ต้องเอาชื่อมาประกาศให้คนอื่นรู้   แม้แต่ ให้เพื่อนยืมเงิน..ก็เที่ยวคุยฟุ้งไปทั่ว  คนประเภทนี้จะไม่ได้บำเน็จอะไรจากพระเจ้าเลย  เพราะเขาได้คำยกย่องสรรเสริญจากมนุษย์เป็นบำเน็จไปแล้ว..พระเจ้าไม่ต้องให้แล้ว..หายกัน
ข้อที่ 4 พระเยซูบอกว่า “ทานของท่านจะต้องเป็นทานลับ และพระบิดาของท่านผู้ทรงเห็นในที่ลี้ลับ จะทรงโปรดประทานบำเหน็จแก่ท่าน”   ศาสนกิจที่พระเยซูพูดถึงในบริบทนี้..เน้นถึงการทำทานให้คนยากจน  เพราะสมัยนั้น พระเจ้าบัญญัติชัดเจนให้คนรวยช่วยคนจน  รายละเอียดในเรื่องนี้มีบันทึกไว้ในหนังสือฉธบ.
ดู ฉธบ.15:7-11  “ในท่ามกลางท่านถ้ามีคนจนสักคนหนึ่ง    ท่านอย่ามีใจแข็งหดมือของท่านไว้เสียต่อหน้าพี่น้องของท่านที่ยากจนนั้น”  ในท่ามกลางท่าน หมายถึง ทุกคนรอบข้าง..ไม่เฉพาะที่เรารู้จักนะ  ถึงไม่รู้จัก..ถ้าเราเจอใครที่เขาลำบากมาก  ไม่มีกิน  ไม่มีใช้  หรือลำบากในเรื่องใดก็ตาม  ก็อย่า”หดมือ”..ทำเฉยไม่ช่วย..ไม่แบ่ง..ไม่ให้ยืม..พระเจ้าบอกว่าอย่าทำ  แต่”จงยื่นมือของท่านอย่าง”ใจกว้าง” ให้เขา และให้ยืมอย่างเพียงพอแก่ความต้องการ”..อย่าสักแต่ว่าช่วยพอให้ผ่านๆไป  แต่ต้องใจกว้างกับเขา  เขาขาดอะไร..ต้องทำยังไงให้เขาไปรอด..ก็ต้องทำเต็มที่  (เท่าที่เรามีกำลัง)  พระประสงค์พระเจ้าในข้อนี้..ชัดเจน คือ ยากให้เราเอื้อเฟื้อ..ใส่ใจซึ่งกันและกัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนต่ำต้อยในสังคม  (หญิงม่าย ลูกกำพร้า) ในสมัยนั้น..บางคนเขาเลี้ยงชีวิตด้วยทานที่คนอื่นบริจาคให้  คอยเข้าไปเก็บข้าวที่ตกจากฟ่อนในนาบ้าง..อะไรบ้าง  แค่นี้ชีวิตเขาก็ลำเค็ญจะแย่แล้ว  ถ้าคนที่ให้ยังเอาไปป่าวประกาศอีก..ในมุมนึง มันก็เป็นการทำให้คนเหล่านี้ต้อง”อับอายหรือรู้สึกต่ำต้อย”มากขึ้น..นึกออกมั๊ยคะ   พระเยซูจึงบอกว่า...”ทานของท่านต้องเป็นทานลับ”.. ไม่ต้องประกาศให้ใครรู้  ไม่ต้องหวังให้ใครๆมายกย่องสรรเสริญ   พระเจ้าเห็นก็พอแล้ว...พระองค์จะเป็นผู้ประทานบำเน็จให้กับเรา   ซึ่งมันคุ้มกว่า..มีค่ากว่าบำเน็จจากมนุษย์อย่างเทียบกันไม่ได้เลย 
ดู มัทธิว 6:7-8 “..เวลาอธิฐานอย่าพูดซ้ำซากเหมือนคนต่างชาติ”... หรือคนที่ไม่มีความเชื่อ  เลยชอบพูดซ้ำๆ  ซ้ำเรื่องอะไร..เรื่องที่ตัวเองอยากได้..  หลายครั้งเวลาที่เราอยากได้อะไรมากๆ  เราก็อดไม่ได้ที่จะ อธิฐานเน้นๆๆอยู่แต่เรื่องนั้นอ่ะ เมื่อก่อนน้าตุ๊กก็เคยเป็น  ที่พูดได้..สอนได้..นี่ก็เพราะตัวเองเคยเป็นมาก่อน  เวลาที่ขาดอะไร..อยากได้อะไร หรือเวลาที่สถานการณ์ภายนอกมันบอกว่าแย่แล้ว..เดี๋ยวไม่ทัน  เราก็กลัวพระเจ้าจะไม่รู้..ไม่เข้าใจ หรือกลัวว่าพระองค์จะมาสาย  เราก็เลยต้องย้ำๆๆๆกับพระองค์..ว่าสิ่งที่เราต้องการคืออะไร..ซึ่งต้องบอกตรงๆว่ามันเป็นความคิดที่โง่มาก  (อันนี้..น้าตุ๊กว่าตัวเอง)   เรามาดูซิว่าพระเยซูสอนให้เราอธิฐานยังไง 
ดู มัทธิว 6:9-10  สิ่งแรกที่พระเยซูกราบทูลพระบิดาในการอธิฐาน คือ “..ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ”  เพราะไม่มีอะไรจะสำคัญหรือสูงส่งกว่า”พระนามของพระเจ้า” อีกแล้ว  เพราะงั้น เวลาอธิฐานเราต้องสรรเสริญโมทนาพระคุณพระเจ้าก่อน....    
ข้อต่อไปพระเยซูบอกว่า “ขอให้อาณาจักรของพระองค์มาตั้งอยู่..ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์”.....ไม่ใช่ตามใจเรา  และแม้ว่าเราอาจจะยังไม่เข้าใจ..ไม่เห็นชัดเจน..ว่าอาณาจักรของพระเจ้าเป็นยังไง   จะเป็นแบบอาณาจักรสวรรค์แบบที่พระคำภีร์บอก     หรือจะเป็นแบบที่พระองค์ประทานให้อาดามกับเอวา..ก่อนที่มนุษย์จะตกลงไปในความบาป  หรือจะแบบไหนก็ไม่สำคัญ  คริสเตียนรู้แต่ว่า..ขอแค่ให้เป็นอาณาจักรของพระเจ้าก็โอเคละ  เพราะเรารู้ว่า..อาณาจักรของพระเจ้านั้นบริสุทธิ์..เป็นนิรันดร์และมันก็ ”บรมสุขเกษม”  ในอาณาจักรของพระเจ้าความทุกข์และการขบเขี้ยวเคี้ยวฟันจะไม่มีอีกต่อไป..พระคำภีร์บอกไว้   และมนุษย์ทุกคนต้องการแบบนั้น   ถึงเขาจะไม่รู้จักพระเจ้า..แต่จิตวิญญาณของทุกคนโหยหาอาณาจักรของพระเจ้าทั้งสิ้น..โดยจะจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม  แต่พระเยซูทรงรู้ดี..พระองค์ถึงสอนให้เราอธิฐานแบบที่วิญญาณมนุษย์ต้องการจริงๆ 
เพราะฉะนั้น  บางครั้ง..หลายคนอาจจะยังรู้สึกว่า คำอธิฐานที่พระเยซูสอน”ไม่ค่อยจะโดนใจ..ไม่ตอบโจทย์..ไม่มันส์  เพราะมันไม่สนองเนื้อหนัง..  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่ยังไม่เชื่อพระเจ้า..ยังไม่รู้จักพระเยซู  รวมถึงคนที่เพิ่งมาเชื่อใหม่ๆ..ที่จิตวิญญาณยังไม่โตด้วย  เขาก็จะแบบอยากจะพูด..จะขออะไรตามที่ใจอยากได้  ถามว่าขอได้มั๊ย..ได้  แต่เราต้องไม่ลืมที่จะตระหนักว่า “น้ำพระทัยพระเจ้า”นั้น ดีที่สุด  เพราะงั้น ยังไงก็ต้องลงท้ายว่า แต่ขอให้เป็นไปตามพระทัยพระเจ้า  
ส่วนพวกเรา..โตแล้วนะ เรารู้ชัดเจนว่าพระเจ้ายิ่งใหญ่สูงสุด  สติปัญญาของเราหรือแม้แต่มนุษย์ที่ฉลาดที่สุด..ก็ยังไม่ได้ 1 ใน ล้านๆๆๆๆของพระเจ้าลย  แล้วถ้าเราจะอธิฐานตามพระเยซู..เราก็ไม่ได้สักแต่ว่าท่องไปแบบนกแก้ว..นกขุนทอง  แต่เราจะอธิฐานด้วยจิตวิญญาณที่รู้ซึ้งในความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าจริงๆ  เอเมน
ดู มัทธิว 6:11-13 “..โปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย..ในกาลวันนี้”  เพราะถ้าพระองค์ไม่ประทานให้..อย่าหวังว่าจะได้มีอะไรตกถึงท้อง   ที่มีกิน..มีอยู่กันทุกวันนี้  ก็เป็นของประทานจากพระเจ้าทั้งสิ้น  เราแค่มักจะลืมไปเท่านั้นเอง..เพราะไร ไม่เคย”อด”แบบคนอิสราเอลในถิ่นทุรกันดาร  เขาถึงบอก..จะให้คนที่ร่ำรวยมีกินมีใช้เหลือเฟือ..ก้มหัวลงโมทนาพระคุณก่อนกิน..มันก็ยาก  เพราะอาหารประจำวัน..ดูแล้วมันเรื่องเล็กมากสำหรับคนรวย   เพราะฉะนั้น หลายครั้งพระเจ้าเลยจำเป็นต้องส่งความขาดแคลนมาให้บ้าง..เป็นระยะ ระยะ  จะได้รู้สำนึกว่า ถ้าพระองค์ไม่ประทานให้..ไม่มีใครได้กินหรอก..ไม่ว่าคุณจะรวยแค่ไหนก็ตาม  (นั่งเรือยอร์ช ไปน้ำมันหมดกลางทะเล  หรือไปติดเกาะร้าง  เงินของคุณช่วยให้อิ่มได้มั๊  หรือใกล้ตัวหน่อยเกิดเราขับรถไปยางแตกอยู่ในป่าในเขา  ใครจะเอาให้เรากินได้..นอกจากพระเจ้า) 
ท้ายข้อที่ 11 นี้..พระเยซูจบด้วยคำว่า..”ในกาลวันนี้”  หมายความว่า ให้เราขอ”วันต่อวัน” ไม่ต้องขอเผื่อตุนไว้  “..ขอทรงโปรดประทานอาหารให้ลูกตลอดทั้งปีนี้..ไม่ต้อง”  เอาแค่วันต่อวัน  อย่ากระวนกระวายถึงวันพรุ่งนี้    เพราะถ้าเราทำอย่างงั้น แปลว่าเราไม่วางใจพระเจ้า..ไม่แน่ใจว่า..”พรุ่งนี้ พระเจ้าจะยังประทานให้เราหรือเปล่า”.. เราถึงต้องขอเผื่อไว้หรือต้องสะสมไว้   จำได้มั๊ย เมื่อพระเจ้าประทานมานาตกจากฟ้าให้คนอิสราเอล  พระองค์สั่งว่าไง..”ให้เก็บแค่พอกินใน 1 วัน”  ถ้าใครตุนไว้..เป็นไง..เช้ามามันก็เน่าหมด     นี่เป็นสิ่งที่พระเจ้าสำแดงแก่เราตลอดเวลา  ให้เราไว้ใจพระองค์..ไม่ต้องตุน..ไม่ต้องสะสม  ไม่ต้องมีตัวเลขในธนาคารเยอะๆ..ไม่ต้อง..ไม่จำเป็น  ไม่ว่าสถานการณ์หรือสิ่งที่ตามองเห็นมันจะเป็นยังไง..พระเจ้าก็เลี้ยงเราได้แน่นอน  ในทางตรงกันข้าม ถ้าพระเจ้าไม่เลี้ยง..ไม่ดูแล..ต่อให้คุณมีเงินมากแค่ไหน..คุณก็จะขาดแคลนอยู่ดี  บางคนทำงานหนักมาทั้งชีวิต  สุดท้ายไอเงินที่หามา..ยังไม่พอรักษาตัวเองเลย
ดู มัทธิว 6:14-15  “..ถ้าเราไม่ยกโทษให้เพื่อนมนุษย์  พระเจ้าก็จะไม่ยกโทษให้เราเหมือนกัน”...แล้วจริงๆ โทษของเพื่อนมนุษย์ที่ทำกับเรานั้น..มันเล็กน้อยมาก  ถ้าเทียบกับที่เราทำบาปต่อพระเจ้า    ปละพอได้ยินเรื่องข่าวประเสริฐ..เราก็ดีใจมาก  เพราะพระเจ้ายืนยันว่า..ไม่ว่าบาปของเราจะใหญ่โตขนาดไหน  โลหิตของพระคริสต์ชำระให้บริสุทธิ์ได้แน่นอน 100% ไม่ว่าเราจะเคยผิดพลาดอะไรมา..พระองค์สัญญายกโทษให้ทั้งหมด  (สุดยอดมั๊ย)  เราได้ยิน..ก็ดีใจ  โอ..พระเจ้าใจดีจริงๆ  ต่อไปนี้รอดแล้ว..ไม่มีเวรกรรมอีกต่อไปแล้ว   แต่พอถูกมนุษย์ด้วยกันกระทบกระทั่งนิดหน่อย..ก็โกรธเขา   พระเจ้าสั่งว่าให้ยกโทษ..ก็ทำได้บ้าง..ไม่ได้บ้าง  ทั้งที่ บางทีมันเรื่องเล็กนิดเดียว   พระเจ้าถึงต้องย้ำกับเรา..ให้เรายกโทษให้พี่น้อง..เพื่อนมนุษย์  แล้วพระองค์ก็จะยกโทษให้เรา   ถ้าเราทำไม่ได้...ไม่มีกำลังพอเราก็ขอกำลังจากพระเยซู  ถ้าเราตั้งใจดี..สักวันเราจะทำได้..ไม่ช้าก็เร็ว
  หมดเวลาแล้วค่ะ พบกันใหม่สัปดาห์หน้านะคะ
                      ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ

วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556

หนังสือ มัทธิว ครั้งที่ 3


คราวที่แล้วเรามาถึงราชกิจของพระเยซูคริสต์ที่พระองค์ทรงทำที่แคว้นกาลิลี  รวมถึงการเทศนาบนภูเขา  ซึ่งมีคำสอนที่เป็นคำอุปมามากมายที่เด็กๆควรจะเรียนรู้
ดูต่อ มัทธิว 5:13  “ท่านทั้งหลายเป็นเกลือแห่งแผ่นดินโลก..”  พระเยซูเปรียบเราทุกคนที่เชื่อในพระองค์..เป็นสาวกของพระองค์ว่า”เป็นเกลือ”  หมายความว่าไง..”เกลือ” นอกจากจะให้รสเค็ม..เพิ่มรสชาดให้อาหารแล้ว  มนุษย์ยังใช้เกลือในการ”ป้องกันความเปื่อยเน่า”   เพราะงั้นคำตรัสของพระเยซูในข้อนี้จึงหมายถึงคนของพระเจ้า คือพวกเรานี่แหละ..จะต้องเป็นดำเนินชีวิตเป็นเกลือของแผ่นดินโลก  ไม่ต้องทั้งโลกเพราะเราคงไม่มีกำลังขนาดนั้น  เอาแค่อยู่ตรงไหน..เราต้องเป็นตัวอย่างและยืนหยัดที่จะป้องกันคนรอบข้างให้รอดพ้นจากความพินาศหรือความเปื่อยเน่าต่างๆที่โลกหยิบยื่นให้   เราอาจจะไม่มีเพาว์เวอร์พอที่จะไปกวาดล้างความบาปหรือแม้แต่สิ่งไม่ดีต่างๆที่เกิดขึ้นกับสังคม  แต่อย่างน้อยที่สุดในวงแคบกับผู้คนรอบข้าง..เราต้องไม่สนับสนุนความผิดบาปและจะต้องดำเนินชีวิตเป็นตัวอย่างให้ผู้คนรอบข้างนะคะ
พระเยซูบอกว่า “..ถ้าเกลือนั้นหมดรสเค็ม   จะทำให้กลับเค็มอีกอย่างไรได้  แล้วนั่นก็ไม่เป็นประโยชน์อะไร  มีแต่จะทิ้งเสียให้คนเหยียบย่ำ”  ถ้าเกลือไม่เค็ม..มันจะเป็นเกลือมะ  ไม่เป็นหรอก..ใช้ประโยชน์อะไรก็ไม่ได้  เหมือนคนของพระเจ้า..ถ้าเราไม่ยืนหยัดที่จะดำเนินชีวิตตามที่พระเจ้าสอน  หรือไม่สนใจกับสิ่งที่พระเจ้าให้ทำ  เราก็จะเป็นเหมือนเกลือที่หมดรสเค็มไม่สามารถปกป้องคนรอบข้าง..หรือแม้แต่ตัวเองให้พ้นจากความเปื่อยเน่า  ไม่ต้องพูดถึงคนรอบข้าง..แค่ดูแลตัวเองก็ยังไม่ได้เลย   สุดท้ายเกลือก็จะเป็นเหมือนธุลีดินที่ไม่มีค่า..ไม่มีศักดิ์ศรีมีแต่จะเป็นที่เหยียดหยามของผู้คนอย่างที่พระเยซูบอก 
ดู มัทธิว 5:14-16  “..เราทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก”  ก่อนหน้าที่มนุษย์จะล้มลงในความบาป  พระเจ้าทรงเป็นความสว่างของโลก  พออาดามกับเอวาทำบาป..มนุษย์ก็ถูกตัดขาดจากพระเจ้า ความสว่างก็หายไป..โลกจึงถูกปกคลุมด้วยความมืดบอด  กระทั่งยุคพระคุณมาถึง..พระเยซูคริสต์มาไถ่เรา  ด้วยโลหิตของพระองค์ที่ทำให้เราบริสุทธิ์  บริสุทธิ์แค่ไหน..บริสุทธิ์มากขนาดที่เราจะสามารถกลับมาสัมผัสและมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าได้อีกครั้ง   
พระเยซูบอก “ไม่มีใครจุดเทียนแล้วนำไปวางไว้ในถัง หรือเอาอะไรมาครอบไว้ แต่ย่อมตั้งไว้บนเชิงเทียน”  ลองนึกถึงความเป็นจริงก็ได้ว่า..โดยทั่วไปทำไมเขาต้องจุดตะเกียง    ก็เพราะมัน  ”มืด”  แล้วมีใครมั๊ยที่จุดแล้วเอาถังไปครอบหรือเอาไปซ่อนไว้ไม่ให้ใครเห็น..ไม่มี  จุดแล้วก็ต้องวางไว้ในที่ที่ส่องสว่างได้มากที่สุด..ถูกมั๊ยคะ  เพราะงั้น พระเยซูถึงเปรียบเราทุกคนว่าเป็นเหมือนตะเกียงที่ถูกจุดให้สว่างขึ้นอีกครั้งนึง..เพื่อส่องสว่าง..เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับคนรอบด้าน..คนที่อยู่ใกล้ๆหรือคนที่อยู่ข้างๆ  เขาจะได้มองเห็นทาง..ไม่เดินหลงทางหรือเดินเตะนู่นเตะนี่..สะดุดไปเรื่อยเพราะมองทางไม่เห็น  เราต้องเป็นความสว่าง..ต้องบอกข่าวดี  และเป็นตัวอย่างให้เขาเดินอย่างปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ  “..เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่เราทำ เขาจะได้สรรเสริญพระเจ้า”
ดู มัทธิว 5:17-18 “..อย่าคิดว่าเรามาเลิกล้างธรรมบัญญัติ  แต่พระเยซูสอนพระบัญญัติเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องลึกซึ้ง  ไม่เหมือนพวกธรรมาจารย์หรือฟาริสีในสมัยนั้น..ที่หลงประเด็นไป สักว่าทำแต่ภายนอก..อาจจะถือกฎกติกาเคร่งครัดตามตัวอักษรแต่ไม่ได้ทำด้วยใจ..ไม่ได้ทำด้วยความรัก  มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร  เพราะความรักเป็นน้ำพระทัยสูงสุดของพระเจ้า  ที่เราได้มีพระเยซู..ได้กลับคืนดีกับพระองค์เพราะอะไร..เพราะความรักของพระองค์ 
ข้อที่ 30 พระเยซูจึงบอกว่า “..ถ้าความชอบธรรมของท่านไม่ยิ่งกว่าความชอบธรรมของพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี เราจะไม่มีวันได้เข้าอาณาจักรสวรรค์” ..แต่ที่พระองค์พูดอย่างงี้  ไม่ได้แปลว่าพระบัญญัติไม่ดีหรือไม่สำคัญ  แต่ทุกอย่างต้องทำด้วย”หัวใจและด้วยความรัก”  
ข้อที่ 17 พระเยซูถึงบอกว่า “..พระองค์ไม่ได้มาเลิกล้าง แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ”  เพราะตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาได้ถูกพิสูจน์แล้วว่า”มนุษย์มักล้มเหลวในการทำตามสัญญา  พระเจ้าจึงต้องประทานพระเยซูมา  เพื่อทำแทนเรา..เพื่อที่เราจะได้สมบูรณ์พร้อมตามมาตรฐานของพระเจ้า” เด็กๆจำไว้นะคะ..ว่ากฎบัญญัติทุกอย่างเป็นเหมือนกระจกเงา  ที่ส่องแล้วทำให้เรารู้ว่า..”ตัวเองสวยงาม..น่าเกลียด..มีตำหนิ หรือข้อบกพร่องบกพร่องตรงไหน  แต่กระจกเงาทำให้เราดูดีขึ้น..สวยขึ้น..หรือแก้ไขข้อบกพร่องของเรา..ไม่ได้  กฎบัญญัติก็เช่นเดียวกัน..ที่มีไว้เพื่อเป็นบรรทัดฐาน..ให้เราเห็นความบาปของตัวเอง ให้เรารู้ว่าเราผิดตรงไหน  หรือส่วนไหนที่เราดีแล้ว..ทำถูกแล้ว  เราก็จะได้รู้ว่าเออ..อันนี้ ทำดีแล้วนะ..ให้รักษาไว้..ก็แค่นั้น 
ดู มัทธิว 5:21-22 “..ในพระคัมภีร์เดิมเราทั้งหลายเคยได้ยินคำกล่าวไว้กับคนโบราณ..(คนโบราณ หมายถึง บรรพบุรุษของพวกยิวตั้งแต่สมัยโมเสส)  พระบัญญัติกล่าวไว้ว่า `อย่าฆ่าคน' ถ้าผู้ใดฆ่าคน ผู้นั้นจะต้องถูกพิพากษาลงโทษ   แต่ ! พระเยซูบอก“..ผู้ใดโกรธพี่น้องของตนโดยไม่มีเหตุ ผู้นั้นจะต้องถูกพิพากษาโทษเหมือนกัน”  พระเยซูกำลังขยายความพระบัญญัติข้อนี้ ..ในแง่มุมจากท่าทีภายใน  พวกฟาริสีและธรรมาจารย์ถือว่าการฆ่าคนหรือการทำบาปภายนอก..เป็นบาปที่ใหญ่มาก (มันเห็นกันจะๆ)  เพราะงั้น ถ้าเขาไม่ฆ่าคนซะอย่าง..ก็คงนับได้ว่าเป็นผู้ชอบธรรม  แต่พระเยซูบอก..ไม่ใช่  ใครก็ตามที่ถึงแม้จะไม่ฆ่าคน  แต่ไม่มีใจรักในพี่น้องของตน..ก็ต้องถูกพิพากษา คือ รับโทษตายเหมือนกัน  แล้วก็หนักกว่าเพราะเป็นการตายฝ่ายวิญญาณด้วย
ข้อที่ 22 พระเยซูบอกต่อไปว่า“..ถ้าผู้ใดจะพูดกับพี่น้องว่า `อ้ายบ้า' ผู้นั้นต้องถูกนำไปพิพากษาลงโทษ และผู้ใดจะว่า `อ้ายโง่' ผู้นั้นจะมีโทษถึงไฟนรก”..คำว่าอ้ายโง่ กับ อ้ายบ้า ในสมัยนั้นมันมีความหมายไปในทางสบประมาท..ดูถูกเหยียดหยาม   ซึ่งใครก็ตามที่ว่าคนอื่นแบบนี้ได้ ต้องเป็นคนที่เย่อหยิ่งเอาการ  แล้วน้าตุ๊กจะบอกให้นะ..ว่าในทางพระเจ้า ความบาปที่พระเจ้าทรงไม่พอพระทัยที่สุด..ไม่ใช่ความโลภ ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น  แต่เป็น”ความเย่อหยิ่ง” นี่แหละ เพราะความเย่อหยิ่งมันส่อถึงท่าทีในใจที่ไม่มีความรัก  แล้วที่เราต้องจำ คือ พระเยซูทรงให้ความสำคัญกับท่าทีภายในมากกว่าสิ่งที่ฉาบอยู่ภายนอก   พระองค์จึงทรงกล่าวโทษคนที่ดูถูกคนอื่น..ว่าต้องถูกพิพากษาโทษเหมือนกัน..
 ดู มัทธิว 5:23-24 ... “เหตุฉะนั้น ถ้าท่านนำเครื่องบูชามาถึงแท่นบูชาแล้ว และระลึกขึ้นได้ว่า  ท่านมีเหตุขัดเคืองใจใคร ก็จงวางเครื่องบูชาไว้ที่หน้าแท่นบูชา แล้วกลับไปคืนดีกับพี่น้องคนนั้นเสียก่อน แล้วจึงค่อยมาถวายเครื่องบูชาของท่าน” ..เห็นมะ..ข้อนี้ คอนเฟริ์มอีก พระเยซูทรงใส่ใจในรายละเอียดของท่าทีภายในจิตใจมากกว่าการกระทำภายนอก   เราอาจจะคิดว่าการทะเลาะกับเพื่อนมันเป็นเรื่องเล็กน้อย..ไม่น่าจะผิดจะบาปอะไร..แต่จริงๆแล้วไม่ใช่นะคะเด็กๆ   น้าตุ๊กเคยสอนหลายครั้งแล้วว่าความบาปไม่ใช่เรื่อง”เซอร์ไพรส์” แต่มันจะก่อร่างสร้างขึ้นทีละน้อย  บ่มเพาะจากจุดเล็กๆจนเติบโตเป็นบาปที่ใหญ่โตลุกลามขยายเป็นวงกว้าง   ดังนั้น พระเจ้าจึงสอนให้เรารีบไปเคลียร์ความขัดแย้งทุกอย่างกับพี่น้องเสียก่อน   เพราะสำหรับพระเจ้า..ความรักสำคัญที่สุด  ถ้ายังไม่รัก..ไม่ให้อภัยพี่น้อง..ไม่แก้ไขท่าทีภายใน  เครื่องบูชาหรือพิธีกรรมภายนอกมันก็ช่วยเราไม่ได้  และถ้าไม่ยอมไปเคลียร์ แปลว่า..”เราเย่อหยิ่ง” 
ในเรื่องนี้ คนทั่วไป..เป็นกันเยอะ  ชอบจัง..เน้นแต่พิธีกรรมหรือแก้ไขกันแต่เพียงภายนอก  อย่างพ่อแม่หลายๆคนที่ลูกเกเรหรือทะเลาะกับลูกบ่อย..ก็จะชอบเอาลูกไปรดน้ำอะไรบางอย่าง หรือไปเข้าคอร์สทำสมาธิอะไรต่างๆ  แล้วหวังจะให้ความสัมพันธ์กับลูกดีขึ้น  น้าตุ๊กไม่ได้บอกว่าการมีสมาธิไม่ดี..ไม่ใช่  แต่มันไม่ตอบโจทย์หรอก   เพราะคุณยังไม่ได้เคลียร์ปัญหาในหัวใจ..(ของลูก)  และไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์แบบไหนหรือกับใคร..เราต้องทำแบบที่พระเยซูสอน คือ นั่งลงแล้วคุยกันอย่าง ”ถ่อมใจ”  บางทีเหตุผลก็ยังไม่สำคัญเท่ากับ”การถ่อมใจ”  อะไรที่เราผิด..ต้องสำนึกและขอโทษ  อย่ามาอีโก้แบบชั้นเป็นใคร..เธอเป็นใคร ชั้นเป็นแม่..หรือชั้นแก่กว่า แกต้องมาง้อชั้น..”อย่า ! ” อย่าทำ
ดู มัทธิว 5:25-26  ข้อนี้ก็อยากสอนมาก  ถึงตอนนี้..เรื่องอย่างงี้ อาจจะยังดูห่างไกลกับเด็กๆ  แต่น้าตุ๊กเชื่อว่า..บางทีโตขึ้นไปเด็กๆอาจจะต้องเกี่ยวข้องกับมัน  พระเยซูบอก  ”..จงปรองดองกับคู่ความโดยเร็ว”  คำว่า”คู่ความ” หมายถึง ทุกคนที่เราเข้าไปมีกรณีพิพาทย์กับด้วย..ไม่ว่าจะเรื่องอะไร..โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม  อาจจะแค่พูดจากระทบกระทั่ง..หรือเหยียบเท้ากัน  เรื่องใหญ่หน่อยก็ตัวอย่างเช่น เรื่องหนี้สินเงินทองหรือขับรถไปเฉี่ยวชนกัน อะไรต่างๆเหล่านี้..ใช่หมด   พระเจ้าสั่งว่า..”จงปรองดอง”  ปรองดองแปลว่า”พยายามทำให้ทุกอย่างสงบ..อย่ามีปัญหา..อย่าใช้อารมณ์” 
ยกตัวอย่าง เรื่องรถชนก่อน..ไม่ว่าจะเราผิดหรือเขาผิด พอชนปุ๊บ!ทำไง..(บางคนลงไปว่าเขาเลย..”ขับรถยังไงเนี่ย...จะรีบไปตายรึไง  ถ้าอีกฝ่ายใจร้อนก็ยิงกันตายไปเลย..สมัยนี้” จริงมั๊ยคะ)  คือ ไม่ว่าจะเราผิดหรือเขาผิด  จำไว้..พอชนปุ๊บ! ให้ลงไปขอโทษนะคร๊าบ เป็นอะไรมั๊ยครับ  แล้วถ้ามีประกันก็ว่ากันไป  ยังไงก็ให้พูดจาแบบถ่อมใจปรองดองกับเขาไว้..ตามที่พระเยซูสอน   
อีกเรื่องที่อยากจะยกตัวอย่าง ก็คือ เวลาที่“เป็นหนี้เขา”  ในชีวิตความเป็นจริง  “ปกติ”แล้ว..ไม่มีใครอยากเป็นหนี้  (ที่ไม่ปกติเราไม่พูดถึง) ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจอีกเหมือนกัน ..ที่วันนึงเราอาจจะต้องไปอยู่ในสถานะที่”เป็นหนี้” ..และถ้าเราเป็นหนี้เขา..พระเยซูบอก “จงปรองดองกับคู่กรณี”...ทำไง   เป็นหนี้เขา จำไว้ !..ถ้ามีเงิน”ต้องใช้หนี้ก่อน”ไม่ใช่เอาไปใช้ฟุ่มเฟือยก่อน  น้าตุ๊กเห็นมาเยอะมาก  ยังเป็นหนี้อยู่  แต่พอมีเงินแทนที่จะใช้หนี้..เปล่า เอาไปซื้อรถ..ซื้อมือถือ..นู้นนี้นั้น  แต่ ! ไม่ใช้หนี้ หรือไม่ก็ใช้แค่บางส่วน..แบบนี้อย่าทำ  เพราะลองคิดดู  ถ้าเราเป็นเจ้าหนี้เราจะรู้สึกยังไง..ที่ลูกหนี้ทำแบบนี้
ที่นี้ ถ้ากรณี..เป็นหนี้  แล้วยังไม่มีเงินใช้เขา  เราควรทำไง..ก็ไม่ได้หลุดคอนเซ็ปต์ของพระเยซูเลย  “จงปรองดองกับคู่ความโดยเร็ว..” ..ต้องรีบไปเลย..ไปหาเจ้าหนี้ขอผ่อนผัน..ขอความเมตตา  ไปหาเขาก่อน..อย่ารอให้เขาเป็นฝ่ายมาหาเรา  อย่าทำเฉย  หายหน้า..หายตา   ปิดมือถือติดต่อไม่ได้..ไม่เอานะคะ..อย่าทำ  เพราะมันจะ”บันดาลโทสะ”ให้กับคนที่เป็นเจ้าหนี้  ถ้าเราพิจารณาดูให้ดีจะรู้ว่า..ปัญหาหนี้สินที่ถึงขั้นต้องฟ้องร้องขึ้นศาลหรือแม้แต่ฆ่ากันตายไปเลยเนี่ย  ส่วนใหญ่แล้วเกิดขึ้นเพราะเจ้าหนี้เขา”บันดาลโทสะ” ก็คือ ลูกหนี้มันทำให้โมโห..โทรไปไม่รับ..บ่ายเบี่ยงเจตนาไม่ดี  หรือบางทีก็พูดจาหาเรื่อง..หาเรื่องจะไม่ใช้หนี้   เขาก็เลยต้อง..”..อายัดเราไว้กับผู้พิพากษา แล้วคราวนี้ล่ะ..เราต้องจ่ายหนี้ทั้งหมดทันที..ตามที่พระคำภีร์บอกไว้  ไม่มีก็ต้องไปหามา  เดือดร้อนญาติโกโหติกา  เพราะถ้าไม่ทำอย่างนั้น..เขาก็จะขังเราไว้ในเรือนจำ”..แบบที่พระเยซูบอกเลย  
จำไว้นะคะเด็กๆ ไม่มีเจ้าหนี้คนไหนหรอก..ที่ลูกหนี้มาขอเคลียร์ด้วยเจตนาดี..ตั้งใจดีแล้วเขาจะไม่อลุ่มอล่วยให้  ยิ่งเรามีพระเจ้าด้วยแล้ว..ไม่ต้องกลัว  ถ้าเราเจตนาดีซะอย่าง..เจ้าหนี้ต้องให้โอกาสเราแน่นอน
ดู มัทธิว 5:27-28  นี่ก็เป็นอีกข้อที่บันทึกไว้ในพระบัญญัติทางโมเสส   พระเยซูบอก..พวกเราคงเคยได้ยินแต่คำสอนที่บอกว่า“..อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา  ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่า ผู้ใดมองผู้หญิง (สมัยนี้น่าจะรวมถึงผู้หญิงที่มองผู้ชายด้วย) ด้วยใจไม่บริสุทธิ์  ก็ถือว่าล่วงประเวณีแล้ว”  ข้อนี้ แสดงให้เห็นชัดเจนว่ามาตรฐานของพระเจ้า คือ “แค่คิดก็ผิดแล้ว” ชาวยิวโบราณหรือแม้แต่คนทั่วไป อาจจะถือว่า..ถ้าแค่มองแล้วแอบคิด..คงไม่ผิดอะไร  ก็ยังไม่ได้ลงมือทำ  แต่พระเยซูบอก..ไม่ใช่ “เพราะ แค่คุณคิดก็ถือว่าทำบาปแล้ว”  พระองค์ถึงต้องมาตายที่ไม้กางเขนเพื่อแบกรับ..สิ่งที่เกินกว่ากำลังของเรา  พระองค์รู้ดีว่าไม่มีใครเลย..ที่จะไม่เคย”คิดชั่ว”  แล้วก็ทำตามกฎได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์  เพราะมาตรฐานของพระเจ้าสูงมาก..แค่คิดก็ไม่ได้..คิดไม่ดีก็บาปแล้ว  (ทีนี้ เห็นภาพรึยังว่าเราต้องการพระเยซูมากแค่ไหน..)
ดู มัทธิว 5:29-30 “..ถ้าตาขวาของท่านทำให้ท่านหลงผิด จงควักออกและโยนมันทิ้ง..” หรือ “ถ้ามือข้างขวาของท่านทำให้ท่านหลงผิด จงตัดมันทิ้งไป”....ฟังดูรุนแรงน่ากลัวมาก  แต่ความหมายในข้อนี้  จริงๆน้าตุ๊กคิดว่า..พระเยซูทรงตั้งใจจะบอกเราว่า “อย่ายอมออมชอมให้กับความบาป”  แล้วถ้าเราจะหลีกเลี่ยงการทำบาป   บางครั้ง เราต้องยอมตัดบางสิ่งในชีวิตทิ้งไป เช่น ตัดความสัมพันธ์กับบางคน  ถ้าอยู่ใกล้ใครแล้วใจคอยแต่จะล่วงประเวณี..ก็อย่าไปใกล้เขา   ถ้าอยู่ใกล้เพื่อนคนไหนหรือกลุ่มไหนแล้วคอยแต่จะพากันเที่ยวกลางคืน..ก็ต้องเลิกคบไป (ตัดทิ้งไป)   หรือะไรก็ตามที่มันเป็นตัวฉุดรั้งให้เรา..ห่างจากพระเจ้า..ไม่อยู่ในทางของพระองค์..เราต้องตัดมันทิ้งไป   อย่าเอาตัวเข้าไปอยู่ในความเสี่ยง..สถานการณ์ที่เสี่ยงหรือเอื้อต่อการทำบาป  นี่คือ ความหมาย..ที่พระเยซูบอกเราในข้อนี้   เพราะการเสียอวัยวะไปอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ การยอมข่มใจตัดบางอย่างออกไปจากชีวิต..มันก็ดีกว่าที่ทั้งตัวของเราต้องถูกทิ้งลงนรกไป  เพราะทำบาปต่อพระเจ้า 
ดู มัทธิว 5:31-32  ...ในบัญญัติเดิมของโมเสส  มีบันทึกเกี่ยวกับการหย่าร้าง  ที่เหมือนจะอนุญาตให้หย่ากันได้  แต่ต้องทำหนังสือให้เรียบร้อย..ประมาณนั้น  แต่พระเยซูบอก “ผู้ใดจะหย่าภรรยา เพราะเหตุอื่นนอกจากการมีชู้ ก็เท่ากับว่าผู้นั้นทำให้หญิงนั้นล่วงประเวณี และถ้าใครจะรับหญิงซึ่งหย่าแล้วเช่นนั้นมาเป็นภรรยา ผู้นั้นก็ล่วงประเวณีด้วย”....พระเยซูไม่ได้ค้านหรือขัดแย้งกับพระบัญญัตินะคะ  พระองค์แค่ไม่อยากให้ใครเอากฎข้อนี้มาอ้าง..เพื่อที่จะหย่าร้างกันตามสบาย   นึกอยากจะแต่ง..ก็แต่ง  นึกอยากจะหย่า..ก็หย่า..ไม่ได้   เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญและมีผลกระทบต่อภาพรวม   ทุกสังคมตลอดจนชาติบ้านเมืองจะมั่นคงหรือไม่..ก็ขึ้นอยู่กับสถาบันครอบครัวเป็นหลัก   ถ้าแค่ทำหนังสือแล้วก็หย่ากันได้.. ความอดทนซึ่งกันและกันจะอยู่ตรงไหน.. คนของพระเจ้าจะต่างกับคนอื่นยังไง..จะเรียกว่าเป็นแสงสว่างมั๊ย  ในเมื่อสถาบันครอบครัวที่ได้ชื่อว่าสำคัญที่สุด..คุณยังล้มเหลว   พระเยซูถึงตรัสชัดเจนว่าพระองค์ไม่สนับสนุนให้ใครหย่าร้างกัน  ตอนเลือก..ไม่เลือกให้ดีก็ต้องกินผลไป..ยังไงคริสเตียนก็ต้องอดทนและเปลี่ยนแปลง
ดู มัทธิว 5:34-37  “..อย่าปฏิญาณเลย ไม่ว่าจะอ้างถึงสวรรค์หรือจะอ้างถึงแผ่นดินโลกก็ดี  อย่าปฏิญาณโดยอ้างถึงศีรษะของตน เพราะท่านจะกระทำให้ผมขาวหรือดำไปสักเส้นหนึ่งก็ไม่ได้  จริงก็จงว่าจริง ไม่ก็ว่าไม่ พูดแค่นี้ก็พอแล้ว”  คือ ในสมัยพระคำภีร์เนี่ย..คนอิสราเอลรู้สึกว่าการสาบานโดยออกพระนามพระเจ้า..จะทำให้คำพูดมีน้ำหนักขึ้น  แต่พระเยซูทรงให้ความสำคัญกับท่าทีในใจ  พระองค์สอนว่า “เราต้องพูดความจริงเสมอ” โดยไม่ต้องสาบาน เพราะในยุคพระคุณนี้ตัวเราเป็นพระวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์  เราจะพูดหรือทำอะไรพระวิญญาณที่สถิตกับเราทรงเป็นพยานอยู่แล้ว  เพราะงั้น ไม่จำเป็นต้องชักแม่น้ำทั้งห้า  อ้างดิน..อ้างฟ้า ให้มันเยอะแยะเหมือนคนที่ไม่มีพระเจ้าเขาชอบทำกัน..”การไปสาบานต่อหน้านามไหนๆ เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ”..ไม่จำเป็นสำหรับคริสเตียน    เพราะเรามีพระวิญญาณอยู่ด้วย  เครดิตร์แค่นั้นมากพอแล้ว
ดู มัทธิว 5:38-40  ในบัญญัติของโมเสสบอก “ตาแทนตา และฟันแทนฟัน”..กฎพวกนี้  จริงๆแล้วค่อนข้างจำเป็นนะคะในสมัยของโมเสส  เพราะผู้คนยังค่อนข้างป่าเถื่อน  คำว่า”ตาแทนตา  ฟันแทนฟัน” ในบริบทนี้ เล็งถึงการพิพากษาคดีแบบยุติธรรม  ซึ่งเป็นหลักเกฎฑ์ของกฎหมายที่พระเจ้าให้ไว้ทางโมเสส  เพื่อจำกัดขอบเขตไม่ให้มนุษย์แก้แค้นกัน..เกินกว่าที่ถูกกระทำ 
แต่พระเยซูสอนเราว่า “อย่าต่อสู้คนชั่ว ถ้าผู้ใดตบแก้มขวา..ก็จงหันแก้มอีกข้างหนึ่งให้เขาด้วย”   ..ไหวมั๊ย  ต้องไหวนะ หรือ “ใครฟ้องศาลเพื่อจะริบเอาเสื้อของท่าน ก็ให้เสื้อคลุมแก่เขา..แถมไปด้วยเลย”.... ความหมายในข้อนี้ คือ ไม่ใช่แค่..ไม่ให้แก้แค้น  แต่ต้องยกโทษให้เขาด้วย   เพราะถ้าไม่ยกโทษให้จะมีใจแถมเสื้อคลุมให้เขามั๊ยล่ะ      น้าตุ๊กว่าคำสอนของพระเยซูในข้อนี้..เป็นแท็กซ์ติก ของพระองค์ในการที่จะละลายความโกรธหรือความแข็งกระด้างในหัวใจของมนุษย์..ด้วยการสั่งให้เรา..ให้ออกไป  เพราะการให้เป็นผลของความรัก  โดยเฉพอย่างยิ่ง”การให้อภัย”  จริงอยู่ ที่บางครั้งเราอาจจะให้โดยที่ไม่รักก็ได้  แต่ยังไงก็ตาม “การให้” ก็มีอานุภาพในการที่จะหลอมหัวใจมนุษย์ให้อ่อนโยนลงได้..ไม่ว่าจะให้อะไรก็ตาม   ดังนั้น การยื่นแก้มอีกข้างให้ตบหรือการแถมเสื้อคลุมให้เขา..ในบริบทนี้จึงเล็งถึงการ”ให้อภัย”   เราอาจจะไม่สามารถแถมอย่างงี้หรือทำอย่างงี้ในสถานการณ์จริง  แต่ขอให้เราเข้าใจความหมายที่แท้จริงที่พระเยซูพยายามบอกเรานะคะ
    หมดเวลาแล้วค่ะ พบกันใหม่สัปดาห์หน้านะคะ ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ

วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556

หนังสือ “มัทธิว” ครั้งที่ 2


คราวที่แล้ว เรามาถึงเรื่องราวของ”ยอห์น” ผู้ให้บัพติศมา  พระคำภีร์บอกว่าพระเจ้าทรงเตรียมยอห์นและกำหนดบทบาทของเขาไว้ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่  พระองค์ส่งทูตสวรรค์มาบอกกับพ่อของยอห์นว่า..ยอห์นจะเกิดมาเป็นนาศีร์  และจะเป็นผู้รับใช้พระเจ้าที่ยิ่งใหญ่มาก  เมื่อยอห์นโตขึ้นเขาไปใช้ชีวิตในถิ่นทุรกันดาร คือ อยู่ตามป่าเขาลำเนาไพร  กินจักจั่นกับน้ำผึ้งป่า  เรียกว่าอยู่ง่าย..กินง่าย  ฝึกฝนตัวเอง.. รอเวลาที่พระเจ้าจะเรียกเขาออกมา    แล้วในที่สุด เมื่อยอห์นอายุประมาณ 30 ในราว คศ. 26  พระเจ้าก็ทรงเร้าใจ..ว่าถึงเวลาแล้วที่ยอห์นจะออกมารับใช้พระองค์ด้วยการประกาศข่าวดี  เทศนา พร้อมทั้งให้บัพติศมาผู้คนที่เชื่อและกลับใจใหม่
ดู ลูกา 3:7  ยอห์นเปิดฉากการเทศนาขณะที่ให้บัพติศมาว่า “..เจ้าชาติงูร้าย  ใครเตือนเจ้าให้หนีจากพระอาชญาที่จะมาถึง”  มีใครกล้าประกาศเหมือนยอห์นมั๊ย..น้าตุ๊กไม่กล้า โผล่มา..ก็ด่าเขาเลย  แต่ปรากฎว่า  ประชาชนส่วนใหญ่กลับใจเชื่อฟังยอห์น  เนี่ย..เห็นมะ  ถ้ามาจากพระเจ้านะ..พูดยังไงเขาก็เชื่อ  เราต้องเข้าใจอารมณ์ของคนอิสราเอลในเวลานั้นด้วยว่า “พวกเขาไม่ได้ยินเสียงของพระเจ้ามานานมากแล้ว  ตั้งแต่พระคำภีร์เดิมสิ้นสุดลงที่หนังสือมาลาคี  เป็นเวลาราว 400 ปีที่พระเจ้าไม่ตรัสเลย    จนถึงวันนี้..ที่ยอห์นถูกเรียกออกมารับใช้  ก็นับเป็นครั้งแรกที่คนอิสราเอลได้ยินเสียงพระเจ้าอีกครั้ง   และทั้งที่ยอห์นพูดขวานผ่าซากขนาดนี้  แต่คนอิสราเอลจำนวนมากก็กลับใหม่ทันทีที่ได้ยินยอห์นประกาศ  เพราะไร..ยอห์นเต็มล้นด้วยพระวิญญาณ  (ลูกา 1:17) .. เขาจะรับใช้ด้วยฤทธิ์เดชอย่างเอลียาห์ คือ เต็มไปด้วยสิทธิอำนาจที่มาจากพระเจ้า  ผู้ที่จะรับใช้แล้วเกิดผลอย่างมากมาย..ต้องรับใช้ด้วย”สิทธิอำนาจที่มาจากพระเจ้า” จะทำอะไรตามใจตัวเอง..ไม่ได้  เด็กๆจำไว้ ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม  ถ้าใจเราโฟกัสที่เรี่ยวแรงกำลังหรือสติปัญญาของตัวเอง..มันจะไปไม่ถึงไหนหรอก  แต่ถ้าเราโฟกัสที่จะพึ่งพาพระเจ้า..เคลื่อนไปโดยอาศัยพระวิญญาณบริสุทธิ์..เราจะไปได้ตลอดรอดฝั่ง..เสมอ 
ดู ลูกา 3:8-9  ..อย่านึกเหมาในใจว่าตัวเองเป็นลูกหลานของอับราฮัม..ผู้ที่พระเจ้าสัญญาว่าจะให้รับพระพร  แล้วจะทำตัวชั่วช้าเลวทรามยังไงก็ได้..ไม่ใช่  “..พระเจ้าทรงฤทธิ์สามารถจะให้บุตรเกิดขึ้นกับอับราฮัมจากก้อนหินเหล่านี้ได้”  ..อับราฮัมเป็นที่โปรดปรานก็จริง  แต่อับราฮัมใช่จะช่วยได้ทุกอย่าง  เขาเป็นผู้ที่พระเจ้าเลือก..และความจริงก็คือ พระเจ้าเลือกใครก็ได้  ถูกมั๊ยคะ  พระเจ้าถึงบอกว่า “พระองค์จะเสกพงศ์พันธ์ของอับราฮัมให้ออกมาจากก้อนหิน..ก็ยังได้”  
ข้อที่ 9 บอก.. “ขวานวางไว้ที่โคนต้นไม้แล้ว..” หมายถึง เวลาแห่งการพิพากษามาถึงแล้ว “ และทุกต้นที่ไม่เกิดผลดีจะต้องตัดแล้วโยนทิ้งในเตาไฟ” ..ถามว่าข้อนี้วัดกันตรงไหน  เกิดผล กับ ไม่เกิดผล..วัดกันตรงไหน  ก็ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ไง..ที่จะเป็นบรรทัดฐาน  ประชาชนได้ยินการประกาศของยอห์นแล้ว  กลับใจเชื่อหรือไม่..นั่นแหละ คือ สิ่งที่จะแยกมนุษย์ออกเป็น 2 ฝ่าย  ผู้ที่เชื่อก็นับเป็นต้นที่เกิดผลดี  แต่ถ้าไม่เชื่อ..ก็ถึงเวลาที่จะต้องตัดและโยนทิ้งลงบึงไฟนรกไป
ดู ลูกา 3:10-13 “ประชาชนถามยอห์นว่า..แล้วพวกเขาต้องทำยังไงอีก..”  ยอห์นบอก “ใครที่มีเสื้อผ้าและอาหารอย่างเพียงพอ.. ก็ให้แบ่งให้คนที่ไม่มี  ส่วนพวกที่เก็บภาษี..ก็อย่าขูดรีดมากนัก  ข้อที่ 14 บอกว่า..ฝ่ายพวกทหารก็ถามยอห์นด้วย..ว่าพวกเขาต้องทำไง ยอห์นบอก “อย่ากรรโชก อย่าใส่ความเพื่อเอาเงิน แต่จงพอใจในค่าจ้างของตัวเอง” ข้อนี้แสดงให้เห็นว่า การคอรัปชั่น มีมานานมากละ..ตั้งแต่สมัยพระเยซูแล้ว  แล้วถ้าสังเกตุให้ดี..เราจะเห็นว่า ยอห์นไม่ได้สอนเรื่องใหม่เลย  ยอห์นเน้นย้ำให้ประชาชนเคร่งครัดที่จะทำตามบัญญัติของโมเสส  ทุกข้อที่ยอห์นสอนไป..ไม่มีอะไรใหม่  เป็นเรื่องที่พระเจ้าสั่งไว้แล้วทั้งหมด
ข้อที่ 15 บอกว่า “เมื่อคนทั้งหลายกำลังคอยพระคริสต์อยู่ และได้ใคร่ครวญถึงยอห์นว่า ตัวท่านเป็นพระคริสต์หรือมิใช่”  คือ ผู้คนที่ตอบสนองต่อการประกาศของยอห์น  ส่วนใหญ่คิดว่า..ยอห์นคือ “พระคริสต์”  เพราะด้วยคำสอนและสิทธิอำนาจที่มาจากพระเจ้า..ประชาชนส่วนใหญ่เลยคิดว่ายอห์นคือพระเมสสิยาห์ที่จะมาช่วยปลดปล่อยพวกเขา..ปลดปล่อยจากอะไร ? คนยิวส่วนใหญ่คิดว่า”พระคริสต์”จะช่วยปลดปล่อยพวกเขาให้ป็นอิสระจากมหาอำนาจ..ไม่ต้องตกเป็นเมืองขึ้นของใคร..เขาคิดแค่นั้น  เพราะเด็กๆต้องเข้าใจว่า..ตั้งแต่ที่อาณาจักรยูดาห์ล่มสลายไป  อิสราเอลก็ไม่เคยมีเสถียรภาพอีกเลย..เป็นเหมือนลูกบอลที่เขาส่งลูกกันไปมา  ใครขึ้นมาเป็นใหญ่..ก็จะได้อิสราเอลไปครองด้วย..เสมอ  เพราะงั้น “พระคริสต์”ที่พระเจ้าสัญญาว่าจะประทานให้..ตามความรู้สึกของคนยิว คือ ผู้ที่จะมาช่วยปลดปล่อย..ให้ประเทศอิสราเอลได้เป็นอิสระจากมหาอำนาจอีกครั้งนึง  ซึ่งขณะนั้น..ก็หมายถึง อาณาจักรโรม 
ดู ลูกา 3:16-17 เมื่อถูกถามว่า “ยอห์น นั้นเป็นพระคริสต์ใช่หรือไม่” ยอห์นบอก..ไม่ใช่ เขาเป็นแค่”ผู้เตรียมทาง หรือ แค่เพื่อนเจ้าบ่าวเท่านั้น..ไม่ใช่ตัวจริง” แต่จะมีอีกพระองค์หนึ่ง..ที่ทรงฤทธิ์ยิ่งใหญ่กว่าจะเสด็จมา  ซึ่งเขาไม่คู่ควรแม้แต่จะแตะต้องฉลองพระบาทของพระองค์  ยอห์นบอก..”เขาให้บัพติศมาด้วยน้ำ แต่พระองค์จะทรงให้เจ้าทั้งหลายรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และด้วยไฟ” ..การบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ยอห์นพูดถึงครั้งนั้น  เล็งถึงเหตุการณ์อนาคตที่จะเกิดขึ้นในวันเพ็นเทคอสต์   ข้อที่ 17 บอกว่า “พระหัตถ์ของพระองค์ถือพลั่วพร้อมแล้วเพื่อจะทรงชำระลานข้าวของพระองค์ให้ทั่ว และเพื่อจะเก็บ”ข้าว”ไว้ในยุ้งฉางของพระองค์ แต่พระองค์จะทรงเผา”แกลบ”ด้วยไฟที่ไม่รู้ดับ" ในข้อนี้ ก็มีอยู่ 2 อย่าง คือ ไม่เป็นข้าว ก็เป็นแกลบ..พลั่วก็คือ อุปกรณ์ที่เขาใช้ในการตักข้าวเปลือกโยนไปในอากาศ  เพื่อให้แกลบพัดไปตามลม   ส่วนเมล็ดข้าวที่ใช้การได้ก็จะตกลงบนพื้น  อันนี้เป็นวิธีแยกแกลบออกจากข้าว  ซึ่งเป็นหมายสำคัญ  เล็งถึงการที่พระเจ้าจะคัดแยกคนของพระองค์ออกมา..เอาไปเก็บในยุ้งฉาง  หมายถึง.. พาไปอยู่ที่ที่พระองค์เตรียมไว้ คือ อาณาจักรสวรรค์  ส่วนแกลบ เอาไปทำไร..เอาไปเผาไฟ  นี่ก็เล็งถึงการพิพากษาที่จะมาถึงคนที่ไม่เชื่อในพระคริสต์..ที่กำลังเสด็จมา  กลับมาที่..
มัทธิว 3:13-15 ในที่สุด ก็ถึงเวลาที่พระเยซูคริสต์เสด็จมาหายอห์น..ที่ลุ่มน้ำจอร์แดน  ข้อนี้ บอกว่า พระองค์เสด็จมาจากแคว้นกาลิลี..มาหายอห์นเพื่อ”รับบัพติศมา” จากท่าน  และเมื่อยอห์นเห็นพระเยซูปั๊บ ! เขารู้ทันทีว่าพระองค์ คือ พระคริสต์  ยอห์นรู้ทันทีว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเขาตอนนั้น คือ พระเมสสิยาห์ที่ทุกคนรอคอย  ข้อที่ 14 บอก..ยอห์นจึงทูลห้ามพระเยซู บอกว่า “..ควรหรือที่พระองค์จะเสด็จมาหาและรับบัพติศมาจากข้าพระองค์” คือ ยอห์นรู้สึกว่าเขาไม่คู่ควรที่จะเป็นผู้ให้บัพติศมาแก่พระเยซู  เพราะพระองค์สูงส่งกว่าเขา..อย่างเทียบไม่ได้เลย  ยอห์นคิดว่าเขาต่างหาก..ที่น่าจะเป็นฝ่ายรับบัพติศมาจากพระองค์    แต่พระเยซูตรัสกับยอห์นว่า “บัดนี้ จงยอมเถิด เพราะสมควรที่เราทั้งหลายจะกระทำสิ่งชอบธรรมทุกประการ”..พระเยซูทรงสำแดงให้เราเห็นชัดเจน..ว่า อะไรที่พระเจ้าสั่งให้ทำ..ก็จงทำ  โดยไม่มีข้อแม้   เพราะขนาดพระองค์เองผู้เป็นพระเจ้าก็ยังทรงถ่อมใจลงเชื่อฟังและทำตามให้เราเห็นเป็นตัวอย่าง  และเมื่อพระองค์ยืนยันอย่างนั้น  ยอห์นจึงให้บัพติศมาแก่พระเยซู    จากนั้น ข้อที่ 16 บอกว่า “ครั้นพระองค์ทรงรับบัพติศมาแล้ว..เสด็จขึ้นจากน้ำ  ทันใดนั้น ท้องฟ้าก็แหวกออก และพระองค์ได้ทรงเห็นพระวิญญาณของพระเจ้าดุจนกพิราบลงมาสถิตอยู่บนพระองค์”..พร้อมทั้งมีเสียงตรัสจากฟ้าสวรรค์ว่า “ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเราและเราชอบใจท่านมาก  อันนี้คือ หมายสำคัญที่เป็นการยืนยันจากพระเจ้า..และพระวิญญาณบริสุทธิ์ด้วย..ว่าพระเยซูคือพระบุตรองค์นั้นที่เสด็จมาเพื่อไถ่บาปให้กับเรา
ดู มัทธิว 4:1-4  ข้อนี้ เป็นช่วงที่พระเยซูถูกมารทดลอง  พระคำภีร์บอกชัดเจนว่า“..พระวิญญาณทรงนำพระองค์เข้าไปในถิ่นทุรกันดาร..” พระวิญญาณ”เป็นผู้ที่นำพระเยซู..ไม่ใช่มารนะคะ  อันนี้ก็ทำให้เรารู้ว่าการทดลองทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้นกับเรา  “พระเจ้า”เท่านั้น ที่สามารถอนุญาตให้เกิดขึ้น..  มารไม่มีสิทธิ์มาควบคุมชีวิตเรา   มันเป็นได้อย่างมากก็แค่เครื่องมือ..ที่พระเจ้าใช้ให้มาทดลองเรา..เหมือนกับที่มันกำลังทดลองพระเยซูอยู่ตอนนี้  
พระวิญญาณนำพระเยซูเข้าไปอยู่ในถิ่นทุรกันดาร  อันนี้คือ ถิ่นทุรกันดาร”ยูเดีย”..ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของเยรูซาเล็ม    เมื่อทรงอดอาหาร 40 วัน 40 คืน แล้ว..มารก็มาทดสอบพระองค์ บอกว่า..”ถ้าพระองค์เป็นพระบุตรพระเจ้าจริง ก็เสกให้ก้อนหินพวกนี้กลายเป็นอาหารสิ” พระเยซูตอบมารว่า “พระคัมภีร์เขียนไว้ว่า `มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารสิ่งเดียวหามิได้ แต่บำรุงด้วยพระวจนะทุกคำซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า” 
เราเคยเรียนกันหลายครั้งแล้วถึงตอนที่พระเยซูถูกมารทดลองนี้  และพระองค์ก็ไม่บาป..พระองค์ชนะการทดลองคือสอบผ่านตลอด  แต่ประเด็นที่น้าตุ๊กอยากชี้ให้เห็นในข้อนี้ก็คือ  ที่พระองค์ไม่บาป..หลายคนอาจแอบคิดว่า  ใช่สิ..ก็พระองค์เป็นพระเจ้านี่  เลยเอาชนะความบาปได้   อันนี้..  เข้าใจผิด  ความจริงคือ เมื่อพระองค์มาเกิดเป็นมนุษย์..พระองค์ทรงอยู่สภาพเดียวกับเรา 100%   สังเกตดูดีๆข้อนี้ บอกว่า..เมื่ออดอาหารแล้วพระองค์ทรง”อยากพระกระยาหาร”  แปลว่า “หิว” พระเยซู หิวเป็น เหนื่อยเป็น เจ็บเป็น ร้อน..หนาว และที่สำคัญมีวาระที่พระองค์”กลัว”  แต่ความกลัวของพระองค์ต่างกับความกลัวของมนุษย์  ความกลัวของมนุษย์เกิดขึ้นเพราะ..มนุษย์ไม่สามารถกำหนดผลลัพธ์สุดท้ายของแต่ละสถานการณ์ได้  ถ้าเขาเหล่านั้นสามารถกำหนดรูปแบบความเลวร้ายที่สุดของผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นได้  ความกลัวจะลดน้อยลงหรือหายไปทันที   ดังนั้น แท้จริงแล้ว มนุษย์”กลัว” สิ่งที่ควบคุมไม่ได้ต่างหาก..หาใช่สถานการณ์เลวร้ายไม่   และสาเหตุที่เป็นอย่างนี้  ก็ต่อเนื่องจากที่มนุษย์ตกลงไปในความบาปตั้งแต่ปฐมกาล..เพราะไม่เชื่อฟังพระเจ้าแต่อยากจะเป็นผู้ควบคุมซะเอง  แต่ความกลัวของพระเยซูนั้น..เป็นเพราะพระองค์รู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น..และบทสรุปสุดท้ายจะเป็นยังไง  พระองค์วางใจในพระบิดาเต็มเปี่ยม   แต่ณ.จุดนั้นเนื้อหนังความรู้สึกแบบมนุษย์ที่มีอยู่ในพระองค์ครบถ้วน..มันทำงานอย่างเต็มขนาดอย่าง ดู มัทธิว 4:5-7  แล้วมารก็ทดลองพระเยซูอีก  โดยนำพระองค์ไปประทับบนยอดหลังคาพระวิหาร..พระวิหารนี้ เป็นวิหารที่ก.เฮโรดใหม่สร้างขึ้นบนรากของวิหารที่ซาโลมอนสร้างไว้  จากพื้นถึงหลังคาก็สูงประมาณตึก 15 ชั้น  มารบอกพระเยซูว่า ”ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า ก็กระโดดลงไปเถิด พระเจ้าจะรับสั่งให้เหล่าทูตสวรรค์ให้เอามือประคองชูท่านไว้..” พระเยซูตอบมารว่า “พระคัมภีร์มีเขียนไว้อีกว่า `อย่าทดลององค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่าน”  สังเกตุดูนะคะพระเยซูจะอ้างพระคำภีร์ทุกครั้งในการตอบโต้กับมาร  อันนี้ก็เป็นบทเรียนของเราในการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะสถานการณ์แบบไหน..คำตอบของเราต้องอยู่ใน”พระคำภีร์” เสมอ
แล้วคำว่าอย่าทดลององค์พระผู้เป็นเจ้า..มนุษย์ทุกคนต้องจำไว้ให้ดี มีหลายครั้งที่น้าตุ๊กเคยได้ยินคำพูดประมาณว่า “ถ้าพระเจ้ามีจริง ก็ต้องทำ 1..2..3..4  ได้สิ หรือถ้าจะให้เชื่อก็ต้องให้ชั้น...(ได้อย่างที่ต้องการ)  ถามหน่อย..ถ้าต้องให้ตามที่เรียกร้องเพื่อให้เธอเชื่อ..แล้วตกลงใครใหญ่         เพราะนั่นมันวิธีที่คนไม่มีพระเจ้าเขาใช้เรียกร้องกับพระของเขา..ถูกมะ แต่พระเจ้าของเรา..ไม่ใช่  อะไรดีสำหรับเรา พระองค์รู้หมดแล้ว..พระองค์รู้ดีกว่าเราแน่นอน  ถ้ารู้เท่าๆเราพระองค์จะดูแลชีวิตเรารวมถึงมหาจักรวาลนี้ให้ขับเคลื่อนไปอย่างสมบูรณ์..ไม่ได้หรอก
ดู มัทธิว 4:12-13  พระเยซูทรงเริ่มต้นราชกิจของพระองค์  หลังจากที่ทรงสั่งสอนและให้บัพติศมาผู้คนแถวน.จอร์แดนแล้ว  พระองค์ก็ย้ายไปที่แคว้นกาลิลี   ข้อที่ 18 บอก..ทรงเรียกเปโตรกับอันดรูว์ขณะที่พระเยซูทรงดำเนินอยู่ชายทะเลกาลิลี ก็ทอดพระเนตรเห็นพี่น้องที่เป็นชาวประมงสองคน คือซีโมนหรือที่เรียกว่าเปโตร กับอันดรูว์น้องชายของเขา  พระองค์ตรัสกับเขาว่า "จงตามเรามาเถิด และเราจะตั้งท่านให้เป็นผู้หาคนดั่งหาปลา”  ..เพราะสาวกเหล่านี้ที่พระองค์ตั้งไว้จะพยานในข่าวประเสริฐของพระองค์  พวกเขาจะเป็นผลแรกแห่งคริสตจักรของพระเยซูคริสต์  ที่พระองค์ทรงเจิมไว้ในวันเพนเธคอสต์  (เดี๋ยวเราจะได้เรียนกันต่อไป)  จากนั้น ทรงเรียกยากอบกับยอห์น  ซึ่งตอนนั้นกำลังชุนอวนอยู่ในเรือกับพ่อ  แต่พระคำภีร์บอก..”ในทันใดนั้นเขาทั้งสองก็ละเรือและลาบิดาของเขาตามพระองค์ไป”  ข้อที่ 23 บอกว่า “พระเยซูทรงประกาศในแคว้นกาลิลี  ทรงสั่งสอนและประกาศข่าวประเสริฐ  และยังทรงรักษาโรคภัยไข้เจ็บทุกอย่างของชาวเมืองให้หาย” ทั้งหมดนี้ ก็เป็นราชกิจที่แคว้นกาลิลี
ดู มัทธิว 5:1-5/6-10  ภูเขาที่กล่าวถึงในข้อนี้ ไม่แน่ใจว่าเป็นภูเขาอะไร  แต่ในหนังสือมัทธิว มักจะเอ่ยถึงภูเขาว่าเป็นที่ “อธิฐานและรับการสำแดงจากพระเจ้า”  ก็ลักษณะเดียวกันกับพระคำภีร์เดิมที่พระเจ้าสอนคนอิสราเอลหรือเวลาที่พระองค์จะเรียกโมเสสไปรับการสำแดง..พระองค์ก็จะเรียกให้ขึ้นไป..”บนภูเขา”  และการเทศนาบนภูเขาของพระเยซูก็เจาะจงสำหรับสาวก..ไม่เฉพาะสาวก 12 คน แต่รวมถึงประชาชนที่ติดตามพระองค์ไปเพื่อจะเรียนรู้จากพระองค์ด้วย    สังเกตุคำสอนทั้ง 8 ข้อนี้ เป็นข้อที่มีพระพรพ่วงท้ายเสมอ   พระเยซูใช้คำว่า “ผู้นั้นเป็นสุข” ถึง 8 ครั้ง..เพื่อไร เพื่อที่ที่จะย้ำกับทุกคนว่า..ผู้ที่เข้ามาเชื่อในพระองค์  จะได้พบสันติสุขแท้จริง..อย่างแน่นอน  อย่างเช่น ข้อที่ 3 บอกว่า “บุคคลผู้ใดรู้สึกบกพร่องฝ่ายจิตวิญญาณ ผู้นั้นเป็นสุข เพราะอาณาจักรแห่งสวรรค์เป็นของเขา” ..ข้อนี้  น้าตุ๊กว่า พระเยซูพยายามจะบอกเรา..ว่ามนุษย์ทุกคนไม่มีใครสมบูรณ์พร้อม  เพราะงั้น ใครก็ตามที่คิดว่าตัวเองดีพร้อมแล้ว “นั่นคือมีปัญหา”  คำสอนของพระเยซูจะประมาณนี้  สั้นๆ..ได้ใจความ  และเป็นมาตรฐานของพระเจ้าซึ่ง..ถ้าไม่มีพระเจ้า..ไม่มีความสัมพันธ์กับพระองค์ไม่มีใครทำตามได้แน่นอน  นอกจากเข้ามาพึ่งในพระคุณพระองค์เท่านั้น  ( และประสบการณ์เบื้องลึกในเรื่องนี้ พระวิญญาณบริสุทธิ์จะสอนเด็กๆเอง  ถ้าเด็กๆมีความสัมพันธ์ที่ติดสนิทกับพระองค์)