วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2556

หนังสือ “มัทธิว” ครั้งที่ 1


เชื่อว่า “ท่าน มัทธิว” เป็นผู้เขียน  มัทธิวเป็นหนึ่งในอัครสาวก 12 คนของพระเยซู   และมัทธิวมีอาชีพเป็นคนเก็บภาษี  ซึ่งถ้าจะมองฝ่ายโลก..มัทธิวก็เป็นที่รังเกียจของคนยิวเพราะคนเก็บภาษีในสมัยนั้นได้ชื่อว่า”เป็นคนบาป” ชอบขูดรีดเก็บภาษีเกินพิกัด  เพราะส่วนใหญ่ต้องไปขอสัมปะทานมา  ถ้าไม่เก็บเยอะๆเดี๋ยวจะขาดทุน   ดังนั้น ถ้ามองตรงจุดนี้ก็คือ พระเจ้าทรงเลือกคนที่โลกไม่สมบูรณ์พร้อม  หลายครั้งพระองค์เลือกคนที่โลกประนามว่าเป็นคนไม่ดี   เพราะคนแย่ๆเหล่านี้แหละ..ที่เมื่อพระองค์ทรงขัดเกลาแล้วชนทุกชาติก็จะเห็นพระสิริของพระองค์ได้อย่างชัดเจน  และด้วยความที่มีอาชีพเป็นคนเก็บภาษี   อีกด้านนึงมัทธิวจึงเป็นคนที่ละเอียดรอบคอบ  ทำบัญชี..จดบันทึกได้อย่างถี่ถ้วน   แล้วก็ยังเชี่ยวชาญในภาษากรีกอย่างมาก
ส่วนเวลาที่เขียนก็เชื่อว่า  หนังสือ”มัทธิว” เขียนขึ้นหลังจากที่พระวิหารในเยรูซาเล็มถูกทำลายไปแล้วใน คศ. 70
หนังสือ มัทธิว มีทั้งหมด 28 บท  และรายละเอียดของเนื้อหาหลักแบ่งได้เป็น 5 หัวข้อได้แก่..
1. เรื่องเกี่ยวกับพงศ์พันธ์  การกำเนิดและบ้านเกิดของพระเยซูในวัยเยาว์
2. ราชกิจกับมวลชนในแคว้นกาลิลี
3. ราชกิจกับเหล่าสาวก  และการเตรียมสาวกของพระเยซู
4. ช่วงที่มุ่งสู่กรุงเยรูซาเล็ม  และราชกิจในแคว้นยูเดีย
5. การสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน  มาจนถึงการฟื้นคืนพระชนม์และการบัญชาเหล่าสาวก 
ดู มัทธิวบทที่ 1:1-17  ข้อนี้จะเป็นลำดับพงศ์พันธ์ของพระเยซูคริสต์ที่เราเคยอ่านหลายครั้ง  แล้วก็จำไม่หวาดไม่ไหว   เพราะมีแต่ชื่อที่เรียกยากๆยาวเหยียด   แต่จำไม่ได้ไม่เป็นไร  น้าตุ๊กจะชี้ให้เห็นเฉพาะข้อเด่นๆ  และประเด็นที่น่าสังเกต..
อันแรก คือ ข้อที่ 17 พงศ์พันธ์ของพระคริสต์แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ  โดยนับเป็นกลุ่มละ 14 ช่วงอายุ  กลุ่มแรกนับจาก”อับราฮัม”  จนถึง ก.ดาวิด (14 ชั่วคน)   กลุ่มที่สอง คือ จาก”ดาวิด” ถึงรุ่นที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย (14 ชั่วคน)  และกลุ่มที่สาม นับจากรุ่นที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยที่บาบิโลน  จนถึงพระเยซูตริสต์  (ก็ 14 ชั่วคน)  ดังนั้น มี 3 คนที่น้าตุ๊กอยากพูดถึง
คนแรก คือ อับราฮัม  คือ ต้นตระกูลของพระคริสต์ที่พระเจ้าทรงเลือกไว้  มัทธิวต้องการชี้ให้ชนชาติยิวรู้ว่า  พระเยซูสืบเชื้อสายมาทาง”อับราฮัม”
คนที่สองคือ “ดาวิด”  กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล  ยิ่งใหญ่จริงๆทุกวันนี้ธงประจำชาติอิสราเอลยังคงเป็นรูปดาวดาวิด  และดาวิด คือ ผู้ที่ได้ชื่อว่า ( A man after God’s own heart) แปลว่า “บุรุษผู้กระทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า” (เป็นคนที่พระเจ้าสร้างมาแล้ว..ถูกใจที่สุด)  และในพระคำภีร์เดิม  ดาวิดเป็นเงาของพระเยซูคริสต์  
และสุดท้ายคือ พระเยซู ผู้ซึ่งเป็นพระเมสสิยาห์  เป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่แท้จริงของชาวยิวและมนุษยชาติทั้งปวงด้วย 
สิ่งที่น่าสังเกตในข้อที่ 3-6 คือ มีผู้หญิงอยู่ 5 คนที่พระคำภีร์กล่าวถึงอยู่..ในลำดับพงศ์พันธ์ของพระเยซูคริสต์  คนแรก คือ นางทาร์มา  เปิดไปดู..
ดู ปฐก.38:16-18  จริงๆทาร์มา  เป็นลูกสะใภ้ของยูดาห์..เป็นภรรยาของลูกชายคนโต  แต่อยู่มาสามีของทาร์มาตาย  แล้วธรรมเนียมของยิวก็คือ น้องชายคนถัดไปก็ต้องรับพี่สะใภ้เป็นภรรยา..เพื่อสืบเชื้อสายให้ลูกชายคนโต  แต่เรื่องของเรื่อง ก็คือ น้องชายคนรองก็ตายอีก  ยังเหลือน้องชายคนเล็กที่ต้องรับทาร์มานั่นแหละไปเป็นภรรยา  ทีนี้ ยูดาห์เห็นลูกชายตายไปสองคนแล้ว  พอเดาออกมั๊ย..ว่ายูดาห์คิดอะไร  “ใครไปเป็นสามีของยายคนนี้..ตายเรียบ”  ยูดาห์เลยกลัวลูกชายคนเล็กจะตายไปอีกคน  ก็เลยเฉไฉ  บ่ายเบี่ยงไม่ยกลูกชายคนเล็กให้ทาร์มา  ซึ่งจริงๆมันผิดธรรมเนียมที่พึงปฎิบัติต่อลูกสะใภ้ที่เป็นหม้าย  ทาร์มาเลยออกอุบายแกล้งปลอมตัวเป็นโสเภณีจนได้ไปหลับนอนกับยูดาห์ (พ่อสามี)  ไม่ยกลูกให้นอนกะพ่อสามีซะเลย ..จนในที่สุด ทาร์มาก็ตั้งท้อง  คือ สมัยนั้นผู้หญิงที่แต่งงานแล้วแต่ไม่มีลูกสืบสกุลเนี้ย  มันถือเป็นเรื่องน่าอับอายมากๆ   ถามว่าลูกที่เกิดกับยูดาห์(พ่อสามี)  ถือเป็นความเชิดหน้าชูตามั๊ย..เปล่าเลย  มันดูอัปยศและน่าตะขิดตะขวงใจด้วยซ้ำ  แต่ทาร์มาก็คงคิดว่า “ยังดีกว่า..ไม่มีลูก”  เมื่อเวลาผ่านไปนับพันปี..เด็กๆดูว่า.. ที่สุดแล้ว มันเกิดอะไรขึ้นกับสิ่งที่ทาร์มาทำ..
ในมัทธิว 1:3 นี้บันทึกว่า “ยูดาห์ให้กำเนิดบุตรชื่อเปเรศกับเศ-ราห์เกิดจากนางทามาร์..”   ผลจากการกระทำของทาร์มาในครั้งนั้นกลายเป็นหนึ่งในแผนการของพระเจ้าในการเตรียมทางให้พระเยซูคริสต์มาบังเกิด  พระเจ้าตั้งใจมั๊ย..ให้มันเป็นแบบนี้  พระองค์ตั้งใจแน่นอน  แล้วเราเห็นอะไรในสิ่งที่พระองค์ทำ  พระองค์ไม่ได้เลือกแต่คนที่สมบูรณ์พร้อม  หรือ เกิดมาอย่างถูกต้อง  ไม่ว่าเราจะเกิดมาในสภาพไหน  อยู่สถานะใดของสังคม..ก็ไม่สำคัญสำหรับพระเจ้า  ถ้าพระองค์เลือกเฉพาะผู้ที่มีสถานภาพถูกต้องหรือดูดีมีชาติตระกูลทุกอย่าง  ลูกของทาร์มาคงไม่ได้อยู่ในลำดับพงศ์พันธ์ของพระเยซูแน่นอน” ถูกมั๊ยคะ เพราะเป็นลูกนอกกฎหมาย 
ผู้หญิงที่น้าตุ๊กจะพูดถึงอีกในลำดับพงศ์พันธ์ของพระเยซูก็คือ “นางราหับ” กับ “นางรูธ”
ราหับ เป็นใครจำได้มั๊ย  เปิดไปดู..
ดู โยชูวา 2:1-4  ตอนที่โยชูวาจะเข้าไปยึดเมืองเยรีโค   เขาส่งผู้สอดแนมเข้าไปดูราดราวในเมืองเยรีโค   แล้วตอนนั้น”ราหับ” คนนี้แหละที่ช่วยเหลือผู้สอดแนมของโยชูวาไว้  บอกทางหนีทีไล่ให้อย่างดี  โดยมีข้อแลกเปลี่ยน คือ ในวันที่คนอิสราเอลเข้ามายึดเมืองเยรีโค  พวกเขาต้องไว้ชีวิตเธอและครอบครัว   ทำไมราหับถึงทำอย่างงั้น  ตอนนั้น ราหับพูดกับคนสอดแนมว่า “เธอเคยได้ยินเรื่องราวที่พระเจ้าช่วยกู้คนอิสราเอลไว้หลายต่อหลายครั้ง  ไม่ว่าจะเป็นการอัศจรรย์ที่ทะเลแดง  หรือชัยชนะในแผ่นดินคานาอัน.. ข้อที่ 11 ราหับบอกว่า “พอเราได้ยินข่าวนี้ จิตใจของเราก็ละลายไป ไม่มีความกล้าหาญเหลืออยู่ในเราสักคนหนึ่งเลย เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านเป็นพระเจ้าของสวรรค์เบื้องบนและโลกเบื้องล่าง..”  นี่คือ คำพูดของคนต่างชาติ    ราหับไม่ใช่คนอิสราเอลนะคะ..เธอป็นชาวเมืองเยรีโค  แต่กลับพูดจาอย่างคนมีความเชื่อมากกว่าคนอิสราเอลบางคนซะอีก         ทีนี้ มาดู”นางรูธ” บ้าง
ดู นางรูธ 1:2-7  นางรูธ  เป็นชาวโมอับ หมายความว่า เป็นคนต่างชาติเหมือนกัน  ในพระคำภีร์ถ้าไม่ใช่อิสราเอล  ก็ถือเป็นคนต่างชาติทั้งหมด   เรื่องราวของนางรูธเราก็เรียนกันไปแล้ว  แล้วก็ค่อนข้างน่าประทับใจ   นางรูธเป็นคนต่างชาติที่ได้แต่งงานกับคนอิสราเอล  ก็คือ ลูกชายของนาโอมี  แต่ต่อมาสามีของนาโอมีกับลูกชายทั้งสองคนเสียชีวิตที่แผ่นดินโมอับ  นาโอมีก็เลยตั้งใจจะกลับไปอยู่ที่แผ่นดินยูดาห์..บ้านเกิด  นาโอมีก็หวังดีอยากให้ลูกสะใภ้ทั้งสองคนมีโอกาสไปมีครอบครัวใหม่   แต่จนแล้วจนรอดรูธก็ไม่ยอมทิ้งแม่สามีไป  ขอตามกลับมาอยู่ที่อิสราเอลด้วย  สุดท้ายรูธก็ได้แต่งงานกับโบอาส  ซึ่งเป็นคนเผ่ายูดาห์  แล้วในรายชื่อพงศ์พันธ์ของพระเยซูคริสต์ก็มีชื่อของนางรูธ..รวมอยู่ด้วย 
เรื่องราวของราหับ และ นางรูธที่พระคำภีร์บันทึกไว้ทำให้เรารู้ว่า.. พระเจ้าไม่ได้เลือกแค่คนอิสราเอลเท่านั้น  พระเจ้าเลือกคนต่างชาติ  และเลือกคนทุกชาติในการเข้ามารับความรอด  พระองค์ให้เกียรติมนุษย์ทุกคน  ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร..มีรูปร่างหน้าตา  ฐานะชาติตระกูลแบบไหน  พระเจ้าให้โอกาสแล้วก็ให้ความสำคัญกับทุกคนเท่ากัน   น้าตุ๊กบอกแล้วว่าสิ่งเดียวที่เป็นบรรทัดฐานของพระเจ้า คือ “ข่าวประเสริฐ”  เมื่อได้ยินข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์แล้ว..คุณเชื่อหรือไม่เชื่อ แค่นั้นเองที่สำคัญสำหรับพระเจ้า
        กำเนิดของพระเยซูคริสต์
ดู มัทธิว 1:18-20   มารีย์ ”ผู้ที่พระเจ้าเลือก” ให้เป็นมารดาของพระเยซูนั้น  เดิมได้หมั้นกันแล้วกับโยเซฟ   ย้ำตรงคำว่า“ผู้ที่พระเจ้าเลือก”  หมายความว่า จริงๆพระเจ้าจะเลือกคนอื่นได้มั๊ย..ได้แน่นอน  เพราะฉะนั้น มารีย์ก็เป็นแค่เครื่องมือหรือภาชนะอันนึงเท่านั้น  ในการที่พระเจ้าจะทำให้น้ำพระทัยของพระองค์สำเร็จ  เราต้องอย่าหลงประเด็น  หรือไปให้ความสำคัญผิดคนนะคะ.. 
หมั้นกัน..แต่ยังไม่ได้อยู่ด้วยกัน  แล้วปรากฎว่ามารีย์ก็เกิดมีครรภ์โดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์..ไม่มีเชื้อของมนุษย์   ข้อที่ 19 บอก “โยเซฟเป็นคนมีธรรมะ..” ก็หมายถึงเป็นคนดี  มีใจเมตตา  ก็เลยแค่อยากจะถอนหมั้นกับมารีย์เป็นการลับๆ ไม่อยากให้ผู้หญิงอายหรือถูกลงโทษ  (ไม่เหมือนสมัยนี้นะ เป็นแฟนกัน..ไม่พอใจจุดไฟเผาเลย) โยเซฟไม่อยากให้เรื่องการถอนหมั้นกับนางมารีย์ถูกแพร่งพรายออกไป  เพราะตามบัญญัติของโมเสส  หญิงที่มีเพศสัมพันธ์กับชายอื่นก่อนแต่งงานจะต้องมีโทษถึงตาย   ข้อที่ 20  บอกว่า “ขณะที่โยเซฟกำลังคิดเรื่องนี้อยู่  ทูตสวรรค์องค์นึงก็มาบอกกับเขาว่า..อย่ากลัวที่จะรับมารีย์เป็นภรรยา  เพราะมารีย์ไม่ได้ล่วงประเวณี..ไม่ได้แอบไปนอนกับใคร  แต่ผู้ที่อยู่ในครรภ์ของมารีย์คือพระเมสสิยาห์ที่เกิดโดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์  และจะเป็นผู้ปลดปล่อยให้มนุษย์หลุดพ้นจากความบาป 
ดู มัทธิว 2:1-5  พระเยซูทรงบังเกิดที่ “เบธเลเฮม”  เบธเลเฮม  เป็นเมืองเล็กๆอยู่ห่างจากเยรูซาเล็ม..ลงไปทางใต้ประมาณ 8 กิโล  ข้อนี้ มัทธิวต้องการที่ยืนยันว่าพระเยซูมาจากตระกูลของดาวิด  เพราะเบธเลเฮมนั้นเป็นเขตแดนของเผ่ายูดาห์ (ดาวิด เป็นคนเผ่ายูดาห์ พวกเรารู้นะ..)  ภายหลังมีพวกโหราจารย์มาถามว่า “กุมารผู้บังเกิดมาเป็นกษัตริย์ของชนชาติยิวนั้นอยู่ที่ไหน”  โหราจารย์เหล่านี้น่าจะมาจากแคว้นเปอร์เชียร์  พวกเขาเชื่อว่าผู้ที่มาประสูตินี้ต้องเป็นกษัติร์ของชาวยิวแน่นอน  เพราะโหราจารย์เหล่านี้มีความรู้เกี่ยวกับพระคำภีร์เดิม  รู้ได้ไง..รู้จากพวกยิวที่ตกไปเป็นเชลยในบาบิโลนและเปอร์เชียร์  นี่แสดงว่า ชาวยิว ต้องเป็นพวกที่เคร่งครัดในความเชื่ออย่างมาก ไปถึงไหนก็พาให้ผู้คนเขารู้จักพระธรรมโทราห์ไปด้วย  (ตามที่บันทึกในหนังสือกดว.24:17 “.ว่าจะมีดาวดวงหนึ่งออกมาจากวงศ์วานของยาโคบ”)  โหราจารย์เหล่านี้จึงอยากจะมาเพื่อนมัสการพระกุมาร   ข้อที่ 3 บอกว่า “ครั้นกษัตริย์เฮโรดได้ยินดังนั้นแล้ว..ก็วุ่นวายพระทัยอย่างมาก ทั้งชาวกรุงเยรูซาเล็มก็พลอยวุ่นวายใจไปกับท่านด้วย”  วุ่นวายทำไม..ก็วุ่นวายกลัวจะถูกชิงบัลลังก์  เฮโรดเข้าใจผิดคิดว่าพระเยซูมาประสูติเพื่อเป็นแค่กษัตริย์ของชาวยิวที่จะได้ครองบัลลังก์ของอิสราเอล..เหมือนดาวิด อะไรประมาณนั้น  เขาก็เลยกลัวถูกชิงบัลลังก์
ดู มัทธิว 2:7-10  หลังจากที่วุ่นวายใจอยู่พักนึง..เฮโรดก็ออกอุบายเรียกโหราจารย์เข้ามาพบเป็นการส่วนตัว  แล้วสั่งให้เหล่าโหราจารย์ไปหาพระกุมารให้เจอ..ถ้าเจอแล้วก็ให้รีบส่งข่าวด้วย      เพราะเขาเองก็อยากไปนมัสการพระกุมารเหมือนกัน  แต่จริงๆใช่มั๊ย..ไม่ใช่  เฮโรดเป็นคนเหี้ยมโหดมาก  โหดขนาดฆ่าลูกเมียตัวเองไปแล้วหลายคน   นี่ก็กะว่าถ้าเจอพระกุมารก็จะฆ่าทิ้งเหมือนกัน  เพราะกลัวจะถูกชิงบัลลังก์  ข้อที่ 10 บอกว่า “ดาวดวงนั้นก็นำหน้าโหราจารย์ไปจนหยุดอยู่หน้าที่ประทับของพระกุมารเยซู  เหล่าโหราจารย์ก็ดีใจมาก  รีบเข้าไปเฝ้าพระกุมารในเรือน  เด็กๆสังเกตว่าพระคำข้อนี้บอกว่าพระกุมารประทับอยู่ในเรือน  ก็แสดงว่า ตอนนี้พระกุมารน่าจะมีอายุหลายเดือนหรือ 1ปีแล้ว  เพราะถ้าเป็นตอนแรกเกิดพระองค์ประทับที่ไหน..ในรางหญ้า  ใช่มั๊ยคะ   
จากนั้น เหล่าโหราจารย์ก็นำทองคำ กำยาน และมดยอบ มาถวายเป็นเครื่องบรรณาการ  ทองคำ ที่นำมาถวายเป็นเหรียญทองคำ..แน่นอนต้องมีค่ามาก  กำยาน เป็นผงทำจากยางไม้ชนิดนึง  จะมีกลิ่นหอมเวลาที่นำมาเผาไฟ  และราคาก็แพงมาก  ส่วนมดยอบ  เป็นยางต้นไม้ซึ่งแข็ง  เอามาใช้อบให้มีกลิ่นหอมเช่นกัน  และทั้งสามอย่างนี้เป็นของมีค่าที่เขาใช้เป็นเครื่องบรรณาการกษัตริย์ 
ดู มัทธิว 2:12-14  ข้อนี้บอกว่า “เหล่าโหราจารย์ได้ยินคำเตือนจากพระเจ้าในฝัน  ไม่ให้กลับไปเฝ้าเฮโรด  เพราะเฮโรดจะหลอกถามที่ประทับและตามมาฆ่าพระกุมารเยซู   พวกโหราจารย์เลยหลบเฮโรดกลับไปอีกทางนึง  ข้อที่ 13 บอก..ทูตสวรรค์ได้มาปรากฎแก่โยเซฟในความฝัน  บอกให้พาพระกุมารหนีไปอยู่ที่อียิปต์  แล้วคอยอยู่ที่นั่นจนกว่าพระเจ้าจะสั่งให้กลับมา   โยเซฟก็พานางมารีย์กับพระกุมารหนีไปอยู่ที่อียิปต์  จนกระทั่งเฮโรดสิ้นพระชนม์  ในปีที่ 4 ก่อน คศ.  ข้อที่ 15 บอก “ทั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อจะให้สำเร็จตามพระวจนะของพระเจ้าซึ่งได้ตรัสไว้ว่า `เราได้เรียกบุตรชายของเราออกมาจากประเทศอียิปต์” 
แล้วปัจจุบันนี้ที่อียิปต์ก็ยังมีโบสถ์ที่เขาสร้างขึ้นในตำแหน่งที่เชื่อว่าเป็นที่ที่โยเซฟพานางมารีย์และพระกุมารลี้ภัยอยู่  ตอนที่น้าตุ๊กไปอียิปต์ไกด์เขาก็พาไปเที่ยวโบสถ์ที่ว่านี้ด้วย   แล้วที่นั่นก็จะมีการขายของที่ระลึกเป็นแผนที่เส้นทางการลี้ภัยของโยเซฟกับนางมารีย์ที่เรียกว่า “The holy family’s journey in the land of  Egypt” ซึ่งบอกตำแหน่งไว้อย่างชัดเจนมาก
ข้อที่ 19 บอกว่า “หลังจากที่เฮโรดตายแล้ว  พระเจ้าก็ทรงเผยพระวจนะสั่งให้โยเซฟพาครอบครัวกลับมา  แต่เพราะได้ยินว่า อารเคลาอัส ลูกชายของเฮโรดซึ่งโหดเหี้ยมไม่แพ้พ่อได้ครองแคว้นยูเดียแทนพ่อ  โยเซฟเลยไม่แน่ใจ..ว่าถ้าจะกลับมาอยู่ที่เบธเลเฮม แล้วจะปลอดภัยมั๊ยเพราะมันใกล้เมืองหลวงมาก  ในที่สุด โยเซฟเลยตัดสินใจพาพระกุมารไปที่แคว้นกาลิลี  และอาศัยอยู่ในเมืองนาซาเรธ  ข้อที่ 23 บอกว่า “ เพื่อจะสำเร็จตามพระวจนะซึ่งตรัสโดยศาสดาพยากรณ์ว่า `เขาจะเรียกท่านว่าชาวนาซาเร็ธ”
 จากนั้นในบทที่ 3 พระคำภีร์ตัดภาพมากล่าวถึง”ยอห์น” ผู้ให้บัพติศมา  ซึ่งจริงแล้วเรื่องราวของยอห์นก็มีบันทึกซ้ำๆไว้ในพระกิตติคุณทั้ง 5 เล่ม คือ มัทธิว มาระโก ลูกา และในหนังสือยอห์นด้วย  และน้าตุ๊กอยากให้เราเปิดไปดู..
หนังสือ ลูกา 1:11-13  ข้อนี้ บอกว่าทูตสวรรค์องค์หนึ่งซึ่งจริงๆก็คือ กาเบรียล หรือกาบิเอล เนี่ยนะคะได้มาปรากฎต่อเศคาริยาห์  เศคาริยาห์เป็นปุโรหิตแล้วก็เป็นพ่อของยอห์นผู้ให้บัพติศมา  กาเบรียลบอกว่า  “นางอาลิซาเบธ  ภรรยาของเขาจะตั้งท้องและคลอดบุตรชายคนนึงและจงตั้งชื่อบุตรนั้นว่า”ยอห์น”  เด็กๆสังเกตดู ลักษณะที่กาเบรียลมาเผยพระวจนะครั้งนี้..มันดูคุ้นๆมะ  คุ้นมากๆเพราะคล้ายๆกับตอนที่นางมารีย์ได้รับการเผยพระวจนะจากพระเจ้าเลย  เราข้ามไปดูข้อที่ 28-31 นั่นหมายความว่ายอห์และพระเยซูน่าจะเกิดในเวลาไล่เลี่ยกัน  น่าจะห่างกันไม่ถึงปี   และยอห์นก็เป็นผู้ประกาศที่ยิ่งใหญ่มากทีเดียว  แต่ยังไงก็ตามยอห์นก็เป็นแต่เพียงผู้ที่จะเตรียมทางไว้ให้พระเยซูเท่านั้น   กลับมาข้อที่ 14 บอกว่า “ท่านจะมีความปรีดาและยินดี และคนเป็นอันมากจะเปรมปรีดิ์ที่บุตรนั้นบังเกิดมา เพราะว่าเขาจะเป็นใหญ่ในสายพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้า เขาจะไม่ดื่มน้ำองุ่นหรือเหล้าเลย และเขาจะประกอบไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ตั้งแต่ในครรภ์มารดา“ ก็คือ ยอห์นถูกกำหนดให้เป็นนาศีร์ตั้งแต่เกิด บทบาทของยอห์นชัดเจนมาก..ชัดตั้งแต่ยังอยู่ในท้องแม่
ดู ลูกา 3:1-3  พระเจ้าทรงกำหนดให้ยอห์นเกิดมาเป็นผู้เผยพระวจนะของพระองค์และเป็นนาศีร์ตั้งแต่เกิด  และพอโตขึ้นยอห์นใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร  เพื่อรอคอยเวลาของพระเจ้าจนในที่สุดข้อนี้บอกว่า”พระวจนะของพระเจ้าก็มาถึงยอห์นในถิ่นทุรกันดาร  จากนั้น ยอห์นถึงได้เริ่มต้นออกมารับใช้พระเจ้าด้วยการให้บัพติศมาผู้คนที่ลุ่มน้ำจอร์แดน   ข้อที่ 3 ยอห์นบอกว่า “ท่านทั้งหลายจงกลับใจเสียใหม่ เพราะว่าอาณาจักรแห่งสวรรค์มาใกล้แล้ว"..คำว่ากลับใจเสียใหม่ ก็คือ จงเปลี่ยนความคิดและท่าทีเสียใหม่..หันจากทางบาปแล้วถ่อมใจลงเชื่อฟังพระเจ้า   เพราะแผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว..พระผู้ช่วยให้รอดกำลังจะเสด็จมาแล้ว
ข้อที่ 4 บอกว่า “..  ตามที่มีเขียนไว้แล้วในหนังสือถ้อยคำของอิสยาห์ผู้เผยพระวจนะว่า  "เสียงผู้ร้องในถิ่นทุรกันดารว่า `จงเตรียมมรรคาแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า จงกระทำหนทางของพระองค์ให้ตรงไป” ข้อนี้ อ้างถึงคำพยากรณ์ของอิสยาห์ที่กล่าวไว้ใน อสย.40:3 จริงๆอิสยาห์เป็นผู้เผยพระวจนะที่อยู่ในสมัยของกษัตริย์ยูดาห์ (น่าจะเป็นมนัสเสห์นะ)  ซึ่งถ้านับแล้วก็ห่างจากสมัยพระคำภีร์ใหม่ไม่น้อยกว่า 600 ปี  และนี่คือ ความอัศจรรย์ของพระคำภีร์ !  ต่างคน..ต่างเขียน..ต่างที่..ต่างเวลา  แต่เขียนเรื่องเดียวกัน 
“ท่านจงเตรียมมรรคาขององค์พระผู้เป็นเจ้า จงกระทำหนทางของพระองค์ให้ตรงไป”' อันนี้ หมายถึง ให้เตรียมทางต้อนรับพระเจ้าที่จะเสด็จมาอยู่ท่ามกลางประชากรของพระองค์  ถ้าใครที่เรียนหนังสืออพยพกับน้าตุ๊กน่าจะจำได้ว่า พระเจ้าทรงสำแดงให้เราเห็นตลอดเวลาว่าพระองค์ปรารถนาอย่างมากทีเดียวในการที่จะอยู่ท่ามกลางคนของพระองค์   ก่อนที่จะส่งพระเยซูคริสต์ลงมา  พระองค์ก็ใช้พลับพลาในการที่จะอยู่ท่ามกลางคนอิสราเอล

วันจันทร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2556

ท่าทีในการประกาศข่าวประเสริฐ อาทิตย์ที่ 16:12:2012

เวลาที่เราจะพูดเรื่องพระเจ้าเราควรมีท่าทีอย่างไร  อันดับแรกเลย  แน่นอน เราต้องอธิฐานก่อนเสมอ  ไม่ว่าจะต้องพูดแบบได้เตรียมตัว หรือ ไม่ได้เตรียมตัวมาก็ตาม  ถ้าได้เตรียมตัว..แน่นอนเราต้องอธิฐานมา   แต่ถ้าอยู่ดีๆก็ต้องพูดเรื่องพระเจ้าเดี๋ยวนั้นเลย..ก็ไม่เป็นไร  เราก็อธิฐานในใจ..ขอพระเจ้าทรงนำ..เปิดตาใจฝ่ายวิญญาณให้เขา..แล้วลงท้ายว่า ขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัยพระองค์

ดู 2ทิโมธี 2:24-26  “ผู้รับใช้พระเจ้าต้องไม่เป็นคนชวนทะเลาะ แต่ต้องมีใจถ่อมสุภาพ..และอดทนต่อคนทั้งปวง”  เวลาที่เราจะพูดเรื่องพระเจ้า..ท่าทีและวิธีพูดของเราเป็นสิ่งที่สำคัญมาก  ฝรั่งเขามีสุภาษิตอันนึงบอกว่า “วิธีพูดสำคัญพอๆกับเรื่องที่เราจะพูด”  เรื่องวิธีพูดเนี่ยนะคะ  มันสามารถทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่  แล้วก็สามารถทำให้เรื่องใหญ่กลายเป็นเรื่องเล็กได้มั๊ย..ได้เหมือนกัน  ถูกมั๊ยคะ
เรารู้อยู่แล้ว..ว่าเมื่อเราประกาศข่าวประเสริฐ  ท่าทีของคนที่ได้ยินจะมีอยู่ 2 อย่าง คือ   1. ได้ยิน แล้วรับเอาความเชื่อไว้  เพราะเห็นเรื่องบนไม้กางเขนเป็นฤทธานุภาพ  กับ 2. ได้ยินแล้วไม่เชื่อ  และมองเห็นไม้กางเขนเป็นเรื่องโง่  เพราะอะไร..มนุษย์คุ้นเคยกับสิ่งที่โลกหยิบยื่นให้  คุ้นเคยกับคำว่า..ไม่มีของฟรีในโลก  เพราะฉะนั้น ความรอดที่พระเจ้าประทานให้ฟรี  จึงไม่สมเหตุผลในสายตามนุษย์  เพราะฉันยังไม่ได้ออกอาวุธ  ยังไม่ได้ทำหรือให้อะไรเป็นการแลกเปลี่ยน  แล้วอยู่ดีๆจะอนุมัติให้ขึ้นสวรรค์กันฟรีๆ  มันเป็นไปไม่ได้   
เพราะงั้น ถ้าบอกแล้วเขาเชื่อก็ขอบคุณพระเจ้า   เขาเชื่อเพราะเรารึเปล่า..ไม่ใช่ “ข้าพเจ้าปลูก อพอลโลรดน้ำ แต่พระเจ้าเป็นผู้ทำให้ทำให้จำเริญขึ้น”  เราเป็นแค่ทูตของพระคริสต์  ถ้าบอกแล้วเขาเชื่อ  เราก็ได้ชื่อว่าได้มีส่วนในข่าวประเสริฐของพระคริสต์    แต่ถ้าบอกแล้วเขาไม่เชื่อ..ก็ไม่เป็นไร  เราได้ชื่อว่าทำหน้าที่แล้ว..แต่เขาไม่รับ..ก็ผ่านเขาไป..ขอบคุณพระเจ้า  ไม่ต้องไปโกรธ..ไม่ต้องเถียงหรือชวนทะเลาะ  แต่บางคนไม่ใช่อย่างงั้น..พอประกาศข่าวประเสริฐแล้วเขาไม่เชื่อก็ชวนทะเลาะ  หรือไม่ก็พูดจากดดันจะงัดให้เขาเชื่อให้ได้..ซึ่งมันไม่ถูกต้อง  สิ่งที่เราต้องจำให้ขึ้นใจ ก็คือ ความเชื่อมาจากพระเจ้า  เราแค่มีหน้าที่บอกเขา..บอกยังไง  บอกด้วยความรักและสุภาพอ่อนโยน ไม่ต้องกังวลว่าเราจะพูดไม่เก่ง หรือ เป็นคนไม่มีวาทะศิลป์..ไม่เกี่ยว  ถ้าพระเจ้าเปิดปากเรา..เปิดตาเขา  พูดยังไงเขาก็เชื่อ..โอเคมั๊ย
2 โครินธ์ 5:20  ข้อนี้ย้ำอีกครั้งถึงท่าทีของการประกาศข่าวประเสริฐ  บอกว่า “..เราเป็นทูตของพระคริสต์ โดยที่พระเจ้าทรงขอร้องท่านทั้งหลายทางเรา เราผู้แทนของพระคริสต์จึง”ขอร้อง”ท่านให้คืนดีกันกับพระเจ้า”  พระเจ้าบอกให้เราขอร้องเขา..ไม่ได้บอกให้เราไปบังคับขู่เข็ญ  ชวนทะเลาะหรือไปบีบคอเขา..ให้เชื่อ ภาระใจที่แท้จริงในการประกาศข่าวประเสริฐต้องมาจากความรักและความห่วงใย  เพราะเรารู้อยู่แก่ใจว่าพระเยซูคริสต์เป็นทางรอดเดียว  ใครก็ตามที่ไม่เชื่อในพระองค์ต้องพบกับความพินาศและไม่ใช่พินาศแค่ชั่วคราว  แต่เป็นความพินาศชั่วกัปชั่วกัลป์   เพราะฉะนั้น ถ้าเรารักใครจริงๆเราจะไม่อยากให้เขาต้องพบจุดจบแบบนั้น  แต่เราจะอยากให้เขาได้รับความรอดเหมือนกับเรา..ใช่มะ  เนี่ย..คือ จุดเริ่มต้นที่ถูกต้องและงดงามที่สุดของการประกาศข่าวประเสริฐ  เพราะต้องมันบ่มเพาะมาจากความรักและความห่วงใยที่แท้จริง  ไม่ใช่มาจากกิเลสหรือเหตุผลความต้องการส่วนตัวของเรา
 แต่ ! เหนือสิ่งอื่นใด  คำพยานที่ดีที่สุดของเรา ก็คือ การดำเนินชีวิตที่ดีงามตามถ้อยคำพระเจ้า
ดู โคโลสี 3:17-20  “..และเมื่อท่านจะกระทำสิ่งใดด้วยวาจาหรือด้วยการประพฤติก็ตาม จงกระทำทุกสิ่งในพระนามของพระเยซูเจ้า”  ไม่ว่าเราจะทำหรือจะพูดอะไร  จงทำทุกอย่างตามที่พระเยซูสอนหรือทำเป็นแบบอย่าง  เพราะต่อให้เราประกาศเก่ง หรือ พูดเก่ง..ดูมีเหตุผล เอาชนะใจคนได้มากมาย   มันก็จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย..ถ้าการดำเนินชีวิตของเราไม่เป็นที่ถวายเกียรติพระเจ้า  แล้วเรื่องของการดำเนินชีวิตมันมีรายละเอียดเยอะมาก  แต่ตอนนี้ เรามาดูตามที่หนังสือโคโลสีบันทึกไว้เป็นหลัก  ข้อที่ 18 บอกว่า “..ฝ่ายภรรยาจงยอมฟังสามีของตน”  คนที่เป็นภรรยาต้องเชื่อฟังสามี  จะมีอะไรถูกใจ..ไม่ถูกใจก็  ”อธิฐาน”  ไม่ใช่ลุกขึ้นมาชี้หน้าด่าสามี..ประชดประชันหรือชวนทะเลาะ  ข้อที่ 19 บอก “..ฝ่ายสามีก็จงรักภรรยาและอย่ามีใจขมขื่นต่อนาง”  สามีต้องรักและดูแลภรรยาไปตลอดชีวิต  อย่ามีใจขมขื่น ก็คือ อย่าหมดรักในตัวภรรยา  อย่าเอาภรรยาของเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่น  อยู่ไปอยู่มาภรรยาจะอ้วนไปหน่อย  ขี้บ่นไปนิด ก็ต้องรัก..เพราะเลือกมาแล้ว  เลือกแล้ว..เลือกเลย  จะมาเคลมคืนทีหลังไม่ได้  เพราะงั้น น้าตุ๊กถึงย้ำนักย้ำหนา..ว่าเวลาจะเลือกดูให้ดี..คิดให้รอบคอบ  ปรึกษาผู้ใหญ่เยอะๆแต่ปรึกษาแล้วต้องเชื่อฟังด้วยนะ  โอกาสเรื่องชีวิตคู่ในทางพระเจ้าเนี่ย..มันมีครั้งเดียวนะคะเด็กๆ  อย่าใจเร็วด่วนได้ มันจะได้..ไม่คุ้มเสีย  อย่าล่วงประเวณี..อย่าชิงสุกก่อนห่าม เพราะเราจะต้องกินผลของความทุกข์ยากไปชั่วชีวิต   ข้อที่ 20 บอก “ฝ่ายบุตรทั้งหลายจงเชื่อฟังบิดามารดาของตนทุกอย่าง  เพราะการนี้เป็นที่ชอบพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้า”  แน่นอนลูกต้องเชื่อฟัง..ให้เกียรติพ่อแม่  ไม่ใช่..ไม่พอใจอะไรก็เถียง เดินกระแทกเท้าปึงปัง  หนักหน่อย บางคนก็ชักสีหน้า   ไม่เอานะคะ..อย่าทำ  มันบาป..แล้วใครที่ทำกับพ่อแม่อย่างงี้..คุณก็ต้องกินผลเช่นเดียวกัน    สุดท้าย ส่วนคนที่เป็นลูกจ้างก็ต้องเคารพให้เกียรตินายจ้าง 
ถ้าทำได้ตามนี้  ก็ถือว่าชีวิตเราเป็นที่ถวายเกียรติพระเจ้าแล้วในระดับหนึ่ง  เราประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูทางอ้อมแล้ว..ผ่านการดำเนินชีวิตของเราซึ่งเสียงดังกว่าคำพูด  เพราะผู้คนรอบข้างเขาสามารถมองเห็นได้ชัดเจน  อย่างน้อยเขาอาจจะฉุกใจคิด..ว่า เออนะ..ถ้าเชื่อพระเจ้าแล้วเป็นคนดีแบบนี้   บางทีเขาก็น่าจะมาเชื่อบ้าง  อะไรประมาณนี้ 
    “เงินตรา” กับระบบของโลกและวิถีทางของความเชื่อ
พูดถึงคำว่าเงินแล้ว..มีใครไม่ชอบบ้าง  ชอบทุกคนแหละ ชอบมาก..ชอบน้อย  ออกอาการต่างกัน  เรื่องของเงิน..มีอะไรมากมายหลายอย่างที่น้าตุ๊กอยากจะสอนจนไม่แน่ใจว่าจะสอนได้หมดเท่าที่ตั้งใจรึเปล่า  และแท้จริงแล้ว”เงิน”โดยตัวของมันเอง..ก็ไม่ได้บาปหรือเป็นมลทินอะไร  ของทุกอย่างบนโลกนี้ก็ใช่..ไม่มีอะไรเลยที่เป็นบาปโดยตัวของมันเอง  มีแต่มนุษย์เอาไปใช้ในทางที่ผิด  แล้วก็ถูกล่อลวงให้ทำบาปโดยใช้สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นเครื่องมือ    ในสมัยก่อนที่ยังไม่มีการใช้เงินตราเป็นระบบแลกเปลี่ยน  ความหมายที่อยู่แทนคำว่าเงินทอง..สำหรับมนุษย์ก็คือ “เรื่องปากท้อง” ซึ่งเราจะเห็นว่ามันจุดอ่อนไหวที่สุดของมนุษย์มาตั้งแต่ปฐมกาล..ที่อาดามกับเอวาถูกล่อลวงให้ทำบาป ก็เพราะ “เรื่องกิน” อยากกิน..สิ่งที่ไม่ให้กิน  หรือในประวัติศาสตร์พระคำภีร์ที่ผ่านมา..เวลาที่อิสราเอลทำบาป  หลายครั้งพระเจ้าก็ส่งภัยแล้งหรือการกันดารอาหารมาพิพากษาพวกเขา  เพราะพระองค์รู้ดีว่า “เรื่องปากท้อง เป็นจุดอ่อนของมนุษย์”  
ดู ลูกา 16:10-13 “คนที่สัตย์ซื่อในของเล็กน้อยที่สุดจะสัตย์ซื่อในของมากด้วย..” นี่เรื่องจริงเลยนะ  หลายคนมองข้ามความสำคัญของการสัตย์ซื่อในเรื่องเล็กๆน้อยๆ  ชอบคิดว่า..ความซื่อสัตย์ในเรื่องเล็กๆมันไม่สำคัญ  เช่น เวลาเราไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาเก็ต  เราหยิบน้ำมา 6 ขวด แต่แคชเชียร์คิดเงินเราแค่ 5 ขวด..คือ เขานับผิด  เด็กๆจะทำยังไง หรือ จะมีท่าทียังไงต่อเหตุการณ์นี้  ความคิด”แว่บแรก” นั่นแหละ..ที่มันบอกความเป็นตัวเรา..ว่าเราเป็นคนยังไง  ใจเราซื่อสัตย์มั๊ย   เวลาที่เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น  หลายคนจะมีเหตุผลมากมายที่ไม่อยากจะเอาเงินไปคืนให้กับแคชเชียร์ที่คิดเงินผิด เช่น เออ..มันก็ไม่กี่บาทเอง  หรือ เราไม่ได้โกงนะแต่เขาคิดผิดเอง..ช่วยไม่ได้  หรือ มารู้อีกทีก็ตอนถึงบ้านแล้ว..ขี้เกียจเอาเงินไปคืน  ช่างมัน..เลยตามเลยละกัน  แค่นี้..เขาคงไม่เดือดร้อนหรอก อะไรต่างๆเหล่านี้..ที่มักจะเป็นเหตุให้คนเราไม่ค่อยใส่ใจหรือให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์ในเรื่องเล็กๆ
           น้าตุ๊กมีเรื่องนึงจะเล่าให้ฟัง..เป็นเรื่องราวที่ว่าด้วยเรื่องของ”ความซื่อสัตย์” 
เรื่องนี้เกิดขึ้นในต่างประเทศ  ที่ทะเลสาป”นิวแฮมป์เชียร์” ทะเลสาปนี้เป็นที่ที่คนในท้องถิ่นนิยมมาตกปลากัน  ส่วนปลาในทะเลสาปก็มีหลายชนิด เช่น ปลาเพิร์ช  ปลาหมอซันฟิช  แล้วก็ปลาแบส bass (ซึ่งก็คือ ปลากระพงน้ำจืด)  แต่เรื่องของเรื่อง เจ้าปลา ”แบส” เนี่ย  เป็นปลาที่ท้องถิ่น..ที่เขาค่อนข้างเข้มงวดในการที่จะสงวนพันธ์ไว้  ก็เลยจัดให้มี”ฤดูกาลตกปลาแบส”  หมายความว่า  ทุกคนสามารถมาตกได้เฉพาะในเวลาที่เขากำหนด  ถ้านอกเวลาที่เขาจัดไว้..คุณก็ตกได้เหมือนกัน  แต่มีข้อแม้ ถ้าตกได้ปลาแบส..ต้องปล่อยมันไป  จะเอากลับบ้าน..ไม่ได้
ทีนี้ มีพ่อลูกคู่นึง มาตกปลาเล่นตอนเย็นของวัน”ก่อน” ถึงเทศกาลตกปลาแบส   คือ พรุ่งนี้ถึงจะเข้าเทศกาล..ที่เอาปลากลับบ้านได้    และเมื่อพ่อลูกคู่นี้มาถึงทะเลสาป..มันก็เย็นมากแล้ว   พ่อก็สอนลูกแขวนเหยื่อ  เสร็จปั๊บ! ลูกก็เหวี่ยงเบ็ดออกไป   ซักครู่ใหญ่ๆ สายเบ็ดก็กระตุกแรงมาก  เด็กคนนั้นรู้ทันทีว่า..มีปลาติด  แล้วก็ต้องตัวใหญ่มากด้วย  พ่อก็มองลูกด้วยสายตาชื่นชม  แล้วพอดึงเบ็ดขึ้นมา  ปรากฎว่า ปลาที่ตกได้..เป็นปลาที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็น  แต่มันคือ “ปลาแบส” ซึ่ง..ตอนนี้เขาเอากลับบ้านได้มั๊ย..ไม่ได้  มันยังไม่ใช่วันเทศกาล  ลูกก็มองหน้าพ่อด้วยสายตาที่แบบ..ขอร้องอ่ะ อยากเอากลับบ้าน   พ่อก็มองไปรอบๆทะเลสาป  ปรากฎว่า..ไม่มีใครอยู่เลยซักคน  (เป็นเด็กๆ..ทำไง  ไม่เหลือ กระพงนึ่งมะนาว))  แต่ถึงอย่างงั้น คนเป็นพ่อก็ยังบอกลูกชายว่า “ลูกต้องปล่อยมัน ลงน้ำไป”  ยังไงก็ต้องปล่อยมันไป..แล้วเด็กชายคนนั้นก็ทำตาม   
สามสิบปีผ่านไป  เด็กชายคนนั้นก็เติบโตขึ้นเป็นวิศวกรที่ประสบความสำเร็จมากอยู่ในนิวยอร์ค  และเขาก็ยังพาลูกๆไปตกปลาที่ทะเลสาปแฮมเชียร์..อย่างเดิม  และเคร่งครัดในกฎของท้องถิ่นเหมือนเดิมด้วย 
เด็กๆคิดว่า  ถ้าวันนั้นพ่อเขาเกิดเสียดายปลาที่ตกได้..ไม่ซื่อสัตย์กับตัวเอง  แล้วยอมให้ลูกเอาปลากลับบ้าน  น้าตุ๊กถามว่า วันนี้ เด็กคนนั้นจะสอนลูกๆของเขาให้เป็นคนซื่อสัตย์  เคร่งครัดกับกฎของสังคมได้มั๊ย..ไม่ได้หรอก   เพราะคนที่จะทำอย่างงั้นได้  ต้องถูกสอนมาให้รู้จักปล่อยปลาลงน้ำไป..ทั้งที่ไม่มีใครรู้เห็น
แล้วถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับเรา เด็กๆคิดว่าตัวเองจะยอมปล่อยปลาตัวนั้นลงน้ำไปมั๊ย..ตอบตัวเองในใจ  เรื่องที่น้าตุ๊กเล่าให้ฟังนี้  ประเด็นอาจจะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเงินๆทองๆโดยตรง    แต่มันครอบคลุมเรื่องราวของความซื่อสัตย์ไว้ในทุกกรณี  และที่สำคัญ เรื่องนี้เป็นตัวอย่างของความซื่อสัตย์ที่ทรงพลังที่สุด  เพราะ!!!  “มันเกิดขึ้นในเวลาที่..ไม่มีใครเห็น”    
เพราะฉะนั้น น้าตุ๊กอยากหนุนใจให้เด็กๆฝึกที่จะซื่อสัตย์ในทุกเรื่อง  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทอง  ความรับผิดชอบ  ความมีวินัยในตัวเอง  และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า  เพราะสิ่งนี้จะเป็นพื้นฐานที่จะทำให้เด็กๆเติบโตขึ้นอย่างมั่นคง..มั่นคงจากภายในและมีคุณภาพ 
มัทธิว 6:33-34  “แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน..”  คริสเตียนหลายคนเข้าใจความหมายของข้อนี้ได้..ไม่ครบถ้วน  คำว่าแสวงหาแผ่นดินและความชอบธรรมของพระองค์  ไม่ใช่แค่หมายถึง ชั้นมาโบสถ์ทุกอาทิตย์  ถวายสิบลด  แค่นั้นแปลว่า ชั้นแสวงหาและทำตามที่พระเจ้าสอนแล้ว..ไม่ใช่นะคะ  ถามว่าการมาโบสถ์ทุกอาทิตย์  แล้วก็ถวายอย่างสัตย์ซื่อนี้..ดีมั๊ย  ดีและเป็นสิ่งที่เราต้องทำแน่นอน  เพราะพระเจ้าสั่งไว้  แต่พระองค์ไม่ได้สั่งไว้แค่นี้  พระองค์ไม่เคยบอก..มาโสถ์นะ  มาแล้วถวายเงินเพื่อราชกิจแค่นั้นก็พอแล้ว  แค่นั้นเจ้าก็ได้ชื่อว่าเป็นคนของเรา  แล้วเราก็จะอวยพรเจ้า..ไม่ใช่  พระเจ้าไม่ได้พูดอย่างนั้น  แต่การแสงหาแผ่นดินและความชอบธรรมของพระองค์  มันหมายถึง การดำเนินชีวิตตามที่พระเจ้าสอนไว้   แล้วพระเจ้าสอนไว้ว่าไง..อยู่ใน”พระคำภีร์ทั้งเล่ม” แล้วเรารู้หมดแล้วยัง  ทำไงจะรู้พระคำภีร์..ก็ต้องอธิฐาน  อ่านพระคำภีร์ทุกวัน  มาโบสถ์ทุกอาทิตย์หรือเป็นประจำ  มาแล้วก็นมัสการ..เสร็จก็ฟังเทศน์  เข้าชั้นเรียนพระคำภีร์  มีใจจดจ่ออยู่กับพระเจ้าและถ้อยคำของพระองค์สม่ำเสมอทุกวัน  ทุกเวลา
หลายคนบอก  ก็มาโบสถ์แล้ว  และก็อธิฐานแล้ว  พระเจ้าไม่เห็นตอบเลย  น้าตุ๊กก็บอก  จริงๆแล้ว ถ้าทำแค่นี้..ยังไม่ใช่ทั้งหมดของการแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าหรอกค่ะ เพราะท่าทีการมาโบสถ์ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนสักแต่ว่ามา..เวลาฟังเทศน์ไม่หลับ..ก็คุย บางคนไม่ได้มาหาพระเจ้า แต่อยู่บ้านแล้วเหงา..ก็เลยมาหาเพื่อน หรือบางคนคุณพ่อคุณแม่บังคับให้มา..ก็มี นี่ก็เป็นท่าทีที่ต่างกัน..แต่มาโบสถ์เหมือนกัน แล้วเวลาอธิฐาน..เราอธิฐานยังไง สมมติว่าตอนนี้ตกงาน ไม่มีรายได้แต่ค่าใช้จ่ายมากมายรออยู่ คนส่วนใหญ่ก็จะอธิฐานอย่างเข้มข้นเลยนะ..ว่า “พระเจ้าช่วยลูกด้วย พระองค์ทำไงก็ได้ให้ลูกมีกิน มีใช้ มีจ่ายค่า 1 2 3 4 อะไรก็ว่าไป..เสร็จแล้วก็บอกว่า ชั้นแสวงหาพระเจ้าแล้ว เพราะไปโบสถ์แล้ว อธิฐานก็แล้วแต่พระเจ้าไม่เห็นตอบเลย น้าตุ๊กจะบอกให้..แบบนี้ไม่เรียกว่าแสวงหาแผ่นดินพระเจ้าหรอกค่ะ เค้าเรียกว่าแสวงหา”ขนมปัง” คือ หาแต่วิธีที่จะให้ตัวเองได้ในสิ่งที่ต้องการ   ถ้าเราแสวงหาพระเจ้าจริงๆเราต้องรู้จักพระลักษณะของพระเจ้า เราจะเห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์และตระหนักคิดได้ว่าสารพัดปัญหาที่เราเผชิญอยู่..ไม่ได้มีความสำคัญเลยเมื่อเทียบกับน้ำพระทัยอันสูงส่งของพระเจ้า    เราจะเรียนรู้ที่จะอยู่เพื่อพระองค์..ไม่ใช่ตัวเองหรือเพื่อขนมปัง ถ้าเข้าใจทั้งหมดนี้แล้ว ณ.จุดนั้น พระเจ้าจะทรงเหยียดพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์และเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงให้เด็กๆแน่นอน ไม่เว้นแม้สิ่งที่เงินซื้อ..ไม่ได้   
    พบกันใหม่สัปดาห์หน้า  ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ

วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ความสำคัญและฤทธิ์เดชของ”คำพยาน” อาทิตย์ที่ 25:11:2012


เมื่อพูดถึงการเป็นพยาน  หลายครั้งเรานึกถึงการเป็นพยานในการได้รับพระพรฝ่ายโลก เช่น สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้   สอบสัมภาษณ์ผ่านได้งานทำ  ได้รถ ได้บ้าน ได้ครอบครัวที่อบอุ่น  ได้หายโรค  อะไรต่างๆเหล่านี้  ก็เป็นคำพยาน แต่ สิ่งเหล่านี้ยังไม่ใช่หัวใจที่แท้จริงของคำพยาน  แต่การเป็นพยานที่น้าตุ๊กจะกล่าวถึงในวันนี้  หมายถึง การเป็นพยานในข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์  อันมีเนื้อหาที่มีใจความสำคัญคือ “พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า  มายอมตายที่ไม้กางเขน  หลั่งพระโลหิตชำระมวลมนุษย์ทุกคนให้หลุดพ้นจากความบาปและความตาย  จากนั้นอีกสามวันพระองค์ทรงฟื้นคืนพระชนม์มีชัยชนะเหนือความตาย เราทั้งหลายที่เชื่อในพระองค์ก็จะได้รับชีวิตนิรันดร์ร่มกับพระองค์ด้วย”    
คำพยาน หรือ การเป็นพยานมีความสำคัญอย่างไร  จำเป็นแค่ไหน..ที่เราจะต้องทำสิ่งนี้  คำตอบง่ายๆที่น้าตุ๊กจะชี้ให้เห็น ก็คือ พระเจ้าสั่งอะไรไว้ก็จงทำ  ถ้าเราอยากรู้ว่าพระเจ้าสั่งให้เราทำอะไรบ้าง  ทุกอย่างถูกบันทึกไว้ในพระคำภีร์  หรืออีกทาง..พระองค์ทรงสำแดงความสมบูรณ์แบบในทางของพระองค์ไว้ใน”องค์พระเยซูคริสต์” ตามที่บันทึกไว้ในหนังสือ ยอห์น1:14  “พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง เราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์ คือ พระสิริอันสมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา”  คือ ข้อนี้บอกว่า..พระวจนะพระเจ้าหรือพระดำรัสของพระองค์มาเกิดเป็นมนุษย์  คือ “พระเยซูคริสต์”  หมายความว่า พระเจ้าทรงสำแดงน้ำพระทัยครบถ้วนบริบูรณ์ของพระองค์ไว้ในพระเยซูคริสต์   ดังนั้น พระเยซูคริสต์ทำอะไร..นั่นคือ สิ่งที่คริสเตียนพึงต้องเดินตาม  และสิ่งนึงที่พระเยซูคริสต์ทำและสำคัญมากที่เราต้องทำตามก็คือ..”การประกาศข่าวประเสริฐ”  พระองค์สั่งให้เราประกาศกับใครบ้าง..
ดู ลูกา 5:30-32  ข้อนี้ พวกธรรมมาจารย์และฟาริสีมาต่อว่าพระเยซูประมาณว่า..ทำไมพระองค์ถึงเอาตัวไปเกลือกกลั้วกับคนไม่ดีอย่างพวกคนบาปและคนเก็บภาษี” การเก็บภาษีสมัยก่อนทำคล้ายๆเป็นการสำปะทาน คือ ไปประมูลมา..สมมติเหมาจ่ายให้รัฐบาลโรม 1 แสน  เขาก็ต้องทำทุกวิถีทางที่จะต้องเก็บภาษีจากประชาชนให้ได้มากกว่า 1 แสน  จะเป็น 2 แสน 3 แสนหรือมากกว่านั้นก็แล้วแต่..เพื่อให้ได้กำไร  ส่วนใหญ่ก็เรียกเก็บแพงๆเพราะมันเป็นเรื่องของผลประโยชน์  คนเก็บภาษีส่วนมากก็จะโหด  น่าจะประมาณพวกที่เก็บค่าคุ้มครองสมัยนี้  ต่างกันที่การเก็บภาษี..ถูกกฎหมาย   แต่ถ้าไม่โหดก็เป็นคนเก็บภาษีไม่ได้  เพราะจะขาดทุน..ไม่มีกำไร   ดังนั้น เมื่อพระคำภีร์พูดถึงคนเก็บภาษี  ก็จะหมายถึงคนไม่ดีไปโดยปริยาย...
พระเยซูตรัสตอบพวกฟาริสีว่า “คนปกติไม่ต้องการหมอ แต่คนเจ็บต้องการหมอ พระองค์มิได้มาเพื่อจะเรียกคนที่เห็นว่าตัวชอบธรรม แต่มาเรียกคนบาปให้กลับใจเสียใหม่” เด็กๆลองพิจารณาดูว่าสิ่งที่พระเยซูพูด..มันจริงมั๊ย  จริงแท้แน่นอน  เพราะสังเกตได้เลย..ใครก็ตามที่คิดว่าตัวเองดี..ตัวเองเก่ง..ตัวเองฉลาด  เขาจะไม่ฟังคนอื่นหรอก  อย่าบังอาจไปสอนเขา..เหมือนพวกธรรมาจารย์และฟาริสีนี่แหละ..ที่คิดว่าตัวเองเป็นคนชอบธรรม แล้วเลยเห็นคนอื่นที่ไม่เหมือนตัวเอง..ผิดบาปไปซะหมด  เปิดไปดูข้อพระคำที่สนับสนุนเรื่องนี้กันใน.....
ดู มัทธิว 5:43-45 / 46-48  ข้อนี้ บอกว่าเราทั้งหลายคุ้นเคยแต่กับคำสอนที่ว่า “จงรักเพื่อนบ้าน และเกลียดชังศัตรู”  ก็คือ ให้รักพี่น้องของตัวเอง..คนกันเอง..พวกกัน..คนบ้านเดียวกัน  ข้อที่ 44 พระเยซูบอกว่า “จงรักศัตรูของท่าน จงอวยพรแก่ผู้ที่สาปแช่งท่าน จงทำดีแก่ผู้ที่เกลียดชังท่าน และอธิษฐานเพื่อผู้ที่ปฏิบัติต่อท่านอย่างเหยียดหยามและข่มเหงท่าน”   เพราะมันจะมีประโยชน์อะไร  ถ้าเราจะรักแต่คนที่ดีกับเรา..หรือคนที่น่ารัก...เพื่อนคนไหนทำถูกใจ  เอาใจ  เราก็ตั้งป้อมเลยว่า..ชั้นจะคบคนนี้  จะยุ่งกับคนนี้เท่านั้น  ส่วนที่ชอบนินทา  ปากว่าตาขยิบ  เราก็ตีกรอบเลย..อย่าหวังว่าฉันจะเสวนาด้วย  ต่อให้มาคุกเข่าตรงหน้าก็อย่าหวังว่าจะเห็นใจ..อะไรประมาณนี้..มันไม่ถูกต้อง  เพราะสำหรับพระเจ้า..มันไม่ใช่  ก็คนที่ไม่มีพระเจ้าเขาก็ทำกันอย่างงั้น..จริงมั๊ย      สังคมส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนั้น..ยอมรับแต่คนที่ดี  เด็กดี  ส่วนคนไม่ดี  เด็กนิสัยแย่ๆ หรือคนที่ทำผิด  ก็มักจะไม่ค่อยได้รับโอกาสหรือความเห็นใจจากคนรอบข้างหรือจากสังคม  อันนี้ คือเรื่องจริง..สังคมของคนที่ไม่มีพระเจ้าส่วนใหญ่..ก็จะเป็นแบบนี้  แต่สำหรับพระเจ้า..ไม่ใช่  พระเยซูสอนให้เราทำต่างอย่างสิ้นเชิง   
ดู โรม 1:13-15  “..ข้าพเจ้าเป็นหนี้ทั้งพวกกรีกและพวกชาวป่าด้วย เป็นหนี้ทั้งพวกนักปราชญ์และคนเขลา”  นี่คือ คำพูดของอ.เปาโล  เป็นสำนวนว่าเขาเป็นหนี้คนทั้งโลก  ทำไมเปาโลถึงบอกว่าเขาเป็นหนี้คนมากมาย  เพราะเปาโลรู้ซึ้งว่า ”ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์”  มีไว้สำหรับมนุษย์ทุกคน  พระเจ้า..พระบิดาไม่ได้เตรียมทางรอดในพระเยซูคริสต์ไว้เพื่อใครคนใดคนเดียว  พระองค์ไม่ได้เลือกแค่คนกลุ่มเดียว  ชนชาติเดียว..อิสราเอลอย่างเดียว..ไม่ใช่  แต่ พระเจ้าให้โอกาสทุกคน และเปาโลซาบซึ้งในเรื่องนี้เป็นอย่างดี  เพราะอะไร..เมื่อก่อนเขาเป็นขุนนางของพวกยิว..เป็นหัวหอกในการต่อต้านพระคริสต์และข่มเหงคริสตจักร    จนวันนึงเมื่อพระเจ้าเปิดตาเขา..พระเยซูทรงสำแดงพระองค์เองต่อหน้าเปาโล..เปาโลกลับใจใหม่ทันที   เขาเริ่มรับใช้พระเจ้าด้วยความมุ่งมั่นที่จะประกาศข่าวประเสริฐออกไปให้มากที่สุด..ไกลที่สุด  เพราะเปาโลรู้ดีว่าสิ่งนี้ คือ “น้ำพระทัยของพระเจ้า”   ในเมื่อเขาได้ความรอดมาฟรีๆ  เขาก็มีหน้าที่ต้องส่งต่อสิ่งที่ดีนี้ให้คนอื่นบ้าง..เขาจะเห็นแก่ตัวเก็บเอาไว้คนเดียว..ไม่ได้ 
ดู โรม 1:16-17  ข้อนี้อ.เปาโลบอกว่า “..ด้วยว่าข้าพเจ้าไม่มีความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐของพระคริสต์..”  อ.เปาโลบอกว่าเขาไม่อายที่จะบอกกับทุกคนว่า”พระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้านะ  มายอมตายที่ไม้กางเขน เพื่อชำระบาปให้กับเรา  เพราะฉะนั้น ได้โปรดเชื่อในพระองค์แล้วรับเอาความรอดไว้..ช่วยรับไว้หน่อยเถอะ”ฟรี”..ไม่เสียค่าใช้จ่าย   เด็กๆว่าพูดแล้วคนที่ฟังเชื่อทุกคนมั๊ย..ไม่เลย  ไม่ใช่ทุกคนที่ฟังแล้วจะเชื่อ  แต่มันแค่บางคนเท่านั้นเอง   แล้วที่สำคัญ ไอพวกที่ไม่เชื่อก็มักจะมองเรื่องที่พระเยซูทำบนไม้กางเขน..”เป็นเรื่องโง่”  อ.เปาโลถึงต้องใช้คำพูดว่า”เขาไม่อาย”  เพราะหลายคน”อาย”..ที่จะพูดเรื่องราวของพระเยซู    
แล้วอ.เปาโลไม่ใช่แค่ไม่อายนะ  แต่ตลอดชีวิตเขาทุ่มเทรับใช้จนข่าวประเสริฐถูกแผ่ออกไปเกือบครึ่งโลก   จริงๆต้องบอกว่าทั่วโลกเพราะทุกวันนี้ถ้อยคำของอ.เปาโลยังอยู่มั๊ย..ยังอยู่ให้เราได้อ่านได้เรียนกันอยู่นี่ไง  
ดู โรม 10:14 ข้อนี้บอกว่า “..แต่ผู้ที่ยังไม่เชื่อจะทูลขอต่อพระองค์อย่างไรได้ และผู้ที่ยังไม่ได้ยินข่าวประเสริฐจะเชื่อในพระองค์อย่างไรได้ และเมื่อไม่มีใครประกาศให้เขาฟัง เขาจะได้ยินอย่างไรได้”...เด็กๆ ลองนึกภาพดู ถ้าอัครทูตเหล่านั้นไม่เชื่อฟังพระเยซู..ไม่ทุ่มเทหรือเห็นความสำคัญของการประกาศข่าวประเสริฐ   เด็กๆว่าผู้คนมากมายในสมัยนี้..รวมทั้งเราด้วยจะรู้จักพระเจ้ามั๊ย..ไม่รู้จัก  และในเมื่อไม่รู้จัก..ก็จะได้รอดมั๊ยล่ะ..ไม่รอด  เพราะไม่มีใครมาบอกข่าวประเสริฐ  แล้วทีนี้ลองคิดต่อไป ถ้าเราเพิกเฉยไม่ทำหน้าที่อันเดียวกันนี้  ผู้คนมากมายทั้งในสมัยนี้และลูกหลานเหลนที่จะอยู่ในอนาคตจะรับความรอดได้ยังไง  เมื่อเราได้รับข่าวประเสริฐ..ได้รับความรอดแล้ว  เราเก็บเอาไว้คนเดียว  ไม่สนใจคนอื่นที่เขาต้องพินาศไปในบึงไฟนรก  นั่นคือ เราเห็นแก่ตัวใช่หรือไม่ 
ดู 2ทิโมธี 4:2-4  “..จงขมักเขม้นที่จะทำการทั้งที่มีโอกาสและไม่มีโอกาส..”  ..หมดข้ออ้าง เพราะหลายคนมีปัญหากับการประกาศข่าวประเสริฐ..คิดไปเองว่า “ไม่มีโอกาส”  แต่ความจริง คือ เราพูดได้ทุกโอกาส  เพราะความเชื่อเป็นของประทานที่มาจากพระเจ้า  ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ..มันขึ้นอยู่กับพระองต์  ไม่ใช่เพราะเราพูดเก่ง  ไม่ใช่เพราะเราดูดีน่าเชื่อถือ..เขาถึงได้เชื่อ  ไม่ใช่..อย่าเข้าใจผิด   พระคำภีร์ข้อนี้จึงหนุนใจให้เราขมักเขม้น..ทุ่มเทเพื่อข่าวประเสริฐ  ใครที่ไม่เคยทำเลย..ก็หัดทำซะบ้าง  ใครที่ทำน้อยเกินไป..ก็ตั้งใจทำให้มากขึ้น    เพราะ..ข้อที่ 3 บอกว่า “..จะถึงเวลาที่คนจะทนต่อคำสอนอันถูกต้องไม่ได้ (เพราะถูกมารล่อลวงจนหลงเจิ่นไป) แต่เขาจะรวบรวมครูไว้ให้สอนในสิ่งที่เขาชอบฟัง..”..ทุกวันนี้เราชอบฟังอะไร..seed 97.5 , 93 คูลเอฟเอ็ม   ข่าววันใหม่ที่มีสารพัดภัยพิบัติ..อาชญากรรม  อะไรอีก..เดอะ โว๊ยซ์  ชอบดูมั๊ย..น้าตุ๊กก็ชอบ ยิ่งในอินเตอร์เน็ท..จะเอาอะไรมีหมด  อากู๋รู้ทุกอย่าง ..ใช่มะ  สื่อในปัจจุบันนี้ไปไกลมาก  เราตามทันมั๊ย..สติปัญญาฝ่ายโลกอาจจะตามทัน  แต่ฝ่ายวิญญาณ..ไม่มีทาง ถ้าเราไม่ระวัง    เราก็เสพเข้าไปแล้วก็ติดใจมาก    แต่ถึงกระนั้น  ก็จะไม่มีข่าวไหนเลยที่จะช่วยให้มนุษย์ได้รับความรอด..พ้นจากความพินาศ  นอกจาก..ข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซู  พระคำภีร์ถึงบอกว่า “..มนุษย์จะรวบรวมครูไว้ให้สอนใน”สิ่งที่เขาชอบฟัง”  ไปฟังแต่ที่ชอบๆ ตามความปรารถนาของตนเอง และจะบ่ายหูจากความจริงเรื่องข่าวประเสริฐในองค์พระคริสต์ หันไปฟังเรื่องนิยายต่างๆ”
กิจการ 1:6-8  ข้อนี้ บรรดาอัครสาวกได้ทูลถามพระเยซูว่า “พระองค์จะทรงตั้งราชอาณาจักรขึ้นใหม่ให้แก่อิสราเอลในครั้งนี้หรือ"  พระเยซูตอบพวกเขาว่า  “ไม่ใช่ธุระของท่าน..”  ..ไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องตะเกียกตะกายรู้ให้ได้..ว่าพระเจ้าจะพิพากษาโลกนี้เมื่อไหร่ อีกนานมั๊ยกว่า พระองค์จะจัดตั้งอาณาจักรใหม่ให้ผู้ชอบธรรม   พระเยซูบอกว่าเรื่องนี้..ไม่ใช่ธุระของเรา  แล้วธุระหน้าที่ของเรา คืออะไร..ข้อที่ 8 บอกว่า  “แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเรา..”  คือ เมื่อเรารับเชื่อในพระเยซูคริสต์  พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือเรา..สถิตอยู่กับเรา  แล้วเราจะ”เป็นพยานในข่าวประเสริฐของพระองค์”  นี่คือ หัวใจสำคัญเมื่อเราได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์   พระเจ้าไม่ได้บอกว่าเมื่อเรามีพระวิญญาณเราต้องขับผีออก  รักษาคนให้หาย  ห้ามลม  ห้ามฝนหรือเสกไฟลงมาจากฟ้าเหมือนเอลียาห์  แต่..เราจะเป็นพยานในข่าวประเสริฐ 
เพราะงั้น ถ้าใครไม่เคยที่จะอยากพูดเรื่องพระเจ้ากับเพื่อนหรือคนรู้จักเลย  น้าตุ๊กแนะนำว่า “ต้องเช็คตัวเองแล้ว”  ว่าเราเชื่อด้วยปากและรับด้วยใจจริงๆรึยัง  เพราะโดยธรรมชาติของคนที่มีพระวิญญาณ..ยังไงก็ต้องทำสิ่งนี้ คือ “เป็นพยาน”  จะมากจะน้อย หรือแม้จะแค่คิดอยู่ในใจ..ยังไงก็ต้องทำ เช่น.. เห็นเพื่อนบางคนมีปัญหา  เศร้าใจ  ไม่มีความสุขก็..เออ อยากชวนเขาไปโบสถ์นะ  อยากให้เขาเชื่อพระเจ้า  อะไรประมาณนี้..ต้องมี 
ดู ฟิลิปปี 1:21-23  ข้อนี้เปาโลบอกว่า “เขาลังเลใจ..จะอยู่หรือจะตายดี  เพราะถ้าอยู่..ก็อยู่เพื่อพระคริสต์  อยู่ต่อไปเขาก็สามารถประกาศข่าวประเสริฐได้อย่างเกิดผล   ส่วนถ้าตายก็ได้กำไร..อีกใจเปาโลก็อยากจะจากไปเพื่ออยู่กับพระคริสต์ ซึ่งประเสริฐกว่ามากนัก”..เลยเลือกไม่ถูก  นี่คือ ตัวอย่างของคนที่อยู่อย่างมีคุณภาพ  ไม่ใช่อยู่หายใจทิ้งไปวันๆ อยู่เพื่อกิน  อยู่เพื่อเที่ยว วันๆคิดแต่จะหาสิ่งมาปรนเปรอเนื้อหนัง  สุดท้าย อ.เปาโลก็สรุปได้ว่าการที่เขามีชีวิตอยู่  มันมีความจำเป็นมากกว่าสำหรับพี่น้อง  ข้อที่ 24 เปาโลบอกว่า “เมื่อข้าพเจ้าแน่ใจอย่างนี้แล้ว ข้าพเจ้าก็ทราบว่าข้าพเจ้าจะยังอยู่กับท่านทั้งหลายเพื่อให้ท่านจำเริญขึ้นและชื่นชมยินดีในความเชื่อ”
นี่คือ สาเหตุเดียวที่ทำให้อ.เปาโลยังอยากมีชีวิตอยู่ คือ อยู่เพื่อเป็นพยานในข่าวประเสริฐ  เพื่อที่มนุษย์อีกมากมายจะได้จำเริญขึ้น..ได้รับความรอดและพบกับสันติสุขที่แท้จริง  หรือน้าตุ๊กจะพูดให้เข้าใจง่าย ก็คือ ถ้าปราศจากการประกาศข่าวประเสริฐแล้ว  เราก็ไม่รู้จะอยู่ไปเพื่ออะไร  
  หมดเวลาแล้วค่ะ สัปดาห์หน้ามาต่อกันเกี่ยวกับ"ท่าทีของการประกาศข่าวประเสริฐ"   ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ

วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2555

การสามัคคีธรรมกับพระเจ้าเพื่อให้เกิดพลัง อาทิตย์ที่ 28:10:2012


“สามัคคีธรรม” คือ การเข้าไปมีส่วนร่วม..แบบเป็นหนึ่งเดียวกัน  ธรรม ในที่นี้ เราหมายถึง ทางของพระเจ้า  รวมกันก็คือ  การเข้าไปร่วมเป็นหนึ่งเดียวกัน  เพื่อที่จะดำเนินอยู่ในทางพระเจ้า   ซึ่งมีอยู่ 3 ขั้นตอนที่สำคัญสำหรับคริสเตียน
ดู 1เธสะโลนิกา 5:17-18  วิธีแรกที่เราจะสามัคคีธรรมกับพระเจ้า ก็คือ “การอธิฐาน”  การอธิฐานสำคัญมากสำหรับคริสเตียน  เราถูกปลูกฝังตั้งแต่เด็ก  ให้อธิฐานทุกวัน  อย่างน้อยที่สุด 2 ครั้ง คือ ตื่นนอนขึ้นมาก็ต้องอธิฐานเลย..เป็นอย่างแรก  กับ ก่อนที่จะล้มตัวลงนอนในตอนกลางคืน  เด็กๆต้องทำให้เป็นนิสัยนะคะ  ข้อที่ 18 บอกว่า “..เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์เพื่อท่านทั้งหลาย”  ฟังดีๆ “เป็นน้ำพระทัยพระเจ้าในพระคริสต์” ข้อนี้มีความหมายตามนั้นจริงๆ  เพราะพระเยซูอุตส่าห์ยอมมาตายที่ไม้กางเขนเพื่อเรา  เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนม่านในวิหารก็ขาดออก..เป็นสัญลักษณ์ว่าโดยความเชื่อในพระเยซู..ไม่มีอะไรมาขวางกั้นเรากับพระเจ้าได้อีกต่อไป    เราสามารถเข้าเฝ้าพระเจ้าโดยการอธิฐานได้ตลอดเวลาที่เราต้องการ  ไม่เหมือนในพันธสัญญาเดิม..ที่มีแต่มหาปุโรหิตเท่านั้น..ที่สามารถเข้าไปเฝ้าพระเจ้าในห้องอภิสุทธิสถาน  และกว่าจะเข้าเฝ้าได้ก็ต้องเตรียมการกันอย่างยุ่งยากซับซ้อนมากมายหลายชั่วโมง  เพราะฉะนั้น ใครที่ไม่ค่อยอธิฐานหรือทำไม่สม่ำเสมอ..ก็ให้กลับใจใหม่นะคะ เพราะสิ่งนี้มีค่ามาก  แล้วการที่จะอธิฐานกับพระเจ้าทุกวันนี้ก็ง่ายดายมาก  ทำได้ทุกที่..ทุกเวลาที่เราต้องการ..ผ่านทางพระเยซูคริสต์    แล้วถ้าเรายังไม่ทำอีก..เราจะไม่มีวันเข้าถึงพระเจ้าได้  เพราะง่ายขนาดนี้แล้วยังไม่เข้าหา..แล้วจะไปเข้าทางไหน   สุดท้ายแล้ว เราจะไม่มีวันที่จะทำอะไรได้สำเร็จอย่างถูกต้องด้วย..ถ้าเราไม่อธิฐาน   (เดี๋ยวเด็กๆโตขึ้น  ก็จะเข้าใจเรื่องนี้ได้ชัดเจนขึ้นเอง  เพราะจะมีประสบการณ์ตรง)  ทีนี้ มาดูว่าพระเยซูสอนเกี่ยวกับเรื่องการอธิฐานไว้อย่างไรบ้าง   อย่างแรกเลยเปิดไปดู..
ดู มัทธิว 6:1-2  “จงระวัง อย่ากระทำศาสนกิจเพื่ออวดคนอื่น  ถ้าทำอย่างนั้น  เราจะไม่ได้รับบำเน็จจากพระเจ้า”  คำว่า “ศาสนกิจ” น้าตุ๊กคิดว่าหมายถึงทุกอย่าง..ที่เกี่ยวกับงานของพระเจ้า  และรวมถึงการทำดีให้เป็นที่ถวายเกียรติ..เป็นที่ชอบพระทัยต่อพระพักตร์พระองค์   ทั้งการช่วยงานทุกอย่างในโบสถ์  การทำทาน..การช่วยเหลือคนอื่นทุกรูปแบบ  หรือแม้แต่การอธิฐาน  พระเยซูบอกว่า..อย่าทำเพื่ออวดคนอื่น   อย่าทำแล้วไปป่าวประกาศให้คนอื่นรู้..ว่าฉันถวายเยอะ   ฉันบริจาคเงินช่วยเหลือคนน้ำท่วมไป..กี่หมื่นกี่แสน  หรือตอนสร้างโบสถ์ฉันก็ช่วยออกเงินเยอะมาก..น่าจะเอาชื่อฉันไปติดไว้ที่หน้าโบสถ์  อะไรต่างๆเหล่านี้..ก็เป็นการป่าวประกาศให้คนอื่นรู้ทั้งสิ้น  พระเยซูทรงบอกว่า..อย่าทำ   (เพราะงั้น เราจะไม่ได้เห็นชื่อหรือรูปถ่ายของคนที่บริจาคหรือถวายเงินในการสร้างสิ่งต่างๆตามผนังโบสถ์เหมือนที่เห็นกันตามวัด)   หรือ แม้แต่เวลาที่เราอธิฐานพระเยซูก็บอกว่า..อย่าทำเพื่ออวดคนอื่น..  ข้อที่ 6 บอกว่า “ฝ่ายท่านเมื่ออธิษฐานจงเข้าในห้องชั้นใน  ปิดประตูให้เรียบร้อย  แล้วก็อธิฐาน..ถ้าเป็นได้   แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ว่าเราอธิฐานนอกบ้านไม่ได้..ไม่ใช่  เราควรอธิฐานตลอดเวลาด้วยซ้ำไปแต่เราแค่อธิฐานในใจ  สงบใจแล้วระลึกถึงพระเจ้า..คุยกับพระองค์เป็นการส่วนตัว  อย่าไปยืนทำท่าโฮลี่  โบกไม้..โบกมือ  โหวกเหวกโวยวายอยู่ตามที่สาธารณะ  เหมือนคนเคร่งศาสนาซะเต็มประดาอะไรอย่างนั้น..อย่าทำ  (หรือแม้แต่ในห้องประชุม  พระคำภีร์บอกว่าต้องมีระเบียบ  อันไหนที่ไม่มีระเบียบ..ก็ไม่ได้มาจากพระเจ้า)
ดู 1ซามูเอล 3:20-21  “..เพราะพระเจ้าทรงสำแดงพระองค์แก่ซามูเอลที่ชีโลห์ โดยพระดำรัสของพระเยโฮวาห์”  ข้อนี้ บอกว่า พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์โดย..”พระดำรัส” เพราะฉะนั้น วิธีที่สอง..ที่จะทำให้เรารู้จักพระเจ้ามากขึ้นก็คือ การใคร่ครวญพระวจนะของพระองค์..ในพระคำภีร์..ไม่ใช่ทุกวันนะแต่ควรจะทำทั้งวัน   น้าตุ๊กเคยบอกแล้วว่า มันเป็นไปได้ที่เราจะสนิทกับใครหรือไว้ใจใครได้โดยที่ไม่รู้จักเขาเลยหรือรู้จักไม่ดีพอ  ดังนั้น  เราควรจะสามัคคีธรรมกับพระเจ้าตลอดเวลา
แต่..พอได้ยินคำว่าสามัคคีธรรมแล้ว  เด็กๆอย่าไปคิดถึงภาพพิธีกรรมที่ลึกลับซับซ้อน  หรือภาพนักบวชบำเพ็ญตะบะที่ต้องออกๆไปปลีกวิเวกตามป่าตามเขาห่างไกลแสงสีความเจริญ..ไม่ใช่   คริสเตียนสามารถสามัคคีธรรมกับพระเจ้าได้ตลอดเวลา ขณะที่เราดำเนินชีวิตประจำวันตามปกตินี่แหละ    โดยการสงบใจอธิฐานหรือคิดจดจ่อซ้ำไปซ้ำมาอยู่กับถ้อยคำของพระเจ้า  ไม่ว่าจะตอนนั่งอยู่บนรถ   ทานอาหาร  ออกกำลังกาย   หรือแม้แต่กำลังเดินอยู่ตามทาง   เด็กๆสามารถเริ่มต้นฝึกได้ด้วยการหัดจำพระคำภีร์สักข้อนึง..เริ่มจากสั้นๆก่อนก็ได้  แล้วก็คิดทบทวนซ้ำไปซ้ำมา..ทุกครั้งที่นึกขึ้นได้   ตัวอย่างเช่น
.....เวลาที่มีรายได้ลดลง  แล้วเรากลัวว่าจะขัดสนมีรายรับไม่พอรายจ่าย  เราก็ท่องเลย สดุดี  23
           “พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะ  ข้าพเจ้าจะไม่ขัดสน พระองค์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้านอนลงที่ทุ่งหญ้าเขียวสด พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปริมน้ำแดนสงบ”  ไม่อดตายแน่แต่เราจะอุดมสมบูรณ์เหมือนแกะที่ผู้เลี้ยงพาไปกินหญ้าในทุ่งที่หญ้าเขียวสดและริมธารน้ำแดนสงบ..คือ อุดมสมบูรณ์ทั้งน้ำและอาหาร..โดยไม่ต้องแย่งชิงกับใคร 
.....หรือในเวลาที่เกิดภัยพิบัติ  แผ่นดินไหว  น้ำท่วมโคลนถล่ม  มีโรคระบาดแปลกๆเยอะแยะมากมายอย่างทุกวันนี้  หลายครั้งเราก็อดที่จะนึกกลัวไม่ได้  ก็ท่องเลย สดุดี 91:1-8 
    “..พระองค์ทรงเป็นที่ลี้ภัยของข้าพระองค์และป้อมปราการของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ผู้ที่ข้าพระองค์จะไว้วางใจ" 
        “..พันคนจะล้มอยู่ที่ข้างๆท่าน หมื่นคนที่มือขวาของท่าน แต่ภัยนั้นจะไม่มาใกล้ท่าน ท่านจะมองดูด้วยตาเท่านั้น..”  เพราะฉะนั้น ยิ่งสิ่งที่ตามองเห็น..ทำให้เรากลัวมากขนาดไหน  เรายิ่งต้องจำถ้อยคำของพระเจ้าไว้ให้ขึ้นใจ  พกไว้เหมือนเป็นอาวุธที่พร้อมจะหยิบขึ้นมาไล่ความกลัวได้ตลอดเวลา       
ดู โรม 12:1-2  “..อย่าทำตามอย่างชาวโลกนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจเสียใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบพระประสงค์ของพระเจ้าว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัย และอะไรดียอดเยี่ยม” ... เมื่อเราติดสนิทกับพระเจ้า..เราจะได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่   เพราะฉะนั้น  ใครก็ตามที่เชื่อพระเจ้ามาหลายปีแต่นิสัย  ความคิด..จิตใจไม่เปลี่ยนเลย  (หมายถึงเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น..เหมือนพระเยซูคริสต์มากขึ้น)  ก็ควรต้องพิจารณาตัวเองว่าเราติดสนิทกับพระเจ้าน้อยเกินไปรึเปล่า   คำว่า   ”จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจใหม่” ในข้อนี้ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่มาจาก  ”การทรงสถิต”  รับเชื่อแล้ว..พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตอยู่ในเรา  และการที่เราจะเปลี่ยนแปลงใหม่ก็เป็นมาโดยพระวิญญาณที่อยู่กับเรา เราไม่สามารถเป็นเหมือนพระคริสต์ได้ด้วยการทำเลียนแบบ  ถ้าต้องทำให้เหมือน..ก็เท่ากับการที่ต้องทำตามกฎบัญญัติอย่างครบถ้วน  ซึ่งไม่มีวันเป็นไปได้  เพราะเราไม่มีกำลังมากพอ   แต่คริสเตียนทำได้..ด้วยการพึ่งในพระคุณของพระวิญญาณ  และเราสามารถให้ความร่วมมือกับพระเจ้าได้..ด้วยการติดสนิทกับพระองค์ผ่านการอธิฐาน..ทูลขอ..และใคร่ครวญข้อพระคำภีร์อยู่เป็นประจำ   ข้อที่ 2 บอกว่า “..เพื่อที่เราจะได้รู้ว่าอะไรดี  อะไรเป็นที่ชอบพระทัย  และอะไรดียอดเยี่ยม”  เด็กๆดูดีๆ สิ่งที่ดีในข้อนี้มันมีหลาย level  ไม่ได้มีแค่ good แต่มี excellent ด้วย  และในทางพระเจ้า..น้าตุ๊กขอบอกว่า  เราควรจะทำแบบ excellent  คือ เป็นที่ชอบพระทัยอย่างยอดเยี่ยม  แต่ก่อนจะเป็นได้เราต้องรู้ก่อนว่าพระเจ้าชอบอะไร..ไม่ชอบอะไร  และคู่มือเล่มเดียวที่จะบอกเราได้ก็คือ พระคำภีร์ 
ดู ยอห์น 13:34-35 “ถ้าเจ้าทั้งหลายรักซึ่งกันและกัน แล้วคนทั้งปวงก็จะรู้ว่าเจ้าทั้งหลายเป็นสาวกของเรา”  การจะทำให้คนอื่นรู้ว่าเราเป็นคนของพระเจ้า..เป็นสาวกของพระคริสต์ ก็คือ “เราต้องรักซึ่งกันและกัน”  ไม่ใช่การถือพระคำภีร์เล่มโตมาโบสถ์  ไม่ใช่การรู้พระคำภีร์ทั้งเล่ม  หรือแม้แต่การที่เราถวายอย่างมากมาย  ก็ไม่ได้เป็นข้อบ่งบอกถึงการเป็นสาวกของพระคริสต์  แต่พระเจ้าบอกชัดเจน ว่า”ให้เรารักซึ่งกันและกัน” อย่างงั้นเราถึงจะได้ชื่อว่าเป็นสาวกของพระองค์
พระเจ้าต้องการให้เราพึ่งพากันในการสามัคีธรรม..เพื่อที่เราจะเติบโตไปด้วยกัน  เราไม่สามารถที่จะเติบโตไปคนเดียวเพียงลำพัง  ฉันรอดแล้ว..ฉันไม่สนใจคนอื่น..ไม่ได้  ดังนั้น นอกเหนือจากการอธิฐานและอ่านพระคำภีร์เพื่อใคร่ครวญพระวจนะของพระองค์แล้ว  พระเจ้าต้องการให้เรามีปฎิสัมพันธ์กับพี่น้อง  หลายๆศาสนามักจะมีค่านิยมว่า “คนที่จะเติบโตหรือพัฒนาไปสู่ขั้นที่สูงกว่าทางฝ่ายวิญญาณ..จะต้องหนีไปปลีกวิเวกอยู่คนเดียว  ไปขึ้นเขาลงห้วย  หรืออย่างน้อยที่สุดต้องรู้จักตัดทางโลกไปทำสมาธิ..หรือเดินจงกลมอยู่ตามวัดวาอาราม  แต่สำหรับคริสเตียน..ไม่ใช่  พระเจ้าสอนให้เราทำต่างอย่างสิ้นเชิง  เราไม่สามารถเติบโตเป็นเหมือนพระคริสต์ได้..ด้วยการไปปลีกวิเวกไปอยู่คนเดียว  หรือเอาแต่นั่งอธิฐานอยู่ในบ้านโดยไม่ออกมาพบปะผู้คนเลย 
ดู ยอห์น 15:4-6  “..ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเราและเราเข้าสนิทอยู่ในเขา ผู้นั้นจะเกิดผลมาก เพราะถ้าแยกจากเราแล้วท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย” ...ไม่ได้จริงๆ  เพราะงั้น เราทุกคนจึงต้องเป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักร  เราต้องมีส่วนร่วมและมีความสัมพันธ์กับพี่น้องที่โบสถ์  ครอบครัวผู้เชื่อ  เพราะพระเจ้าทรงใช้  ”พฤติกรรม และสถานการณ์” เป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างอุปนิสัยของเราทุกคน  เด็กๆลองคิดดู..ว่าเราจะแข็งแรงได้ยังไงถ้าเราไม่เคยเจอปัญหา..ไม่เคยเจอคนนิสัยแย่ๆ  ถ้าทั้งชีวิตของเราวางอยู่บนความสุขสบาย  เจอแต่คนดีๆ ช่างเอาอกเอาใจ  เราไม่มีทางเติบโตหรอก  เพราะเราจะไม่รู้จักอดทน  ไม่รู้จักแบ่งปัน  ไม่รู้จักอดกลั้น ไม่รู้จักการรอคอย  ที่สำคัญเราจะรักใครไม่เป็น   เราจะไม่มีทางได้ฝึกฝนหรือเรียนรู้ที่จะรักแบบพระเยซู   เพราะพระเยซูไม่ได้เลือกที่จะรักเฉพาะคนดีๆหรือคนที่น่ารักเท่านั้น  แต่พระองค์ทรงรักคนบาป..อย่างพวกเราและมนุษย์ทุกคน  เพราะฉะนั้น  ถ้าไม่ออกจากบ้าน..มาปฎิสัมพันธ์กับพี่น้องที่โบสถ์  ไม่มีส่วนร่วมกับชุมชนหรือสังคมไหนๆเลย   เราก็จะไม่ได้เจอคนที่เห็นแก่ตัว  ไม่ได้เจอคนขี้โกง  ขี้อิจฉา  ขี้ใจน้อย  ขี้บ่น  คือเราจะไม่มีโอกาสเจอคนนิสัยแย่ๆ..แล้วเราจะไปฝึกความอดทนตอนไหน..
ดู 2โครินธ์ 4:16-17  “..เพราะการทุกข์ยากเล็กๆน้อยๆบนโลกนี้เรารับแค่ประเดี๋ยวเดียว  แต่จะทำให้เรามีศักดิ์ศรีถาวรนิรันดร์”  ซึ่งมันคุ้มจะตาย   เด็กๆจำไว้ว่า..ปัญหาเป็นแค่เครื่องมือที่พระเจ้าใช้ในการฝึกฝนให้เรารู้จักอดทน  ดึงให้เราเข้าใกล้และไว้วางใจพระองค์มากขึ้น   เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ที่เราออกห่างพระเจ้า  หรือเผลอไปให้ความสำคัญกับบางสิ่งมากกว่าพระองค์  พระเจ้าก็จะเอาสิ่งนั้น..ออกไปจากชีวิตเราแล้วใส่ปัญหาเข้ามาแทน  และในเวลาที่เราไม่เหลืออะไร  ไม่มีใครช่วยได้  หรือมองไม่เห็นทาง  เราก็จะเห็นพระเจ้าชัดเจนที่สุด   
ดังนั้น อย่าท้อถอยหรืออ่อนระอาใจในเวลาที่เกิดปัญหา  เพราะข้อที่ 16 บอกว่า “..ถึงกายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป แต่จิตใจภายในนั้นยังคงจำเริญขึ้นใหม่ทุกวัน” ...ซึ่งเป็นสิ่งที่คุ้มสุดๆ  เพราะกายภายนอกมันเป็นสิ่งที่จะอยู่แค่ชั่วคราว  แต่จิตวิญญาณที่จำเริญขึ้นใหม่ต่างหาก..ที่จะอยู่กับเราถาวรนิรันดร์  เพราะงั้น บนโลกนี้เราจะมีรูปร่างหน้าตาหรือมีอาชีพอะไร..ฐานะจะเป็นแบบไหนก็ไม่สำคัญ  เพราะสิ่งที่เราจะเอาติดไปสวรรค์คือ จิตวิญญาณที่ถูกสร้างใหม่ให้มีความไพบูลย์เหมือนพระคริสต์  ไม่ใช่อาชีพ ยศถาบรรดาศักดิ์ หรือเงินทอง
หัวข้อสุดท้ายที่เราต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนอีกสักนิด ก็คือ “เรื่องของการรับบัพติศมาในน้ำ” 
ดู มัทธิว 28:18-20  “..เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์”  การรับบัพติศมาของคริสเตียนเป็นการแสดงออกทางภายนอก..ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายในชีวิตและจิตวิญญาณของผู้เชื่อ  เล็งถึงการมีส่วนร่วมในการวายพระชนม์ของพระคริสต์  การฝัง  รวมถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์    
บัพติศมาในน้ำเป็นขั้นตอนการสำแดงออกถึงความเชื่อฟัง  หลังจากที่เรารับเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์แล้ว  พระคำภีร์บอกว่า “..ให้ทุกคนที่เชื่อรับบัพติศมาด้วยน้ำ  ไม่ใช่แค่นั้น  พระเยซูเองก็ยังทำเป็นตัวอย่าง  ด้วยการไปรับบัพติศมากับยอห์น “   เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ต้องสำคัญมาก    ถามว่า รับเชื่อแล้ว  ไม่บัพติศมาแล้วจะไม่รอดหรือ  น้าตุ๊กว่า..ก็ไม่ใช่  แต่การบัพติศมาเป็นเหมือนกับการแสดงออกหรือการประกาศตัวว่าเราเป็น”คนของพระเยซู”  ได้รับการไถ่จากการตายที่ไม้กางเขนของพระองค์แล้ว   แต่ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่าย ก็ต้องเปรียบการรับเชื่อในพระคริสต์เป็นการแต่งงาน  ส่วนบัพติศมาเป็นเหมือนการสวมแหวนแต่งงาน   ซึ่งถ้าเราแต่งงานแล้ว  แค่ไม่สวมแหวน..เราก็ยังเป็นคนที่แต่งงานแล้วอยู่ดี    แต่การสวมแหวนเป็นเหมือนการประกาศให้โลกรู้ว่า”ฉันแต่งงานแล้ว”  “ฉันมีเจ้าของแล้ว” “ฉันเป็นของพระเจ้า” ประมาณนั้น 
แต่สรุปก็คือ ทุกสิ่งที่พระเจ้าสั่งไว้  เราต้องทำตามอย่างเคร่งครัด   ไม่ใช่เพราะน้ำที่ใช้ในการบัพติศมาเป็นน้ำวิเศษหรือศักดิ์สิทธิ์มีอิทธิปาฏิหารย์อะไร..ไม่ใช่   แต่หัวใจที่เราจะได้รับความรอดมันอยู่ที่”การเชื่อฟัง”   พระเจ้าสั่งอะไร..ทำตาม  จะเข้าใจ..ไม่เข้าใจก็ทำตาม  อย่างนั้นถึงจะได้ชื่อว่า “มีความเชื่อ” 
                              ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ

วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ความรอด


       ความรอด คือ อะไร
เด็กๆคิดว่า ”ความรอด” คืออะไร...???
หลายคนยังไม่เข้าใจชัดเจน ถึงความหมายของคำว่า “ความรอด”  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่ไม่มีพระเจ้า..จะไม่มีวันเข้าใจความหมายของคำว่าความรอด..ได้อย่างถูกต้องแน่นอน   
ความรอดเป็น  Main Target คือ เป็นเป้าหมายหลักของคริสเตียน  เพราะงั้น ถ้ามี”ความรอด” นั่นหมายถึง ก็ต้องมีสภาวะที่ “ไม่รอด”ด้วย   สำหรับพระคำภีร์ ความไม่รอด คือ สภาวะที่มนุษย์ตกลงไปในความบาป  ในภาษากรีกแปลออกมาแล้วมีความหมายว่า missing target  ก็คือ พลาดเป้าหมาย..ผิดวัตถุประสงค์  พระคำภีร์อธิบายโทษของความบาปว่าเป็น“การตายฝ่ายวิญญาณ”  
พระคำภีร์ของเราเป็นหนังสือที่เก่าแก่ที่สุดในโลกมีอายุประมาณ 3000 ปี..เป็นหนังสือเล่มเดียวที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับ “พระผู้ทรงสร้าง” ทั้งฟ้าสวรรค์..แผ่นดินโลกรวมถึงทุกอย่างที่อยู่บนโลก พระคำภีร์เป็นหนังสือเล่มเดียวที่บันทึกที่มาที่ไปทั้งของมนุษย์และจักรวาล”   และพระคำภีร์เป็นความจริง  ยิ่งวิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้าเท่าไหร่..ความจริงในพระคำภีร์ก็ถูกสำแดงให้ชัดเจนขึ้นเท่านั้นเช่น ในหนังสือ โยบ 26:7 “พระองค์ทรงคลี่ทางเหนือออกคลุมที่เวิ้งว้าง และแขวนโลกไว้เหนือที่ว่างเปล่า”   สมัยก่อนมนุษย์เชื่อว่าโลกเป็นยังไงคะ..”แบน”   บางกระแสก็ว่ามีปลาวาฬอยู่ใต้โลกอะไรซักอย่างเนี่ย   แล้วมนุษย์ก็เพิ่งมารู้ว่าโลกกลมอย่างเป็นทางการเมื่อโคลัมบัสค้นพบทวืปอเมริกา....
แต่หนังสือโยบที่เขียนขึ้นเมื่อประมาณ 3500 ปีก่อนคศ.  กลับบันทึกเรื่องนี้ไว้แล้ว..พระเจ้าบอกไว้ก่อนแล้วว่าโลกไม่ได้วางอยู่บนปลาวาฬหรืออะไรทั้งนั้น แต่มันลอยอยู่ในอากาศ   โอเค..มันเป็นความรู้ทั่วๆไปของทุกวันนี้ว่าโลกกลมและลอยอยู่ในจักรวาล  แต่..มันไม่ใช่เรื่องที่รู้กันทั่วไปในสมัย 5-6 พันปีที่แล้ว   เพราะสมัยนั้นไม่มีดาวเทียม  แล้ววิทยาการอะไรต่างๆก็ยังไม่ก้าวหน้า   จริงๆแล้วยังมีอีกหลายตัวอย่างที่สามารถพิสูจน์ได้เกี่ยวกับความจริงในพระคำภีร์    แต่น้าตุ๊กไม่อยากให้เรายึดติดกับความเป็นเหตุ..เป็นผลตามสติปัญญามนุษย์.. มากจนเกินไป  เพราะหลายครั้ง ในทางพระเจ้า..ไม่ต้องมีเหตุผล  ความสมเหตุ..สมผลตามสคิปัญญามนุษย์เอามาเป็นบรรทัดฐานของพระเจ้าไม่ได้  เพราะพระเจ้าอยู่เหนือกฎเกณฑ์ทั้งปวงและมนุษย์ไม่สามารถเอาสติปัญญาอันน้อยนิดไปจำกัดพระเจ้าได้  เรามีหน้าที่แค่เชื่อฟัง..ทุกอย่างที่พระองค์บอกไว้ในพระคำภีร์
ทีนี้ เรากลับมาพูดถึงสภาวะที่ไม่ได้รับความรอดของมนุษย์  หรือที่พระคำภีร์เรียกว่า  “การตายฝ่ายวิญญาณ”...ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร  ย้อนกลับไปในปฐมกาลเมื่อครั้งที่พระเจ้าทรงสร้างโลก  พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา โดยมีเป้าหมายที่จะมีสายสัมพันธ์กับมนุษย์แบบ “พ่อกับลูก”  เปิดไปที่...
ปฐก.3:17-19  การล้มลงไปในความบาปของมนุษย์ในครั้งนั้น  อ.เปาโลได้บันทึกความจริงข้อนี้ไว้ในหนังสือ โรม 3:23 ว่า..”เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า” ความหมายในข้อนี้ พระเจ้าตรัสไว้ในหนังสือปฐมกาลว่า  ความไม่เชื่อฟังของอาดามและเอวาทำให้ “มนุษย์กลายมาเป็นเหมือนผู้หนึ่งในพวกเราที่รู้จักความดีและความชั่ว”   ความหมายในข้อนี้  ส่วนตัวของน้าตุ๊กเชื่อว่า  “ถ้าอาดามกับเอวาไม่ทำบาป  มนุษย์น่าจะไร้เดียงสาเหมือนสัตว์ต่างๆที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น”  คือ มันจะทำอะไรเลวร้าย..น่าเกลียดขนาดไหน  ก็ไม่มีใครประนามมันจริงจัง  เพราะรู้สึกว่ามันทำตามสัญชาตญาณ  อย่างสัตว์ป่าในอเมซอน..ที่อยู่ตามในทุ่งหญ้าซาวานาหรือที่ไหนก็ตาม...ถ้าเด็กๆจะเคยดูดิสคัฟเวอรี หรือแอนนิมอลแพลนเน็ต..ก็น่าจะเห็นภาพชัดเจน เวลาที่พวกสัตว์นักล่าไม่ว่าจะเป็นชีตาร์..สิงโต  หรือสัตว์อะไรก็ตามมันล่าเหยื่ออย่างโหดเหี้ยม    มีใครประนามมั๊ย..ว่ามันเป็นฆาตกร..ไม่มี   แต่ถ้าเป็นคนฆ่ากันตายล่ะ  มันคนละฟิลเลยอ่ะ..จริงมะ    หรืองูบางชนิดที่กินงูด้วยกันเอง..ก็ไม่เห็นมีใครจะว่ามันวิปริตผิดธรรมชาติ    มีแต่บอกว่า..เออ ! มันก็อย่างเงี้ยแหละ  งูบางชนิดมันก็กินกันเอง  มันแค่ทำตามสัญชาตญาณ   แต่ถ้าคนกินคนเป็นไง...รับไม่ได้ รู้สึกว่ามันวิปริต ผิดธรรมชาติอะไรประมาณนี้  เด็กๆพอเห็นภาพมั๊ย  พระเจ้าจึงทรงบอกว่า “มนุษย์กลายมาเป็นเหมือนผู้หนึ่งในพวกเรา..อาจจะเหมือนพระองค์หรือจะรวมทูตสวรรค์อะไรด้วยหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ”  แต่ที่แน่ๆ..การที่พระเจ้าพูดแบบนี้แสดงว่าพระองค์ไม่ได้ตั้งใจหรือมีพระประสงค์ที่จะให้มนุษย์เป็นแบบนี้..แบบไหน “ที่จะรู้จักความดีและความชั่ว”
โรม 3:22-23 ..โดยความชอบธรรมที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่ทุกคนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์   เพราะสำหรับพระเจ้าแล้ว “ทุกคนไม่ต่างกัน” ทุกคนล้วนทำบาป  แล้วบาป ก็คือ บาป   ไม่มีบาปมาก..บาปน้อย  ไม่ว่าจะหนักหนาสาหัสแค่ไหน..มันก็บาปเท่ากันตามมาตรฐานของพระเจ้า
เด็กๆลองนึกภาพ   เชื้อบาป..ก็เหมือนเชื้อโรคชนิดนึง   อย่างเชื้อหวัด 2009 เนี่ย  แต่ละคนที่ติดก็ออกอาการไม่เท่ากัน..ไม่เหมือนกัน  บางคนเป็นไช้แค่นิดหน่อย  บางคนปวดหัว  ตัวร้อน ร้อนมาก..ร้อนน้อย  บางคนอาการหนักต้องแอดมิทนานหรือถึงตายก็มี   ทั้งที่เชื้อตัวเดียวกัน..แต่ติดแล้วออกอาการไม่เหมือนกัน  เชื้อบาปก็เช่นกัน  ติดแล้ว..บางคนก็แอบมีความคิดชั่วเล็กๆน้อยๆ ขี้อิจฉา ขี้โกง ขี้ขโมย แต่บางคนเป็นฆาตกรต่อเนื่องไปเลย..ก็มี  นี่ก็เชื้อบาปตัวเดียวกัน  แต่ออกอาการมากน้อยไม่เท่ากันเพราะภูมิคุ้มกันและรายละเอียดทุกอย่างของความเป็นหนึ่งชีวิต..มันต่างกัน
หรืออย่างเชื้อเอดส์เนี่ย  ก็สามารถทำให้เราเห็นภาพการติดเชื้อบาปจากบรรพบุรุษได้อย่างชัดเจน  เพราะอะไร..หลายครั้ง บางคนเกิดมายังไม่ได้ทำอะไรเลย...ก็ติดเชื้อแล้วเพราะพ่อแม่เป็นเอดส์    ข้อที่ 23 พระเจ้าจึงทรงบอกว่า..”เพราะว่า ทุกคนทำบาปและเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า”   แปลว่า มนุษย์ทำบาปและถูกตัดขาดจากพระเจ้าทุกคน  จะออกอาการมาก..น้อยไม่เกี่ยว  แต่ที่แน่ๆบาปทุกคน
ดู โรม 3:24-25 “..แต่พระเจ้าทรงประทานพระกรุณา  ให้เราเป็นผู้ชอบธรรมโดยไม่คิดมูลค่า”  แปลว่า ให้ฟรีๆ  ทำไมพระเจ้าต้องทำอย่างนี้..เพราะมนุษย์มักล้มเหลวในการรักษาสัญญา  ล้มเหลวในการทำตามพระบัญญัติ  ไม่ว่าจะบัญญัติไหนก็ตาม..แม้แต่คำสอนที่ดีที่สุดของมหาศาสดา..ก็ไม่สามารถทำให้มนุษย์กลายเป็นผู้ชอบธรรมได้..
ตลอดประวัติศาสตร์ในพระคำภีร์พิสูจน์ได้ให้เห็นแล้วว่า..  ”พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงสัตย์ซื่อ   ส่วนมนุษย์..ไม่”  เด็กๆที่เรียนประวัติศาสตร์กับน้าตุ๊กมาน่าจะเห็นภาพชัดเจน  ตั้งแต่ปฐมกาล อพยพ กันดารวิถี ผู้วินิฉัย เรื่อยมาจนถึง 2พงศ์กษัตริย์  อิสราเอลล้มเหลวตลอด  ไม่เคยรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับพระเจ้าได้คงเส้น..คงวาเลย  ดีแป๊บเดียว..เดี๋ยวก็ทำบาปอีกแล้ว   เพราะฉะนั้น ถ้าเงื่อนไขของการได้ไปสวรรค์  มันต้องขึ้นอยู่กับความดีที่มนุษย์ทำ  คิดว่า จะมีซักคนมั๊ย..ที่จะได้ไป  ไม่มีทาง  เพราะมาตรฐานของพระเจ้าคือ แค่คิดก็ผิดแล้ว  ไม่ว่าจะเป็นบาปข้อไหนก็ตาม..ลักทรัพย์..ล่วงประเณี..หวานความแตกร้าว..เป็นพยานเท็จ  ทุกข้อ..แค่คิดก็ผิดแล้ว  (สมมติ เราเดินผ่านบ้านนึง  เห็นต้นมะม่วงมีลูกเต็มต้นเลย แล้วก็แอบคิดในใจ  โอโห..น่าไปเด็ดมากิน..ผิดแล้วนะ  ขโมยยัง..ยัง  แต่มาตรฐานของพระเจ้า “แค่คิดก็ผิดแล้ว” เพราะงั้น..ไม่มีซักคนเดียวที่จะสามารถเป็นผู้ชอบธรรมได้ด้วยเรี่ยวแรงกำลังของตัวเอง)
เพราะอย่างนี้ พระเจ้าจึงจำเป็นต้องเตรียมทางรอดไว้ให้มนุษย์ด้วยพระคุณของพระองค์  แล้วต้องเป็น”พระคุณซ้อนพระคุณ”เท่านั้น  หมายความว่า “เป็นทางที่จัดเตรียมโดยพระองค์และต้องสำเร็จได้โดยพระองค์เอง” เพราะถ้าต้องให้มนุษย์ตะเกียกตะกายทำเอง..ไม่มีทางสำเร็จ   และ”พระเยซูคริสต์เจ้า” คือ ทางนั้น..ที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้
ข้อที่ 25 บอกว่า  “พระเจ้าทรงตั้งพระเยซูไว้ให้เป็นที่ลบล้างพระอาชญา โดยความเชื่อในพระโลหิตของพระองค์”   นี่คือ ทางที่เหนือชั้น..ที่พระเจ้าเตรียมไว้เพื่อให้มนุษย์ได้ไปสวรรค์  คือ แค่เชื่อในพระเยซูคริสต์  เชื่อว่าพระองค์เป็นพระเจ้า  มาเกิดเป็นมนุษย์  ยอมตายที่ไม้กางเขนหลั่งพระโลหิตชำระเราให้หลุดพ้นจากความผิดบาปทั้งปวง..ง่ายๆแค่นี้เอง  เรามาดูข้อพระคำภีร์ที่สนับสนุนความจริงในเรื่องนี้กัน
ดู ยอห์น 3:16  “เพราะพระเจ้าทรงรักโลก..”  นี่คือ เหตุผลว่าทำไม..พระเจ้าต้องยอมทำทุกอย่างเพื่อที่จะช่วยมนุษย์  แล้วพระคำภีร์ข้อนี้ก็คุ้นหูเราที่สุด  แต่ไม่แน่ใจว่า..ทุกคนจะซาบซึ้งกับคำนี้จริงๆมั๊ย  และอีกครั้ง..ที่เทคโนโลยีมีส่วนยืนยันความจริงในข้อนี้  เพราะเมื่อมนุษย์สามารถประดิษฐ์กล้องที่ทำให้มองเห็นพื้นผิวของดาวต่างๆที่อยู่ไกลๆ  หรือแม้กระทั่งสามารถเดินทางไปยังดาวต่างๆได้มากขึ้นและไกลขึ้น  ทั้งดาวศุกร์ ดาวอังคาร หรือแม้แต่ดวงจันทร์  มันทำให้เรารู้ว่า  ในดวงดาวต่างๆเหล่านั้น..มันไม่มีต้นไม้  ไม่มีสัตว์  ไม่มีอากาศ  ไม่มีแม่น้ำหรือทะเล  แม้แต่น้ำซักหยด..ก็ไม่มี  มีแต่ก้อนกรวด ก้อนหิน สีดำ สีเทา สีน้ำตาล  ซึ่งแตกต่างกับโลกอย่างสิ้นเชิงเพราะโลกมีแต่สิ่งทรงสร้างที่สวยงามอยู่เต็มไปหมด  เพราะฉะนั้น พระเจ้ารักโลกจริงมั๊ย..ถ้าไม่รัก..คงจะไม่บรรจงสร้างไว้สวยงามขนาดนี้
และในบรรดสิ่งที่ทรงสร้าง “มนุษย์” คือ สิ่งที่พระเจ้ารักที่สุด  แต่มนุษย์ก็เลือกที่จะเชื่อตัวเองแทนที่จะเชื่อฟังพระเจ้า   แล้วพอตกลงไปในความบาปมนุษย์ก็ทำร้ายกันเอง  รวมทั้งทำลายสิ่งสวยงามที่พระเจ้าสร้างไว้แทบทุกอย่าง   แต่ถามว่าพระเจ้ายังรักมนุษย์มั๊ย..คำตอบคือ รัก..อย่างไม่เคยเปลี่ยนแปลง   จนได้ประทานพระเยซูคริสต์พระบุตรองค์เดียวให้มาไถ่บาปให้แก่เรา    ทำไมการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ถึงช่วยให้เราหลุดพ้นจากความบาปและอำนาจของมารได้  พระเจ้าทรงบอกเราเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ไว้อย่างไร  เปิดๆไปดู
เอเฟซัส 1:17-19   อันนี้คือ คำอธิฐานของอ.เปาโล  “..คือพระบิดาผู้ทรงสง่าราศี จะทรงโปรดประทานให้ท่านทั้งหลายมีจิตใจอันประกอบด้วยสติปัญญา และประจักษ์แจ้งในเรื่องราวของพระเจ้า”  คำว่า สติปัญญาในข้อนี้ ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า “spirit of wisdom” หมายถึง สติปัญญาฝ่ายวิญญาณ  ไม่เกี่ยวกับไอคิว  ความรู้หรือความสามารถของมนุษย์  แต่เป็นของประทานจากพระเจ้า..ที่เราสามารถเพิ่มพูนได้   โดยการให้ความร่วมมือกับพระองค์..อย่างไร  ก็ด้วยการอธิฐานอย่างสม่ำเสมอ..ฟังถ้อยคำเยอะ  แล้วก็ให้ไวต่อเสียงเตือนจากพระเจ้า  (ในส่วนนี้ ต่อไปเราคงได้เรียนกันอย่างละเอียดอีกครั้ง)   
ข้อที่ 18  บอกว่า “ขอให้ตาใจของท่านสว่างขึ้นเพื่อท่านจะได้รู้ว่ามรดกของพระองค์สำหรับวิสุทธิชนมีสง่าราศีอันอุดมบริบูรณ์เพียงไร และฤทธานุภาพอันใหญ่ของพระองค์มีมากยิ่งเพียงไรสำหรับเราทั้งหลายที่เชื่อ”   พระเยซูคริสต์มีอำนาจเหนือมาร  เพราะพระองค์เป็นมนุษย์ผู้เดียวที่ไม่บาป  พระองค์เกิดจากหญิงพรมจารีโดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์  ไม่ได้เกิดจากการปฎิสนธิของมนุษย์  พระเยซูคริสต์จึงไม่ทรงเกี่ยวข้องใดๆกับเชื้อบาปที่อาดามกับเอวาทำไว้   แล้วตลอดเวลาที่ดำเนินอยู่บนโลกจนถูกเอาไปตรึงที่ไม้กางเขน..พระเยซูก็ไม่เคยทำบาปเลยไม่ว่าจะถูกทดลองกี่ครั้งก็ตาม    
ดู เอเฟซัส 1:19-22  ข้อที่ 20 บอกว่า “..พระเจ้าทรงบันดาลให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย และให้สถิตเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์เองในสวรรคสถาน” เมื่อพระเยซูทรงยอมตายที่ไม้กางเขนเพื่อไถ่เราแล้ว  สิ่งสำคัญสุดที่ยืนยันว่าพระองค์มีอำนาจเหนือมารก็คือ การเป็นขึ้นมาจากความตายและทรงพระชนม์อยู่ชั่วนิรันดร์   สิ่งนี้เป็นการกรันตีจากพระเจ้าว่าพระเยซูทรงเป็นผู้บริสุทธิ์   บริสุทธิ์แต่ยอมถูกฆ่า..ก็เพื่อที่จะจ่ายราคาแทนเรา   ข้อที่ 21 บอกว่า “พระเยซูได้สถิตเบื้องขวาพระหัตถ์พระเจ้า  สูงยิ่งเหนือบรรดาเทพผู้ครอบครอง เหนือศักดิเทพ เหนืออิทธิเทพ เหนือเทพอาณาจักร และเหนือนามทั้งปวงที่เขาเอ่ยขึ้น..”  ชัดเจนว่า  พระเยซูใหญ่กว่าเทพทั้งปวง  อยู่เหนือนามทุกนาม  ไม่ใช่แค่ในยุคนี้เท่านั้นแต่ในยุคหน้าที่จะมาถึงด้วย   
ดังนั้น ใครก็ตามที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ก็จะได้รับทุกอย่างร่วมกับพระองค์   เพราะข้อที่ 22 บอกว่า พระคริสต์ ประมุขแห่งคริสตจักรพระเจ้า  ได้ทรงปราบสิ่งสารพัดลงไว้ใต้พระบาทของพระคริสต์ และได้ทรงตั้งพระองค์ไว้เป็นประมุขเหนือสิ่งสารพัดแห่งคริสตจักร”   พูดง่ายๆว่า อะไรที่พระเจ้าประทานให้พระเยซู  เราจะได้ครอบครองร่วมกับพระองค์ด้วยเพราะพระคริสต์เป็นบุตรหัวปี..แล้วเราเป็นน้อง   อ.เปาโลถึงอยากให้เรารูว่า  “มรดกสำหรับวิสุทธิชนมีสง่าราศีอันอุดมเพียงไร”  ทั้งมีชัยชนะเหนือมาร  ทั้งอยู่สูงกว่าเทพทั้งปวงที่มีในโลกนี้และโลกหน้า   เพราะฉะนั้น  ไม่ต้องกลัวผีนะคะ เพราะขนาดเทพทั้งปวง..เราก็ยังสูงกว่าเลย   ที่น้าตุ๊กพูดอย่างงี้ก็เพื่อที่จะให้เรามั่นใจในฐานะตัวเอง..แต่ต้องไม่เอาไปเย่อหยิ่งหรือเกทับใครนะคะ
ดู 1ยอห์น 3:9-10  “ผู้ใดบังเกิดจากพระเจ้าผู้นั้นไม่ทำบาป..”  นี่คือ สภาวะที่จะติดตัวผู้เชื่อมา  เพราะเมื่อเรารับเชื่อพระเยซู..เราก็ได้บังเกิดใหม่ในพระเจ้า    และเมล็ดของพระองค์ซึ่งก็คือ       ”พระวิญญาณบริสุทธิ์” ก็ดำรงอยู่ในเรา   ถึงแม้บางครั้งเราอาจจะพลาดพลั้งทำผิดไป..ไม่บางครั้งล่ะ..หลายครั้ง  แต่คุณสมบัติอย่างหนึ่งของคริสเตียนก็คือ เราจะสำนึก..เราจะไม่ชิลด์กับความบาปหรือเหยียดยาวอยู่กับมันได้โดยไม่รู้ร้อนรู้หนาว      เพราะงั้น แม้จะผิดพลาดไปบ้างแต่ยังไงคริสเตียนก็จะกลับใจใหม่  แล้วก็หันเข้ามาในทางพระเจ้าได้ในที่สุด 
    วันนี้หมดเวลาแล้วค่ะ พบกันใหม่สัปดาห์หน้า..เราจะมาต่อกันเรื่อง  “การสามัคคีธรรมกับพระเจ้า”      ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ