วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ความรอด


       ความรอด คือ อะไร
เด็กๆคิดว่า ”ความรอด” คืออะไร...???
หลายคนยังไม่เข้าใจชัดเจน ถึงความหมายของคำว่า “ความรอด”  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่ไม่มีพระเจ้า..จะไม่มีวันเข้าใจความหมายของคำว่าความรอด..ได้อย่างถูกต้องแน่นอน   
ความรอดเป็น  Main Target คือ เป็นเป้าหมายหลักของคริสเตียน  เพราะงั้น ถ้ามี”ความรอด” นั่นหมายถึง ก็ต้องมีสภาวะที่ “ไม่รอด”ด้วย   สำหรับพระคำภีร์ ความไม่รอด คือ สภาวะที่มนุษย์ตกลงไปในความบาป  ในภาษากรีกแปลออกมาแล้วมีความหมายว่า missing target  ก็คือ พลาดเป้าหมาย..ผิดวัตถุประสงค์  พระคำภีร์อธิบายโทษของความบาปว่าเป็น“การตายฝ่ายวิญญาณ”  
พระคำภีร์ของเราเป็นหนังสือที่เก่าแก่ที่สุดในโลกมีอายุประมาณ 3000 ปี..เป็นหนังสือเล่มเดียวที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับ “พระผู้ทรงสร้าง” ทั้งฟ้าสวรรค์..แผ่นดินโลกรวมถึงทุกอย่างที่อยู่บนโลก พระคำภีร์เป็นหนังสือเล่มเดียวที่บันทึกที่มาที่ไปทั้งของมนุษย์และจักรวาล”   และพระคำภีร์เป็นความจริง  ยิ่งวิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้าเท่าไหร่..ความจริงในพระคำภีร์ก็ถูกสำแดงให้ชัดเจนขึ้นเท่านั้นเช่น ในหนังสือ โยบ 26:7 พระองค์ทรงคลี่ทางเหนือออกคลุมที่เวิ้งว้าง และแขวนโลกไว้เหนือที่ว่างเปล่า”   สมัยก่อนมนุษย์เชื่อว่าโลกเป็นยังไงคะ..”แบน”   บางกระแสก็ว่ามีปลาวาฬอยู่ใต้โลกอะไรซักอย่างเนี่ย   แล้วมนุษย์ก็เพิ่งมารู้ว่าโลกกลมอย่างเป็นทางการเมื่อโคลัมบัสค้นพบทวืปอเมริกา....
แต่หนังสือโยบที่เขียนขึ้นเมื่อประมาณ 3500 ปีก่อนคศ.  กลับบันทึกเรื่องนี้ไว้แล้ว..พระเจ้าบอกไว้ก่อนแล้วว่าโลกไม่ได้วางอยู่บนปลาวาฬหรืออะไรทั้งนั้น แต่มันลอยอยู่ในอากาศ   โอเค..มันเป็นความรู้ทั่วๆไปของทุกวันนี้ว่าโลกกลมและลอยอยู่ในจักรวาล  แต่..มันไม่ใช่เรื่องที่รู้กันทั่วไปในสมัย 5-6 พันปีที่แล้ว   เพราะสมัยนั้นไม่มีดาวเทียม  แล้ววิทยาการอะไรต่างๆก็ยังไม่ก้าวหน้า   จริงๆแล้วยังมีอีกหลายตัวอย่างที่สามารถพิสูจน์ได้เกี่ยวกับความจริงในพระคำภีร์    แต่น้าตุ๊กไม่อยากให้เรายึดติดกับความเป็นเหตุ..เป็นผลตามสติปัญญามนุษย์.. มากจนเกินไป  เพราะหลายครั้ง ในทางพระเจ้า..ไม่ต้องมีเหตุผล  ความสมเหตุ..สมผลตามสคิปัญญามนุษย์เอามาเป็นบรรทัดฐานของพระเจ้าไม่ได้  เพราะพระเจ้าอยู่เหนือกฎเกณฑ์ทั้งปวงและมนุษย์ไม่สามารถเอาสติปัญญาอันน้อยนิดไปจำกัดพระเจ้าได้  เรามีหน้าที่แค่เชื่อฟัง..ทุกอย่างที่พระองค์บอกไว้ในพระคำภีร์
ทีนี้ เรากลับมาพูดถึงสภาวะที่ไม่ได้รับความรอดของมนุษย์  หรือที่พระคำภีร์เรียกว่า  “การตายฝ่ายวิญญาณ”...ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร  ย้อนกลับไปในปฐมกาลเมื่อครั้งที่พระเจ้าทรงสร้างโลก  พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา โดยมีเป้าหมายที่จะมีสายสัมพันธ์กับมนุษย์แบบ “พ่อกับลูก”  เปิดไปที่...
ปฐก.3:17-19  การล้มลงไปในความบาปของมนุษย์ในครั้งนั้น  อ.เปาโลได้บันทึกความจริงข้อนี้ไว้ในหนังสือ โรม 3:23 ว่า..”เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า ความหมายในข้อนี้ พระเจ้าตรัสไว้ในหนังสือปฐมกาลว่า  ความไม่เชื่อฟังของอาดามและเอวาทำให้ “มนุษย์กลายมาเป็นเหมือนผู้หนึ่งในพวกเราที่รู้จักความดีและความชั่ว”   ความหมายในข้อนี้  ส่วนตัวของน้าตุ๊กเชื่อว่า  “ถ้าอาดามกับเอวาไม่ทำบาป  มนุษย์น่าจะไร้เดียงสาเหมือนสัตว์ต่างๆที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น”  คือ มันจะทำอะไรเลวร้าย..น่าเกลียดขนาดไหน  ก็ไม่มีใครประนามมันจริงจัง  เพราะรู้สึกว่ามันทำตามสัญชาตญาณ  อย่างสัตว์ป่าในอเมซอน..ที่อยู่ตามในทุ่งหญ้าซาวานาหรือที่ไหนก็ตาม...ถ้าเด็กๆจะเคยดูดิสคัฟเวอรี หรือแอนนิมอลแพลนเน็ต..ก็น่าจะเห็นภาพชัดเจน เวลาที่พวกสัตว์นักล่าไม่ว่าจะเป็นชีตาร์..สิงโต  หรือสัตว์อะไรก็ตามมันล่าเหยื่ออย่างโหดเหี้ยม    มีใครประนามมั๊ย..ว่ามันเป็นฆาตกร..ไม่มี   แต่ถ้าเป็นคนฆ่ากันตายล่ะ  มันคนละฟิลเลยอ่ะ..จริงมะ    หรืองูบางชนิดที่กินงูด้วยกันเอง..ก็ไม่เห็นมีใครจะว่ามันวิปริตผิดธรรมชาติ    มีแต่บอกว่า..เออ ! มันก็อย่างเงี้ยแหละ  งูบางชนิดมันก็กินกันเอง  มันแค่ทำตามสัญชาตญาณ   แต่ถ้าคนกินคนเป็นไง...รับไม่ได้ รู้สึกว่ามันวิปริต ผิดธรรมชาติอะไรประมาณนี้  เด็กๆพอเห็นภาพมั๊ย  พระเจ้าจึงทรงบอกว่า “มนุษย์กลายมาเป็นเหมือนผู้หนึ่งในพวกเรา..อาจจะเหมือนพระองค์หรือจะรวมทูตสวรรค์อะไรด้วยหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ”  แต่ที่แน่ๆ..การที่พระเจ้าพูดแบบนี้แสดงว่าพระองค์ไม่ได้ตั้งใจหรือมีพระประสงค์ที่จะให้มนุษย์เป็นแบบนี้..แบบไหน “ที่จะรู้จักความดีและความชั่ว”
โรม 3:22-23 ..โดยความชอบธรรมที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่ทุกคนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์   เพราะสำหรับพระเจ้าแล้ว “ทุกคนไม่ต่างกัน” ทุกคนล้วนทำบาป  แล้วบาป ก็คือ บาป   ไม่มีบาปมาก..บาปน้อย  ไม่ว่าจะหนักหนาสาหัสแค่ไหน..มันก็บาปเท่ากันตามมาตรฐานของพระเจ้า
เด็กๆลองนึกภาพ   เชื้อบาป..ก็เหมือนเชื้อโรคชนิดนึง   อย่างเชื้อหวัด 2009 เนี่ย  แต่ละคนที่ติดก็ออกอาการไม่เท่ากัน..ไม่เหมือนกัน  บางคนเป็นไช้แค่นิดหน่อย  บางคนปวดหัว  ตัวร้อน ร้อนมาก..ร้อนน้อย  บางคนอาการหนักต้องแอดมิทนานหรือถึงตายก็มี   ทั้งที่เชื้อตัวเดียวกัน..แต่ติดแล้วออกอาการไม่เหมือนกัน  เชื้อบาปก็เช่นกัน  ติดแล้ว..บางคนก็แอบมีความคิดชั่วเล็กๆน้อยๆ ขี้อิจฉา ขี้โกง ขี้ขโมย แต่บางคนเป็นฆาตกรต่อเนื่องไปเลย..ก็มี  นี่ก็เชื้อบาปตัวเดียวกัน  แต่ออกอาการมากน้อยไม่เท่ากันเพราะภูมิคุ้มกันและรายละเอียดทุกอย่างของความเป็นหนึ่งชีวิต..มันต่างกัน
หรืออย่างเชื้อเอดส์เนี่ย  ก็สามารถทำให้เราเห็นภาพการติดเชื้อบาปจากบรรพบุรุษได้อย่างชัดเจน  เพราะอะไร..หลายครั้ง บางคนเกิดมายังไม่ได้ทำอะไรเลย...ก็ติดเชื้อแล้วเพราะพ่อแม่เป็นเอดส์    ข้อที่ 23 พระเจ้าจึงทรงบอกว่า..”เพราะว่า ทุกคนทำบาปและเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า”   แปลว่า มนุษย์ทำบาปและถูกตัดขาดจากพระเจ้าทุกคน  จะออกอาการมาก..น้อยไม่เกี่ยว  แต่ที่แน่ๆบาปทุกคน
ดู โรม 3:24-25 “..แต่พระเจ้าทรงประทานพระกรุณา  ให้เราเป็นผู้ชอบธรรมโดยไม่คิดมูลค่า”  แปลว่า ให้ฟรีๆ  ทำไมพระเจ้าต้องทำอย่างนี้..เพราะมนุษย์มักล้มเหลวในการรักษาสัญญา  ล้มเหลวในการทำตามพระบัญญัติ  ไม่ว่าจะบัญญัติไหนก็ตาม..แม้แต่คำสอนที่ดีที่สุดของมหาศาสดา..ก็ไม่สามารถทำให้มนุษย์กลายเป็นผู้ชอบธรรมได้..
ตลอดประวัติศาสตร์ในพระคำภีร์พิสูจน์ได้ให้เห็นแล้วว่า..  ”พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงสัตย์ซื่อ   ส่วนมนุษย์..ไม่”  เด็กๆที่เรียนประวัติศาสตร์กับน้าตุ๊กมาน่าจะเห็นภาพชัดเจน  ตั้งแต่ปฐมกาล อพยพ กันดารวิถี ผู้วินิฉัย เรื่อยมาจนถึง 2พงศ์กษัตริย์  อิสราเอลล้มเหลวตลอด  ไม่เคยรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับพระเจ้าได้คงเส้น..คงวาเลย  ดีแป๊บเดียว..เดี๋ยวก็ทำบาปอีกแล้ว   เพราะฉะนั้น ถ้าเงื่อนไขของการได้ไปสวรรค์  มันต้องขึ้นอยู่กับความดีที่มนุษย์ทำ  คิดว่า จะมีซักคนมั๊ย..ที่จะได้ไป  ไม่มีทาง  เพราะมาตรฐานของพระเจ้าคือ แค่คิดก็ผิดแล้ว  ไม่ว่าจะเป็นบาปข้อไหนก็ตาม..ลักทรัพย์..ล่วงประเณี..หวานความแตกร้าว..เป็นพยานเท็จ  ทุกข้อ..แค่คิดก็ผิดแล้ว  (สมมติ เราเดินผ่านบ้านนึง  เห็นต้นมะม่วงมีลูกเต็มต้นเลย แล้วก็แอบคิดในใจ  โอโห..น่าไปเด็ดมากิน..ผิดแล้วนะ  ขโมยยัง..ยัง  แต่มาตรฐานของพระเจ้า “แค่คิดก็ผิดแล้ว” เพราะงั้น..ไม่มีซักคนเดียวที่จะสามารถเป็นผู้ชอบธรรมได้ด้วยเรี่ยวแรงกำลังของตัวเอง)
เพราะอย่างนี้ พระเจ้าจึงจำเป็นต้องเตรียมทางรอดไว้ให้มนุษย์ด้วยพระคุณของพระองค์  แล้วต้องเป็น”พระคุณซ้อนพระคุณ”เท่านั้น  หมายความว่า “เป็นทางที่จัดเตรียมโดยพระองค์และต้องสำเร็จได้โดยพระองค์เอง เพราะถ้าต้องให้มนุษย์ตะเกียกตะกายทำเอง..ไม่มีทางสำเร็จ   และ”พระเยซูคริสต์เจ้า” คือ ทางนั้น..ที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้
ข้อที่ 25 บอกว่า  “พระเจ้าทรงตั้งพระเยซูไว้ให้เป็นที่ลบล้างพระอาชญา โดยความเชื่อในพระโลหิตของพระองค์   นี่คือ ทางที่เหนือชั้น..ที่พระเจ้าเตรียมไว้เพื่อให้มนุษย์ได้ไปสวรรค์  คือ แค่เชื่อในพระเยซูคริสต์  เชื่อว่าพระองค์เป็นพระเจ้า  มาเกิดเป็นมนุษย์  ยอมตายที่ไม้กางเขนหลั่งพระโลหิตชำระเราให้หลุดพ้นจากความผิดบาปทั้งปวง..ง่ายๆแค่นี้เอง  เรามาดูข้อพระคำภีร์ที่สนับสนุนความจริงในเรื่องนี้กัน
ดู ยอห์น 3:16  “เพราะพระเจ้าทรงรักโลก..”  นี่คือ เหตุผลว่าทำไม..พระเจ้าต้องยอมทำทุกอย่างเพื่อที่จะช่วยมนุษย์  แล้วพระคำภีร์ข้อนี้ก็คุ้นหูเราที่สุด  แต่ไม่แน่ใจว่า..ทุกคนจะซาบซึ้งกับคำนี้จริงๆมั๊ย  และอีกครั้ง..ที่เทคโนโลยีมีส่วนยืนยันความจริงในข้อนี้  เพราะเมื่อมนุษย์สามารถประดิษฐ์กล้องที่ทำให้มองเห็นพื้นผิวของดาวต่างๆที่อยู่ไกลๆ  หรือแม้กระทั่งสามารถเดินทางไปยังดาวต่างๆได้มากขึ้นและไกลขึ้น  ทั้งดาวศุกร์ ดาวอังคาร หรือแม้แต่ดวงจันทร์  มันทำให้เรารู้ว่า  ในดวงดาวต่างๆเหล่านั้น..มันไม่มีต้นไม้  ไม่มีสัตว์  ไม่มีอากาศ  ไม่มีแม่น้ำหรือทะเล  แม้แต่น้ำซักหยด..ก็ไม่มี  มีแต่ก้อนกรวด ก้อนหิน สีดำ สีเทา สีน้ำตาล  ซึ่งแตกต่างกับโลกอย่างสิ้นเชิงเพราะโลกมีแต่สิ่งทรงสร้างที่สวยงามอยู่เต็มไปหมด  เพราะฉะนั้น พระเจ้ารักโลกจริงมั๊ย..ถ้าไม่รัก..คงจะไม่บรรจงสร้างไว้สวยงามขนาดนี้
และในบรรดสิ่งที่ทรงสร้าง “มนุษย์” คือ สิ่งที่พระเจ้ารักที่สุด  แต่มนุษย์ก็เลือกที่จะเชื่อตัวเองแทนที่จะเชื่อฟังพระเจ้า   แล้วพอตกลงไปในความบาปมนุษย์ก็ทำร้ายกันเอง  รวมทั้งทำลายสิ่งสวยงามที่พระเจ้าสร้างไว้แทบทุกอย่าง   แต่ถามว่าพระเจ้ายังรักมนุษย์มั๊ย..คำตอบคือ รัก..อย่างไม่เคยเปลี่ยนแปลง   จนได้ประทานพระเยซูคริสต์พระบุตรองค์เดียวให้มาไถ่บาปให้แก่เรา    ทำไมการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ถึงช่วยให้เราหลุดพ้นจากความบาปและอำนาจของมารได้  พระเจ้าทรงบอกเราเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ไว้อย่างไร  เปิดๆไปดู
เอเฟซัส 1:17-19   อันนี้คือ คำอธิฐานของอ.เปาโล  “..คือพระบิดาผู้ทรงสง่าราศี จะทรงโปรดประทานให้ท่านทั้งหลายมีจิตใจอันประกอบด้วยสติปัญญา และประจักษ์แจ้งในเรื่องราวของพระเจ้า”  คำว่า สติปัญญาในข้อนี้ ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า “spirit of wisdom” หมายถึง สติปัญญาฝ่ายวิญญาณ  ไม่เกี่ยวกับไอคิว  ความรู้หรือความสามารถของมนุษย์  แต่เป็นของประทานจากพระเจ้า..ที่เราสามารถเพิ่มพูนได้   โดยการให้ความร่วมมือกับพระองค์..อย่างไร  ก็ด้วยการอธิฐานอย่างสม่ำเสมอ..ฟังถ้อยคำเยอะ  แล้วก็ให้ไวต่อเสียงเตือนจากพระเจ้า  (ในส่วนนี้ ต่อไปเราคงได้เรียนกันอย่างละเอียดอีกครั้ง)   
ข้อที่ 18  บอกว่า “ขอให้ตาใจของท่านสว่างขึ้นเพื่อท่านจะได้รู้ว่ามรดกของพระองค์สำหรับวิสุทธิชนมีสง่าราศีอันอุดมบริบูรณ์เพียงไร และฤทธานุภาพอันใหญ่ของพระองค์มีมากยิ่งเพียงไรสำหรับเราทั้งหลายที่เชื่อ”   พระเยซูคริสต์มีอำนาจเหนือมาร  เพราะพระองค์เป็นมนุษย์ผู้เดียวที่ไม่บาป  พระองค์เกิดจากหญิงพรมจารีโดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์  ไม่ได้เกิดจากการปฎิสนธิของมนุษย์  พระเยซูคริสต์จึงไม่ทรงเกี่ยวข้องใดๆกับเชื้อบาปที่อาดามกับเอวาทำไว้   แล้วตลอดเวลาที่ดำเนินอยู่บนโลกจนถูกเอาไปตรึงที่ไม้กางเขน..พระเยซูก็ไม่เคยทำบาปเลยไม่ว่าจะถูกทดลองกี่ครั้งก็ตาม    
ดู เอเฟซัส 1:19-22  ข้อที่ 20 บอกว่า “..พระเจ้าทรงบันดาลให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย และให้สถิตเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์เองในสวรรคสถาน” เมื่อพระเยซูทรงยอมตายที่ไม้กางเขนเพื่อไถ่เราแล้ว  สิ่งสำคัญสุดที่ยืนยันว่าพระองค์มีอำนาจเหนือมารก็คือ การเป็นขึ้นมาจากความตายและทรงพระชนม์อยู่ชั่วนิรันดร์   สิ่งนี้เป็นการกรันตีจากพระเจ้าว่าพระเยซูทรงเป็นผู้บริสุทธิ์   บริสุทธิ์แต่ยอมถูกฆ่า..ก็เพื่อที่จะจ่ายราคาแทนเรา   ข้อที่ 21 บอกว่า “พระเยซูได้สถิตเบื้องขวาพระหัตถ์พระเจ้า  สูงยิ่งเหนือบรรดาเทพผู้ครอบครอง เหนือศักดิเทพ เหนืออิทธิเทพ เหนือเทพอาณาจักร และเหนือนามทั้งปวงที่เขาเอ่ยขึ้น..”  ชัดเจนว่า  พระเยซูใหญ่กว่าเทพทั้งปวง  อยู่เหนือนามทุกนาม  ไม่ใช่แค่ในยุคนี้เท่านั้นแต่ในยุคหน้าที่จะมาถึงด้วย   
ดังนั้น ใครก็ตามที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ก็จะได้รับทุกอย่างร่วมกับพระองค์   เพราะข้อที่ 22 บอกว่า พระคริสต์ ประมุขแห่งคริสตจักรพระเจ้า  ได้ทรงปราบสิ่งสารพัดลงไว้ใต้พระบาทของพระคริสต์ และได้ทรงตั้งพระองค์ไว้เป็นประมุขเหนือสิ่งสารพัดแห่งคริสตจักร”   พูดง่ายๆว่า อะไรที่พระเจ้าประทานให้พระเยซู  เราจะได้ครอบครองร่วมกับพระองค์ด้วยเพราะพระคริสต์เป็นบุตรหัวปี..แล้วเราเป็นน้อง   อ.เปาโลถึงอยากให้เรารูว่า  “มรดกสำหรับวิสุทธิชนมีสง่าราศีอันอุดมเพียงไร”  ทั้งมีชัยชนะเหนือมาร  ทั้งอยู่สูงกว่าเทพทั้งปวงที่มีในโลกนี้และโลกหน้า   เพราะฉะนั้น  ไม่ต้องกลัวผีนะคะ เพราะขนาดเทพทั้งปวง..เราก็ยังสูงกว่าเลย   ที่น้าตุ๊กพูดอย่างงี้ก็เพื่อที่จะให้เรามั่นใจในฐานะตัวเอง..แต่ต้องไม่เอาไปเย่อหยิ่งหรือเกทับใครนะคะ
ดู 1ยอห์น 3:9-10  “ผู้ใดบังเกิดจากพระเจ้าผู้นั้นไม่ทำบาป..”  นี่คือ สภาวะที่จะติดตัวผู้เชื่อมา  เพราะเมื่อเรารับเชื่อพระเยซู..เราก็ได้บังเกิดใหม่ในพระเจ้า    และเมล็ดของพระองค์ซึ่งก็คือ       ”พระวิญญาณบริสุทธิ์” ก็ดำรงอยู่ในเรา   ถึงแม้บางครั้งเราอาจจะพลาดพลั้งทำผิดไป..ไม่บางครั้งล่ะ..หลายครั้ง  แต่คุณสมบัติอย่างหนึ่งของคริสเตียนก็คือ เราจะสำนึก..เราจะไม่ชิลด์กับความบาปหรือเหยียดยาวอยู่กับมันได้โดยไม่รู้ร้อนรู้หนาว      เพราะงั้น แม้จะผิดพลาดไปบ้างแต่ยังไงคริสเตียนก็จะกลับใจใหม่  แล้วก็หันเข้ามาในทางพระเจ้าได้ในที่สุด 
    วันนี้หมดเวลาแล้วค่ะ พบกันใหม่สัปดาห์หน้า..เราจะมาต่อกันเรื่อง  “การสามัคคีธรรมกับพระเจ้า”      ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ
  

วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เติบโตขึ้นในพระเยซูคริสต์


เรื่องที่น้าตุ๊กอยากจะสอนในวันนี้  เป็นสิ่งที่เราจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งและชัดเจนขึ้น   เพราะคริสเตียนหลายคนมีจิตวิญญาณที่หยุดชะงักไปในจุดใดจุดหนึ่ง..ขณะที่ยังไม่โตเต็มที่..ไม่เป็นไปตามน้ำพระทัยพระเจ้า  ดังนั้น หัวข้อที่น้าตุ๊กจะสอนในวันนี้ก็คือ “จงเติบโตขึ้นในพระเยซูคริสต์”  เด็กๆเปิดไปที่หนังสือเอเฟซัส..
ดู เอเฟซัส 4:10-11“..พระองค์ผู้เสด็จลงไปนั้น ก็คือพระองค์ผู้ที่เสด็จขึ้นไปสู่เบื้องสูงเหนือฟ้าสวรรค์ทั้งปวงนั่นเอง เพื่อจะได้ทำให้สิ่งสารพัดสำเร็จ) พระองค์จึงให้บางคนเป็นอัครสาวก บางคนเป็นศาสดาพยากรณ์ บางคนเป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์   
ข้อนี้ พูดถึงพระเยซูคริสต์ที่พระเจ้าทรงประทานแก่โลก..เพื่อช่วยมนุษย์ให้หลุดพ้นจากความบาปและมีชีวิตนิรันดร์  และพระประสงค์ที่พระองค์สำแดงอย่างชัดเจน ก็คือ พระองค์ไม่ต้องการให้ใครพินาศเลยสักคนเดียว   พระเยซูคริสต์ถึงสั่ง..ให้เราออกไปบอกข่าวดีนี้แก่มนุษย์ทุกคน..ไม่ใช่บางคน  จากนั้น ใครก็ตามที่มาเชื่อพระเยซูแล้ว..ก็จะถูกเรียกมา อยู่รวมกันในคริสตจักร  ข้อที่ 11 บอกว่า “บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ เป็นผู้ประกาศ  เป็นครู เป็นคนดูแลโบสถ์ เป็นพ่อค้า เป็นข้าราชการหรืออะไรก็ตาม  แต่ทุกคนคือ ส่วนหนึ่งของคริสตจักรและเป็นกายเดียวกันหรือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในคริสต์        เด็กๆคงจะได้ยินคำว่า ”เป็นหนึ่งเดียวกัน”บ่อยมาก นั่นแสดงว่า พระเจ้าให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากจริงๆ..ทำไม
ข้อที่ 12 บอกว่า “เพื่อเตรียมวิสุทธิชนให้ดีรอบคอบ เพื่อช่วยในการรับใช้ เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น” แล้ววิธีการที่พระเจ้าใช้ในการขัดเกลาคริสเตียน ก็คือ เรียกให้พวกเรามาอยู่ร่วมกัน หมายความว่า พระเจ้าไม่ได้แค่บอกให้เรามาเชื่อ..แล้วจบ  พอได้รับความรอดแล้วก็ไม่ต้องทำอะไรเลย..ไม่ใช่ แต่พระองค์อยากให้เรารับรางวัลอย่าง”สง่างาม”  หรือพูดง่ายๆว่า พระองค์อยากให้เราดีพอ..เหมาะสมกับอาณาจักรสวรรค์   เพื่อเวลาที่เข้าไปในสวรรค์แล้วจะได้ไม่มีใครหรือนามไหนพูดได้..ว่า โอโห คนอย่างเงี้ยหรอที่พระเจ้าเลือก.. 
ดู เอเฟซัส 4:13-14  ข้อนี้ บอกว่า ไม่ว่าใครจะมีหน้าที่อะไรก็ตาม  แต่ก็ทำงานเพื่อจุดหมายเดียวกัน คือ มีหัวใจที่เป็นหนึ่งเดียวกันและไปสู่ความไพบูลย์ในองค์พระเยซูคริสต์     พระเจ้าไม่เคยบอกว่าเชื่อแล้วจบ..เอาแค่รอดนะลูก..ไม่เคย   ดังนั้น เมื่อถูกเลือกมาแล้วทุกคนยังต้องทำหน้าที่ของตัวเองผ่าน..สถานการณ์ที่ต่างกัน  และไม่ว่าเราจะมีสถานะ..คุณสมบัติหรือต้องเจอกับสถานการณ์ไหน..ก็ให้เรายอมรับและเลือกทำในสิ่งที่พระเจ้าพอใจ   อย่ามัวเปรียบเทียบกัน  เพราะ”การเปรียบเทียบ” เป็นตัวการสำคัญอันนึงที่จะทำให้เราสะดุดและจิตวิญญาณไม่เติบโต    เราต้องยกพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง คำว่ายกพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง..บางทีมันก็เข้าใจยาก..ทำยาก  แต่ให้รู้ว่า ถ้าเรายกพระเจ้าเป็นศูนย์กลางจริงๆ  สิ่งนึงที่จะเป็นบุคลิกของ ก็คือ เราจะยอมรับในความแตกต่างที่พระเจ้ากำหนดไว้   เราจะเชื่ออยู่ทุกลมหายใจว่าพระเจ้าคือผู้สร้างและควบคุมทุกอย่างอยู่   ไม่ว่าคนอื่นจะดีกว่า..แย่กว่า  รวยกว่า..จนกว่า  เก่งกว่า..ไม่ค่อยฉลาด หรือดูแล้วขัดใจเราแค่ไหน..พระเจ้าก็ควบคุมอยู่  ถ้าพระองค์ยังไม่มีปัญหากับคนเหล่านั้นเลย..แล้วเราจะมีปัญหาอะไร 
ข้อที่ 14 บอกว่า “เพื่อเราจะไม่เป็นเด็กอีกต่อไปถูกซัดไปซัดมาและหันไปเห..มาด้วยลมปากแห่งคำสั่งสอนทุกอย่าง และด้วยเล่ห์กลของมนุษย์ตามอุบายฉลาดอันเป็นการล่อลวง    เพราะในยุคสุดท้ายที่เราดำเนินอยู่ขณะนี้ มารซาตานทำงานหนักมาก  คำสอนเทียมเท็จแล้วก็อุบายต่างๆของโลกเยอะมาก  แล้วถ้าจิตวิญญาณเราไม่โต..เราจะถูกล่อลวงง่ายมาก  ไปเจอคำสอนเทียมเท็จเราก็แยกไม่ออก  ไม่มีวินิจฉัยเลยว่าอันไหนจริง..อันไหนปลอม  อันไหนที่สอนตกขอบ..สุดขั้ว ไม่ใช่น้ำพระทัยพระเจ้า..เราจะแยกไม่ออก   สุดท้ายเราก็จะถูกซัดไป ซัดมาอย่างที่พระคำภีร์บอก  ดีไม่ดี..ก็ถูกซัดจนหลุดจากทางพระเจ้าไปเลย  แล้วมารมันก็..บิงโก !!!   
นอกเหนือจากความไม่พอใจในตัวเองแล้ว อีกปัจจัยนึงที่เป็นตัวการคอยดึงเราไม่ให้โตในทางพระเจ้า ก็คือ..
ดู มัทธิว 13:19-21  ข้อนี้เป็นคำอุปมาที่เราได้ยินกันบ่อยมาก  พระเยซูทรงเปรียบเทียบพระคำของพระองค์เป็นเมล็ดพืชที่หว่านลงไปในดิน 4 ประเภท  ซึ่งก็คือ ลักษณะของการตอบสนองที่แตกต่างกันของคน..เวลาที่ได้ยินพระวจนะพระเจ้า  ประเภทที่ 1 ก็คือ ได้ยินแล้ว..ไม่เข้าหัวเลย..ไม่สนใจ..จบแค่นั้น  ประเภทที่ 2 พอได้ยินก็ตื่นเต้นมาก  รับไว้แป๊บนึง แต่พอเชื่อพระเจ้าแล้ว..ยังลำบาก ไม่รวย ไม่ถูกหวย หรือโดนญาติพี่น้องดูถูก หาว่านอกคอก..ก็ทนไม่ได้ ไม่เอาแล้ว  กลับไปเชื่ออย่างเดิมหรือไปไหว้พระเดิม  ส่วนประเภทที่ 3 กับประเภทที่ 4 น่าสนใจมาก  ทั้งสองประเภทนี้..เชื่อพระเจ้าทั้งคู่ แบบประเภทที่ 4 ไม่ต้องพูดถึง ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพราะถึงจะเกิดผลมากบ้าง..น้อยบ้าง  แต่ยังไงก็เกิดผล..โตไปเรื่อยๆตามเวลาของพระเจ้า  ที่น้าตุ๊กอยากพูดถึง คือ ดินชนิดที่ 3...
ดู มัทธิว 13:22-23   “ผู้ที่รับเมล็ดซึ่งตกกลางหนามนั้น ได้แก่บุคคลที่ได้ฟังพระวจนะ แล้วความกังวลตามธรรมดาโลก และการล่อลวงแห่งทรัพย์สมบัติก็รัดพระวจนะนั้นเสีย และเขาจึงไม่เกิดผล”   ถามว่าคนประเภทนี้เชื่อพระเจ้ามั๊ย..เชื่อ  แล้วยังดำเนินอยู่กับพระองค์ด้วย  แต่ปล่อยให้ต้นหนามที่พระคำภีร์กล่าวถึง คือ “ความกังวลตามธรรมดาโลก”  ให้เข้ามามีบทบาทในชีวิต..มากเกินไป   ถามว่าเรากังวลได้รึเปล่า..ได้   ส่วนใหญ่ก็ยังกังวลอยู่ไม่มาก..ก็น้อย  แต่ถ้ามากเกินไป..ก็แปลว่าเราให้ความสำคัญกับเรื่องฝ่ายโลกมากกว่าพระวจนะคำของพระเจ้า  สุดท้ายความกระวนกระวายเหล่านั้นก็จะเป็นต้นหนามที่เจริญงอกงาม..รกรุงรังพันอยู่รอบชีวิตของเรา    แล้วก็คอยฉุด คอยดึงไม่ให้เราโต.. 
ความกังวลตามธรรมดาโลก ก็เช่น ต่อไปชีวิตจะเป็นยังไง  จะสอบเข้ามหาลัยได้มั๊ย  จบไปจะมีงานทำรึเปล่า  เงินเดือนจะพอกิน  จะมีบ้าน มีรถ มีความสุขสบายแค่ไหน  อะไรต่างๆเหล่านี้เป็นต้น  ซึ่งจริงๆแล้วเรากังวลได้..ได้แบบพอประมาณ  เรายังต้องวางแผนเพื่ออนาคตบ้าง  เรายังต้องรอบคอบในการดำเนินชีวิตทุกเรื่อง  น้าตุ๊กยังยืนยันว่า เด็กๆยังจำเป็นต้องขยันหมั่นเพียรและกระตือรือล้นในการศึกษาหาความรู้..อย่างสุดกำลัง  ทำให้สุดกำลัง..ไม่ใช่กังวลจนสุดกำลัง  แค่ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด  แล้วได้แค่ไหน..แค่นั้น..จบ ไม่ต้องกังวล  เพราะส่วนที่เกินกำลังของเรา พระเจ้าจะทรงกระทำให้สำเร็จ..ตามน้ำพระทัยของพระองค์    แต่หลายคนไม่ใช่อย่างงี้ หลายคน สิ่งที่ควรทำ..ไม่ทำ พ่อแม่ก็พูดไปเหอะ  แต่ยังเฉย..ขี้เกียจ..เหยียดยาว  เสร็จแล้วก็กังวลแต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง..เมื่อไหร่จะได้มือถือใหม่  มอเตอร์ไซ ไอโฟน ไอนู่น ไอนี่ อยากได้ไปหมด   ความอยากได้ที่มากเกินไปนี่แหละ คือ ต้นหนามในชีวิตที่คอยฉุด คอยดึง ทำให้เราไม่มีสมาธิที่จะอยู่กับพระเจ้า  แล้วพระวจนะคำจะเกิดผลในชีวิตเราได้ยังไง  ในเมื่อเรามัวแต่สนใจแต่เรื่องฝ่ายโลก  มีเวลาดิ้นรนในทุกอย่าง..ยกเว้นทางของพระเจ้า..กับเรื่องเรียน  น้าตุ๊กไม่ได้หมายความว่า เราห้ามอยากได้อะไรทั้งนั้นหรือห้ามสนใจเทคโนโลยีเด็ดขาด..ไม่ใช่ เทคโนโลยีดีมั๊ย..ดี  ดีมากด้วย  ถ้าเรารู้จักใช้  เด็กๆสามารถใช้อะไร..ก็ได้ทั้งนั้น  แต่เราต้องชันสูตรใจตัวเองด้วย..ว่า “อยากได้จนทำให้พ่อแม่เดือดร้อน..รึเปล่า”... “อยากได้ไม่รู้จักจบจักสิ้น..หรือไม่ อะไรใหม่ออกมา..ก็อยากได้”  แล้ว“อัตถะประโยชน์ของของสิ่งนั้น..แท้จริงแล้ว คืออะไร..เราต้องการเพราะมันมีประโยชน์กับเราจริงๆ หรือ แค่เห็นคนอื่นมี..ก็อยากได้บ้าง”   นี่คือ สิ่งที่เราต้องตระหนักอยู่ตลอดเวลานะคะเด็กๆ  เพราะว่า ในยุคสมัยนี้ มันมีสิ่งที่ออกมาล่อลวงเราเยอะมาก..อะไรก็โดนใจไปหมด    มาดูว่าพระเยซูสอนวิธีแก้เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่าไง..
ดู มัทธิว 6:26-27 จงดูนกในอากาศ มันมิได้หว่าน มิได้เกี่ยว มิได้สะสม แต่พระเจ้าผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงเลี้ยงนกไว้..” ..จริงหรือไม่  เด็กๆเคยเห็นนกมันสะสมหนอนไว้ในรัง  เพราะกลัววันข้างหน้าจะไม่มีกิน..เคยเห็นมั๊ย  ไม่มีเลย มีแต่คน..ที่ชอบทำอย่างนี้  แล้วต้นตำรับหรือภูมิปัญญาอะไรต่างๆเกี่ยวกับการถนอมอาหารก็เกิดขึ้นเพราะ “มนุษย์กลัวจะไม่มีกิน กลัววันข้างหน้าจะขาดแคน”   แต่พระเยซูทรงชี้ให้เราเห็นถึงความจริงที่เรามักมองข้ามไป  คือ ตราบใดที่พระเจ้ายังทรงเลี้ยงดูสัตว์ต่างๆโดยระบบนิเวศน์แล้ว  เราทั้งหลายที่เป็นลูกของพระองค์ก็ประเสริฐกว่ามากมายนัก  พระเจ้าทรงสร้างสรรพสัตว์และระบบนิเวศน์ทั้งปวงไว้เพื่อปรนนิบัติเรา  หมายความว่า เราสำคัญกว่าสรรพสิ่งทั้งปวงบนโลกนี้ พระองค์รักเรามากกว่าสัตว์พวกนั้นอย่างเทียบกันไม่ได้เลย ..แล้วทำไมเราต้องกลัว    ที่เรากลัวก็เพราะ เราจะไม่ได้พอใจแค่นั้น   มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่ได้พอใจแค่อาหารหรือปัจจัยสี่   แต่เราต้องการมากกว่านั้น  มันถึงรู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจกันอยู่ตลอดเวลา
ข้อที่ 27 บอกว่า “มีใครในพวกท่าน โดยความกระวนกระวาย อาจต่อความสูงให้ยาวออกไปอีกสักศอกหนึ่งได้หรือ กังวลแล้วมันช่วยอะไรมั๊ย..ไม่ช่วยเลย  สมมติว่า วันนี้บ้านเราไม่มีอาหารเลย  ทำไง..ก็ออกไปทำงาน ทำอะไรก็ได้ เดี๋ยวก็ได้เงินมาซื้อข้าว  แต่ส่วนใหญ่หรือแทบจะทั้งหมดเลย..มันไม่ใช่อย่างงี้  ส่วนใหญ่คือ ถามว่าวันนี้มีข้าวกินมั๊ย..มีครบสามมื้อ  มีเสื้อผ้าใส่รึเปล่า..มีเยอะ เต็มตู้แต่ไม่รู้จะใส่อะไร   แต่ก็ยังกังวล..เพราะสิ่งที่นอกเหนือความจำเป็น เช่น ไม่รู้เดือนนี้จะมีเงินผ่อนรถรึเปล่า อยากได้มือถือใหม่..จะไปหาเงินที่ไหนมาซื้อดี  อะไรประมาณนี้
ดู มัทธิว 6:31-33  “เหตุฉะนั้น อย่ากระวนกระวายว่า จะเอาอะไรกิน หรือจะเอาอะไรดื่ม หรือจะเอาอะไรนุ่งห่ม แต่จงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้แก่ท่าน  แต่หลายคนเข้าใจความหมายของการแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า..ผิด   ผู้เชื่อใหม่หลายคนก็มักจะมีปัญหา..ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นปัญหาเรื่องเงินๆทองๆ    แล้วก็ชอบมาถามน้าตุ๊กว่าจะต้องทำยังไงพระเจ้าถึงจะตอบคำอธิฐานหรือช่วยให้เขาหลุดจากปัญหาต่างๆ   แรกเลย น้าตุ๊กก็จะให้พระคำภีร์ข้อเนี้ย..” จงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าก่อน แล้วอย่างอื่นก็ตามมา”    ทุกคนก็จะบอกว่า..ทำแล้ว แสวงหาแล้ว.แต่พระเจ้าไม่เห็นตอบเลย  น้าตุ๊กก็ถามว่า..ทำไง  ส่วนใหญ่ก็บอกว่า “เนี่ย ก็มาโบส์ แล้วก็อธิฐาน..ทุกวันเลย”  
จริงๆแล้ว ถ้าทำแค่นี้..ยังไม่ใช่ทั้งหมดของการแสวงหาแผ่นดินพระเจ้านะคะ  เพราะท่าทีการมาโบสถ์ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน  บางคนสักแต่ว่ามา..เวลาฟังเทศน์ไม่หลับ..ก็คุย  บางคนไม่ได้มาหาพระเจ้า  แต่อยู่บ้านแล้วเหงา..ก็เลยมาหาเพื่อน หรือบางคนคุณพ่อคุณแม่บังคับให้มา..ก็มี  แล้วเวลานมัสการ..ใจคุณคิดอะไร คุณอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าด้วยท่าทีแบบไหน  เวลาที่พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์สูงสุด พระเจ้าผู้บริสุทธิ์ผู้ทรงเมตตาและน่าหวาดเกรงที่สุดประทับอยู่ต่อหน้าในเวลาที่เรานมัสการ  คุณนั่งท่าไหน..ความสำนึกและยำเกรงในความยิ่งใหญ่ของพระองค์อยู่ในหัวของคุณบ้างรึเปล่า    นี่ก็เป็นท่าทีที่ต่างกัน..แต่มาโบสถ์เหมือนกัน  และพระเจ้าทรงดูที่เจตนา..ว่าคุณตั้งใจมาหาพระองค์หรือถูกบังคับให้มา   มาแล้ว..เราถ่อมลงพร้อมหัวใจที่ก้มกราบพระองค์..ถวายการนมัสการด้วยจิตวิญญาณรึเปล่า  หรือเรายังห่วงลุคตัวเอง..ยืนอยู่ต่อพระพักตร์โดยเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง   
แล้วเวลาอธิฐาน..เราอธิฐานยังไง สมมติว่าตอนนี้ตกงาน ไม่มีรายได้แต่ค่าใช้จ่ายมากมายรออยู่ คนส่วนใหญ่ก็จะอธิฐานอย่างเข้มข้นเลยนะ..ว่า “พระเจ้าช่วยลูกด้วย  พระองค์ทำไงก็ได้ให้ลูกมีกิน มีใช้ มีจ่ายค่า 1 2 3 4  อะไรก็ว่าไป..เสร็จแล้วก็บอกว่า ชั้นแสวงหาพระเจ้าแล้ว เพราะไปโบสถ์ก็แล้ว อธิฐานก็แล้ว..แต่ไม่เห็นตอบเลย    น้าตุ๊กจะตอบแทน..ว่าแบบนี้เขาไม่เรียกว่าแสวงหาแผ่นดินพระเจ้านะคะ เค้าเรียกว่าแสวงหา”ขนมปัง”  คือ หาแต่วิธีที่จะให้ตัวเองได้ในสิ่งที่ต้องการ   แล้วยังมีหน้ามาบอกว่า..ทำแล้ว  ถ้าเราแสวงหาพระเจ้าจริงๆแล้ว..เราจะมีท่าทียังไง
2 ทิโมธี 1:12-13  “เปาโลเชื่อมั่นในพระคริสต์อย่างไม่สั่นคลอน  เพราะเหตุนั้นเองข้าพเจ้าจึงได้ทนทุกข์ลำบากเช่นนี้ และไม่ละอาย คือ ถ้าเราแสวงหาพระเจ้าจริงๆแล้ว..เราจะเชื่อมั่นในพระองค์  เราจะเห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์และตระหนักคิดได้ว่าสารพัดปัญหาที่เราเผชิญอยู่..ไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลยเมื่อเทียบกับน้ำพระทัยอันสูงส่งของพระเจ้า     เราจะเรียนรู้ที่จะอยู่เพื่อพระเจ้า..ไม่ใช่ตัวเองหรือเพื่อขนมปัง  เพราะไรอ.เปาโลถึงเชื่อได้ขนาดนี้  ข้อนี้บอกต่อไปว่า “..เพราะว่าข้าพเจ้ารู้จักพระองค์ที่ข้าพเจ้าได้เชื่อ และข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าพระองค์ทรงฤทธิ์สามารถรักษาซึ่งข้าพเจ้าได้มอบไว้กับพระองค์จนถึงวันนั้น”  หมายความว่า  ถ้าเราแสวงหาพระเจ้าจริงๆ เราต้องรู้จักพระลัษณะของพระองค์  เราต้องรู้ว่าพระเจ้าชอบอะไร..ไม่ชอบอะไร  เพราะมันเป็นไปไม่ได้เลย  ที่เราจะบอกว่า..”ไว้ใจใครซักคนในขณะที่เราไม่รู้จักเขาเลยหรือรู้จักเพียงแค่ผิวเผิน”..จริงมั๊ย    มันเป็นไปไม่ได้เลย..ที่เราจะเพิ่งรู้จักใครซักคนแล้วก็บอกว่า..ชั้นไว้ใจเขามาก   ไว้ใจทั้งที่แทบจะไม่รู้จักเขาเลย..มันเป็นไปไม่ได้    
เพราะฉะนั้น ถ้าเราแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์แล้ว  เราต้องรู้..ว่าอะไรคือน้ำพระทัยของพระเจ้า  มุมมองและการดำเนินชีวิตของเราจะเปลี่ยนไป  เราจะยกพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง คือ เลิกเอาความต้องการของตัวเองเป็นบรรทัดฐาน  แต่เราจะไว้ใจพระเจ้ามากขึ้น  แล้ว ณ.จุดนั้น นั่นแหละที่พระเจ้าจะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงให้กับเรา  ไม่เว้นแม้แต่สิ่งที่เงินซื้อ..ไม่ได้  เด็กๆอย่าเข้าใจว่า “สิ่งทั้งปวง” เนี่ย..จะต้องหมายถึง ทรัพย์สินบนโลกเท่านั้น..ไม่ใช่ 
สุดท้าย มาดูว่าพระเยซูสอนให้เราอธิฐานยังไง  (มันเรื่องเก่าแต่ต้องเรียนใหม่ทั้งนั้น)
ดู มัทธิว 6:9-13 (อ่านพร้อมกัน)  ย้อนไปดูข้อที่ 7 นิดนึง พระคำภีร์ บอกว่า  “เมื่อท่านอธิษฐาน อย่าใช้คำซ้ำซากไร้ประโยชน์เหมือนคนต่างชาติ  เพราะเขาคิดว่าพูดมากหลายคำ พระถึงจะฟังพระคำภีร์บอกว่าเราอย่าไปทำอย่างเขา  คือ พูดย้ำแต่ความต้องการของตัวเองอยู่นั่นแหละ เพราะกลัวว่าถ้าพูดไม่ละเอียด แล้วเดี๋ยวพระจะเข้าใจไม่ถูกต้อง  แล้วส่งความช่วยเหลือมาผิดวัตถุประสงค์ที่เราต้องการ  พระเจ้าบอกว่าอย่าทำอย่างงั้น เพราะอะไรที่จำเป็นสำหรับเรา..พระองค์รู้หมดแล้ว  ไม่ต้องอ้าปากพูด..ก็รู้แล้ว    แต่ให้เราอธิฐานอย่างนี้ว่า...
ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ  ขอให้อาณาจักรของพระองค์มาตั้งอยู่ ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์  เพราะ ถ้าขอให้เป็นไปตามใจเรา แสดงว่า..ใครใหญ่  เหมือนคนที่ไม่เชื่อเขาไปบนพระของเขาแล้วบอกว่า ”ถ้าทำให้เขาได้ 1..2..3..4 ตามที่เขาขอนะ..จะเอาอันนั้น อันนี้ มาถวาย  แปลว่า..ถ้าไม่ทำให้สมใจเขา..อด  ความเชื่อแบบนี้น้าตุ๊กเรียกว่า “เชื่อแบบหมูไปไก่มา”  แล้วถ้าพระเหล่านั้นต้องคอยทำตามใจมนุษย์ ไม่ว่าพวกเขาจะขออะไร..แล้วตกลงใครใหญ่   ถ้าพระหรือนามไหนก็ตามเป็นอย่างนี้..ดิชั้นขอแนะนำว่า..เอาตัวเองให้รอดก่อนดีมั๊ย     ดังนั้น ถ้าเราอธิฐานเหมือนคนต่างชาติ  แสดงว่า  เราคิดว่าเราเก่งกว่าพระเจ้า  เราคิดว่าพระเจ้า..ไม่รู้หรอกว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดีกับชีวิตเรา  เวลาอธิฐานเราถึงต้องคอยกำกับพระองค์อยู่ตลอด   เพราะฉะนั้น จงขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัย..เชื่อในความยิ่งใหญ่ว่าพระองค์ทรงดูแลชีวิตเรา..ได้ดีกว่าเราดูแลตัวเอง แน่นอน 
ข้อที่ 11  “ขอทรงโปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในกาลวันนี้”  หลายคนไม่เห็นความสำคัญของเรื่องนี้ แล้ว  เพราะไร ก็มีกินทุกวัน..ไม่เคยอด  การมีข้าวสามมื้อกลายเป็นเรื่องธรรมดาของคนส่วนใหญ่ไปแล้ว  น้าตุ๊กจะไม่พูดถึงคนไม่มีความเชื่อ..เพราะมันไม่เกี่ยวกับเรา  แต่น้าตุ๊กรู้สึกว่า คริสเตียนส่วนใหญ่สมัยนี้ก็ไม่ค่อยจะตื่นเต้นชื่นชมยินดีกับข้าวสามมื้อที่พระเจ้าประทานให้..เท่าที่ควร  เพราะทุกคนไม่เคยอด..ไม่เหมือนคนอิสราเอลในถิ่นทุรกันดาร..ที่ไม่เคยลืมอธิฐานเลยในเวลาที่รอมานาตกจากฟ้า  ดังนั้น หลายครั้งพระเจ้าจำเป็นต้องเอาความขาดแคลนใส่เข้ามาในชีวิตเราบ้าง  เพื่อที่เราจะได้ไม่ลืม..ว่าการเลี้ยงดูนั้น มาจากพระเจ้า  
ข้อที่ 12  และขอทรงโปรดยกความบาปผิดของข้าพระองค์ เหมือนข้าพระองค์ยกโทษผู้ที่ทำผิดต่อข้าพระองค์นั้น”  ข้อนี้ ก็ทำให้เราไม่ลืม..ว่าสิ่งสำคัญที่สุด ก็คือ ความรอด..ที่พระเจ้าประทานให้เราแล้ว  พระองค์ไม่ถือสาความผิดบาปทุกอย่างที่เราได้ทำ  ดังนั้น เราเองก็ต้องยกโทษให้คนอื่นด้วย  และขออย่านำข้าพระองค์เข้าไปในการทดลอง แต่ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้พ้นจากความชั่วร้าย  เหตุว่าอาณาจักรและฤทธิ์เดชและสง่าราศีเป็นของพระองค์สืบๆไปเป็นนิตย์” 
นี่คือ แบบอย่างการอธิฐานที่พระเยซูสอนไว้  ซึ่งเรายังสามารถที่จะกราบทูลทุกเรื่องที่เราอยากบอกแก่พระเจ้าได้   แต่ให้อยู่ในบรรทัดฐานนี้ที่พระองค์สอน  อยากได้..อยากมี..อยากเป็นอะไร ก็ว่าไป แล้วอย่าลืมลงท้ายว่า.. แต่ขอให้เป็นไปตาม”น้ำพระทัยของพระองค์ “ และก็ต้องหมายความตามนั้นจากใจจริงด้วย 
                ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ

วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2555

หนังสือ 2พงศ์กษัตริย์ ครั้งที่ 11 อาทิตย์ที่ 25:3:2012 (จบ)

ในรัชสมัยของโยสิยาห์ โยสิยาห์ได้ฟื้นฟูการนมัสการพระเจ้าอย่างเต็มรูปแบบ เขาทำลายการไหว้รูปเคารพทั้งในยูดาห์และเลยไปถึงที่อิสราเอลด้วย แล้วขณะที่กำลังปรับปรุงพระวิหาร ปุโรหิตก็ได้เจอหนังสือม้วนพระบัญญัติของโมเสส พอโยสิยาห์ได้ฟังเนื้อหาที่บันทึกไว้ก็ร้องไห้อย่างหนัก เพราะพระบัญญัติบันทึกคำแช่งสาปไว้ด้วย..ว่า..ถ้าอิสราเอลทิ้งพระเจ้าไปไหว้พระอื่น พระเจ้าจะให้ศัตรูมาทำลาย..อิสราเอลจะต้องตกไปเป็นเชลย ฟังแค่นั้น..โยสิยาห์ฉีกเสื้อผ้าตัวเอง..สำนึกผิดและกลับใจใหม่ ร้องขอให้พระเจ้ายกโทษ ซึ่งพระคำภีร์บอกว่า..พระเจ้าทรงพอพระทัยแต่พระองค์ตรัสไว้แล้วว่า “ความพิโรธของเราจะเทลงเหนือสถานที่นี้และจะดับไม่ได้” ดังนั้น พระองค์จึงส่งผู้เผยพระวจนะมาบอกโยสิยาห์ว่า..“เพราะจิตใจของเจ้าอ่อนโยน และเจ้าได้ถ่อมตัวลงต่อพระพักตร์พระเจ้า และเจ้าได้ฉีกเสื้อผ้าของเจ้าและร้องไห้ต่อหน้าเรา พระเจ้าจะให้ความร่มเย็นเกิดขึ้นตลอดชั่วอายุไขของโยสิยาห์ โยสิยาห์จะไม่เห็นบรรดาเหตุชั่วร้ายซึ่งพระเจ้าจะนำมาเหนืออาณาจักรยูดาห์” จากนั้น เราก็มาถึงวาระสุดท้ายของก.โยสิยาห์

มรณกรรมของโยสิยาห์

ดู 2พศด.35:20-21/22-23 เรื่องราวในข้อนี้เกิดขึ้นในช่วงที่กำลังจะมีการเปลี่ยนมหาอำนาจของโลก อัสซีเรียเริ่มอ่อนกำลังและบาบิโลนกำลังจะขึ้นมาแทน สามปีก่อนหน้านั้นอัสซีเรียถูกบาบิโลนโจมตีและบาบิโลนก็ตั้งใจว่าจะกวาดล้างอัสซีเรียให้สิ้นซาก ส่วนอียิปต์ก็กำลังอยากจะขยายฐานอำนาจของตัวเองจึงกังวลว่าบาบิโลนจะขึ้นมาเป็นใหญ่แทนอัสซีเรีย อียิปต์ก็เลยยกกองทัพไปช่วยอัสซีเรียรบที่คารเคมิช (คือคงตั้งใจไปสกัดดาวรุ่ง(บาบิโลน)ไม่ให้เกิดมากกว่า) ทีนี้ เส้นทางที่จะยกไปก็ต้องผ่านอาณาจักรยูดาห์ก่อน แต่ถ้าดูตามทางที่ก.เนโคยกไป จริงๆเขาก็ไม่ได้ไปเฉียดใกล้เยรูซาเล็มเท่าไหร่ แต่พอโยสิยาห์เห็นอียิปต์ยกทัพผ่านมา..กลับไม่ยอมให้เขาผ่านไป พอเห็นกองทัพอียิปต์..โยสิยาห์ก็ปร๊าด! เข้าไปเลย ข้อที่ 21 ก.เนโคบอกโยสิยาห์ว่า ”กษัตริย์แห่งยูดาห์เอ๋ย เรามีเรื่องอะไรเกี่ยวข้องกับท่าน วันนี้เรามิได้มาต่อสู้ท่านแต่ต่อสู้กับวงศ์วานซึ่งเราทำสงครามด้วย..” ..เนโคพูดประมาณว่า โยสิยาห์อย่ามายุ่งดีกว่า ที่ยกมาวันนี้ไม่ได้จะมาตียูดาห์ แต่จะไปรบกับบาบิโลนโน่น เพราะฉะนั้น อย่ามาขวางรับรองจะไม่แตะต้องยูดาห์แน่นอน ข้อที่ 22 บอก “ถึงกระนั้นก็ดีโยสิยาห์มิได้หันพระพักตร์ไปจากพระองค์ แต่ทรงปลอมพระองค์ เพื่อจะสู้รบกับเนโค มิได้ฟังพระดำรัสของเนโคที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า แต่เข้ารบ ณ ที่หุบเขาเมกิดโด” ..คือ โยสิยาห์ไม่ฟังเลย ทั้งที่ข้อนี้บอกชัดเจนว่าสิ่งที่ก.เนโคพูดนั้นมาจากพระเจ้า (เพราะพระเจ้าตรัสผ่านใครก็ได้ ไม่เฉพาะแต่คนอิสราเอล คริสเตียน ผู้เผยพระวจนะ หรือนักเทศน์เท่านั้น) แต่โยสิยาห์ไม่ฟัง..จะรบท่าเดียว จัดแจงปลอมตัว..เสร็จเรียบร้อยก็ออกไปรบกับเขาที่เมกิดโด ปรากฎ..ถูกยิงตาย ทหารก็เอาใส่รถพากลับมาที่เยรูซาเล็ม”...ซึ่งน่าเสียดายมาก เพราะโยสิยาห์เป็นความหวังสุดท้ายของยูดาห์ เป็นเหมือนแสงสว่างดวงเดียวที่ยูดาห์เหลืออยู่ เพราะต่อจากโยสิยาห์.. ยูดาห์ก็ไม่มีกษัตรย์ที่ชอบธรรมอีกเลย กลับมาที่หนังสือพงศ์กษัตริย์..

2พกษ.23:25-26 บอกว่า “ก่อนพระองค์หามีกษัตริย์องค์ใดเหมือนพระองค์ไม่ ผู้ซึ่งหันหาพระเยโฮวาห์ด้วยสุดจิตสุดใจ และด้วยสุดพระกำลัง ตามพระราชบัญญัติทั้งสิ้นของโมเสส หรือผู้ที่เกิดมาทีหลังพระองค์ ก็ไม่มีใครเหมือนโยสิยาห์ ถึงกระนั้นพระเจ้ามิได้ทรงหันจากพระพิโรธอันแรงกล้าและยิ่งใหญ่ของพระองค์ พระพิโรธของพระองค์ได้พลุ่งขึ้นต่อยูดาห์ ด้วยการกระทำทั้งสิ้นของมนัสเสห์ที่เป็นเหตุ” ..ข้อนี้บอกชัดเจนว่า “มนัสเสห์” คือ ตัวการที่ทำให้ยูดาห์ต้องถูกพิพากษา เฮเซคียาห์ คือ แบบอย่างของความเชื่อวางใจ ส่วนโยสิยาห์ คือ แบบอย่างของความเชื่อฟังและกระทำตามอย่างสุดกำลัง ส่วนเรา ต้องทำทั้งสองอย่าง คือ ไว้ใจพระเจ้า..เหมือนเฮเซคียาห์ และเชื่อฟัง..เหมือนโยสิยาห์

หลังจากที่โยสิยาห์ตายแล้ว เยโฮอาหาส..ลูกชายของโยสิยาห์ก็ขึ้นครองยูดาห์ แต่เยโฮอาหาสกระทำชั่วต่อพระเจ้า ดังนั้น การไหว้รูปเคารพอะไรต่างๆก็กลับมาแพร่หลายในยูดาห์อีกครั้ง ข้อที่ 31 บอกว่า เยโฮอาหาสครอบครองได้แค่สาม 3 เดือน เขาก็ถูกกษัตริย์เนโคแห่งอียิปต์ปลดและจับไปเป็นเชลย เสร็จแล้วเนโคก็ตั้ง”เยโฮยาคิม” น้องชายของเยโฮอาหาสขึ้นมาเป็นกษัตริย์ของยูดาห์ แสดงว่า ตอนนั้นยูดาห์ตกเป็นเมืองขึ้นของอียิปต์ไปแล้ว เนโคถึงสามารถเข้ามาแทรกแซงบัลลังก์ของยูดาห์ได้ ส่วนเยโฮอาหาสก็ตายที่อียิปต์..ไม่มีโอกาสได้กลับมาที่ยูดาห์อีกเลย

ดู 2พกษ.24:1-2 ข้อที่แล้วเรารู้ว่าตอนนี้ยูดาห์เป็นเมืองขึ้นของอียิปต์ แต่มาข้อนี้ บอกว่าเยโฮยาคิมรับใช้”เนบูคัดเนสซาร์” ซึ่งเนบูคัดเนสซาร์เป็นกษัตริย์ของบาบิโลน เรื่องของเรื่อง ก็คือ ช่วงก่อนสงครามที่คารเคมิช ยูดาห์เป็นเมืองขึ้นของอียิปต์ แต่จากนั้น ในปีที่ 4 ของรัชกาลเยโฮยาคิม อียิปต์ก็แพ้บาบิโลนในการรบที่คารเคมิช (เรื่องนี้มีบันทึกไว้ในเยเรมีย์ 46:2) ดังนั้น ยูดาห์ที่เคยเป็นเมืองขึ้นของอียิปต์ ตอนนี้ก็เลยตกเป็นเมืองขึ้นของบาบิโลนไปโดยปริยาย อันนี้ก็คือ จุดเปลี่ยนของมหาอำนาจในขณะนั้น ข้อที่ 1 บอกว่า “เยโฮยาคิมเป็นคนใช้ของเนบูคัดเนสซาร์สามปี แล้วท่านก็กลับเปลี่ยนใจตั้งตัวเป็นกบฏต่อเนบูคัดเนสซาร์” ดังนั้น เนบูคัดเนสซาร์จึงยกมาโจมตีแล้วก็จับเยโฮยาคิมไปเป็นเชลยที่บาบิโลน ซึ่งสิ่งนี้ เป็นมาจากพระเจ้า ข้อที่ 3 บอกชัดเจน “แท้จริงเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับยูดาห์ตามพระบัญชาของพระเจ้าเพื่อจะให้เขาออกไปเสียจากสายพระเนตรของพระองค์ (คือ พระเจ้าไม่อยากเห็นหน้าละ อะไรจะแย่กว่านี้ไม่มีอีกแล้ว) เพราะบรรดาบาปของมนัสเสห์ ตามทุกอย่างซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำ แต่! เรื่องของเรื่องคนยูดาห์ในสมัยนั้นก็ทำชั่วต่อพระเจ้าด้วย แล้วพระเจ้าก็เตือน..พระองค์เตือนคนยูดาห์ผ่านเยเรมีย์ไว้เยอะแยะมากมาย ให้เราเปิดไปดูตัวอย่างกันซักข้อ..

ดู เยเรมีย์ 7:1-4 นี่คือ คำเตือนที่ให้ข้อคิดที่ดีมาก “จงปรับปรุงพฤติการณ์และการกระทำของเจ้าเสีย อย่าไว้วางใจในคำเท็จเหล่านี้ที่ว่า `นี่เป็นพระวิหารของพระเจ้า วิหารของพระเจ้า” ความหมายก็คือ คนยูดาห์ต้องเปลี่ยนแนวคิดและการกระทำ ไม่ใช่คิดว่า..แค่ชั้นอยู่ในวิหารของพระเจ้า..ชั้นก็ปลอดภัยแล้ว ชั้นไม่จำเป็นต้องปรับปรุงอะไรทั้งนั้น แค่อยู่ใกล้ๆวิหารพระเจ้าก็พอ เพราะไง..พระเจ้าต้องไม่ปล่อยให้วิหารของพระองค์ถูกทำลายแน่ แต่ ! จริงๆแล้ว ไม่ใช่เลย ข้อที่ 8 บอกว่า “ดูเถิด เจ้าวางใจในคำเท็จอย่างไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย เจ้าจะลักทรัพย์ กระทำฆาตกรรม ล่วงประเวณี ปฏิญาณเท็จ เผาเครื่องบูชาถวายพระอื่น หรือทำอะไรตามใจชอบ เสร็จแล้วก็มายืนต่อหน้าเราในนิเวศนี้ แล้วบอกว่า `เราทั้งหลายได้รับการช่วยให้รอดพ้นแล้ว”..มันใช่มั๊ยเนี่ย พระเจ้าจะช่วยเรา..เพื่อให้เราทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ..อย่างงั้นหรือ ถ้างั้น..นิเวศนี้ซึ่งเรียกตามนามของเรา ในสายตาของเจ้าก็ได้กลายเป็นที่ซ่องสุมของพวกโจรไปแล้ว” อันนี้เป็นทั้งคำเตือนและคำกล่าวโทษที่พระเจ้าตรัสผ่านเยเรมีย์ ทุกวันนี้ก็เหมือนกัน เราต้องไม่คิดว่า..แค่ชั้นมาโบสถ์พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องซีเรียสอะไรนักหนา เคยทำชั่วอะไร..นิสัยแย่แค่ไหน หรือจะโกงใคร..ปากเสีย ก็ไม่เป็นไร..ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง แค่มาโบสถ์ทุกอาทิตย์ก็พอ..อย่างงี้ได้มั๊ยคะเด็กๆ..ไม่ได้ เพราะถ้าเราคิดอย่างงี้ เราก็ไม่ต่างอะไรเลยกับคนยูดาห์ในสมัยนั้นที่ถูกพระเจ้ากล่าวโทษ ข้อที่ 14 พระเจ้าทรงตรัสว่า “เพราะเจ้าทั้งหลายได้กระทำสิ่งเหล่านี้ทั้งสิ้น และเมื่อเราพูดกับเจ้าอย่างไม่หยุดยั้ง แต่เจ้าทั้งหลายหาได้ฟังไม่ และเมื่อเราได้เรียกพวกเจ้า แต่เจ้ามิได้ตอบ..” ....และทั้งที่ให้เยเรมีย์มาเตือนแล้ว แต่ก็ไม่มีใครฟังเลย..ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ เป็นข้าราชการ เป็นประชาชนหรือแม้แต่ปุโรหิต ไม่มีใครกลับใจเลย..ยังดึงดันที่จะทำชั่วเหมือนเดิมแล้วก็บอกว่า..อยู่ได้ ไม่เป็นไรหรอก ยังไงพระเจ้าก็ไม่มีทางปล่อยให้เยรูซาเล็มถูกทำลายแน่นอน (เดี๋ยวก็รู้) และณ.จุดนั้น จึงเป็นวาระที่ยูดาห์ต้องถูกพิพากษา เพราะพระเจ้าจะไม่ปล่อยให้พวกเขาเข้าใจผิดอีกต่อไป..

ดู 2พกษ.24:11-12 หลังจากที่เยโฮยาคิมตายแล้ว เยโฮยาคีน..ลูกชาย ก็ขึ้นครองยูดาห์ เยโฮยาคีนครองยูดาห์ได้แค่ 3 เดือน เนบูคัดเนสซาร์ก็ยกมาโจมตียูดาห์อีกครั้ง ข้อที่ 13 บอกว่า “คราวนี้ พวกบาบิโลนได้ขนเอาบรรดาทรัพย์สินในพระนิเวศของพระเจ้า และในสำนักพระราชวัง ซึ่งซาโลมอนสร้างไว้ไปจนเกลี้ยง ทองคำอะไรต่างๆ ถูกตัดเป็นชิ้นๆ แล้วส่งไปที่บาบิโลน นอกจากนี้ เนบูคัดเนสซาร์ก็ยังกวาดต้อนคนยูดาห์ไปเป็นเชลย “...ทั้งเจ้านายทั้งปวง และทแกล้วทหารทั้งหมด เป็นเชลยหนึ่งหมื่นคน มีช่างฝีมือและช่างเหล็กทั้งหมด ไม่มีผู้ใดเหลือนอกจากประชาชนที่จนที่สุดแห่งแผ่นดิน” ...และนี่คือ คนยูดาห์รุ่นแรกที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยที่บาบิโลน ซึ่งมีแต่พวกหัวกะทิทั้งนั้นเพราะเขาคัดเอาแต่คนเก่งๆที่ทำงานในวังไปหมดเลย..ไม่ว่าจะเป็นนายทหาร ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ นักบริหาร นักการปกครอง คนที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ รวมถึงช่างฝีมือต่างๆของยูดาห์ เนบูคัดเนสซาร์กวาดไปเกลี้ยง อันนี้ เป็นนโยบายของเนบูคัดเนสซาร์ คือ ไปตีที่ไหน..เขาก็จะขนเอาปัญญาชน คนเก่งๆที่เป็นมันสมองของเมืองนั้น..มาทำงานให้ จากนั้น ข้อที่ 17 บอกว่า “เนบูคัดเนสซาร์ก็ได้ตั้ง”มัทธานิยาห์ หรืออีกชื่อคือ “เศเดคียาห์”..ซึ่งเป็นลุงของเยโฮยาคีนขึ้นมา..เป็นกษัตริย์ของยูดาห์ เห็นมั๊ยคะ..ไม่ว่าจะถูกชาติเดียวกันกบฎหรือถูกต่างชาติยึดครอง กษัตริย์ยูดาห์ก็ยังเป็นราชวงศ์ของดาวิดอยู่วันยังค่ำ พระเจ้าไม่ได้ควบคุมแต่คนอิสราเอลหรือคนที่เชื่อพระเจ้าเท่านั้น เท่านั้นแต่พระองค์ควบคุมทุกสรรพชีวิตและทุกสรรพสิ่งทั้งบนโลกและมหาจักรวาล และเศเดคียาห์ก็คือ กษัตริย์องค์สุดท้ายของยูดาห์

ดู 2 พกษ.24:20/25:1 แต่แล้ว เศเดคียาห์ก็กบฎต่อบาบิโลนอีก ข้อที่ 20 บอกว่า “เพราะว่าโดยพระพิโรธของพระเจ้านั้นเหตุการณ์มาถึงขีด ที่พระองค์ทรงเหวี่ยงเยรูซาเล็มและยูดาห์ไปให้พ้นพระพักตร์พระองค์ และเศเดคียาห์ได้กบฏต่อกษัตริย์แห่งบาบิโลน” หมายความว่า การที่เศเดคียาห์กบฎจนบาบิโลนต้องยกมาทำลายในครั้งนี้..เป็นมาจากพระเจ้า เพราะเศเดคียาห์ไม่กลับใจ..ไม่นำประชาชนให้กลับใจ ทั้งที่พระเจ้าก็ส่งผู้เผยพระวจนะมาเตือนหลายต่อหลายครั้ง แล้วก็ให้เวลานานหลายปี แต่..ยูดาห์ไม่เชื่อคนของพระเจ้าแต่กลับไปเชื่อคำเผยพระวจนะเทียมเท็จ ทำไม..เพราะเยเรมีย์เผยทีไร..บอกอยู่ไม่ได้แน่ถ้าไม่กลับใจ ส่วนพวกเทียมเท็จบอกไม่เป็นไร..อยู่ไปเหอะ..ตามสบาย ไม่ต้องเปลี่ยนอะไรทั้งนั้น แล้วก็ไม่ต้องกลัวด้วย..พระเจ้าไม่มีทางทำลายเยรูซาเล็มหรอก เพราะวิหารของพระองค์ตั้งอยู่ที่นี่..

แล้วทุกวันนี้ยังมีมั๊ย..คำเผยวจนะเทียมเท็จ..เยอะมาก..แล้วคนส่วนใหญ่ก็ชอบด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกนักทำนายหรือหมอดู ด้วยความเคารพ..โดยส่วนใหญ่แล้ว คนพวกนี้จะใช้จิตวิทยาสุดๆ รู้ว่าคนส่วนใหญ่อยากให้พูดอะไร มีไม่กี่อย่างหรอกที่คนเราอยากจะฟัง "เมื่อไหร่จะรวย เมื่อไหร่จะเจอเนื้อคู่..ส่วนใหญก็อยากรู้แค่นั้น" เพราะงั้น หลายคนชอบไปหาหมอดู ก็เพราะ..อยากไปฟังอะไรที่ชอบๆ..ที่ถูกใจ ถ้าไปแล้วเขาบอกว่าดวงดี เดี๋ยวปีนั้น..ปีนี้จะรวย จะถูกหวยหรือได้คู่ครอง..ก็ชอบ จะจริง..ไม่จริง ไม่รู้..แต่โอเคละ..สบายใจกลับไปนอนหลับฝันดี ดังนั้น พระคำภีร์จึงสอนให้เราแยกแยะให้ได้..ระหว่างผู้เผยพระวจนะแท้ กับ ผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จ เราจะรู้ได้ไงว่าคนๆนั้นเป็นคนของพระเจ้า..มาจากพระเจ้า

(1.)สิ่งที่เขาพูดต้องเกิดขึ้นจริง ถ้าไม่จริง..ตัดทิ้งได้เลย แต่แค่นั้น ยังไม่พอ เพราะคำทำนายหรือคำสอนที่พวกเทียมเท็จพูด..บางอย่างก็อาจจะเกิดขึ้นจริงอย่างที่เขาบอก เพราะงั้นแค่นี้จึงยังตัดสินไม่ได้ สิ่งสำคัญอีกข้อก็คือ (2.) คำสอนของผู้เผยพระวจนะแท้..จะต้องโน้มนำให้คนดำเนินอยู่ในทางพระเจ้าด้วย ถ้าครบสองข้อนี้ ถึงจะตัดสินได้..ว่าคนๆนั้นมาจากพระเจ้าจริงๆ

ในที่สุด พระพิโรธของพระเจ้าก็มาถึงขีดสุด..ที่เยรูซาเล็มและยูดาห์จะต้องถูกทำลาย และครั้งนี้..จะไม่มีอะเหลือเลย แล้วพระองค์ก็ได้ตรัสบางอย่างไว้กับเยเรมีย์ก่อนที่พระองค์จะทำลายเยรูซาเล็ม..ซึ่งเป็นข้อคิดที่น่าสนใจมากสำหรับเรา เปิดไปดูเยเรมีย์..

ดู เยเรมีย์ 24:1/2-3 พระเจ้าทรงสำแดงนิมิตแก่ข้าพเจ้าว่า”ดูเถิด มีกระจาดสองลูกใส่มะเดื่อ วางไว้หน้าพระวิหารของพระเจ้า กระจาดลูกหนึ่งมีมะเดื่ออย่างดีนัก เหมือนมะเดื่อที่สุกต้นฤดู แต่กระจาดอีกลูกหนึ่งนั้นมีมะเดื่ออย่างเลวทีเดียว เลวจนรับประทานไม่ได้ แล้วพระเจ้าก็ถามเยเรมีย์ว่า "เยเรมีย์เอ๋ย เจ้าเห็นอะไร" เยเรมีย์ตอบว่า"เห็นมะเดื่อที่ดี..ก็ดีมาก และที่เลวก็เลวมาก เลวจนรับประทานไม่ได้ “ ข้อที่ 4 พระเจ้าตรัสว่า “ก็เหมือนอย่างมะเดื่อที่ดีเหล่านี้แหละ เราจะถือว่าพวกเหล่านั้นที่ถูกกวาดไปจากยูดาห์”ยังดีอยู่” คือผู้ที่เราได้ส่งไปจากสถานที่นี้ไปสู่แผ่นดินของชาวเคลเดีย เราจะตั้งตาของเราดูเขาเพื่อจะกระทำความดี และจะพาเขาทั้งหลายกลับมายังแผ่นดินนี้อีก เราจะสร้างเขาทั้งหลายขึ้น และจะไม่รื้อลง เราจะปลูกฝังเขาและไม่ถอนเขาเสีย เราจะให้จิตใจแก่เขาที่จะรู้จักเราว่า เราคือพระเยโฮวาห์ และเขาทั้งหลายจะเป็นประชาชนของเรา และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา เพราะเขาทั้งหลายจะกลับมาหาเราด้วยความเต็มใจ" ข้อที่ 8 พระเจ้าตรัสต่อไปว่า"เหมือนอย่างมะเดื่อที่เลว ซึ่งเลวมากจนรับประทานไม่ได้นั้น เราจะกระทำต่อเศเดคียาห์กษัตริย์แห่งยูดาห์ ทั้งเจ้านายของเขา และชาวเยรูซาเล็มที่เหลืออยู่ ผู้ซึ่งยังค้างอยู่ในแผ่นดินนี้ และผู้ที่ยังอาศัยอยู่ในประเทศอียิปต์ เราจะมอบเขาไว้ให้ย้ายไปอยู่ในอาณาจักรทั้งสิ้นในโลกเพื่อให้เขาเจ็บปวด ให้เป็นที่ถูกตำหนิ เป็นคำภาษิต เป็นที่ถูกเยาะเย้ย และเป็นที่ถูกสาปแช่ง ในที่ทุกแห่งซึ่งเราขับไล่เขาให้ไปอยู่นั้น และเราจะส่งดาบและการกันดารอาหาร และโรคระบาดมาท่ามกลางเขา จนเขาจะถูกทำลายอย่างสิ้นเชิงจากแผ่นดินซึ่งเราได้ให้แก่เขาและแก่บรรพบุรุษของเขา" คือ..

พระเจ้าทรงสำแดงแก่เยเรมีย์ว่า”พระองค์ทรงถือว่าคนยูดาห์ที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยนั้น.. ”เป็นมะเดื่อที่ดี” ส่วนพวกที่ยังได้อยู่ในเยรูซาเล็มนั้นเป็น”มะเดื่อเลว” แล้วพระเจ้าก็ทรงต้องการที่จะทำลายมะเดื่อเลวทิ้งให้สิ้นซาก..โดยที่ไม่ไปกระทบกระเทือนมะเดื่อที่ดี พระองค์จึงทรงแยกคนสองพวกนี้ออกจากกัน โดยเอาพวกที่ดี..ไปเก็บไว้ที่อื่นก่อน พระเจ้าจะได้ทำลายไอพวกที่เลวได้อย่างเต็มไม้เต็มมือ แต่คนยูดาห์เขาไม่ได้คิดอย่างงั้น เขาคิดว่าพวกที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยที่บาบิโลนน่ะ..”ต้องเป็นมะเดื่อเลว” ส่วนที่ยังได้อยู่ในยูดาห์นั้นคงจะเป็น ”มะเดื่อดี” เพราะอย่าลืมว่าในสมัยนั้นคนอิสราเอลผูกพันแล้วก็ยึดติดกับดินแดนคานาอันมาก การที่ได้อยู่ในดินแดนแห่งพันธสัญญาถือว่าเป็นพระพร..เป็นสิทธิพิเศษ เป็นที่โปรดปราน เพราะงั้น พวกที่ถูกกวาดต้อนไป..นั่นคือ สงสัยจะเป็นพวกคนบาป เป็นพวกที่ไม่สมควรจะได้อยู่ในดินแดนของพระเจ้า อะไรประมาณนั้น แต่!ความคิดนี้..มันคนละเรื่องกับทางของพระเจ้าเลย พระองค์จึงเผยพระวจนะผ่านเยเรมีย์ให้เราได้เข้าใจถึงข้อเท็จจริง..ว่าพระเจ้าคิดไม่เหมือนมนุษย์ และทางของพระองค์ก็สูงกว่าทางของเราเสมอ อันนี้เป็นบทเรียนสำหรับเรานะคะ..ว่าหลายครั้ง “สิ่งที่มนุษย์คิดว่าดี บางทีมันก็อาจจะไม่ได้ดีหรือไม่ได้เป็น..อย่างที่ตามองเห็น” ในทางตรงกันข้าม “สิ่งที่เรามองว่าไม่ดี บางครั้งอาจจะมีแผนการที่ดีของพระเจ้าซ่อนอยู่ เหมือนคนยูดาห์ที่ต้องตกไปเป็นเชลยในต่างแดน..ณ.เวลานั้น พวกเขาคงคิดไม่ออก..ว่ามันจะดีตรงไหน แต่สุดท้ายแล้วพระเจ้าก็ทรงสำแดงผ่านเยเรมีย์ว่า นั่นคือ แผนการที่พระองค์จะเอาพวกเขาไปเก็บไว้ในที่ๆปลอดภัย แล้วเมื่อพระเจ้าจัดการทำลายพวกมะเดื่อเลวให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินแล้ว พระองค์จะนำพวกเขา..ที่ซึ่งเป็นมะเดื่อดีของพระเจ้า..กลับบ้าน กลับมาสู่ดินแดนที่พระองค์ประทานให้ และสิ่งที่พระเจ้าจะทรงกระทำกับพวกมะเดื่อเลวที่หลงเหลืออยู่ในแผ่นดินยูดาห์ก็คือ “พระเจ้าจะส่งดาบ การกันดารอาหาร และโรคระบาดมาท่ามกลางคนยูดาห์ จนพวกเขาจะถูกทำลายอย่างสิ้นเชิงจากแผ่นดินซึ่งพระองค์ประทานให้ แล้วอาณาจักรยูดาห์กับคนที่เหลืออยู่ในเมืองก็พบจุดจบอย่างที่เยเรมีย์บอกจริงๆ ขณะที่น้าตุ๊กกำลังจะโพสต์งานลงบล็อก พระเจ้าทรงสำแดงแก่น้าตุ๊กว่า แท้จริงแล้วเรื่องนี้มีภาพฝ่ายวิญญาณที่ชัดเจนแฝงอยู่ คือในยุคสุดท้ายที่กำลังมาถึงนี้พระองค์ก็จะทรงกระทำอย่างงี้กับมนุษยชาติอีกครั้ง พระองค์จะทรงแยก”มะเดื่อดี”ออกจาก”มะเดื่อเลว” โดยประทับตราของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไว้ในหัวใจลูกๆของพระองค์ จากนั้น เมื่อโลกนี้ถึงกาลที่จะถูกพิพากษาจิตวิญญาณของพวกมะเดื่อเลวก็จะถูกทำลายไปพร้อมกัน จากนั้นพระองค์จะนำจิตวิญญาณของเหล่าธรรมิกชนม์ของพระองค์..”กลับบ้าน..กลับไปสู่อาณาจักรสวรรค์..ดินแดนที่พระองค์ทรงสัญญาว่าจะให้เราอยู่กับพระองค์ชั่วนิรันดร์” เรากลับมาที่..

ดู 2พกษ.25:2-3/4-5 หลังจากที่บาบิโลนล้อมเยรูซาเล็มอยู่ประมาณปีครึ่ง..ชาวยูดาห์ก็หมดแรงที่จะต้านทาน..เพราะ ไม่มีอาหาร..เสบียงหมด แต่ถ้าไม่ใช่เพราะเยรูซาเล็มมีชัยภูมิที่เหมาะสม..บาบิโลนคงตีแตกไปนานแล้ว แต่เพราะที่ตั้งของเยรูซาเล็มตียากมากก็เลยลากยาวได้ถึงปีกว่า..แต่สุดท้ายก็ล่มสลายพ่ายแพ้ต่อบาบิโลน ก.เศเดคียาห์ก็หนีไปแต่ก็ถูกจับได้ที่เมืองเยรีโคก่อนจะข้ามแม่น้ำจอร์แดน จากนั้น เขาก็เอาตัวเศเดคียาห์กลับมาให้เนบูคัดเนสซาร์พิพากษา แล้วพวกบาบิโลนก็จับตัวลูกชายเศเดคียาห์มาฆ่าต่อหน้าเขา..ตายหมดเลย เสร็จแล้วก็ทำให้เศเดคียาห์ตาบอดทั้งสองข้าง หมายความว่าภาพสุดท้ายในชีวิตของเศเดคียาห์..เป็นภาพที่เจ็บปวดทุกข์ทรมานที่สุด เพราะมันคือภาพที่ลูกตัวเองถูกฆ่าตายไปต่อหน้าต่อตา จากนั้น เขาก็จับเศเดคียาห์ตีตรวนล่ามโซ่เอากลับไปขังที่บาบิโลน แล้วเศเดคียาห์ก็ทนทุกข์ทรมานจนตาย ข้อที่ 8 บอกว่า “วันที่เจ็ดเดือนที่ห้า ซึ่งเป็นปีที่สิบเก้าของรัชกาลกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์กษัตริย์แห่งบาบิโลน เนบูซาระดานข้าราชการคนหนึ่งของกษัตริย์แห่งบาบิโลนได้มายังเยรูซาเล็ม แล้วก็เผาพระนิเวศของพระเจ้า..เผาพระราชวัง และเผาบ้านเรือนทั้งหมดทุกหลังในเยรูซาเล็ม จากนั้นก็ทลายกำแพงเมือง” ..ทำไมต้องทำขนาดนี้ เพราะเมืองนี้เป็นเมืองที่ช่างก่อกบฎหลายครั้งมาก จนเนบูคัดเนสซาร์คิดว่า..ครั้งนี้พอกันที ส่งทหารมาแล้วสั่งให้เผา..รื้อทำลายทุกสิ่งทุกอย่างทั้งพระนิเวศน์ พระราชวัง บ้านเรือนหลังใหญ่หลังเล็ก เผาทิ้งเกลี้ยงจนเยรูซาเล็มมีสภาพเหมือนกองขยะ..มีแต่สิ่งปรักหักพัง แล้วก็ยังกวาดต้อนคนไปเป็นเชลยอีกเป็นรุ่นที่ 3 จากนั้น เนบูคัดเนสซาร์ก็ได้แต่งตั้งเกดาลิยาห์ขึ้นมาเป็นเจ้าเมือง แต่ไม่นานก็ถูกอิชมาเอลกบฎแย่งชิงอำนาจไป แล้วก็นั่นคือ จุดที่อาณาจักรยูดาห์ล่มสลาย..ไปในปีก่อน คศ.586

หนังสือ 2พงศ์กษัตริย์ก็จบอย่างสมบูรณ์แล้วนะคะ จนกว่าจะพบกันใหม่

ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ