วันอังคารที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2555

หนังสือ 2 พงศ์กษัตริย์ ครั้งที่ 9 อาทิตย์ที่ 11:3:2012

เราอยู่ในสมัยของก.เฮเซคียาห์แห่งอาณาจักรยูดาห์ หลังจากที่อาหัสตายแล้ว ลูกชายของเขาก็ขึ้นครองแทนและขอบคุณพระเจ้าที่เฮเซคียาห์ไม่เหมือนพ่อ พระคำภีร์บอกว่า”เฮเซคียาห์รักพระเจ้า พอขึ้นมาปุ๊บ ! ”พระคำภีร์บอก เฮเซคียาห์ทำสิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรของพระเจ้า ตามที่ดาวิดเคยทำ..ทุกอย่าง” ..เฮเซคียาห์เปิดประตูพระนิเวศน์พระเจ้าที่อาหัสปิดตาย แล้วก็รื้อปูชนียสถานสูงทิ้ง..พังเสาศักดิ์สิทธิ์และรูปเคารพ ทุกอย่างที่อาหัสเอาเข้ามาในนิเวศน์พระเจ้า..เฮเซคียาห์เอาออกไปทิ้งหมดเลย เสร็จแล้วเขาก็ไปเอาแท่นบูชาพระเจ้าของซาโลมอน ยกกลับมาในพระวิหาร และหลังจากที่เฮเซคียาห์เอาพระบัญญัติพระเจ้ากลับมารื้อฟื้นแล้ว เขาก็ประกาศให้คนอิสราเอลร่วมกันถือเทศกาลปัสกา ซึ่งเป็นพระบัญชาที่พระเจ้าเคยสั่งไว้..ให้คนอิสราเอลต้องถือทุกปี แต่หลังจากที่อาณาจักรถูกแบ่งแยกแล้ว ทั้งอิสราเอลและยูดาห์..ไม่เคยถือปัสกาเลย จากนั้น พระคำภีร์ก็ยังบันทึกเรื่องราวในสมัยของเฮเซคียาห์ไว้อีก ดูต่อใน..

ดู 2 พกษ.18:13-14 ในเวลานั้นเป็นช่วงที่อาณาจักรอัสซีเรียกำลังเรืองอำนาจ..อิสราเอลฝ่ายเหนือ กับ ซีเรีย..ถูกอัสซีเรียยึดครองไปแล้ว ทีนี้ ก็ถึงคิวของอาณาจักรยูดาห์ เพราะยูดาห์ก็เป็นแค่อาณาจักรเล็กๆที่คั่นอยู่ระหว่างอัสซีเรียกับอียิปต์ อัสซีเรียเลยยกทัพมาตั้งฐานอยู่ที่เมืองลาคีช (..ลาคีชเป็นเมืองที่อยู่ระหว่างพรมแดนฟิลิสเตียกับยูดาห์) ข้อที่ 14 เฮเซคียาห์พยายามจะเจรจาขอออมชอมกับอัสซีเรีย เขาบอกเซนนาเคอริบว่า “เขาผิดไปแล้วที่ไม่ยอมสวามิภักดิ์ต่ออัสซีเรีย แต่จะอยู่กันย่างสงบได้มั๊ย..แล้วจะยอมเป็นเมืองขึ้น พร้อมทั้งจ่ายเงินและทองคำให้เป็นค่าปรับ” ...การที่เฮเซคียาห์ทำอย่างงี้ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีความเชื่อนะ แต่การแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีก็เป็นสิ่งที่เราควรทำ แล้วดูยังไง..ยูดาห์ก็สู้อัสซีเรียไม่ได้อยู่แล้ว ข้อที่ 15 บอกว่า “เฮเซคียาห์ได้มอบเงินทั้งหมดซึ่งมีอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า และในคลังสำนักพระราชวัง แล้วยังทองคำจากประตูทั้งหลายของพระวิหารพระเจ้า และจากเสาเอาไปให้กษัตริย์แห่งอัสซีเรีย”..แต่เซนนาเคอริบก็ไม่ยอม แถมยังใช้ถ้อยคำดูหมิ่นเหยียดหยามเฮเซคียาห์และรวมถึงพระเจ้าด้วย..อย่างยาวเหยียด เด็กๆดูได้นะคะ ตั้งแต่ข้อที่ 19-35 เลย.. จากนั้น เฮเซคียาห์ทำไง เรื่องนี้บันทึกไว้อย่างน่าสนใจในหนังสืออิสยาห์ ให้เราเปิดไปดู..

อิสยาห์ 37:14 /33-34 ไม่ว่าเฮเซคียาห์จะพูดยังไง เซนนาเคอริบก็ไม่ยอมสงบศึก..ยืนยันจะตียูดาห์ให้ได้ ทั้งส่งคนมาขู่..ดูหมิ่นเหยียดหยามสารพัด แล้วสุดท้ายยังส่งจดหมายประกาศศักดาตัวเองมาอีก เมื่อเฮเซคียาห์เห็นว่าก.อัสซีเรียไม่ยอมเลิกลาแน่ ทั้งที่พูดดีๆก็แล้ว จะยอมจ่ายเงินให้ก็แล้วแต่เซนนาเคอริบก็ไม่ยอม..จะรบอย่างเดียว เฮเซคียาห์เลยทำไง ข้อที่ 14 บอกว่า “เฮเซคียาห์ทรงรับจดหมายจากมือผู้สื่อสาร..แล้วพออ่านปั๊บ ก็เข้าไปในวิหารพระเจ้า ไปถึงก็กางจดหมายให้พระเจ้าดู เสร็จแล้วก็ฟ้องเลย..” ประมาณว่า ..พระองค์ดูนี่สิ เนี่ย..เขาขู่ลูก เขาเยาะเย้ยพระองค์ด้วย พระองค์ต้องช่วยลูกนะ..จัดการให้ลูกที เฮเซคียาห์พึ่งพระเจ้าเต็มที่ เพราะตอนนี้ ดูแล้วไม่มีทางรอด แล้วการกระทำในข้อนี้ของเฮเซคียาห์ก็เป็นที่ฮือฮาและน่าเอาอย่างมาก เพราะมันสื่อถึงความสัมพันธ์ที่ติดสนิทกันระหว่างเรากับพระเจ้า มันให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนพระเจ้าเป็นอะไรที่เราเข้าถึงได้ง่ายแบบพ่อๆลูกๆ ที่สำคัญ เรื่องนี้ทำให้เราเข้าใจว่า..ทำไม บางครั้งพระเจ้าถึงยอมให้เราถูกข่มเหง ยอมให้เหตุการณ์ร้ายๆบางอย่างเกิดขึ้นกับเรา เพราะสถานการณ์อย่างงั้นมันผลักดันให้เรา..เข้าชิดติดสนิทกับพระเจ้า ทางยิ่งตันและยิ่งมืดเท่าไหร่ เราจะยิ่งเห็นพระเจ้าชัดเจนขึ้นเท่านั้น.. ข้อที่ 34 พระเจ้าทรงตอบคำอธิฐานของเฮเซคียาห์ “ท่านมาทางใด ท่านจะต้องกลับไปทางนั้น ท่านจะไม่เข้ามาในนครนี้” (ท่านในที่นี้ ก็คือ เซนนาเคอริบ) ..ประมาณว่า ไม่ต้องกลัวลูก..มันมาทางไหน ก็ต้องไปทางนั้น เซนนาเคอริบไม่มีทางแตะต้องยูดาห์ได้..พระเจ้าการันตี พระองค์ทำไง..

ดู อิสยาห์ 37:36-37 “ทูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์จึงได้ออกไปและได้ประหารคนในค่ายแห่งคนอัสซีเรียเสีย 185,000 คน” คือ ตายโดยไม่มีสาเหตุ..ตอนเข้านอนก็ยังดีๆอยู่ ตื่นเช้ามาทหารอัสซีเรียกลายเป็นศพไปแล้ว 185,000 คน ภายในคืนเดียว เยอะมั๊ย..แสนแปดหมื่นคน เยอะมากๆ เซนนาเคอริบตกใจอย่างแรง เพราะไม่รู้มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมอยู่ดีๆทหารเข้านอนแล้วตายไปเลยเกือบสองแสนคน..ภายในคืนเดียว เซนนาเคอริบเลยคิดว่า..อยู่ไม่ได้แล้ว เพราะไร..ดีไม่ดีเดี๋ยวพรุ่งนี้เกิดเป็นเขา..ที่เข้านอนแล้วไม่ฟื้น..จะทำไง อย่ากระนั้นเลย..ไปดีกว่า เซนนาเคอริบจึงมาทางไหน..ไปทางนั้นอย่างที่พระเจ้าบอกไว้เลย จากนั้น ข้อที่ 38 บอกว่า “ต่อมา ขณะที่เซนนาเคอริบกำลังนมัสการพระนิสโรกอยู่ในวิหาร เขาก็ถูกฆ่าตายด้วยฝีมือลูกตัวเอง แล้วนี่คือ โทษของคนที่ดูหมิ่นพระเจ้า เพราะคนที่เอ่ยพระนามพระเจ้าอย่างไม่เหมาะสม จะไม่มีโทษก็หามิได้ แล้วที่เห็น..ก็จบไม่สวยซักคน อย่าง”เยเซเบล” ก็ตายแบบสยองสุดๆ เพราะฉะนั้น ทุกวันนี้ ถ้าเห็นใครที่ไม่เชื่อแล้วพูดถึงพระเจ้าแบบเสียหายนะ น้าตุ๊กจะสยองมาก..

ดู 2พกษ.20:1-2/3 ข้อนี้ ก็เป็นอีกเหตุการณ์นึงที่เกี่ยวข้องกับก.เฮเซคียาห์ คือ เฮเซคียาห์ป่วยหนักจนถึงขั้นจะเสียชีวิต พระเจ้าก็ใช้อิสยาห์มาเผยพระวจนะกับเขา บอกว่า..”ให้จัดการบ้านการเมืองของเจ้าให้เรียบร้อย เจ้าจะต้องตาย เจ้าจะไม่ฟื้น”..ก็ประมาณ สั่งเสียแล้วก็มอบหมายหน้าที่ให้เรียบร้อยซะ พอเขาตายแล้วบ้านเมืองจะได้ไม่วุ่นวาย พูดเสร็จอิสยาห์ก็กลับไป ข้อที่ 3 บอกว่า พอได้ยินอิสยาห์พูดอย่างงั้นเฮเซคียาห์ก็ตกใจ แล้วก็เสียใจมาก เขาอธิฐานกับพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงระลึกว่า ข้าพระองค์ดำเนินอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์ด้วยความจริงและด้วยใจที่เพียบพร้อม และได้กระทำสิ่งที่ประเสริฐในสายพระเนตรของพระองค์มาอย่างไร..แล้วเฮเซคียาห์ก็ร้องไห้อย่างหนัก” ..คือ ไม่อยากตาย เขาก็เลยบอกพระเจ้าว่า..อย่าเพิ่งให้เขาตายได้มั๊ย พระองค์ก็เห็นว่าเขาดำเนินกับพระองค์อย่างสัตย์ซื่อมาตลอด และเมื่อพระเจ้าได้เห็นการวิงวอนของเฮเซคียาห์ ข้อที่ 4 บอกว่า “และอยู่มาก่อนที่อิสยาห์จะออกไปถึงลาน พระวจนะของพระเยโฮวาห์ก็มาถึงท่าน” ..คือ พออิสยาห์เผยพระวจนะเสร็จ..ก็กลับเลย แต่ยังเดินไปไม่ถึงไหน พระเจ้าก็บอกให้กลับเข้าไป แล้วบอกเฮเซคียาห์ว่า “เราได้ยินคำอธิษฐานของเจ้าแล้ว และเราได้เห็นน้ำตาของเจ้า ดูเถิด เราจะรักษาเจ้า และเราจะเพิ่มชีวิตของเจ้าอีกสิบห้าปี” ...ต่ออายุให้เลย พระเจ้าบอกโอเคๆ เพื่อเห็นแก่ความชอบธรรมของเฮเซคียาห์ พระองค์จะต่ออายุให้เขาอีก 15 ปี แต่การต่ออายุนี้..มันจะดีจริงๆรึเปล่า เราต้องดูกันต่อไป...

ดู 2พกษ.20:8-9/10-11 พออิสยาห์บอก..พระเจ้าจะต่ออายุให้ เฮเซคียาห์ก็ถามว่าอะไรจะเป็นหมายสำคัญจากพระเจ้า..ว่าเขาจะหายป่วย ขอหมายสำคัญเพื่อความแน่ใจได้มั๊ย อิสยาห์เลยถามเฮเซคียาห์ว่า “เขาจะให้เงา (ซึ่งหมายถึงเงาของนาฬิกาแดด) คืบหน้าไปสิบขั้น หรือ ย้อนกลับมาสิบขั้น..ให้เฮเซคียาห์เลือกเอา เฮเซคียาห์ก็คิดว่า..ที่จะให้ยาวออกไปหรือคืบหน้าไปมันก็ง่ายเพราะเวลาที่ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำเงามันก็ต้องยาวขึ้นอยู่แล้วเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น เฮเซคียาห์เลยขอให้มันย้อนกลับมาละกัน..เพราะมันเป็นเรื่องที่อัศจรรย์ แล้วปรากฎว่า พระเจ้าก็ตอบคำอธิฐานของเขาด้วยการนำเงาย้อนกลับมาสิบขั้น ซึ่งเงานั้นได้เลยไปแล้วในนาฬิกาแดดของอาหัส ( คือ อาหัสเป็นคนที่คิดสร้างนาฬิกาแดด) ข้อนี้ ก็ทำให้เราเห็นว่า พระเจ้าทำได้ทุกอย่าง..อยู่ที่ว่าพระองค์จะทำมั๊ย..เท่านั้นเอง ข้อนี้พระองค์ทำอะไร “หมุนโลกกลับ” หรือแม้แต่สั่งให้โลกหยุดหมุน..พระเจ้าก็ทำมาแล้ว

ดู2พกษ.20:12-13 คือ ตอนนั้นบาบิโลนยังไม่เรื่องอำนาจเท่าไหร่ อยู่ในช่วงที่อัสซีเรียกำลังจะลงและบาบิโลนกำลังจะขึ้นมาเป็นมหาอำนาจแทน ข้อนี้ บอกว่า ”บาบิโลนส่งจดหมายและเครื่องบรรณาการมาให้เฮเซคียาห์” จริงๆแล้ว..ก็ไม่รู้ว่าบาบิโลนมาเพราะอยากสวามิภักดิ์หรือมาสอดแนมยูดาห์กันแน่แต่เป็นไปได้ทั้งสองอย่าง เพราะข่าวการตายของทหารอัสซีเรีย 185000 ก็สร้างบารมีและความน่าเกรงขามให้แก่อาณาจักรยูดาห์อย่างมาก แต่การมาของบาบิโลนก็อาจจะมีจุดประสงค์แอบแฝงด้วยเหมือนกัน ข้อที่ 13 บอกว่า “เฮเซคียาห์ได้ทรงต้อนรับเขา และพาเขาชมคลังทรัพย์ทั้งหมดของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทองคำ เครื่องเทศ หรือน้ำมันประเสริฐ และคลังพระแสง (คือ อาวุธ) ไม่มีสิ่งใดที่ในพระราชวังหรือในอาณาจักรยูดาห์ที่เฮเซคียาห์มิได้สำแดงแก่เขา” ..เรียกว่า พาเขาทัวร์ แล้วก็เปิดคลังให้เขาดูหมดว่ายูดาห์มีอะไรบ้าง พวกบาบิโลนเห็นก็คงตาลุก วาวเพราะสมัยของเฮเซคียาห์..ยูดาห์รุ่งเรืองและร่ำรวยมาก เพราะเขารักพระเจ้า..พระเจ้าก็อวยพรเยอะ..

ดู 2พกษ.20:14-15 หลังจากที่เฮเซคียาห์พาคนของบาบิโลนชมคลังทรัพย์ของยูดาห์แล้ว ข้อนี้ บอกว่า..อิสยาห์ก็มาเฝ้าพระองค์แล้วถามว่า “คนเหล่านี้ทูลอะไรบ้าง และเขามาเฝ้าพระองค์แต่ไหน" และเฮเซคียาห์ตอบว่า "เขาได้มาจากเมืองไกล จากบาบิโลน" แล้วอิสยาห์ก็ถามอีก..ว่า”เขาเห็นอะไรในพระราชวังของพระองค์บ้าง" และเฮเซคียาห์ตรัสตอบว่า "เห็นทุกอย่างเลย..ในวังของเรา ไม่มีสิ่งใดในพระคลังของเราที่เขาไม่ได้เห็น" แค่นั้นแหละ..ข้อที่ 16 อิสยาห์ก็เผยพระวจนะทันที "ขอทรงฟังพระวจนะของพระเจ้า ดูเถิด วันเวลากำลังย่างเข้ามาเมื่อสรรพสิ่งทั้งสิ้นในวังของเจ้า และสิ่งซึ่งบรรพบุรุษของเจ้าได้สะสมจนถึงทุกวันนี้ “จะต้องถูกเอาไปยังบาบิโลน ไม่มีสิ่งใดเหลือเลย” และลูกบางคนซึ่งถือกำเนิดจากเจ้า ผู้ซึ่งเกิดมาแก่เจ้า จะถูกนำเอาไป และเขาจะเป็นขันทีในวังของกษัตริย์แห่งบาบิโลน" ...แล้วอีกประมาณ 100 ปีหลังจากนั้น คำเผยวจนะของอิสยาห์ก็เป็นจริง บาบิโลนยกมาโจมตียูดาห์แล้วขนเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่เยรูซาเล็มไป..จนเกลี้ยง ! แต่ เฮเซคียาห์ฟังแล้วว่าไง..

ดู 2พกษ.20:19-20 พอฟังคำเผยพระวจนะของอิสยาห์แล้ว เฮเซคียาห์ตอบว่า “..ก็ดีแล้วมิใช่หรือ ในเมื่อมีความอยู่เย็นเป็นสุขและความปลอดภัยในวันเวลาของเรา"..ก็ประมาณว่า ไม่เป็นไรนี่ สมัยเรายังอยู่เย็นเป็นสุข..ก็ดีแล้ว ต่อไปก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของลูกหลาน จริงๆ พูดอย่างงี้..ไม่น่าฟังเท่าไหร่นะ..น้าตุ๊กว่า จากนั้น ข้อที่ 20 บอกว่า “เฮเซคียาห์สิ้นพระชนม์ ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของเฮเซคียาห์ และยุทธพลังทั้งสิ้นของพระองค์ และที่พระองค์ทรงสร้างสระและรางระบายน้ำนำน้ำเข้ามาในกรุงอย่างไร มิได้บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งกษัตริย์ประเทศยูดาห์หรือ”..สรุปก็คือ สมัยของเฮเซคียาห์ ยูดาห์เจริญรุ่งเรืองและสงบสุขมาก เพราะหลังจากที่อัสซีเรียยกทัพมาแล้วทหารตายไปแสนกว่าโดยไม่มีสาเหตุ จากนั้น ก็ไม่มีใครกล้ายกมาโจมตียูดาห์อีกเลย และเมื่อครบเวลา 15 ปีที่พระเจ้าต่ออายุให้ เฮเซคียาห์ก็สิ้นพระชนม์ แล้ว”มนัสเสห์”ลูกชาย แสนชั่วของเขาก็ขึ้นครองแทน

ดู 2พกษ.21:1-2 หลังจากที่เฮเซคียาห์สิ้นพระชนม์แล้ว มนัสเสห์ โอรสของเขาก็ขึ้นครองยูดาห์ พระคำภีร์บอกมนัสเสห์ทรงกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ตามการกระทำอันน่าสะอิดสะเอียนของต่างชาติ..” ..เขาทำอะไรบ้าง พระคำภีร์บอก มนัสเสห์สร้างปูชนียสถานสูงที่เฮเซคียาห์ทำลายทิ้งไปแล้ว..ขึ้นมาใหม่ สร้างแท่นบูชาสำหรับพระบาอัล สร้างเสารูปเคารพ เหมือนที่อาหับเคยทำ นอกจากนี้ มนัสเสห์ก็ยังไหว้ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว แถมเอาไปไหว้ในพระนิเวศน์ของพระเจ้าด้วย ข้อที่ 6 บอกว่า “และพระองค์ได้ทรงถวายโอรสของพระองค์ให้ลุยไฟ..” คือ จับลูกตัวเองบูชายัญ..ถือฤกษ์ยาม ใช้เวทมนตร์ ทรงเจ้าเข้าผี ผูกดวงแก้กรรมทุกอย่างที่พระเจ้าทรงเกลียดชัง.. มนัสเสห์เอาหมด” และ เขาก็ยังกระทำให้โลหิตที่ไร้ความผิดตกเป็นอันมาก จนเต็มเยรูซาเล็ม” เรียกได้ว่า มนัสเสห์คือกษัตริย์ที่ทำชั่วต่อพระเจ้ามากที่สุด แล้วคิดดู ก่อนหน้านี้เฮเซคียาห์..พ่อเขาเป็นไง รักพระเจ้าดื่มด่ำล้ำลึกสุดๆ แต่พอมาถึงมนัสเสห์ ต้องบอกว่า ”หนังคนละม้วนเลย” แล้วที่น่าคิด คือ สองคนนี้เป็นพ่อลูก ดังนั้น ย้ำอีกที..ว่า”ความชอบธรรมมันไม่ได้สืบทอดกันทางสายเลือดหรือสายสัมพันธ์” น้าตุ๊ก อยากให้ย้อนดู ข้อที่ 1 บอกว่า “มนัสเสห์มีพระชนมายุสิบสองพรรษาเมื่อพระองค์ขึ้นครอบครอง”.....จำได้มั๊ย..ว่าพระเจ้าต่ออายุให้เฮเซคียาห์กี่ปี..15 ปี แสดงว่าอะไร...ถ้าพระเจ้าไม่ต่ออายุให้เฮเซคียาห์ จะมีมนัสเสห์มั๊ย..ไม่มี หลายคนเลยอดคิดไม่ได้ว่า..มันจะดีแค่ไหนถ้าเฮเซคียาห์ยอมจากไปในเวลาของพระเจ้า มนัสเสห์ก็จะไม่ได้เกิดมากระทำความชั่วช้าให้กับแผ่นดินยูดาห์ เฮเซคียาห์เองก็จะไม่มีโอกาสเที่ยวไปเปิดคลังทรัพย์อันมั่งคั่งให้บาบิโลนเห็น ประวัติศาสตร์อาจจะพลิกผันไปก็ได้

ดู 2พกษ.21:12-13 ..เพราะฉะนั้น พระเจ้าแห่งอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า “ดูเถิด เรากำลังนำเหตุร้ายมาถึงเยรูซาเล็มและยูดาห์ อย่างที่ผู้ใดซึ่งได้ยินแล้วหูทั้งสองของเขาจะอื้อไป (คือ ฟังแล้วต้องตะลึง ประมาณนั้น) และเราจะเอาเชือกอย่างที่วัดกรุงสะมาเรียขึงเหนือกรุงเยรูซาเล็ม และใช้ลูกดิ่งอย่างที่วัดราชวงศ์อาหับ และเราจะล้างเยรูซาเล็มอย่างเขาล้างชาม ล้างและพลิกคว่ำ”..เชือกวัดและลูกดิ่ง เป็นเครื่องมืออย่างนึงที่ใช้ในการก่อสร้าง ซึ่งถ้าวัดแล้ว..สิ่งที่สร้างมันไม่ได้มาตรฐาน ก็ต้องรื้อทิ้ง..เก็บไว้ไม่ได้ เพราะมันจะสร้างความเสียหายใหญ่หลวงในอนาคตได้ ข้อนี้ จึงเป็นสัญญลักษณ์ที่พระเจ้ากำลังพิพากษาอาณาจักรยูดาห์ เหมือนเวลาที่วิศวกรคำนวนดูแล้ว..แบบไม่ผ่าน..ใช้การไม่ได้ก็ต้องทุบทิ้ง ทิ้งแบบไหน..”..อย่างเขาล้างชาม ล้างและพลิกคว่ำ” คือ เคลียร์เลย ไม่ให้มีสิ่งสกปรกเหลืออยู่แม้แต่นิดเดียว เพราะลองนึกเวลาที่เราล้างจาน..เราก็จะล้างน้ำแรก เสร็จแล้วเราก็จะล้างน้ำยา จากนั้นก็ล้างน้ำเปล่าอีกกี่รอบก็แล้วแต่..จนสะอาด และสุดท้าย เราก็จะคว่ำชาม เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่เลย แล้วนี่คือ แบบเดียวกับที่พระเจ้ากำลังจะทำความสะอาดยูดาห์ ฟังแล้ว..น่ากลัวมาก คราวหน้าเรามาดูกันต่อไป..ว่ายูดาห์จะถูกล้างและคว่ำแบบไหน

วันนี้หมดเวลาแล้วค่ะ พบกันใหม่สัปดาห์หน้า พระเจ้าอวยพรค่ะ

วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2555

หนังสือ 2พงศ์กษัตริย์ ครั้งที่ 8 อาทิตย์ที่ 26:2:2012

เราอยู่ที่ 2พกษ.15 ซึ่งเป็นช่วงปลายของอาณาจักรอิสราเอลฝ่ายเหนือ เมื่อหมดสมัยของเยโรโบอัมที่ 2 แล้ว อิสราเอลตกต่ำเร็วมาก “เศคาริยาห์”ลูกชายของเยโรโบอัมครองราชย์ได้แค่ 6 เดือนก็ถูก”ชัลลูม”กบฎ..ฆ่าชิงบัลลังก์ ส่วน”ชัลลูม”เองก็ครองอิสราเอลได้แค่เดือนเดียว ก็ถูก”เมนาเฮม”ฆ่า แล้วสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นกษัตริย์ ประเด็นสำคัญที่พระคำภีร์สำแดงให้เราเห็นในช่วงนี้ก็คือ “อิสราเอล” กำลังถูกพระเจ้าพิพากษา เพราะพวกเขาไม่เชื่อฟังพระเจ้า และทั้งที่พระเจ้าเตือน..ให้โอกาสหลายต่อหลายครั้ง แต่อิสราเอลก็ไม่สำนึกและไม่กลับใจใหม่

ดู 2พกษ.15:29-30 ในสมัยของเปคาห์กษัตริย์องค์ที่18 ของอิสราเอล “ทิกลัทปิเลเสอร์”กษัตริย์อัสซีเรียก็ยกทัพมาโจมตีแล้วก็เข้ายึดครองอิสราเอล ข้อที่ 30 บอกว่า ณ.เวลานั้น “โฮเชยาก็ได้กบฏและฆ่าเปคาห์แล้วก็ขึ้นครองอิสราเอล” และโฮเชยานี้ คือ กษัตริย์องค์สุดท้ายของอิสราเอล เพราะจากนั้นอีกไม่นานอิสราเอลฝ่ายเหนือก็ถึงคราวล่มสลายไป เพราะไม่กลับใจใหม่มาเชื่อฟังพระเจ้า (และปีที่อิสราเอลล่มสลายไป ก็คือ ปีก่อนคศ.722 เดี๋ยวเราจะได้เรียนรายละเอียดกันในบทที่ 17) แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นกับอิสราเอลนี้..คงไม่มีใครคาดคิดมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนในสมัยเยโรโบอัมที่2 เพราะสมัยนั้นพวกเขาเจริญและยิ่งใหญ่จนถึงขีดสุด ถ้าคิดตามสติปัญญามนุษย์..ยังไงๆ อิสราเอลก็ไม่น่าจะล่มสลายได้เพราะดูแล้วมั่นคงมาก เหมือนหลายๆอาณาจักรในประวัติศาสตร์ทั้งบาบิโลน กรีก โรม ที่ล้วนแต่รุ่งเรืองและแข็งแกร่งทั้งสิ้น แต่ไม่มีใครเลยที่ขึ้นแล้ว..ไม่ลง เจริญแล้วไม่ตกต่ำ..ไม่มี และทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับอิสราเอลก็เป็นแค่ตัวอย่าง..เป็นน้ำพระทัยพระเจ้าที่ต้องการสำแดงแก่เราเพื่อ”ไม่ให้เราหลงผิดในแบบเดียวกัน” เพราะฉะนั้น ถ้าพระเจ้าเตือน..ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน จงหยุด..ฟัง..สำนึกผิดและกลับใจใหม่ซะ เราจะได้ไม่ต้องถูกตัดทิ้งเหมือนอิสราเอล..

ในข้อที่ 32 พระคำภีร์กลับมาที่อาณาจักรยูดาห์ ข้อนี้กล่าวถึงก.โยธามซึ่งเป็นลูกของอุสซียาห์ (อุสซียาห์ที่เป็นโรคเรื้อน) ตอนที่โยธามครองราชย์เขาอายุ 25ปี และครอบครองอยู่ 16 ปี พระคำภีร์บันทึกว่าโยธามนั้นเป็นกษัตริย์ที่ดี..ดำเนินตามทางของพระเจ้า โยธามจึงได้รับความสำเร็จมากมาย..สามารถรบชนะพวกอัมโมน และผู้เผยพระวจนะที่พระเจ้าส่งมาในสมัยของโยธามนี้ คือ อิสยาห์และมีคาห์

ดู 2พกษ.16:1-2 หลังจากที่โยธามสิ้นชีวิต..อาหัสลูกชายของเขาก็ขึ้นครองยูดาห์ แต่อาหัสไม่เหมือนพ่อ พระคำภีร์บอกว่าก.อาหัสได้ทำชั่วต่อพระเจ้า..ยังไง ข้อที่ 3 บอกว่า “พระองค์ถวายโอรสของตัวเองให้ลุยไฟ ตามการกระทำอันน่าสะอิดสะเอียนของประชาชาติ..” อาหัสเอาลูกตัวเองบูชายัญ..ซึ่งพิธีกรรมนี้!มันเป็นของคนคานาอันที่พระเจ้าเคยขับไล่ไปให้พ้นหน้าคนอิสราเอล” ตั้งนานแล้ว..ตั้งแต่สมัยของโยชูวาแล้ว แต่ไม่รู้อาหัสไปขุดเอาแบบอย่างความชั่วพวกนี้กลับมาได้ไง ข้อที่ 5 “อาหัสยังถวายสัตวบูชาและเผาเครื่องหอมบนปูชนียสถานสูง และในเนินสูง และใต้ต้นไม้สีเขียวทุกต้น” และการทำอย่างงี้ ก็เหมือนที่อ.เปาโลบอกไว้ในหนังสือโรมว่า (1:25) “เขาได้เปลี่ยนความจริงของพระเจ้าให้เป็นความเท็จ และได้นมัสการและปรนนิบัติสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างไว้แทนพระองค์ผู้ทรงสร้าง” คือ การที่มนุษย์ได้เห็นความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติแล้ว..ทั้งต้นไม้ สัตว์ต่างๆ ภูเขา แม่น้ำ ทะเล แทนที่มนุษย์จะทึ่งและกราบไหว้พระเจ้า..เพราะพระเจ้าเป็นผู้สร้างทุกอย่าง พวกเขากลับหลงไปกราบไหว้สิ่งที่ทรงสร้าง ทั้งภูเขาบ้าง (..ก็ตั้งชื่อกันให้เป็น...อะไรก็ว่าไป แม่น้ำ.(เรียกกันว่าไร..).สารพัดสัตว์หรือแม้แต่ต้นไม้ (ก็ตั้งชื่อกันไปต่างๆนาๆ..) แล้วเด็กๆคิดว่าพระเจ้าจะรู้สึกอย่างไร..หรือถ้าเป็นเราจะรู้สึกยัง (ไอ้นั่นก็ดี..ไอ้นี่ก็สวย มองธรรมชาติหลายๆอย่างแล้ว มันแสนจะน่าพิศวง แต่! เห็นแล้วแทนที่จะสรรเสริญผู้ที่สร้างสิ่งเหล่านั้นขึ้นมา ดั๊น!ไปยกย่องไอสิ่งที่ถูกสร้าง มันน่าเซ็งจริงๆ !) ถ้าเพียงแต่จะคิดให้ดี..มนุษย์จะรู้ว่าสิ่งที่ถูกสร้างจะมาใหญ่กว่าผู้สร้าง..มันไม่มีทางเป็นไปได้

ดู 2พกษ.16:5 “ซีเรียกับอิสราเอลบุกรุกยูดาห์..” ความจริงก็คือ ขณะนั้นทั้งซีเรียและอิสราเอลก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของอัสซีเรียทั้งคู่ แล้วเรื่องของเรื่องที่ 2 ประเทศนี้ร่วมกันยกทัพมากกดดันยูดาห์..ก็เพราะอยากจะให้ยูดาห์มาเป็นพวก รวมกันเยอะๆเผื่อจะได้มีกำลังมากพอที่จะแข็งข้อต่ออัสซีเรีย แต่เหตุการณ์มันไม่ได้เข้าล็อคอย่างที่ซีเรียกับอิสราเอลคิด เพราะพอยูดาห์ถูกรุกราน ก.อาหัสกลับรี่ไปขอความช่วยเหลือจากอัสซีเรีย ข้อที่8 บอกว่า “อาหัสขนเอาเงินและทองคำซึ่งมีอยู่ในพระนิเวศพระเจ้าที่เยรูซาเล็ม และในคลังสำนักพระราชวัง..ส่งไปกำนัลแก่กษัตริย์แห่งอัสซีเรีย” แล้ว ปรากฎว่าอัสซีเรียก็เอาด้วย..ยอมช่วยยูดาห์ ข้อที่ 9 บอกว่า “กษัตริย์แห่งอัสซีเรียเลยยกทัพไปดามัสกัส..จับประชาชนเมืองนั้นไปเป็นเชลย และก็ประหาร เรซีน กษัตริย์แห่งซีเรีย”.. เพราะอัสซีเรียก็คงอ่านเกมส์ออกว่า..อะไรจะเกิดขึ้นถ้าขืนปล่อยให้ 3 ประเทศได้รวมกัน 2ประเทศอาจจะยังสู้อัสซีเรียไม่ได้ แต่ถ้า 3..ก็ไม่แน่ เพราะฉะนั้น อัสซีเรียก็คงตัดสินใจช่วยยูดาห์เพราะเหตุนี้ เมื่อถูกอัสซีเรียโจมตี..ซีเรียจำต้องถอนกำลังออกจากยูดาห์ มารับมือกับศึกในบ้านตัวเองก่อน พอเสร็จสรรพเรียบร้อยอาหัสก็เดินทางไปพบก.ทิกลัทกิเลเสอร์แห่งอัสซีเรียที่ดามัสกัส (ก็คงจะเดินทางไปจับมือ ขอบคุณ อะไรประมาณนี้) แต่พอไปถึงอาหัสเมื่อเห็นแท่นบูชาพระของคนซีเรีย..เขาก็หลงเจิ่นไป สั่งให้คนทำเลียนแบบแท่นบูชาของคนซีเรียทันที แล้วก็เอาไปตั้งไว้ในนิเวศน์พระเจ้าที่เยรูซาเล็ม สำหรับเรื่องนี้เราเปิดไปที่..

หนังสือ 2พศด.28:22-23 “เพราะว่าพระแห่งกษัตริย์ของซีเรียได้ช่วยเขาทั้งหลาย เราจึงจะถวายสัตวบูชาแก่พระเหล่านั้นเพื่อจะช่วยเรา" พอเห็นแท่นบูชาพระของคนซีเรีย..อาหัสคิดออกแค่นี้ คิดว่าที่ซีเรียเข้มแข็งมานานก็เพราะมีพระดีที่ช่วยได้ (คุ้นๆมะ) อาหัสก็เลยเอามั่ง..ไปเอาพระของคนซีเรียมาไหว้มั่ง..เพราะคิดว่าพระพวกนั้นจะได้ช่วยเขาบ้าง ใน 2พกษ. บอกว่า “เมื่ออาหัสเสด็จจากดามัสกัสถึงเยรูซาเล็ม..แท่นบูชาที่สั่งให้สร้างเลียนแบบคนซีเรียก็เสร็จเรียบร้อย ตั้งอยู่ในนิเวศน์พระเจ้าแล้วอย่างรวดเร็วทันใจ อาหัสไปถึงก็ถวายเครื่องบูชาพระต่างชาติบนแท่นนั้น แล้วย้ายแท่นบูชาของพระเจ้าที่ซาโลมอนสร้าง..ออกไป!!! ..อาหัสคงคิดว่า ถ้าพระเจ้าไม่ช่วยเขา..เขาก็ไม่จำเป็นต้องเก็บพระเจ้าไว้อีก แทนที่จะสำนึก..ว่าที่ยูดาห์ตกต่ำ ก็เพราะว่ายูนี่แหละที่ทิ้งพระเจ้า..ไม่เอาพระเจ้า แต่เปล่าเลย..อาหัสยังคิดเข้าข้างตัวเอง..แล้วก็หลงผิดหนักเข้าไปอีก

ดู 2พศด.28:24-25 “อาหัสทรงรวบรวมเครื่องใช้ของพระนิเวศแห่งพระเจ้า และตัดเครื่องใช้แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเป็นชิ้นๆ..” พูดง่ายๆ คือ “อาหัสโละพระเจ้าทิ้งเลย” ไม่ว่าจะเป็นแท่นบูชาหรือ อุปกรณ์ที่ใช้ในการถวายบูชาพระเจ้าทุกอย่าง..อาหัสเก็บทิ้งเกลี้ยง แล้วสุดท้ายก็ปิดตายประตูพระวิหารไปเลย เป็นการปิดทาง..ไม่ให้ใครเข้าไปไหว้หรือถวายเครื่องบูชาพระเจ้าได้อีก ข้อที่ 25 บอกว่า “พระองค์ทรงสร้างปูชนียสถานสูงในหัวเมืองของยูดาห์ทุกหัวเมืองเพื่อเผาเครื่องหอมถวายพระอื่น” ..ก็คือ เอาพระอื่นเต็มที่เลย ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้าอย่างชัดเจน..เขาคงคิดว่า ถ้าอยู่กับพระเจ้าแล้วไม่รุ่ง..ไม่ได้อย่างใจเขาก็จะไม่เอาพระเจ้าแล้ว ประมาณว่าพระนี้ช่วยไม่ได้..ก็ไปเอาโน้น อันโน้นช่วยไม่ได้..ก็ไปหาอันใหม่ มั่วจริงๆและก็ไม่ฉลาดด้วย ! เพราะสุดท้ายพระเหล่านั้นก็ช่วยเขาไม่ได้เลย ข้อที่ 23 บันทึกว่า “..แต่พระเหล่านั้นเป็นเครื่องทำลายพระองค์ และทั้งอิสราเอลทั้งปวงด้วย” อันนี้เด็กๆต้องจำไว้..ถ้าพระเจ้าไม่ช่วย ก็อย่าหวังว่าใครจะยื่นมือมาช่วยได้..ไม่มีทาง ข้อที่ 27 “และอาหัสก็ล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์ เขาก็ฝังพระศพไว้ในเยรูซาเล็ม แต่ว่าไม่ได้เอาศพของอาหัสไปไว้ในอุโมงค์ของกษัตริย์” เพราะคนยูดาห์เขารับไม่ได้กับสิ่งที่อาหัสทำกับพระเจ้า ก็เลยไม่ให้เกียรติ..เอาศพไปฝังที่ไหนก็ได้ แต่ไม่ให้รวมกับกษัตริย์ของยูดาห์

ดู 2พกษ.17:1-2 มาถึงสมัยของโฮเชยากษัตริย์องค์ที่ 19 ซึ่งเป็นองค์สุดท้ายของอิสราเอล แต่เดิมโฮเชยาเป็นแม่ทัพของก.เปคาห์ แต่ว่าเขากบฎฆ่าเปคาห์ทิ้งแล้วตั้งตัวเองขึ้นเป็นกษัตริย์ และในสมัยของโฮเชยานี้อิสราเอลก็ตกเป็นเมืองขึ้นของอัสซีเรียในสมัยของ”ก.แชลมาเนเสอร์”..โฮเชยาต้องส่งเครื่องบรรณาการให้อัสซีเรียทุกปี แต่พอช่วงเปลี่ยนรัชกาลของอัสซีเรียในสมัยของ ”ก.ซาร์กอน” โฮเชยาก็คิดจะแข็งข้อกับอัสซีเรีย เขาทำไง..ไปขอความช่วยเหลือจากอียิปต์..ซึ่งขณะนั้นก็เป็นมหาอำนาจเหมือนกัน คือ ตอนนั้นมหาอำนาจทางตอนเหนือคืออัสซีเรีย ส่วนทางใต้คืออียิปต์ (ถ้าเทียบกับตอนนี้ ก็คงประมาณ สหรัฐอเมริกากับจีน) เพราะฉะนั้น โฮเชยาเลยคิดว่าทางเดียวที่เขาจะสู้อัสซีเรียได้ก็คือต้องไปพึ่งอียิปต์..คิดได้แค่นั้น แล้วก็ปรากฎว่าอียิปต์ก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย บอกว่าไม่ช่วยเลย..จะถูกกว่า เพราะเมื่ออัสซีเรียยกมาอีกที..ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของอียิปต์..ทหารซักคนก็ไม่มี ข้อที่ 6 บอกว่า “ในปีที่เก้าแห่งรัชกาลโฮเชยา กษัตริย์แห่งอัสซีเรียก็ยึดได้เมืองสะมาเรีย และครั้งนี้ อัสซีเรียก็ไม่ให้โอกาสอิสราเอลได้อยู่อย่างอิสระอีกต่อไป พวกเขาก็กวาดต้อนคนอิสราเอลไปเป็นเชลยยังอัสซีเรีย ส่วนกษัตริย์โฮเชยาก็ถูกจับขังคุกไป..”

ดู 2พกษ.17:7-8 ข้อนี้บอกว่า “ที่เป็นอย่างนั้น ก็คือที่ต้องตกเป็นเชลยและล่มสลายไป ก็เพราะประชาชนอิสราเอลได้กระทำบาปต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของตน ผู้ทรงนำเขาขึ้นออกมาจากแผ่นดินอียิปต์ จากพระหัตถ์ของฟาโรห์กษัตริย์แห่งอียิปต์ และได้เกรงกลัวพระอื่นๆ” ..ทั้งที่พระเจ้าก็สำแดงฤทธานุภาพของพระองค์ให้เห็นชัดๆหลายต่อหลายครั้ง..ช่วยกู้อิสราเอลมาก็นับครั้งไม่ถ้วน แต่..อิสราเอลก็ยังทิ้งพระองค์ไปไหว้สารพัดพระ..รวมทั้งสิ่งที่พระเจ้าสร้าง แทนที่จะกราบไหว้ผู้สร้าง แล้วสุดท้ายโฮเชยายังจะวิ่งไปหาฟาโรห์..ที่เคยแพ้พระเจ้าจนจนหมอบราบคาบแก้วมาแล้ว..ในสมัยโมเสส ฟังดูแล้วน่าเศร้าจริงๆ เพราะอิสราเอลไม่แค่ผิดในเรื่องเดิมๆ แต่ยังผิดซ้ำกับคนเดิมๆ ที่เดิมๆ แล้วก็สถานการณ์เดิมๆอยู่เป็นประจำ ข้อที่ 13 บอกว่า “พระเจ้ายังทรงตักเตือนอิสราเอลและยูดาห์โดยผู้เผยพระวจนะหลายคนว่า "จงหันกลับจากทางชั่วร้ายทั้งหลายของเจ้า และรักษาบัญญัติของเราและกฎเกณฑ์ของเรา ตามราชบัญญัติทุกข้อซึ่งเราได้บัญชาแก่บรรพบุรุษของเจ้า และซึ่งเราได้ส่งมายังเจ้าโดยผู้พยากรณ์ผู้รับใช้ของเรา แต่เขาไม่ฟังแต่ทำให้คอของตนแข็ง ดังคอของบรรพบุรุษของเขาได้เป็นมาแล้ว..” ส่งผู้เผยพระวจนะมาเตือนก็ไม่ฟัง..ไม่กลับใจใหม่ เป็นเหมือนพวกยิวในสมัยโมเสส คือ ทั้งดื้อ ทั้งกบฎ ขี้บ่น เอาแต่ได้สารพัด พูดง่ายๆไม่มีดีไรเลย...แต่! ทำไมพระเจ้าถึงยังเลือกยิวหรืออิสราเอลให้เป็นชนชาติของพระองค์ เพราะยิ่งร้ายมากเท่าไหร..ในเวลาที่พวกนี้กลับใจ กลับมาหมดจดงดงาม ก็จะยิ่งทำเห็นฝีพระหัตถ์พระเจ้าชัดเจนขึ้นเท่านั้น เพราะงั้น อย่าแปลกใจถ้าเห็นคนแรงๆมาเชื่อพระเจ้า เพราะแรงแค่ไหนพระเจ้าก็เอาอยู่ ที่สำคัญพระองค์ไม่ได้เลือกแต่คนที่สมบูรณ์พร้อม (อันนี้ เด็กๆต้องจำให้ขึ้นใจ เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะรัก..แต่คนน่ารักเท่านั้น )

ดู 2พกษ.17:23-24 ในที่สุดอิสราเอลสิบเผ่าทางเหนือก็ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยที่อัสซีเรีย แล้วสิบเผ่านี้ก็หลงหายละลายไปเลย..คือ หมายความว่า ไม่คงความเป็นยิวแท้อีกต่อไป เพราะนอกจากจะถูกทำให้กระจัดกระจายไปแล้ว กษัตริย์อัสซีเรียยังเอาคนต่างถิ่นสาระพัดเข้ามาอยู่ในสะมาเรียด้วย เพื่ออะไร..เพื่อไม่ให้เลือดรักชาติศาสนาของยิวมันเข้มข้นเกินไป เพราะยิวขึ้นชื่อมากเรื่องชาตินิยม เขาก็เลยเอาคนต่างชาติมากมายหลายถิ่นมาผสมปนเปเข้าไป เพื่อละลายให้เลือดรักชาติศาสนาของยิวเจือจางลง แต่ปรากฎว่า พอเอาคนต่างชาติเข้ามาปุ๊บ ! เหตุวิบัติความวุ่นวายบางอย่างก็เกิดขึ้น ข้อที่ 25 บอกว่า “และตั้งแต่ต้นที่เขามาอาศัยอยู่ที่นั่น พระเจ้าก็ใช้สิงโตมาท่ามกลางพวกเขา มาอาละวาดกัดกินผู้คนในสะมาเรีย” จนคนที่มาอยู่ในเมืองนั้นทนไม่ไหว..ไปบอกกษัตริย์อัสซีเรียให้ส่งคนมาสอนหน่อย..ว่าจะปรนนิบัติพระเจ้าของอิสราเอลเนี่ย..ต้องทำไง กษัตริย์เลยส่งคนมาสอน..ว่าจะปรนนิบัติพระเจ้าต้องทำ 1..2..3..4.. (อารมณ์ประมาณ คิดว่า เจ้าที่แรง..มาอยู่แล้วมีแต่เรื่อง..ก็เลยต้องมีการเซ่นไหว้บวงสรวงกันหน่อย แต่แท้จริงแล้ว..สิ่งที่พวกเขาต้องตระหนักมากกว่านั้นก็คือ พระเจ้าเป็นเจ้าของทุกที่ทั้งโลกใบนี้และทั้งหมดในมหากัลปจักรวาล..ไม่ใช่เฉพาะที่อิสราเอลหรือยูดาห์เท่านั้น !!!) แล้วปรากฎว่าพวกเขาก็ทำตามทุกอย่างที่ปุโรหิตสอน..ต้องปรนนิบัติพระเจ้ายังไงเขาก็ทำ แต่ว่าพวกเขาก็ยังไหว้พระอื่นด้วยในสะมาเรีย..

ดู 2พกษ.17:29-31 ทุกคนก็ยังไหว้พระของตัวเองและตั้งไว้ในนิเวศแห่งปูชนียสถานสูงซึ่งชาวสะมาเรียได้สร้างไว้ ชาวบาบิโลนสร้างพระสุคคทเบโนท ชาวคูทสร้างพระเนอร์กัล ชาวฮามัทสร้างพระอาชิมา และชาวอิฟวาห์สร้างพระนิบหัสและพระทารทัก และหนักสุด..ชาวเสฟารวาอิมเผาลูกของตนในไฟ..สะมาเรียตอนนี้เละยิ่งกว่าจับฉ่าย และนี่คือเหตุผลว่าทำไม..ยิวในสมัยพระเยซูคริสต์ถึงรังเกียจชาวสะมาเรียนักหนา เพราะเขาถือว่าพวกนี้เป็น"ลูกครึ่ง"..(เบาไปมั้ง เรียกอะไรดี..ลูกผสม เลือดผสม ประมาณนั้น) ดังนั้น ดูภายนอกอิสราเอลฝ่ายเหนือไม่เหมือนพวกยูดาห์ที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย..พวกนั้นไปเป็นเชลยแล้วยังอยู่กันเป็นกลุ่มไม่ไปผสมกับใคร..ไม่ได้ถูกแทรกแซงเหมือนชาวสะมาเรีย แต่ว่า !หลายครั้งพระเยซูคริสต์กลับกล่าวถึงชาวสะมาเรียในทางที่ชอบธรรมกว่าพวกยิวแท้ซะอีก ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นข้อคิดสำหรับเรา เดี๋ยวเด็กๆจะได้เรียนเรื่องนี้กันอย่างละเอียดในพระคำภีร์ใหม่

แล้วณ,จุดนี้อิสราเอลฝ่ายเหนือก็ถึงกาลล่มสลายไปรวมเวลาอาณาจักรตั้งอยู่ทั้งสิ้น 209 ปี ลองคิดดูว่าพระเจ้าอดทนกับพวกเขาแค่ไหน เพราะอิสราเอลทำบาปตั้งแต่เริ่มก่อตั้งอาณาจักร..ตั้งแต่สมัยของเยโรโบอัมเลย..แล้วก็ทำบาปมาตลอด พระเจ้าก็เตือนมาเรื่อย..ส่งผู้เผยพระวจนะมากี่คนต่อกี่คน..แต่พวกเขาก็ไม่กลับใจ จนในที่สุดพระเจ้าต้องตัดทิ้ง แต่ลองคิดดูนะ..ว่าจะมีใครอดทนกับเราได้นานขนาดนี้มั๊ย 209 ปี ต่อให้เป็นคนรัก สามีภรรยา หรือแม้แต่พ่อแม่ น้าตุ๊กว่าไม่มี อันนี้กล้าพูดในฐานะที่ตัวเองก็เป็นแม่ คือ ลูกเนี่ย..ถ้าชั่ว ก็ทนๆกันไป เพราะยังไงมันก็ลูกเรา แต่ถ้าอยู่กันจนจะตายไปข้างนึงแล้วมันก็ยังชั่วอยู่อย่างงั้น ถามว่าจะทนมั๊ย..ทน แต่ !คงถอดใจและรู้สึกหมดหวัง ดังนั้น จึงไม่มีใครหรอกที่จะทนใครได้เป็นร้อยปีโดยที่ไม่เคยหมดหวังเลย.."เหมือนพระเจ้า" และนี่ก็เป็นสิ่งที่เราต้องตระหนักว่าพระเจ้ารักและอดทนขนาดไหน พระองค์อดทนกับเรานานมาก แต่อีกทางที่เราต้องสังวรณ์ ก็คือพระองค์ก็มีขีดจำกัด ถ้าเตือนแล้ว..ให้โอกาสซ้ำแล้วซ้ำอีก นานแล้ว 200 กว่าปีแล้วแต่ไม่กลับใจ..สุดท้ายก็คงต้องลงบีงไฟนรกไป

ดู 2พกษ.18:1-2 ข้อนี้ มาถึงสมัยของก.เฮเซคียาห์แห่งอาณาจักรยูดาห์ เมื่ออาหัสตายแล้ว..เฮเซคียาห์ก็ขึ้นครองยูดาห์แทนพ่อ และขอบคุณพระเจ้าที่เฮเซคียาห์ไม่ชั่วร้ายเหมือนพ่อ แต่เขาดำเนินในทางชอบธรรมของพระเจ้า ตอนที่ขึ้นครองเฮเซคียาห์อายุ 25 ปีและครองอยู่ 29 ปี เขาทำไรบ้าง ข้อที่ 4 บอกว่า “เขาทำสิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์ ตามทุกสิ่งที่ดาวิดบรรพบุรุษของพระองค์ได้ทรงกระทำ”..เขาเปิดประตูพระนิเวศน์พระเจ้าที่ถูกอาหัสปิดตาย และยังรื้อปูชนียสถานสูงทิ้ง..พังเสาศักดิ์สิทธิ์และตัดเสารูปเคารพลงเสีย รูปเคารพที่อาหัสเอาเข้ามาในนิเวศน์พระเจ้า..เฮเซคียาห์เอาออกไปทิ้งหมดเลย แล้วเฮเซคียาห์ก็เอาแท่นบูชาพระเจ้าของซาโลมอนยกกลับเข้ามาในพระวิหาร ปุโรหิตคนเลวีที่กระจัดกระจายไป..เฮเซคียาห์ก็เรียกกลับมาหมด แล้วพวกเขาก็ถวายบูชา..ร้องเพลงนมัสการพระเจ้า (น่าชื่นใจจริงๆ) นอกจากนี้พระองค์ทรงทุบงูทองเหลืองซึ่งโมเสสสร้างขึ้นนั้นเป็นชิ้นๆ” ...จำงูทองเหลืองสมัยกันดารวิถีได้มะ..ที่โมเสสสร้างขึ้นมาเพราะประชาชนถูกงูแมวเซากัดตายไปหลายคน พระเจ้าก็บอกให้สร้างงูนี้ขึ้นมาโดยมีความหมายฝ่ายวิญญาณที่เล็งถึงพระเยซูคริสต์ มาตอนนี้ เฮเซคียาห์ต้องรื้อทิ้งเพราะอยู่ไปอยู่มาคนยูดาห์ก็ยกมันเป็นรูปเคารพ..ทำให้ผิดพระวัตถุประสงค์ไป นอกจากนี้ เฮเซคียาห์ยังฟื้นฟูจิตวิญญาณของคนยูดาห์กันขนานใหญ่..(เปิดไปดู 2พงศาวดาร)

ดู 2 พศด.30:1-2 หลังจากที่เฮเซคียาห์ฟื้ฟูการนมัสการพระเจ้าในเยรูซาเล็มแล้ว เขาก็เตรียมจะถือเทศกาลปัสกา ซึ่งจริงๆแล้วปัสกาเป็นเทศกาลที่พระเจ้าบัญญัติไว้ให้คนอิสราเอลต้องยึดถือทุกปี แต่เมื่ออาณาจักรถูกแบ่งแยก..ทั้งอิสราเอลและยูดาห์ไม่เคยถือเทศกาลปัสกาเลย และตอนนี้ เฮเซคียาห์กำลังเอาพระบัญชาของพระเจ้ากลับมารื้อฟื้นและถือปฏิบัติอีกครั้ง ข้อที่ 5 บอกว่า “เขาจึงลงมติให้ทำประกาศออกไปทั่วอิสราเอล ตั้งแต่เบเออร์เชบาถึงเมืองดานว่า ประชาชนควรมาถือปัสกาถวายแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอลที่เยรูซาเล็ม”..คือเฮเซคียาห์ไม่ได้ประกาศการปัสกาแค่ในแผ่นดินยูดาห์ แต่เขาให้คนส่งหนังสือไปที่อิสราเอลฝ่ายเหนือด้วย..ซึ่งตอนนั้น อาณาจักรแตกแล้วแต่ยังมีคนอิสราเอลกระจัดกระจายอยู่ เฮเซคียาห์มีบัญชาว่า ”ชนอิสราเอลเอ๋ย จงกลับมาหาพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของอับราฮัม อิสอัค และอิสราเอล เพื่อพระองค์จะหันกลับมายังคนส่วนที่เหลืออยู่ของท่าน ผู้ซึ่งหนีรอดจากพระหัตถ์ของกษัตริย์แห่งอัสซีเรีย” แต่ข้อที่ 10 บอกว่า “แต่อิสราเอลฝ่ายเหนือไม่สนใจ..กลับเยาะเย้ยการกระทำของเฮเซคียาห์”

ดู 2พศด.30:22-23 เฮเซคียาห์หนุนใจคนเลวีทั้งปวงผู้สอนถึงความรู้อันประเสริฐแห่งพระเจ้า พวกเขาจึงรับประทานอาหารในเทศกาลนั้นเจ็ดวัน ข้อที่ 26 บอกว่า “แล้วความชื่นชมยินดีอย่างมากก็บังเกิดแก่พวกเขา ทำให้ทุกคนติดใจมาก..อยากจะทำอย่างงี้ไปนานๆ เลยขอต่อเวลาการถือปัสกาออกไปอีก 7 วัน เฮเซคียาห์ก็โอเค..”เพราะตั้งแต่สมัยของซาโลมอนโอรสของดาวิดกษัตริย์แห่งอิสราเอลไม่เคยมีอย่างนี้เลยในเยรูซาเล็ม” บทที่ 31:4 “เฮเซคียาห์บัญชาให้มีการถวายผลแรกและสิบลดส่วนที่เป็นของปุโรหิตและของคนเลวี เพื่อเขาเหล่านั้นจะได้เข้มแข็งขึ้นในพระราชบัญญัติของพระเจ้า” นอกจากนี้ ก็มีการเรียกบรรดาปุโรหิตและคนเลวีมาขึ้นทะเบียน เพื่อที่จะมาผลัดเวรกันเข้าไปปรนนิบัติพระเจ้าในพระนิเวศน์ รวมถึงทุกคนจะได้รับส่วนแบ่งจากทศางค์หรือสิบลดอย่างถูกต้องด้วย...เรียกว่าเฮเซคียาห์พลิกฟื้นการทำตามพระบัญญัติอย่างเต็มรูปแบบ ข้อที่ 20 บอกว่า “เฮเซคียาห์ทรงกระทำดังนี้ทั่วทั้งยูดาห์ และพระองค์ทรงกระทำสิ่งที่ดีและชอบ และที่เป็นความจริงต่อพระพักตร์พระเจ้า ทำให้พระเจ้าพอพระทัยและอวยพรเฮเซคียาห์อย่างมาก

หมดเวลาแล้วค่ะ พบกันใหม่สัปดาห์หน้านะคะ ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

หนังสือ 2 พงศ์กษัตริย์ ครั้งที่ 7 อาทิตย์ที่12:2:2012

เราเรียนถึงบทที่ 14 ก่อนหน้านี้เราจบลงที่การตายของเอลีชาแล้วก็การเผยวจนะครั้งสุดท้ายของเขา ที่ทำนายว่าก.โยอาชแห่งอิสราเอลจะชนะซีเรีย 3 ครั้ง เพราะเมื่อเอลีชาบอกให้เขาฟาดลูกธนู..เขาก็ฟาดไป 3 ที เพราะไม่รุ้ว่าสิ่งที่เอลีชาให้ทำ..มันหมายความว่าอะไร ซึ่งข้อนี้เป็นบทเรียนสำหรับเราในการที่จะทำตามถ้อยคำพระเจ้า คือ ให้เราทำตามอย่างสุดกำลังถึงแม้บางอย่างเราจะไม่เข้าใจว่า..พระเจ้าให้ทำทำไม..แต่จงเชื่อฟังแล้วทำให้เต็มที่

ดู 2พกษ.14:1-2 พระคำภีร์กลับมาที่อาณาจักรยูดาห์อีกครั้ง ข้อนี้เป็นสมัยของก.อามาซิยาห์..ลูกของโยอาชที่รอดตายจากการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ของอาธาลิยาห์..ย่าแท้ๆของตัวเอง และเมื่ออามาซิยาห์ขึ้นครองยูดาห์ ข้อที่ 3 บอกว่า “พระองค์ทรงกระทำสิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์” คือ ในช่วงแรกๆเขาเป็นกษัตริย์ที่ดี ข้อที่ 7 บอกว่า “พระองค์ทรงประหารชีวิตคนเอโดมหนึ่งหมื่นคนในหุบเขาเกลือ” เรื่องนี้ มีคำอธิบายที่ชัดเจนกว่าใน 2พศด.25: 5 บอกว่า “พระองค์นับกำลังทหารของยูดาห์แล้ว ปรากฎว่ามีอยู่ 3 แสนคน แต่อามาซิยาห์ยังไม่พอใจ เขาเลยไปจ้างทหารของอิสราเอลมาอีก 1 แสน แต่การที่เขาทำอย่างงี้..พระคำภีร์บอกว่าพระเจ้าไม่พอพระทัย ข้อที่ 8 พระเจ้าเลยใช้ผู้เผยพระวจนะมาบอกอามาซิยาห์ว่า “ถ้าพระองค์คาดหมายว่าโดยวิธีนี้ พระองค์จะเข้มแข็งพอที่จะเข้าสงคราม พระเจ้าจะทรงเหวี่ยงพระองค์ลงต่อหน้าศัตรู เพราะว่าพระเจ้าทรงฤทธิ์ที่จะช่วยไว้หรือทิ้งไปได้" คือ ถ้าคิดว่าทำอย่างงี้แล้วจะชนะ..คิดผิดแล้ว เพราะการที่จะแพ้หรือชนะ..มันขึ้นอยู่กับพระเจ้า ไม่ได้ขึ้นกับว่ายูมีกำลังเท่าไหร่ อามาซิยาห์ได้ยินอย่างงั้นก็ปรากฎว่า..ก็เชื่อฟัง ปล่อยทหารอิสราเอลแสนคนกลับบ้านไป ยอมให้เขาริบเงินมัดจำ..ซึ่งไม่ได้เยอะอะไร แต่ทุกอย่างมันก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด..

ดู 2พศด. 25:13 เมื่ออามาซิยาห์เชื่อฟังพระเจ้า..ส่งทหารอิสราเอลกลับบ้านไป พร้อมทั้งยอมให้ริบเงินมัดจำ..ค่าจ้างรบ คงมีการตกลงกันว่าจ่ายก่อนเท่าไหร่..พองานเสร็จแล้วก็รับส่วนที่เหลือไป แต่ส่วนที่เหลือคงจะก้อนใหญ่กว่า..ทหารอิสราเอลก็ไม่พอใจ “กลับตลบเข้าโจมตีหัวเมืองของยูดาห์ ตั้งแต่สะมาเรียถึงเบธโฮโรน และฆ่าประชาชนเสียสามพันคน พร้อมทั้งริบข้าวของของคนยูดาห์ไปด้วย”..กลายเป็นว่ายูดาห์ถูกอิสราเอลตีตลบหลัง ดังนั้น เมื่ออามาซิยาห์เอาชนะคนเอโดมได้แล้ว เขาก็เลยจะมาคิดบัญชีกับอิสราเอล ข้อที่ 17 บอกว่า “แล้วอามาซิยาห์กษัตริย์แห่งยูดาห์ได้ทรงรับคำปรึกษา และทรงใช้ให้ไปเฝ้าโยอาชกษัตริย์ของอิสราเอลทูลว่า "มาเถิด ให้เราทั้งสองมาเผชิญหน้ากัน" ก็คือ...ท้ารบเลย ประมาณว่า อย่าลอบแทงข้างหลัง ออกมารบกันซึ่งๆหน้าเลยดีกว่า ข้อที่ 19 กษัตริย์อิสราเอลตอบกลับมาประมาณว่า.. “อย่าเลย..อย่าคิดว่าชนะเอโดมแล้วจะชนะอิสราเอลได้ ทางที่ดียูดาห์อยู่เฉยๆเถอะ..อย่าหาเรื่องเลย ไม่มีทางชนะหรอก แต่อามาซิยาห์ไม่ยอม..สุดท้ายเลยรบกัน..และปรากฎว่ายูดาห์แพ้ ข้อที่ 24 บอกว่า โยอาชขนเงินทองของมีค่าจากนิเวศน์พระเจ้าในเยรูซาเล็มเอากลับไปไว้ที่สะมาเรียหมดเลย แล้วยังจับคนยูดาห์ไปเป็นตัวประกันด้วย ทีนี้ สาเหตุที่ยูดาห์แพ้ มันมีเหตุผล น้าตุ๊กอยากให้ย้อนไปดู..

2 พศด.25:14-15 คือ ตอนที่อามาซิยาห์รบชนะเอโดม ตอนนั้น อามาซิยาห์พึ่งใคร..พึ่งพระเจ้า พระเจ้าบอกไม่ต้องไปจ้างทหารอิสราเอล..อามาซิยาห์ก็เชื่อ แต่พอชนะแล้ว..กลับไปเอาพระของคนเอโดมมาไหว้ งง..มั๊ย..หลายครั้งเราก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน..ว่าจริงๆแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับความคิดของคนเหล่านั้น..ที่พระคำภีร์บันทึกไว้เป็นตัวอย่าง ทั้งที่เห็นกันใสๆว่าพระเจ้าคือผู้เดียวที่ช่วยได้..หลายคนก็ยังหลงเจิ่นไป..แล้วก็ล้มลงในความบาป แต่ไม่เป็นไร..เราไม่ต้องเข้าใจทั้งหมดก็ได้ ตัวอย่างพวกนี้มีไว้เพื่อให้เรารู้ว่า..“เราต้องติดสนิทกับพระเจ้า ระวังในทุกย่างเท้าของเรา อย่าประมาท..อย่าคิดว่าพอมาเชื่อแล้วจบ ไม่อธิฐาน..ไม่อ่านพระคำภีร์..ไม่แสวงหาพระเจ้า..ไม่ได้ เราจะชิลด์ขนาดนั้น..ไม่ได้..มันอันตรายมาก ข้อที่ 15 บอกว่า ดังนั้น พระเจ้าทรงกริ้วต่ออามาซิยาห์ พระองค์จึงทรงใช้ผู้เผยพระวจนะไปเตือนเขาว่า “ทำไมเจ้าจึงแสวงหาพระของชนชาติหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถช่วยชนชาติของตนเองให้พ้นจากมือของเจ้าได้"..ก็เห็นๆอยู่ว่าพระเอโดมนี้..ยังช่วยให้คนเอโดมชนะไม่ได้เลย แล้วอามาซิยาห์คิดยังไงถึงไปเอามาพระนั้นกราบไหว้ อามาซิยาห์ฟังแล้วแทนที่จะกลับใจใหม่..เปล่าเลย สั่งผู้เผยพระวจนะให้หยุดพูด..ไม่งั้นจะฆ่าทิ้ง แล้วในที่สุด ตอนไปรบกับอิสราเอลอามาซิยาห์ก็แพ้ ข้อที่ 27 บอกว่า “นับตั้งแต่ที่อามาซิยาห์หันไปจากการติดตามพระเจ้า เขาก็ถูกข้าราชการกบฎและสุดท้ายก็ถูกฆ่าตาย “ ซึ่งน่าเสียดายมาก เพราะตอนแรกอามาซิยาห์เริ่มต้นดี หลายคนก็เริ่มต้นดี แต่ไม่รักษาความเชื่อในการติดตามพระเจ้าให้ถึงที่สุด บทสุดท้ายเลยจบไม่สวย คริสเตียนก็เหมือนกัน เมื่อมาเชื่อพระเจ้าแล้ว..ถ้าไม่ถือรักษาความเชื่อ..สัตย์ซื่อกับพระเจ้าจนลมหายใจสุดท้าย..เราก็จะไม่ได้รับความรอด เปิดไปดูหนังสือโคโลสีในพระคำภีร์ใหม่กันนิดนึงนะคะ..

โคโลสี 1:22-23 “คือถ้าท่านดำรงและตั้งมั่นอยู่ในความเชื่อ และไม่โยกย้ายไปจากความหวังในข่าวประเสริฐซึ่งท่านได้ยินแล้ว” คือ ระหว่างทางที่ดำเนินกับพระเจ้า เราต้องตั้งมั่นอยู่ในความเชื่อ ไม่หันไปพึ่งพระอื่นหรืออะไรก็ตามที่ไม่ใช่พระเจ้า แต่ในการดำเนินชีวิตทุกวันนี้หลายอย่างมันแยกแยะได้ยาก เด็กๆจำเป็นต้องมีวินิจฉัยอย่างมาก เช่น บอกว่าเชื่อพระเจ้าแต่ยังอยากดูหมอ..ไปหาร่างทรงให้เขาช่วยสะเดาะห์เคราะห์ เสริมดวงอะไรต่างๆ อย่างงี้..ไม่ใช่แล้ว ถามว่าเราทำทานหรือบริจาคช่วยเหลือผู้อื่นได้มั๊ย..ได้ เราสามารถช่วยเหลือเด็กกำพร้า คนน้ำท่วม หรือใครก็ตามที่เขาทุกข์ยากลำบาก แต่ ! เราต้องไม่เผลอคิดว่าเด็ดขาด..ว่าการทำอย่างงั้น มันจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นหรือจะช่วยให้เราได้รับความรอด..ไม่ใช่ ไม่เกี่ยวกันเลย ถ้าเราจะช่วยผู้อื่นหรือแบ่งปันให้ใครเราก็ทำเพราะเราเชื่อฟังพระเจ้า..ที่พระองค์บอกให้รักซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ต้องมีวินิจฉัยมากๆต้องแยกแยะให้ออก เด็กๆ ต้องไม่หลงประเด็น (เด็ดขาด)

ดู 2พกษ.14:23-24 พระคำภีร์กลับมาที่อาณาจักรฝ่ายเหนือ คือ อิสราเอลอีกครั้ง ข้อนี้ พูดถึงสมัยของเยโรโบอัม แต่เป็นเยโรโบอัมที่ 2 ไม่ใช่คนแรก..ที่ก่อตั้งอาณาจักรอิสราเอลกับสร้างวัวทองคำนะคะ ข้อที่ 25 บอกว่า เยโรโบอัมคนนี้..เก่งมากสามารถตีเอาหัวเมืองของอิสราเอลกลับคืนมาได้จนอาณาเขตของอิสราเอลกลับมากว้างใหญ่เท่ากับสมัยของก.ดาวิด หมายความว่าในสมัยของเยโรโบอัมที่ 2 นี้เป็นช่วงที่อิสราเอลเจริญสุดๆ..ที่สุดเลยก็ว่าได้ แล้วก็มีแสนยานุภาพเข้มแข็งมาก ทำให้อิสราเอลมีความเจริญทางฝ่ายโลกหรือด้านวัตถุอย่างเต็มขนาด แต่พระคำภีร์สำแดงให้เห็นว่า ยิ่งความเจริญทางโลกมากขึ้นเท่าไหร่ ความเสื่อมทางจิตวิญญาณของคนอิสราเอลก็เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น (แล้วพระเจ้าจะยอมมั๊ย..ไม่มีทาง) ในสมัยของเยโรโบอัมที่ 2 นี้ พระเจ้าเลยผู้เผยพระวจนะมาหลายคนทั้งอาโมส โฮเชยา แล้วก็รวมถึงโยนาห์..ก็อยู่ในสมัยของเยโรโบอัมที่ 2 นี้ด้วย เราจะเปิดไปดูรายละเอียดที่บันทึกให้เห็นถึงความเสื่อมถอยทางด้านจิตใจของคนอิสราเอลในสมัยนั้นกันในหนังสือ อาโมส

อาโมส 5:11-12 / 8:4-6 “เพราะเจ้าทั้งหลายเหยียบย่ำคนยากจน และเอาส่วยข้าวสาลีไปเสียจากเขา..” คำเผยพระวจนะของอาโมสในข้อนี้ทำให้เห็นว่าสังคมของอิสราเอลในสมัยนั้น แม้ว่าด้านการเมืองและวัตถุจะเจริญถึงขีดสุดแต่ในทางศีลธรรมของพวกเขาเสื่อมถอยอย่างเต็มขนาด..กลุ่มที่มีเสถียรภาพทางสังคมก็เหยียบย่ำเอาเปรียบคนจน อาโมส 8:5 บอกว่า "เมื่อไรหนอวันขึ้นหนึ่งค่ำจะหมดไป เราจะได้ขายข้าวของเรา เมื่อไรหนอวันสะบาโตจะพ้นไป เราจะได้เอาข้าวสาลีออกขาย เราจะได้กระทำเอฟาห์ให้ย่อมลง..(เอฟาห์ ก็คือ หน่วยการชั่งตวง / ทำให้ย่อมลง..พูดง่ายๆก็คือโกงกิโล) และกระทำเชเขลให้โตขึ้น และหลอกค้าด้วยตาชั่งขี้ฉ้อ คือโกงได้ก็โกงแล้วก็ทำกันทุกวิถีทางเพื่อที่จะให้ได้กำไรมากที่สุด ข้อที่ 6 บอกว่า “เพื่อเราจะได้ซื้อคนจนด้วยเงิน และซื้อคนขัดสนด้วยรองเท้าสาน แค่คู่เดียว”..คนจนมีราคาแค่รองเท้าคู่เดียว อันนี้ ก็คือ การกดขึ่แรงงาน เจตนาที่จะจ้างงานด้วยค่าแรงที่ไม่เป็นธรรม เห็นคนจนไม่มีทางเลือกก็กดขี่ให้ค่าแรงเขาถูกๆ นี่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราเห็นภาพความเสื่อมทางจิตวิญญาณของคนอิสราเอลในสมัยนั้น และทั้งที่พระเจ้าเตือนแล้ว..อิสราเอลก็ไม่สนใจเพราะฉะนั้น เมื่อหมดสมัยของเยโรโบอัมแล้ว..เราจะได้เห็นความตกต่ำดำดิ่งอย่างรวดเร็วของอิสราเอล

จากนั้น บทที่ 15 พระคำภีร์ก็กลับมาที่อาณาจักรยูดาห์อีกครั้ง ในสมัยของก.อาซาริยาห์ หรืออีกชื่อก็คือ อุสซียาห์ เรื่องราวของกษัตริย์องค์นี้ในหนังสือพงศาวดารก็มีรายละเอียดชัดเจนกว่า..

ดู 2พศด.26:6-7 อาซาริยาห์หรืออุสซียาห์ครองราชย์ตั้งแต่อายุ 16 ปี แล้วก็ครองอยู่นานถึง 52 ปี..ครองนานมาก พระคำภีร์บอกว่า ในช่วงแรกนั้น อาซาริยาห์เป็นกษัตริย์ที่ดีมากๆเลย (เอาอีกละ ใช้คำว่าช่วงแรกๆอีกละ ตรงเนี้ย เด็กๆต้องเอาเป็นคิดเพื่อระวังย่างเท้าการดำเนินชีวิตของเราให้ดี) ข้อนี้ ระบุว่า เมื่ออาซาริยาห์ขึ้นมาครองยูดาห์ ตอนแรกเขาก็ดำเนินกับพระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อ..พระเจ้าจึงอวยพรอาซาริยาห์อย่างมากมาย ข้อที่ 6 บอกว่า “อุสซียาห์หรืออาซารียาห์รับพระพรทั้งด้านสงครามและพระราชกิจพระองค์เสด็จออกไปทำสงครามต่อสู้กับคนฟีลิสเตีย..” แล้วก็ได้รับชัยชนะอย่างมากมาย จนทำให้สามารถยึดเขตแดนตามหัวเมืองกลับมาเป็นของยูดาห์ได้เยอะมาก ทำให้อาณาจักรยูดาห์ในสมัยนั้นเจริญรุ่งเรืองมากพอๆกับอิสราเอลฝ่ายเหนือที่เราเรียนไปในข้อที่แล้ว เพราะฉะนั้น ตอนนี้ทั้งอิสราเอลกับยูดาห์..แข็งแรงทั้งคู่ ทำให้มีอาณาเขตกว้างใหญ่พอๆกับสมัยของก.ดาวิด นอกจากนั้น อาซาริยาห์ยังสร้างเมืองท่า ป้อมปราการตามหัวเมือง รวมทั้งสร้างอาวุธสงครามอีกมากมายหลายอย่าง แต่น่าเสียดายที่สุดท้ายอามาซิยาห์ก็บาปที่ไม่น่าทำเลย..

ดู 2 พศด. 26:16-17/18 ข้อที่ 16 บอกว่า “..แต่เมื่ออุสซียาห์ทรงแข็งแรงแล้ว พระองค์ก็มีพระทัยผยองขึ้นจึงทรงกระทำความเสียหาย..” เขาทำอะไร..เขาเข้าไปในห้องบริสุทธิ์ ซึ่งจริงๆแล้วเข้าได้มั๊ย..ไม่ได้เพราะเขาไม่ใช่ปุโรหิต..ต่อให้เป็นกษัตริย์ก็เข้าไม่ได้ นี่เป็นพระบัญญัติที่พระเจ้าสั่งโมเสสไว้เป็นพันปี แต่ด้วยใจที่ผยองขึ้นเพราะชีวิตมันประสบความสำเร็จเยอะเหลือเกิน เลยทำให้อามาซิยาห์กล้าที่จะแหกกฎของพระเจ้า คงคิดว่าตัวเองเป็นคนพิเศษเพราะพระเจ้าอวยพรเยอะ..ก็เลยบังอาจจะเข้าไปเผาเครื่องหอมถวายพระเจ้า ข้อที่ 17 บอกว่า “แต่ปุโรหิตได้เข้าไปติดตามพระองค์พร้อมกับปุโรหิตของพระเยโฮวาห์แปดสิบคน..” ปุโรหิตต้องตามกษัตริย์เข้าไปถึง 80 คน..เพื่อที่จะช่วยกันขัดขวางไม่ให้อุสซียาห์ละเมิดพระบัญญัติของพระเจ้า ข้อที่ 18 บอกว่า “ข้าแต่อุสซียาห์ มิใช่หน้าที่ของพระองค์ที่จะเผาเครื่องหอมถวายแด่พระเยโฮวาห์ แต่เป็นหน้าที่ของปุโรหิตลูกหลานของอาโรน..” อันนี้ เตือนเลยนะ..ว่าไม่ใช่หน้าที่ของพระองค์ ถึงจะเป็นกษัตริย์ก็เข้าไม่ได้ พระองค์ปกครองบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าโอเคแล้ว แต่จะมาเผาเครื่องหอมบนแท่นบูชานี่..ไม่ใช่เรื่องแล้ว “..ขอเชิญพระองค์เสด็จออกไปจากสถานบริสุทธิ์นี้ เพราะพระองค์ได้ทรงล่วงเกิน และจะไม่ได้รับเกียรติอันใดจากพระเจ้าเลย" ปุโรหิตก็เตือนขอให้กษัตริย์รีบออกไปจากห้องบริสุทธิ์ แต่อุสซียาห์ไม่ฟัง เนี่ย ! มนุษย์ เมื่อไหร่ที่มีความสำเร็จเยอะๆ ก็มักจะเป็นอย่างนี้ คือ ไม่เห็นหัวใครทั้งนั้น (ขออภัยที่หยาบคายไปนิดแต่คำนี้มันอธิบายได้ชัดเจนสุด) ดังนั้น..หลายครั้งที่พระเจ้าไม่ประทานบางอย่างให้ตามที่เราขอ..ไม่ใช่เพราะพระองค์ให้ไม่ได้หรือไม่พร้อม เด็กๆจำไว้ว่าพระเจ้าทรงฤทธิ์และพร้อมเสมอ แต่เราเองต่างหากที่ยังไม่พร้อมจะได้สิ่งนั้น

ดู 2 พศด. 26:19-20 “..และเมื่อพระองค์ทรงกริ้วต่อพวกปุโรหิต โรคเรื้อนก็เกิดขึ้นมาที่พระนลาฏต่อหน้าปุโรหิตในพระนิเวศของพระเจ้า” ..เข้ามาทีแรกก็ยังไม่เป็น ทั้งๆที่ก็ผิดกฎแล้ว แล้วถ้าปุโรหิตเตือนแล้วอุสซียาห์ฟังนะ..เขาก็ไม่ต้องเป็นโรคเรื้อน..แต่อุสซียาห์ไม่ฟัง ดังนั้น พอเขาโกรธปุโรหิตปุ๊บ!โรคเรื้อนขึ้นมาทันที ที่ไหน..หน้าผาก ( คือ..ซ่อนไม่ได้เลยเหมือนถูกตราหน้าไว้) พระเจ้าตีสอนอุสซียาห์ทันทีที่เขาไม่ฟังคำเตือนแถมยังโกรธคนของพระเจ้า เพราะปุโรหิตคือตัวแทนของพระเจ้าแล้วสิ่งที่เขาพูด..เขาก็พูดตามพระวจนะของพระเจ้า เพราะฉะนั้นถ้าเราโกรธปุโรหิตหรือโกรธผู้รับใช้ ก็เท่ากับ เราโกรธพระเจ้า ข้อที่ 20 บอกต่อไปว่า “ และเขาทั้งหลายก็ผลักพระองค์ออกไปจากที่นั่น และพระองค์เองก็ทรงรีบเสด็จออกไป เพราะว่าพระเยโฮวาห์ทรงลงโทษพระองค์แล้ว” ..พอปุโรหิตเห็นโรคเรื้อนขึ้นที่หน้าผากของอุสซียาห์ปุ๊บ ! ผลักเลย..ไม่เกรงใจแล้วเพราะถ้าขืนปล่อยให้อยู่อย่างงั้น..อาจตายได้ จากนั้น ข้อที่ 21 บอกว่า “โยธามโอรสของพระองค์เป็นผู้ดูแลราชสำนักปกครองประชาชนแห่งแผ่นดินนั้น” คือ อุสซียาห์ยังไม่ตายแต่เป็นโรคเรื้อนเลยต้องอยู่แยกออกไปไม่สามารถที่จะออกมาว่าราชการได้อีก ลูกของเขาคือโยธามก็เลยขึ้นครองแทนพ่อ แล้วอุสซียาห์ก็เป็นโรคเรื้อนไปจนวันตาย เรื่องนี้ก็เป็นบทเรียนสำหรับเรา ในเวลาที่พบความสำเร็จหรือพระเจ้าอวยพรเยอะๆก็อย่างเหลิงหรือมีใจที่เย่อหยิ่งผยองขึ้นเหมือนอุสซียาห์ ให้ท่องอยู่เสมอว่ามันไม่ใช่เราที่เก่งหรือสามารถแต่ความสำเร็จทุกอย่างล้วนมาจากพระเจ้าทั้งสิ้น ดังนั้นพระเจ้าให้อยู่ตรงไหน..มีหน้าที่ทำอะไรก็ทำไป อย่าไปอยากทำในสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ของเราเพราะมันจะเกิดปัญหาแล้วจบไม่สวยเหมือนก.อาซาริยาห์หรืออุสซียาห์นี้

กลับมาที่ 2 พกษ.15:8-9 ข้อมะกี๊เป็นเรื่องของยูดาห์นะคะ ตอนนี้กลับมาที่อิสราเอล (เด็กๆต้องตามเรื่องกลับไปมาให้ทันนิดนึงนะคะ) หลังจากเยโรโบอัมที่ 2 สิ้นพระชนม์ เศคาริยาห์โอรสของเยโรโบอัมขึ้นครองเหนืออิสราเอลแทนพ่อ แต่เศคาริยาห์ครองอิสราเอลสั้นมาก คือ แค่ 6 เดือนก็ถูกฆ่าตาย แล้วเขาก็เป็นรัชกาลที่ 4 ของราชวงศ์เยฮูที่พระเจ้าบอกไว้..ว่าจะให้ครองแค่ 4 ชั่วอายุคนเท่านั้น ดังนั้น พอเศคาริยาห์ตายก็เป็นอันจบราชวงศ์ของเยฮู แล้วก็จบอย่างรวดเร็ว..สถานการณ์พลิกผันเร็วมากทั้งที่สมัยของเยโรโบอัมที่ 2 นั้นรุ่งเรืองสุดๆ แต่ด้วยความบาปผิดของคนอิสราเอลที่เอาเปรียบคนจนที่เป็นพี่น้องกันเอง..ไม่ฟังคำเตือนของพระเจ้า ทั้งที่พระองค์เตือนหลายครั้ง..ส่งทั้งอาโมสและโฮเชยามาเตือนแต่อิสราเอลก็ไม่ฟัง..ปล่อยให้ความโลภเข้าครอบงำ มาวันนี้ อิสราเอลกำลังจะถูกพระเจ้าพิพากษา ข้อที่ 10 บอกว่า “..เศคาริยาห์ครองแค่ 6 เดือน ชัลลูมก็กบฎและฆ่าเศคาริยาห์ตาย “ จากนั้น ชัลลูมเองก็ครองได้แค่ เดือนเดียว ก็ถูก ”เมนาเฮม” ฆ่าตาย แล้วในสมัยของเมนาเฮมนี้ก็เริ่มมีเหตุการณ์สำคัญบางอย่างเกิดขึ้น

ดู 2 พกษ.15:19-20 พระคำภีร์เริ่มกล่าวถึงประเทศ”อัสซีเรีย” ซึ่งแต่เดิมคู่ปรับของอิสราเอลคือ ซีเรีย แต่ตอนนี้ซีเรียถูกอัสซีเรียกลืนไปแล้ว มหาอำนาจที่น่ากลัวในเวลานั้นไม่ใช่ซีเรียอีกต่อไป แต่เป็นอัสซีเรียนี่แหละซึ่งต่อไปจะทำให้อิสราเอลฝ่ายเหนือล่มสลายไปเลย ข้อที่ 19 บอกว่า “ปูล” กษัตริย์ของอัสซีเรียได้ยกทัพมากดดันอิสราเอล เพราะซีเรียก็ถูกอัสซีเรียกลืนไปแล้ว ดังนั้น ประเทศต่อไปที่อัสซีเรียจะเข้ายึดครองก็จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากอิสราเอล เพราะอาณาเขตติดกัน กษัตริย์เมนาเฮมเลยต้องถวายบรรณาการต่ออัสซีเรียเป็นเงิน 1000 ตะลันต์..ซึ่งเยอะมาก เพื่อที่อัสซีเรียจะได้ไม่โจมตีอิสราเอล เพราะอิสราเอลสู้ไม่ได้อยู่แล้วกระดูกคนละเบอร์ แค่ซีเรียอิสราเอลยังสู้ไม่ได้เลย..ที่บางครั้งชนะก็เพราะพระเจ้าช่วย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับอิสราเอลในตอนนี้เป็นน้ำพระทัยพระเจ้าที่จะตีสอนพวกเขา เพราะงั้น ยังไงอิสราเอลก็ไม่รอด จากนั้น เมนาเฮมครอบครองอิสราเอลอยู่ 10 ปีก็สวรรคต เสร็จแล้วลูกชายชื่อเปคาหิยาห์ก็ขึ้นครองแทน ข้อที่ 25 บอกว่า เปคาหิยาห์ครองราชย์ได้ 2 ปี ก็ถูกแม่ทัพชื่อ “เปคาห์” กบฎแล้วก็ชิงบัลลังก์ไป คือ ตรงนี้เราเห็นภาพอะไร เราจำเรื่องราวของกษัตริย์ทุกองค์ไม่ได้..ไม่เป็นไร เพราะนั่นไม่ใช่ประเด็น แต่ภาพรวมที่เราเห็นก็คือ อิสราเอลฝ่ายเหนือขาดเสถียรภาพอย่างสิ้นเชิง ประเทศหาความมั่นคงไม่ได้เลย คนนึงขึ้นครองไม่ทันไรก็ถูกอีกคนฆ่าโค่นล้มแย่งชิงบัลลังก์กันอยู่ตลอดเวลา สิ่งสำคัญที่เด็กๆต้องเห็น ก็คือ ที่อิสราเอลเป็นอย่างงี้ก็เพราะไม่เชื่อฟัง ที่พระเจ้าเตือน..ไม่สำนึก...ไม่กลับใจ แล้วเดี๋ยวเราจะได้เห็นกันว่าโทษของความไม่เชื่อฟังมันน่ากลัวขนาดไหน

หมดเวลาแล้วค่ะ พบกันใหม่สัปดาห์หน้า ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ