วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2554

หนังสือ 1พงศ์กษัตริย์ ครั้งที่6 อาทิตย์ที่19:6:2011

เมื่อซาโลมอนทำบาป..เที่ยวไปนมัสการ ปรนนิบัติพระของคนต่างชาติ ที่สุดแล้วการพิพากษาก็มาถึง พระเจ้าบอกว่าจะปลดพงศ์พันธ์ของเขาออกจากราชบัลลังก์ของอิสราเอล แล้วสถาปนาข้าราชการคนนึง ซึ่งก็คือ “เยโรโบอัม”ขึ้นมาแทน คราวที่แล้วในบทที่11 อาหิยาห์..ผู้เผยพระวจนะ ได้ทำการเจิมตั้งเยโรโบอัมเป็นที่เรียบร้อย พระเจ้าตรัสย้ำผ่านอาหิยาห์ว่า..พระองค์จะไม่ปล่อยให้วงศ์วานของดาวิดสูญสิ้นไป..เพราะเห็นแก่ดาวิด พระองค์ย้ำเรื่องนี้หลายครั้งเพราะพระคำข้อนี้ เป็นหมายสำคัญที่เล็งถึงพระเยซูคริสต์ พระเจ้าบอกว่าเพื่อดาวิดจะมี ”ประทีปดวงหนึ่ง”ต่อหน้าเราในเยรูซาเล็มเสมอ ซึ่งจริงๆแล้ว”พระเยซูคริสต์”ก็คือประทีปดวงนั้นที่พระเจ้ากล่าวถึง เพราะพระองค์จะทรงมาบังเกิดในเผ่ายูดาห์ตามเชื้อสายของดาวิด เพราะฉะนั้น ยังไงยูดาห์ก็ต้องอยู่..เพราะพระเจ้าจะทรงค้ำชูเผ่ายูดาห์ไว้..ไม่ให้หายไปไหน เพื่อน้ำพระทัยของพระองค์จะได้สำเร็จอย่างครบถ้วนบริบูรณ์..

ดู1พกษ.11:37-38 แล้วพระเจ้าก็ทรงย้ำเงื่อนไขเดิมกับเยโรโบอัม..ว่าถ้าเขาเชื่อฟังพระเจ้า และดำเนินอยู่ในทางทั้งสิ้นของพระองค์เหมือนดาวิด พระเจ้าก็จะอยู่กับเขาและจะสร้างให้เขาเป็นราชวงศ์ที่มั่นคง เยโรโบอัมจะได้ปกครองอิสราเอลอย่างกว้างขวางตามใจชอบ (กว้างขวางจริงๆ..ก็พระองค์ทรงอุตส่าห์ยกให้ถึงสิบเผ่า) แต่น่าเสียดาย..เพราะเรียนๆไปเราจะเห็นว่าเยโรโบอัมก็ทำไม่ได้อีกตามเคย มีอีกประเด็นที่น่าสนใจ ในข้อที่40 บอกว่า “ฉะนั้นซาโลมอนจึงทรงหาช่องจะประหารเยโรโบอัมเสีย แต่เยโรโบอัมได้ลุกขึ้นหนีเข้าไปในอียิปต์ ไปยังชิชักกษัตริย์อียิปต์ และอยู่ในอียิปต์จนถึงซาโลมอนสิ้นพระชนม์” ข้อนี้ ทำให้เรามองเห็นความเย่อหยิ่งของซาโลมอนอย่างชัดเจน..เพราะเมื่อการพิพากษามาถึง ซาโลมอนไม่ได้ยอมจำนนต่อพระเจ้า..เราไม่เห็นท่าทีที่สำนึกผิด ขอพระเจ้ายกโทษ หรือกลับใจใหม่ด้วยน้ำตานองหน้าเหมือนดาวิด..ไม่มี ซาโลมอนกลับหาทางกำจัด”เยโรโบอัม”คนที่พระเจ้าทรงเจิมไว้ แล้วซาโลมอนก็คงจะมองหาเยโรโบอัมมานานแล้วล่ะ..เพราะรู้แล้วว่าพระเจ้าจะเลือกข้าราชการคนนึงของเขา..ก็คงหาตัวได้ไม่ยาก เด็กๆคิดดู..ซาโลมอนที่เคยยำเกรงพระเจ้า..คนเดียวกับที่สร้างพระวิหารใหญ่โตถวายพระเจ้า ตอนนี้กำลังบังอาจจะลบล้างพระวจนะของพระเจ้าไม่ให้เป็นจริงด้วยการฆ่าเยโรโบอัม..คงคิดว่าถ้าเยโรโบอัมตายๆไปซะ สิ่งที่พระเจ้าพูดไว้จะได้เป็นหมัน คิดได้ไง..แล้วมันจะเป็นไปได้มั๊ย..ไม่มีทาง ทำไปทำมาซาโลมอนเริ่มเหมือนซาอูลเข้าไปทุกที.. มาทรงเดียวกันเลย พอรู้ว่าพระเจ้าเลือกดาวิดให้เป็นกษัตริย์แทนเขา ซาอูลก็ตั้งหน้าตั้งตาหาทางฆ่าดาวิดจนแทบพลิกแผ่นดิน แต่จนแล้วจนรอด..ก็ไม่สำเร็จ (ไม่น่าเชื่อ..ว่าซาโลมอนจะเป็นไปได้ขนาดนี้)

ดู1พกษ.11:42-43 แล้ววาระสุดท้ายของก.ซาโลมอนก็มาถึง ข้อที่42 บอกว่า ซาโลมอนปกครองอยู่เหนืออิสราเอลทั้งหมด40ปี แล้วก็ล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษ ตอนนั้นคือช่วงปีก่อน คศ.931 จริงๆแล้วเขาควรที่จะมีชีวิตที่ยืนยาวมากกว่านี้ แต่เพราะ”ไม่เชื่อฟัง”..ไม่ตั้งมั่นอยู่ในทางของพระเจ้า ซาโลมอนเลยต้องจบชีวิตลงด้วยวัยแค่ 60ปี เพราะพระเจ้าก็เตือนแล้ว ตอนที่อวยซาโลมอน..พระองค์บอก..จะให้สติปัญญาพร้อมทั้งความมั่งคั่งแก่ซาโลมอน แล้วถ้าซาโลมอนรักษาบัญญัติของพระองค์ พระเจ้าก็จะให้ชีวิตที่ยืนยาวแก่เขาด้วย แต่ซาโลมอนก็มาเสียท่าเอาตอนปลาย ทั้งที่เริ่มต้นดี..ดาวิดก็ปูทางไว้ แต่ในที่สุดก็ถูกบรรดามเหสีชักจูงให้หลงผิดไปแล้วไม่กลับใจใหม่ด้วยนะ จุดนี้ เขาไม่เหมือนดาวิดเลยแม้แต่นิดเดียว..ไม่มีพระคำตอนไหนบันทึกไว้..ว่าซาโลมอนสำนึกผิด เสียใจ กลับใจใหม่อธิฐานต่อพระเจ้าด้วยน้ำตานองหน้า พอถูกพิพากษา ดูเหมือนว่า..ซาโลมอนจะเฉยๆ ชิลด์ๆ แล้วก็รอแต่จะฆ่าคนที่พระเจ้าจะเอามาแทนเขา เพราะฉะนั้น จุดนี้ก็ย้ำให้เราเห็นชัดเจนว่า..”ความชอบธรรมและความเชื่อไม่ได้สืบทอดกันทางสายเลือดหรือพันธุกรรม” พ่อแม่ดีหรือมีความเชื่อ..ก็ไม่ใช่ว่าลูกจะดีหรือมั่นคงในพระเจ้าด้วยเสมอไป ส่วนพ่อแม่ที่ไม่ชอบธรรมหรือไม่ได้เชื่อพระเจ้าก็ไม่ได้แปลว่าลูกต้องเป็นเหมือนพ่อแม่..หลายคนมาเชื่อพระเจ้าทั้งที่พ่อแม่ไม่เชื่อก็มีเยอะ

ดู1พกษ.12:1-3/4-5 เมื่อซาโลมอนสิ้นพระชนม์ บุตรชายของเขา คือ เรโหโบอัมก็ได้ขึ้นครองราชย์แทน ข้อที่1 บอกว่า..คนอิสราเอลได้ไปเจิมตั้งเรโหโบอัมที่เมืองเชเคม ปกติแล้วการเจิมตั้งกษัตริย์..ส่วนใหญ่เขาจะทำกันที่เมืองหลวง อย่างอิสราเอลตอนนั้นก็ยังเป็นเยรูซาเล็ม แต่ดูเหมือนคนอิสราเอลจะเรียกร้องให้ไปสถาปนาเรโหอัมที่เมืองเชเคม ข้อที่2 บอกว่า พอซาโลมอนตาย คนอิสราเอลก็ไปตามเยโรโบอัมกลับมา แล้วคนอิสราเอลสิบเผ่ากับเยโรโบอัมก็ไปหาพระราชาเรโหโบอัม..พร้อมกับข้อเรียกร้องหนึ่งข้อ..แค่ข้อเดียวเท่านั้นคือ “ขอลดหย่อนภาษี” เพราะแต่เดิมซาโลมอนเก็บภาษีหนักมาก พระคำภีร์ไม่ได้บันทึกไว้ว่าเก็บกี่เปอร์เซ็นต์..รู้แต่ว่าหนัก แล้วจริงๆคนสิบเผ่านี้ก็คงมีเหตุผล..ที่จะไม่พอใจ แล้วก็ไม่พอใจมานานแล้วด้วย เพราะไร..ถ้าเราดูตามลักษณะภูมิประเทศของอิสราเอลแล้ว ผลผลิตทางการเกษตรโดยรวมของประเทศ..ส่วนใหญ่แล้วมาจากสิบเผ่าทางเหนือ แต่เมื่อซาโลมอนเก็บภาษีจากพวกเขาแล้วก็เอามาบำรุงเมืองหลวง คือเขตของยูดาห์ซะเป็นส่วนมาก เพราะกษัตริย์ลงทุนไปเยอะ ทั้งสร้างวิหาร พระราชวังอะไรต่างๆเยอะแยะมากมาย คนสิบเผ่าทางตอนเหนือที่ถูกเรียกภาษีอย่างหนักก็คงจะไม่พอใจมานานแล้ว พวกเขาแค่รอเวลา..หาจังหวะที่จะเรียกร้องขอลดหย่อนภาษี เลยคิดว่าตอนนี้เป็นโอกาสดีเพราะเป็นช่วงของการเปลี่ยนรัชกาล ก็เลยพากันมาร้องขอต่อพระราชาเรโหโบอัม ฝ่ายเรโหโบอัมก็บอกว่า..ขอเวลาสามวันแล้วเขาจะให้คำตอบ..

ดู1พกษ.12:6-7 ข้อนี้ บอกว่า..เรโหโบอัมก็เอาเรื่องนี้ไปปรึกษา คือ ปกติกษัตริย์ก็จะมีคณะที่ปรึกษา ซึ่งครั้งแรกนี้เรโหโบอัมก็ไปปรึกษาผู้อาวุโส..ที่เคยเป็นที่ปรึกษาของซาโลมอน ผู้อาวุโสก็บอกว่า..ยอมเถอะ..นะ เพราะภาระที่ประชาชนแบกรับอยู่เนี่ย..มันหนักจริงๆ แล้วมันก็คงไม่แฟร์กับเขา เพราะฉะนั้น พระราชาควรจะยอมผ่อนปรนแล้วประชาชนจะได้จงรักภักดีต่อก.เรโหโบอัมตลอดไป แต่ข้อที่8 บอกว่า คำปรึกษาของพวกผู้อาวุโส..ไม่ถูกใจเรโหโบอัม เขาก็เลยหันไปปรึกษาคนรุ่นใหม่..ที่โตมาด้วยกัน คนรุ่นเดียวกันนี้บอกว่า..อย่าไปสนใจ ขอให้ลดใช่มะ..พระองค์เพิ่มเข้าไปอีก กดไว้..อย่าไปยอม เพราะเดี๋ยวจะได้ใจไม่รู้ว่าใครเป็นใคร พระองค์เป็นกษัตริย์นะ..จะให้ประชาชนมาชี้นิ้วสั่งได้ไง..ที่ปรึกษาซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ก็แนะนำประมาณนี้ ต่อให้เรายังไม่รู้ผลลัพธ์ว่าคำปรึกษาของใครจะดีกว่ากัน แต่ถามว่า ระหว่างผู้อาวุโสที่ทำงานให้มาตั้งแต่รุ่นพ่อ กับ เด็ก..ที่โตมาด้วยกันเนี่ย..ควรจะเขื่อใคร ดูแค่อายุก็รู้แล้วว่าประสบการณ์มันต่างกัน แต่เรโหโบอัมเชื่อเพื่อน ถูกใจคำแนะนำของคนรุ่นเดียวกันมากกว่า..เลยพากันย่อยยับไป เนี่ย..อิทธิพลของที่ปรึกษา

ดู1พกษ.12:15 ข้อนี้ บอกว่า ที่เรโหโบอัมเลือกเชื่อเพื่อน..ก็เป็นมาจากพระเจ้า เพราะการตัดสินใจครั้งนี้..เลยทำให้เกิดความแตกแยก แล้วอาณาจักรก็ถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายตามที่พระเจ้าตรัสไว้ แต่ถ้าคิดให้ดีๆจะรู้ว่า ครั้งนี้คนอิสราเอลสิบเผ่า..เอาจริงนะ แล้วพวกเขาก็พร้อมจะแยกตัวอยู่แล้ว เพราะข้อที่3 บอกไว้ว่า พอซาโลมอนตายปุ๊บ..พวกเขาก็ไปตามเยโรโบอัมกลับมาเลย กลับมาทำไม..ก็มาเป็นผู้นำของพวกเขา นี่ก็ทำให้เห็นว่าคนสิบเผ่าเขาวางแผนไว้แต่แรกเลย..ว่าถ้าเรโหโบอัมปฏิเสธไม่ยอมทำตามข้อเสนอนะ..เขาจะแยกตัวทันที แล้วมันก็เป็นอย่างงั้นจริงๆ เพราะ”พระเจ้าทรงให้เป็นไปอย่างงั้น”เพื่อที่พระวจนะของพระองค์จะได้สำเร็จ แต่ถ้าเรามองฝ่ายโลกเราก็จะเห็นว่า เรโหโบอัมก็ไม่ฉลาดด้วย.. เด็กๆจำไว้เลย ถ้าเราจะปรึกษาใคร เราต้องดูด้วยว่าคนๆนั้นมีวินิจฉัยหรือดุลยพินิจแค่ไหน แล้วยังไงคนที่อาวุโสหรือคนที่มีประสบการณ์ก็ต้องเก๋าเกมส์กว่าอยู่แล้ว โอเค..ในคนรุ่นใหม่อาจจะไฟแรงกว่า..มีความคิดสร้างสรรค์ แต่สำหรับการประเมินผลหรือสถานการณ์ในเรื่องเดิมๆแล้วยังไงก็สู้คนที่มีชั่วโมงบินสูงกว่าไม่ได้แน่นอน เพราะเรื่องบางเรื่องมันไม่มีทางลัดสำหรับการเรียนรู้ เพราะฉะนั้น นี่ก็เป็นกรณีศึกษาเหมือนกันเพราะเราก็เห็นแล้วว่าซาโลมอนฉลาดแค่ไหน ทั้งการบริหารจัดการ การรู้จักแก้ปัญหา รวมถึงการรู้จักใช้คนด้วย แต่เรโหโบอัม..ไม่ได้พ่อมาเลย เจอเคสแรกก็ไปแล้ว..เพราะเชื่อเพื่อน

ดู1พกษ.12:16 ในเมื่อก.เรโหโบอัมเลือกที่จะเชื่อคนรุ่นใหม่ที่ให้คำปรึกษาแบบ”ยอมหักไม่ยอมงอ” ก็เลยได้แตกหักกันสมใจ ข้อที่16 นี้พวกอิสราเอลสิบเผ่าบอกว่า “ข้าพระบาททั้งหลายมีส่วนอะไรในดาวิด ข้าพระบาททั้งหลายไม่มีส่วนมรดกในบุตรชายของเจสซี” แปลว่า ต่อไปนี้ต่างคนต่างอยู่..พวกเขาจะไม่ขอมีส่วนร่วมกับราชวงศ์ดาวิดอีกต่อไป แล้วเผ่ายูดาห์ก็ดูแลตัวเองดีๆก็ละกัน เพราะต่อไปนี้สิบเผ่าทางเหนือขอตัดขาดจากราชวงศ์ของดาวิด แล้วอาณาจักรอิสราเอลก็ถูกแบ่งแยกจากยูดาห์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา..ในปีก่อนคศ.ที่ 931 แต่ตอนนั้น..เรโหโบอัมก็ยังไม่คิดว่าอิสราเอลสิบเผ่าจะอาจหาญแยกตัวไปจริงๆ เพราะข้อที่18 บอกว่า “พระราชาเรโหโบอัมยังใช้นายงานอาโดรัมไปเก็บภาษีกับคนสิบเผ่า ปรากฎว่า..อาโดรัมถูกคนสิบเผ่าเอาหินขว้างจนตาย ส่วนเรโหโบอัมก็เผ่นขึ้นรถรบรีบหนีกลับมาที่เยรูซาเล็ม” ข้อที่20 บอกว่า..คนสิบเผ่าก็ได้เจิมตั้งเยโรโบอัมขึ้นเป็นกษัตริย์ของพวกเขาอย่างเป็นทางการ จากนั้นเป็นต้นมาประเทศอิสราเอลก็ถูกฉีกออกเป็นสองฝ่าย..สำเร็จตามพระวจนะของพระเจ้า

ดู1พกษ.12:21-22/23-24 พอรู้ว่าสิบเผ่าทางเหนือเอาจริง เรโหโบอัมก็กลับมาที่เยรูซาเล็มแล้วสั่งเกณฑ์ทหารแสนแปดหมื่นคน เตรียมไปทำศึกกับอิสราเอลฝ่ายเหนือ..เพื่อจะชิงอาณาจักรคืน..น่าเศร้ามากจริงๆที่ตอนนี้พี่น้องจะรบกันเอง แต่ขอบคุณพระเจ้าเพราะข้อที่22 บอกว่า พระวจนะของพระเจ้าได้มายังเชไมอาห์..ผู้เผยพระวจนะคนนึงว่า “จงไปบอกเรโหโบอัมและพงศ์พันธ์ทั้งสิ้นของยูดาห์กับเบนยามินว่า..”อย่าขึ้นไปสู้รบกับอิสราเอลพี่น้องของเจ้าเลย แยกย้ายกันกลับบ้านไปซะ เพราะสิ่งนี้..ที่อาณาจักรถูกแบ่งแยกนี้..มาจากพระเจ้า” เรโหโบอัมก็เลยเบรค..ไม่ยกกองทัพไปรบกับพี่น้องตัวเอง การนองเลือดก็เลยไม่เกิดขึ้น จุดนั้น เรโหโบอัมน่าจะรู้แล้วว่าตัวเองคิดผิด เพราะตอนนี้เขาสูญเสียอาณาจักรทั้งสิบเผ่าไปแล้ว..อย่างถาวรด้วย นี่คือผลของการตัดสินใจผิด เด็กๆจำไว้นะคะว่าการตัดสินใจนั้นสำคัญมาก ถ้าเราต้องตัดสินใจเรื่องอะไรก็ตามที่สำคัญๆ ก็อธิฐานมากๆ ปรึกษาเยอะๆ แล้วต้องคนที่มีสติปัญญา (ในทางพระเจ้านะ) อย่าผลีผลามเหมือนเรโหโบอัม เพราะหลายเรื่อง เลือกแล้ว..เลือกเลย ไม่มียูเทิร์น เราเรียนพระคำภีร์ก็เพื่อจะได้ไม่หลงผิดในแบบเดียวกัน ไม่ใช่เรียนเพื่อกล่าวโทษบุคคลในประวัติกาล

ดู1พกษ.12:25-26 พอได้เป็นกษัตริย์ของอิสราเอลแล้ว เยโรโบอัมก็เริ่มสร้างเสริมกำแพงเมืองป้อมค่ายเพื่อความเข้มแข็ง เริ่มจากเมืองเชเคมก่อนเพราะเป็นเมืองหลวงที่พระองค์ประทับอยู่ จากนั้นก็ไปสร้างเมืองหน้าด่านที่พนูเอล คือ ทางฝั่งตะวันออก เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมเผื่อข้าศึกจะมาโจมตี อันนี้ก็ไม่เป็นไร เพราะเป็นการป้องกันเมืองไว้ให้เข้มแข็ง แต่ข้อที่26 นี้บอกว่า”เยโรโบอัมแอบคิดในใจ”ว่าคราวนี้ราชอาณาจักรของเขาจะหันกลับไปยังราชวงศ์ดาวิด..”ทำไมอยู่ดีๆถึงคิดแบบนี้ เพราะคนอิสราเอลต้องไปนมัสการพระเจ้าทุกปีๆละสามครั้ง ที่ไหน..ก็ที่เยรูซาเล็ม เยโรโบอัมเลยกลัวว่า..ขืนปล่อยให้ประชาชนกลับไปเยรูซาเล็มบ่อยๆ..คงจะไม่ได้การ ทำไปทำมาซักวัน..จิตใจของคนสิบเผ่าอาจจะเขวกลับไปเข้าข้างราชวงศ์ของดาวิด คือ เรโหโบอัม..แล้วเขาก็จะถูกหักหลัง เพราะฉะนั้น เยโรโบอัมเลยคิดว่าเขาต้องทำอะไรซักอย่าง..ดูซิว่าเขาจะทำอะไร

ดู1พกษ.12:28-29 เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ประชาชนต้องกลับไปนมัสการพระเจ้าที่เยรูซาเล็มเยโรโบอัมเลยสร้างรูปวัวทองคำขึ้นมา แล้วบอกประชาชนว่า”นี่คือ พระเจ้าที่นำพวกเขาออกมาจากอียิปต์” คือ อุปโลกวัวทองคำขึ้นมาแทนพระเจ้าซะงั้น ทำไปได้..แต่ที่น้าตุ๊กงงก็คือ แล้วทำไมคนสิบเผ่าถึงเอาด้วย แล้วทำไมต้องเป็นวัวทองคำ..คงต้องได้แรงบันดาลใจมาจากใครบางคน..ที่เราคุ้นๆว่าเป็นบรรพบุรุษของเขา เด็กๆพอจะนึกออกมะ..ใครที่เคยสร้างรูปวัวทองคำ อาโรน..ไง ตอนที่โมเสสขึ้นไปเฝ้าพระเจ้าบนเขาซีนาย40วัน..หายไปเลย คนอิสราเอลเลยไม่รู้ว่าโมเสสเป็นไรไปแล้วรึเปล่า แล้วต่อไปพวกเขาจะทำยังไง..ใครจะนำทางเพราะตลอดเวลาพระเจ้าทรงนำทางพวกเขาด้วยการสำแดงผ่านโมเสสตลอด อาโรนเลยสร้างวัวทองคำขึ้นมาให้คนอิสราเอลกราบไหว้แทนพระเจ้า ครั้งนั้น คนอิสราเอลหลายพันต้องจบชีวิตลงเพราะความขลาดเขลาของตัวเอง มาวันนี้เยโรโบอัมเอาบ้าง แล้วไม่ได้สร้างตัวเดียว..สร้างสองตัว ข้อที่29 บอกว่า..ตัวนึงเอาไว้ที่เบธเอล..เพราะเบธเอลอยู่ล่างสุดของอาณาจักรอิสราเอลฝ่ายเหนือ..แล้วก็เป็นทางที่จะผ่านไปเยรูซาเล็ม เพราะฉะนั้น เยโรโบอัมเลยเอาวัวทองคำไปวางดักไว้ ส่วนอีกตัว..ตั้งไว้ที่เมืองดานซึ่งอยู่เหนือสุด..เป็นการอำนวยความสะดวก..คนที่อยู่ทางเหนือจะได้ไปไหว้ที่นั่นเลย..ไม่ต้องลงมา เป็นการบล็อกไว้เพื่อลดโอกาสในการที่ประชาชนจะได้ไปเยรูซาเล็ม เด็กๆฟังดีๆนะ..นี่คือ แบบอย่างของการพึ่งพาในสติปัญญาของตัวเองแทนที่จะพึ่งในองค์พระผู้เป็นเจ้า แล้วสติปัญญาของเยโรโบอัมก็คิดได้แค่นี้..ดูต่อไป

ดู1พกษ.12:30-31 ข้อที่30 บอกว่า ”และสิ่งนี้ได้เป็นความบาปที่ส่งผลลากยาว เพราะไร เพราะเมื่อเยโรโบอัม..ที่ได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์คนแรกของอิสราเอล..ได้ชักนำให้ประชาชนออกนอกลู่นอกทางแล้ว ต่อไปเราจะเห็นว่ากษัตริย์ทุกองค์ของอิสราเอล..ก็ไม่มีใครเลยที่จะพรากจากบาปอันเดียวกันนี้ คือไหว้รูปเคารพกันทุกองค์ ตลอดระยะเวลา 209 ปีที่อาณาจักรตั้งอยู่ อิสราเอลฝ่ายเหนือทำบาปเรื่องนี้ตลอดเพราะมันผิดมาตั้งแต่หัวแถว..เยโรโบอัมเขาเซทรูปแบบไว้อย่างงั้น มันเลยเพี้ยนกันไปจนหยดสุดท้าย ดังนั้น ต่อไปเราจะเห็นว่า พระเจ้าก็ไม่เอาอาณาจักรนี้ไว้ อิสราเอลฝ่ายเหนือก็ล่มสลายไปในที่สุด นี่คือ ความผิดพลาดของเยโรโบอัม ถ้าเขาคิดให้ดี..เขาจะรู้ว่าที่เขาได้มาเป็นกษัตริย์..ก็เพราะพระเจ้า เขาไม่ได้ไปฟันฝ่ารบสู้หรือแย่งชิงมาด้วยแรงกำลังของตัวเอง ถ้าเขาได้เป็นกษัตริย์ด้วยเรี่ยวแรงความทะยานอยากของตัวเอง..ก็ว่าไปอย่าง เพราะฉะนั้น เยโรโบอัมควรจะคิดได้..บัลลังก์ของเขาจะมั่นคงหรือสั่นคลอนก็ขึ้นอยู่กับพระเจ้า ไม่ได้เกี่ยวกับการที่เขาต้องไปกั๊กคนไว้ไม่ให้ไปเยรูซาเล็ม เขาไม่จำเป็นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อรักษายอดไว้เหมือนพวกไดเร็คเซลสมัยนี้ เพราะเห็นใสๆอยู่..ว่าความมั่นคงของเขาอยู่ในพระเจ้า แต่พออำนาจมันล้นมือ..เยโรโบอัมก็อดไม่ได้ที่จะเลือกพึ่งพิงในสติปัญญาของตัวเองแทนที่จะพึ่งพระเจ้า..ซึ่งอันนี้เป็นปกติวิสัยของมนุษย์ และด้วยความกลัวที่จะเสียอำนาจไป..ในที่สุดเยโรโบอัมเลยพลาดไปทำเรื่องที่โง่เขลาและเสียหายที่สุด

นอกจากนี้ ข้อที่31บอกว่า เยโรโบอัมยังแต่งตั้งปุโรหิตจากคนเผ่าอื่นที่ไม่ใช่เลวีด้วย เหตุผลก็คือคนเลวีคงจะไม่เอาด้วย พวกเขารู้ว่าการสร้างวัวทองคำขึ้นมากราบไหว้แทนพระเจ้าเนี่ย..มันผิดบาปจนรับไม่ได้ เยโรโบอัมเลยต้องอุปโลกปุโรหิตขึ้นมาเอง..จากคนเผ่าอื่นที่ไม่ใช่เลวี แล้วไม่ใช่แค่นี้ เพราะพระคำภีร์ยังบันทึกด้วยว่า เยโรโบอัมกำหนดวันเทศกาลงานถวายบูชาอะไรต่างๆขึ้นมาเองตามใจชอบอีกด้วย..เต็มที่ไปเลย

ดู1พกษ.13:1-2/3-4 เมื่อเยโรโบอัมนำคนอิสราเอลให้เพี้ยนไปจากทางของพระเจ้าอย่างเต็มขนาด พระเจ้าเลยส่งผู้เผยพระวจนะคนนึงขึ้นมาจากยูดาห์ พอมาถึงเขาก็ไปหาเยโรโบอัมเลย ตอนนั้นเยโรโบอัมก็อยู่ที่เบธเอลกำลังไหว้รูปวัวทองคำอยู่ พอเจอปุ๊บ..ผู้เผยพระวจนะก็บอกว่า “คอยดูนะ แท่นบูชานี้จะต้องพังทลายลงมา แล้วมูลเถ้าที่อยู่บนนั้นจะต้องถูกเทออก” เพราะสิ่งที่เยโรโบอัมทำมันเป็นความผิดบาปอย่างร้ายแรง พอได้ยินอย่างงั้น..เยโรโบอัมโมโหมาก หันมาชี้นิ้วสั่งให้ทหารจับตัวผู้เผยพระวจนะไว้ แต่พอชี้มือไปปุ๊บ..มือเหี่ยวเลย แล้วก็แข็งอยู่อย่างงั้น นี่คือการสั่งสอนจากพระเจ้า..เยโรโบอัมถูกพระเจ้าสั่งสอนทันทีเลย แล้วแท่นบูชาก็พังลงมาอย่างที่ผู้เผยพระวจนะพูดต่อหน้าต่อตาเขาด้วย อ้าวทำไงดี..ทีนี้ก็เลยหันมาอ้อนวอนผู้เผยพระวจนะว่าช่วยอธิฐานให้เขาที..ขอพระเจ้ายกโทษ เขาไม่อยากมือเหี่ยวแห้งแข็งอยู่อย่างงั้น ผู้เผยพระวจนะก็อธิฐานให้..มือของเยโรโบอัมก็กลับหายเป็นปกติ (แต่ถามว่าเยโรโบอัมกลับใจจริงๆมั๊ย..ไม่เลย เขายังคงไหว้รูปวัวทองคำต่อไป) หลังจากที่มือหายเป็นปกติแล้วเยโรโบอัมก็อยากจะตอบแทนคนของพระเจ้าก็เลยเชิญให้ไปรับประทานอาหาร คือ อยากจะต้อนรับอย่างดี แต่ผู้เผยพระวจนะไม่ไปเพราะไร..ดูต่อไป

1พกษ.13:8-9 “ถึงจะให้ครึ่งราชสมบัติของท่าน ข้าพเจ้าก็ไม่ไปกับท่าน..” เพราะพระเจ้าสั่งไว้..ว่าพอเผยพระวจนะเสร็จให้กลับทันที ห้ามกินดื่มอะไรกับใคร..หรือค้างคืนในอิสราเอลเด็ดขาด เพราะฉะนั้น จ้างให้ก็ไม่ไป..ถึงเยโรโบอัมจะยกสมบัติให้ครึ่งนึงเขาก็ไปด้วยไม่ได้เพราะพระเจ้าสั่งไว้ (ดูแน่วแน่ดีเหมือนกัน) โอเค..ก็เลยกลับ แต่ข้อที่11บอกว่า มีผู้เผยพระวจนะแก่อีกคนนึงที่อยู่ในอิสราเอล พอได้ยินเรื่องของผู้เผยพระวจนะหนุ่ม..ที่มากล่าวโทษเยโรโบอัมนี้..ก็คงรู้สึกชื่มชม..อยากจะชวนมาสามัคคีธรรมที่บ้าน เพราะเป็นผู้เผยพระวจนะเหมือนกัน..เลยขี่ลาตามไป ปรากฎว่า..ตามไปทัน..เจอเขานั่งอยู่ใต้ต้นก่อหลวง ก็เลยเข้าไปชวนให้ไปพักรับประทานอาหารด้วยกันที่บ้าน ตอนแรกผู้เผยพระวจนะหนุ่มที่มาจากยูดาห์ก็ปฎิเสธไปเหมือนเดิม แต่ข้อที่18 บอกว่า พอถูกปฎิเสธผู้เผยพระวจนะแก่คนนี้ก็เลยโกหก ว่าเขาได้รับนิมิตรจากทูตสวรรค์องค์นึงให้มาตามผู้เผยพระวจนะหนุ่มที่มาจากยูดาห์นี้..ให้กลับไปกินดื่มที่บ้านของเขาก่อน ผู้เผยพระวจนะหนุ่มก็หลงเชื่อ..เพราะคนที่มาตามก็เป็นผู้เผยพระวจนะเหมือนกัน แล้วก็อาวุโสกว่าด้วย เลยยอมตามเขากลับบ้านไป สุดท้ายก็มีอันเป็นไป..เพราะข้อที่24 บอกว่า พอทานอาหารเสร็จ ตอนขากลับเขาก็ถูกสิงโตฆ่าตาย

มาถึงบทที่14 พระเจ้าทรงใช้ผู้เผยพระวจนะอีกครั้ง..ให้ไปกล่าวโทษเยโรโบอัม เราจะเห็นว่าถ้าเราทำบาป..พระเจ้าจะทรงเตือนนะ เตือนก่อน แล้วไม่ใช่เตือนครั้งเดียว..พระองค์เตือนหลายครั้ง ก่อนจะตีสอนเรา เพราะฉะนั้น ถ้าถูกเตือน..ขอให้ฟัง..คุกเข่าลงขอโทษพระเจ้า แล้วกลับใจใหม่ซะ ถ้ายังเปลี่ยนไม่ได้..ก็ไม่เป็นไร แต่อย่าทำเฉย ขอให้พยายามทุกวัน..พยายามไปเรื่อยๆ เพราะพระเจ้าทรงมองที่หัวใจ..ว่าตั้งใจแค่ไหน น้าตุ๊กขอยืนยันว่าพระเจ้าทรงมองที่เจตนา พระองค์ไม่ได้ตัดสินเราด้วยผลลัพธ์ที่ออกมา เพราะถ้าพระองค์ตัดสินมนุษย์ด้วยผลแห่งการกระทำ..คงไม่มีใครเลยที่จะได้ไปสวรรค์ เพราะไม่มีมนุษย์คนไหนเลยที่จะสมแก่พระสิริที่พระองค์ทรงเตรียมไว้ แล้วแต่ละคน..ก็เกิดผลไม่เท่ากันด้วยเพราะถ้าเท่ากันพระคำภีร์คงบอกไว้แล้ว แต่พระคำบอกไว้ว่า..บางคนก็เกิดผลสามสิบเท่าบ้าง..หกสิบเท่าบ้าง..ร้อยเท่าบ้าง นั่นแปลว่า..มนุษย์เกิดผลหรือทำได้..ไม่เท่ากัน และนั่นไม่ใช่ประเด็นสำหรับพระเจ้า

ดู1พกษ.14:1-3 เรื่องของเรื่องนี้ ก็คือลูกของเยโรโบอัมป่วยหนัก เขาก็อยากจะรู้ว่าลูกเขาเนี่ยจะตายมั๊ย เยโรโบอัมก็เลยใช้ให้ภรรยาปลอมตัวไปหาอาหิยาห์ ทำไมถึงไปหาอาหิยาห์..เพราะอาหิยาห์เป็นผู้เผยพระวจนะที่เขาเชื่อถือมาก เด็กๆจำได้มั๊ยว่าอาหิยาห์คนนี้แหละที่เป็นคนไปเจิมเยโรโบอัมให้เป็นกษัตริย์ของอิสราเอลสิบเผ่า เพราะฉะนั้น เยโรโบอัมเลยเชื่อถืออาหิยาห์มาก เพราะเขาพูดอะไรไว้..ตรงหมดเลย ทุกอย่างที่อาหิยาห์เผยพระวจนะกับเยโรโบอัมมันเกิดขึ้นจริงทุกอย่าง ครั้งนี้ เขาก็เลยให้มเหสีปลอมตัวไป..แล้วดูว่าอาหิยาห์จะว่าไง ปรากฎว่า พอมเหสีไป..ยังไม่ทันจะถึงเลย พระเจ้าบอกอาหิยาห์ก่อนแล้ว..ว่าเดี๋ยวมเหสีของเยโรโบอัมจะมาหาเจ้า เพื่อจะถามเกี่ยวกับลูกที่กำลังป่วยหนัก เจ้าจงบอกเขาไปอย่างงี้ๆ นะ” พระเจ้าสั่งอาหิยาห์ไว้เสร็จเรียบร้อย ข้อที่6 บอกว่า พอได้ยินเสียงฝีเท้า..ยังไม่ทันจะเข้าประตูเลย อาหิยาห์ก็ทักก่อนเลยว่า..เนี่ย เป็นมเหสีของเยโรโบอัมปลอมตัวมา จากนั้นอาหิยาห์ก็เผยพระวจนะเลย..ว่าไรบ้าง..เดี๋ยวคราวหน้าเรามาดูกันต่อ เพราะวันนี้หมดเวลาแล้วค่ะ พบกันใหม่สัปดาห์หน้า ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ

วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2554

หนังสือ 1พงศ์กษัตริย์ ครั้งที่ 5 อาทิตย์ที่ 12:6:2011

หลังจากที่ซาโลมอนมอบถวายพระวิหารแด่พระเจ้าแล้ว พระเจ้าทรงตอบรับซาโลมอนด้วยพันธสัญญา หมายความว่า ต้องทำตามเงื่อนไขทั้งสองฝ่าย..ไม่ใช่ปล่อยให้พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ..หรือรอให้พระเจ้าอวยพรเราอยู่ฝ่ายเดียว แต่ซาโลมอนและเราต้องทำตามเงื่อนไขด้วย แล้วรายละเอียดก็ยังคงคอนต์เซปเดิมคือ”ต้องเชื่อฟัง..ต้องทำตามสัญญาที่ตกลงกันไว้” แล้วพระเจ้าก็ย้ำกับซาโลมอน..ว่าเขาและพงศ์พันธ์ของเขาต้องติดตามพระเจ้าด้วยสุดใจ ต้องรักษาพระบัญญัติของพระองค์เหมือนดาวิด..พ่อของเขา แล้วพระเจ้าจะทรงให้พงศ์พันธ์ของซาโลมอนได้ครอบครองอาณาจักรอิสราเอลตลอดไป แต่น่าเสียดายที่ซาโลมอนไม่สามารถดำเนินอยู่ในทางของพระเจ้าได้ ต่อไปเราจะได้เรียนรู้กันว่าไปไง..มาไง ซาโลมอนถึงหลงเจิ่นไปได้ขนาดนั้น คราวก่อน เราก็ได้เรียนเกี่ยวกับราชกิจและความเจริญก้าวหน้าของก.ซาโลมอนไปแล้ว ด้วยความช่วยเหลือของก.ฮีรามแห่งไทระ ซาโลมอนก็เลยได้มีกองเรือเป็นของตัวเอง วันนี้เราจะมาเรียนรู้กันว่า ณ.จุดนั้น ที่ซาโลมอนประสบความสำเร็จมากมาย..เขาใช้ชีวิตยังไง

ดู1พกษ.11:1-2 ข้อนี้ บอกว่า..นอกจากธิดาฟาโรห์แล้ว พระราชาซาโลมอนทรงรักหญิง ”ต่างชาติ” อีกหลายคน..ทั้งคนโมอับ อัมโมน เอโดม ไซดอน และฮิตไทต์..เรียกว่าวาไรตี้มาก เที่ยวรักผู้หญิงไปทั่วไม่เลือกทั้งชาติ และศาสนา ข้อที่2 บอกว่า”บรรดาหญิงต่างชาติที่ซาโลมอนรักนี้เป็นของประชาชาติซึ่งพระเจ้าเคยสั่งห้าม..ไม่ให้คนอิสราเอลไปแต่งงานด้วย” เพราะฉะนั้น สิ่งที่ซาโลมอนทำในข้อนี้จึงก่อให้เกิดปัญหาลากยาวตามมา พระคำภีร์บอกว่า ”..เพราะเขาจะหันจิตใจของเจ้าไปตามพระของเขาเป็นแน่ เพราะซาโลมอนทรงติดพันกับหญิงต่างชาติเหล่านี้ด้วยความรัก” ข้อที่3 บอกว่า”ซาโลมอนมีมเหสีเจ็ดร้อยคน กับนางห้าม..ประเภทที่เก็บไว้ในฮาเร็มอีกสามร้อยคน เบ็ดเสร็จก็หนึ่งพัน..ปีนึงยังมีแค่365วัน มีภรรยาหนึ่งพันจะแบ่งเวลากันยังไง..มีแค่คนเดียว..ก็ไม่ไหวจะเคลียร์แล้ว เพราะจริงๆแล้ว ผู้หญิงทุกคนก็มีความละเอียดอ่อน (หรือพูดตรงๆก็คือมีความงี่เง่า)..ที่ผู้ชายตามไม่ค่อยจะทันอยู่ในตัว แล้วซาโลมอนมีผู้หญิงเป็นพัน..!! อยากให้เด็กๆไปดูที่ปญจ.ควบคู่กันไป เพราะก็อธิบายไว้ชัดเจน..ว่าซาโลมอนใช้ชีวิตยังไงในวาระที่ชีวิตรุ่งเรืองจนถึงขีดสุด

ในปญจ.2:4-6/7-8 หนังสือปัญญาจารย์นี้..ซาโลมอนเป็นคนเขียน เราสังเกตดูว่าทุกข้อจะมีคำว่า”ข้าพเจ้า”หมดเลย น้าตุ๊กเคยสอนไปครั้งนึงแล้ว..ว่าเมื่อไหร่ที่คำพูดของเรามีคำว่า ”ฉัน”มากเกินไปหรือแทบจะตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราพูดถึงตัวเองด้วยความภูมิใจ..ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม...จุดนั้นต้องระวัง เพราะคำว่า”ฉัน หรือ ข้าพเจ้า”เป็นสัญญาณว่าเราเริ่มเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางแทนพระเจ้าแล้ว เพราะฉะนั้น ในหนังสือปญจ.นี้เราจะเห็นว่า ซาโลมอนสะสมและทำการงานฝ่ายโลกมากมายหลายอย่าง..เพื่อตัวเองล้วนๆ ในข้อที่อ่านมานี้ไม่มีตรงไหนเลยที่ซาโลมอนทำเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า ทั้งสร้างบ้านเรือน ทำสวนพักผ่อนหย่อนใจ สร้างสระน้ำ ซื้อทาสชายหญิง สะสมเงินทองทรัพย์สินทุกประเภท รวมถึงยังเจ้าสำราญอย่างหนักเพราะมีนักร้องชายหญิงและเมียน้อยไว้เสพสุขส่วนตัว อันนี้ เขาเป็นคนพูดเอง..

ดูปญจ.2:10-11 ข้อที่10 ซาโลมอน บอกว่า “..ข้าพเจ้ามิได้ห้ามใจจากความสนุกสนานใดๆ เพราะใจข้าพเจ้าเพลิดเพลินในบรรดางานของข้าพเจ้า..” แปลว่าใช้ชีวิตเสพสุขตามอำเภอใจอย่างเต็มที่..แล้วนี่ก็คือข้อเสียของการมีเงินทองและอำนาจบารมีมากเกินไป เพราะสำหรับคนที่ไม่รู้จักหักห้ามใจแล้ว ทั้งเงินทองและอำนาจจะกลายเป็นปัจจัยที่สามารถสร้างความเสียหายให้กับชีวิตได้อย่างมาก เพราะมีกำลังที่จะตอบสนองความต้องการของตัวเองได้อย่างไม่อั้น..เพราะฉะนั้น ถ้าสิ่งที่ต้องการอย่างไม่อั้นนั้น..มันเป็นความบาป ก็แปลว่าทำบาปได้ไม่อั้นเหมือนกัน ซาโลมอนเลยมีภรรยาต่างชาติได้เป็นพัน ลองคิดดูถ้าไม่มีสตางค์..หรือไม่ได้เป็นกษัตริย์ซาโลมอนจะทำบาปต่อพระเจ้าได้ขนาดนี้มั๊ย..ไม่มีทาง น้าตุ๊กก็ยังยืนยันคำเดิม ”ว่าเราบางคนยากจนก็ดีแล้ว เพราะพระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าเราจะเป็นยังไงหรืออะไรจะเกิดขึ้นกับเราในเวลาที่เรามีเงินทองมากมาย อยากได้อะไร..ก็ได้ หรือมีอำนาจสั่งการทุกอย่างได้ตามอำเภอใจ เพราะฉะนั้น บางทีภาวะที่ติดขัดหรือขัดสนบ้างตามอัตภาพมันจึงปลอดภัยกับจิตวิญญาณของเรามากกว่า” ข้อที่11 ซาโลมอนบอกว่า “เมื่อหันกลับมาดูสิ่งที่ข้าพเจ้าทำ และความเหน็ดเหนื่อยที่ทุ่มเทลงไป ดูเถิด ทุกอย่างก็อนิจจัง คือ กินลมกินแล้ง และไม่มีประโยชน์อะไรภายใต้ดวงอาทิตย์” เพราะฉะนั้น สิ่งที่ซาโลมอนบันทึกไว้ในหนังสือปญจ.นี้ก็ไปเสริม ถ้อยคำที่พระเยซูเคยสอนไว้..

ดู มธ.4:4 ข้อนี้ พระเยซูตรัสว่า”มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องบำรุงด้วยพระวจนะทุกคำที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า” จิตวิญญาณมันถึงจะมีชีวิตและเต็มล้นด้วยความชื่นชมยินดีได้ เพราะงั้น..สิ่งที่ซาโลมอนทำมันจะมีประโยชน์ได้ไง ก็เขาปรนเปรอเนื้อหนังล้วนๆ เมื่อวาระสุดท้ายใกล้มาถึง..เขาเลยรู้สึกได้..ว่ามันเปล่าประโยชน์ เพราะถึงจะบำรุงเนื้อหนังขนาดไหน..เนื้อหนัง..ร่างกายเราก็ยังคงเปื่อยเน่าและหมดอายุไขไปตามกาลเวลา แต่จิตวิญญาณต่างหากที่ยังคงอยู่ ถ้าเราติดสนิทกับพระเจ้าแล้วบำรุงชีวิต..จิตวิญญาณของเราด้วยถ้อยคำของพระเจ้า เราจะรู้สึกเต็มล้นไปจนวันตาย..เพราะเราให้อาหารจิตวิญญาณ แล้วเมื่อวาระสุดท้ายมาถึงเราก็จะไม่กลัว..เราจะไม่รู้สึกสูญเปล่า แต่เราจะรู้สึกว่าตัวเราเนี้ย..มีที่มา และมีที่ไป ไปไหน..ไปสวรรค์ แล้วที่พี่น็อตมีคำถาม..ว่าเมื่อเราไปอยู่ในสวรรค์แล้ว เราจะทำอะไรกันบนสวรรค์ เป็นคำถามที่ดีมาก แต่ถ้าจะตอบให้ดี..ต้องตอบว่า”ไม่รู้” แต่น้าตุ๊กอยากตอบเท่าที่รู้มากกว่า เพราะโดยส่วนตัวแล้วน้าตุ๊กเชื่อว่า นอกจากพระคำภีร์ คือ ความจริงแล้ว เพลงสรรเสริญ ก็คือ ความจริงด้วย เพราะมันเป็นจริงในชีวิตน้าตุ๊กทีละเพลงๆ ดังนั้น อยากจะยกมาให้พิจารณากันสักสองเพลง

“..เมื่อเรา ได้ไป อยู่เมือง..สวรรค์ ช้านาน นับหลาย..พันปี ยังมี เว..ลา ร้องเพลง สรรเสริญ เท่ากัน กับเมื่อ..เริ่มต้น..”

“..เมื่อเราไปอยู่ในสวรรค์..มีชีวิตนิจนิรันดร์ และเราผู้ชอบธรรมนั้น..ร้องก้องในชัยชนะ บทเพลงซร้องสรรเสริญ..ล่องลอยมาจากสวรรค์ และฉันรู้ว่าโลกนี้..ไม่ได้เป็นบ้านฉันเลย..”

เพราะฉะนั้น สองเพลงนี้น่าจะบอกอะไรเราได้บางอย่าง ประกอบกับที่พระคำภีร์บอกไว้ใน 1ซมอ.16:23 “อยู่มาเมื่อวิญญาณชั่วจากพระเจ้ามาสิงซาอูลเมื่อไร ดาวิดก็หยิบพิณเขาคู่ใช้มือดีดถวาย ซาอูลก็ทรงชุ่มชื่นขึ้นและหายดี และวิญญาณชั่วก็พรากจากพระองค์ไป” และใน 2 พศว.5:13-14 “อยู่มาพวกคนเป่าแตรและพวกนักร้องจะทำให้คนได้ยินเขาทั้งหลายร้องเพลงสรรเสริญ และเพลงโมทนาพระคุณพระเยโฮวาห์เป็นเสียงเดียวกัน และเมื่อเขาร้องขึ้นพร้อมกับแตรและฉาบกับเครื่องดนตรีอย่างอื่น ในการถวายสรรเสริญแด่พระเยโฮวาห์ว่า "เพราะพระองค์ประเสริฐ เพราะความเมตตาของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์" พระนิเวศคือพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ก็มีเมฆเต็มไปหมด จนปุโรหิตจะยืนปรนนิบัติไม่ได้ด้วยเหตุเมฆนั้น เพราะสง่าราศีของพระเยโฮวาห์เต็มพระนิเวศของพระเจ้า” จากพระคำสองตอนที่ยกมานี้ น้าตุ๊กเชื่อว่าพระคำภีร์ได้สำแดงให้เรารู้ว่า “ดนตรีมีส่วนเชื่อมโยงกับจิตวิญญาณ แน่นอน” เพราะฉะนั้น กิจการนึงที่น้าตุ๊กแน่ใจว่าจะเกิดขึ้นในเวลาที่เราไปอยู่บนสวรรค์ก็คือ “การร้องเพลงนมัสการพระเจ้า” แล้วเวลาที่เราร้องอยู่บนโลกนี้..เรารู้สึกยังไง..เต็มล้น..ผ่อนคลาย..หายเหนื่อยหรือมีความสุขแค่ไหน ที่ในสวรรค์น่าจะสุขสุดๆกว่าอย่างเทียบกันไม่ได้ ส่วนอย่างอื่น..เอาไว้ไปจริงๆแล้วเราคงรู้เองนะคะ..

กลับมาที่ 1พกษ.11:4/5-6 ข้อที่4 บอกว่า”มเหสีของซาโลมอน ได้หันพระทัยของพระองค์ให้ไปตามพระอื่น” การยอมออมชอมต่อความบาปของซาโลมอนเริ่มขยายผลแล้ว ชีวิตบั้นปลายของเขาเริ่มมีปัญหา..แล้วไม่ใช่ปัญหาจากภายนอก แต่มันเกิดขึ้นในบ้าน..เป็นปัญหาภายในที่เขาบ่มเพาะไว้เอง เราได้เห็นแล้วใช่มั๊ยว่าซาโลมอนเก่งกาจ..ปราชญ์เปรื่องขนาดไหน เขาพัฒนาอิสราเอลจนไม่มีใครเทียบได้ แต่สุดท้ายผู้ชายส่วนใหญ่ก็มาตายน้ำตื้น..เพราะผู้หญิงเป็นเหตุ อย่างดาวิดก็ทำบาปเรื่องอะไร..ก็เรื่องผู้หญิงเหมือนกัน อาจจะคนละแบบกับซาโลมอนแต่ประเด็นก็เหมือนเดิม..คือเรื่องผู้หญิง แล้วซาโลมอนก็เพี้ยนมากอย่างไม่น่าเชื่อ.. ข้อที่5 บอกว่า “ซาโลมอนกราบไหว้ทั้งพระอัชโทเรท..พระของคนไซดอน พระมิลโคม..ของพวกอัมโมน แล้วยังสร้างปูชนียสถานสูงให้พระเคโมช..ของคนโมอับ จับฉ่ายเลยทีเดียว แล้วทำไมถึงเป็นไปได้ขนาดนั้น..

ดูยรม.17:9-10 ข้อนี้เยเรมีย์ บอกว่า“จิตใจของเราก็เป็นตัวล่อลวงเหนือกว่าสิ่งใดทั้งหมด มันเสื่อมทรามอย่างร้ายทีเดียว..” ใจของเรานี่แหละ..คือตัวการสำคัญ เราประมาทกับใจตัวเองไม่ได้ แต่ซาโลมอนประมาทกับใจตัวเองเพราะเขาคิดว่าตัวเองเก่งไง..เลยยอมออมชอมให้กับความบาป..ไปรับหญิงต่างชาติมาเป็นภรรยา จริงๆแค่ธิดาฟาโรห์ก็แย่แล้วเพราะมันผิดกฎบัญญัติของพระเจ้า แต่ซาโลมอนก็ยังไม่หยุดแค่นั้น..มีแล้วมีอีกมีเป็นพัน เพราะฉะนั้นนี่คือความประมาทและไม่เชื่อฟัง..ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ความบาปไม่ใช่เรื่องเซอร์ไพร้ส กลไกของมันก็คือ เริ่มต้นมาจากใจ(ที่ไม่ระวัง) ที่ถูกล่อลวง แล้วก็ยอมผ่อนปรน ไปต่อยอดให้มัน..วันละเล็ก..ละน้อย ประกอบกับซาโลมอนคงจะมั่นใจในตัวเอง คิดว่าโอ๊ย..ยังไงฉันก็เอาอยู่ เรื่องแค่นี้คงไม่เป็นไร ส่วนใหญ่ก็เริ่มต้นด้วยคำเนี้ย..คงไม่เป็นไรมั้ง แล้วพระเจ้าก็อวยพรเยอะ..ดาวิดก็สอนมาดี ซาโลมอนเลยคิดว่า..ตัวเองมั่นคง อันนี้แหละที่อันตราย เพราะใน 1คร.10:12 ก็บอกไว้ชัดเจนว่า ”เหตุ ฉะนั้น คนที่คิดว่าตัวเองมั่นคงดีแล้ว ก็จงระวังให้ดี กลัวว่าจะล้มลง” ตอนนี้ซาโลมอนเข้าข่ายนี้เลย..คิดว่าตัวเองมั่นคง..เลยใช้ชีวิตตอบสนองความต้องการของเนื้อหนังอย่างเต็มที่ อยากทำอะไรก็ทำ แล้วที่สำคัญซาโลมอนมักจะได้อย่างที่ต้องการเสมอ..นี่คือจุดที่อันตราย เด็กๆจำไว้เลยว่า..จุดที่อันตรายที่สุด ก็คือ เวลาที่ทุกอย่างมันได้อย่างใจเราไปหมด..ไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งความทุกข์หรือการทดลอง เพราะเราก็เห็นแล้วว่า..ในที่สุด ซาโลมอนก็ล้มในความบาป

ดู1พกษ.11:9-10 ในที่สุดพระพิโรธของพระเจ้าก็มาถึงซาโลมอน เพราะใจของซาโลมอนเริ่มไม่ติดสนิทกับพระเจ้า เขาอาจจะยังนมัสการและถวายเครื่องบูชาต่อพระเจ้าอยู่ แต่ขณะเดียวกันซาโลมอนก็ไหว้พระอื่นอีกเยอะแยะมากมายไปด้วย..ซึ่งการทำอย่างงี้พระเจ้าไม่พอพระทัย ถึงเขาจะยังนมัสการพระเจ้าหรือยังถวายเครื่องบูชา..มันก็ไม่ได้ทำให้ซาโลมอนพ้นความผิด เพราะเครื่องบูชาที่พระเจ้าพอพระทัยก็คือ ”หัวใจที่เชื่อฟัง” แต่ซาโลมอนไม่เชื่อฟัง..เพราะฉะนั้น ถึงจะยังนมัสการหรือจะยังถวายเครื่องบูชา..มันก็ลบล้างความผิดไม่ได้ ไม่มีอะไรสามารถมาทดแทนความเชื่อฟังของเรา และทั้งที่พระเจ้าอุตส่าห์ปรากฎต่อซาโลมอนถึงสองครั้ง..แล้วทุกครั้งก็เตือน..ว่าอย่าไปไหว้พระอื่นนะ แต่วันนี้ ซาโลมอนก็ยังไปไหว้พระอื่น.. ทำไม..เพราะอะไรถึงเป็นอย่างงี้ พระคำภีร์บอกชัดเจน..ว่าเพราะ ”มเหสีของซาโลมอนชักนำให้เขาหลงไป” (สำหรับพวกเรายังมีโอกาส..ก็เลือกให้ดี..จะมีคู่ทั้งที เลือกคนที่มีความเชื่อด้วยกันจะดีกว่ามั๊ย ถ้าไม่..มั่นใจแค่ไหนว่าเราแข็งแรงกว่าซาโลมอน ที่ไม่ถูกดึงออกไปจากทางของพระเจ้า อันนี้ น้าตุ๊กแค่โน้มนำ ไม่ได้หมายความว่า คนที่มีสามีหรือภรรยาที่ไม่เชื่อพระเจ้านั้นผิดหรือไม่ดี..ไม่เกี่ยวกันนะคะ) อย่างซาโลมอนตอนยังหนุ่มเขาก็ยังไม่ทำบาป แต่ข้อที่4 บอกว่า“เมื่อซาโลมอนทรงพระชรา ใจของพระองค์ก็หาได้บริสุทธิ์ต่อพระเยโฮวาห์ดังดาวิดราชบิดาไม่” ด้วยความรักและเกรงใจบรรดาภรรยา..ก็เลยยอมออมชอมให้กับความบาป ซาโลมอนคงคิดว่าไม่เป็นไร..ถ้าเรายังนมัสการพระเจ้าอยู่แต่ไหว้พระอื่นไปด้วย..ก็น่าจะไม่เป็นไร..คงไม่เป็นไร ค่อยๆผ่อนปรนไป ทีละนิด..ทีละหน่อย นานวันเข้า..ผลลัพธ์ก็เป็นอย่างที่เห็น

ดู1พกษ.11:11-12/13 แล้วพระเจ้าก็ทรงพิพากษาซาโลมอน ข้อนี้ พระองค์ตรัสว่า “เพราะเจ้าผิดสัญญา ไม่รักษาพระบัญญัติที่เราให้ไว้..หันไปไหว้พระอื่น เราจะฉีกอาณาจักรเสียจากเจ้าเป็นแน่และให้แก่ข้าราชการของเจ้า แต่เพราะเห็นแก่ดาวิดบิดาของเจ้า เราจะไม่กระทำสิ่งนี้ในวันเวลาของเจ้า แต่จะฉีกจากมือบุตรชายของเจ้า” คือ พระเจ้าจะฉีกอาณาจักรอิสราเอลออกจากพงศ์พันธ์ของซาโลมอน เอาไปให้ใคร..เอาไปให้ข้าราชการคนนึงของเขา แต่เพื่อเห็นแก่ดาวิดผู้รับใช้ที่สัตย์ซื่อของพระองค์ (พูดง่ายๆ..ก็เห็นแก่ที่พ่อเป็นคนดี) พระองค์ก็เลยจะยังไม่ให้เรื่องนี้เกิดขึ้นในสมัยของซาโลมอน แต่คำพิพากษาของพระองค์จะเป็นจริงในรุ่นลูกของเขา ก็คือ ในสมัยของเรโหโบอัม ข้อที่13 พระเจ้ายังตรัสต่อไปว่า.. “อย่างไรก็ดี เราจะไม่ฉีกเสียหมดอาณาจักร แต่เราจะให้ตระกูลหนึ่งแก่บุตรชายของเจ้า เพื่อเห็นแก่ดาวิดผู้รับใช้ของเรา และเพื่อเห็นแก่เยรูซาเล็มซึ่งเราได้เลือกไว้" พระเจ้าจะยกอิสราเอลให้ข้าราชการคนนึงของซาโลมอนได้ครอบครอง แต่พระองค์ก็จะไม่เอาไปจากราชวงศ์ของซาโลมอนทั้งหมด..จะเอาไปสิบเผ่าแล้วเหลือให้พงศ์พันธ์ของซาโลมอนเผ่านึง..ซึ่งจริงๆแล้วก็สองเผ่า คือยูดาห์กับเบนยามิน แต่เบนยามินเล็กมาก..นานวันก็เลยถูกหลอมรวมเป็นอันเดียวกับยูดาห์ ทั้งนี้ ก็เพื่อเห็นแก่ดาวิดและเพื่อเห็นแก่เยรูซาเล็มที่เราเลือกไว้ เพื่อดาวิด..อีกแล้ว (มีพ่อดีก็มีชัยไปกว่าครึ่ง แต่ซาโลมอนก็ยังทำให้ครึ่งที่มีอยู่พ่ายแพ้แก่เนื้อหนังตัวเอง)

ดู1พกษ.11:14-15 “พระเจ้าทรงให้ปฏิปักษ์เกิดขึ้นแก่ซาโลมอน..ตอนนี้ ซาโลมอนเริ่มมีศัตรูแล้ว จากที่เคยพักสงบ..ว่างก็เขียนเพลง แต่งสุภาษิต ประชาชนที่เคยนั่งเล่นกันใต้ต้นไม้อย่างมีความสุข ตอนนี้ ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว เพราะซาโลมอนไม่สัตย์ซื่อต่อพระเจ้า ศัตรูรายแรกของซาโลมอนที่พระคำภีร์กล่าวถึง คือ ฮาดัด คนเอโดม เรื่องราวความบาดหมางที่ฮาดัดมีต่ออิสราเอลมันสืบเนื่องมาจากการที่โยอาบไปฆ่าล้างเผ่าพันธ์คนเอโดม ตั้งแต่สมัยของดาวิด ครั้งนั้น ฮาดัดหนีเอาตัวรอดไปอยู่ที่อียิปต์แล้วเขาก็เป็นที่โปรดปรานของฟาโรห์ แล้วก็ได้แต่งงานกับน้องสาวมเหสีของฟาโรห์ด้วย แต่พอดาวิดตายเขาก็กลับมาที่เอโดมแล้วตอนนี้ก็กำลังลุกขึ้นเป็นศัตรูกับซาโลมอน ข้อที่23 ก็บันทึกว่า..พระเจ้าทรงอนุญาตให้มีศัตรูอีกคนเกิดขึ้น ก็คือ เรโซน คนนี้อยู่ที่ดามัสกัสหรือซีเรีย..ทางตอนเหนือของอิสราเอล สิ่งที่พระคำภีร์ชี้ให้เห็นในช่วงนี้ก็คือ “เมื่อพระหัตถ์ของพระเจ้าไม่ได้ปกอยู่เหนือชีวิตของซาโลมอนและอิสราเอลแล้ว..ความสงบสุขและสันติภาพ ความราบรื่นอะไรต่างๆของชีวิตก็ไม่มีอีกต่อไป” พระเจ้าไม่ต้องทำอะไรมากเลย แค่ถอนพระหัตถ์ที่เคยปกป้องคุ้มครองออกไป..” ซาโลมอนกับอิสราเอลก็แย่แล้ว แต่ที่ร้ายสุดในบรรดาศัตรูที่เกิดขึ้นทั้งหมด ก็คือ “เยโรโบอัม” คนนี้สำคัญ..

ดู1พกษ.11:26-27 ข้อนี้ บอกว่า “เยโรโบอัม เป็นคนเผ่าเอฟราอิมและเป็นข้าราชการคนนึงของซาโลมอนซึ่งขยันและมีฝีมือ แล้วพระเจ้าก็บอกไว้..ว่าพระองค์จะยกอาณาจักรสิบเผ่าให้กับ”ข้าราชการ ของซาโลมอน” ซึ่งก็คือ เยโรโบอัมคนนี้แหละ ข้อที่27 บอกว่า “เยโรโบอัม ได้ยกมือขึ้นต่อสู้ก.ซาโลมอนด้วย เพราะถึงซาโลมอน..จะมั่งคั่งมากมายแล้ว แต่เขาก็ยังเก็บภาษีหนักแล้วก็ใช้แรงงานประชาชนอย่างหนัก..เพื่อกิจการส่วนตัวของเขา ตรงจุดนี้ เลยเป็นชนวนให้เยโรโบอัมต่อต้านซาโลมอนแล้วเรื่องมันก็บานปลายออกไปในสมัยของเรโหโบอัม..ลูกชายของซาโลมอนที่จะมาครองบัลลังก์ต่อจากเขาด้วย เดี๋ยวเราจะได้เรียนกันต่อไป..

ดู1พกษ.11:29-30/31-32 ผู้เผยพระวจนะคนนึงชื่ออาหิยาห์ได้พบกับเยโรโบอัมที่นอกเมือง พอเจอกัน อาหิยาห์ก็ฉีกเสื้อคลุมตัวใหม่ของเขาออกเป็นสิบสองชิ้น..(ก็คือ อิสราเอลมี12เผ่า) แล้วอาหิยาห์ก็ส่งให้เยโรโบอัมสิบชิ้น แล้วพูดว่า”ท่านจงเอาไปสิบชิ้น เพราะพระเยโฮวาห์ พระเจ้าแห่งอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า ดูเถิด เราจะฉีกอาณาจักรจากมือของซาโลมอนและยกให้เจ้าสิบตระกูล” อันนี้ เป็นการเจิมแล้วนะ ถือเป็นการเจิมตั้งเยโรโบอัมอย่างเป็นทางการ จากนั้น พระเจ้าก็ย้ำอีกว่า “แต่เราจะไม่ฉีกอาณาจักรของอิสราเอลในรัชกาลของซาโลมอน แต่จะให้มันเกิดขึ้นเมื่อเรโหโบอัม..ลูกชายของเขาได้ครองราชย์ และข้อที่36 บอกว่า “เรายังจะให้ตระกูลหนึ่งแก่บุตรชายของเขา เพื่อดาวิดผู้รับใช้ของเราจะมีประทีปดวงหนึ่งต่อหน้าเราในกรุงเยรูซาเล็มเสมอ เป็นเมืองซึ่งเราได้เลือกเพื่อประดิษฐานนามของเราไว้ที่นั่น” พระเจ้าย้ำแล้วย้ำอีก..ว่าพระองค์จะไม่ปล่อยให้วงศ์วานของดาวิดสูญสิ้นไป เพราะเห็นแก่ดาวิด พระเจ้าย้ำเรื่องนี้หลายครั้ง จนน้าตุ๊กรู้สึกว่า..พระคำข้อนี้ เป็นหมายสำคัญที่เล็งถึงพระเยซูคริสต์ พระเจ้าบอกว่าเพื่อดาวิดจะมี”ประทีปดวงหนึ่ง”ต่อหน้าเราในเยรูซาเล็มเสมอ แล้วพระเยซูคริสต์ก็คือ ประทีปดวงนั้น เพราะพระองค์จะทรงมาบังเกิดในเผ่ายูดาห์ตามเชื้อสายของดาวิด เพราะฉะนั้น ยังไงยูดาห์ก็ต้องอยู่..ไม่ว่าซาโลมอนหรือใครก็ตามจะทำผิดขนาดไหน พระเจ้าก็จะยังทรงค้ำชูเผ่ายูดาห์ไว้..ไม่ให้หายไปไหน เพราะไร เพราะน้ำพระทัยของพระองค์จะได้สำเร็จอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ อันนี้สำคัญที่สุด..

วันนี้หมดเวลาแล้วค่ะ น้าตุ๊กขอโน้มนำให้ทุกท่านร่วมใจกันอธิฐานขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับคริสตจักรอภิสุทธิสถานของเรา 18 ปีแห่งพระพรที่เต็มล้นและพระคุณอันยิ่งใหญ่ที่ทรงทำให้เรามีผู้นำที่ดีและพี่น้องที่น่ารัก ขอบคุณพระเจ้าสำหรับคริสตจักรที่เป็นเหมือนบ้านแสนอบอุ่น ขอพระคุณความรักของพระองค์ปกอยู่เหนือคริสตจักรของพระองค์ตลอดไป แล้วพบกันใหม่..พระเจ้าอวยพรค่ะ