วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

หนังสือ 1พงศ์กษัตริย์ ครั้งที่ 2 อาทิตย์ที่ 22:5:2011

ดู 1พกษ.2:10-11 แล้วดาวิดก็บรรทมหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษ..เป็นอันปิดฉากตำนานความยิ่งใหญ่ของก.ดาวิดแห่งอิสราเอล [A man after God’s own heart] บุรุษย์ผู้เข้าถึงพระทัยและกระทำตามน้ำพระทัยพระเจ้ามากที่สุด.. พูดแล้วก็ใจหาย เพราะการได้เรียนรู้เรื่องของเขา..ทำให้เรารู้สึกผูกพัน แล้วพระคำภีร์ก็ได้สำแดงให้เราเห็นว่าดาวิดยิ่งใหญ่จริงๆ ตราบจนทุกวันนี้ในอิสราเอลไม่มีใครยิ่งใหญ่กว่าดาวิดอีกแล้ว ลองดูที่ธงชาติของประเทศอิสราเอลก็ได้ ทุกวันนี้ยังเป็นรูป”ดาวดาวิดหรือดาวหกแฉก” อยู่ นี่ก็เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า”ดาวิดคือภูมิใจของคนอิสราเอลจริงๆ ข้อที่10 บอกว่า..”เขาก็ฝังพระศพไว้ในนครดาวิด” ปัจจุบันหลุมศพก็ยังอยู่..ที่นครดวิด คือ “เยรูซาเล็ม” ใครที่ไปเที่ยวอิสราเอล..ถ้าเป็นคริสเตียนจะไม่ค่อยพลาด..ส่วนใหญ่ก็ต้องไปเที่ยวชมสุสานของดาวิด..ถือเป็นไฮไลท์ของทริป

กลับมาที่หนังสือพงศ์กษัตริย์ หลังจากที่ดาวิดตายไปแล้วอาโดนียาห์ก็เหมือนจะไม่ยังไม่เลิกล้มความตั้งใจที่จะชิงบัลลังก์มาจากซาโลมอน ข้อที่13 บอกว่า..อาโดนียาห์ไปเข้าเฝ้านางบัทเชบา..ด้วยจุดประสงค์บางอย่าง..คืออะไร

ดู1พกษ.2:15/16-18 ข้อที่13 บัทเชบาถามอาโดนียาห์ว่า..”เจ้ามาอย่างสันติหรือ”ประมาณว่า..”มีอะไรรึเปล่า..นี่มาดีใช่มั๊ย” อาโดนียาห์ก็บอกว่า”อ๋อ..มาดี..ไม่ได้มีปัญหาอะไร” ข้อที่15 อาโดนียาห์พูดกับบัทเชบาว่า..”พระองค์ก็รู้อยู่แก่ใจว่า..จริงๆแล้วอาณาจักรอิสราเอลเนี่ย!เป็นของเขา (แหม กล้าพูด) และชาวอิสราเอลก็อยากจะให้เขาได้ครองบัลลังก์ แต่ยังไงๆตอนนี้อิสราเอลก็เป็นของซาโลมอนแล้ว เขาก็แค่อยากจะขออะไรซักอย่าง.. อาโดนียาห์ขออะไร ข้อที่17 บอกว่า..”คือทูลขออาบีชากชาวชูเนมให้เป็นชายา" ฟังแล้วรู้สึกยังไง เพราะใครๆเขาก็รู้..ว่าสนมหรือนางในของพระราชา..เป็นสิ่งต้องห้าม เป็นสมบัติที่คู่กับบัลลังก์ของกษัตริย์..ไม่มีใครเขาขอกันหรอกนอกจากจะคิดไม่ดี..หรืออยากจะตีเสมอ ดังนั้น หลายคนในพระคำภีร์ก็จะใช้วิธีนี้เป็นสัญญาณของการตั้งตัวเป็นกบฎ จะชิงอำนาจจากพระราชา อาโดนียาห์ไม่ใช่คนแรกที่ทำอย่างงี้..

ดู 2ซมอ.3:7 กับ 2ซมอ.16:21 ใน 2ซมอ.บทที่3 ที่เราเรียนจบไป ก็มีคนนึงที่ทำอย่างงี้ คือ “อับเนอร์” อับเนอร์เป็นแม่ทัพของซาอูล พอซาอูลตายเขาก็สถาปนาอิชโบเชท.. ลูกของซาอูลขึ้นเป็นกษัตริย์ แต่อิชโบเชทก็เป็นแค่หุ่นเชิด..คนที่ควบคุมอยู่หลังบัลลังก์จริงๆก็คือ”อับเนอร์” แล้วพออับเนอร์เปลี่ยนใจจะแปรพักตร์มาอยู่ข้างดาวิด เขาก็บอกดาวิดว่า..เขาจะเอาบัลลังก์ของอิสราเอลมามอบให้..ทั้งที่ตอนนั้น อิชโบเชทยังอยู่บนบัลลังก์ แล้วอับเนอร์ทำไง..เบื้องต้นเขาใช้วิธีนี้แหละ..คือเข้าหาสนมของซาอูล เป็นเครื่องหมายที่จะบอกใครๆว่า..”ชั้นต่างหากที่กุมอำนาจอยู่เหนือบัลลังก์ของอิสราเอล..อิชโบเชทไม่ได้มีความหมายอะไร

อีกตัวอย่างนึง เด็กๆน่าจะยังจำได้ ใน2ซมอ.16 ตอนที่อาหิโธเฟลบอกให้อับซาโลมเข้าหาสนมที่ดาวิดทิ้งไว้เฝ้าวัง ครั้งนั้น ชัดเจนมากเพราะเขากางเต๊นท์นอนกับพวกสนมของพ่อบนหลังคาพระราชวังเลย เป็นการประกาศให้รู้ว่า”เขายึดบัลลังก์ของพ่อแล้ว”

ที่ต้องย้อนกลับไปดูตัวอย่างเก่าๆก็เพื่อให้เด็กๆเห็นภาพชัดเจน..ว่าตอนนี้ อาโดนียาห์คิดอะไรอยู่ แต่บัทเชบาก็พาซื่อไม่รู้ทันอะไรเลย..อาจจะมองคนในแง่ดี หรือคิดว่าเขารักกัน เพราะข้อที่ 18 บอกว่า บัทเชบารับปากดิบดีว่าจะขอนางอาบีชากจากซาโลมอนให้อาโดนียาห์..

ดู1พกษ.2:21-22 “..น่าจะขอราชอาณาจักรให้เขาเสียด้วย” พอบัทเชบาออกปากขออาบีชากให้อาโดนียาห์ปุ๊บ..ซาโลมอนขึ้นเลย บัทเชบาอาจจะไม่รู้ทัน แต่ซาโลมอนเป็นคนฉลาด ฟังปุ๊บรู้ทันที..ไอนี่คิดไม่ดีละ ข้อที่ 22 ซาโลมอนเลยพูดว่า..”ไฉนเสด็จแม่จึงขออาบีชากชาวชูเนมให้แก่อาโดนียาห์เล่า น่าจะขอราชอาณาจักรให้เขาเสียด้วย” ขอทำไมแค่นางสนม..ขอบัลลังก์ให้เขาไปเลยสิ ถ้าสมัยนี้ก็อาจจะพูดกันประมาณว่า “ถ้าพูดอย่างงี้ เอาปืนมายิงกันเลยดีกว่า555 ซาโลมอนโกรธจัด คราวที่แล้วก็ยกให้ไปทีละ..อาโดนียาห์ก็ยังไม่สังวรณ์ อย่างงี้เห็นทีจะเลี้ยงไม่ได้..ซาโลมอนเลยจำเป็นต้องจัดการขั้นเด็ดขาดกับอาโดนียาห์ เพราะเห็นได้ชัดว่าเขาไม่เลิกล้มความตั้งใจที่จะชิงบัลลังก์

ดู1พกษ.2:24-25 ข้อที่ 23 ซาโลมอนปฎิญาณในนามพระเจ้าว่า..”ถ้าถ้อยคำนี้ไม่เป็นเหตุให้อาโดนียาห์เสียชีวิตของเขาแล้ว ขอพระเจ้าลงโทษผมและให้หนักยิ่งกว่า” แปลว่า ต้องฆ่าอาโดนียาห์ให้ได้ ถ้าวันนี้เขาไม่ฆ่าอาโดนียาห์ก็ขอพระเจ้าลงโทษเขา อันนี้ ก็แสดงให้เห็นสติปัญญาของซาโลมอนเหมือนกัน เพราะเขาไม่ได้คิดเหมือนบัทเชบา โอเค..ถ้าดูเผินๆ การกระทำของบัทเชบาดูจะใสซื่อ..เหมือนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ จะเพราะเป็นคนจิตใจดีมองโลกในแง่ดี แต่ถ้าคิดอีกทีไม่รู้ว่าอย่างงี้เรียกว่า ”ซื่อ หรือ...อะไรกันแน่ พระเยซูคริสต์ทรงเคยสอนเรื่องนี้ไว้ดูมัทธิว10:16 ว่า..”เหตุฉะนั้น จงฉลาดเหมือนงู แต่ไม่มีภัยเหมือนนกพิราบ” จริงๆในหนังสือปัญญาจารย์ก็เขียนไว้คล้ายๆกัน แต่จะยังไม่พูดถึง..เพราะสอนยากมาก..แล้วก็เข้าใจยากด้วย ถ้าไม่มีคำพูดที่คลอบคลุมความหมายได้ชัดเจน..น้าตุ๊กจะไม่สอน เพราะฉะนั้น ตอนนี้เอาแค่ข้อนี้ก่อน ”ฉลาดเหมือนงู แต่สุภาพเหมือนนกพิราบ” คือยังไง คือเราต้องรู้ให้ทันเล่ห์เหลี่ยมของโลก ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า..โลกก็คือที่ที่พระเจ้าสร้างให้มนุษย์อยู่ แต่พออาดามกับเอวาขัดคำสั่งพระเจ้า..โลกนี้ก็ตกลงไปในความบาป..มนุษย์ก็ตกเป็นทาสของเนื้อหนัง..การงานของเนื้อหนังก็จะคอยฉุดให้มนุษย์ทำบาป เพราะเราเป็นทาสมัน เรื่องใหญ่สุด ก็คือ เราถูกตัดขาดจากพระเจ้า นอกจากนี้ ก็ยังมีความบาปอื่นๆอีก เช่น.ไหว้รูปเคารพ..ล่วงประเวณี..อิจฉาริษยา..การทะเลาะวิวาท..และอีกหลายอย่าง ความชั่วร้ายทั้งหมดนี้เป็นของโลก เพราะฉะนั้น คำว่าโลกก็คือ ทุกอย่างที่จับต้องมองเห็นได้บนโลกนี้ รวมถึงกิเลสตัณหาของมนุษย์ด้วย เพราะฉะนั้น ในทางพระเจ้า ส่วนใหญ่เราจะใช้ คำว่า”โลก” ในความหมายที่ค่อนข้างลบ อย่างในบริบทนี้ที่พระเยซูคริสต์บอกว่า “ดูเถิดเราใช้พวกท่านไปดุจแกะอยู่ท่ามกลางฝูงสุนัขป่า..” นี่คือ คำที่พระองค์ใช้เปรียบเทียบในการที่คนของพระเจ้าต้องอยู่บนโลกใบนี้ เด็กๆคงนึกภาพออก “แกะ..ท่ามกลางฝูงหมาป่า” ก็ประมาณนักล่า..กับสัตว์เลี้ยงเชื่องๆที่ไม่มีเขี้ยวเล็บอะไร พระเยซูคริสต์ทรงรู้ดีว่า โลกนี้เต็มไปด้วยการล่อลวงและเล่ห์เหลี่ยม คนของพระองค์เลยต้องอยู่ให้ฉลาดเหมือนงูแต่ไม่มีภัยหรือสุภาพเหมือนนกพิราบ” จะมองโลกแง่ดี..ไม่มีพิษภัยแต่..”ซื่อ”ไม่ทันคนเหมือนบัทเชบาคงไม่ได้ ถ้าซาโลมอนไม่ทันอีกคน..นึกภาพออกมั๊ยว่าอะไรจะเกิดขึ้น .

ข้อที่25 บอกว่า..ซาโลมอนก็เลยต้องจัดการขั้นเด็ดขาด คือสั่งให้เบไนยาห์ไปฆ่าอาโดนียาห์..ในที่สุดอาโดนียาห์ก็ตาย เพราะเคยยกโทษให้ก็แล้ว เตือนก็แล้ว..ยังไม่เลิกคิดกบฎ เพราะฉะนั้น อาโดนียาห์ก็สมควรแล้วที่ต้องตาย.

ดู1พกษ.2:26-27 ข้อนี้บอกว่า..”ซาโลมอนปลดอาบียาธาร์ออกจากตำแหน่งปุโรหิต เสร็จแล้วก็เนรเทศให้กลับไปอยู่ที่บ้านเกิด เพราะซาโลมอนรู้..ว่าอาบียาธาร์เป็นหนึ่งในผู้สมคบคิดกับอาโดนียาห์ แต่เขาเป็นปุโรหิต..แล้วก็เคยปรนนิบัติก.ดาวิด ซาโลมอนก็เลยไว้ชีวิต แค่ปลดจากตำแหน่ง แต่ประเด็นสำคัญของข้อนี้ คือ การที่ซาโลมอนทำอย่างงี้เป็นการทำให้ “สำเร็จตามพระวจนะของพระเยโฮวาห์ซึ่งพระองค์ตรัสเกี่ยวกับวงศ์วานของเอลีที่เมืองชีโลห์ เรื่องอะไร..จำเอลีได้มั๊ย เอลีเป็นปุโรหิตตอนสมัยที่ซามูเอลยังเป็นเด็ก..

ดู1ซมอ.2:30 เอลีมีลูกสองคนที่เป็นปุโรหิตชั่ว คือ โฮฟนีกับฟีเนหัส สองคนนี้ชั่วร้ายมากใช้ตำแหน่งปุโรหิตแสวงหาผลประโยชน์ในพลับพลา เนื้อที่เขาเอามาถวาย จริงๆแล้วต้องถวายพระเจ้าก่อน..ต้องมีการเผาไขมันบนแท่นบูชาให้เรียบร้อย..เสร็จแล้วก็เอาไปต้ม ปุโรหิตถึงจะมาเอาส่วนของตัวเองได้..โดยเอาสามง่ามแทงลงไปในหม้อ..ได้ชิ้นไหนก็ชิ้นนั้น ไม่มีสิทธิ์เลือก แต่ลูกของเอลีทั้งสองคนไม่ยอมให้ประชาชนทำตามกฎ กลับไปขู่เอาเนื้อส่วนที่ดีที่สุดก่อนที่เขาจะได้ถวายพระเจ้าด้วยซ้ำ แล้วยังล่วงประเวณีกับผู้หญิงที่อยู่หน้าพลับพลาอีกด้วย ทั้งที่เอลีก็รู้..แต่ก็ไม่ยอมเข้มงวดกับลูก ในที่สุดพระพิโรธของพระเจ้าและคำพิพากษาก็มาถึงวงศ์วานของเขา ข้อนี้ พระเจ้าทรงตรัสว่า “เราพูดจริงๆว่าพงศ์พันธุ์ของเจ้าจะเข้าออกต่อหน้าเราอยู่เป็นนิตย์ แต่บัดนี้ พระเจ้าทรงประกาศว่า “ขอให้การนั้นห่างไกลจากเรา” แปลว่า พระองค์ไม่เอาแล้ว..คนตระกูลนี้ ที่เคยสัญญาไว้พระองค์ยกเลิก เพราะเอลีกับลูกชายสองคนละเมิดข้อตกลงก่อนทำผิดกฎบัญญัติก่อน เพราะฉะนั้น การที่อาบียาธาร์ถูกปลดในบทที่2 ของหนังสือ 1 พกษ.นี้ จึงเป็นการทำให้พระวจนะของพระเจ้าเป็นจริงเพราะ”เขาเป็นเชื้อสายของเอลี” อย่างปุโรหิตเมืองโนบ85คนที่ถูกซาอูลฆ่าก็เพราะ”พวกเขาเป็นเชื้อสายของเอลี”เช่นกัน เพราะฉะนั้น ถ้าเราตั้งใจเรียนจริงๆเราจะรู้ว่า เราเองอาจจะลืมไปแล้วว่าพระเจ้าตรัสอะไรไว้บ้าง แต่..พระองค์ไม่เคยลืม พระวจนะของพระองค์จะต้องเป็นจริงเสมอ..อย่างครบถ้วนบริบูรณ์

ดู1พกษ.2:28-29 คนต่อไปที่ซาโลมอนจะคิดบัญชีด้วย คือ โยอาบ ข้อนี้บอกว่า..โยอาบหนีหัวซุกหัวซุนไปอยู่ที่แท่นบูชา แล้วก็ทำเหมือนอาโดนียาห์เลย..ครั้งแรกที่ซาโลมอนไว้ชีวิตอาโดนียาห์ เขาก็หนีไปที่แท่นบูชา..จับเชิงงอนของแท่นบูชาไว้ เป็นเครื่องหมาย..ขอความเมตตา ครั้งนี้โยอาบก็ทำเหมือนกันแต่ซาโลมอนสั่งให้เบไนยาห์ตามไปฆ่าเขา..ไม่ยกโทษให้ เบไนยาห์ก็ตามไป..แล้วก็บอกโยอาบว่าพระราชาสั่งให้ออกมา แต่โยอาบบอกว่า ไม่ออก..เขาจะตายที่นี่ เบไนยาห์เลยไปรายงานซาโลมอน ซาโลมอนเลยสั่งว่าถ้าไม่ออกมาก็ฆ่าเขาตรงนั้นเลย ข้อที่ 34 บอกว่า เบไนยาห์เลยต้องฆ่าโยอาบที่แท่นบูชา เสร็จแล้วก็ฝังศพไว้ที่บ้านของเขาในถิ่นทุรกันดาร จากนั้นข้อที่35 บอกว่า หลังจากที่จัดการกับอาบียาธาร์และโยอาบแล้ว ซาโลมอนก็ได้แต่งตั้งศาโดกขึ้นมาเป็นปุโรหิต แล้วก็ให้เบไนยาห์เป็นแม่ทัพแทนโยอาบ แต่ยังมีอีกคนที่ดาวิดสั่งให้คิดบัญชี

ดู1พกษ.2:36-37 ข้อนี้ บอกว่า..”ซาโลมอนให้คนไปตามชิเมอีมาแล้วสั่งว่า”ให้อยู่แต่ใน เยรูซาเล็ม..” ซาโลมอนคงจะเห็นว่า..ชิเมอีไม่ได้กบฎ ก็เลยให้โอกาสเขาแล้ววิธีของซาโลมอนก็เต็มไปด้วยสติปัญญา เขาสั่งให้ชิเมอีอยู่แต่ในเยรูซาเล็มห้ามออกไปไหนแล้วจะปลอดภัย แต่ถ้าวันไหนที่เขาก้าวออกจากเมือง..ตาย ชิเมอีก็โอเค..ยอมรับ เพราะรู้ตัวว่าความผิดของตัวเองก็ค่อนข้างอุกฉกรรจ์ เพราะโทษทัณฑ์ของคนที่ด่ากษัตริย์ จริงๆแล้วต้องถูกหินขว้างจนตาย เพราะฉะนั้น ซาโลมอนให้โอกาสขนาดนี้ก็ดีแล้ว แต่..เหมือนชิเมอีจะโชคไม่ดีหรือไม่ก็..ถึงคาด ข้อที่39 บอกว่า..อีกสามปีต่อมา ก็มีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น คือ ทาสคนนึงของชิเมอีเกิดหนีไปที่เมืองกัท (ของพวกฟิลิสเตีย) พอชิเมอีรู้เข้าก็จัดแจงขี่ลาออกไปตามหา”ด้วยตัวเอง” คงจะลืมตัวบวกกับความเสียดายทาสก็เลยทำให้เขา..ผิดสัญญาที่ให้ไว้กับซาโลมอน ซาโลมอนเลยให้เบไนยาห์ประหารชีวิตชิเมอี (เกือบจะรอดอยู่แล้วเชียว)

ดู 1พกษ.3:1-3 ความผิดพลาดของซาโลมอนเริ่มจากบทที่3 นี้เอง ข้อที่1 บอกว่า “ซาโลมอนได้กระทำให้เป็นทองแผ่นเดียวกัน ทองแผ่นเดียวกัน..เข้าใจใช่มะ ก็คือ ไปแต่งงานกับลูกสาวฟาร์โรห์ พวกเราคิดว่าซาโลมอนคิดยังไง.. ก็ตอนนั้น อิสราเอลก็ได้ชื่อว่าเป็นมหาอำนาจเหมือนกันเพราะดาวิดสร้างผลงานไว้เยอะ ส่วนอียิปต์ก็ยิ่งใหญ่มาก่อนแล้วดินแดนก็ใหญ่กว่าอิสราเอลด้วย แถมมีพรมแดนติดกัน..ถ้าได้เชื่อมเป็นทองแผ่นเดียวกัน..อะไรจะเกิด ความยิ่งใหญ่ของทั้งสองอาณาจักรคงไม่มีใครเทียบได้ หลายคนก็จะใช้วิธีนี้..คือ ไปแต่งงานกับลูกของอีกบ้านนึง ยังไงก็จะสนิทเป็นเนื้อเดียวกันแน่นอน ซาโลมอนก็คงคิดอย่างงี้..แต่น่าเสียดาย เพราะนี่เป็นสิ่งที่ผิดธรรมบัญญัติของพระเจ้าที่ทรงประทานไว้ทางโมเสส คือ ไม่ให้ไปรับหญิงต่างชาติมาเป็นภรรยา..เพราะฉะนั้น ความผิดพลาดของซาโลมอนก็เริ่มต้นขึ้นแล้ว..จากตรงนี้

ดู1พกษ.3:3-5 ข้อนี้ บอกว่า..”ซาโลมอนรักพระเจ้า และปฏิบัติตามกำเกณฑ์ของดาวิดราชบิดา คือ เดินตามรอยพ่อทุกอย่าง พ่อเคยทำยังไงเขาก็ทำอย่างงั้น..เว้นแต่ยังถวายเครื่องบูชาบนปูชนียสถานสูง” การถวายบูชาพระเจ้าบนที่ปูชนียสถานสูงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง พระเจ้าทรงกำหนดให้คนอิสราเอลต้องถวายเครื่องบูชาเฉพาะในที่ๆกำหนดไว้เท่านั้น เพื่อไร จะได้ทำอย่างถูกต้องตามพระบัญญัติ..ไม่ใช่ไปทำกันเองมั่วๆ ต้องมีปุโรหิตเป็นผู้ดูแลพิธี แล้วอีกอย่างก็เป็นการป้องกันไม่ให้พิธีกรรมของต่างชาติแทรกซึมเข้ามาในหมู่คนอิสราเอล แต่ซาโลมอนกับคนอิสราเอลจำนวนมากก็ยังชอบไปถวายบูชาบนภูเขาสูงๆ ข้อที่4 บอกว่า..ซาโลมอนเสด็จไปถวายเครื่องบูชาที่เมืองกิเบโอน คงเป็นเพราะเต๊นท์พลับพลาและแท่นบูชาทองสัมฤทธิ์ที่สร้างในสมัยโมเสสอยู่ที่นั่น แต่หีบพันธสัญญาไม่ได้อยู่เพราะดาวิดเอากลับมาไว้ที่เยรูซาเล็ม ข้อที่5 บอกว่า พระเจ้าทรงปรากฎแก่ซาโลมอนเป็นครั้งแรกในความฝันที่เมืองกิเบโอน พระเจ้าทรงถามซาโลมอนว่า “เจ้าอยากได้อะไร จงขอเถิด” (อยากให้พระเจ้าถามอย่างงี้มั่ง..กันเป็นแถวเลย 555) มาดูกันว่าซาโลมอนขออะไร..

ดู1พกษ.3:9 “ขอทรงประทานความคิดและความเข้าใจแก่ผู้รับใช้ของพระองค์” ซาโลมอนขอ“สติปัญญา..ความเข้าใจ..การมีวินิจฉัยต่อเหตุการณ์ทั้งปวง” ถ้าเป็นเราจะขอไร..บ้าน..รถ..หรือบางทีอาจจะเป็นเงินซักหลายๆล้าน..ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าเราขาดสติปัญญาและความเข้าใจที่ถูกต้องในการดำเนินชีวิต ซาโลมอนฉลาดมากที่ขอสติปัญญา..โดยส่วนตัวแล้วน้าตุ๊กคิดว่าสติปัญญา คือ กุญแจที่ไขไปสู่ความสามรถในการเอาตัวรอดทั้งปวง..โดยเฉพาะอย่างยิ่งสติปัญญาจากพระเจ้า..ที่มนุษย์ไม่มีจะเทียบเคียงได้แล้ก็ไม่มีทางที่จะคิดออกด้วยว่าพระปัญญาของพระองค์ล้ำเลิศเพียงใด โอเค..เท่าที่ทรงสำแดงให้เราเห็น อย่างเช่น ระบบสุริยะจักรวาลที่ถูกควบคุมไว้อย่างเป็นระบบ วงจรชีวิตที่น่าทึ่งของสรรพสัตว์บนโลก หรือพืชพรรณนับหลายล้านชนิดกับระบบนิเวศน์ที่สอดผสานกันอย่างลงตัว ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่งดงามโอ่อ่าตระการตาจนหาที่เปรียบไม่ได้ แต่สิ่งเหล่านี้ก็คงยังไม่ถึง10%ของพระปัญญาอันยิ่งใหญ่ขององค์พระผู้เป็นเจ้า..น้าตุ๊กเชื่อ แล้วทำไมซาโลมอนถึงรู้จักขอสติปัญญาความรอบรู้ เขาได้แรงบันดาลใจมาจากไหน เปิดไปดู..

สภษ.4:3-9 “เมื่อเราเป็นลูกอยู่กับพ่อ (อันนี้ซาโลมอนพูด)..บิดาสอนเรา และพูดกับเราว่าให้หัวใจของเจ้ายึดคำสอนของเราไว้ให้มั่น จงรักษาบัญญัติของเราและมีชีวิตอยู่ อย่าลืมและอย่าหันกลับจากถ้อยคำแห่งปากของเรา จงเอาปัญญาและความรอบรู้ อย่าทอดทิ้งเธอ และเธอจะรักษาเจ้าไว้ จงรักปัญญา และปัญญาจะระแวดระวังเจ้า ที่เริ่มต้นของปัญญาเป็นอย่างนี้ คือ จงเอาปัญญา แม้เจ้าจะได้อะไรก็ตามจงเอาความรอบรู้ไว้ หนังสือสุภาษิตเนี่ยซาโลมอนเป็นคนเขียนไว้..แล้วหลายๆอย่างก็เป็นคำสอนของดาวิด จากข้อนี้มันทำให้เรารู้ว่า”ดาวิดสอนซาโลมอนไว้อย่างดีเยี่ยมเลย”..ว่าในบรรดาสิ่งที่เจ้าปรารถนาทั้งหมดไม่มีอะไรเทียบได้กับ”ปัญญา”เพราะฉะนั้น ที่ซาโลมอนขออย่างงี้..ต้องให้เครดิตร์ดาวิด เพราะสอนลูกดีมาก..ดาวิดปูพื้นฐานความเข้าใจ”ในทางพระเจ้า” (ย้ำ!ในทางพระเจ้า..ไม่ใช่ทางโลก) ให้กับซาโลมอนไว้อย่างดี นี่คือ ตัวอย่างที่คนเป็นพ่อเป็นแม่ต้องเก็บไปคิดทบทวน..ว่าแต่ละวันเราสอนอะไรลูก..เราใส่อะไรให้กับชีวิตของเขา..ทั้งที่ตั้งใจแล้วก็ไม่ตั้งใจ.

วันนี้หมดเวลาแล้วค่ะ พบกันใหม่สัปดาห์หน้า ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ.

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

หนังสือ 1พงศ์กษัตริย์ ครั้งที่1 อาทิตย์ที่15:5:2011

หนังสือ พงศ์กษัตริย์ในต้นฉบับเดิมเป็นหนังสือเล่มเดียว ถูกเขียนขึ้นหลังจากอิสราเอลแตกออกเป็นอาณาจักรและถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยในต่างแดน ส่วนเนื้อหาก็ต่อเนื่องกับหนังสือซามูเอลเลย คือ เป็นเรื่องราวตั้งแต่วัยชราของกษัตริย์ดาวิดไปจนถึงวาระที่อิสราเอลต้องตกไปเป็นเชลย
ส่วน..ผู้เขียน น่าจะเป็นผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า หลายคนเชื่อว่า"เยเรมีห์" คือผู้เขียน เพราะลักษณะของหนังสือพงศ์กษัตริย์ไม่ได้เน้นการบันทึกประวัติศาสตร์แบบหนังสือราชการ แต่เนื้อหาเจตนาจะให้ผู้อ่านเห็นภาพฝ่ายวิญญาณ..คือการสำแดงที่ชัดเจนของพระเจ้า เพราะฉะนั้น ต่อไปเราจะเห็นว่าเรื่องราวของกษัตริย์หลายๆคนที่โดดเด่นด้านการเมือง..อาจไม่ค่อยถูกกล่าวถึงในหนังสือเล่มนี้ซักเท่าไหร่ เพราะไม่ได้มีส่วนสำคัญกับเรื่องของจิตวิญญาณ ส่วนกษัตริย์บางคนที่ไม่ได้มีบทบาทมากมายเกี่ยวกับการเมือง..เรื่องราวของเขากลับถูกบันทึกไว้ยาวเหยียด เพราะมีรายละเอียดที่สำคัญต่อ”ความเชื่อของคนอิสราเอล”(จริงๆคือ สำคัญต่อความเชื่อของมนุษยชาติทุกคน) และนั่นก็คือเหตุผลที่พระเจ้าทรงเลือกให้หนังสือพงศ์กษัตริย์เป็น 1ใน 66 เล่มของพระคำภีร์
โครงเรื่องของหนังสือ1พงศ์กษัตริย์ แบ่งเป็น 2 ตอนใหญ่ๆ คือ “สมัยที่อาณาจักรยังเป็นหนึ่งเดียว” กับ “สมัยที่อิสราเอลแตกออกเป็นสองอาณาจักร” รวมเวลาทั้งหมดประมาณ 75 ปี แต่ใน 75 ปีนี้ 40 ปีแรก เป็นเรื่องราวในสมัยของซาโลมอน..ซึ่งหมายถึงเรื่องราวในสมัยของซาโลมอน คือ รายละเอียดส่วนใหญ่ของหนังสือเล่มนี้ แล้วเราก็ยังแบ่งโครงเรื่องของทั้งสองตอนออกเป็นหัวข้อย่อยได้อีก..เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย
ตอนที่ 1 ”สมัยที่ยังเป็นหนึ่งเดียวกัน” ก็แบ่งออกเป็น 4 ช่วง คือ
ช่วงที่ 1. วาระสุดท้ายของกษัตริย์ดาวิด จนถึงตอนที่ซาโลมอนได้เป็นกษัตริย์
ช่วงที่ 2. เรื่องราวการพัฒนาบ้านเมืองของซาโลมอน หรือเรียกว่า..เป็นรายละเอียดที่แสดงให้เห็นสติปัญญาของซาโลมอน
ช่วงที่ 3. ช่วงเวลาที่ซาโลมอนสร้างพระวิหาร
และช่วงที่ 4. คือ ช่วงปลายสมัยของซาโลมอน..ที่จะแสดงให้เห็นความยิ่งใหญ่และความเจริญจนถึงขีดสุด และ การตกต่ำลงของก.ซาโลมอน
ตอนที่ 2 คือ “สมัยที่แตกออกเป็นสองอาณาจักร” ก็แบ่งเป็น 4 ช่วงเหมือนกัน คือ
ช่วงที่ 1. เริ่มจากการกบฎของเผ่าทางเหนือของอิสราเอล
ช่วงที่ 2. เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับ”กษัตริย์อิสราเอลฝ่ายเหนือ” กับ “กษัตริย์ของยูดาห์” ซึ่งอยู่ฝ่ายใต้ และเมื่อเรียนๆไปเราจะรู้ว่า ทางฝ่ายเหนือที่เรียกว่าอิสราเอล..ไม่มีกษัตริย์ที่ชอบธรรมสำหรับพระเจ้าเลยซักองค์เดียว ส่วนทางฝ่ายใต้ หรือ ยูดาห์ ยังมีกษัตริย์ที่ชอบธรรมสำหรับพระเจ้าอยู่บ้าง..แต่ก็แค่บางองค์เท่านั้น
ช่วงที่ 3. เราจะได้เห็นงานรับใช้ที่ล้นด้วยพระคุณพระเจ้าของ “เอลียาห์”
และช่วงที่ 4 ก็จะกลับมาเป็นรายละเอียดของกษัตริย์อิสราเอลและยูดาห์อีกครั้ง กับสิ่งที่พวกเขาเลือกทำ..และผลที่พวกเขาต้องกิน
ดู 1พกษ.1:1-2 ข้อนี้บอกว่า..”ตอนนี้ก.ดาวิดแก่มากแล้ว จะห่มผ้าซักกี่ผืนก็ไม่อุ่นซักที” แหม..อาการเหมือนคนอกหักเลยเนอะ..หนาวใจผ้าห่มอะไรก็ไม่ช่วย (ฟังแล้วนึกถึงเพลงสมัยก่อนของ ดิ อิมโพสซิเบิล ที่ร้องหนาวเนื้อ..ห่มเนื้อประมาณนั้น) แต่จริงๆไม่มีไรเกี่ยวกับเรื่องรักใคร่หรอก ตอนนี้ ดาวิดคงจะมีอาการที่เรียกว่า”วัยทอง” มากกว่า เพราะอายุปาเข้าไปใกล้จะ70แล้ว ก็เลยหนาวๆร้อนๆ ตามประสาคนแก่ พวกข้าราชการคนสนิทก็เลยคิดว่า..เออ หาผู้หญิงสาวๆซักคนมาดูแลดีกว่า จะได้กอดพระราชาไว้ให้หายหนาว เพราะจริงๆแล้ว ไออุ่นจากร่างกายมนุษย์ด้วยกัน..มันช่วยได้จริงๆ ข้อที่ 3 บอกว่า..เขาก็เลยเสาะหาไปทั่วแล้วก็ได้มาคนนึงชื่อ “นางอาบีชาก” เป็นชาวชูเนม ซึ่งสวยงามมาก และเชื่อว่าเป็นคนเดียวกับที่ถูกกล่าวถึงในบทเพลงซาโลมอนด้วย ข้อที่4บันทึกไว้ว่า”อาบีชาก”ได้ดูแลปรนนิบัติก.ดาวิด “..แต่พระราชาหาทรงร่วมกับเธอไม่” แปลว่า ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์เข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วต่อไปอาบีชากก็จะได้เป็นภรรยาของซาโลมอน เพราะนางในหรือนางสนมถือเป็นสมบัติตกทอดที่อยู่คู่กับราชบัลลังก์ อันนี้เป็นวิถีปฏิบัติที่เขายึดถือกัน
ดู 1พกษ.5-6 ข้อนี้บอกว่า”อาโดนียาห์” โอรสของดาวิดกับนางฮักกีทได้ยกตัวเองขึ้นกล่าวว่า “เราเองจะเป็นพระราชา” คำว่า”ยกตัวเอง” ในพระคำภีร์ฉบับภาษาอักฤษใช้คำ ambitious แปลว่า ทะเยอทะยาน และความหมายของคำว่าทะเยอทะยาน ก็คือ อยากได้ อยากเป็นในสิ่งที่ไม่ใช่หรือไม่เหมาะกับตัวเอง นั่นก็คือ\\\ อาโดนียาห์ กำลังคิดจะชิงบัลลังก์ด้วยการยกตัวเองขึ้นเป็นกษัตริย์แทนดาวิด เพราะไร ตอนนี้ เขาเป็นคนโตสุดในบรรดาลูกของดาวิดที่ยังมีชีวิตอยู่ สองคนแรกที่โตกว่าเขาตายไปหมดแล้ว คือ คนแรกคืออัมโนนที่ข่มขืนทามาร์..เลยถูกอับซาโลมฆ่า ลูกชายคนที่สองก็ อับซาโลม ที่กบฎแล้วก็ไล่ฆ่าดาวิด แต่อับซาโลมก็ถูกโยอาบฆ่าตาย มาตอนนี้อาโดนียาห์เลยคิดเอาเองว่าบัลลังก์ก็น่าจะเป็นของเขา เพราะตอนนี้เขากลายเป็นคนโตสุด ถามว่ารู้มั๊ยว่าพระเจ้าทรงเลือกซาโลมอน น้าตุ๊กว่า..น่าจะรู้นะ แต่ทะเยอทะยานไง..ก็เลยคิดจะรวบรัดตัดตอน อาโดนียาห์เลยเตรียมรถรบ พลม้าจำนวนมากมายใช้วิ่งนำหน้าเวลาตัวเองจะไปไหนมาไหน มาทรงเดียวกับอับซาโลมเลย..แล้วก็หล่อเหมือนกันด้วย ข้อที่ 6 บอกว่า “แต่ราชบิดา (คือ ดาวิด) ก็ไม่เคยขัดใจท่าน..” แปลว่า ดาวิดรู้มั๊ยว่าอาโดนียาห์กำลังจะทำอะไร..รู้ แต่ก็ไม่ว่าอะไร..อีกแล้ว ดาวิดนี่เป็นคนยังไงนะ..ดุลูกไม่เป็น ลูกจะทำผิดคิดร้าย..ไม่เคยเห็นเขาว่าลูกซักที จุดนี้ไม่ดีเลย..อย่าทำตามเพราะหลายครั้งมันทำให้เกิดความเสียหายที่ลุกลามใหญ่โต..
ดู1พกษ.1:7-8 ต่อให้รู้ว่าพระเจ้าทรงเลือกซาโลมอนแต่อาโดนียาห์ก็ไม่สนใจ เพราะไร..ตอนนี้ดาวิดก็แก่มากแล้วแต่ไม่เห็นจะจัดการอะไรเลย แล้วทั้งที่รู้อยู่ว่าอาโดนียาห์คิดจะทำอะไร แต่ดาวิดก็ไม่เคยห้ามหรือชี้แนะ อาโดนียาห์เลยคิดว่าเขาน่าจะมีโอกาส เลยเริ่มวางแผนด้วยการไปหาแนวร่วมทั้งทางฝ่ายทหารคือโยอาบ..กับฝ่ายการศาสนา คือ อาบียาธาร์..ที่เป็นปุโรหิต เพราะในสมัยนั้นในหลายๆประเทศผู้นำฝ่ายการศาสนากับผู้นำทางฝ่ายการปกครองนั้นมีความสำคัญมากพอกัน เดิมทีผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณจะสำคัญกว่าด้วยซ้ำ อาโดนียาห์จึงชักชวนทั้งสองฝ่ายมาเข้าพวกเพื่อให้ครบองค์ประชุม สังเกตุมะ..ใครก็ตามที่จะวางแผนชั่วก็ต้องนึกถึงโยอาบตลอด แล้วทั้งโยอาบและอาบียาธาร์ก็เอาด้วย ข้อที่9 บอกว่า เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมอาโดนียาห์ก็ไปจัดงานเลี้ยงเปิดตัว..ตั้งใจจะสถาปนาตัวเอง มีการถวายเครื่องบูชาแล้วก็เชิญพี่น้องทุกคน..ข้าราชการและประชาชนชาวยูดาห์ทั้งหมดมาร่วมงาน แต่ไม่ได้เชิญซาโลมอน ไม่ได้เชิญ ศาโดก ไม่ได้เชิญเบไนยาห์กับนาธันมาร่วมงาน เพราะพวกนี้ไม่ได้เข้าข้างอาโดนียาห์ ตอนนี้เลยเหมือนจะแบ่งเป็นสองพวก
ดู1พกษ.1:11-12/13 เด็กๆจำ”นาธัน”ได้มะ นาธันที่พระเจ้าใช้ให้มาพิพากษาดาวิด..ตอนที่เขาวางแผนฆ่าอุรีอาร์สามีของบัทเชบา ตอนนี้นาธันต้องออกโรงอีกครั้งนึง เพราะเขาเป็นคนของพระเจ้าก็เลยเข้าข้างซาโลมอนเพราะนาธันรู้ว่าซาโลมอนเป็นคนที่พระเจ้าเจิมไว้ให้เป็นกษัตริย์ต่อจากดาวิด พอเห็นอาโดนียาห์กำลังจะสถาปนาตัวเอง..นาธันเลยอยู่เฉยไม่ได้..รีบเอาเรื่องไปบอกให้บัทเชบารู้ (เพราะบัทเชบาเป็นแม่ของซาโลมอน) ข้อที่11 นาธันทูลบัทเชบาว่า..”อาโดนียาห์ โอรสนางฮักกีท ทรงราชย์แล้ว ดาวิดเจ้านายของฝ่าพระบาทก็ไม่ทราบเรื่อง ขอข้าพระบาทถวายคำปรึกษา” ประมาณว่าขอแนะนำอะไรหน่อย บัทเชบาต้องเอาเรื่องนี้ไปบอกดาวิดด่วนเลย เพราะถ้าไม่รีบแก้ไขหรือทำอะไรซักอย่าง..เดี๋ยวจะไม่ทันการ” บัทเชบาก็เชื่อฟัง รีบไปเข้าเฝ้าดาวิด บัทเชบาพูดกับดาวิดว่า..”โอ กษัตริย์เจ้านายของหม่อมฉันได้ทรงปฏิญาณไว้มิใช่หรือว่า ซาโลมอนจะได้ครองสมบัติต่อจากเราแน่นอน และเขาจะนั่งบนบัลลังก์ของเรา” แล้วบัทเชบาก็เล่าให้ดาวิดฟังว่าตอนนี้อาโดนียาห์กำลังทำอะไร
ดู1พกษ.1:20-21 หลังจากที่ได้เล่าความเคลื่อนไหวต่างๆของอาโดนียาห์ให้ดาวิดฟังแล้ว บัทเชบาพูดทิ้งท้ายกับดาวิดว่า ”บัดนี้ อิสราเอลทั้งสิ้นก็เพ่งดูฝ่าพระบาทเพื่อฝ่าพระบาทจะตรัสแก่เขาว่าจะให้ผู้ใดนั่งบนบัลลังก์ของพระราชา” แปลว่า ทั้งที่พระเจ้าเลือกซาโลมอนไว้แล้ว แต่ดาวิดไม่เคยทำอะไรให้ชัดเจนเลย..ปล่อยให้รู้กันแค่วงใน จุดนี้ถือว่าดาวิดก็ละเลยไปนิดนึง..ความจริงเขาน่าจะทำอะไรให้เรียบร้อยมากกว่านี้ เพราะตอนนี้ดาวิดไม่ใช่แค่แก่..ใกล้ตายแล้ว แต่ก็ยังไม่จัดการเรื่องต่างๆให้มันเรียบร้อย แล้วลูกเขาแต่ละคนไม่ใช่จะรักดีเหมือนพ่อ ข้อที่22 บอกว่า..ขณะที่บัทเชบากำลังอธิบายเรื่องราวต่างๆให้ดาวิดฟัง..นาธันก็เข้ามาสนับสนุนคำพูดของบัทเชบาทำให้ดาวิดตาสว่าง คิดได้ว่า..เออ มันถึงเวลาแล้วนะ ที่ต้องทำอะไรให้มันเรียบร้อยซะที ไม่ใช่ปล่อยให้ลูกมันตีกันอยู่อย่างงี้
ดู1พกษ.1:30-31 ข้อนี้ดาวิดเลยประกาศทันทีว่า..”ซาโลมอนจะครองสมบัติต่อจากเราแน่นอน” จากนั้นดาวิดก็สั่งให้ศาโดก..นาธัน..และเบไนยาห์เตรียมพิธีสถาปนาซาโลมอนขึ้นเป็นกษัตริย์ทันที ข้อที่33 ดาวิดสั่งให้พาซาโลมอนขี่”ล่อ” (ล่อที่เป็นลูกผสมระหว่างม้ากับลา หน้าตาคงจะเหมือนลาแต่สูงใหญ่เหมือนม้าแล้วก็อดทนกว่า) ดาวิดสั่งให้พาซาโลมอนขี่ล่อไปที่น้ำพุ”กีโฮน” ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของกรุงเยรูซาเล็ม แล้วก็เจิมตั้งซาโลมอนให้เป็นกษัตริย์ของอิสราเอล..มีการเป่าแตรและประกาศว่า..”ขอพระราชาซาโลมอนทรงพระเจริญ” เสร็จแล้วก็ให้ซาโลมอนขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์ แล้วดาวิดก็ประกาศอย่างเป็นทางการว่า” เขาจะได้เป็นกษัตริย์แทนเรา เราได้กำหนดตั้งเขาไว้ให้เป็นผู้ครอบครองเหนืออิสราเอลและยูดาห์” เป็นอันเสร็จพิธี..
จริงอยู่ถ้าว่ากันตามศักดิ์แล้วอาโดนียาห์น่าจะได้เป็น เพราะตอนนี้เขาเป็นคนโต แต่ที่ดาวิดเลือกซาโลมอนก็เพราะพระเจ้าเลือก..พระองค์บอกไว้แล้วว่าซาโลมอนจะเป็นกษัตริย์ต่อจากดาวิดแล้วจะเป็นคนสร้างพระนิเวศน์ให้กับพระองค์
ดู1พกษ.1:41-43 เสียงโห่ร้องสรรเสริญกษัตริย์ซาโลมอนกับเสียงร้องร้องรำทำเพลงคงจะดังก้องไปไกลมาก อาโดนียาห์กับพรรคพวกที่กำลังกินเลี้ยงกันอยู่เลยได้ยินเพราะอยู่ไม่ไกลจากกันเท่าไหร่..ทำให้โยอาบที่ตอนนั้นกำลังกินเลี้ยงอยู่กับฝ่ายอาโดนียาห์..ฉุกใจถามขึ้นทันทีว่า..”เสียงอึกทึกครึกโครมที่ได้ยินมาจากในกรุง..มันหมายความว่าไร” สักพักก็มีคนวิ่งมารายงานว่าเสียงที่ได้ยินอยู่เนี่ยเป็นเสียงถวายพระพรแด่พระราชาองค์ใหม่คือ”ซาโลมอน” ที่ดาวิดได้ทำการเจิมตั้งอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว และตอนนี้ซาโลมอนก็กำลังประทับบนบัลลังก์ของดาวิด..พวกข้าราชการก็กำลังถวายพระพรกันอึกทึกครึกโครมอย่างที่ได้ยินกันอยู่นี่แหละ พอได้ยินอย่างงั้นปุ๊บ..วงแตกเลย ทั้งอาโดนียาห์..โยอาบรวมทั้งแขกทุกคนหนีกันกระจาย..อยู่ไม่ได้แล้ว เพราะถ้าที่นั่งอยู่บนบัลลังนั่นคือกษัตริย์ ที่เปิดตัวกันอยู่ข้างล่างนี้ก็จะเป็นอะไรไปไม่ได้..นอกจากกบฎ เพราะจะมีกษัตริย์สองคนได้ไง..ที่สำคัญยังไงบนบัลลังก์นั่นก็ต้องเป็นของแท้เพราะมีการการันตีจากดาวิด..กษัตริย์องค์เดิม ขืนยังอยู่ในงานกับอาโดนียาห์ก็คงกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด ข้อที่49 ถึงบอกว่า..”บรรดาแขกทั้งปวงของอาโดนียาห์ก็เลยกลัว และลุกขึ้นต่างคนต่างไปตามทางของตน”
ดู1พกษ.1:51-52 ข้อนี้ บอกว่า อาโดนียาห์กลัวหนักเลย..หนีเข้าไปในแท่นบูชา แต่ไม่นานซาโลมอนก็ตามมา อาโดนียาห์เลยไปจับ”เชิงงอน”ของแท่นบูชาไว้ ทำอย่างงี้แปลว่าไร..ขอความเมตตา การจับเชิงงอนของแท่นบูชาเป็นสัญญาลักษณ์ว่าขอความเมตตา แล้วอาโดนียาห์ก็พูดว่า”ขอกษัตริย์ซาโลมอนปฏิญาณแก่ข้าพเจ้าในวันนี้ว่าจะไม่ประหารผู้รับใช้ของพระองค์เสียด้วยดาบ” (ฟังดูแล้วขัดหูยังไงไม่ทราบ ตัวเองทำผิดยังมีหน้ามาขอให้เขาสัญญิง..สัญญาอีก) อาโดนียาห์กลัวมากเพราะตัวเองทำความผิดร้ายแรง..คิดจะชิงบัลลังก์แต่ไม่สำเร็จ..เลยขอร้องให้ซาโลมอนไว้ชีวิตเพราะโทษของกบฎนี่คือตายสถานเดียว แต่ซาโลมอนก็ใจดี กล้าขอ..ก็กล้าให้ ข้อที่52 ซาโลมอนตรัสว่า”ถ้าเขาสำแดงตัวได้ว่าเป็นคนดี ผมของเขาสักเส้นเดียวก็จะไม่ตกลงยังพื้นดิน แต่ถ้าพบความอธรรมในตัวเขาเขาต้องตาย” พูดง่ายๆว่าถ้าไม่ทำผิดอีกอาโดนียาห์ก็จะอยู่อย่างปลอดภัย..ครั้งนี้ซาโลมอนจะยกให้ แต่ถ้าไม่เลิกล้มความตั้งใจและคิดจะกบฎอีกซาโลมอนเอาตายแน่ จากนั้นเขาก็ปล่อยอาโดนียาห์กลับวังไป
บทที่ 2 ก็มาถึงวาระสุดท้ายของกษัตริย์ดาวิดผู้ยิ่งใหญ่ พอรู้ตัวว่ากำลังจะตายดาวิดมีเรื่องมากมายที่ได้สั่งเสียไว้กับซาโลมอนทั้งเรื่องเก่า..เรื่องใหม่
ดู 1พกษ.2:2-3 ดาวิดบอกว่า”จงเข้มแข็งและสำแดงตัวของเจ้าให้เป็นลูกผู้ชาย” เพราะตอนนั้น ซาโลมอนเพิ่งจะอายุ20 เท่านั้นเอง ข้อที่3 บอกว่า เรื่องแรกเลยที่ดาวิดสั่งเสียกับซาโลมอนเป็นเรื่องที่สำคัญสุดต้องย้ำกันอยู่ทุกยุคทุกสมัย คือ “จงถือรักษาพระบัญชา..พระบัญญัติของพระเจ้าตามที่ทรงบันทึกไว้ในหนังสือของโมเสส และจงดำเนินอยู่ในพระมรรคาของพระองค์ ตรงจุดนี้ ถ้าสำหรับพวกเราก็มีอยู่สองข้อที่สำคัญที่สุด คือ รักพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ แล้วก็รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง..แค่สองข้อก็ครอบคลุมแล้ว เพราะถ้าเรารักคนอื่นที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเหมือนอย่างที่เรารักตัวเอง เราก็จะไม่ฆ่าคน ไม่ขโมย ไม่เอาเปรียบเขา ไม่อิจฉา ไม่ถือสาหาความ ไม่กล่าวโทษหรือแม้แต่นินทาว่าร้าย เพราะไม่มีใครหรอกที่จะคิดไม่ดีหรืออยากทำร้ายตัวเอง ข้อต่อไปดาวิดสั่งอะไร...
ดู1พกษ.2:5-6 หลังจากที่กำชับให้ซาโลมอนถือรักษาพระบัญญัติของพระเจ้าอย่างเคร่งครัดแล้ว คนแรกเลยที่ดาวิดสั่งให้ซาโลมอนจัดการ ก็คือ “โยอาบ” เพราะโยอาบเป็นเหมือนหนาม.ยอก.อกดาวิดมาตลอด ทำผิดหลายต่อหลายครั้งแต่ดาวิดก็กำจัดเขาไม่ได้ซะที มาตอนนี้ ตัวเองใกล้ตายเลยฝากให้ซาโลมอนช่วยคิดบัญชี คดีสำคัญที่ดาวิดคาดโทษไว้ก็คือ เขาฆ่าอับเนอร์ กับ อามาสา..สองคนนี้เป็นแม่ทัพทั้งคู่แค่คนละสมัยกัน ข้อที่6 ดาวิดพูดกับซาโลมอนว่า..”เจ้าจงกระทำให้เหมาะสมตามปัญญาของเจ้า อย่าปล่อยให้ศีรษะหงอกของเขาลงไปสู่แดนคนตายอย่างสันติ” พูดง่ายๆว่า..ทำไงก็ได้ให้โยอาบไม่ได้แก่ตาย ซาโลมอนต้องจัดการกับโยอาบ เพราะชัดเจนว่าเขาเป็นตัวอันตราย..เห็นๆอยู่ว่าล่าสุดเขาก็ยังเข้าร่วมกับอาโดนียาห์จะก่อการกบฎอีก..แบบนี้ปล่อยไว้ไม่ได้แล้ว ดาวิดเลยสั่งให้ซาโลมอนหาวิธีจัดการขั้นเด็ดขาด
จากนั้น ข้อที่ 7 ดาวิดก็สั่งฝากฝังให้ซาโลมอนช่วยดูแลลูกหลานของบารซิลลัย..ให้ดูแลคนตระกูลนี้อย่างดีเพราะบารซิลลัยสัตย์ซื่อและจงรักภักดีต่อดาวิดอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ชนาดตอนที่เขาต้องหนีอับซาโลม คนส่วนใหญ่ก็แปรพักตร์เข้าข้างอับซาโลมไปแล้ว แต่บารซิลลัยเป็นหนึ่งในจำนวนคนที่ยังสัตย์ซื่อและติดตามคอยช่วยเหลือดาวิดตลอดเวลา นอกจากนี้ ก็ยังมีอีกคนที่ดาวิดสั่งคิดบัญชี..
ดู1พกษ.2:8-9 คนสุดท้ายที่ดาวิดฝากเรื่องไว้กับซาโลมอนก็คือ”ชิเมอี” ข้อนี้ ดาวิดบอกว่า ”เพราะเขาด่าเราอย่างน่าสลดใจ ในวันที่เราเดินไปยังมาหะนาอิม”คือ ตอนที่ต้องหนีอับซาโลมออกจากกรุงเยรูซาเล็ม ชิเมอีเป็นคนที่มาซ้ำเติมเขาอย่างเต็มที่ แต่ตอนนั้น ดาวิดไม่ได้คิดบัญชี..ยกโทษให้ เพราะตอนที่ได้กลับมาเยรูซาเล็มอีกครั้ง ชิเมอีก็เสนอหน้ามารอต้อนรับ..แล้วขอให้ดาวิดยกโทษให้..ดาวิดก็โอเค หลายคนสงสัยว่า เฮ้ย!ดาวิดเจ้าคิดเจ้าแค้นรึเปล่า รับปากแล้วว่าจะไม่เอาผิดชิเมอี มาตอนนี้ทำไมถึงฝากให้ซาโลมอนจัดการ ความจริงก็คือ ชิเมอี เนี่ย!..เป็นคนกะล่อน แต่โอเค เมื่อเขาร้องขอให้ดาวิดยกโทษ ก็ไม่มีเหตุผลที่คนอย่างดาวิดจะไม่ให้อภัย แต่ดาวิดรู้ว่าจริงๆแล้วชิเมอี..คบไม่ได้ แต่ดาวิดต้องรักษาสัญญาที่ให้ไว้ก็เลยไม่ฆ่าเขา มาถึงตอนนี้ น้าตุ๊กว่าดาวิดพยายามจะอุดรอยรั่วมากกว่า..เขารู้ว่าใครคือจุดอ่อน..ที่มักสร้างปัญหาให้อิสราเอล ก็คงถึงเวลาแล้วที่จะต้องกำจัดจุดอ่อน..ตัดเนื้อร้ายที่สร้างปัญหาลากยาวเรื้อรังให้หมดสิ้นไปซะที ข้อที่9 ดาวิดบอกว่า ”เพราะฉะนั้น เจ้าอย่าถือว่าเขาไม่มีความผิด และเพราะเจ้าเป็นคนมีปัญญา เจ้าจะทราบว่าควรทำประการใดแก่เขา..” ดาวิดเชื่อมือซาโลมอนมากเลย มั่นใจว่าซาโลมอนต้องจัดการได้ ที่สำคัญซาโลมอนไม่เคยสัญญาไรไว้กับชิเมอี ตรงจุดนี้ถือว่าดาวิดแยบยลมาก.. ถึงสั่งฝากให้ซาโลมอนหาวิธีจัดการกับชิเมอี..วิธีไหนก็ได้ แล้วซาโลมอนก็จัดการได้จริงๆ แบบสมเหตุสมผลด้วย แต่จะแบบไหนเดี๋ยวเราจะได้รู้กัน
วันนี้หมดเวลาแล้วค่ะ..พบกันใหม่สัปดาห์หน้านะคะ ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ