จากคราวที่แล้วที่อับเนอร์เปลี่ยนใจแปรพักตร์ขอไปทำสัญญากับดาวิดพร้อมทั้งยื่นข้อเสนอว่าจะให้ดาวิดได้เป็นกษัตริย์ของอิสราเอล ดาวิดก็ตกลง..ยอมรับข้อเสนอโดยมีเงื่อนไขข้อเดียว คือ ให้ส่งตัว”มีคาล” ภรรยาเก่าคืนมา จากนั้น อับเนอร์ก็เอาเรื่องนี้ไปปรึกษากับผู้ใหญ่ทางฝ่ายอิสราเอล (หรือจะพูดให้ถูกก็คือ..อับเนอร์แค่ประกาศการตัดสินใจของตัวเองให้ทุกคนได้รู้..ก็เท่านั้น ไม่ได้ขอความเห็นใครหรอก แค่พูดให้ฟังเฉยๆ) แล้วอับเนอร์ก็กลับมาหาดาวิดที่เฮโบรนอีกครั้งนึง..
ดู2ซมอ.3:20-21 ข้อนี้บอกว่า..ดาวิดมีการเลี้ยงต้อนรับอับเนอร์กับผู้ติดตามอย่างเป็นทางการ แต่ตอนนั้น..โยอาบขุนพลของดาวิด..ที่เป็นโจทย์ของอับเนอร์..ไม่อยู่ ไปไหนเดี๋ยวข้อต่อไปจะบอกเรา ข้อที่21 อับเนอร์พูดกับดาวิดว่า”จะกลับไปรวบรวมคนอิสราเอลให้มาทำพันธสัญญากับดาวิด..เพื่อที่ดาวิดจะได้เป็นกษัตริย์ปกครองอยู่เหนืออิสราเอลทั้งหมด”( ซะที..) พอคุยกันรู้เรื่องแล้วดาวิดก็ส่งอับเนอร์กลับไป ตอนท้ายสุดของข้อนี้บอกว่า..”และเขาก็ไปโดยสวัสดิภาพ” ประโยคนี้มีความหมายที่สำคัญแฝงอยู่ เพราะอะไร..โยอาบลูกน้องดาวิดยังรบค้างอยู่..กับอับเนอร์ ตอนท้ายของบทที่แล้วอับเนอร์สู้ไม่ได้..ชวนโยอาบให้พักรบ โยอาบก็ตกลงเพราะมันมืดแล้ว..แล้วก็เหนื่อยกันทั้งคู่ แต่โยอาบก็แค่เบรคนะ..ยังไม่ได้เลิกแล้วต่อกัน
ดู2ซมอ.3:22-23 พระคำภีร์ข้อนี้ พยายามจะอธิบายให้เราเห็นภาพ..คล้ายๆกับอับเนอร์จะย่องมาเจรจากับดาวิดตอนที่โยอาบไม่อยู่ เพราะไม่ใช่เรื่องยากที่อับเนอร์จะส่งคนมาสอดแนมก่อน..ว่าโยอาบอยู่หรือไม่อยู่ (ข้อนี้น้าตุ๊กสันนิฐานเอง แต่ค่อนข้างมั่นใจว่ามีความเป็นไปได้สูง) แล้วตอนที่อับเนอร์มาคุยกับดาวิดเนี้ย..โยอาบออกไปทำสงคราม พระคำภีร์ย้ำว่า..กว่าโยอาบจะกลับมาอับเนอร์ก็กลับบ้านไปแล้ว แล้วพระคำภีร์ก็ได้พูดถึงการกลับไปอย่างสวัสดิภาพของอับเนอร์..ถึงสามครั้ง..เพราะอะไร จริงๆแล้วตอนนี้อับเนอร์ไม่มีสวัสดิภาพหรอก..จะไม่มีเงาหัวอยู่แล้ว เพราะไปฆ่าอาสาเฮลน้องของโยอาบกับอาบีชัย แล้วสองคนนี้ก็ฝีมือสุดยอดมาก ดังนั้น การที่อับเนอร์มาหาดาวิดแล้วได้กลับไปอย่างปลอดภัย ก็เลยเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา
เริ่มเห็นความฉลาดของอับเนอร์รึยัง พอมองออกมั๊ยว่า..ทำไมเขาถึงหงุดหงิดใส่อิชโบเชท แล้วทำไมเขาถึงเปลี่ยนใจมาเข้าข้างดาวิด ก็มันเป็นทางเดียวที่อาจจะรอดจากน้ำมือของโยอาบ .....แล้วการกล่าวย้ำถึงสามครั้งว่า ”อับเนอร์กลับไปโดยสวัสดิภาพ” ก็หมายถึงสงครามระหว่างยูดาห์กับคนอิสราเอลกำลังจะยุติลง แล้วถ้าสงครามยุติแล้ว โอกาสที่โยอาบจะได้ฆ่าล้างแค้นอับเนอร์ในสนามรบอย่างถูกต้องก็กำลังจะหมดไป..
ดู2ซมอ.3:24-25 “ฝ่าพระบาททำอะไรเช่นนี้..” พอโยอาบกลับมาก็มีคนรายงานให้ฟัง..ว่าอับเนอร์มาหาดาวิด แล้วก็กลับไปเรียบร้อยแล้ว..”โดยสวัสดิภาพ” พอรู้แค่นั้น..โยอาบโกรธ เขาถามดาวิดด้วยท่าทีที่คล้ายๆจะต่อว่า “นี่ฝ่าพระบาททำอะไรลงไป ปล่อยมันไปได้ไง ทำไมไม่จับตัวมันไว้ ไม่รู้เหรอว่าไอหมอนี่มันเจ้าเล่ห์ ทำเป็นมาเจรจาขอสงบศึก แต่จริงๆคงมาสอดแนมดูความเคลื่อนไหวของดาวิดมากกว่า”โยอาบคงจะโกรธมากเพราะปกติแล้ว..ไม่น่าจะมีใครกล้าพูดจากับดาวิดอย่างงี้ ลักษณะที่โยอาบพูดในข้อนี้ มันเหมือนคนไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง
ดูต่อ 2ซมอ.3:26-27 หลังจากเข้าเฝ้าดาวิดแล้ว ในที่สุดโยอาบก็ส่งคนไปจับตัวอับเนอร์มาอย่างลับๆ เพราะข้อที่ 26 บอกว่า”ดาวิดหารู้เรื่องนี้ไม่..” แปลว่าโยอาบแอบทำไม่ให้ดาวิดรู้ เมื่อได้ตัวมาแล้วโยอาบก็แทงอับเนอร์ตาย..แก้แค้นให้อาสาเฮลน้องชาย แต่ครั้งนี้ต้องจัดว่าเป็นฆาตกรรม เพราะมันไม่ใช่เหตุสุดวิสัยหรือเป็นการป้องกันตัวในสนามรบ.
ดูต่อ 2ซมอ.3:28-29 พอดาวิดรู้เรื่องที่โยอาบฆาตกรรมอับเนอร์ปุ๊บ..เขาประกาศให้ทุกคนรู้ทันทีว่า..เขาไม่เกี่ยว เขาไม่ปลื้มแล้วก็ไม่เห็นด้วยกับการกระทำครั้งนี้ของโยอาบ จากนั้นดาวิดก็จัดพิธีไว้อาลัยและงานศพให้อับเนอร์อย่างสมเกียรติ..เป็นการแสดงถึงความบริสุทธิ์ใจ ข้อที่32 บอกว่า..ขณะที่เดินตามขบวนศพดาวิดร้องไห้คร่ำครวญเสียงดังให้กับการจากไปของอับเนอร์ด้วย ส่วนประชาชนพอเห็นดาวิดร้องไห้..ก็ร้องตาม หลังจากนั้น พวกเขาก็ทูลชวนให้ดาวิดรับประทานอาหาร แต่ดาวิดไม่ยอมทาน..แถมออกปากสาบานต่อพระเจ้า..”ว่าถ้าเขากินอะไรก่อนอาทิตย์ตก ก็ขอให้พระเจ้าลงโทษเขาเลย” ชาวอิสราเอลถึงได้เข้าใจแล้วก็ยอมรับ...ว่าดาวิดไม่ได้ดีใจแล้วก็ไม่ได้รู้เรื่องด้วยจริงๆกับการตายของอับเนอร์
ดู2ซมอ.3:38-39 ดาวิดพูดกับพวกข้าราชการของพระองค์ว่า”พวกท่านไม่เข้าใจหรือไง..ว่าวันนี้..เราสูญเสียผู้ใหญ่ที่สำคัญคนนึงของอิสราเอลไป ดาวิดชี้ให้ทุกคนเห็นว่า..ถึงเขาจะได้รับการเจิมให้เป็นกษัตริย์..ตั้งนานแล้ว แต่เขาก็อ่อนแอเกินไป..ถึงยังไม่ได้ปกครองอิสราเอลซะที แล้วจริงๆตอนนี้..เขากับอับเนอร์ก็ตกลงกันได้แล้ว ถ้าอับเนอร์ไม่ตาย..สิ่งที่อับเนอร์สัญญาไว้กับดาวิด ดูท่าอับเนอร์จะทำได้จริงๆ แต่ไม่มีโอกาสได้ทำ (พูดถึงตรงนี้ เด็กๆคิดตามนะ..)ไม่มีอะไรที่พระเจ้าไม่ได้ควบคุม ไม่มีอะไรที่ไม่อนุญาตแล้วมันจะเกิดขึ้นได้.เพราะฉะนั้น ต้องเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่จะยังไม่ให้ดาวิดได้ปกครองอิสราเอลทั้งหมด..น้าตุ๊กกล้าพูด..อันนี้ชัวร์ ข้อที่39 ดาวิดถึงบอกว่า..ชายเหล่านี้ที่เป็นบุตรของนางเศรุยาห์(โยอาบ อาบีชัย และอาสาเฮล)..หนักแก่เราเกินไป แปลว่า..แรงเกินไป ดูคล้ายๆจะเอาไม่อยู่ ดาวิดถึงขอให้พระเจ้าทรงพิพากษาคนที่ทำผิดด้วยพระองค์เอง
ฝ่ายอิชโบเชท..พอรู้ข่าวการตายของอับเนอร์ก็หมดกำลังใจ เพราะขนาดอับเนอร์ที่เป็นคนแข็งแกร่งยังถูกคนของดาวิดฆ่าตาย แล้วคนอ่อนกำลังอย่างเขาจะเหลืออะไร พระคำภีร์บอกว่า..พออิชโบเชทรู้สึกเคว้งคว้างขาดความมั่นใจ..อารมณ์นี้เลยพาให้คนอิสราเอลท้อใจไปด้วย
ดู2ซมอ.4:2-3/5-6 พระคำภีร์มีการพูดถึงชายอิสราเอลสองคนที่อยู่ฝ่ายอิชโบเชท ทั้งคู่เป็นคนเผ่าเบนยามิน มีหน้าที่เป็นผู้คุมกองปล้น ก็คือ หน่วยนึงของกองทัพในสมัยนั้น..สองคนนี้ทำอะไร พวกเขาทำทีว่ามาขนข้าว เสร็จแล้วก็ย่องเข้าไปทำร้ายอิชโบเชทตอนที่กำลังหลับ..สองคนนี้คิดอะไร ทำไมถึงทำอย่างงั้น แรกเลย..ต้องคิดว่าอิชโบเชทอ่อนแอ ถ้าคิดจะฆ่าก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่เขามีเหตุผลมากกว่านั้น..เพราะทุกคนรู้ว่าเมื่ออับเนอร์ตายไป อิสราเอลก็ขาดผู้นำ ถึงอับเนอร์จะอยู่เบื้องหลัง แต่ทุกคนรู้ดี..ว่าเขาเป็นผู้นำทิศทางของอิสราเอลมาตลอด..ไม่ใช่เฉพาะตอนที่อิชโบเชทเป็นกษัตริย์ แต่อับเนอร์มีอิทธิพลต่อประเทศอิสราเอลมาตั้งแต่สมัยซาอูลแล้ว เพราะฉะนั้น ขาดอับเนอร์ไปซักคน..อิชโบเชทจะทำไรได้ ทุกคนรู้แก่ใจว่าดาวิดเข้มแข็งแค่ไหน แล้วที่สำคัญดาวิดคือคนที่พระเจ้าเจิมไว้ให้เป็นกษัตริย์ มาตอนนี้หลายอย่างเริ่มเข้ารูปเข้ารอย ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆว่า”ทุกอย่างกำลังจะเป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า” เพราะฉะนั้น สองคนนี้(ที่ย่องมาฆ่าอิชโบเชทเนี่ย)ก็เลยคิดว่า..เขาควรจะฉวยทำอะไรบางอย่างเพื่อประโยชน์ของตัวเอง
ดูต่อ2ซมอ.4:8 หลังจากที่ลงมือทำร้ายแล้วฆ่าอิชโบเชทแล้ว..ชายเบนยามินสองคนนี้ก็ตัดหัวอิชโบเชทแล้วรีบ..ปร๊าด ไปถวายดาวิดที่เฮโบรน ด้วยความภาคภูมิใจ (ภาพนี้มันคุ้นๆมะ น้าตุ๊กอ่านปุ๊บ..ภาพคนอามาเลขที่วิ่งไปบอกดาวิดว่าเขาเป็นคนฆ่าซาอูล ขึ้นมาทันที) สองคนนี้บอกดาวิดว่า..นี่คือศีรษะของอิชโบเชทลูกซาอูลศัตรูของพระองค์ ซาอูลเคยตามฆ่าพระองค์อย่างหัวหกก้นขวิด มาวันนี้พระเจ้าทรงแก้แค้ให้แล้ว ทั้งซาอูลแล้วก็ลูกชายเค้าตายหมด นี่คือหัวของอิชโบเชท..ลูกคนสุดท้ายของซาอูล เขาสองคนก็จัดการฆ่าให้เรียบร้อยแล้ว (เอารางวัลมาซะดีๆ..อันนี้ น้าตุ๊กคิดเอง) ดาวิดว่าไง..
ดู2ซมอ.4:9-11 ดาวิดบอกเรคาบกับบาอานาห์ว่า..เคยมีคนทำคล้ายๆอย่างงี้ครั้งนึงแล้ว คือวิ่งมาแจ้งข่าวการตายของซาอูล แล้วก็คิดว่าเขาต้องดีใจ..แต่ดาวิดได้ตอบแทนชายคนนั้นด้วยการฆ่าเขาทิ้ง เพราะบังอาจฆ่าผู้ที่พระเจ้าเจิมไว้ เพราะฉะนั้นคนร้ายอย่างคุณ..ยิ่งหนักกว่า เพราะย่องไปฆ่าคนบริสุทธิ์ถึงในบ้าน..แล้วยังจะเอาหัวมาเป็นหลักฐานมัดตัวเองอีก อย่างงี้สมควรจะรับโทษอะไร..ถ้าไม่ใช่โทษตายเหมือนชายอามาเลข จากนั้น ข้อที่12 ดาวิดก็สั่งให้ลูกน้องประหารชายเบนยามินสองคนนี้..ที่ฆ่าอิชโบเชทซะ
กี่ครั้งแล้วที่ดาวิดแสดงให้เห็น..ว่าเขาไม่ใช่คนฉวยโอกาส เพราะกี่ครั้งแล้วที่เขามีโอกาสฆ่าซาอูลแต่เขาไม่ทำ หรือถ้าตอนที่คนอามาเลขวิ่งมาหาเขา แล้วบอกว่าซาอูลตายแล้ว ถามว่า..ถ้าตอนนั้น ดาวิดจะฉวยโอกาสประกาศตัวเป็นใหญ่แล้วขึ้นปกครองอิสราเอลเลย..ทำได้มั๊ย ได้แน่..แต่เขาไม่ทำ แล้วดาวิดก็ไม่เคยคิดจะทำด้วย เพราะการที่ชายสองคนนี้วิ่งเอาหัวของอิชโบเชทมาอวดเขาอีกครั้งเนี่ย..มันพิสูจน์ได้ชัดเจน ว่าดาวิดไม่ใช่คนฉวยโอกาส แต่คนเหล่านี้ไม่เคยรู้เลยว่าดาวิดเป็นคนยังไง พวกเขาไม่เข้าใจว่าดาวิดยอมจำนนกับพระเจ้ามากแค่ไหน ไม่รู้อะไรทั้งนั้น..ถึงได้ทำอะไรที่สิ้นคิดซ้ำซากกันอยู่นั่น ข้อที่12 บอกว่า ดาวิดเลยเอาศพของชายเบนยามินสองคนนี้แขวนไว้ที่ข้างสระน้ำเมืองเฮโบรน เพื่อเตือนใจไม่ให้ใครเอาเป็นเยี่ยงอย่างอีก เพราะกรณีอย่างงี้มันเกิดซ้ำมาสองครั้งแล้ว และดาวิดไม่อยากให้มันเกิดอีก ส่วนหัวของอิชโบเชทดาวิดก็ให้คนจัดการเอาไปฝังไว้ที่เดียวกับอับเนอร์
เราย้อนกลับมาดู2ซมอ.4:4 ข้อนี้บันทึกไว้ให้เรารู้ว่า..โยนาธานมีลูกชายคนนึง ตอนที่พี่เลี่ยงได้ข่าวว่าซาอูลที่เป็นปู่กับโยนาธานที่เป็นพ่อ..ตายแล้ว พี่เลี้ยงก็รีบพาลูกของโยนาธานหนีไป แต่ระหว่างที่อุ้มเด็กรีบหนีอย่างรนรานเนี่ย..เค้าทำเด็กหล่น แล้วเด็กก็เป็นง่อยไปเลย ก็ให้เราจำไว้..ว่ายังมีลูกชายโยนาธานคนนึงชื่อ”เมฟีโบเชท”ที่รอดชีวิตอยู่แต่เป็นง่อย เพราะพระคำภีร์จะมีการกล่าวถึงเมฟีโบเชทอีก
ดาวิดขึ้นเป็นกษัตริย์เหนืออิสราเอล
ดู2ซมอ.5:1-2 พวกผู้ใหญ่ของอิสราเอลได้มาหาดาวิดที่เฮโบรน แล้วก็ออกปากยอมรับว่า ดาวิดเป็นกษัตริย์ของพระเจ้า พวกเขาใช้คำพูดว่า”พวกเขาเป็นกระดูกและเนื้อของดาวิด” แปลว่า..พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของดาวิด ไม่ใช่ดาวิดเป็นส่วนนึงของพวกเขานะ..ถ้าคิดดูดีๆศักดิ์ศรีมันต่างกัน เหมือนที่เราเป็นส่วนหนึ่งของกายพระตริสต์ ไม่ใช่พระคริสต์เป็นส่วนหนึ่งของเรานะ พระคริสต์เป็นทั้งหมดที่เรามีและเราป็น เพราะฉะนั้น การพูดอย่างงี้ถือเป็นการให้เกียรติแล้วก็ยอมรับ..ว่าพวกเขากับดาวิดมีสายเลือดที่ผูกพันกัน
ดู2ซมอ.5:3-4หลังจากที่พูดอรัมภบทอยู่ซักพักนึง..ทางผู้นำของอิสราเอลก็เจิมตั้งดาวิดให้เป็นกษัตริย์ตามพระสงค์ของพระเจ้า แล้วการสถาปนา ดาวิดในครั้งนี้ก็เป็นไปด้วยความชอบธรรม หมดจด..งดงามทุกอย่าง เพราะดาวิดไม่เคยฉวยโอกาสยกตัวเองขึ้นเป็นกษัตริย์ก่อนเวลาอันควร สิ่งคนอามาเลขกับคนที่ฆ่าอิชโบเชททำ..ดาวิดก็พิพากษาพวกเขาตามความผิดจริง ไม่เคยปิดตา..หรือแกล้งทำเป็นไม่เห็นเวลาที่มีคนทำชั่ว..ถึงแม้จะทำเพื่อปูทางให้เขาได้เป็นกษัตริย์เร็วขึ้นก็ตาม ดาวิดก็ไม่สนใจ..เขาเลือกที่จะหนักแน่นรอคอยเวลาของพระเจ้าด้วยความอดทน อดทนจริงๆเพราะกว่าจะถึงวันนี้ดาวิดรอมา15ปีแล้ว
จริงๆแล้วหลายๆปัญหาของมนุษย์ก็เกิดขึ้นด้วยเหตุผลแค่นี้แหละ..ไม่อยากรอ รอไม่ไหว..มันนานไป อยากใช้ทางลัด ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัยก็เหมือนกันหมด..ล้มเหลวกับการรอคอยตลอด ไปดูตัวอย่างในอดีตกัน
ดูปฐก.13:14-16/15:2-5 ในข้อนี้คือ พระเจ้าเสด็จมาประทานพระสัญญาให้แก่อับราฮัม(อับราม) สัญญาว่าไง..สัญญาว่าจะยกดินแดนคานาอันทั้งหมดให้ลูกหลานของอับราฮัม และอับราฮัมก็จะมีลูกหลานมากมายเหมือนผงคลีดิน..ในบทที่15:5 พระเจ้าทรงย้ำอีกครั้งว่าพงศ์พันธ์ของอับราฮัมจะมากมายเหมือนดาวในท้องฟ้า หมายความว่า..จะมีเยอะมากจนนับไม่ถ้วน บทที่15:2 อับราฮัมแย้งพระเจ้าว่า..มันจะเป็นไปได้ไง ก็พระเจ้ายังไม่ได้ประทานลูกให้เขาเลย งั้นสงสัยต้องเป็นเชื้อสายของเอลีเยเซอร์เด็กในบ้าน..ที่เขาตั้งใจจะรับเป็นลูกบุญธรรมล่ะมั้ง แต่พระเจ้าบอกว่า..ไม่ใช่ ลูกแท้ๆของเจ้าเองจะเป็นคนรับมรดก พระเจ้ายืนยันว่า..ต้องเป็นลูกของอับราฮัมที่เกิดกับภรรยา(คือ นางซาราย) เท่านั้นที่จะเป็นคนรับมรดก นี่คือ พระสัญญาของพระเจ้าที่ให้ไว้ แล้วอับราฮัมกับซารายก็มีหน้าที่แค่..ต้องรอ รอจนกว่าพระสัญญาจะเป็นจริง แต่พวกเขารอมั๊ย..ดูต่อไป
ปฐก.16:1-4 คนอยากมีลูกอ่ะ..รอไปรอมาก็เริ่มทนไม่ได้ ทั้งที่พระเจ้าก็สัญญาไว้แล้ว และสัญญาของพระองค์ก็ไม่เคยล้มเหลว แต่ซารายทนไม่ไหว..กลัวไม่มีคนสืบเชื้อสายให้อับราฮัม ก็เลยคิดว่า เอาน่า..ลูกของเมียน้อยก็ยังดีกว่าไม่มีลูกเลยหรือไปเอาใครมาเป็นลูกก็ไม่รู้ ข้อนี้บอกว่าซารายเลยยกนางฮาการ์สาวใช้คนนึงให้เป็นภรรยาของอับราฮัม..ซึ่งอับราฮัมก็ตกลง แล้วสุดท้ายฮาการ์ก็ท้อง พอท้องแล้วไง..เหมือนหนังไทยเลย ข้อที่4 บอกว่า..พอฮาการ์รู้ตัวว่าท้องปุ๊บ..ก็เริ่มแสดงท่าทีดูหมิ่นซารายนายผู้หญิง ปัญหาเริ่มเกิดละ..ในที่สุดซารายก็ไม่ทน ยืนยันให้อับราฮัมไล่ฮาการ์กับลูกออกไป นี่ก็ผลของความไม่อดทนรอเวลาของพระเจ้า
มาดูตัวอย่างข้อต่อไป
เปิดไป อพย.32:1-2/3-4 เมื่อประชาชนเห็นโมเสส”ล่าช้า”อยู่ไม่ลงมาจากภูเขาซะที ก็เริ่มกระวนกระวายขึ้นไปตั้งหลายวันแล้ว..ไม่กลับลงมาซะที เลยไปบอกอาโรนว่าสร้างรูปเคารพให้หน่อย..อาโรนก็เลยสร้างวัวทองคำขึ้นมาให้ สร้างเสร็จคนอิสราเอลก็พากันนมัสการรูปวัว ปรากฎว่าพอโมเสสกลับลงมาก็โกรธจัด...เผารูปวัว บดเป็นผง โรยลงในน้ำ แล้วบังคับให้คนอิสราเอลดื่ม หลังจากนั้นก็สั่งให้คนเผ่าเลวีสะพายดาบไปฆ่าพี่น้องอิสราเอลด้วยกัน พระคำภีร์บอกว่าครั้งนั้นก็ตายไปสามพันคน เพราะพวกเขาล้มเหลวที่จะคอย..แต่เลือกที่จะทำตามสติปัญญา(อันโง่เขลาของตัวเอง)
เปิดไปดูที่ใกล้ๆกันอีกซักเรื่อง 1ซมอ13:9-10/13-14 ข้อนี้ซาอูลก็ร้อนใจ เห็นพวกฟิลิสเตียยกทัพมาอย่างน่ากลัว แต่จะรบก็รบไม่ได้เพราะยังไม่ได้ถวายบูชาพระเจ้า ซามูเอลก็ยังมาไม่ถึงซะที ในที่สุดซาอูลก็”รอไม่ไหว”เลยละเมิดกฎของพระเจ้า จัดแจงเผาเครื่องบูชาซะเอง..แล้วพอเผาเสร็จปุ๊บซามูเอลก็มา ไม่ได้ช้าเกินไป..ไม่ได้สายเกินไป แต่ซาอูลเอง..ที่รอไม่ไหว ผลจากการกระทำในวันนั้น..ทำให้เขาถูกปลด อาณาจักรของซาอูลต้องจบลงแค่นั้นเพียงเพราะว่า..ซาอูล”ไม่รู้จักรอ”
นอกจากข้อที่เราพูดถึงแล้ว ก็ยังมีอีกมากมายหลายข้อทีเดียว รวมทั้งในชีวิตประจำวันของเราทุกคนด้วย..ที่บางครั้งต้องเกิดความทุกข์ยากเพราะ..ไม่รู้จักคอย อยากได้รถใหม่..มือถือใหม่..เงินไม่มี ก็ดิ้นรนไปยืมเค้ามา อยากรวยเร็วๆ เลยไปเล่นหวย..เล่นการพนัน สุดท้ายหนี้สินก็พันตัวจนดิ้นไม่หลุด แต่นี่ยังเป็นแค่ปัญหาเล็กๆทางฝ่ายโลก ซึ่งถ้าเราไม่รู้จักรอ..ก็จะแค่เดือดร้อนทางฝ่ายเนื้อหนัง แต่ถ้าเราไม่รู้จักรอในเรื่องของจิตวิญญาณ ไม่รอคอยวันขององค์พระผู้เป็นเจ้าแต่เลือกที่จะไปเชื่อสิ่งอื่น ความพินาศอันเป็นนิรันดร์จะทำให้เราเดือดร้อนไปชั่วกัปชั่วกัลป์ อันนี้คือเรื่องใหญ่กว่าและหนักกว่าอย่างเทียบกันไม่ได้..
เพราะฉะนั้น ให้เราเรียนรู้จากดาวิด “..ว่าการรอคอยเป็นส่วนหนึ่งและเป็นเรื่องปกติของชีวิตคริสเตียน” การรอคอยเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า..ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ..ไม่มีอะไรบังเอิญในชีวิตคนเรา แล้วการรอคอยก็เป็นบททดสอบความเชื่อและความอดทนที่ได้ผลดีที่สุด เพราะหลายคนก็มักจะล้มเหลวระหว่างที่คอย แต่ขอให้เด็กๆเอาก.ดาวิดเป็นตัวอย่าง แล้วอดทนรอ..ไม่ว่าจะรอการเติบโตเป็นผู้ใหญ่..เพื่อที่จะทำอะไรๆได้มากกว่านี้ รอที่จะได้อะไรก็ตามที่เราอยากได้..ให้เป็นไปตามเวลาของพระเจ้า ไม่ใช่เวลาที่เราพอใจ และสำคัญที่สุดของคริสเตียน คือ รอคอยองค์พระผู้เป็นเจ้า อย่าไปฟังเสียงมารที่คอยทำให้เราสงสัย แถมชอบกระตุ้นให้เราอยากทำบางอย่างตามใจตัวเอง แทนที่จะรอเวลาของพระเจ้า
ขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ทรงเลือกเรา ขอบคุณที่พระองค์ทรงสำแดงพระลักษณะของพระองค์ให้พวกเราได้เห็น ขอบคุณสำหรับทุกวันที่ผ่านมา และน้าตุ๊กของขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับวันนี้..ที่รู้สึกดีเป็นพิเศษ ขอบคุณทุกคำอวยพรที่ส่งผ่านมาด้วยความรักในพระคริสต์ของพี่น้องและลูกหลาน ขอบคุณพระเจ้า..ลูกทั้งหลายจะเพียรรอคอยพระองค์ด้วยความหนักแน่นและอดทน พระเยซูเจ้าขอเชิญพระองค์เสด็จมาเถิด..เอเมน
พบกันใหม่สัปดาห์หน้านะคะ ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ..
วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2553
วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2553
หนังสือ 2 ซามูเอล ครั้งที่ 2 อาทิตย์ที่ 26:9:2010
บทที่1 จบลงที่ดาวิดก็ได้ไว้อาลัยให้กับซาอูลและโยนาธาน ด้วยคำนิยมที่ไพเราะ สวยงามไม่มีที่ติเป็นที่เรียบร้อย หลังจากนั้น ดาวิดก็หันมาจัดการพิพากษาคนอามาเลขที่ฆ่าซาอูล..ด้วยข้อหาบังอาจฆ่าผู้ที่พระเจ้าทรงเจิม..
ดู2ซมอ.2:1-2 พอเคลียร์เรื่องยุ่งๆเสร็จแล้ว ดาวิดก็ทูลถามพระเจ้าว่า..เขาควรจะเอายังไงต่อไป...เด็กๆจำไว้..ว่าทุกครั้งที่ต้องตัดสินใจเรื่องต่างๆในชีวิต..เราเองก็ควรจะถามพระเจ้าทุกครั้งเหมือนกัน เช่น..พระเจ้าลูกควรทำไงดี..พระองค์คิดว่าลูกควรจะเรียนสายวิทย์มั๊ย หรือมีงานพิเศษอันนี้..จะทำดีหรือ ไม่ดี หรือแม้แต่ คนนี้เค้ามาจีบนานแล้ว..ลูกจะคบดีรึเปล่า..พระองค์เจ้าข้า ขอทรงเมตตาสำแดงแก่ลูก..ว่าพระองค์ทรงเห็นว่าไง (ลูกก็จะกระทำตามอย่างที่พระองค์ทรงเห็นชอบ) เหมือนในข้อนี้..ที่พอพระเจ้าบอกให้ดาวิดไปอยู่ที่เมืองเฮโบรน ในเขตของเผ่ายูดาห์ ดาวิดก็เชื่อฟังพระเจ้า จัดแจงย้ายพรรคพวกกับครอบครัวไปอยู่เฮโบรนตามที่พระเจ้าบอกทันที ข้อที่ 4 บอกว่า..ชาวยูดาห์ก็ยกดาวิดขึ้นเป็นกษัตริย์ของพวกเขา..ตามที่พระเจ้าเจิมไว้ (ยูดาห์เท่านั้น..ไม่ใช่อิสราเอลทั้งประเทศ)
ดู2ซมอ.2:5-6 จำได้มั๊ย..หลังจากที่ซาอูลตาย พวกฟิลิสเตียก็ตัดหัวเขากับโยนาธานแล้วเอาศพไปเหน็บประจานไว้ที่กำแพงเมือง ตอนนั้นเองที่ชาวยาเบชกิเลอาดได้สำแดงความกล้าหาญ ด้วยการบุกไปเอาศพคืน..กลับมาฝังที่อิสราเอล ข้อที่ 5 บอกว่า..พอมีคนมาบอกเรื่องนี้ให้ดาวิดฟัง ดาวิดรีบส่งผู้สื่อสารไปกล่าวชมเชย ยกย่องแล้วก็อวยพรชาวเมืองกิเลอาดเป็นการใหญ่ อารมณ์ประมาณว่า..ขอบคุณนะ..ที่ช่วยดูแลครอบครัวของเขา เพราะดาวิดเห็นซาอูลกับโยนาธานเป็นคนครอบครัวเดียวกับเขาเสมอ แล้วเขาก็ไม่เคยคิดเป็นอื่นกับซาอูลเลย..รักแล้วก็เคารพซาอูลเหมือนพ่อ แล้วโยนาธานก็เหมือนพี่ชายแท้ๆ
ดู2ซมอ.2:8-11 ชาวยูดาห์ได้สถาปนาดาวิดขึ้นเป็นกษัตริย์แล้ว เพราะอิสราเอลทุกคนรู้ดีว่า..พระเจ้าทรงเจิมตั้งดาวิดไว้ นั่นก็หมายถึง พระเจ้าเลือกแล้ว..ให้ดาวิดเป็นกษัตริย์ปกครองอิสราเอล แต่อับเนอร์..ไม่ อับเนอร์กลับทำบางอย่างที่ขัดกับน้ำพระทัยพระเจ้า ซึ่งอาจจะพูดได้ว่าเป็นการกระทำที่ส่งผลร้ายแรง แล้วก็ลากยาวกว่าที่ใครๆจะคาดคิด ข้อที่ 9บอกว่า ”อับเนอร์ได้สถาปนา..อิชโบเชท โอรสของซาอูลขึ้นเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล” เด็กๆเริ่มเห็นเค้าโครงของการแบ่งแยกรึยัง ฟังแล้วคิดดีๆ ข้อที่ 4 บอกว่า..”ชาวยูดาห์สถาปนา”ดาวิด”ขึ้นเป็นกษัตริย์ของยูดาห์” พอมาข้อนี้พระคำภีร์บอกว่า..”อับเนอร์ก็เอามั่ง..สถาปนา อิชโบเชท ขึ้นเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล” โดยส่วนตัวแล้วน้าตุ๊กคิดว่า..จุดเริ่มต้นของรอยร้าวระหว่างอิสราเอลกับยูดาห์..น่าจะเริ่มตั้งแต่ตอนนี้แหละ (อันนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัว ใครไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร) อับเนอร์คิดว่าตัวเองเป็นใคร..ถึงได้มีสิทธิ์เที่ยวยกแผ่นดินอิสราเอลให้ใครต่อใครได้ตามใจชอบ ต้องคิดให้ดีๆนะ..จริงๆแล้วอาณาจักรอิสราเอลไม่ได้เป็นของอับเนอร์..เขาไม่มีสิทธิ์ยกให้ใครทั้งนั้น พระเจ้าเท่านั้นที่มีสิทธิ์ แล้วไม่ใช่เขาไม่รู้..ว่าพระเจ้าเลือกดาวิด อับเนอร์รู้..แต่ยังจะทำสิ่งที่ขัดกับน้ำพระทัย..ยกอิชโบเชทขึ้นเป็นกษัตริย์
ดู2ซมอ.2:12-14 ข้อนี้บอกว่า..อับเนอร์กับทหารของอิชโบเชทไปที่เมืองกิเบโอน ส่วนโยอาบกับทหารฝ่ายดาวิดก็ออกไปที่เดียวกัน ซึ่งจริงๆ ก็คงจะนัดกันนั่นแหละ ข้อที่13 บอกว่า..พวกหนึ่งอยู่ที่ขอบสระข้างนี้..อีกพวกหนึ่งอยู่ข้างโน้น” พูดง่ายๆก็เหมือนแก๊งสองแก๊งกำลังนัดจะยกพวกตีกัน พอมาถึงจุดนัดหมายทั้งสองฝ่ายก็นั่งประจัญหน้า แล้วก็เริ่มประกาศศักดาท้าทายกัน โดยอับเนอร์เป็นคนเริ่มก่อน ข้อที่ 14 อับเนอร์พูดกับโยอาบว่า..”ให้คนหนุ่มลุกขึ้นรบเล่นกันให้เราดู” นี่คือสิ่งที่หัวหน้าแก๊งชอบทำ คือเบ่งกล้ามกัน แล้วก็ส่งลูกน้องออกไปตายก่อน อับเนอร์เป็นคนท้า แต่ โยอาบก็ไม่ยอมอยู่แล้ว..เดี๋ยวเสียเหลี่ยม เลยตอบกลับไปประมาณว่า..เอาไงเอากัน
ดู2ซมอ.2:15-17 ในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็ตกลงกันว่า..ให้แต่ละฝ่ายเลือกตัวแทนฝ่ายละ12คน พอการประลองเริ่มขึ้น..พระคำภีร์บอกว่า..ทุกคนก็ดึงผมของฝ่ายตรงข้ามไว้ แล้วต่างคนต่างก็แทงคู่ต่อสู้ของตัวเอง สรุปแล้วทั้ง24คน..ตายเกลี้ยง (ได้อะไรเนี่ย..) ข้อที่17 บอกว่า..การสู้กันในวันนั้นบ้าบิ่นสุดๆ แล้วฝ่ายของอับเนอร์..คือ ฝ่ายอิสราเอลส่วนใหญ่ ดูเหมือนจะสู้ฝ่ายยูดาห์ที่นำโดยโยอาบ..ไม่ได้
ถ้าคิดให้ดีจะเห็นว่า..การประลองกำลังครั้งนี้ไม่มีประโยชน์อะไรเลย นอกจากจะทำให้สถานการณ์แย่ลง ที่เคยแตกแยกกันก็ถูกบั่นให้ลึกลงไปอีก เพราะการท้าประลองกันอย่างงี้..พูดตรงๆเหมือนจิ๊กโก๋ยกพวกตีกัน ดวลกันเสร็จ..ฝ่ายที่แพ้จะยอมเลิกมั๊ย..ส่วนใหญ่ไม่เลิกหรอก มีแต่แพ้ชวนตี คือ แพ้แล้วไม่รู้จักแพ้ จะเอาคืนกันไม่มีวันเลิกลา
ดูต่อไป2ซมอ.2:18-21 พอตกเป็นลอง..อับเนอร์กับพวกดูเหมือนจะต้องหนีก่อน..อย่างน้อยก็ชั่วคราว ข้อนี้บอกว่า..สามพี่น้อง คือ โยอาบ อาบีชัย (ที่ย่องไปเอาเหยือกน้ำกับดาวิด แล้วขอดาวิดฆ่าซาอูลอ่ะ..จำได้มะ) แล้วอีกคนคืออาสาเฮล ก็อยู่ในการประลองครั้งนั้นด้วยอย่างพร้อมหน้า แต่..อาสาเฮลน้องสุดท้องเป็นคนไล่ตามอับเนอร์ไป ข้อที่18 บอกว่า..ฝ่ายอาสาเฮลนั้นฝีเท้าเร็วอย่างละมั่ง ก็เลยตามอับเนอร์ไปอย่างกระชั้นชิด..หวังจะเอาชนะอับเนอร์ให้ได้ คือ เขาทำให้เรานึกถึงเด็กหนุ่มไฟแรงที่มีอารมณ์อยากพิสูจน์ตัวเองอ่ะ..เด็กๆนึกออกมะ อาสาเฮลคงเป็นเด็กที่มีความกล้า แล้วอาจจะเห็นว่า..นี่เป็นโอกาสที่จะพิสูจน์ฝีมือหรือความเป็นผู้ใหญ่ของเขา..รึเปล่า ถึงได้ตามอับเนอร์ไปอย่างไม่คิดชีวิต ข้อที่19 บอกว่า ขณะที่ตามอับเนอร์ไป อาสาเฮลไม่เลี้ยวไปทางขวาหรือทางซ้ายเลย หมายความว่า..จดจ่อ แล้วก็มุ่งมั่นมากที่จะฆ่าอับเนอร์ให้ได้ ข้อที่21 อับเนอร์เลยพูดกับอาสาเฮลว่า..จงเลี้ยวไปทางขวาหรือซ้ายก็ได้แล้วเลือกจับเอาคนหนุ่มซักคน..แล้วริบของเขาซะ หมายความว่าไง..อับเนอร์พยายามที่จะบอกอาสาเฮลว่า..กลับไปเหอะ หรือไม่ก็ไปสู้กับคนอื่นแทน เลือกเอาทหารหนุ่มๆซักคนก็ได้แต่อย่ามายุ่งกับเขาเลย แต่อาสาเฮลไม่ฟัง..ยังตามไม่เลิก
ดูต่อ 2ซมอ.2:22-23 พอเห็นอาสาเฮลตามไม่ยอมเลิก อับเนอร์เลยออกปากเตือนอีกครั้งหนึ่งว่าเลิกตามเขาเหอะ..เขาไม่ฆ่าเด็กหนุ่มอย่างอาสาเฮล เพราะเดี๋ยวจะมองหน้าโยอาบไม่ได้ แต่..อาสาเฮลก็ไม่สนใจ..ยังตามอับเนอร์ไปจนถึงตัว
เห็นได้ชัดว่าอับเนอร์ก็ไม่ได้อยากจะฆ่าเด็ก แต่คงหมดความอดทน ข้อที่23 บอกว่า อับเนอร์เลยใช้ ”โคนหอก” แทงจนทะลุไปข้างหลัง อาสาเฮลเลยนอนตายอยู่ตรงนั้น เด็กๆสังเกตดู..พระคำภีร์บอกว่าอับเนอร์ใช้”โคนหอก” ไม่ใช่ปลายแหลมนะ..ที่ใช้แทงอาสาเฮล หมายความว่า..เขาต้องแข็งแรงอย่างมาก เพราะการใช้ของทื่อๆแทงคนอื่นจนทะลุข้างหลัง..ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้กำลังมหาศาล เพราะฉะนั้น การใช้โคนหอก..อาจจะมีนัยน์ที่ทำให้อับเนอร์ดูมีศักดิ์ศรีขึ้นมา..นิดนึง (รึเปล่า..ไม่รู้ อันนี้เป็นข้อสันนิฐาน)
ดู2ซมอ.2:24-26 แน่นอน..โยอาบกับอาบีชัย ไม่มีทางยอมให้น้องตายฟรีอยู่แล้ว ข้อนี้บอกว่า..พวกเขาไล่ตามอับเนอร์ไปจนถึงทางที่จะไปเมืองกิเบโอน ส่วนพวกของอับเนอร์ก็ตั้งท่าอยู่ที่ยอดเขา แล้วอับเนอร์ก็พูดกับโยอาบว่า..”จะให้ดาบกินเรื่อยไปหรือ ท่านไม่ทราบหรือว่าตอนปลายมือก็ขม..” ความหมายก็คือ อับเนอร์ชวนให้พักรบก่อน เขาพูดประมาณว่า..จะให้พี่น้องฆ่ากันเองไปอีกนานแค่ไหน ไม่รู้หรอว่า..สุดท้ายก็มีแต่จะเสียด้วยกันทั้งสองฝ่าย ส่วนโยอาบก็เห็นว่ามืดแล้ว..เลยยอมตกลงให้พักการรบไว้ก่อน เพราะฝืนตามไปก็คงลำบากเหมือนกัน ข้อที่30บอกว่า พอกลับมานับจำนวนพลกันแล้วปรากฎว่า..ฝ่ายทหารของดาวิดคือยูดาห์..ที่นำโดยโยอาบ เสียทหารไป 19 คนถ้ารวมอาสาเฮลด้วยก็เป็น 20คนเท่านั้น แต่ฝ่ายของอับเนอร์ ทหารเก่าของซาอูล..เสียกำลังพลไป 360 คน..คือ ตอนนี้อับเนอร์สู้ไม่ได้เห็นๆ เพราะเสียทหารไปมากกว่าฝ่ายของดาวิดหลายเท่า
ดู2ซมอ.3:1 ข้อนี้บอกว่า..มีการทำสงครามระหว่างพงพันธ์ของซาอูล..ที่นำโดย”อับเนอร์” กับ พงศ์พันธ์ของดาวิด อยู่อีกนาน..เราลองคิดให้ดี..ว่าชนวนของความแตกแยกอันนี้มันเริ่มจากตรงไหน มันเริ่มจากอับเนอร์ใช่มั๊ย..ที่ดึงดันตั้งอิชโบเชทขึ้นมาเป็นกษัตริย์ ทั้งที่รู้อยู่ว่าพระเจ้าทรงเลือกดาวิด แล้วอับเนอร์ก็ไม่ได้ทำเพราะจงรักภักดีกับซาอูลนะ แต่ทำด้วยความมักใหญ่ใฝ่สูงของตัวเอง เพราะเดี๋ยวเราจะได้เห็นกันว่า..จริงๆแล้วอิชโบเชทเป็นแค่หุ่นเชิดของอับเนอร์เท่านั้น ขณะเดียวกัน”โยอาบ”ที่เป็นเหมือนขุนพลของอีกฝ่าย (คือ ดาวิด) ก็แรงพอกัน..ปล่อยให้เรื่องของศักดิ์ศรีเข้ามาครอบงำ แล้วนับวันก็ยิ่งชัดเจนว่าเป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่าเรื่องของชาติบ้านเมือง(คุ้นๆมะ) แล้วถ้าสังเกตให้ดี่ช่วงนี้พระคำภีร์ไม่ค่อยกล่าวถึงดาวิด เหมือนเขาหายไปชั่วขณะหนึ่ง เลยไม่แน่ใจว่า..การท้าดวลกันครั้งนี้ดาวิดรู้เห็นด้วยหรือไม่..แต่เหมือนจะ..ไม่ พอสิ้นสุดการประลองที่ริมสระน้ำ..ฝ่ายที่แพ้ก็ใช่ว่าจะยอมแพ้ ที่ชนะก็ไม่ยอมจบ..เพราะอะไร ก็อาสาเฮลน้องเขาถูกอับเนอร์ฆ่าตาย..จะจบง่ายๆได้ไง เขาต้องแก้แค้นอับเนอร์ก่อน..ถึงจะสบายใจ ทำไปทำมามันเกี่ยวกับประเทศชาติตรงไหน นี่มันเรื่องส่วนตัวชัดๆ เพราะตามหลักเกณฑ์แล้วกรณีนี้..อับเนอร์ไม่ผิด เพราะ..
1.อับเนอร์ไม่ได้อยากฆ่าอาสาเฮล พระคำภีร์บอกไว้ อับเนอร์พยายามไล่เขากลับไปถึงสองครั้ง แต่อาสาเฮลไม่ฟัง เพราะฉะนั้นถ้าอับเนอร์ไม่ฆ่าเขา เขาก็ต้องฆ่าอับเนอร์ ที่ไม่อยากรังแกเด็กก็จริงอยู่ แต่จะยืนเฉยๆให้เด็กฆ่าตายก็ใช่ที่
และ2.กรณีที่อับเนอร์ฆ่าอาสาเฮลนี้..ไม่ถือว่าเป็นการฆาตกรรม เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสนามรบระหว่างสงคราม ทุกคนมีสิทธิ์ป้องกันตัวเต็มที่ แต่โยอาบไม่ยอม..เขาจะเอาคืนให้ได้ แล้วสุดท้ายเราจะได้เห็นว่า..โยอาบก็ฆาตกรรมอับเนอร์จนได้
ดู2ซมอ.3:2-5 ข้อนี้เป็นการบันทึกถึงเชื้อสายของดาวิด เราก็อ่านพอให้รู้ว่า..มีใครบ้าง จำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่มีคนนึงที่อยากให้จำไว้ให้ดี เพราะต่อไปจะมีบทบาทที่เข้มข้นมาก ก็คือ “อับซาโลม” ลูกชายของดาวิดที่เกิดจากนาง มาอาคาห์
ดู2ซมอ.3:6-7 คำว่า”อับเนอร์ได้กระทำตัวให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นในพงพันศ์ของซาอูล” ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ..อับเนอร์เริ่มกล้าเกินเหตุ..บังอาจไปเอาภรรยาคนนึงของซาอูลมาเป็นภรรยาของตัวเอง การทำอย่างนี้ถือเป็นการประกาศกลายๆว่าเขาจะมาแทนที่ซาอูล..อับเนอร์เริ่มออกลายในที่สุด ข้อที่7 อิชโบเชทถามอับเนอร์ว่า..”เหตุใดท่านถึงเข้าหาสนมของเสด็จพ่อเรา..” อิชโบเชทคงไม่พอใจ จึงรวบรวมความกล้าแล้วถามอับเนอร์ตรงๆ แล้วอับเนอร์ว่าไง..ดูต่อไป
2ซมอ.3:8 อิชโบเชทถามคำเดียว..อับเนอร์สวนกลับมาเป็นชุด “ข้าพระบาทเป็นหัวสุนัขของยูดาห์หรือ..” คำนี้น้าตุ๊กถือว่า กล่าวโทษทีเดียวโดนมากกว่าหนึ่ง เพราะตอนนี้อับเนอร์กำลังต่อว่าอิชโบเชท แต่คำว่า”หัวสุนัข” เนี่ย..เค้าแขวะคนยูดาห์ที่อยู่ฝ่ายดาวิด (แต่โดยส่วนตัวแล้ว น้าตุ๊กคิดว่า..เค้าอาจจะเจาะจงไปที่”โยอาบ”) เป็นหัวหมา..คือ เป็นหัวหอกรับใช้ราชวงศ์ที่ไม่มีศักดิ์ศรี (ไม่มีศักดิ์ศรี ในความคิดของอับเนอร์เท่านั้น) เพราะถ้าให้เกียรติก็น่าจะเทียบกับนกอิทรีย์ เสือ สิงห์ หรือมังกรก็ได้..แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น แต่ต้องไม่ใช่สุนัข..
ข้อนี้..อับเนอร์กำลังจะบอกอิชโบเชทว่า “เค้าจงรักภักดีกับราชวงศ์ซาอูล..พ่อของคุณมาตลอด ถึงทุกวันนี้ที่คุณได้เป็นกษัตริย์เนี่ย..เพราะใคร แล้วใครที่คอยปกป้องคุณรวมทั้งพ่อของคุณด้วย..ให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของดาวิด (อันนี้ อับเนอร์ก็คิดไปเองอีก..เพราะจริงๆดาวิดไม่เคยคิดทำร้ายซาอูล แต่ถึงตอนที่มีคนจะทำร้ายซาอูลจริงๆ อับเนอร์ก็ไม่ใช่จะคุ้มครองได้ ดู1ซมอ.26:5-10) สรุปก็คืออับเนอร์เริ่มเผยตัวตนให้อิชโบเชทสำนึกว่า..เค้าต่างหากที่กุมบังเหียรทุกอย่างของอิสราเอลไว้ แล้วอิชโบเชทกล้าดียังไงถึงจะมาไตร่สวนเค้าเรื่องนางสนม
ดูต่อ2ซมอ.3:9-11 อาการเนี้ย..ที่เค้าเรียกว่า แพ้ชวนตี หลังจากที่ทั้งขู่..ทั้งว่าอิชโบเชทแล้ว อับเนอร์ก็ถือโอกาสแปรพักตร์ซะเลย เพราะจริงๆสถานการณ์ของตัวเองก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ โยอาบกับอาบีชัยก็จ้องจะเอาคืนเพราะไปฆ่าน้องเค้าตาย อับเนอร์เลยหัวใสเริ่มหาที่คุ้มภัย เพราะฉะนั้น ถึงเวลาแล้วที่ต้องหันหน้าไปพึ่งพาดาวิด ก็เลยใช้โอกาสนี้ บอกอิชโบเชทตรงๆเลย..ว่าเค้าจะไปเข้าข้างดาวิดแล้วนะ(ซะงั้น) เพราะข้อที่9 อับเนอร์พูดว่า..”ถ้าเขาไม่สนับสนุนให้ดาวิดเป็นกษัตริย์ตามที่พระเจ้าเจิมไว้นะ ขอให้พระเจ้าลงโทษ”(หน้าตาเฉยเลย.. ) แล้วอับเนอร์ยังพูดต่อไปอีกว่า..คอยดูนะ เค้าจะย้ายอาณาจักรจากพงพันศ์ซาอูล พูดง่ายๆจะปลดราชวงศ์ของซาอูล แล้วไปสถาปนาราชวงศ์ดาวิดแทน มีสิทธิ์อะไรเนี่ย..ทำยังกะตัวเองยิ่งใหญ่ซะเต็มประดา..จะตั้งใครก็ตั้ง จะปลดใครก็ปลดได้..ตามอำเภอใจ อับเนอร์คิดว่าตัวเองเป็นใคร..ไม่เข้าใจจริงๆ แล้วอิชโบเชทว่าไง..ข้อที่11 บอกว่า..อิชโบเชทเงียบกริบ..เถียงไม่ออกซักคำ เพราะเค้าก็กลัวอับเนอร์จริงอย่างว่า..
ดู2ซมอ.3:12-13 ไม่ใช่แค่ขู่..อับเนอร์ทำอย่างที่พูดไว้ทันที ข้อนี้บอกว่า..เขาส่งผู้สื่อสารไปหาดาวิด..ขอทำพันธสัญญาโดยยื่นข้อเสนอว่าจะให้ดาวิดเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล ข้อที่12 อับเนอร์บอกว่า..”มือของข้าพระบาทจะอยู่ฝ่ายพระองค์ แล้วจะนำอิสราเอลทั้งสิ้นมามอบให้” หมายความว่า ถ้าแค่ดาวิดยอมทำสัญญากับเขา เขาจะจัดการที่เหลือให้..ที่เหลือคืออะไร คำว่าที่เหลือของอับเนอร์..ก็ต้องหมายถึงอิชโบเชทด้วย เพราะตอนนี้อิชโบเชทยังค้างอยู่บนบัลลังก์ของอิสราเอล ถ้าจะให้คนใหม่ขึ้น..ก็ต้องเอาคนเก่าลงซะก่อน เราไม่รู้หรอกว่าอับเนอร์จะทำยังไงกับอิชโบเชท แล้วจะไม่มีโอกาสได้รู้ด้วย..เพราะเดี๋ยวเค้าจะตายก่อนที่จะได้ทำอะไรๆตามที่พูดๆไว้
ข้อที่13 บอกว่า..ดาวิดตอบตกลงทันที โดยมีเงื่อนไขข้อเดียวคือ..ต้องส่งตัว”มีคาล”ภรรยาเก่าของเขาคืนมาก่อน..ไม่งั้น ไม่ตกลง (มีคาล คือ ลูกสาวที่ซาอูลยกให้ดาวิด แล้วพอดาวิดต้องหนี ซาอูลก็ยกมีคาลให้คนอื่น) ทำไมดาวิดยังอยากได้ภรรยาเก่าคืน..เพราะดาวิดเชื่อในความมั่นคงของการแต่งงาน เพราะถึงยังไงมีคาลก็คือภรรยาของเขา เหตุผลอีกข้อนึงก็น่าจะเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีความเป็นกษัตริย์ เพราะตอนนี้ดาวิดก็เป็นกษัตริย์แล้ว ถ้าจะปล่อยให้เมียตัวเองไปเป็นเมียของคนอื่น..มันก็คงจะดูไม่ค่อยสมาร์ทเท่าไหร่ สุดท้ายดาวิดก็เลยได้มีคาลคืนมา
ดู2ซมอ.3:17-18 ข้อนี้บอกว่า..อับเนอร์ได้เอาเรื่องที่ตัวเองตัดสินใจจะทำสัญญากับดาวิดไปปรึกษาพวกผู้ใหญ่ก็คือ บรรดาผู้นำของอิสราเอล ซึ่งแน่นอน ทุกคนต้องเห็นด้วย แต่จากข้อนี้ทำให้เรารู้อีกเรื่องนึง ก็คือ การแต่งตั้งอิชโบเชทเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล..น่าจะเป็นการตัดสินใจหรือเป็นความเห็นชอบของอับเนอร์คนเดียว เพราะข้อที่17 อับเนอร์พูดว่า..”เมื่อก่อนนี้ท่านทั้งหลายใคร่ให้ดาวิดเป็นกษัตริย์เหนือท่าน..” แปลว่า ผู้นำคนอื่นๆเค้าอยากให้ดาวิดเป็นกษัตริย์ตั้งนานแล้ว พวกเขารู้กันทุกคนว่าพระเจ้าเลือกดาวิดแล้วก็อยากที่จะให้เป็นไปตามนั้น แต่คงจะขัดอับเนอร์ไม่ได้..เลยต้องยอมให้อิชโบเชทเป็นกษัตริย์ (ไปก่อนชั่วคราว) มาถึงตอนนี้อับเนอร์ก็คงแค่รายงานให้ฟังเป็นพิธี..ประมาณว่า เอาล่ะ..พวกท่านจะได้สมใจละเพราะตอนนี้เค้าตกลงจะยอมให้ดาวิดเป็นกษัตริย์ของอิสราเอลแล้ว
วันนี้เอาไว้แค่นี้ก่อนนะคะ..น้าตุ๊กขอหนุนใจเด็กๆทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่กำลังสอบหรือเหน็ดเหนื่อยกับการทำวิทยานิพนธ์ต่างๆ หรือที่กำลังฝึกงาน ขอให้เพียรอธิฐานนะคะ อย่าหยุดแสวงหาพระเจ้า..อย่าให้เวลาอย่างอื่นที่เป็นฝ่ายโลกเข้ามาเบียดเวลาที่เราจะเฝ้าสนิทกับพระเจ้า พระคุณของพระเจ้าที่ประทานให้เราในวันนี้..สำเร็จรูปแบบสุดๆแล้วค่ะ เพราะถึงบางอาทิตย์เราจะไม่ได้มาโบสถ์ แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตในใจเรา ไม่มีสิ่งใดมากั้นขวางได้ แค่ก้มศีรษะลงและอธิฐานเราก็ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าทันที
พบกันใหม่สัปดาห์หน้า ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ
ดู2ซมอ.2:1-2 พอเคลียร์เรื่องยุ่งๆเสร็จแล้ว ดาวิดก็ทูลถามพระเจ้าว่า..เขาควรจะเอายังไงต่อไป...เด็กๆจำไว้..ว่าทุกครั้งที่ต้องตัดสินใจเรื่องต่างๆในชีวิต..เราเองก็ควรจะถามพระเจ้าทุกครั้งเหมือนกัน เช่น..พระเจ้าลูกควรทำไงดี..พระองค์คิดว่าลูกควรจะเรียนสายวิทย์มั๊ย หรือมีงานพิเศษอันนี้..จะทำดีหรือ ไม่ดี หรือแม้แต่ คนนี้เค้ามาจีบนานแล้ว..ลูกจะคบดีรึเปล่า..พระองค์เจ้าข้า ขอทรงเมตตาสำแดงแก่ลูก..ว่าพระองค์ทรงเห็นว่าไง (ลูกก็จะกระทำตามอย่างที่พระองค์ทรงเห็นชอบ) เหมือนในข้อนี้..ที่พอพระเจ้าบอกให้ดาวิดไปอยู่ที่เมืองเฮโบรน ในเขตของเผ่ายูดาห์ ดาวิดก็เชื่อฟังพระเจ้า จัดแจงย้ายพรรคพวกกับครอบครัวไปอยู่เฮโบรนตามที่พระเจ้าบอกทันที ข้อที่ 4 บอกว่า..ชาวยูดาห์ก็ยกดาวิดขึ้นเป็นกษัตริย์ของพวกเขา..ตามที่พระเจ้าเจิมไว้ (ยูดาห์เท่านั้น..ไม่ใช่อิสราเอลทั้งประเทศ)
ดู2ซมอ.2:5-6 จำได้มั๊ย..หลังจากที่ซาอูลตาย พวกฟิลิสเตียก็ตัดหัวเขากับโยนาธานแล้วเอาศพไปเหน็บประจานไว้ที่กำแพงเมือง ตอนนั้นเองที่ชาวยาเบชกิเลอาดได้สำแดงความกล้าหาญ ด้วยการบุกไปเอาศพคืน..กลับมาฝังที่อิสราเอล ข้อที่ 5 บอกว่า..พอมีคนมาบอกเรื่องนี้ให้ดาวิดฟัง ดาวิดรีบส่งผู้สื่อสารไปกล่าวชมเชย ยกย่องแล้วก็อวยพรชาวเมืองกิเลอาดเป็นการใหญ่ อารมณ์ประมาณว่า..ขอบคุณนะ..ที่ช่วยดูแลครอบครัวของเขา เพราะดาวิดเห็นซาอูลกับโยนาธานเป็นคนครอบครัวเดียวกับเขาเสมอ แล้วเขาก็ไม่เคยคิดเป็นอื่นกับซาอูลเลย..รักแล้วก็เคารพซาอูลเหมือนพ่อ แล้วโยนาธานก็เหมือนพี่ชายแท้ๆ
ดู2ซมอ.2:8-11 ชาวยูดาห์ได้สถาปนาดาวิดขึ้นเป็นกษัตริย์แล้ว เพราะอิสราเอลทุกคนรู้ดีว่า..พระเจ้าทรงเจิมตั้งดาวิดไว้ นั่นก็หมายถึง พระเจ้าเลือกแล้ว..ให้ดาวิดเป็นกษัตริย์ปกครองอิสราเอล แต่อับเนอร์..ไม่ อับเนอร์กลับทำบางอย่างที่ขัดกับน้ำพระทัยพระเจ้า ซึ่งอาจจะพูดได้ว่าเป็นการกระทำที่ส่งผลร้ายแรง แล้วก็ลากยาวกว่าที่ใครๆจะคาดคิด ข้อที่ 9บอกว่า ”อับเนอร์ได้สถาปนา..อิชโบเชท โอรสของซาอูลขึ้นเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล” เด็กๆเริ่มเห็นเค้าโครงของการแบ่งแยกรึยัง ฟังแล้วคิดดีๆ ข้อที่ 4 บอกว่า..”ชาวยูดาห์สถาปนา”ดาวิด”ขึ้นเป็นกษัตริย์ของยูดาห์” พอมาข้อนี้พระคำภีร์บอกว่า..”อับเนอร์ก็เอามั่ง..สถาปนา อิชโบเชท ขึ้นเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล” โดยส่วนตัวแล้วน้าตุ๊กคิดว่า..จุดเริ่มต้นของรอยร้าวระหว่างอิสราเอลกับยูดาห์..น่าจะเริ่มตั้งแต่ตอนนี้แหละ (อันนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัว ใครไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร) อับเนอร์คิดว่าตัวเองเป็นใคร..ถึงได้มีสิทธิ์เที่ยวยกแผ่นดินอิสราเอลให้ใครต่อใครได้ตามใจชอบ ต้องคิดให้ดีๆนะ..จริงๆแล้วอาณาจักรอิสราเอลไม่ได้เป็นของอับเนอร์..เขาไม่มีสิทธิ์ยกให้ใครทั้งนั้น พระเจ้าเท่านั้นที่มีสิทธิ์ แล้วไม่ใช่เขาไม่รู้..ว่าพระเจ้าเลือกดาวิด อับเนอร์รู้..แต่ยังจะทำสิ่งที่ขัดกับน้ำพระทัย..ยกอิชโบเชทขึ้นเป็นกษัตริย์
ดู2ซมอ.2:12-14 ข้อนี้บอกว่า..อับเนอร์กับทหารของอิชโบเชทไปที่เมืองกิเบโอน ส่วนโยอาบกับทหารฝ่ายดาวิดก็ออกไปที่เดียวกัน ซึ่งจริงๆ ก็คงจะนัดกันนั่นแหละ ข้อที่13 บอกว่า..พวกหนึ่งอยู่ที่ขอบสระข้างนี้..อีกพวกหนึ่งอยู่ข้างโน้น” พูดง่ายๆก็เหมือนแก๊งสองแก๊งกำลังนัดจะยกพวกตีกัน พอมาถึงจุดนัดหมายทั้งสองฝ่ายก็นั่งประจัญหน้า แล้วก็เริ่มประกาศศักดาท้าทายกัน โดยอับเนอร์เป็นคนเริ่มก่อน ข้อที่ 14 อับเนอร์พูดกับโยอาบว่า..”ให้คนหนุ่มลุกขึ้นรบเล่นกันให้เราดู” นี่คือสิ่งที่หัวหน้าแก๊งชอบทำ คือเบ่งกล้ามกัน แล้วก็ส่งลูกน้องออกไปตายก่อน อับเนอร์เป็นคนท้า แต่ โยอาบก็ไม่ยอมอยู่แล้ว..เดี๋ยวเสียเหลี่ยม เลยตอบกลับไปประมาณว่า..เอาไงเอากัน
ดู2ซมอ.2:15-17 ในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็ตกลงกันว่า..ให้แต่ละฝ่ายเลือกตัวแทนฝ่ายละ12คน พอการประลองเริ่มขึ้น..พระคำภีร์บอกว่า..ทุกคนก็ดึงผมของฝ่ายตรงข้ามไว้ แล้วต่างคนต่างก็แทงคู่ต่อสู้ของตัวเอง สรุปแล้วทั้ง24คน..ตายเกลี้ยง (ได้อะไรเนี่ย..) ข้อที่17 บอกว่า..การสู้กันในวันนั้นบ้าบิ่นสุดๆ แล้วฝ่ายของอับเนอร์..คือ ฝ่ายอิสราเอลส่วนใหญ่ ดูเหมือนจะสู้ฝ่ายยูดาห์ที่นำโดยโยอาบ..ไม่ได้
ถ้าคิดให้ดีจะเห็นว่า..การประลองกำลังครั้งนี้ไม่มีประโยชน์อะไรเลย นอกจากจะทำให้สถานการณ์แย่ลง ที่เคยแตกแยกกันก็ถูกบั่นให้ลึกลงไปอีก เพราะการท้าประลองกันอย่างงี้..พูดตรงๆเหมือนจิ๊กโก๋ยกพวกตีกัน ดวลกันเสร็จ..ฝ่ายที่แพ้จะยอมเลิกมั๊ย..ส่วนใหญ่ไม่เลิกหรอก มีแต่แพ้ชวนตี คือ แพ้แล้วไม่รู้จักแพ้ จะเอาคืนกันไม่มีวันเลิกลา
ดูต่อไป2ซมอ.2:18-21 พอตกเป็นลอง..อับเนอร์กับพวกดูเหมือนจะต้องหนีก่อน..อย่างน้อยก็ชั่วคราว ข้อนี้บอกว่า..สามพี่น้อง คือ โยอาบ อาบีชัย (ที่ย่องไปเอาเหยือกน้ำกับดาวิด แล้วขอดาวิดฆ่าซาอูลอ่ะ..จำได้มะ) แล้วอีกคนคืออาสาเฮล ก็อยู่ในการประลองครั้งนั้นด้วยอย่างพร้อมหน้า แต่..อาสาเฮลน้องสุดท้องเป็นคนไล่ตามอับเนอร์ไป ข้อที่18 บอกว่า..ฝ่ายอาสาเฮลนั้นฝีเท้าเร็วอย่างละมั่ง ก็เลยตามอับเนอร์ไปอย่างกระชั้นชิด..หวังจะเอาชนะอับเนอร์ให้ได้ คือ เขาทำให้เรานึกถึงเด็กหนุ่มไฟแรงที่มีอารมณ์อยากพิสูจน์ตัวเองอ่ะ..เด็กๆนึกออกมะ อาสาเฮลคงเป็นเด็กที่มีความกล้า แล้วอาจจะเห็นว่า..นี่เป็นโอกาสที่จะพิสูจน์ฝีมือหรือความเป็นผู้ใหญ่ของเขา..รึเปล่า ถึงได้ตามอับเนอร์ไปอย่างไม่คิดชีวิต ข้อที่19 บอกว่า ขณะที่ตามอับเนอร์ไป อาสาเฮลไม่เลี้ยวไปทางขวาหรือทางซ้ายเลย หมายความว่า..จดจ่อ แล้วก็มุ่งมั่นมากที่จะฆ่าอับเนอร์ให้ได้ ข้อที่21 อับเนอร์เลยพูดกับอาสาเฮลว่า..จงเลี้ยวไปทางขวาหรือซ้ายก็ได้แล้วเลือกจับเอาคนหนุ่มซักคน..แล้วริบของเขาซะ หมายความว่าไง..อับเนอร์พยายามที่จะบอกอาสาเฮลว่า..กลับไปเหอะ หรือไม่ก็ไปสู้กับคนอื่นแทน เลือกเอาทหารหนุ่มๆซักคนก็ได้แต่อย่ามายุ่งกับเขาเลย แต่อาสาเฮลไม่ฟัง..ยังตามไม่เลิก
ดูต่อ 2ซมอ.2:22-23 พอเห็นอาสาเฮลตามไม่ยอมเลิก อับเนอร์เลยออกปากเตือนอีกครั้งหนึ่งว่าเลิกตามเขาเหอะ..เขาไม่ฆ่าเด็กหนุ่มอย่างอาสาเฮล เพราะเดี๋ยวจะมองหน้าโยอาบไม่ได้ แต่..อาสาเฮลก็ไม่สนใจ..ยังตามอับเนอร์ไปจนถึงตัว
เห็นได้ชัดว่าอับเนอร์ก็ไม่ได้อยากจะฆ่าเด็ก แต่คงหมดความอดทน ข้อที่23 บอกว่า อับเนอร์เลยใช้ ”โคนหอก” แทงจนทะลุไปข้างหลัง อาสาเฮลเลยนอนตายอยู่ตรงนั้น เด็กๆสังเกตดู..พระคำภีร์บอกว่าอับเนอร์ใช้”โคนหอก” ไม่ใช่ปลายแหลมนะ..ที่ใช้แทงอาสาเฮล หมายความว่า..เขาต้องแข็งแรงอย่างมาก เพราะการใช้ของทื่อๆแทงคนอื่นจนทะลุข้างหลัง..ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้กำลังมหาศาล เพราะฉะนั้น การใช้โคนหอก..อาจจะมีนัยน์ที่ทำให้อับเนอร์ดูมีศักดิ์ศรีขึ้นมา..นิดนึง (รึเปล่า..ไม่รู้ อันนี้เป็นข้อสันนิฐาน)
ดู2ซมอ.2:24-26 แน่นอน..โยอาบกับอาบีชัย ไม่มีทางยอมให้น้องตายฟรีอยู่แล้ว ข้อนี้บอกว่า..พวกเขาไล่ตามอับเนอร์ไปจนถึงทางที่จะไปเมืองกิเบโอน ส่วนพวกของอับเนอร์ก็ตั้งท่าอยู่ที่ยอดเขา แล้วอับเนอร์ก็พูดกับโยอาบว่า..”จะให้ดาบกินเรื่อยไปหรือ ท่านไม่ทราบหรือว่าตอนปลายมือก็ขม..” ความหมายก็คือ อับเนอร์ชวนให้พักรบก่อน เขาพูดประมาณว่า..จะให้พี่น้องฆ่ากันเองไปอีกนานแค่ไหน ไม่รู้หรอว่า..สุดท้ายก็มีแต่จะเสียด้วยกันทั้งสองฝ่าย ส่วนโยอาบก็เห็นว่ามืดแล้ว..เลยยอมตกลงให้พักการรบไว้ก่อน เพราะฝืนตามไปก็คงลำบากเหมือนกัน ข้อที่30บอกว่า พอกลับมานับจำนวนพลกันแล้วปรากฎว่า..ฝ่ายทหารของดาวิดคือยูดาห์..ที่นำโดยโยอาบ เสียทหารไป 19 คนถ้ารวมอาสาเฮลด้วยก็เป็น 20คนเท่านั้น แต่ฝ่ายของอับเนอร์ ทหารเก่าของซาอูล..เสียกำลังพลไป 360 คน..คือ ตอนนี้อับเนอร์สู้ไม่ได้เห็นๆ เพราะเสียทหารไปมากกว่าฝ่ายของดาวิดหลายเท่า
ดู2ซมอ.3:1 ข้อนี้บอกว่า..มีการทำสงครามระหว่างพงพันธ์ของซาอูล..ที่นำโดย”อับเนอร์” กับ พงศ์พันธ์ของดาวิด อยู่อีกนาน..เราลองคิดให้ดี..ว่าชนวนของความแตกแยกอันนี้มันเริ่มจากตรงไหน มันเริ่มจากอับเนอร์ใช่มั๊ย..ที่ดึงดันตั้งอิชโบเชทขึ้นมาเป็นกษัตริย์ ทั้งที่รู้อยู่ว่าพระเจ้าทรงเลือกดาวิด แล้วอับเนอร์ก็ไม่ได้ทำเพราะจงรักภักดีกับซาอูลนะ แต่ทำด้วยความมักใหญ่ใฝ่สูงของตัวเอง เพราะเดี๋ยวเราจะได้เห็นกันว่า..จริงๆแล้วอิชโบเชทเป็นแค่หุ่นเชิดของอับเนอร์เท่านั้น ขณะเดียวกัน”โยอาบ”ที่เป็นเหมือนขุนพลของอีกฝ่าย (คือ ดาวิด) ก็แรงพอกัน..ปล่อยให้เรื่องของศักดิ์ศรีเข้ามาครอบงำ แล้วนับวันก็ยิ่งชัดเจนว่าเป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่าเรื่องของชาติบ้านเมือง(คุ้นๆมะ) แล้วถ้าสังเกตให้ดี่ช่วงนี้พระคำภีร์ไม่ค่อยกล่าวถึงดาวิด เหมือนเขาหายไปชั่วขณะหนึ่ง เลยไม่แน่ใจว่า..การท้าดวลกันครั้งนี้ดาวิดรู้เห็นด้วยหรือไม่..แต่เหมือนจะ..ไม่ พอสิ้นสุดการประลองที่ริมสระน้ำ..ฝ่ายที่แพ้ก็ใช่ว่าจะยอมแพ้ ที่ชนะก็ไม่ยอมจบ..เพราะอะไร ก็อาสาเฮลน้องเขาถูกอับเนอร์ฆ่าตาย..จะจบง่ายๆได้ไง เขาต้องแก้แค้นอับเนอร์ก่อน..ถึงจะสบายใจ ทำไปทำมามันเกี่ยวกับประเทศชาติตรงไหน นี่มันเรื่องส่วนตัวชัดๆ เพราะตามหลักเกณฑ์แล้วกรณีนี้..อับเนอร์ไม่ผิด เพราะ..
1.อับเนอร์ไม่ได้อยากฆ่าอาสาเฮล พระคำภีร์บอกไว้ อับเนอร์พยายามไล่เขากลับไปถึงสองครั้ง แต่อาสาเฮลไม่ฟัง เพราะฉะนั้นถ้าอับเนอร์ไม่ฆ่าเขา เขาก็ต้องฆ่าอับเนอร์ ที่ไม่อยากรังแกเด็กก็จริงอยู่ แต่จะยืนเฉยๆให้เด็กฆ่าตายก็ใช่ที่
และ2.กรณีที่อับเนอร์ฆ่าอาสาเฮลนี้..ไม่ถือว่าเป็นการฆาตกรรม เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสนามรบระหว่างสงคราม ทุกคนมีสิทธิ์ป้องกันตัวเต็มที่ แต่โยอาบไม่ยอม..เขาจะเอาคืนให้ได้ แล้วสุดท้ายเราจะได้เห็นว่า..โยอาบก็ฆาตกรรมอับเนอร์จนได้
ดู2ซมอ.3:2-5 ข้อนี้เป็นการบันทึกถึงเชื้อสายของดาวิด เราก็อ่านพอให้รู้ว่า..มีใครบ้าง จำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่มีคนนึงที่อยากให้จำไว้ให้ดี เพราะต่อไปจะมีบทบาทที่เข้มข้นมาก ก็คือ “อับซาโลม” ลูกชายของดาวิดที่เกิดจากนาง มาอาคาห์
ดู2ซมอ.3:6-7 คำว่า”อับเนอร์ได้กระทำตัวให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นในพงพันศ์ของซาอูล” ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ..อับเนอร์เริ่มกล้าเกินเหตุ..บังอาจไปเอาภรรยาคนนึงของซาอูลมาเป็นภรรยาของตัวเอง การทำอย่างนี้ถือเป็นการประกาศกลายๆว่าเขาจะมาแทนที่ซาอูล..อับเนอร์เริ่มออกลายในที่สุด ข้อที่7 อิชโบเชทถามอับเนอร์ว่า..”เหตุใดท่านถึงเข้าหาสนมของเสด็จพ่อเรา..” อิชโบเชทคงไม่พอใจ จึงรวบรวมความกล้าแล้วถามอับเนอร์ตรงๆ แล้วอับเนอร์ว่าไง..ดูต่อไป
2ซมอ.3:8 อิชโบเชทถามคำเดียว..อับเนอร์สวนกลับมาเป็นชุด “ข้าพระบาทเป็นหัวสุนัขของยูดาห์หรือ..” คำนี้น้าตุ๊กถือว่า กล่าวโทษทีเดียวโดนมากกว่าหนึ่ง เพราะตอนนี้อับเนอร์กำลังต่อว่าอิชโบเชท แต่คำว่า”หัวสุนัข” เนี่ย..เค้าแขวะคนยูดาห์ที่อยู่ฝ่ายดาวิด (แต่โดยส่วนตัวแล้ว น้าตุ๊กคิดว่า..เค้าอาจจะเจาะจงไปที่”โยอาบ”) เป็นหัวหมา..คือ เป็นหัวหอกรับใช้ราชวงศ์ที่ไม่มีศักดิ์ศรี (ไม่มีศักดิ์ศรี ในความคิดของอับเนอร์เท่านั้น) เพราะถ้าให้เกียรติก็น่าจะเทียบกับนกอิทรีย์ เสือ สิงห์ หรือมังกรก็ได้..แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น แต่ต้องไม่ใช่สุนัข..
ข้อนี้..อับเนอร์กำลังจะบอกอิชโบเชทว่า “เค้าจงรักภักดีกับราชวงศ์ซาอูล..พ่อของคุณมาตลอด ถึงทุกวันนี้ที่คุณได้เป็นกษัตริย์เนี่ย..เพราะใคร แล้วใครที่คอยปกป้องคุณรวมทั้งพ่อของคุณด้วย..ให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของดาวิด (อันนี้ อับเนอร์ก็คิดไปเองอีก..เพราะจริงๆดาวิดไม่เคยคิดทำร้ายซาอูล แต่ถึงตอนที่มีคนจะทำร้ายซาอูลจริงๆ อับเนอร์ก็ไม่ใช่จะคุ้มครองได้ ดู1ซมอ.26:5-10) สรุปก็คืออับเนอร์เริ่มเผยตัวตนให้อิชโบเชทสำนึกว่า..เค้าต่างหากที่กุมบังเหียรทุกอย่างของอิสราเอลไว้ แล้วอิชโบเชทกล้าดียังไงถึงจะมาไตร่สวนเค้าเรื่องนางสนม
ดูต่อ2ซมอ.3:9-11 อาการเนี้ย..ที่เค้าเรียกว่า แพ้ชวนตี หลังจากที่ทั้งขู่..ทั้งว่าอิชโบเชทแล้ว อับเนอร์ก็ถือโอกาสแปรพักตร์ซะเลย เพราะจริงๆสถานการณ์ของตัวเองก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ โยอาบกับอาบีชัยก็จ้องจะเอาคืนเพราะไปฆ่าน้องเค้าตาย อับเนอร์เลยหัวใสเริ่มหาที่คุ้มภัย เพราะฉะนั้น ถึงเวลาแล้วที่ต้องหันหน้าไปพึ่งพาดาวิด ก็เลยใช้โอกาสนี้ บอกอิชโบเชทตรงๆเลย..ว่าเค้าจะไปเข้าข้างดาวิดแล้วนะ(ซะงั้น) เพราะข้อที่9 อับเนอร์พูดว่า..”ถ้าเขาไม่สนับสนุนให้ดาวิดเป็นกษัตริย์ตามที่พระเจ้าเจิมไว้นะ ขอให้พระเจ้าลงโทษ”(หน้าตาเฉยเลย.. ) แล้วอับเนอร์ยังพูดต่อไปอีกว่า..คอยดูนะ เค้าจะย้ายอาณาจักรจากพงพันศ์ซาอูล พูดง่ายๆจะปลดราชวงศ์ของซาอูล แล้วไปสถาปนาราชวงศ์ดาวิดแทน มีสิทธิ์อะไรเนี่ย..ทำยังกะตัวเองยิ่งใหญ่ซะเต็มประดา..จะตั้งใครก็ตั้ง จะปลดใครก็ปลดได้..ตามอำเภอใจ อับเนอร์คิดว่าตัวเองเป็นใคร..ไม่เข้าใจจริงๆ แล้วอิชโบเชทว่าไง..ข้อที่11 บอกว่า..อิชโบเชทเงียบกริบ..เถียงไม่ออกซักคำ เพราะเค้าก็กลัวอับเนอร์จริงอย่างว่า..
ดู2ซมอ.3:12-13 ไม่ใช่แค่ขู่..อับเนอร์ทำอย่างที่พูดไว้ทันที ข้อนี้บอกว่า..เขาส่งผู้สื่อสารไปหาดาวิด..ขอทำพันธสัญญาโดยยื่นข้อเสนอว่าจะให้ดาวิดเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล ข้อที่12 อับเนอร์บอกว่า..”มือของข้าพระบาทจะอยู่ฝ่ายพระองค์ แล้วจะนำอิสราเอลทั้งสิ้นมามอบให้” หมายความว่า ถ้าแค่ดาวิดยอมทำสัญญากับเขา เขาจะจัดการที่เหลือให้..ที่เหลือคืออะไร คำว่าที่เหลือของอับเนอร์..ก็ต้องหมายถึงอิชโบเชทด้วย เพราะตอนนี้อิชโบเชทยังค้างอยู่บนบัลลังก์ของอิสราเอล ถ้าจะให้คนใหม่ขึ้น..ก็ต้องเอาคนเก่าลงซะก่อน เราไม่รู้หรอกว่าอับเนอร์จะทำยังไงกับอิชโบเชท แล้วจะไม่มีโอกาสได้รู้ด้วย..เพราะเดี๋ยวเค้าจะตายก่อนที่จะได้ทำอะไรๆตามที่พูดๆไว้
ข้อที่13 บอกว่า..ดาวิดตอบตกลงทันที โดยมีเงื่อนไขข้อเดียวคือ..ต้องส่งตัว”มีคาล”ภรรยาเก่าของเขาคืนมาก่อน..ไม่งั้น ไม่ตกลง (มีคาล คือ ลูกสาวที่ซาอูลยกให้ดาวิด แล้วพอดาวิดต้องหนี ซาอูลก็ยกมีคาลให้คนอื่น) ทำไมดาวิดยังอยากได้ภรรยาเก่าคืน..เพราะดาวิดเชื่อในความมั่นคงของการแต่งงาน เพราะถึงยังไงมีคาลก็คือภรรยาของเขา เหตุผลอีกข้อนึงก็น่าจะเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีความเป็นกษัตริย์ เพราะตอนนี้ดาวิดก็เป็นกษัตริย์แล้ว ถ้าจะปล่อยให้เมียตัวเองไปเป็นเมียของคนอื่น..มันก็คงจะดูไม่ค่อยสมาร์ทเท่าไหร่ สุดท้ายดาวิดก็เลยได้มีคาลคืนมา
ดู2ซมอ.3:17-18 ข้อนี้บอกว่า..อับเนอร์ได้เอาเรื่องที่ตัวเองตัดสินใจจะทำสัญญากับดาวิดไปปรึกษาพวกผู้ใหญ่ก็คือ บรรดาผู้นำของอิสราเอล ซึ่งแน่นอน ทุกคนต้องเห็นด้วย แต่จากข้อนี้ทำให้เรารู้อีกเรื่องนึง ก็คือ การแต่งตั้งอิชโบเชทเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล..น่าจะเป็นการตัดสินใจหรือเป็นความเห็นชอบของอับเนอร์คนเดียว เพราะข้อที่17 อับเนอร์พูดว่า..”เมื่อก่อนนี้ท่านทั้งหลายใคร่ให้ดาวิดเป็นกษัตริย์เหนือท่าน..” แปลว่า ผู้นำคนอื่นๆเค้าอยากให้ดาวิดเป็นกษัตริย์ตั้งนานแล้ว พวกเขารู้กันทุกคนว่าพระเจ้าเลือกดาวิดแล้วก็อยากที่จะให้เป็นไปตามนั้น แต่คงจะขัดอับเนอร์ไม่ได้..เลยต้องยอมให้อิชโบเชทเป็นกษัตริย์ (ไปก่อนชั่วคราว) มาถึงตอนนี้อับเนอร์ก็คงแค่รายงานให้ฟังเป็นพิธี..ประมาณว่า เอาล่ะ..พวกท่านจะได้สมใจละเพราะตอนนี้เค้าตกลงจะยอมให้ดาวิดเป็นกษัตริย์ของอิสราเอลแล้ว
วันนี้เอาไว้แค่นี้ก่อนนะคะ..น้าตุ๊กขอหนุนใจเด็กๆทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่กำลังสอบหรือเหน็ดเหนื่อยกับการทำวิทยานิพนธ์ต่างๆ หรือที่กำลังฝึกงาน ขอให้เพียรอธิฐานนะคะ อย่าหยุดแสวงหาพระเจ้า..อย่าให้เวลาอย่างอื่นที่เป็นฝ่ายโลกเข้ามาเบียดเวลาที่เราจะเฝ้าสนิทกับพระเจ้า พระคุณของพระเจ้าที่ประทานให้เราในวันนี้..สำเร็จรูปแบบสุดๆแล้วค่ะ เพราะถึงบางอาทิตย์เราจะไม่ได้มาโบสถ์ แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตในใจเรา ไม่มีสิ่งใดมากั้นขวางได้ แค่ก้มศีรษะลงและอธิฐานเราก็ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าทันที
พบกันใหม่สัปดาห์หน้า ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ
วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553
หนังสือ 2ซามูเอล ครั้งที่ 1อาทิตย์ที่ 17:9:2010
เด็กๆคงจำได้ว่า..หนังสือ1ซมอ.จบลงอย่างไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่ เพราะพระคำภีร์เป็นเรื่องราวแห่งความจริง แล้วก็เป็นหนังสือ(เล่มเดียว)ที่มีชีวิต หมายความว่า ทุกเรื่องราวที่ถูกบันทึกไว้ในพระคำภีร์ดูเหมือน..จะยังเคลื่อนไหวอยู่ในชีวิตของคริสเตียนทุกยุคทุกสมัย..คำว่าไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์ที่หนังสือปัญญาจารย์บันทึกไว้ นัยน์หนึ่ง ก็คือ ทุกสถานการณ์ที่มันเกิดขึ้นในปัจจุบัน และรวมถึงที่จะเกิดในอนาคต..ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นแล้วทั้งนั้น
แล้วเพราะพระคำภีร์เป็นเรื่องจริง..ไม่ใช่นิยาย เรื่องราวบางตอนก็เลยน่าสลดหดหู่..ไม่ประทับใจอย่างที่เราอยากให้เป็น เด็กๆจะอ่านตอนจบก่อนก็ได้ แต่ก็คงไม่ใช่วิธีที่จะทำให้เนื้อหนังรู้สึกรื่นรมณ์ขึ้น เพราะพระเจ้าไม่เคยเอารางวัลฝ่ายโลกมาผูกโบว์วางไว้ เพื่อล่อใจห็เราอยากเดินตาม แต่ถ้อยคำพระเจ้าที่สำแดงแก่เราในพระคำภีร์เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ ดังนั้น รางวัลหรือพระสัญญาของพระเจ้าที่ทรงบอกไว้จึงเป็นวิถีของจิตวิญญาณและชีวิตนิรันดร์ไม่ใช่เรื่องของวัตถุหรือชีวิตชั่วคราวบนโลกใบนี้
แล้วขึ้นชื่อว่า”มนุษย์”ก็มีเนื้อหนังความบาปด้วยกันทั้งนั้น สุดท้ายในหนังสือ 1ซมอ.อิสราเอลก็ต้องพินาศไปพร้อมกับ”ซาอูล”กษัตริย์ที่พวกเขาร้องขอ และนี่ก็คือ ตัวอย่างหนึ่งของความกบฎและไม่เชื่อฟัง แล้วก็ยังมีอีกหลายตัวอย่างที่เราจะได้เรียนรู้..ไม่ใช่เพื่อประนามคนที่ผิดพลาด แต่เรียนรู้เพื่อที่เราเองจะไม่หลงผิดในแบบเดียวกับเขา เรื่องราวใน2ซมอ.จะต่อเนื่องกับ1ซมอ. เพราะจริงๆในต้นฉบับภาษาฮีบรูซามูเอลเป็นหนังสือเล่มเดียว แต่คงจะยาว..ผู้แปลฉบับเซปทัวจินท์ก็เลยแบ่งเป็นสองเล่ม
1ซมอ.จบลงที่การตายของกษัตริย์ซาอูล แต่กว่าจะตายได้..ก็ยากเย็นแสนเข็ญเพราะถูกฟิลิสเตียยิงด้วยธนูหลายแห่ง แต่..ไม่ตาย (ฟังดูคล้ายๆตัวร้ายในละคร..) แม้จะพยายามล้มทับหอกตัวเองก็ไม่ตาย สุดท้ายต้องขอให้คนอามาเลขช่วยสงเคราะห์ให้ เพราะทรมานเหลือเกินแล้วแต่..ไม่ยอมตายซักที หลังจากนั้นพระคำภีร์ก็บันทึกว่า คนอิสราเอลส่วนหนึ่งที่บ้านแตกสาแหรกขาดก็หนีกระจัดกระจาย ทำให้พวกฟิลิสเตียเข้ามายึดพื้นที่บางส่วนของอิสราเอลไว้
ดู2ซมอ.1:1-3/4-5 หลังจากที่ซาอูลสิ้นชีวิต พระคำภีร์ก็ตัดไปพูดถึงดาวิด..ที่เพิ่งกลับจากการตามล่าพวกอามาเลข ยังพักได้ไม่ทันไร..ก็มีชายคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบมาหาดาวิด ท่าทางเหนื่อยอ่อนเหมือนจะวิ่งมาไกล แล้วสภาพภายนอกก็ดูไม่ได้เลย เพราะข้อที่2 บอกว่า”เสื้อผ้าของเขาขาดวิ่น แถมมีผงคลีดินอยู่บนศีรษะ” เห็นแค่นี้..ดาวิดคงใจไม่ดีแล้วล่ะ เพราะลักษณะอย่างงี้มันสำแดงถึงการไว้ทุกข์ พระคำภีร์บอกว่า พอชายคนนี้เจอดาวิด..เขาก็ซบหน้าลงถึงดิน (คือ ทำเหมือนกำลังเข้าเฝ้ากษัตริย์) ดาวิดก็คง..งงๆ..ว่าทำงี้หมายความว่าไง ก็เลยถามออกไปว่า..”เจ้ามาจากไหน” ชายคนนั้นก็บอกว่า..เขาหนี”รอด”ออกมาจากค่ายของคนอิสราเอล พูดแค่นี้ก็เป็นลางไม่ดีแล้ว..เพราะไร..เขาบอกว่าเขารอด แสดงว่าก็ต้องมีที่”ไม่รอด”ด้วยใช่มั๊ย ดาวิดก็เลยร้อนใจถามต่อไปว่า”เกิดอะไรขึ้น” คนอามาเลขก็บอกว่า..อิสราเอลแพ้แล้ว ประชาชนหนีกันกระจาย ผู้คนล้มตายมากมายทั้งทหาร..ประชาชน และในจำนวนคนที่ตายนี้..ชายอามาเลขบอกว่ามีซาอูลกับโยนาธานรวมอยู่ด้วย พอดาวิดได้ยินก็ตกใจไม่อยากเชื่อ เลยย้อนถามคนอามาเลขว่า..เจ้ารู้ได้ยังไง..ว่าซาอูลกับโยนาธานตายแล้ว ไปฟังใครมาหรือมีหลักฐานอะไร ไหนว่ามาซิ..
ดู2ซมอ.1:6-7/8-10 ชายอามาเลขตอบดาวิดว่า “เขาเผอิญผ่านมาที่ภูเขากิลโบอา ก็เลยเห็นซาอูล..ยืนพิงหอกของตัวเองอยู่ สภาพพรุนไปทั้งตัวเพราะถูกยิงหลายแผล แล้วยังจะรอยดาบของตัวเองอีก..แต่ตอนนั้นซาอูลยังไม่ตาย และเมื่อเห็นเขาเดินมา ซาอูลก็เรียกแล้วถามว่าเขาเป็นใคร..เขาก็ตอบว่า “ข้าพระบาทเป็นคนอามาเลข” พอได้ยินว่าเป็นคนอามาเลข ซาอูลก็บอกว่า..ให้ช่วยฆ่าเขาที.. เด็กๆจำได้มั๊ยว่าก่อนหน้านี้ซาอูลได้ขอร้องให้ทหารคนสนิทช่วยฆ่าเขาทีนึงแล้ว แต่ทหารคนนั้นไม่ยอมทำ ( 1ซมอ.31:4 )เพราะอะไร..เขาเป็นคนอิสราเอล..แล้วอิสราเอลทุกคนไม่กล้าแตะต้องซาอูลไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เพราะซาอูลคือ”คนที่พระเจ้าทรงเจิม” และถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นคนที่พระเจ้าเจิมเนี่ย..ก็ห้ามมนุษย์หน้าไหนแตะต้องเขาเด็ดขาด ไม่ว่าคนที่ถูกเจิมไว้นั้นจะทำผิดบาป..นิสัยแย่แค่ไหน หรือจะอยู่ในสภาพยังไง ก็ต้องปล่อยให้พระเจ้าจัดการเขาเอง ดังนั้น พอได้ยินว่าเป็นคนอามาเลขปุ๊บ ซาอูลก็ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไป เพราะถึงคนอิสราเอลจะไม่กล้าทำ แต่คนต่างชาติน่าจะช่วยได้ ซาอูลเลยรีบบอกให้ชายอามาเลขช่วยฆ่าเขาให้ตายที..
ข้อที่9 ซาอูลพูดว่า..”เราระเหี่ยใจมาก แต่ชีวิตของเรายังอยู่” พูดง่ายๆก็คือ หมดอาลัยตายอยากแล้ว เพราะมันเจ็บแทบตาย แต่ยังไม่ตายซักที (ในชีวิตจริง บางคนอาจจะรู้สึกว่าทำไมพระเจ้าเอาคนนั้น คนนี้ไปเร็วจัง แต่จริงๆแล้ว..ที่อยากตายแล้วไม่ให้ตายก็มี..แล้วเยอะด้วยไม่ใช่น้อย)
ข้อที่10 คนอามาเลขบอกว่า..เขาเลยช่วยสนองความต้องการให้..ด้วยการฆ่าซาอูลซะ..แถมถอดมงกุฎกับกำไรไว้เป็นหลักฐาน..แล้วก็วิ่งรี่เอามาให้ดาวิด
เรื่องราวโดยสรุปก็คือ ชายอามาเลขคนนี้ บังเอิญไปเจอซาอูลนอนรอความตายอยู่ ซาอูลเลยก็เลยขอให้ช่วยฆ่าเขาที ชายคนนี้คงบวกลบคูณหารแล้ว..ก็คิดว่า ถ้าเขาจะฆ่าซาอูลก็คงไม่เสียหายอะไร เพราะตอนนี้ซาอูลก็ใกล้ตายเต็มที แต่สิ่งที่ชายอามาเลขคนนี้คิดไม่ถึงก็คือ การพรากชีวิตของคนอื่น..ไม่ว่าจะแค่วินาทีเดียว มันก็ถือเป็นการฆาตกรรมเหมือนกัน ไม่แค่นั้น..พอฆ่าซาอูลแล้ว ก็ยังคิดว่าดาวิดต้องพอใจในสิ่งที่เขาทำแน่ๆ ก็เลยวิ่งแจ้นไปหาเพื่อจะเอาหน้า ประมาณว่า..ข้ามาพร้อมข่าวดี (แต่ปัญหาก็คือ ดาวิดจะเห็นว่าเป็นข่าวดีด้วยรึเปล่า..เท่านั้นเอง)
ดู2ซมอ.1:11-14 พอดาวิดรู้แน่ว่าซาอูลกับโยนาธานตายแล้ว ข้อนี้บอกว่า..ดาวิดฉีกเสื้อผ้าตัวเองทันที..เพราะไร เสียใจมาก..ร้องไห้คร่ำครวญแล้วก็ไว้ทุกข์ให้กับซาอูล โยนาธาน รวมถึงพี่น้องอิสราเอลที่ตายในสนามรบด้วย สรุปแล้ว นี่ไม่ใช่ข่าวดีของดาวิดเลย การตายของซาอูลกับโยนาธานไม่ใช่ข่าวดีที่จะนำความรื่นรมณ์มาให้ดาวิดอย่างที่คนอามาเลขคิดไว้ ข้อที่12 บอกว่า..พวกเขาไว้ทุกข์ อดอาหาร แล้วก็ร้องไห้กันเป็นการใหญ่ ต่อจากนั้น ดาวิดก็หันมาเคลียอะไรบางอย่าง
ดาวิดถามชายอามาเลขซ้ำอีก..ว่าเจ้าเป็นใคร มาจากไหน ทำไมถึงกล้าฆ่า”คนที่พระเจ้าเจิมไว้” ดาวิดคงไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมถึงกล้าทำ เพราะกี่ครั้งแล้วที่ดาวิดปฏิเสธไม่ยอมฆ่าซาอูล แล้วก็ไม่ยอมให้ลูกน้องฆ่าด้วย (ถ้าเด็กๆจำได้ ดาวิดมีโอกาสตั้งหลายครั้ง ทั้งตอนที่ซาอูลเข้าไปปลดทุกข์ในถ้ำ กับตอนที่ย่องฝ่าวงล้อมทหารเข้าไปจนถึงตัวซาอูล แต่กลับเอาแค่หอกกับเหยือกน้ำติดมือมา ทั้งสองครั้ง..โอกาสอำนวยมากแล้วลูกน้องของดาวิดก็อยากฆ่าซาอูลมาก แต่ดาวิดก็ปฏิเสธ..ห้ามใครแตะต้องซาอูลเด็ดขาด เขาถึงได้ถามคนอามาเลขย้ำแล้วย้ำอีก..ว่าเจ้าเป็นใคร ไม่ได้อยากรู้จริงๆหรอกว่าเป็นใครมาจากไหน แต่ถามแบบมีนัยน์ว่า..แกเป็นใครทำไมถึงกล้าทำ อีกอย่างถ้าyouเป็นคนอามาเลข แล้วเข้าไปทำอะไรในค่ายของกษัตริย์อิสราเอล มาถึงตอนนี้ ชายอามาเลขคงเริ่มรู้สึกเสียวสันหลัง เขาแก้ตัวกับดาวิด..ว่าเขาเป็นลูกของคนต่างด้าว แต่ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร หรือฆ่าซาอูลเพราะอะไร เขาก็ไม่พ้นข้อหา..บังอาจฆ่าผู้ที่พระเจ้าเจิมไว้อยู่ดี
ดู2ซมอ.1:15-16 “ที่เจ้าต้องตายนั้นเจ้าเองก็รับผิดชอบ เพราะปากเจ้าเป็นพยานปรักปรำตัวเองว่า..ข้าพเจ้าได้ฆ่าผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมไว้” ด้วยความภูมิใจด้วยนะ..เพราะคิดไปเองว่าดาวิดต้องเห็นซาอูลเป็นศัตรูแน่ๆ เพราะฉะนั้น ถ้าเขาฆ่าซาอูล..ดาวิดน่าจะดีใจ แถมตบรางวัลให้เขาด้วย เราถึงได้เห็นภาพเขาวิ่งโล่มาหาดาวิดพร้อมหลักฐานในมือ (คือ มงกุฎกะกำไร) พอมาถึงก็ก้มกราบตามแบบที่ทำกับกษัตริย์..ตั้งใจจะประจบเต็มที่
แต่ถึงตอนนี้รู้แล้วว่า..ตัวเองคิดพลาดไป เพราะดาวิดไม่ได้ดีใจกับการตายของซาอูลเลยแม้แต่นิดเดียว ตรงกันข้าม..ดาวิดเสียใจอย่างหนัก ไม่ว่าซาอูลจะเคยทำให้ดาวิดลำบากขนาดไหน หรือจะชั่วร้ายเคยทำบาปมากมาย..ทั้งฆ่าปุโรหิต ไปหาคนทรง หรือชายอามาเลขอาจจะอ้างว่าตอนไปเจอซาอูล..เขาก็จะตายอยู่แล้ว” ไม่ฆ่า เดี๋ยวก็ตายอยู่ดี ..แต่ความจริงก็คือ ซาอูลแค่ ”ใกล้ตาย” แปลว่า ยังไม่ตาย และ you ก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้องหรือช่วยให้เขาตายเร็วขึ้น..แม้แต่วินาทีเดียว เพราะฉะนั้น ในข้อที่15 ดาวิดเลยสั่งให้ลูกน้องคนนึงฆ่าชายอามาเลขทิ้งซะ ข้อหา..บังอาจฆ่าผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมไว้
มาถึงตรงนี้เลยทำให้เราเห็นภาพ..ว่าการปฏิเสธหรือต่อต้านผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมเนี่ย..มันเป็นความผิดบาปที่ค่อนข้างร้ายแรง เด็กๆคิดดู ขนาดซาอูลที่นิสัยไม่ค่อยดี ชอบทำบาปอยู่เรื่อย..พระเจ้ายังไม่ให้ใครแตะต้องเขาเลย เพราะถึงยังไงเขาก็คือ"คนที่พระเจ้าเจิมไว้" แล้วถ้าเป็นพระเยซูคริสต์ล่ะ พระเยซูคริสต์ คือ พระเมสสิยาห์ที่พระเจ้าทรงเจิมไว้ให้ปกครองอยู่นิรันดร์ ถ้าคนที่ปฏิเสธ..ต่อต้านหรือฆ่าซาอูลยังโดนขนาดนี้ แล้วพอจะนึกออกมั๊ย..ว่าคนที่ปฏิเสธ..ต่อต้าน รวมถึงลงมือฆ่าพระเยซูจะโดนหนักขนาดไหน (ไม่อยากจะนึกภาพเลย) พระคำภีร์ข้อนี้ทำให้เรายิ่งแน่ใจ..ว่าใครก็ตามที่ปฎิเสธพระเยซู จะต้องรอรับพระอาชญาที่หนักหนากว่าชายอามาเลขคนนี้หลายล้านๆเท่า..แน่นอน
ถ้อยคำที่ดาวิดคร่ำครวญถึงการจากไปของซาอูลและโยนาธาน (ถ้าพูดง่ายๆ ก็คือ คำไว้อาลัยในงานศพของซาอูล)
ดู2ซมอ.1: 17-20/21-22 จริงๆแล้วการกล่าวคำไว้อาลัยให้คนตายไม่ใช่เรื่องยากถ้า..ผู้ตายเป็นคนดี มีความดีให้ผู้คนนึกออกมากมาย คือพอพูดถึงคนนี้ปุ๊บ..ภาพด้านบวกก็เกิดขึ้นเลยโดยไม่ต้องคิดนาน แต่ถ้าต้องนึกนาน..ว่าจะพูดยังไงดีถึงจะดูเป็นการให้เกียรติคนตาย แสดงว่า..คิดไม่ออก เพราะผู้ตายคงไม่ค่อยมีส่วนดีให้พูดถึงซักเท่าไหร่ การกล่าวสุนทรพจน์หรือคำไว้อาลัยของงานนั้นก็จะเป็นเรื่องยากขึ้นมาทันที..แต่เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหาสำหรับดาวิด
ข้อที่18 ดาวิดบอกกับคนอิสราเอลว่า..ให้สอน”คำคร่ำครวญ” นี้แก่ชาวยูดาห์
นี่คือ การกระทำที่น่ายกย่องมากๆของดาวิด เพราะอะไร ยูดาห์ เป็นวงศาคณาญาติของ “ดาวิด” ไม่ใช่เผ่าของซาอูล ส่วนซาอูลเป็นคนเผ่า”เบนยามิน” แน่นอนซาอูลเป็นกษัตริย์ แต่ใครๆก็รู้ว่า..เดี๋ยวดาวิดก็จะเป็นกษัตริย์แทนซาอูล เพราะพระเจ้าทรงเจิมไว้ เรื่องนี้..ดาวิดเองก็รู้ แต่ความต่างก็คือ ซาอูลเป็นกษัตริย์ที่ชอบรำเลิกบุญคุณกับพี่น้องเผ่าเดียวกัน เขาเคยพูดประมาณว่า ถ้าไม่มีเขา..คนเบนยามินไม่มีทางได้อยู่ดีกินดีอย่างที่เป็น ความหมายก็คือ ห้ามเห็นคนอื่นดีกว่าชั้นเพราะชั้นมีบุญคุณ เพราะฉะนั้น เรื่องที่จะยอมให้คนเบนยามินยกย่องสรรเสริญคนอื่นอ่ะ..อย่าหวัง แต่ดาวิดไม่ใช่..ดาวิดสั่งให้สอนคำคร่ำครวญของเขาให้ลูกหลาน "ยูดาห์" ฟัง..ใจกว้างมาก เขาให้เกียรติซาอูลกับโยนาธานด้วยใจจริง ยกให้เป็นวีรบุรุษตัวจริง แล้วไม่ได้เป็นแค่วีรบุรุษของคนเผ่าเดียว..แต่ยกให้เป็นวีรบุรษของประเทศอิสราเอลเลย
ในตอนท้ายของข้อที่ 18 บอกว่า..ดูเถิดคำคร่ำครวญนั้นบันทึกไว้ในหนังสือ ”ยาชาร์” หนังสือยาชาร์คืออะไร พระคำภีร์เคยพูดถึงหนังสือยาชาร์นี้มาครั้งหนึ่งแล้ว ดูโยชูวา10:12-13
ข้อนี้บอกว่า..เรื่องที่พระเจ้าทรงบันดาลให้ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์หยุดนิ่งอยู่เป็นเวลาประมาณหนึ่งวันตามคำร้องขอของโยชูวา เรื่องนี้ก็ถูกบันทึกไว้ในหนังสือ”ยาชาร์”เหมือนกัน หนังสือยาชาร์ คือ หนังสือของชาวยิวที่ใช้บันทึกเหตุการณ์ต่างๆในสมัยพระคำภีร์เดิม บางตอนของหนังสือยาชาร์น่าสนใจมาก ก็เลยถูกยกมาพูดถึงบ้างในพระคำภีร์เดิม แต่หนังสือยาชาร์ไม่ได้ถือเป็นพระวจนะของพระเจ้า ก็เลยไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในไบเบิ้ล
ดูต่อ2ซมอ.1:23-24/25-27 ข้อที่23 ดาวิดคร่ำครวญว่า..”ซาอูลและโยนาธานเป็นที่รักและน่ารัก..” ดาวิดพูดเพราะมากๆ ใช้คำอ่อนหวานมากในการพูดไว้อาลัยให้ทั้งคู่ “ทั้งสองเร็วกว่านกอินทรีย์ และแข็งแรงกว่าสิงห์ บุตรีอิสราเอลเอ๋ย..จงร้องไห้เพื่อซาอูล..”ดาวิดต้องการจริงๆที่จะให้คนอิสราเอลจดจำความดีของซาอูลกับโยนาธาน ดาวิดไม่ได้พูดคำไว้อาลัยแบบพอเป็นพิธีหรือขอไปที แต่เจตนาที่จะให้คนอิสราเอลสอนลูกหลานให้ยกย่องซาอูลกับโยนาธานเป็นวีรบุรุษ เพราะฉะนั้น แบบอย่างของดาวิดที่เราต้องจำไว้ในข้อนี้ก็คือ..ไม่ช่างจดจำความผิดของคนอื่น แล้วการเป็นคนจริงใจและสัตย์ซื่อก็ไม่จำเป็นต้องพูดทุกรื่อง น้าตุ๊กอยากสอนเรื่องนี้มาก เรามาดูข้อพระคำภีร์ที่สอนเกี่ยวกับการพูดกันซักนิดนึง
ปญจ.10:12-14 สภษ.10:8/10:14/13:3/15:2/18:6-7
ข้อพระคำภีร์ทั้งหมดนี้สอนเราว่า “ผู้ที่มีสติปัญญาในทางพระเจ้าจะเลือกพูดแต่"สิ่งที่ควรพูด" และ"ในเวลาที่ถูกที่ควรด้วย" เรื่องบางเรื่องไม่ต้องพูดเลยก็ได้ อย่ามาอ้างว่า..ก็พระคำภีร์สอนให้เราเป็นคนสัตย์ซื่อ เพราะฉะนั้น อะไรที่เป็นความจริงชั้นต้องพูดทั้งหมด..ไม่ใช่ พระเจ้าไม่ได้สอนอย่างงั้น โดยเฉพาะต่อหน้าธารกำนัลหรือในที่สาธารณะ..เราต้องไม่พูดเรื่องที่จะทำให้คนอื่นเสียหาย หรือพูดอะไรที่ทำให้เขาอาย คิดซะก่อน..คิดให้เยอะๆเวลาที่จะพูดถึงคนอื่นเนี่ย.. แล้วถ้าจำเป็นต้องเตือนพี่น้องที่ทำผิด เราควรจะทำยังไง..พระเจ้าสอนยังไง ไปดูตัวอย่างจากดาวิดใน 1ซมอ.24:8-9/10 1ซมอ.26:17-18
เท่าที่เราเห็นทั้งหมดใน 1ซมอ.ที่เรียนจบไปแล้วเนี่ย..ไม่มีซักคำที่ดาวิดบ่น..ว่า หรือพูดนินทาซาอูลให้คนอื่นฟัง แต่ทุกครั้งที่เหลืออดหรือข้องใจในสิ่งที่ซาอูลทำกับเขา..ดาวิดจะพูดต่อหน้า ถามซาอูลตรงๆตัวต่อตัว แล้วที่สำคัญท่าทีที่พูดกับซาอูลทุกครั้งดาวิดถ่อมสุภาพตลอด พระคำภีร์บันทึกไว้ชัดเจนว่า..เวลาที่ต้องประจัญหน้ากับซาอูลเพื่อที่จะพูดกับเขาตรงๆอ่ะ ..ดาวิดถ่อมสุดๆเลย...เขาจะก้มกราบซาอูลถึงดิน แล้วแต่ละคำที่เขาเรียกซาอูลก็ให้เกียรติเต็มที่..เสด็จพ่อมั่ง..พระราชาเจ้านายของข้าพระบาทมั่ง ไม่เคยเลยที่จะโกรธซาอูลแล้วพูดจาไม่สุภาพ หรือถือว่าเขาผิดแต่ตัวเองถูกแล้วจะพูดยังไงก็ได้..ไม่เคย เนี่ย..ดาวิด แบบอย่างที่เราต้องทำตาม เราไปดูคำสอนของพระเยซูคริสต์ในพระคำภีร์ใหม่กันบ้างว่า..หัวใจสำคัญในการที่เราจะเตือนผู้ที่ทำผิด คืออะไร
ดูกาลาเทีย 6:1-2 ต้องพูดกับเขาด้วยความรัก หวังดีอย่างจริงใจ เด็กๆต้องอธิฐานก่อน..ขอพระเจ้าชันสูตรหัวใจของเราว่าเราเตือนเขาด้วยความรักจริงรึเปล่า เราจริงใจกับเขาจริงๆมั๊ย ถ้าไม่จริง..ก็ไม่ต้องเตือน ไม่ต้องพูดเลยดีกว่า เพราะมันจะไม่มีประโยชน์เลย แล้วไม่ใช่จะถือโอกาสตำหนิคนที่ทำผิดโดยไม่อธิฐานและไม่ชันสูตรใจตัวเองให้ดี เพราะหมั่นเขี้ยวเขามานานแล้ว ก็เลยอ้างว่า..พระคำภีร์บอกต้องไม่ยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด เพราะฉะนั้น ชั้นเลยได้โอกาสชี้หน้าว่าเขาซะเลย ทำอย่างงี้..ไม่ได้ ที่สำคัญต้องพูดกับเขาด้วยใจอ่อนสุภาพเหมือนที่ดาวิดทำกับซาอูล ไม่ว่าเขาจะทำผิดอะไร..จำไว้..ว่ายังไงเราก็ไม่มีสิทธิ์ไปก้าวร้าว..หยาบคาย หรือชี้หน้าว่าเขา มีสุภาษิตฝรั่งอันนึงบอกว่า “วิธีพูดสำคัญพอๆกับสิ่งที่เราจะพูด” เพราะฉะนั้น ถ้าจำเป็นต้องเตือนกันก็เอาอย่างดาวิด ที่สุภาพแล้วก็ให้เกียรติซาอูลตลอด ไม่ว่าซาอูลจะร้ายกับเขาแค่ไหน ดาวิดก็มีความเชื่อมากพอ..ที่จะไม่ทำการร้ายตอบแทนการร้าย เพราะดาวิดทำดีถวายพระเจ้า ไม่ได้ทำเพราะต้องการบำเน็จจากมนุษย์ นี่คือ หลักการสำคัญที่ทำให้ดาวิดสามารถดำเนินอยู่บนความชอบธรรมในจุดนี้ได้ ดังนั้น คำไว้อาลัยที่ดาวิดพูดไว้ในบทนี้ เราเชื่อได้แน่นอนว่า..ดาวิดพูดจากใจ..จริงจังแล้วก็ไม่ได้ฝืน เพราะวิธีที่เขาปฏิบัติกับซาอูลอย่างเสมอต้นเสมอปลายนั้น เป็นพยานและทำให้เราเชื่อได้..ว่าดาวิดรักและให้เกียรติซาอูลจริงๆ
น้าตุ๊กฝากไว้แค่นี้ก่อนนะคะ พบกันใหม่สัปดาห์หน้า
ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ...
แล้วเพราะพระคำภีร์เป็นเรื่องจริง..ไม่ใช่นิยาย เรื่องราวบางตอนก็เลยน่าสลดหดหู่..ไม่ประทับใจอย่างที่เราอยากให้เป็น เด็กๆจะอ่านตอนจบก่อนก็ได้ แต่ก็คงไม่ใช่วิธีที่จะทำให้เนื้อหนังรู้สึกรื่นรมณ์ขึ้น เพราะพระเจ้าไม่เคยเอารางวัลฝ่ายโลกมาผูกโบว์วางไว้ เพื่อล่อใจห็เราอยากเดินตาม แต่ถ้อยคำพระเจ้าที่สำแดงแก่เราในพระคำภีร์เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ ดังนั้น รางวัลหรือพระสัญญาของพระเจ้าที่ทรงบอกไว้จึงเป็นวิถีของจิตวิญญาณและชีวิตนิรันดร์ไม่ใช่เรื่องของวัตถุหรือชีวิตชั่วคราวบนโลกใบนี้
แล้วขึ้นชื่อว่า”มนุษย์”ก็มีเนื้อหนังความบาปด้วยกันทั้งนั้น สุดท้ายในหนังสือ 1ซมอ.อิสราเอลก็ต้องพินาศไปพร้อมกับ”ซาอูล”กษัตริย์ที่พวกเขาร้องขอ และนี่ก็คือ ตัวอย่างหนึ่งของความกบฎและไม่เชื่อฟัง แล้วก็ยังมีอีกหลายตัวอย่างที่เราจะได้เรียนรู้..ไม่ใช่เพื่อประนามคนที่ผิดพลาด แต่เรียนรู้เพื่อที่เราเองจะไม่หลงผิดในแบบเดียวกับเขา เรื่องราวใน2ซมอ.จะต่อเนื่องกับ1ซมอ. เพราะจริงๆในต้นฉบับภาษาฮีบรูซามูเอลเป็นหนังสือเล่มเดียว แต่คงจะยาว..ผู้แปลฉบับเซปทัวจินท์ก็เลยแบ่งเป็นสองเล่ม
1ซมอ.จบลงที่การตายของกษัตริย์ซาอูล แต่กว่าจะตายได้..ก็ยากเย็นแสนเข็ญเพราะถูกฟิลิสเตียยิงด้วยธนูหลายแห่ง แต่..ไม่ตาย (ฟังดูคล้ายๆตัวร้ายในละคร..) แม้จะพยายามล้มทับหอกตัวเองก็ไม่ตาย สุดท้ายต้องขอให้คนอามาเลขช่วยสงเคราะห์ให้ เพราะทรมานเหลือเกินแล้วแต่..ไม่ยอมตายซักที หลังจากนั้นพระคำภีร์ก็บันทึกว่า คนอิสราเอลส่วนหนึ่งที่บ้านแตกสาแหรกขาดก็หนีกระจัดกระจาย ทำให้พวกฟิลิสเตียเข้ามายึดพื้นที่บางส่วนของอิสราเอลไว้
ดู2ซมอ.1:1-3/4-5 หลังจากที่ซาอูลสิ้นชีวิต พระคำภีร์ก็ตัดไปพูดถึงดาวิด..ที่เพิ่งกลับจากการตามล่าพวกอามาเลข ยังพักได้ไม่ทันไร..ก็มีชายคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบมาหาดาวิด ท่าทางเหนื่อยอ่อนเหมือนจะวิ่งมาไกล แล้วสภาพภายนอกก็ดูไม่ได้เลย เพราะข้อที่2 บอกว่า”เสื้อผ้าของเขาขาดวิ่น แถมมีผงคลีดินอยู่บนศีรษะ” เห็นแค่นี้..ดาวิดคงใจไม่ดีแล้วล่ะ เพราะลักษณะอย่างงี้มันสำแดงถึงการไว้ทุกข์ พระคำภีร์บอกว่า พอชายคนนี้เจอดาวิด..เขาก็ซบหน้าลงถึงดิน (คือ ทำเหมือนกำลังเข้าเฝ้ากษัตริย์) ดาวิดก็คง..งงๆ..ว่าทำงี้หมายความว่าไง ก็เลยถามออกไปว่า..”เจ้ามาจากไหน” ชายคนนั้นก็บอกว่า..เขาหนี”รอด”ออกมาจากค่ายของคนอิสราเอล พูดแค่นี้ก็เป็นลางไม่ดีแล้ว..เพราะไร..เขาบอกว่าเขารอด แสดงว่าก็ต้องมีที่”ไม่รอด”ด้วยใช่มั๊ย ดาวิดก็เลยร้อนใจถามต่อไปว่า”เกิดอะไรขึ้น” คนอามาเลขก็บอกว่า..อิสราเอลแพ้แล้ว ประชาชนหนีกันกระจาย ผู้คนล้มตายมากมายทั้งทหาร..ประชาชน และในจำนวนคนที่ตายนี้..ชายอามาเลขบอกว่ามีซาอูลกับโยนาธานรวมอยู่ด้วย พอดาวิดได้ยินก็ตกใจไม่อยากเชื่อ เลยย้อนถามคนอามาเลขว่า..เจ้ารู้ได้ยังไง..ว่าซาอูลกับโยนาธานตายแล้ว ไปฟังใครมาหรือมีหลักฐานอะไร ไหนว่ามาซิ..
ดู2ซมอ.1:6-7/8-10 ชายอามาเลขตอบดาวิดว่า “เขาเผอิญผ่านมาที่ภูเขากิลโบอา ก็เลยเห็นซาอูล..ยืนพิงหอกของตัวเองอยู่ สภาพพรุนไปทั้งตัวเพราะถูกยิงหลายแผล แล้วยังจะรอยดาบของตัวเองอีก..แต่ตอนนั้นซาอูลยังไม่ตาย และเมื่อเห็นเขาเดินมา ซาอูลก็เรียกแล้วถามว่าเขาเป็นใคร..เขาก็ตอบว่า “ข้าพระบาทเป็นคนอามาเลข” พอได้ยินว่าเป็นคนอามาเลข ซาอูลก็บอกว่า..ให้ช่วยฆ่าเขาที.. เด็กๆจำได้มั๊ยว่าก่อนหน้านี้ซาอูลได้ขอร้องให้ทหารคนสนิทช่วยฆ่าเขาทีนึงแล้ว แต่ทหารคนนั้นไม่ยอมทำ ( 1ซมอ.31:4 )เพราะอะไร..เขาเป็นคนอิสราเอล..แล้วอิสราเอลทุกคนไม่กล้าแตะต้องซาอูลไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เพราะซาอูลคือ”คนที่พระเจ้าทรงเจิม” และถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นคนที่พระเจ้าเจิมเนี่ย..ก็ห้ามมนุษย์หน้าไหนแตะต้องเขาเด็ดขาด ไม่ว่าคนที่ถูกเจิมไว้นั้นจะทำผิดบาป..นิสัยแย่แค่ไหน หรือจะอยู่ในสภาพยังไง ก็ต้องปล่อยให้พระเจ้าจัดการเขาเอง ดังนั้น พอได้ยินว่าเป็นคนอามาเลขปุ๊บ ซาอูลก็ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไป เพราะถึงคนอิสราเอลจะไม่กล้าทำ แต่คนต่างชาติน่าจะช่วยได้ ซาอูลเลยรีบบอกให้ชายอามาเลขช่วยฆ่าเขาให้ตายที..
ข้อที่9 ซาอูลพูดว่า..”เราระเหี่ยใจมาก แต่ชีวิตของเรายังอยู่” พูดง่ายๆก็คือ หมดอาลัยตายอยากแล้ว เพราะมันเจ็บแทบตาย แต่ยังไม่ตายซักที (ในชีวิตจริง บางคนอาจจะรู้สึกว่าทำไมพระเจ้าเอาคนนั้น คนนี้ไปเร็วจัง แต่จริงๆแล้ว..ที่อยากตายแล้วไม่ให้ตายก็มี..แล้วเยอะด้วยไม่ใช่น้อย)
ข้อที่10 คนอามาเลขบอกว่า..เขาเลยช่วยสนองความต้องการให้..ด้วยการฆ่าซาอูลซะ..แถมถอดมงกุฎกับกำไรไว้เป็นหลักฐาน..แล้วก็วิ่งรี่เอามาให้ดาวิด
เรื่องราวโดยสรุปก็คือ ชายอามาเลขคนนี้ บังเอิญไปเจอซาอูลนอนรอความตายอยู่ ซาอูลเลยก็เลยขอให้ช่วยฆ่าเขาที ชายคนนี้คงบวกลบคูณหารแล้ว..ก็คิดว่า ถ้าเขาจะฆ่าซาอูลก็คงไม่เสียหายอะไร เพราะตอนนี้ซาอูลก็ใกล้ตายเต็มที แต่สิ่งที่ชายอามาเลขคนนี้คิดไม่ถึงก็คือ การพรากชีวิตของคนอื่น..ไม่ว่าจะแค่วินาทีเดียว มันก็ถือเป็นการฆาตกรรมเหมือนกัน ไม่แค่นั้น..พอฆ่าซาอูลแล้ว ก็ยังคิดว่าดาวิดต้องพอใจในสิ่งที่เขาทำแน่ๆ ก็เลยวิ่งแจ้นไปหาเพื่อจะเอาหน้า ประมาณว่า..ข้ามาพร้อมข่าวดี (แต่ปัญหาก็คือ ดาวิดจะเห็นว่าเป็นข่าวดีด้วยรึเปล่า..เท่านั้นเอง)
ดู2ซมอ.1:11-14 พอดาวิดรู้แน่ว่าซาอูลกับโยนาธานตายแล้ว ข้อนี้บอกว่า..ดาวิดฉีกเสื้อผ้าตัวเองทันที..เพราะไร เสียใจมาก..ร้องไห้คร่ำครวญแล้วก็ไว้ทุกข์ให้กับซาอูล โยนาธาน รวมถึงพี่น้องอิสราเอลที่ตายในสนามรบด้วย สรุปแล้ว นี่ไม่ใช่ข่าวดีของดาวิดเลย การตายของซาอูลกับโยนาธานไม่ใช่ข่าวดีที่จะนำความรื่นรมณ์มาให้ดาวิดอย่างที่คนอามาเลขคิดไว้ ข้อที่12 บอกว่า..พวกเขาไว้ทุกข์ อดอาหาร แล้วก็ร้องไห้กันเป็นการใหญ่ ต่อจากนั้น ดาวิดก็หันมาเคลียอะไรบางอย่าง
ดาวิดถามชายอามาเลขซ้ำอีก..ว่าเจ้าเป็นใคร มาจากไหน ทำไมถึงกล้าฆ่า”คนที่พระเจ้าเจิมไว้” ดาวิดคงไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมถึงกล้าทำ เพราะกี่ครั้งแล้วที่ดาวิดปฏิเสธไม่ยอมฆ่าซาอูล แล้วก็ไม่ยอมให้ลูกน้องฆ่าด้วย (ถ้าเด็กๆจำได้ ดาวิดมีโอกาสตั้งหลายครั้ง ทั้งตอนที่ซาอูลเข้าไปปลดทุกข์ในถ้ำ กับตอนที่ย่องฝ่าวงล้อมทหารเข้าไปจนถึงตัวซาอูล แต่กลับเอาแค่หอกกับเหยือกน้ำติดมือมา ทั้งสองครั้ง..โอกาสอำนวยมากแล้วลูกน้องของดาวิดก็อยากฆ่าซาอูลมาก แต่ดาวิดก็ปฏิเสธ..ห้ามใครแตะต้องซาอูลเด็ดขาด เขาถึงได้ถามคนอามาเลขย้ำแล้วย้ำอีก..ว่าเจ้าเป็นใคร ไม่ได้อยากรู้จริงๆหรอกว่าเป็นใครมาจากไหน แต่ถามแบบมีนัยน์ว่า..แกเป็นใครทำไมถึงกล้าทำ อีกอย่างถ้าyouเป็นคนอามาเลข แล้วเข้าไปทำอะไรในค่ายของกษัตริย์อิสราเอล มาถึงตอนนี้ ชายอามาเลขคงเริ่มรู้สึกเสียวสันหลัง เขาแก้ตัวกับดาวิด..ว่าเขาเป็นลูกของคนต่างด้าว แต่ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร หรือฆ่าซาอูลเพราะอะไร เขาก็ไม่พ้นข้อหา..บังอาจฆ่าผู้ที่พระเจ้าเจิมไว้อยู่ดี
ดู2ซมอ.1:15-16 “ที่เจ้าต้องตายนั้นเจ้าเองก็รับผิดชอบ เพราะปากเจ้าเป็นพยานปรักปรำตัวเองว่า..ข้าพเจ้าได้ฆ่าผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมไว้” ด้วยความภูมิใจด้วยนะ..เพราะคิดไปเองว่าดาวิดต้องเห็นซาอูลเป็นศัตรูแน่ๆ เพราะฉะนั้น ถ้าเขาฆ่าซาอูล..ดาวิดน่าจะดีใจ แถมตบรางวัลให้เขาด้วย เราถึงได้เห็นภาพเขาวิ่งโล่มาหาดาวิดพร้อมหลักฐานในมือ (คือ มงกุฎกะกำไร) พอมาถึงก็ก้มกราบตามแบบที่ทำกับกษัตริย์..ตั้งใจจะประจบเต็มที่
แต่ถึงตอนนี้รู้แล้วว่า..ตัวเองคิดพลาดไป เพราะดาวิดไม่ได้ดีใจกับการตายของซาอูลเลยแม้แต่นิดเดียว ตรงกันข้าม..ดาวิดเสียใจอย่างหนัก ไม่ว่าซาอูลจะเคยทำให้ดาวิดลำบากขนาดไหน หรือจะชั่วร้ายเคยทำบาปมากมาย..ทั้งฆ่าปุโรหิต ไปหาคนทรง หรือชายอามาเลขอาจจะอ้างว่าตอนไปเจอซาอูล..เขาก็จะตายอยู่แล้ว” ไม่ฆ่า เดี๋ยวก็ตายอยู่ดี ..แต่ความจริงก็คือ ซาอูลแค่ ”ใกล้ตาย” แปลว่า ยังไม่ตาย และ you ก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้องหรือช่วยให้เขาตายเร็วขึ้น..แม้แต่วินาทีเดียว เพราะฉะนั้น ในข้อที่15 ดาวิดเลยสั่งให้ลูกน้องคนนึงฆ่าชายอามาเลขทิ้งซะ ข้อหา..บังอาจฆ่าผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมไว้
มาถึงตรงนี้เลยทำให้เราเห็นภาพ..ว่าการปฏิเสธหรือต่อต้านผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมเนี่ย..มันเป็นความผิดบาปที่ค่อนข้างร้ายแรง เด็กๆคิดดู ขนาดซาอูลที่นิสัยไม่ค่อยดี ชอบทำบาปอยู่เรื่อย..พระเจ้ายังไม่ให้ใครแตะต้องเขาเลย เพราะถึงยังไงเขาก็คือ"คนที่พระเจ้าเจิมไว้" แล้วถ้าเป็นพระเยซูคริสต์ล่ะ พระเยซูคริสต์ คือ พระเมสสิยาห์ที่พระเจ้าทรงเจิมไว้ให้ปกครองอยู่นิรันดร์ ถ้าคนที่ปฏิเสธ..ต่อต้านหรือฆ่าซาอูลยังโดนขนาดนี้ แล้วพอจะนึกออกมั๊ย..ว่าคนที่ปฏิเสธ..ต่อต้าน รวมถึงลงมือฆ่าพระเยซูจะโดนหนักขนาดไหน (ไม่อยากจะนึกภาพเลย) พระคำภีร์ข้อนี้ทำให้เรายิ่งแน่ใจ..ว่าใครก็ตามที่ปฎิเสธพระเยซู จะต้องรอรับพระอาชญาที่หนักหนากว่าชายอามาเลขคนนี้หลายล้านๆเท่า..แน่นอน
ถ้อยคำที่ดาวิดคร่ำครวญถึงการจากไปของซาอูลและโยนาธาน (ถ้าพูดง่ายๆ ก็คือ คำไว้อาลัยในงานศพของซาอูล)
ดู2ซมอ.1: 17-20/21-22 จริงๆแล้วการกล่าวคำไว้อาลัยให้คนตายไม่ใช่เรื่องยากถ้า..ผู้ตายเป็นคนดี มีความดีให้ผู้คนนึกออกมากมาย คือพอพูดถึงคนนี้ปุ๊บ..ภาพด้านบวกก็เกิดขึ้นเลยโดยไม่ต้องคิดนาน แต่ถ้าต้องนึกนาน..ว่าจะพูดยังไงดีถึงจะดูเป็นการให้เกียรติคนตาย แสดงว่า..คิดไม่ออก เพราะผู้ตายคงไม่ค่อยมีส่วนดีให้พูดถึงซักเท่าไหร่ การกล่าวสุนทรพจน์หรือคำไว้อาลัยของงานนั้นก็จะเป็นเรื่องยากขึ้นมาทันที..แต่เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหาสำหรับดาวิด
ข้อที่18 ดาวิดบอกกับคนอิสราเอลว่า..ให้สอน”คำคร่ำครวญ” นี้แก่ชาวยูดาห์
นี่คือ การกระทำที่น่ายกย่องมากๆของดาวิด เพราะอะไร ยูดาห์ เป็นวงศาคณาญาติของ “ดาวิด” ไม่ใช่เผ่าของซาอูล ส่วนซาอูลเป็นคนเผ่า”เบนยามิน” แน่นอนซาอูลเป็นกษัตริย์ แต่ใครๆก็รู้ว่า..เดี๋ยวดาวิดก็จะเป็นกษัตริย์แทนซาอูล เพราะพระเจ้าทรงเจิมไว้ เรื่องนี้..ดาวิดเองก็รู้ แต่ความต่างก็คือ ซาอูลเป็นกษัตริย์ที่ชอบรำเลิกบุญคุณกับพี่น้องเผ่าเดียวกัน เขาเคยพูดประมาณว่า ถ้าไม่มีเขา..คนเบนยามินไม่มีทางได้อยู่ดีกินดีอย่างที่เป็น ความหมายก็คือ ห้ามเห็นคนอื่นดีกว่าชั้นเพราะชั้นมีบุญคุณ เพราะฉะนั้น เรื่องที่จะยอมให้คนเบนยามินยกย่องสรรเสริญคนอื่นอ่ะ..อย่าหวัง แต่ดาวิดไม่ใช่..ดาวิดสั่งให้สอนคำคร่ำครวญของเขาให้ลูกหลาน "ยูดาห์" ฟัง..ใจกว้างมาก เขาให้เกียรติซาอูลกับโยนาธานด้วยใจจริง ยกให้เป็นวีรบุรุษตัวจริง แล้วไม่ได้เป็นแค่วีรบุรุษของคนเผ่าเดียว..แต่ยกให้เป็นวีรบุรษของประเทศอิสราเอลเลย
ในตอนท้ายของข้อที่ 18 บอกว่า..ดูเถิดคำคร่ำครวญนั้นบันทึกไว้ในหนังสือ ”ยาชาร์” หนังสือยาชาร์คืออะไร พระคำภีร์เคยพูดถึงหนังสือยาชาร์นี้มาครั้งหนึ่งแล้ว ดูโยชูวา10:12-13
ข้อนี้บอกว่า..เรื่องที่พระเจ้าทรงบันดาลให้ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์หยุดนิ่งอยู่เป็นเวลาประมาณหนึ่งวันตามคำร้องขอของโยชูวา เรื่องนี้ก็ถูกบันทึกไว้ในหนังสือ”ยาชาร์”เหมือนกัน หนังสือยาชาร์ คือ หนังสือของชาวยิวที่ใช้บันทึกเหตุการณ์ต่างๆในสมัยพระคำภีร์เดิม บางตอนของหนังสือยาชาร์น่าสนใจมาก ก็เลยถูกยกมาพูดถึงบ้างในพระคำภีร์เดิม แต่หนังสือยาชาร์ไม่ได้ถือเป็นพระวจนะของพระเจ้า ก็เลยไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในไบเบิ้ล
ดูต่อ2ซมอ.1:23-24/25-27 ข้อที่23 ดาวิดคร่ำครวญว่า..”ซาอูลและโยนาธานเป็นที่รักและน่ารัก..” ดาวิดพูดเพราะมากๆ ใช้คำอ่อนหวานมากในการพูดไว้อาลัยให้ทั้งคู่ “ทั้งสองเร็วกว่านกอินทรีย์ และแข็งแรงกว่าสิงห์ บุตรีอิสราเอลเอ๋ย..จงร้องไห้เพื่อซาอูล..”ดาวิดต้องการจริงๆที่จะให้คนอิสราเอลจดจำความดีของซาอูลกับโยนาธาน ดาวิดไม่ได้พูดคำไว้อาลัยแบบพอเป็นพิธีหรือขอไปที แต่เจตนาที่จะให้คนอิสราเอลสอนลูกหลานให้ยกย่องซาอูลกับโยนาธานเป็นวีรบุรุษ เพราะฉะนั้น แบบอย่างของดาวิดที่เราต้องจำไว้ในข้อนี้ก็คือ..ไม่ช่างจดจำความผิดของคนอื่น แล้วการเป็นคนจริงใจและสัตย์ซื่อก็ไม่จำเป็นต้องพูดทุกรื่อง น้าตุ๊กอยากสอนเรื่องนี้มาก เรามาดูข้อพระคำภีร์ที่สอนเกี่ยวกับการพูดกันซักนิดนึง
ปญจ.10:12-14 สภษ.10:8/10:14/13:3/15:2/18:6-7
ข้อพระคำภีร์ทั้งหมดนี้สอนเราว่า “ผู้ที่มีสติปัญญาในทางพระเจ้าจะเลือกพูดแต่"สิ่งที่ควรพูด" และ"ในเวลาที่ถูกที่ควรด้วย" เรื่องบางเรื่องไม่ต้องพูดเลยก็ได้ อย่ามาอ้างว่า..ก็พระคำภีร์สอนให้เราเป็นคนสัตย์ซื่อ เพราะฉะนั้น อะไรที่เป็นความจริงชั้นต้องพูดทั้งหมด..ไม่ใช่ พระเจ้าไม่ได้สอนอย่างงั้น โดยเฉพาะต่อหน้าธารกำนัลหรือในที่สาธารณะ..เราต้องไม่พูดเรื่องที่จะทำให้คนอื่นเสียหาย หรือพูดอะไรที่ทำให้เขาอาย คิดซะก่อน..คิดให้เยอะๆเวลาที่จะพูดถึงคนอื่นเนี่ย.. แล้วถ้าจำเป็นต้องเตือนพี่น้องที่ทำผิด เราควรจะทำยังไง..พระเจ้าสอนยังไง ไปดูตัวอย่างจากดาวิดใน 1ซมอ.24:8-9/10 1ซมอ.26:17-18
เท่าที่เราเห็นทั้งหมดใน 1ซมอ.ที่เรียนจบไปแล้วเนี่ย..ไม่มีซักคำที่ดาวิดบ่น..ว่า หรือพูดนินทาซาอูลให้คนอื่นฟัง แต่ทุกครั้งที่เหลืออดหรือข้องใจในสิ่งที่ซาอูลทำกับเขา..ดาวิดจะพูดต่อหน้า ถามซาอูลตรงๆตัวต่อตัว แล้วที่สำคัญท่าทีที่พูดกับซาอูลทุกครั้งดาวิดถ่อมสุภาพตลอด พระคำภีร์บันทึกไว้ชัดเจนว่า..เวลาที่ต้องประจัญหน้ากับซาอูลเพื่อที่จะพูดกับเขาตรงๆอ่ะ ..ดาวิดถ่อมสุดๆเลย...เขาจะก้มกราบซาอูลถึงดิน แล้วแต่ละคำที่เขาเรียกซาอูลก็ให้เกียรติเต็มที่..เสด็จพ่อมั่ง..พระราชาเจ้านายของข้าพระบาทมั่ง ไม่เคยเลยที่จะโกรธซาอูลแล้วพูดจาไม่สุภาพ หรือถือว่าเขาผิดแต่ตัวเองถูกแล้วจะพูดยังไงก็ได้..ไม่เคย เนี่ย..ดาวิด แบบอย่างที่เราต้องทำตาม เราไปดูคำสอนของพระเยซูคริสต์ในพระคำภีร์ใหม่กันบ้างว่า..หัวใจสำคัญในการที่เราจะเตือนผู้ที่ทำผิด คืออะไร
ดูกาลาเทีย 6:1-2 ต้องพูดกับเขาด้วยความรัก หวังดีอย่างจริงใจ เด็กๆต้องอธิฐานก่อน..ขอพระเจ้าชันสูตรหัวใจของเราว่าเราเตือนเขาด้วยความรักจริงรึเปล่า เราจริงใจกับเขาจริงๆมั๊ย ถ้าไม่จริง..ก็ไม่ต้องเตือน ไม่ต้องพูดเลยดีกว่า เพราะมันจะไม่มีประโยชน์เลย แล้วไม่ใช่จะถือโอกาสตำหนิคนที่ทำผิดโดยไม่อธิฐานและไม่ชันสูตรใจตัวเองให้ดี เพราะหมั่นเขี้ยวเขามานานแล้ว ก็เลยอ้างว่า..พระคำภีร์บอกต้องไม่ยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด เพราะฉะนั้น ชั้นเลยได้โอกาสชี้หน้าว่าเขาซะเลย ทำอย่างงี้..ไม่ได้ ที่สำคัญต้องพูดกับเขาด้วยใจอ่อนสุภาพเหมือนที่ดาวิดทำกับซาอูล ไม่ว่าเขาจะทำผิดอะไร..จำไว้..ว่ายังไงเราก็ไม่มีสิทธิ์ไปก้าวร้าว..หยาบคาย หรือชี้หน้าว่าเขา มีสุภาษิตฝรั่งอันนึงบอกว่า “วิธีพูดสำคัญพอๆกับสิ่งที่เราจะพูด” เพราะฉะนั้น ถ้าจำเป็นต้องเตือนกันก็เอาอย่างดาวิด ที่สุภาพแล้วก็ให้เกียรติซาอูลตลอด ไม่ว่าซาอูลจะร้ายกับเขาแค่ไหน ดาวิดก็มีความเชื่อมากพอ..ที่จะไม่ทำการร้ายตอบแทนการร้าย เพราะดาวิดทำดีถวายพระเจ้า ไม่ได้ทำเพราะต้องการบำเน็จจากมนุษย์ นี่คือ หลักการสำคัญที่ทำให้ดาวิดสามารถดำเนินอยู่บนความชอบธรรมในจุดนี้ได้ ดังนั้น คำไว้อาลัยที่ดาวิดพูดไว้ในบทนี้ เราเชื่อได้แน่นอนว่า..ดาวิดพูดจากใจ..จริงจังแล้วก็ไม่ได้ฝืน เพราะวิธีที่เขาปฏิบัติกับซาอูลอย่างเสมอต้นเสมอปลายนั้น เป็นพยานและทำให้เราเชื่อได้..ว่าดาวิดรักและให้เกียรติซาอูลจริงๆ
น้าตุ๊กฝากไว้แค่นี้ก่อนนะคะ พบกันใหม่สัปดาห์หน้า
ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ...
วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553
เฉลยบททดสอบ 1ซามูเอล ชุดที่ 2 (ข้อที่11-30)
11.ตอบ ก.เพราะซาอูลเป็นผู้นำที่พระเจ้าทรงเจิมไว้ ดาวิดรู้แก่ใจและยอมรับในเรื่องนี้ เพราะเขาเชื่อฟังพระเจ้าก็ต้องยอมรับในสิ่งที่พระองค์เลือกด้วย การเหยียดมือหรือแม้แต่เปิดปากออกต่อต้านคนที่พระเจ้าเลือกก็เท่ากับต่อต้านพระเจ้าโดยตรง เพราะฉะนั้น อย่าเอาสติปัญญาที่มีเพียงน้อยนิดของเราไปตัดสินพระเจ้าโดยการต่อต้านหรือไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่พระองค์เลือก ไม่ว่าคนๆนั้นจะมีจุดอ่อนอะไรหรือนิสัยแย่ซักแค่ไหนก็ตาม เราต้องเชื่อว่า..เขาต้องมีเหลี่ยมคมที่พระเจ้าทรงใช้ได้
12.ตอบ ค.ถูกทั้งสองข้อ เพราะทุกคนรอบตัวเรา รวมทั้งตัวเราเอง..ต่างเป็นสิ่งที่มาจาการทรงเลือกของพระเจ้าทั้งหมด
13.ตอบ ข.อธิฐานและวางใจในพระเจ้า ระลึกอยู่เสมอว่าพระองค์ทรงควบคุมดูแลอยู่และจะทรงบันดาลให้ทุกอย่างเป็นไปตามพระทัยของพระองค์เสมอ ถ้าผู้นำกระทำผิดจริง..พระเจ้าจะทรงพิพากษาเองในรูปแบบที่พระองค์เห็นสมควร จริงๆความวุ่นวายหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ก็เกิดจากการที่คนเราไม่มีความเชื่อ..เมื่อไม่มีความเชื่อก็ไม่มีพระวจนะของพระเจ้าเป็นหลักในการดำเนินชีวิต หลายครั้งที่ไม่พอใจใคร..โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อไม่พอใจ..ผู้นำ(ในทุกๆสถาบัน) ก็อยากจะเป็นผู้ตัดสิน แล้วก็แก้ปัญหานั้นด้วยมือของตัวเอง..ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ เพราะไม่มีความเชื่อ..ก็เลยมีมุมมองที่แคบกว่า และไม่มีวิสัยทัศน์ทางฝ่ายวิญญาณ..ว่าแท้จริงแล้ว พระเจ้าคือผู้ควบคุม และอนุญาตให้ทุกสิ่งเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ผู้นำ..ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ครูอาจารย์ สามี เจ้านาย หรือแม้แต่คณะรัฐบาล ก็คือผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกให้เป็นผู้นำของเรา ถ้าผู้นำผิดจริงพระเจ้าจะทรงพิพากษาเองในแบบของพระองค์ แล้วการพิพากษานั้นก็สัตย์ซื่อและเที่ยงธรรมกว่า เป็นผลดีกว่า และลงตัวกว่า ถ้าใครจะปฎิเสธความจริงในข้อนี้..น้าตุ๊กขอแนะนำให้มองดูภาวะของโลกร้อนในปัจจุบัน..ความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศทุกวันนี้ ก็คือการพิพากษาที่มาจากพระเจ้า มนุษย์กำลังต้องกินผลแห่งน้ำมือตัวเองที่ทำร้ายโลก..ถามว่านานมั๊ยกว่าการพิพากษานี้จะเกิดขึ้น นานทีเดียว..ที่พระเจ้าทรงอดทนรอให้มนุษย์กลับใจใหม่แต่มนุษย์..ไม่ พวกเขายังคงเดินหน้าทำลายโลกอย่างต่อเนื่อง แล้วเมื่อวันพิพากษามาถึง เราจะได้เห็นว่า..การลงโทษของพระเจ้านั้น..สาแก่ใจเพียงใด เพราะฉะนั้น ถ้ามนุษย์มองเห็นความจริงในข้อนี้ แล้วถ่อมใจลงที่จะเชื่อและยำเกรงพระเจ้า เขาก็จะวางใจมอบให้พระองค์เป็นผู้พิพากษา เป็นผู้นำพาให้ทุกวัฎจักรของโลกนี้ขับเคลื่อนไปด้วยพระเจ้าผู้เกรียงไกร..ไม่ใช่ด้วยน้ำมือของมนุษย์ผู้อ่อนแอ..ขลาดเขลาและเย่อหยิ่ง (ถ้าใครรับคำนี้ไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร ถือว่าน้าตุ๊กว่าตัวเองก็แล้วกัน.."><").
14.ตอบ ข.โกรธเพราะอารมณ์ไม่คงที่ของมนุษย์ เด็กๆต้องดูให้ดี..ไม่ใช่พอเห็นว่าเป็นดาวิด..ก็เลยคิดว่าเขาน่าจะโกรธโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพราะบริบทนี้เห็นชัดเจนว่า..ดาวิดโกรธเพราะอารมณ์ของมนุษย์ที่ไม่คงที่ของมนุษย์ เพราะนาบาลก็แค่พูดจาถากถางและไม่ยอมให้ในสิ่งที่ดาวิดร้องขอ..ก็เท่านั้น ยังไม่ได้ทำร้าย ขู่ฆ่า หรือตามล่าดาวิดเหมือนซาอูลเลย แต่เพราะดาวิดก็เป็นแค่มนุษย์คนนึง..จึงยังมีวาระที่อ่อนแอและสามารถผิดพลาดได้เสมอ
15.ตอบ ค.แม้จะเคยเอาชนะความบาปของเนื้อหนังได้ แต่มนุษย์ยังล้มลงในความบาปได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ถ้าเมื่อวานหรือวันนี้..เราสามารถเอาชนะนิสัยไม่ดีบางอย่างของตัวเองได้ มันก็ไม่ได้การันตีว่าเราจะชนะอย่างงี้ทุกวัน เด็กๆต้องจำไว้..ว่าตราบใดที่เรายังอยู่ในร่างกายนี้..เชื้อบาปและความอ่อนแอในตัวเรา มันสามารถผุดขึ้นมาได้ทุกเมื่อ เราถึงต้องพึ่งพระเจ้าตลอดเวลา..ห่างไม่ได้..ห่างเมื่อไหร่นิสัยแย่ๆพร้อมที่จะกลับมาทันที
16.ตอบ ค.เมื่อผู้นำทำสิ่งที่ค้านกับน้ำพระทัยพระเจ้า เราต้องไม่เดินตามอย่างเด็ดขาด พระเจ้าทรงสอนให้เราเชื่อฟังผู้นำก็จริง แต่ต้องเชื่อฟังตามแบบของพระเจ้า คือ เชื่อฟังพระเจ้าโดยเอาพระวจนะของพระองค์เป็นหลักเกณฑ์ก่อน แล้วถึงจะเป็นผู้นำ..ตามแนวทางที่พระองค์ทรงตั้งไว้ ดังนั้น เมื่อไหร่ที่ผู้นำไม่ยึดถือหรือเดินตามพระวจนะของพระเจ้า เราก็ไม่จำเป็นต้องเดินตามหรือเอาเป็นแบบอย่างอีกต่อไป
17. ตอบ ก.เพราะอาบีกายิลทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสามีแล้วก็ยังคนอื่นอีกหลายคน รวมทั้ง..ดาวิดด้วย แต่เดี๋ยวก่อน..การขัดคอหรือคัดค้านสามี..บางทีก็ไม่ใช่คำตอบเสมอไป มันต้องว่ากันเป็นเรื่องๆไป..ว่าเราค้านสามีเรื่องอะไร..ใช่เรื่องที่เขาไม่ดำเนินในทางพระเจ้าหรือเปล่า..
ส่วนการมีสติปัญญาที่พระเจ้าประทานให้ก็ยังไม่สมบูรณ์พอที่จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ชอบธรรม ถ้าคนๆนั้นไม่ใช้ของประทานให้เป็นประโยชน์ในทางพระเจ้า..ในเวลาที่ถูกที่ควร เพราะฉะนั้น อาบีกายิลจึงได้ชื่อว่าเป็นภรรยาที่ดี เพราะเธอใช้สติปัญญาให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อื่น (ด้วยความรัก) ดูเผินๆจะเห็นว่า..เธอทำสิ่งที่ขัดแย้งกับสามี แต่ในบริบทนี้ชี้ชัดว่า..นาบาลผิด เพราะไม่ดำเนินในทางพระเจ้า อาบีกายิลจึงเลือกทำสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุด..ต่อสามี คนในบ้าน และรวมถึงดาวิดด้วย เพราะถ้าอาบีกายิลไม่เห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่น เธอก็อาจจะเลือกเป็นภรรยาที่ดีด้วยการนั่งมึน..อยู่เฉยๆ นาบาลว่าไง..เธอก็ว่าตามกัน ไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นแก้ปัญหานู่นนี่ที่จะตามมา สามีกับผู้ชายในบ้านจะถูกฆ่าตายก็ช่าง หรือดาวิดจะต้องทำบาปด้วยการฆ่าผู้บริสุทธิ์เธอก็ไม่เกี่ยว (ดีซะอีก..เบื่อมานานละ..สามีแย่ๆอย่างงี้..อันนี้..น้าตุ๊กพูดเองนะ อาบีกายิลไม่ได้พูด) แถมพระเจ้ายังสอนให้เชื่อฟังสามี ถ้าอาบีกายิลจะอ้างอย่างนี้เพื่อที่จะอยู่เฉยๆ ก็คงไม่มีใครเห็นความผิดของเธอชัดเจนเท่าไหร่..แต่เธอไม่ทำ เธอเลือกที่จะลุกขึ้น แก้ปัญหา รับหน้า และพร้อมที่จะยอมตายแทนทุกคน
18.ตอบ ค.ถูกทุกข้อ เพราะพระเจ้าสามารถสอนเราผ่านใครก็ได้..ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่แก่กว่า..เก่งกว่า..ฐานะดีกว่า..เรียนสูงกว่า แล้วพระเจ้าก็ไม่ได้ส่งถ้อยคำของพระองค์ผ่านทางศิษยาภิบาลหรือครูสอนพระคำภีร์เท่านั้น แต่พระเจ้าสามารถใช้ทุกอย่างให้เป็นสื่อของพระองค์ได้ บางทีก็ใช้คนที่เราไม่รู้จัก บางทีก็สื่อผ่านหนังที่เราดู..หนังสือที่เราอ่าน หรือเพลงที่เราฟัง เพราะฉะนั้น เราอย่าไปจำกัดหรือตีกรอบเองว่า..พระเจ้าต้องคุยกับเราผ่านทางศบ. ครู คนแก่ๆ หรือคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตเท่านั้น..ไม่ใช่ บางทีพระเจ้าอาจจะพูดกับเราผ่านเด็กเล็กๆ..ผ่านคนที่เพิ่งมาเชื่อ..คนที่ไม่ได้เชื่อพระเจ้า หรือแม้แต่คนที่ไม่สมประกอบ..พระเจ้าก็ใช้ให้เป็นสื่อของได้ ดาวิดถึงเป็นตัวอย่างที่ดี..ในการที่ยอมฟังคำพูดของอาบีกายิล เพราะถ้าจะนับกันจริงๆแล้ว ณ.จุดนั้น ดาวิดมีศักดิ์ศรีที่สูงกว่าอาบีกายิลเยอะ เพราะทั่วทั้งอิสราเอลรู้ว่า..ดาวิดคือ คนที่พระเจ้าเจิมไว้..ให้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอล.. แต่ดาวิดยังมีความถ่อมใจ และยอมรับว่าสิ่งที่อาบีกายิลพูดนั้นมาจากพระเจ้า
19.ตอบ ข.แท้จริงแล้ว..พระเจ้า คือ ผู้ที่ช่วยหยุดดาวิดไว้..ไม่ให้ทำบาป ส่วนอาบีกายิลเป็นแค่สื่อ..ที่พระเจ้าใช้..ให้มาพูดกับดาวิด..เท่านั้นเอง
20.ตอบ ก.พระเยซู คือ ทางเดียวที่มนุษย์จะสามารถเข้าสู่สวรรค์ เพราะพระองค์ทรงตรัสไว้ในข้อนี้ว่า.. ”เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า..ท่านจะได้เห็นท้องฟ้าเบิกออก และบรรดาทูตสวรรค์ของพระเจ้าขึ้นและลงอยู่เหนือบุตรมนุษย์” เราเรียนกันไปแล้วว่า..ข้อนี้สัมพันธ์และเป็นภาพเดียวกับที่ยาโคบฝัน ในปฐก. 28:12 ซึ่งภาพที่ยาโคบเห็นคือบันไดที่เป็นจุดเชื่อมระหว่างสวรรค์กับโลก ที่เขารู้เพราะตรงบันไดที่เขาเห็นในฝัน..มีทูตสวรรค์ขึ้นลงอยู่ตรงนั้น เพราะฉะนั้น การที่พระเยซูบอกว่า..เราจะเห็นทูตสวรรค์ขึ้นลงอยู่เหนือบุตรมนุษย์ จึงมีความหมายเท่ากับ..”บุตรมนุษย์นั้น” คือ ทางที่เชื่อมระหว่างสวรรค์กับโลก เพราะเป็นที่ที่ทูตของพระเจ้าขึ้นลงเหมือนตรงบันไดที่ยาโคปบอก แล้วบุตรมนุษย์ คือใคร..ก็พระเยซูคริสต์นั่นเอง เพราะฉะนั้น คำตอบหรือความหมายที่พระเยซูทรงบอกเราในข้อนี้ก็คือ พระองค์เป็นทางเชื่อมเดียวที่มนุษย์จะพามนุษย์เข้าสู่สวรรค์
21.ตอบ ก.ให้เราทำดีถวายพระเจ้า นี่คือเคล็ดลับ..ที่จะทำให้เราสามารถทำสิ่งที่ถูกต้องได้เสมอ..ไม่ว่าทำแล้วคนรอบข้างจะมีท่าทียังไง เห็นหรือไม่เห็น..ในสิ่งที่เราทำ มันก็ไม่สำคัญเพราะเราทำเพื่อพระเจ้า ไม่ได้ต้องการเสียงปรบมือหรือคำสรรเสริญจากมนุษย์ เพราะฉะนั้น เราจะมีจุดยืนที่มั่นคงแล้วก็มีพลังในการทำสิ่งที่ดี ไม่ใช่เดี๋ยวดี..เดี๋ยวร้าย ขึ้นลงไปตามเสียงตอบรับของคนรอบข้าง ถ้ามีคนชมก็ทำ..ไม่มีใครเห็นก็ไม่ทำ..อะไรประมาณนี้
22.ตอบ ค.ถูกทั้งสองข้อ พระเจ้าทรงนิ่งเฉย และถอนการทรงสถิตไปจากซาอูลเพราะพระองค์เห็นหัวใจที่ไม่สัตย์ซื่อครั้งแล้ว..ครั้งเล่าของซาอูล ทั้งที่พระองค์ก็อดทนรอให้เขากลับใจใหม่มานานแสนนาน..แต่ซาอูลก็ไม่เคยสำนึก สุดท้าย..วาระที่ต้องถูกพิพากษาก็มาถึง และเมื่อเวลานั้นมาถึงแล้ว..มันก็สายไป เด็กๆจำไว้ให้ดี ถ้ามีเสียงเตือน..ไม่ว่าจะผ่านใครมาก็ตาม ขอให้ไวต่อเสียงของพระเจ้า..ฟัง..แล้วรีบกลับใจใหม่ ถึงไม่มีกำลังพอก็ให้ขานรับพระสุรเสียงของพระเจ้าเหมือนซามูเอลว่าลูกอยู่นี่ ขอทรงตรัสเถิด..ลูกยอมรับพระองค์เจ้าข้า..ลูกขอโทษ ลูกอ่อนแอ ลูกมันแย่..ขอพระเจ้าเสริมกำลัง ลูกขอหลบอยู่ใต้ปีกของพระองค์ ขออย่างเดียว..อย่าทำเฉย หรือแกล้งไม่รู้..ว่าพระเจ้าเตือน เพราะถึงยังไงเราก็หนีความจริงไม่ได้
23. ตอบ ข.ไปหาหมอดูเพื่อทำนายดวงชะตา เพราะคนส่วนใหญ่ที่ไปหาหมอดูเขาต้องการอะไร..อยากรู้อนาคต..จะรวยมั๊ย..จะแต่งงานอายุเท่าไหร่ แต่งแล้วจะดีหรือไม่ ถามจริงๆเหอะ..รู้แล้วจะทำไม เปลี่ยนอนาคตได้มั๊ย..ไม่ได้ ที่เชื่อว่าจะเปลี่ยนอนาคตได้ด้วยการแก้เคล็ดต่างๆนาๆอ่ะ..คิดไปเองทั้งนั้น..เราทุกคนที่เชื่อพระเจ้ารู้แก่ใจ..ว่าทุกอย่างอยู่ใต้การควบคุมของพระเจ้าทั้งสิ้น แล้วเราก็รู้ว่า พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง..แล้วผลอันดีที่คริสเตียนทุกคนจะได้รับกันอย่างทั่วหน้า ก็คือ ความรอดและชีวิตนิรันดร์ ไม่ใช่บ้านหลังใหญ่ รถแพงๆ เงินเยอะๆ หรือสุขภาพที่ดีตลอดกาล (เพราะถ้าสุขภาพดีตลอดกาล..แล้วจะตายกันยังไง) ดังนั้น สิ่งที่เสื่อมสูญทั้งปวงจึงไม่ใช่คำตอบสำหรับคริสเตียน ความเชื่อในพระเจ้าอย่างเดียว..เพียงพอแล้วสำหรับเรา ถ้าคริสเตียนยังไปหาหมอดู..ก็ไม่ใช่คริสเตียนแล้วล่ะ เพราะคุณไม่มีความเชื่อ..ถึงได้ทำบาปด้วยการไปไว้ใจในสิ่งอื่น
ส่วนการเข้าไปในวัดหรือสุเหร่า..ไม่ใช่เรื่องต้องห้าม ตราบใดที่เราเข้าไปด้วยวัตถุประสงค์ที่จำเป็น เช่น ไปทัศนศึกษาเพื่อเปิดวิศัยทัศน์ หรือไปงานศพ
24. ตอบ ข.การช่วยกู้จากพระเจ้าในรูปแบบที่มนุษย์คิดไม่ถึง ในบริบทนี้..พระเจ้าทรงช่วยให้ดาวิดไม่ต้องไปรบกับพี่น้องตัวเอง..คือคนอิสราเอล จริงๆแล้วตอนนั้นดาวิดกำลังตกที่นั่งลำบาก เพราะไร..พูดง่าย คือ ไปหลอกอาคีช ก.ฟิลิสเตียไว้..ว่าเขาเป็นศัตรูกับอิสราเอลพี่น้องตัวเอง อาคีชถึงไว้ใจให้ที่พักพิง จนสุดท้ายบานปลายถึงขนาดแต่งตั้งให้เป็นองครักษ์ ดังนั้น เมื่อถึงเวลาที่ต้องไปรบ แน่นอน..องครักษ์ก็ต้องไปรบด้วย ดาวิดก็เลยงานเข้า..เพราะครั้งนี้ฟิลิสเตียจะไปรบกับ..อิสราเอล ดาวิดก็เลยลำบาก..จะไม่ไปก็ไม่ได้ แล้วขณะที่ดาวิดกำลังกลืนไม่เข้า..คายไม่ออกอยู่ พระเจ้าก็ทรงช่วยกู้เขาจากสถานการณ์นั้น..โดยวิธีที่เขาคิดไม่ถึง คือ..อยู่ดีๆพวกเจ้านายคนอื่นๆก็เกิดไม่ไว้ใจ แล้วก็ยืนยันที่จะไม่ยอมให้ดาวิดไปร่วมรบด้วยเด็ดขาด..ดาวิดเลยรอดตัวไป โดยที่ไม่ต้องใช้สติปัญญาหรือเรี่ยวแรงของตัวเองเลย เพราะพระเจ้าใช้ศัตรูเป็นเครื่องมือในการช่วยกู้เขา
25.ตอบ ค.ดาวิดแสวงหาพระเจ้าเสมอ แต่ซาอูลเรียกหาพระเจ้าเฉพาะเวลาที่เขาต้องการ เขาเห็นพระเจ้าเป็นอะไร เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้ชีวิตดีขึ้นใช่มั๊ย หรือเป็นแค่ตัวช่วยอันนึง..ที่สำรองไว้ตอนฉุกเฉิน นั่นมันสไตน์ที่คนไหว้รูปเคารพเขาทำกัน คือ จะไปไหว้ที่ต่างๆเฉพาะเวลาที่อยากจะได้อะไร หรือเวลาที่ตัวเองต้องการความช่วยเหลือเท่านั้น ไม่ได้ผูกพันกันด้วยความรัก แต่คบกันแบบหมูไปไก่มา คือ ถ้าเธอให้ชั้นได้นั่น..ได้นี่นะ เดี๋ยวชั้นจะเอา หัวหมู ไข่ต้ม หมู เห็ด เป็ด ไก่ มาแก้บน..คือต้องติดสินบน น้าตุ๊กถึงเรียกว่าเป็นความสัมพันธ์แบบหมูไปไก่มา ถ้าหมูไม่มาไก่ก็ไม่ไป ก็เรื่องอะไรชั้นต้องให้เธอ (..ประมาณนี้) แต่พระเจ้าของเรา..ไม่ใช่ พระเจ้าเป็นพระเจ้าแท้ และใหญ่จริง พระองค์ไม่ต้องการหมูเห็ดเป็ดไก่หรือไข่ต้ม เด็กๆลองคิดดูว่า..สิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์จริง เขาจะต้องรอของถวายจากเรามั๊ย ถ้าต้องรอ..น้าตุ๊กขอบอกว่า..ปล่อยให้เขาเอาตัวเองให้รอดก่อนดีมั๊ย..ค่อยมาช่วยเรา เนี่ย..คือความต่างของการดำเนินในทางพระเจ้า กับทางของความเชื่ออื่น เพราะคนของพระเจ้าจะติดสนิทและแสวงหาพระองค์ตลอดเวลา..ไม่ใช่เฉพาะเวลาที่ต้องการอะไร แน่นอน เวลาที่เราลำบากหรือขาดแคลน เราสามารถหวังใจให้พระเจ้าช่วยได้เสมอ แต่เราจะผูกพันกับพระองค์ด้วยความรัก..ไม่ใช่ด้วยเงื่อนไข..แบบหมูไปไก่มา
26.ก.รักพระเจ้าสุดจิต สุดใจ และสุดกำลัง เรามาดูความจริงในข้อนี้จากคำสอนของพระเยซูคริสต์ก่อน เปิดไป หนังสือ มัทธิว 22:34-40 “จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าของเจ้าอย่างสุดจิต สุดใจ และสุดความคิด” รักยังไงถึงจะเรียกว่า..สุดจิต สุดใจ..น้าตุ๊กสอนไปแล้วหลายครั้ง..แล้วก็พิมพ์ใส่ชีทให้ด้วย ที่เหลือเป็นหน้าที่ๆเด็กๆต้องไปเคร่งครัด..ทำกันด้วยตัวเอง ส่วนนี้ไม่มีใครทำแทนใครได้
พระเยซูบอกว่า..ให้รักพระเจ้าในทุกวิถีทางของเรา คือ พระบัญญัติข้อที่สำคัญสุดของคริสเตียน ข้อสองรองลงมาก็ให้รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง เพราะธรรมบัญญัติทั้งหมดที่ได้รับการเผยพระวจนะ ก็ขึ้นอยู่กับแค่สองข้อนี้ คือ ถ้าเรารักพระเจ้า...เราก็จะไม่คิดไปไหว้พระอื่น หรือไปเชื่อสิ่งอื่นนอกจากพ่อเรา รู้ว่าพ่อไม่ชอบเราก็ไม่ทำ เราจะยำเกรงพระเจ้าและเชื่อฟังพระองค์
แล้วถ้าเรารักเพื่อนมนุษย์..รักคนอื่นเหมือนรักตัวเอง แน่นอน..เราก็จะรักพ่อแม่ เราจะไม่ฆ่าใคร..เราจะเห็นค่าของทุกชีวิต เราจะไม่ขโมย..หรืออยากได้ของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง..เราจะไม่ล่วงประเวณี..ไม่ใส่ร้ายป้ายสี อะไรที่ไม่ดีกับคนอื่น..เราจะไม่ทำ เพราะฉะนั้น พระเยซูถึงตรัสว่า..ธรรมบัญญัติทุกข้อก็ขึ้นอยู่กับสองข้อนี้..เท่านั้นเอง ถ้าทำสองข้อนี้ได้.. เราก็จะไม่ละเมิดข้ออื่นเลย
27.ตอบ ค.ให้ความรักของพระเจ้าสำแดงออกในการกระทำทุกอย่างของเรา อันนี้เป็นสำนวนของยิว..คือเค้าถือว่า..มือเป็นตัวแทนของการเคลื่อนไหวทุกอย่าง..การบอกให้เอาความรักของพระเจ้าพันไว้ที่มือ จึงหมายความว่า..ให้ความรักของพระเจ้าควบคุมอยู่เหนือทุกการดำเนินชีวิตของเรา
ไม่ใช่ให้ถือไบเบิ้ลติดมือไว้ตลอดเวลา..อันนั้นก็ออกแนวเพี้ยนไปหน่อย
ส่วนการเขียนถ้อยคำไว้ที่ฝ่ามือ..จริงๆแล้ว ก็ดีเหมือนกันนะ..สำหรับคนที่จำถ้อยคำพระเจ้าไม่ค่อยได้ แต่อันนี้ไม่ใช่ความหมายของ “การเอาถ้อยคำพันไว้ที่มือ”ในบริบทนี้
28.ตอบ ก.ไม่ยอมแบ่งของที่ริบได้ให้พี่น้องที่ไม่ได้ออกไปรบ ประมาณว่า..ไม่ได้ไปเหนื่อยด้วยกัน เรื่องอะไรชั้นต้องแบ่งให้ แค่คืนของที่ถูกปล้นให้ก็ดีจะแย่แล้ว ถ้าเราจะคิดตามกระแสของชาวโลก..ความคิดของคนกลุ่มนี้ก็คงจะดูสมเหตุสมผลเหมือนกัน เออจริง..ไม่ได้ออกแรงอะไรเลย..ได้แค่นี้ก็ดีแล้ว ทำไมต้องแบ่งส่วนที่ได้เกินมาให้ด้วย...
แต่ดาวิดไม่คิดอย่างงั้น เขากลับมองในฝ่ายวิญญาณแล้วบอกว่า..ทั้งชัยชนะแล้วก็ของที่ริบได้เนี่ย..เป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ ..นี่คือวิธีคิดที่ถูกต้อง เพราะถึงคุณจะเป็นคนลงมือทำ แต่ถ้าพระเจ้าไม่บันดาลให้ชนะ..คุณก็เหนื่อยเปล่า ในสดุดี 127:1-2 บอกว่า...
“ถ้าพระเจ้ามิได้ทรงสร้างบ้าน บรรดาผู้ที่สร้างก็เหนื่อยเปล่า ถ้าพระเจ้ามิได้ทรงเฝ้าอยู่เหนือนคร คนยามตื่นอยู่ก็เหนื่อยเปล่า เป็นการเหนื่อยเปล่า ที่ท่านลุกขึ้นแต่เช้ามืด นอนดึก และกระหืดกระหอบกินอาหาร เพราะพระองค์ประทานแก่ผู้ที่รักของพระองค์ (ให้หลับสบาย)”
เพราะถึงเราจะขยันและทำงานหนักแค่ไหน..แต่ถ้าพระเจ้าจะให้เจ๊ง..เก่งให้ตายก็เจ๊งอยู่ดี (เรื่องนี้ น้าตุ๊กผ่านมาเต็มๆ) เพราะฉะนั้น สิ่งที่ตาเห็นหรือค่านิยมที่สมเหตุสมผลทางโลก..บางครั้งมันไม่ใช่ทางของพระเจ้า เหตุผลอีกข้อนึงที่ดาวิดชี้ให้เห็นในฝ่ายวิญญาณก็คือ..ทุกคนเป็นพี่น้องกัน..เป็นส่วนหนึ่งของทีม เป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักรที่มีหน้าที่ต่างกัน..แต่ไม่ว่าจะมีหน้าที่อะไร..ก็สำคัญเท่ากัน เพราะทั้งศบ.และสมาชิกธรรมดา พระเจ้าก็ทรงประทานความรอดให้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น เราก็ต้องเอาพระเจ้าเป็นหลักแล้วก็เดินตามพระองค์ในทุกทาง
29 ตอบ.ค.ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ไม่ว่าจะมีหน้าที่อะไร..เพราะถ้าไม่มีใครอยู่เฝ้าสำภาระให้..ดาวิดกับพวกก็คงไม่ได้เดินตัวลอยออกไปรบกับพวกอามาเลข เพราะเขาต้องกระเตงเอาสำภาระติดตัวไปรบด้วย (ถูกมะ) แล้วจริงๆ..พระเจ้าก็คือผู้ประทานทุกสิ่งให้ทั้งชัยชนะและทรัพย์สิน แต่อย่างว่า..เวลาที่ประสบความสำเร็จ..มนุษย์อดไม่ได้ที่จะคิดไปว่า..ตัวเองเก่ง ถ้าไม่ถ่อมใจลงอยู่เสมอ..ว่าเกียรติยศและคำสรรเสริญสมควรเป็นของพระเจ้า ฮอร์โมนแห่งความเย่อหยิ่งที่มันหลั่งออกมาเวลาที่ประสบความสำเร็จ..มันก็จะทำให้เราหลงตัวเอง..แล้วที่สุดก็จะล้มไปในความบาป
30.ตอบ.ทัศนคติที่ผิดอย่างสิ้นเชิง ก็คือ แม้แต่ดาวิดยังล้มไปในความบาป เราก็น่าจะทำบาปได้เหมือนกัน อันนี้เป็นการตีความพระคำภีร์แบบผิดๆ หาเหตุให้ตัวเองทำบาปได้อย่างไม่รู้สึกผิด แล้วเราก็ได้เรียนกันไปแล้ว..ว่าตัวอย่างที่ไม่ดีของหลายๆบุคคลในพระคำภีร์ก็มีไว้..เพื่อให้เราเห็นชัดเจนว่ามนุษย์อ่อนแอ ช่วยตัวเองไม่ได้ และไม่เสถียร เพราะฉะนั้น อย่าเย่อหยิ่ง..อย่าคิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น หรือเป็นคริสเตียนแล้วจะวิเศษกว่าคนอื่น..ไม่ใช่ เพราะที่เรารอด..ก็รอดด้วยพระคุณ แล้วถ้าไม่อยากจะล้มลงในความบาป..ก็ต้องติดสนิทกับพระเจ้า อธิฐานขอการทรงนำจากพระองค์ในทุกเรื่อง
ทั้งบทเรียนและบททดสอบ หนังสือ1ซามูเอลก็จบลงอย่างสมบูรณ์แล้วนะคะ สัปดาห์หน้าเราจะพบกันที่หาดตะวันรอน หลังจากนั้น เราจะมาขึ้น พระธรรม2ซามูเอลกันต่อ เด็กๆที่อายุเกิน18ปีก็จะย้ายไปเรียนคำเทศนาที่ห้องใหญ่กัน ขอให้เด็กๆตั้งใจเรียนเพื่อความเชื่อที่แข็งแรงของตัวเองนะคะ แต่ถึงยังไงเราจะมีโอกาสได้คุยกันแน่นอนค่ะ อาจจะเป็นกลุ่มเซลที่จัดขึ้นตามโอกาส แล้วแต่การทรงนำของพระเจ้า..เด็กๆคอยฟังข่าวด้วยนะคะ ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ
12.ตอบ ค.ถูกทั้งสองข้อ เพราะทุกคนรอบตัวเรา รวมทั้งตัวเราเอง..ต่างเป็นสิ่งที่มาจาการทรงเลือกของพระเจ้าทั้งหมด
13.ตอบ ข.อธิฐานและวางใจในพระเจ้า ระลึกอยู่เสมอว่าพระองค์ทรงควบคุมดูแลอยู่และจะทรงบันดาลให้ทุกอย่างเป็นไปตามพระทัยของพระองค์เสมอ ถ้าผู้นำกระทำผิดจริง..พระเจ้าจะทรงพิพากษาเองในรูปแบบที่พระองค์เห็นสมควร จริงๆความวุ่นวายหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ก็เกิดจากการที่คนเราไม่มีความเชื่อ..เมื่อไม่มีความเชื่อก็ไม่มีพระวจนะของพระเจ้าเป็นหลักในการดำเนินชีวิต หลายครั้งที่ไม่พอใจใคร..โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อไม่พอใจ..ผู้นำ(ในทุกๆสถาบัน) ก็อยากจะเป็นผู้ตัดสิน แล้วก็แก้ปัญหานั้นด้วยมือของตัวเอง..ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ เพราะไม่มีความเชื่อ..ก็เลยมีมุมมองที่แคบกว่า และไม่มีวิสัยทัศน์ทางฝ่ายวิญญาณ..ว่าแท้จริงแล้ว พระเจ้าคือผู้ควบคุม และอนุญาตให้ทุกสิ่งเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ผู้นำ..ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ครูอาจารย์ สามี เจ้านาย หรือแม้แต่คณะรัฐบาล ก็คือผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกให้เป็นผู้นำของเรา ถ้าผู้นำผิดจริงพระเจ้าจะทรงพิพากษาเองในแบบของพระองค์ แล้วการพิพากษานั้นก็สัตย์ซื่อและเที่ยงธรรมกว่า เป็นผลดีกว่า และลงตัวกว่า ถ้าใครจะปฎิเสธความจริงในข้อนี้..น้าตุ๊กขอแนะนำให้มองดูภาวะของโลกร้อนในปัจจุบัน..ความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศทุกวันนี้ ก็คือการพิพากษาที่มาจากพระเจ้า มนุษย์กำลังต้องกินผลแห่งน้ำมือตัวเองที่ทำร้ายโลก..ถามว่านานมั๊ยกว่าการพิพากษานี้จะเกิดขึ้น นานทีเดียว..ที่พระเจ้าทรงอดทนรอให้มนุษย์กลับใจใหม่แต่มนุษย์..ไม่ พวกเขายังคงเดินหน้าทำลายโลกอย่างต่อเนื่อง แล้วเมื่อวันพิพากษามาถึง เราจะได้เห็นว่า..การลงโทษของพระเจ้านั้น..สาแก่ใจเพียงใด เพราะฉะนั้น ถ้ามนุษย์มองเห็นความจริงในข้อนี้ แล้วถ่อมใจลงที่จะเชื่อและยำเกรงพระเจ้า เขาก็จะวางใจมอบให้พระองค์เป็นผู้พิพากษา เป็นผู้นำพาให้ทุกวัฎจักรของโลกนี้ขับเคลื่อนไปด้วยพระเจ้าผู้เกรียงไกร..ไม่ใช่ด้วยน้ำมือของมนุษย์ผู้อ่อนแอ..ขลาดเขลาและเย่อหยิ่ง (ถ้าใครรับคำนี้ไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร ถือว่าน้าตุ๊กว่าตัวเองก็แล้วกัน.."><").
14.ตอบ ข.โกรธเพราะอารมณ์ไม่คงที่ของมนุษย์ เด็กๆต้องดูให้ดี..ไม่ใช่พอเห็นว่าเป็นดาวิด..ก็เลยคิดว่าเขาน่าจะโกรธโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพราะบริบทนี้เห็นชัดเจนว่า..ดาวิดโกรธเพราะอารมณ์ของมนุษย์ที่ไม่คงที่ของมนุษย์ เพราะนาบาลก็แค่พูดจาถากถางและไม่ยอมให้ในสิ่งที่ดาวิดร้องขอ..ก็เท่านั้น ยังไม่ได้ทำร้าย ขู่ฆ่า หรือตามล่าดาวิดเหมือนซาอูลเลย แต่เพราะดาวิดก็เป็นแค่มนุษย์คนนึง..จึงยังมีวาระที่อ่อนแอและสามารถผิดพลาดได้เสมอ
15.ตอบ ค.แม้จะเคยเอาชนะความบาปของเนื้อหนังได้ แต่มนุษย์ยังล้มลงในความบาปได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ถ้าเมื่อวานหรือวันนี้..เราสามารถเอาชนะนิสัยไม่ดีบางอย่างของตัวเองได้ มันก็ไม่ได้การันตีว่าเราจะชนะอย่างงี้ทุกวัน เด็กๆต้องจำไว้..ว่าตราบใดที่เรายังอยู่ในร่างกายนี้..เชื้อบาปและความอ่อนแอในตัวเรา มันสามารถผุดขึ้นมาได้ทุกเมื่อ เราถึงต้องพึ่งพระเจ้าตลอดเวลา..ห่างไม่ได้..ห่างเมื่อไหร่นิสัยแย่ๆพร้อมที่จะกลับมาทันที
16.ตอบ ค.เมื่อผู้นำทำสิ่งที่ค้านกับน้ำพระทัยพระเจ้า เราต้องไม่เดินตามอย่างเด็ดขาด พระเจ้าทรงสอนให้เราเชื่อฟังผู้นำก็จริง แต่ต้องเชื่อฟังตามแบบของพระเจ้า คือ เชื่อฟังพระเจ้าโดยเอาพระวจนะของพระองค์เป็นหลักเกณฑ์ก่อน แล้วถึงจะเป็นผู้นำ..ตามแนวทางที่พระองค์ทรงตั้งไว้ ดังนั้น เมื่อไหร่ที่ผู้นำไม่ยึดถือหรือเดินตามพระวจนะของพระเจ้า เราก็ไม่จำเป็นต้องเดินตามหรือเอาเป็นแบบอย่างอีกต่อไป
17. ตอบ ก.เพราะอาบีกายิลทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสามีแล้วก็ยังคนอื่นอีกหลายคน รวมทั้ง..ดาวิดด้วย แต่เดี๋ยวก่อน..การขัดคอหรือคัดค้านสามี..บางทีก็ไม่ใช่คำตอบเสมอไป มันต้องว่ากันเป็นเรื่องๆไป..ว่าเราค้านสามีเรื่องอะไร..ใช่เรื่องที่เขาไม่ดำเนินในทางพระเจ้าหรือเปล่า..
ส่วนการมีสติปัญญาที่พระเจ้าประทานให้ก็ยังไม่สมบูรณ์พอที่จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ชอบธรรม ถ้าคนๆนั้นไม่ใช้ของประทานให้เป็นประโยชน์ในทางพระเจ้า..ในเวลาที่ถูกที่ควร เพราะฉะนั้น อาบีกายิลจึงได้ชื่อว่าเป็นภรรยาที่ดี เพราะเธอใช้สติปัญญาให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อื่น (ด้วยความรัก) ดูเผินๆจะเห็นว่า..เธอทำสิ่งที่ขัดแย้งกับสามี แต่ในบริบทนี้ชี้ชัดว่า..นาบาลผิด เพราะไม่ดำเนินในทางพระเจ้า อาบีกายิลจึงเลือกทำสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุด..ต่อสามี คนในบ้าน และรวมถึงดาวิดด้วย เพราะถ้าอาบีกายิลไม่เห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่น เธอก็อาจจะเลือกเป็นภรรยาที่ดีด้วยการนั่งมึน..อยู่เฉยๆ นาบาลว่าไง..เธอก็ว่าตามกัน ไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นแก้ปัญหานู่นนี่ที่จะตามมา สามีกับผู้ชายในบ้านจะถูกฆ่าตายก็ช่าง หรือดาวิดจะต้องทำบาปด้วยการฆ่าผู้บริสุทธิ์เธอก็ไม่เกี่ยว (ดีซะอีก..เบื่อมานานละ..สามีแย่ๆอย่างงี้..อันนี้..น้าตุ๊กพูดเองนะ อาบีกายิลไม่ได้พูด) แถมพระเจ้ายังสอนให้เชื่อฟังสามี ถ้าอาบีกายิลจะอ้างอย่างนี้เพื่อที่จะอยู่เฉยๆ ก็คงไม่มีใครเห็นความผิดของเธอชัดเจนเท่าไหร่..แต่เธอไม่ทำ เธอเลือกที่จะลุกขึ้น แก้ปัญหา รับหน้า และพร้อมที่จะยอมตายแทนทุกคน
18.ตอบ ค.ถูกทุกข้อ เพราะพระเจ้าสามารถสอนเราผ่านใครก็ได้..ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่แก่กว่า..เก่งกว่า..ฐานะดีกว่า..เรียนสูงกว่า แล้วพระเจ้าก็ไม่ได้ส่งถ้อยคำของพระองค์ผ่านทางศิษยาภิบาลหรือครูสอนพระคำภีร์เท่านั้น แต่พระเจ้าสามารถใช้ทุกอย่างให้เป็นสื่อของพระองค์ได้ บางทีก็ใช้คนที่เราไม่รู้จัก บางทีก็สื่อผ่านหนังที่เราดู..หนังสือที่เราอ่าน หรือเพลงที่เราฟัง เพราะฉะนั้น เราอย่าไปจำกัดหรือตีกรอบเองว่า..พระเจ้าต้องคุยกับเราผ่านทางศบ. ครู คนแก่ๆ หรือคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตเท่านั้น..ไม่ใช่ บางทีพระเจ้าอาจจะพูดกับเราผ่านเด็กเล็กๆ..ผ่านคนที่เพิ่งมาเชื่อ..คนที่ไม่ได้เชื่อพระเจ้า หรือแม้แต่คนที่ไม่สมประกอบ..พระเจ้าก็ใช้ให้เป็นสื่อของได้ ดาวิดถึงเป็นตัวอย่างที่ดี..ในการที่ยอมฟังคำพูดของอาบีกายิล เพราะถ้าจะนับกันจริงๆแล้ว ณ.จุดนั้น ดาวิดมีศักดิ์ศรีที่สูงกว่าอาบีกายิลเยอะ เพราะทั่วทั้งอิสราเอลรู้ว่า..ดาวิดคือ คนที่พระเจ้าเจิมไว้..ให้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอล.. แต่ดาวิดยังมีความถ่อมใจ และยอมรับว่าสิ่งที่อาบีกายิลพูดนั้นมาจากพระเจ้า
19.ตอบ ข.แท้จริงแล้ว..พระเจ้า คือ ผู้ที่ช่วยหยุดดาวิดไว้..ไม่ให้ทำบาป ส่วนอาบีกายิลเป็นแค่สื่อ..ที่พระเจ้าใช้..ให้มาพูดกับดาวิด..เท่านั้นเอง
20.ตอบ ก.พระเยซู คือ ทางเดียวที่มนุษย์จะสามารถเข้าสู่สวรรค์ เพราะพระองค์ทรงตรัสไว้ในข้อนี้ว่า.. ”เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า..ท่านจะได้เห็นท้องฟ้าเบิกออก และบรรดาทูตสวรรค์ของพระเจ้าขึ้นและลงอยู่เหนือบุตรมนุษย์” เราเรียนกันไปแล้วว่า..ข้อนี้สัมพันธ์และเป็นภาพเดียวกับที่ยาโคบฝัน ในปฐก. 28:12 ซึ่งภาพที่ยาโคบเห็นคือบันไดที่เป็นจุดเชื่อมระหว่างสวรรค์กับโลก ที่เขารู้เพราะตรงบันไดที่เขาเห็นในฝัน..มีทูตสวรรค์ขึ้นลงอยู่ตรงนั้น เพราะฉะนั้น การที่พระเยซูบอกว่า..เราจะเห็นทูตสวรรค์ขึ้นลงอยู่เหนือบุตรมนุษย์ จึงมีความหมายเท่ากับ..”บุตรมนุษย์นั้น” คือ ทางที่เชื่อมระหว่างสวรรค์กับโลก เพราะเป็นที่ที่ทูตของพระเจ้าขึ้นลงเหมือนตรงบันไดที่ยาโคปบอก แล้วบุตรมนุษย์ คือใคร..ก็พระเยซูคริสต์นั่นเอง เพราะฉะนั้น คำตอบหรือความหมายที่พระเยซูทรงบอกเราในข้อนี้ก็คือ พระองค์เป็นทางเชื่อมเดียวที่มนุษย์จะพามนุษย์เข้าสู่สวรรค์
21.ตอบ ก.ให้เราทำดีถวายพระเจ้า นี่คือเคล็ดลับ..ที่จะทำให้เราสามารถทำสิ่งที่ถูกต้องได้เสมอ..ไม่ว่าทำแล้วคนรอบข้างจะมีท่าทียังไง เห็นหรือไม่เห็น..ในสิ่งที่เราทำ มันก็ไม่สำคัญเพราะเราทำเพื่อพระเจ้า ไม่ได้ต้องการเสียงปรบมือหรือคำสรรเสริญจากมนุษย์ เพราะฉะนั้น เราจะมีจุดยืนที่มั่นคงแล้วก็มีพลังในการทำสิ่งที่ดี ไม่ใช่เดี๋ยวดี..เดี๋ยวร้าย ขึ้นลงไปตามเสียงตอบรับของคนรอบข้าง ถ้ามีคนชมก็ทำ..ไม่มีใครเห็นก็ไม่ทำ..อะไรประมาณนี้
22.ตอบ ค.ถูกทั้งสองข้อ พระเจ้าทรงนิ่งเฉย และถอนการทรงสถิตไปจากซาอูลเพราะพระองค์เห็นหัวใจที่ไม่สัตย์ซื่อครั้งแล้ว..ครั้งเล่าของซาอูล ทั้งที่พระองค์ก็อดทนรอให้เขากลับใจใหม่มานานแสนนาน..แต่ซาอูลก็ไม่เคยสำนึก สุดท้าย..วาระที่ต้องถูกพิพากษาก็มาถึง และเมื่อเวลานั้นมาถึงแล้ว..มันก็สายไป เด็กๆจำไว้ให้ดี ถ้ามีเสียงเตือน..ไม่ว่าจะผ่านใครมาก็ตาม ขอให้ไวต่อเสียงของพระเจ้า..ฟัง..แล้วรีบกลับใจใหม่ ถึงไม่มีกำลังพอก็ให้ขานรับพระสุรเสียงของพระเจ้าเหมือนซามูเอลว่าลูกอยู่นี่ ขอทรงตรัสเถิด..ลูกยอมรับพระองค์เจ้าข้า..ลูกขอโทษ ลูกอ่อนแอ ลูกมันแย่..ขอพระเจ้าเสริมกำลัง ลูกขอหลบอยู่ใต้ปีกของพระองค์ ขออย่างเดียว..อย่าทำเฉย หรือแกล้งไม่รู้..ว่าพระเจ้าเตือน เพราะถึงยังไงเราก็หนีความจริงไม่ได้
23. ตอบ ข.ไปหาหมอดูเพื่อทำนายดวงชะตา เพราะคนส่วนใหญ่ที่ไปหาหมอดูเขาต้องการอะไร..อยากรู้อนาคต..จะรวยมั๊ย..จะแต่งงานอายุเท่าไหร่ แต่งแล้วจะดีหรือไม่ ถามจริงๆเหอะ..รู้แล้วจะทำไม เปลี่ยนอนาคตได้มั๊ย..ไม่ได้ ที่เชื่อว่าจะเปลี่ยนอนาคตได้ด้วยการแก้เคล็ดต่างๆนาๆอ่ะ..คิดไปเองทั้งนั้น..เราทุกคนที่เชื่อพระเจ้ารู้แก่ใจ..ว่าทุกอย่างอยู่ใต้การควบคุมของพระเจ้าทั้งสิ้น แล้วเราก็รู้ว่า พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง..แล้วผลอันดีที่คริสเตียนทุกคนจะได้รับกันอย่างทั่วหน้า ก็คือ ความรอดและชีวิตนิรันดร์ ไม่ใช่บ้านหลังใหญ่ รถแพงๆ เงินเยอะๆ หรือสุขภาพที่ดีตลอดกาล (เพราะถ้าสุขภาพดีตลอดกาล..แล้วจะตายกันยังไง) ดังนั้น สิ่งที่เสื่อมสูญทั้งปวงจึงไม่ใช่คำตอบสำหรับคริสเตียน ความเชื่อในพระเจ้าอย่างเดียว..เพียงพอแล้วสำหรับเรา ถ้าคริสเตียนยังไปหาหมอดู..ก็ไม่ใช่คริสเตียนแล้วล่ะ เพราะคุณไม่มีความเชื่อ..ถึงได้ทำบาปด้วยการไปไว้ใจในสิ่งอื่น
ส่วนการเข้าไปในวัดหรือสุเหร่า..ไม่ใช่เรื่องต้องห้าม ตราบใดที่เราเข้าไปด้วยวัตถุประสงค์ที่จำเป็น เช่น ไปทัศนศึกษาเพื่อเปิดวิศัยทัศน์ หรือไปงานศพ
24. ตอบ ข.การช่วยกู้จากพระเจ้าในรูปแบบที่มนุษย์คิดไม่ถึง ในบริบทนี้..พระเจ้าทรงช่วยให้ดาวิดไม่ต้องไปรบกับพี่น้องตัวเอง..คือคนอิสราเอล จริงๆแล้วตอนนั้นดาวิดกำลังตกที่นั่งลำบาก เพราะไร..พูดง่าย คือ ไปหลอกอาคีช ก.ฟิลิสเตียไว้..ว่าเขาเป็นศัตรูกับอิสราเอลพี่น้องตัวเอง อาคีชถึงไว้ใจให้ที่พักพิง จนสุดท้ายบานปลายถึงขนาดแต่งตั้งให้เป็นองครักษ์ ดังนั้น เมื่อถึงเวลาที่ต้องไปรบ แน่นอน..องครักษ์ก็ต้องไปรบด้วย ดาวิดก็เลยงานเข้า..เพราะครั้งนี้ฟิลิสเตียจะไปรบกับ..อิสราเอล ดาวิดก็เลยลำบาก..จะไม่ไปก็ไม่ได้ แล้วขณะที่ดาวิดกำลังกลืนไม่เข้า..คายไม่ออกอยู่ พระเจ้าก็ทรงช่วยกู้เขาจากสถานการณ์นั้น..โดยวิธีที่เขาคิดไม่ถึง คือ..อยู่ดีๆพวกเจ้านายคนอื่นๆก็เกิดไม่ไว้ใจ แล้วก็ยืนยันที่จะไม่ยอมให้ดาวิดไปร่วมรบด้วยเด็ดขาด..ดาวิดเลยรอดตัวไป โดยที่ไม่ต้องใช้สติปัญญาหรือเรี่ยวแรงของตัวเองเลย เพราะพระเจ้าใช้ศัตรูเป็นเครื่องมือในการช่วยกู้เขา
25.ตอบ ค.ดาวิดแสวงหาพระเจ้าเสมอ แต่ซาอูลเรียกหาพระเจ้าเฉพาะเวลาที่เขาต้องการ เขาเห็นพระเจ้าเป็นอะไร เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้ชีวิตดีขึ้นใช่มั๊ย หรือเป็นแค่ตัวช่วยอันนึง..ที่สำรองไว้ตอนฉุกเฉิน นั่นมันสไตน์ที่คนไหว้รูปเคารพเขาทำกัน คือ จะไปไหว้ที่ต่างๆเฉพาะเวลาที่อยากจะได้อะไร หรือเวลาที่ตัวเองต้องการความช่วยเหลือเท่านั้น ไม่ได้ผูกพันกันด้วยความรัก แต่คบกันแบบหมูไปไก่มา คือ ถ้าเธอให้ชั้นได้นั่น..ได้นี่นะ เดี๋ยวชั้นจะเอา หัวหมู ไข่ต้ม หมู เห็ด เป็ด ไก่ มาแก้บน..คือต้องติดสินบน น้าตุ๊กถึงเรียกว่าเป็นความสัมพันธ์แบบหมูไปไก่มา ถ้าหมูไม่มาไก่ก็ไม่ไป ก็เรื่องอะไรชั้นต้องให้เธอ (..ประมาณนี้) แต่พระเจ้าของเรา..ไม่ใช่ พระเจ้าเป็นพระเจ้าแท้ และใหญ่จริง พระองค์ไม่ต้องการหมูเห็ดเป็ดไก่หรือไข่ต้ม เด็กๆลองคิดดูว่า..สิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์จริง เขาจะต้องรอของถวายจากเรามั๊ย ถ้าต้องรอ..น้าตุ๊กขอบอกว่า..ปล่อยให้เขาเอาตัวเองให้รอดก่อนดีมั๊ย..ค่อยมาช่วยเรา เนี่ย..คือความต่างของการดำเนินในทางพระเจ้า กับทางของความเชื่ออื่น เพราะคนของพระเจ้าจะติดสนิทและแสวงหาพระองค์ตลอดเวลา..ไม่ใช่เฉพาะเวลาที่ต้องการอะไร แน่นอน เวลาที่เราลำบากหรือขาดแคลน เราสามารถหวังใจให้พระเจ้าช่วยได้เสมอ แต่เราจะผูกพันกับพระองค์ด้วยความรัก..ไม่ใช่ด้วยเงื่อนไข..แบบหมูไปไก่มา
26.ก.รักพระเจ้าสุดจิต สุดใจ และสุดกำลัง เรามาดูความจริงในข้อนี้จากคำสอนของพระเยซูคริสต์ก่อน เปิดไป หนังสือ มัทธิว 22:34-40 “จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าของเจ้าอย่างสุดจิต สุดใจ และสุดความคิด” รักยังไงถึงจะเรียกว่า..สุดจิต สุดใจ..น้าตุ๊กสอนไปแล้วหลายครั้ง..แล้วก็พิมพ์ใส่ชีทให้ด้วย ที่เหลือเป็นหน้าที่ๆเด็กๆต้องไปเคร่งครัด..ทำกันด้วยตัวเอง ส่วนนี้ไม่มีใครทำแทนใครได้
พระเยซูบอกว่า..ให้รักพระเจ้าในทุกวิถีทางของเรา คือ พระบัญญัติข้อที่สำคัญสุดของคริสเตียน ข้อสองรองลงมาก็ให้รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง เพราะธรรมบัญญัติทั้งหมดที่ได้รับการเผยพระวจนะ ก็ขึ้นอยู่กับแค่สองข้อนี้ คือ ถ้าเรารักพระเจ้า...เราก็จะไม่คิดไปไหว้พระอื่น หรือไปเชื่อสิ่งอื่นนอกจากพ่อเรา รู้ว่าพ่อไม่ชอบเราก็ไม่ทำ เราจะยำเกรงพระเจ้าและเชื่อฟังพระองค์
แล้วถ้าเรารักเพื่อนมนุษย์..รักคนอื่นเหมือนรักตัวเอง แน่นอน..เราก็จะรักพ่อแม่ เราจะไม่ฆ่าใคร..เราจะเห็นค่าของทุกชีวิต เราจะไม่ขโมย..หรืออยากได้ของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง..เราจะไม่ล่วงประเวณี..ไม่ใส่ร้ายป้ายสี อะไรที่ไม่ดีกับคนอื่น..เราจะไม่ทำ เพราะฉะนั้น พระเยซูถึงตรัสว่า..ธรรมบัญญัติทุกข้อก็ขึ้นอยู่กับสองข้อนี้..เท่านั้นเอง ถ้าทำสองข้อนี้ได้.. เราก็จะไม่ละเมิดข้ออื่นเลย
27.ตอบ ค.ให้ความรักของพระเจ้าสำแดงออกในการกระทำทุกอย่างของเรา อันนี้เป็นสำนวนของยิว..คือเค้าถือว่า..มือเป็นตัวแทนของการเคลื่อนไหวทุกอย่าง..การบอกให้เอาความรักของพระเจ้าพันไว้ที่มือ จึงหมายความว่า..ให้ความรักของพระเจ้าควบคุมอยู่เหนือทุกการดำเนินชีวิตของเรา
ไม่ใช่ให้ถือไบเบิ้ลติดมือไว้ตลอดเวลา..อันนั้นก็ออกแนวเพี้ยนไปหน่อย
ส่วนการเขียนถ้อยคำไว้ที่ฝ่ามือ..จริงๆแล้ว ก็ดีเหมือนกันนะ..สำหรับคนที่จำถ้อยคำพระเจ้าไม่ค่อยได้ แต่อันนี้ไม่ใช่ความหมายของ “การเอาถ้อยคำพันไว้ที่มือ”ในบริบทนี้
28.ตอบ ก.ไม่ยอมแบ่งของที่ริบได้ให้พี่น้องที่ไม่ได้ออกไปรบ ประมาณว่า..ไม่ได้ไปเหนื่อยด้วยกัน เรื่องอะไรชั้นต้องแบ่งให้ แค่คืนของที่ถูกปล้นให้ก็ดีจะแย่แล้ว ถ้าเราจะคิดตามกระแสของชาวโลก..ความคิดของคนกลุ่มนี้ก็คงจะดูสมเหตุสมผลเหมือนกัน เออจริง..ไม่ได้ออกแรงอะไรเลย..ได้แค่นี้ก็ดีแล้ว ทำไมต้องแบ่งส่วนที่ได้เกินมาให้ด้วย...
แต่ดาวิดไม่คิดอย่างงั้น เขากลับมองในฝ่ายวิญญาณแล้วบอกว่า..ทั้งชัยชนะแล้วก็ของที่ริบได้เนี่ย..เป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ ..นี่คือวิธีคิดที่ถูกต้อง เพราะถึงคุณจะเป็นคนลงมือทำ แต่ถ้าพระเจ้าไม่บันดาลให้ชนะ..คุณก็เหนื่อยเปล่า ในสดุดี 127:1-2 บอกว่า...
“ถ้าพระเจ้ามิได้ทรงสร้างบ้าน บรรดาผู้ที่สร้างก็เหนื่อยเปล่า ถ้าพระเจ้ามิได้ทรงเฝ้าอยู่เหนือนคร คนยามตื่นอยู่ก็เหนื่อยเปล่า เป็นการเหนื่อยเปล่า ที่ท่านลุกขึ้นแต่เช้ามืด นอนดึก และกระหืดกระหอบกินอาหาร เพราะพระองค์ประทานแก่ผู้ที่รักของพระองค์ (ให้หลับสบาย)”
เพราะถึงเราจะขยันและทำงานหนักแค่ไหน..แต่ถ้าพระเจ้าจะให้เจ๊ง..เก่งให้ตายก็เจ๊งอยู่ดี (เรื่องนี้ น้าตุ๊กผ่านมาเต็มๆ) เพราะฉะนั้น สิ่งที่ตาเห็นหรือค่านิยมที่สมเหตุสมผลทางโลก..บางครั้งมันไม่ใช่ทางของพระเจ้า เหตุผลอีกข้อนึงที่ดาวิดชี้ให้เห็นในฝ่ายวิญญาณก็คือ..ทุกคนเป็นพี่น้องกัน..เป็นส่วนหนึ่งของทีม เป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักรที่มีหน้าที่ต่างกัน..แต่ไม่ว่าจะมีหน้าที่อะไร..ก็สำคัญเท่ากัน เพราะทั้งศบ.และสมาชิกธรรมดา พระเจ้าก็ทรงประทานความรอดให้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น เราก็ต้องเอาพระเจ้าเป็นหลักแล้วก็เดินตามพระองค์ในทุกทาง
29 ตอบ.ค.ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ไม่ว่าจะมีหน้าที่อะไร..เพราะถ้าไม่มีใครอยู่เฝ้าสำภาระให้..ดาวิดกับพวกก็คงไม่ได้เดินตัวลอยออกไปรบกับพวกอามาเลข เพราะเขาต้องกระเตงเอาสำภาระติดตัวไปรบด้วย (ถูกมะ) แล้วจริงๆ..พระเจ้าก็คือผู้ประทานทุกสิ่งให้ทั้งชัยชนะและทรัพย์สิน แต่อย่างว่า..เวลาที่ประสบความสำเร็จ..มนุษย์อดไม่ได้ที่จะคิดไปว่า..ตัวเองเก่ง ถ้าไม่ถ่อมใจลงอยู่เสมอ..ว่าเกียรติยศและคำสรรเสริญสมควรเป็นของพระเจ้า ฮอร์โมนแห่งความเย่อหยิ่งที่มันหลั่งออกมาเวลาที่ประสบความสำเร็จ..มันก็จะทำให้เราหลงตัวเอง..แล้วที่สุดก็จะล้มไปในความบาป
30.ตอบ.ทัศนคติที่ผิดอย่างสิ้นเชิง ก็คือ แม้แต่ดาวิดยังล้มไปในความบาป เราก็น่าจะทำบาปได้เหมือนกัน อันนี้เป็นการตีความพระคำภีร์แบบผิดๆ หาเหตุให้ตัวเองทำบาปได้อย่างไม่รู้สึกผิด แล้วเราก็ได้เรียนกันไปแล้ว..ว่าตัวอย่างที่ไม่ดีของหลายๆบุคคลในพระคำภีร์ก็มีไว้..เพื่อให้เราเห็นชัดเจนว่ามนุษย์อ่อนแอ ช่วยตัวเองไม่ได้ และไม่เสถียร เพราะฉะนั้น อย่าเย่อหยิ่ง..อย่าคิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น หรือเป็นคริสเตียนแล้วจะวิเศษกว่าคนอื่น..ไม่ใช่ เพราะที่เรารอด..ก็รอดด้วยพระคุณ แล้วถ้าไม่อยากจะล้มลงในความบาป..ก็ต้องติดสนิทกับพระเจ้า อธิฐานขอการทรงนำจากพระองค์ในทุกเรื่อง
ทั้งบทเรียนและบททดสอบ หนังสือ1ซามูเอลก็จบลงอย่างสมบูรณ์แล้วนะคะ สัปดาห์หน้าเราจะพบกันที่หาดตะวันรอน หลังจากนั้น เราจะมาขึ้น พระธรรม2ซามูเอลกันต่อ เด็กๆที่อายุเกิน18ปีก็จะย้ายไปเรียนคำเทศนาที่ห้องใหญ่กัน ขอให้เด็กๆตั้งใจเรียนเพื่อความเชื่อที่แข็งแรงของตัวเองนะคะ แต่ถึงยังไงเราจะมีโอกาสได้คุยกันแน่นอนค่ะ อาจจะเป็นกลุ่มเซลที่จัดขึ้นตามโอกาส แล้วแต่การทรงนำของพระเจ้า..เด็กๆคอยฟังข่าวด้วยนะคะ ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ
วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2553
เฉลยบททดสอบ 1ซามูเอล ชุดที่ 2 (ข้อที่ 1-10)
1.ตอบ ค.โยนาธานยอมรับว่าดาวิดเป็นกษัตริย์ที่พระเจ้าเลือก เพราะเสื้อคลุมก็เป็นสัญญลักษณ์ของสิทธิอำนาจ ดังนั้นการมอบเสื้อคลุมให้จึงหมายถึงการส่งต่อสิทธิอำนาจตามหน้าที่ของคนๆนั้น อย่างเสื้อคลุมของอาโรนที่ส่งต่อให้เอเลอาซาร์ เสื้อคลุมของเอลียาห์ที่ทิ้งลงบนตัวของเอลีชา ในที่นี้โยนาธานเป็นลูกกษัตริย์ซึ่งเป็นหนึ่งในรัชทายาทที่อาจจะได้สืบต่อราชบัลลังก์ ดังนั้น สิ่งที่โยนาธานทำในข้อนี้จึงเป็นการสำแดงชัดเจนว่า..โยนาธานยอมรับว่าดาวิดคือผู้ที่พระเจ้าเลือกให้เป็นกษัคริย์องค์ต่อไปและเขาก็เต็มใจที่จะหลีกทางให้ด้วยความเต็มใจ
2.ตอบ ข.เชื้อบาปที่อยู่ในเนื้อหนังของมนุษย์ ดูโรม 7:13-24
“เรารู้ว่าธรรมบัญญัตินั้นเป็นมาโดยฝ่ายพระวิญญาณ แต่ว่าข้าพเจ้าเป็นมนุษย์ถูกขายไว้ให้อยู่ใต้บาป” “ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมิใช่ผู้กระทำ แต่ว่าบาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้านั่นเองเป็นผู้กระทำ..” “..ข้าพเจ้าเห็นมีกฎอีกอย่างหนึ่งอยู่ในกายของข้าพเจ้า ซึ่งต่อสู้กับกฎแห่งจิตใจของข้าพเจ้า และชักนำให้ข้าพเจ้าอยู่ใต้บังคับกฎแห่งบาป ซึ่งอยู่ในกายของข้าพเจ้า “
.....มีตรงไหนที่บอกว่าความบาปมาจากมารหรือสิ่งรอบตัวเราบ้างมั๊ย..ไม่มี พระคำภีร์บันทึกไว้ชัดเจนว่าความคิดชั่ว กิเลส ตัณหา สารพัดนิสัยที่ไม่ดีของมนุษย์นั้นล้วนอยู่ในตัวหรืออยู่ในเนื้อหนังของมนุษย์ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ถ้าตัวเองนิสัยไม่ดี อย่าไปโทษมาร..มารมันทำได้แค่กระตุ้นเร้า เป่าหู ให้เชื้อบาปในตัวเรารุนแรงมากขึ้นเท่านั้น เหมือนในตัวเรานั้นมีไฟอยู่แล้ว ส่วนมารก็ทำได้แค่สาดน้ำมันเข้ากองไฟ เติมเชื้อให้การเผาผลาญนั้นเข้มข้น..รุนแรงยิ่งขึ้น แต่ถ้าเราติดสนิทกับพระเจ้า ดำเนินกับพระองค์ทุกวันทุกเวลา จิตวิญญาณของเราก็จะเติบโตและแข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับเชื้อบาปที่อยู่ในตัว
3.ตอบ ค.ทั้งปลุกเร้าให้เราทำบาปและสั่นคลอนความเชื่อในทางพระเจ้า สารพัดการร้ายเป็นงานของมารทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การล่อลวงให้มนุษย์หลงไปจากทางของพระเจ้า..เหมือนจะเป็นภาระกิจอันยิ่งใหญ่ของมารเลยทีเดียว เพราะเท่าที่น้าตุ๊กสังเกตดู..ใครก็ตามที่เพิ่งมาเชื่อพระเจ้า..จะต้องมีอุปสรรคในการที่จะมาโบสถ์..เข้าใกล้หรือดำเนินกับพระเจ้าในสารพัดรูปแบบ..แล้วแต่มารว่าจะเลือกใช้ใครหรืออะไรเป็นเครื่องมือ ในการสกัดกั้นคนๆนั้นให้หลุดจากทางของพระเจ้า แต่ส่วนใหญ่จะเป็นคนใกล้ชิดหรือคนที่มีอิทธิพลกับเรา เช่น พ่อแม่ สามีหรือภรรยา เจ้านายหรือคนรอบข้างที่อยู่ในวงจรชีวิตของเรา นอกจากนี้ มารยังใช้สถานการณ์ต่างๆสกัดกั้น..ให้เราต้องห่างจากพระเจ้าอีกด้วย เช่น รถเสียตอนจะมาโบสถ์ ไม่มีเงินค่ารถ ทะเลาะกับแฟนตอนเช้าวันอาทิตย์ สะดุดกับนิสัยบางอย่างของคนในคริสตจักร ฯลฯ ....จนเป็นเหตุให้เราไม่สามารถหรือไม่อยากมาโบสถ์ ดังนั้น มันสำคัญอย่างยิ่งที่เราต้องรู้ให้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมและการงานของมาร เราจะได้เพียรอธิฐาน..เพื่อที่จะสามารถยืนหยัดเลือกทำสิ่งที่ถูกต้องได้..ในทุกสถานการณ์ โดยไม่เผลอไปติดกับของมาร...แต่เลือกเดินทางอันเป็นที่ชอบพระทัยและเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า
4. ตอบ ข.เพราะมนุษย์มักละเมิดและล้มเหลวในการรักษาสัญญาอยู่เสมอ ตลอดประวัติศาสตร์ในพระคำภีร์ได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้ว..ว่ามนุษย์ไม่สามารถรักษาสัญญาหรือทำตามกฎได้อย่างตลอดลอดฝั่ง เริ่มตั้งแต่ครั้งอาดามกับเอวา มาจนถึงอพย..ในถิ่นทุรกันดาร กระทั่งได้เข้าสู่คานาอัน ไม่มีซักครั้งที่ระบุว่า..มนุษย์สามารถรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับพระเจ้าได้ตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยของผู้วินิจฉัยนั้น เป็นภาพชัดเจนที่สุด..ในความไม่เสถียรของมนุษย์ เพราะไม่เคยดีได้อย่างคงเส้นคงวา และเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าปราศจากพระคุณของพระเยซูคริสต์แล้ว..มนุษย์จะต้องตายสถานเดียว
5.ตอบ ก.ต้องเป็นทางรอดที่ไม่ขึ้นอยู่กับความดีของมนุษย์ เพราะถ้าขืนต้องพึ่งความดีของตัวเองก็คงไม่มีทางรอด ถ้าเด็กๆจะเคยสังเกตความกบฎของเนื้อหนังของตัวเอง..เราจะพบว่า..”..คือในตัวของข้าพเจ้าไม่มีความดีประการใดอยู่เลย เพราะว่าเจตนาดีข้าพเจ้าก็มีอยู่ แต่ซึ่งจะกระทำความดีนั้นข้าพเจ้าหากระทำไม่ ด้วยว่าการดีนั้นซึ่งข้าพเจ้าปารถนาทำ ข้าพเจ้าไม่ได้กระทำ แต่การชั่วซึ่งข้าพเจ้ามิได้ปรารถนาทำ ข้าพเจ้ายังทำอยู่” โรม 7:18-19
ดังนั้น ด้วยความรักและพระกรุณาอันหาที่สุดมิได้ของพระเจ้า พระองค์จึงทรงเตรียมทางใหม่ที่เหนือชั้นกว่าเก่าไว้ให้เรา..เป็นทางรอดที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความดีของมนุษย์ เป็นทางที่มนุษย์ผู้อ่อนแอและมักล้มเหลวในการทำดีจะสามารถเข้าไปลี้ภัยและพึ่งอาศัยในพระคุณเพียงอย่างเดียว โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์..ผู้ซึ่งรับเอาความผิดบาปของเราไว้ในพระองค์
6.ตอบ ก.พระธรรมที่อยู่บนแผ่นหิน ใบลาน หรือวัตถุอื่นใด..ไม่สามารถชำระให้มนุษย์บริสุทธิ์ได้ ข้อ 4-5 และ 6 พูดเรื่องเดียวกัน เป็นเหตุเป็นผล และเป็นบทสรุปที่มาจากรากเดียวกัน เรื่องเดียวกัน.. อย่างข้อนี้ก็ยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่พระเจ้าต้องประทานพระคุณให้แก่มนุษย์ เพราะธรรมหรือกฎบัญญัติสารพัดมีไว้ก็เพื่อแค่ให้รู้..ว่าตอนนี้คุณนอกกรอบแล้วรึยัง เหมือนกระจกเงาที่สะท้อนให้เราเห็นตัวเองทุกครั้งที่มองดู ถ้าไม่มีกระจกเราก็ไม่สามารถเห็นตัวเองชัดเจน อาจจะเห็นบ้างแต่ไม่ชัด ต่อเมื่อมีธรรมหรือกฎกติกาที่เป็นเหมือนกระจก เราจึงเห็นชัดเจนว่า..อันไหนถูก อันไหนผิด แล้วเราผิดตรงไหน ละเมิดอะไรไปบ้าง แต่ตราบใดที่กระจกไม่สามารถแก้ไขให้เราสวยขึ้น ผอมลง หรือดูดีไปกว่าเดิมได้ ตราบนั้นพระธรรมหรือกฎบัญญัติก็ไม่สามารถทำให้มนุษย์ชอบธรรมได้เช่นกัน
7.ตอบ ข.เมื่อเราเชื่อในสิ่งที่พระเยซูทำเพื่อเรา การได้เข้าอาศัยในคานาอันไม่ใช่คำตอบเพราะเป็นแค่ภาพจำลองของอาณาจักรสวรรค์ที่พระเจ้าทรงบอกไว้เป็นหมายสำคัญถึงพระเยซูคริสต์..พระผู้ช่วยให้รอดที่จะทรงมาบังเกิดในแผ่นดินยูดาห์ แล้วถ้าแค่รู้จักพระเยซูหรือรู้เรื่องราวของพระองค์ก็ไม่ได้แปลว่า คนที่รู้นั้นจะได้รับความรอด เพราะหลายคนรู้ก็จริงแต่ไม่เชื่อ..ก็ไม่ได้รับความรอด เพราะฉะนั้น ต้องเชื่อในสิ่งที่พระองค์กระทำ คือ เชื่อว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระบุตรของพระเจ้า ทรงมาเกิดเป็นมนุษย์ ยอมตายที่ไม้กางเขนเพื่อแบกรับความผิดบาป รับโทษแทนเรา และทรงเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่สาม อันสำแดงถึงชัยชนะเหนือความตายของพระองค์ เราทั้งหลายที่เชื่อในพระองค์ก็จะได้รับชัยชนะไปกับพระองค์ด้วย นี่คือหัวใจสำคัญของความรอด ต่อให้เราไม่รู้เรื่องราวทั้งหมดของพระองค์หรือไม่รู้จักพระองค์ดีพอ แต่ถ้าเราเชื่อในการกระทำนี้ของพระเยซูเราก็ได้รับความรอดเช่นกัน
8.ตอบ ก.ต้องรับเชื่อใหม่ทุกปี อันนี้ไม่ใช่กฎของพระสัญญาอันใหม่ของพระเจ้า เพราะพันธสัญญาใหม่นี้จะถือหลักตามแนวทางของพระเยซูคริสต์ และสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำบนไม้กางเขน ดูฮีบรู 9:11-14
“พระองค์เสด็จเข้าไปในวิสุทธิสถานเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และพระองค์ไม่ได้นำเลือดแพะและเลือดลูกวัวเข้าไป แต่ทรงนำพระโลหิตของพระองค์เองเข้าไป และทรงสำเร็จการไถ่บาปชั่วนิรันดร์ “ ดังนั้น เราทั้งหลายที่เชื่อในสิ่งที่พระเยซูทรงทำ ก็จะพึ่งในกฎเดียวกันของพระคุณแห่งพันธสัญญาใหม่ การรับเชื่อในพระเยซูคริสต์เพียงครั้งเดียวจึงเพียงพอ ที่จะสามารถไถ่ถอนเราจากความบาปและความตาย ไม่ต้องทำซ้ำเหมือนปุโรหิตในสมัยพันธสัญญาเดิม..ที่ต้องเอาเลือดแพะ เลือดวัวเข้าไปในห้องอภิสุทธิสถานทุกปี “..เพราะว่าเลือดแพะและเลือดวัวตัวผู้ และเถ้าของลูกโคตัวเมีย ที่ประพรมลงบนคนบาปสามารถชำระให้มนุษย์บริสุทธิ์ได้ พระโลหิตของพระเยซูคริสต์ ผู้ได้ทรงถวายพระองค์เองแด่พระเจ้าโดยพระวิญญาณนิรันดร์ ให้เป็นเครื่องบูชาอันปราศจากตำหนิ ก็จะทรงชำระได้มากยิ่งกว่านั้นสักเพียงใด”
9.ตอบ ค.พระเจ้า นี่คือความจริงทางฝ่ายวิญญาณ และต่อไปเราก็จะเรียนรู้และมองเรื่องราวต่างๆในแง่ของจิตวิญญาณกันให้มากขึ้น เพื่อที่เด็กๆจะสามารถมองผ่าน..และเข้มแข็งกับปัญหาต่างๆได้มากขึ้น เพราะแท้จริงแล้ว ทุกรูปแบบของชีวิต ทุกเหตุการณ์ และทุกสภาวะในวงจรชีวิตของเรา ล้วนอยู่ใต้การควบคุมของพระเจ้าทั้งสิ้น และแน่นอนมีพระประสงค์ของพระองค์แฝงอยู่ในทุกเรื่องราวชีวิตของเราเสมอ ดังนั้น ถ้าเราสามารถโฟกัสที่พระเจ้าได้ ความเข้าใจในสิ่งต่างๆก็จะชัดเจนขึ้น ความสงสัยและความไม่พอใจหรือไม่รู้จักพอก็จะลดน้อยลง
10.ตอบ ข.พระเจ้าประสงค์ให้ดาวิดเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องด้วยตัวเอง.. เพราะจะมีประโยชน์อะไร ถ้าพ่อแม่พร่ำสอน..เลี้ยงลูกจนโตแล้วก็เลือกทางที่ถูก..ชี้สิ่งที่ดีให้ตลอดเวลา..ไม่ว่าลูกจะโตซักแค่ไหน ลูกก็ไม่เคยมีโอกาสได้คิดเองแม้แต่เรื่องเดียว ไม่เคยเลือกคบเพื่อนเอง ไม่เคยเลือกกินอาหารที่เป็นประโยชน์เอง ไม่เคยตอบโจทย์ของแต่ละปัญหาด้วยตัวเอง แล้วบทพิสูจน์ความเติบโตและวิจารณญาณของลูกจะอยู่ตรงไหน ในทางพระเจ้าก็เหมือนกัน..แท้จริงแล้วคริสเตียน คือ ผู้ที่รอด เรื่องราวของคริสเตียน ก็คือเรื่องราวของผู้ที่ได้รับความรอด..ว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ใช่เปลี่ยนโลก เปลี่ยนปัญหา หรือเปลี่ยนคนอื่น ดังนั้น ตลอดชีวิตของเราจะวนเวียนอยู่ประมาณนี้..คือ เติมส่วนที่ขาดและตัดส่วนที่เกิน ตามน้ำพระทัยอันครบถ้วนบริบูรณ์ของพระเจ้า ไม่ใช่ครบถ้วนในมุมมองของเรา เพื่ออะไร..ไปที่ไหนจะได้ฉายแสงที่นั่น พระเจ้าต้องได้รับเกียรติเวลาที่เราเล่าเรื่องราวข่าวประเสริฐของพระองค์ และทุกคนจะต้องสรรเสริญพระเจ้าเมื่อเห็นการดำเนินชีวิตของเรา
2.ตอบ ข.เชื้อบาปที่อยู่ในเนื้อหนังของมนุษย์ ดูโรม 7:13-24
“เรารู้ว่าธรรมบัญญัตินั้นเป็นมาโดยฝ่ายพระวิญญาณ แต่ว่าข้าพเจ้าเป็นมนุษย์ถูกขายไว้ให้อยู่ใต้บาป” “ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมิใช่ผู้กระทำ แต่ว่าบาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้านั่นเองเป็นผู้กระทำ..” “..ข้าพเจ้าเห็นมีกฎอีกอย่างหนึ่งอยู่ในกายของข้าพเจ้า ซึ่งต่อสู้กับกฎแห่งจิตใจของข้าพเจ้า และชักนำให้ข้าพเจ้าอยู่ใต้บังคับกฎแห่งบาป ซึ่งอยู่ในกายของข้าพเจ้า “
.....มีตรงไหนที่บอกว่าความบาปมาจากมารหรือสิ่งรอบตัวเราบ้างมั๊ย..ไม่มี พระคำภีร์บันทึกไว้ชัดเจนว่าความคิดชั่ว กิเลส ตัณหา สารพัดนิสัยที่ไม่ดีของมนุษย์นั้นล้วนอยู่ในตัวหรืออยู่ในเนื้อหนังของมนุษย์ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ถ้าตัวเองนิสัยไม่ดี อย่าไปโทษมาร..มารมันทำได้แค่กระตุ้นเร้า เป่าหู ให้เชื้อบาปในตัวเรารุนแรงมากขึ้นเท่านั้น เหมือนในตัวเรานั้นมีไฟอยู่แล้ว ส่วนมารก็ทำได้แค่สาดน้ำมันเข้ากองไฟ เติมเชื้อให้การเผาผลาญนั้นเข้มข้น..รุนแรงยิ่งขึ้น แต่ถ้าเราติดสนิทกับพระเจ้า ดำเนินกับพระองค์ทุกวันทุกเวลา จิตวิญญาณของเราก็จะเติบโตและแข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับเชื้อบาปที่อยู่ในตัว
3.ตอบ ค.ทั้งปลุกเร้าให้เราทำบาปและสั่นคลอนความเชื่อในทางพระเจ้า สารพัดการร้ายเป็นงานของมารทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การล่อลวงให้มนุษย์หลงไปจากทางของพระเจ้า..เหมือนจะเป็นภาระกิจอันยิ่งใหญ่ของมารเลยทีเดียว เพราะเท่าที่น้าตุ๊กสังเกตดู..ใครก็ตามที่เพิ่งมาเชื่อพระเจ้า..จะต้องมีอุปสรรคในการที่จะมาโบสถ์..เข้าใกล้หรือดำเนินกับพระเจ้าในสารพัดรูปแบบ..แล้วแต่มารว่าจะเลือกใช้ใครหรืออะไรเป็นเครื่องมือ ในการสกัดกั้นคนๆนั้นให้หลุดจากทางของพระเจ้า แต่ส่วนใหญ่จะเป็นคนใกล้ชิดหรือคนที่มีอิทธิพลกับเรา เช่น พ่อแม่ สามีหรือภรรยา เจ้านายหรือคนรอบข้างที่อยู่ในวงจรชีวิตของเรา นอกจากนี้ มารยังใช้สถานการณ์ต่างๆสกัดกั้น..ให้เราต้องห่างจากพระเจ้าอีกด้วย เช่น รถเสียตอนจะมาโบสถ์ ไม่มีเงินค่ารถ ทะเลาะกับแฟนตอนเช้าวันอาทิตย์ สะดุดกับนิสัยบางอย่างของคนในคริสตจักร ฯลฯ ....จนเป็นเหตุให้เราไม่สามารถหรือไม่อยากมาโบสถ์ ดังนั้น มันสำคัญอย่างยิ่งที่เราต้องรู้ให้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมและการงานของมาร เราจะได้เพียรอธิฐาน..เพื่อที่จะสามารถยืนหยัดเลือกทำสิ่งที่ถูกต้องได้..ในทุกสถานการณ์ โดยไม่เผลอไปติดกับของมาร...แต่เลือกเดินทางอันเป็นที่ชอบพระทัยและเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า
4. ตอบ ข.เพราะมนุษย์มักละเมิดและล้มเหลวในการรักษาสัญญาอยู่เสมอ ตลอดประวัติศาสตร์ในพระคำภีร์ได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้ว..ว่ามนุษย์ไม่สามารถรักษาสัญญาหรือทำตามกฎได้อย่างตลอดลอดฝั่ง เริ่มตั้งแต่ครั้งอาดามกับเอวา มาจนถึงอพย..ในถิ่นทุรกันดาร กระทั่งได้เข้าสู่คานาอัน ไม่มีซักครั้งที่ระบุว่า..มนุษย์สามารถรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับพระเจ้าได้ตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยของผู้วินิจฉัยนั้น เป็นภาพชัดเจนที่สุด..ในความไม่เสถียรของมนุษย์ เพราะไม่เคยดีได้อย่างคงเส้นคงวา และเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าปราศจากพระคุณของพระเยซูคริสต์แล้ว..มนุษย์จะต้องตายสถานเดียว
5.ตอบ ก.ต้องเป็นทางรอดที่ไม่ขึ้นอยู่กับความดีของมนุษย์ เพราะถ้าขืนต้องพึ่งความดีของตัวเองก็คงไม่มีทางรอด ถ้าเด็กๆจะเคยสังเกตความกบฎของเนื้อหนังของตัวเอง..เราจะพบว่า..”..คือในตัวของข้าพเจ้าไม่มีความดีประการใดอยู่เลย เพราะว่าเจตนาดีข้าพเจ้าก็มีอยู่ แต่ซึ่งจะกระทำความดีนั้นข้าพเจ้าหากระทำไม่ ด้วยว่าการดีนั้นซึ่งข้าพเจ้าปารถนาทำ ข้าพเจ้าไม่ได้กระทำ แต่การชั่วซึ่งข้าพเจ้ามิได้ปรารถนาทำ ข้าพเจ้ายังทำอยู่” โรม 7:18-19
ดังนั้น ด้วยความรักและพระกรุณาอันหาที่สุดมิได้ของพระเจ้า พระองค์จึงทรงเตรียมทางใหม่ที่เหนือชั้นกว่าเก่าไว้ให้เรา..เป็นทางรอดที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความดีของมนุษย์ เป็นทางที่มนุษย์ผู้อ่อนแอและมักล้มเหลวในการทำดีจะสามารถเข้าไปลี้ภัยและพึ่งอาศัยในพระคุณเพียงอย่างเดียว โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์..ผู้ซึ่งรับเอาความผิดบาปของเราไว้ในพระองค์
6.ตอบ ก.พระธรรมที่อยู่บนแผ่นหิน ใบลาน หรือวัตถุอื่นใด..ไม่สามารถชำระให้มนุษย์บริสุทธิ์ได้ ข้อ 4-5 และ 6 พูดเรื่องเดียวกัน เป็นเหตุเป็นผล และเป็นบทสรุปที่มาจากรากเดียวกัน เรื่องเดียวกัน.. อย่างข้อนี้ก็ยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่พระเจ้าต้องประทานพระคุณให้แก่มนุษย์ เพราะธรรมหรือกฎบัญญัติสารพัดมีไว้ก็เพื่อแค่ให้รู้..ว่าตอนนี้คุณนอกกรอบแล้วรึยัง เหมือนกระจกเงาที่สะท้อนให้เราเห็นตัวเองทุกครั้งที่มองดู ถ้าไม่มีกระจกเราก็ไม่สามารถเห็นตัวเองชัดเจน อาจจะเห็นบ้างแต่ไม่ชัด ต่อเมื่อมีธรรมหรือกฎกติกาที่เป็นเหมือนกระจก เราจึงเห็นชัดเจนว่า..อันไหนถูก อันไหนผิด แล้วเราผิดตรงไหน ละเมิดอะไรไปบ้าง แต่ตราบใดที่กระจกไม่สามารถแก้ไขให้เราสวยขึ้น ผอมลง หรือดูดีไปกว่าเดิมได้ ตราบนั้นพระธรรมหรือกฎบัญญัติก็ไม่สามารถทำให้มนุษย์ชอบธรรมได้เช่นกัน
7.ตอบ ข.เมื่อเราเชื่อในสิ่งที่พระเยซูทำเพื่อเรา การได้เข้าอาศัยในคานาอันไม่ใช่คำตอบเพราะเป็นแค่ภาพจำลองของอาณาจักรสวรรค์ที่พระเจ้าทรงบอกไว้เป็นหมายสำคัญถึงพระเยซูคริสต์..พระผู้ช่วยให้รอดที่จะทรงมาบังเกิดในแผ่นดินยูดาห์ แล้วถ้าแค่รู้จักพระเยซูหรือรู้เรื่องราวของพระองค์ก็ไม่ได้แปลว่า คนที่รู้นั้นจะได้รับความรอด เพราะหลายคนรู้ก็จริงแต่ไม่เชื่อ..ก็ไม่ได้รับความรอด เพราะฉะนั้น ต้องเชื่อในสิ่งที่พระองค์กระทำ คือ เชื่อว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระบุตรของพระเจ้า ทรงมาเกิดเป็นมนุษย์ ยอมตายที่ไม้กางเขนเพื่อแบกรับความผิดบาป รับโทษแทนเรา และทรงเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่สาม อันสำแดงถึงชัยชนะเหนือความตายของพระองค์ เราทั้งหลายที่เชื่อในพระองค์ก็จะได้รับชัยชนะไปกับพระองค์ด้วย นี่คือหัวใจสำคัญของความรอด ต่อให้เราไม่รู้เรื่องราวทั้งหมดของพระองค์หรือไม่รู้จักพระองค์ดีพอ แต่ถ้าเราเชื่อในการกระทำนี้ของพระเยซูเราก็ได้รับความรอดเช่นกัน
8.ตอบ ก.ต้องรับเชื่อใหม่ทุกปี อันนี้ไม่ใช่กฎของพระสัญญาอันใหม่ของพระเจ้า เพราะพันธสัญญาใหม่นี้จะถือหลักตามแนวทางของพระเยซูคริสต์ และสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำบนไม้กางเขน ดูฮีบรู 9:11-14
“พระองค์เสด็จเข้าไปในวิสุทธิสถานเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และพระองค์ไม่ได้นำเลือดแพะและเลือดลูกวัวเข้าไป แต่ทรงนำพระโลหิตของพระองค์เองเข้าไป และทรงสำเร็จการไถ่บาปชั่วนิรันดร์ “ ดังนั้น เราทั้งหลายที่เชื่อในสิ่งที่พระเยซูทรงทำ ก็จะพึ่งในกฎเดียวกันของพระคุณแห่งพันธสัญญาใหม่ การรับเชื่อในพระเยซูคริสต์เพียงครั้งเดียวจึงเพียงพอ ที่จะสามารถไถ่ถอนเราจากความบาปและความตาย ไม่ต้องทำซ้ำเหมือนปุโรหิตในสมัยพันธสัญญาเดิม..ที่ต้องเอาเลือดแพะ เลือดวัวเข้าไปในห้องอภิสุทธิสถานทุกปี “..เพราะว่าเลือดแพะและเลือดวัวตัวผู้ และเถ้าของลูกโคตัวเมีย ที่ประพรมลงบนคนบาปสามารถชำระให้มนุษย์บริสุทธิ์ได้ พระโลหิตของพระเยซูคริสต์ ผู้ได้ทรงถวายพระองค์เองแด่พระเจ้าโดยพระวิญญาณนิรันดร์ ให้เป็นเครื่องบูชาอันปราศจากตำหนิ ก็จะทรงชำระได้มากยิ่งกว่านั้นสักเพียงใด”
9.ตอบ ค.พระเจ้า นี่คือความจริงทางฝ่ายวิญญาณ และต่อไปเราก็จะเรียนรู้และมองเรื่องราวต่างๆในแง่ของจิตวิญญาณกันให้มากขึ้น เพื่อที่เด็กๆจะสามารถมองผ่าน..และเข้มแข็งกับปัญหาต่างๆได้มากขึ้น เพราะแท้จริงแล้ว ทุกรูปแบบของชีวิต ทุกเหตุการณ์ และทุกสภาวะในวงจรชีวิตของเรา ล้วนอยู่ใต้การควบคุมของพระเจ้าทั้งสิ้น และแน่นอนมีพระประสงค์ของพระองค์แฝงอยู่ในทุกเรื่องราวชีวิตของเราเสมอ ดังนั้น ถ้าเราสามารถโฟกัสที่พระเจ้าได้ ความเข้าใจในสิ่งต่างๆก็จะชัดเจนขึ้น ความสงสัยและความไม่พอใจหรือไม่รู้จักพอก็จะลดน้อยลง
10.ตอบ ข.พระเจ้าประสงค์ให้ดาวิดเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องด้วยตัวเอง.. เพราะจะมีประโยชน์อะไร ถ้าพ่อแม่พร่ำสอน..เลี้ยงลูกจนโตแล้วก็เลือกทางที่ถูก..ชี้สิ่งที่ดีให้ตลอดเวลา..ไม่ว่าลูกจะโตซักแค่ไหน ลูกก็ไม่เคยมีโอกาสได้คิดเองแม้แต่เรื่องเดียว ไม่เคยเลือกคบเพื่อนเอง ไม่เคยเลือกกินอาหารที่เป็นประโยชน์เอง ไม่เคยตอบโจทย์ของแต่ละปัญหาด้วยตัวเอง แล้วบทพิสูจน์ความเติบโตและวิจารณญาณของลูกจะอยู่ตรงไหน ในทางพระเจ้าก็เหมือนกัน..แท้จริงแล้วคริสเตียน คือ ผู้ที่รอด เรื่องราวของคริสเตียน ก็คือเรื่องราวของผู้ที่ได้รับความรอด..ว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ใช่เปลี่ยนโลก เปลี่ยนปัญหา หรือเปลี่ยนคนอื่น ดังนั้น ตลอดชีวิตของเราจะวนเวียนอยู่ประมาณนี้..คือ เติมส่วนที่ขาดและตัดส่วนที่เกิน ตามน้ำพระทัยอันครบถ้วนบริบูรณ์ของพระเจ้า ไม่ใช่ครบถ้วนในมุมมองของเรา เพื่ออะไร..ไปที่ไหนจะได้ฉายแสงที่นั่น พระเจ้าต้องได้รับเกียรติเวลาที่เราเล่าเรื่องราวข่าวประเสริฐของพระองค์ และทุกคนจะต้องสรรเสริญพระเจ้าเมื่อเห็นการดำเนินชีวิตของเรา
บททดสอบ พระธรรม 1ซามูเอล ชุดที่2
1.”โยนาธานก็ถอดเสื้อคลุมออกมอบให้แก่ดาวิด พร้อมทั้งเครื่องใช้ แม้ดาบ คันธนู และเข็มขัดก็ประทานให้ด้วย “ การกระทำดังกล่าวของโยนาธานสำแดงถึงความหมายในข้อใด
ก.โยนาธานยอมพ่ายแพ้ต่อดาวิด ข.โยนาธานยอมคืนของที่เป็นของดาวิด
ค.โยนาธานยอมรับว่าดาวิดเป็นกษัตริย์ที่พระเจ้าเลือก
2.ความคิดชั่วและกิเลสตัณหาทุกอย่างของมนุษย์เกิดจากข้อใด
ก.มาร ข.เชื้อบาปที่อยู่ในเนื้อหนังของมนุษย์ ค.สิ่งแวดล้อมของแต่ละบุคคล
3.ข้อใดคือการงานของมาร
ก.ปลุกเร้าเชื้อบาปของมนุษย์ ข.สั่นคลอนความเชื่อในทางพระเจ้า ค.ถูกทุกข้อ
4.พระเจ้าทรงใช้พันธสัญญาในการควบคุมมนุษย์ และประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาในพระคำภีร์ได้พิสูจน์ให้เห็นว่ามนุษย์มีคุณสมบัติในข้อใด
ก.มนุษย์ชื่นชมในพระสัญญาและยืนหยัดที่จะรักษาสัญญาเสมอ
ข.มนุษย์มักละเมิดและล้มเหลวในการรักษาสัญญาอยู่เสมอ
ค.มนุษย์ไม่ชื่นชมในพระสัญญาแต่รักษาสัญญาได้เสมอ
5.พระสัญญาใหม่ที่พระเจ้าประทานให้มนุษย์มีลักษณะสำคัญอย่างไร
ก.เป็นทางรอดที่ไม่ขึ้นอยู่กับความดีของมนุษย์ ข.เป็นทางรอดที่ขึ้นอยู่กับความดีของมนุษย์
ค.มนุษย์ได้รับความรอดทุกคน..ไม่ว่าจะเชื่อในสิ่งใดก็ตาม
6.(โดย สัมพันธ์กับเยเรมีห์ 31:31-33) ข้อใดกล่าวถูกต้อง
ก.พระธรรมที่อยู่บนศิลา..ใบลานหรือวัตถุอื่นใด ไม่สามารถชำระให้มนุษย์บริสุทธิ์ได้
ข.พระธรรมที่อยู่บนศิลา..ใบลานหรือวัตถุอื่นใด สามารถชำระมนุษย์ให้บริสุทธิ์ได้ ค.ถูกทั้งก และ ข
7.”..เราจะบรรจุพระธรรมไว้ในเขาทั้งหลาย และเราจะจารึกมันไว้บนดวงใจของเขา..” น้ำพระทัยพระเจ้าในข้อนี้สำเร็จได้ด้วยวิธีใด
ก.เมื่อเราได้อยู่ที่ดินแดนแห่งพันธสัญญา (คานาอัน) ข.เมื่อเราเชื่อในสิ่งที่พระเยซูทำเพื่อเรา
ค.เมื่อเรารู้เรื่องราวของพระเยซูคริสต์
8.ข้อใดไม่ใช่กฎของพระสัญญาใหม่ที่พระเจ้าประทานให้
ก.ต้องรับเชื่อใหม่ทุกๆปี ข.ต้องเชื่อด้วยปากและรับด้วยใจ
ค.เราสามารถผูกพันเรากับพระเจ้าตลอดไปด้วยการรับเชื่อเพียงครั้งเดียว
9.แท้จริงแล้ว..ใครคือผู้ปลดซาอูลออกจากการเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล
ก.ซามูเอล ข.ดาวิด ค.พระเจ้า
10.(จาก 1ซมอ.24:4) เด็กๆคิดว่าข้อใดคือน้ำพระทัยที่แท้จริงของพระเจ้า
ก.พระเจ้าประสงค์ให้ดาวิดฆ่าซาอูล ข.พระเจ้าประสงค์ให้ดาวิดเลือกทำสิ่งที่ถูกต้องด้วยตัวเอง
ค.พระเจ้าประสงค์ให้คนของดาวิดมีส่วนร่วมในการฆ่าซาอูล
11.เด็กๆคิดว่า ข้อใดคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ดาวิดไว้ชีวิตซาอูล
ก.เพราะซาอูลเป็นผู้นำที่พระเจ้าทรงเจิมไว้ ข.เพราะซาอูลเป็นพ่อของโยนาธาน
ค.เพราะซาอูลยังคงเป็นกษัตริย์ที่ดีของอิสราเอล
12.ใครคือผู้นำที่พระเจ้าทรงเลือก
ก.พระมหากษัตริย์ รัฐบาล นายจ้าง ข.ศิษยาภิบาล พ่อแม่ สามี ค.ถูกทั้ง ก และ ข
13.พระเจ้าสอนให้เราทำสิ่งใด เมื่อเห็นชัดเจนว่าผู้นำกระทำความผิด
ก.ต่อต้านและปฎิเสธที่จะเชื่อฟัง ข.อธิฐานและวางใจในพระองค์
ค.ให้ประกาศความผิดแก่สาธาณะชน
14.(จาก1ซมอ.25:13) เด็กๆคิดว่า..ดาวิดโกรธเพราะอะไร
ก.โกรธโดยพระวิญญาณบริสุทธ์
ข.โกรธเพราะอารมณ์ไม่คงที่ของมนุษย์
ค.โกรธเพราะนาบาลทำสิ่งที่ร้ายแรงเกินกว่าผู้ใดจะรับได้
15.จาก 1ซมอ.25:13 ข้อใดกล่าวถูกต้อง
ก.ชัยชนะในความบาปของเนื้อหนังเพียงครั้งเดียว..สามารถทำให้เราชนะได้ตลอดไป
ข.ชัยชนะในความบาปของเนื้อหนังทำให้เราได้รับความรอด
ค.แม้จะเคยเอาชนะความบาปของเนื้อหนังได้ แต่มนุษย์ยังล้มลงในความบาปได้ตลอดเวลา
16.กรณีใดที่เราไม่จำเป็นต้องเดินตามผู้นำอีกต่อไป
ก.เมื่อผู้นำคิดไม่เหมือนเรา ข.เมื่อเราพบว่าผู้นำไม่สมบูรณ์พร้อม
ค.เมื่อผู้นำทำสิ่งที่ค้านกับน้ำพระทัยพระเจ้า
17.ทำไมอาบีกายิลจึงได้ชื่อว่าเป็นภรรยาที่ดี
ก.เพราะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสามีและผู้อื่น
ข.เพราะมีสติปัญญาที่พระเจ้าประทานให้
ค.เพราะทำสิ่งที่ค้านกับสามี..คือนาบาล..ที่เป็นคนอธรรม
18.พระวจนะของพระเจ้าสามารถส่งผ่านทางผู้ใด
ก.ศิษยาภิบาล ผู้รับใช้ ครู ข.ผู้เชื่อใหม่ เด็กเล็กๆ คนกวาดถนน ค.ถูกทุกข้อ
19.เด็กๆคิดว่า..แท้จริงแล้วใครคือผู้ยับยั้งไม่ให้ดาวิดต้องทำบาปด้วยการฆ่านาบาล
ก.อาบีกายิล ข.พระเจ้า ค.ดาวิดยับยั้งตัวเอง
20.จาก ยอห์น1:51 ข้อใดคือความหมายที่ถูกต้อง..ในบริบทนี้
ก.พระเยซู คือ ทางเดียวที่มนุษย์จะสามารถเข้าสู่สวรรค์ ข.พระเยซูเป็นผู้ควบคุมอัศจรรย์ทั้งปวง
ค.พระเยซูจะทรงเสด็จมาพร้อมทูตสวรรค์
21.เด็กๆได้ข้อคิดอะไร จาก1ซมอ.26:23
ก.ให้เราทำความดีถวายพระเจ้า ข.ให้เราต่อสู้ศัตรูของพระเจ้า
ค.ให้เราจดจ่อรอรับพระพรจากพระเจ้า
22.จาก1ซมอ.28:5 เด็กๆคิดว่า เพราะเหตุใดพระเจ้าจึงไม่ตอบคำอธิฐานของซาอูล
ก.เพราะซาอูลร้องหาพระเจ้าเฉพาะเวลาที่เขาต้องการ
ข.เพราะถึงเวลาที่พระเจ้าจะทรงพิพากษาซาอูล ค.ถูกทั้ง ก และ ข
23.สิ่งใดถือเป็นความบาป
ก.เข้าไปทัศนะศึกษาในวัดหรือสุเหร่า ข.ไปหาหมอดูเพื่อทำนายดวงชะตา
ค.ออกไปร่วมเล่นน้ำในเทศกาลสงกรานต์
24.จาก 1ซมอ.29:1-5 พระเจ้าทรงสอนเราในเรื่องใด
ก.คำอธิฐานมีพลังทำให้เกิดผลเสมอ ข.การช่วยกู้จากพระเจ้าในรูปแบบที่มนุษย์คิดไม่ถึง
ค.อาจมีบางครั้งที่การช่วยกู้ไม่ได้มาจากพระเจ้า
25.ข้อใดคือความแตกต่างระหว่างซาอูลกับดาวิด
ก.ดาวิดเป็นกษัตริย์ที่พระเจ้าทรงเจิม แต่ซาอูลไม่ใช่
ข.ดาวิดเป็นเชื้อสายของอิสราเอล แต่ซาอูลไม่ใช่
ค.ดาวิดแสวงหาพระเจ้าเสมอ แต่ซาอูลแสวงหาเฉพาะเวลาที่เขาต้องการ
26.พระบัญญัติข้อใดสำคัญที่สุด
ก.รักพระเจ้าสุดจิต สุดใจ และสิ้นสุดกำลัง
ข.พยายามทำความรู้จักพระเจ้าในทุกวิถีทาง
ค.เข้ามาหาพระเจ้าในพระนิเวศน์อย่างสม่ำเสมอ
27.”จงเอาถ้อยคำเหล่านี้พันไว้ที่มือของท่านเป็นหมายสำคัญ” มีความหมายในข้อใด
ก.ให้มีพระคำภีร์ติดตัวอยู่เสมอ
ข.ให้เขียนถ้อยคำพระเจ้าไว้ที่ฝ่ามือ
ค.ให้ความรักของพระเจ้าสำแดงออกในการกระทำทุกอย่างของเรา
28.จาก1ซมอ.30:21-22 ทำไมพระคำภีร์จึงเรียกคนกลุ่มนี้ว่า”คนอธรรมและคนถ่อย”
ก.เพราะไม่ยอมแบ่งของที่ริบได้ให้แก่พี่น้องที่อยู่เฝ้าสัมภาระ
ข.เพราะไม่ยอมไปร่วมรบกับคนอามาเลข
ค.เพราะไม่ยอมคืนของที่ถูกปล้นให้แก่พี่น้องที่อยู่เฝ้าสัมภาระ
29.ข้อใดคือเหตุผลของดาวิด ที่ต้องแบ่งทรัพย์สินให้พี่น้องอย่างเท่าเทียมกัน
ก.ทุกคนคือส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ข.พระเจ้าเป็นผู้ประทานทุกสิ่งให้ ค,ถูกทั้ง ก และ ข
30.เด็กๆคิดว่า ข้อใดเป็นทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง
ก.ทุกคนสามารถล้มลงในความบาป แต่เราควรเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ
ข.แม้แต่ดาวิดยังมักล้มลงในความบาป เราจึงสามารถทำบาปได้เช่นกัน
ค.เมื่อผู้นำทำบางอย่างผิดพลาดไป เราก็ควรอธิฐาน และยังคงต้องให้เกียรติผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมไว้
ก.โยนาธานยอมพ่ายแพ้ต่อดาวิด ข.โยนาธานยอมคืนของที่เป็นของดาวิด
ค.โยนาธานยอมรับว่าดาวิดเป็นกษัตริย์ที่พระเจ้าเลือก
2.ความคิดชั่วและกิเลสตัณหาทุกอย่างของมนุษย์เกิดจากข้อใด
ก.มาร ข.เชื้อบาปที่อยู่ในเนื้อหนังของมนุษย์ ค.สิ่งแวดล้อมของแต่ละบุคคล
3.ข้อใดคือการงานของมาร
ก.ปลุกเร้าเชื้อบาปของมนุษย์ ข.สั่นคลอนความเชื่อในทางพระเจ้า ค.ถูกทุกข้อ
4.พระเจ้าทรงใช้พันธสัญญาในการควบคุมมนุษย์ และประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาในพระคำภีร์ได้พิสูจน์ให้เห็นว่ามนุษย์มีคุณสมบัติในข้อใด
ก.มนุษย์ชื่นชมในพระสัญญาและยืนหยัดที่จะรักษาสัญญาเสมอ
ข.มนุษย์มักละเมิดและล้มเหลวในการรักษาสัญญาอยู่เสมอ
ค.มนุษย์ไม่ชื่นชมในพระสัญญาแต่รักษาสัญญาได้เสมอ
5.พระสัญญาใหม่ที่พระเจ้าประทานให้มนุษย์มีลักษณะสำคัญอย่างไร
ก.เป็นทางรอดที่ไม่ขึ้นอยู่กับความดีของมนุษย์ ข.เป็นทางรอดที่ขึ้นอยู่กับความดีของมนุษย์
ค.มนุษย์ได้รับความรอดทุกคน..ไม่ว่าจะเชื่อในสิ่งใดก็ตาม
6.(โดย สัมพันธ์กับเยเรมีห์ 31:31-33) ข้อใดกล่าวถูกต้อง
ก.พระธรรมที่อยู่บนศิลา..ใบลานหรือวัตถุอื่นใด ไม่สามารถชำระให้มนุษย์บริสุทธิ์ได้
ข.พระธรรมที่อยู่บนศิลา..ใบลานหรือวัตถุอื่นใด สามารถชำระมนุษย์ให้บริสุทธิ์ได้ ค.ถูกทั้งก และ ข
7.”..เราจะบรรจุพระธรรมไว้ในเขาทั้งหลาย และเราจะจารึกมันไว้บนดวงใจของเขา..” น้ำพระทัยพระเจ้าในข้อนี้สำเร็จได้ด้วยวิธีใด
ก.เมื่อเราได้อยู่ที่ดินแดนแห่งพันธสัญญา (คานาอัน) ข.เมื่อเราเชื่อในสิ่งที่พระเยซูทำเพื่อเรา
ค.เมื่อเรารู้เรื่องราวของพระเยซูคริสต์
8.ข้อใดไม่ใช่กฎของพระสัญญาใหม่ที่พระเจ้าประทานให้
ก.ต้องรับเชื่อใหม่ทุกๆปี ข.ต้องเชื่อด้วยปากและรับด้วยใจ
ค.เราสามารถผูกพันเรากับพระเจ้าตลอดไปด้วยการรับเชื่อเพียงครั้งเดียว
9.แท้จริงแล้ว..ใครคือผู้ปลดซาอูลออกจากการเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล
ก.ซามูเอล ข.ดาวิด ค.พระเจ้า
10.(จาก 1ซมอ.24:4) เด็กๆคิดว่าข้อใดคือน้ำพระทัยที่แท้จริงของพระเจ้า
ก.พระเจ้าประสงค์ให้ดาวิดฆ่าซาอูล ข.พระเจ้าประสงค์ให้ดาวิดเลือกทำสิ่งที่ถูกต้องด้วยตัวเอง
ค.พระเจ้าประสงค์ให้คนของดาวิดมีส่วนร่วมในการฆ่าซาอูล
11.เด็กๆคิดว่า ข้อใดคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ดาวิดไว้ชีวิตซาอูล
ก.เพราะซาอูลเป็นผู้นำที่พระเจ้าทรงเจิมไว้ ข.เพราะซาอูลเป็นพ่อของโยนาธาน
ค.เพราะซาอูลยังคงเป็นกษัตริย์ที่ดีของอิสราเอล
12.ใครคือผู้นำที่พระเจ้าทรงเลือก
ก.พระมหากษัตริย์ รัฐบาล นายจ้าง ข.ศิษยาภิบาล พ่อแม่ สามี ค.ถูกทั้ง ก และ ข
13.พระเจ้าสอนให้เราทำสิ่งใด เมื่อเห็นชัดเจนว่าผู้นำกระทำความผิด
ก.ต่อต้านและปฎิเสธที่จะเชื่อฟัง ข.อธิฐานและวางใจในพระองค์
ค.ให้ประกาศความผิดแก่สาธาณะชน
14.(จาก1ซมอ.25:13) เด็กๆคิดว่า..ดาวิดโกรธเพราะอะไร
ก.โกรธโดยพระวิญญาณบริสุทธ์
ข.โกรธเพราะอารมณ์ไม่คงที่ของมนุษย์
ค.โกรธเพราะนาบาลทำสิ่งที่ร้ายแรงเกินกว่าผู้ใดจะรับได้
15.จาก 1ซมอ.25:13 ข้อใดกล่าวถูกต้อง
ก.ชัยชนะในความบาปของเนื้อหนังเพียงครั้งเดียว..สามารถทำให้เราชนะได้ตลอดไป
ข.ชัยชนะในความบาปของเนื้อหนังทำให้เราได้รับความรอด
ค.แม้จะเคยเอาชนะความบาปของเนื้อหนังได้ แต่มนุษย์ยังล้มลงในความบาปได้ตลอดเวลา
16.กรณีใดที่เราไม่จำเป็นต้องเดินตามผู้นำอีกต่อไป
ก.เมื่อผู้นำคิดไม่เหมือนเรา ข.เมื่อเราพบว่าผู้นำไม่สมบูรณ์พร้อม
ค.เมื่อผู้นำทำสิ่งที่ค้านกับน้ำพระทัยพระเจ้า
17.ทำไมอาบีกายิลจึงได้ชื่อว่าเป็นภรรยาที่ดี
ก.เพราะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสามีและผู้อื่น
ข.เพราะมีสติปัญญาที่พระเจ้าประทานให้
ค.เพราะทำสิ่งที่ค้านกับสามี..คือนาบาล..ที่เป็นคนอธรรม
18.พระวจนะของพระเจ้าสามารถส่งผ่านทางผู้ใด
ก.ศิษยาภิบาล ผู้รับใช้ ครู ข.ผู้เชื่อใหม่ เด็กเล็กๆ คนกวาดถนน ค.ถูกทุกข้อ
19.เด็กๆคิดว่า..แท้จริงแล้วใครคือผู้ยับยั้งไม่ให้ดาวิดต้องทำบาปด้วยการฆ่านาบาล
ก.อาบีกายิล ข.พระเจ้า ค.ดาวิดยับยั้งตัวเอง
20.จาก ยอห์น1:51 ข้อใดคือความหมายที่ถูกต้อง..ในบริบทนี้
ก.พระเยซู คือ ทางเดียวที่มนุษย์จะสามารถเข้าสู่สวรรค์ ข.พระเยซูเป็นผู้ควบคุมอัศจรรย์ทั้งปวง
ค.พระเยซูจะทรงเสด็จมาพร้อมทูตสวรรค์
21.เด็กๆได้ข้อคิดอะไร จาก1ซมอ.26:23
ก.ให้เราทำความดีถวายพระเจ้า ข.ให้เราต่อสู้ศัตรูของพระเจ้า
ค.ให้เราจดจ่อรอรับพระพรจากพระเจ้า
22.จาก1ซมอ.28:5 เด็กๆคิดว่า เพราะเหตุใดพระเจ้าจึงไม่ตอบคำอธิฐานของซาอูล
ก.เพราะซาอูลร้องหาพระเจ้าเฉพาะเวลาที่เขาต้องการ
ข.เพราะถึงเวลาที่พระเจ้าจะทรงพิพากษาซาอูล ค.ถูกทั้ง ก และ ข
23.สิ่งใดถือเป็นความบาป
ก.เข้าไปทัศนะศึกษาในวัดหรือสุเหร่า ข.ไปหาหมอดูเพื่อทำนายดวงชะตา
ค.ออกไปร่วมเล่นน้ำในเทศกาลสงกรานต์
24.จาก 1ซมอ.29:1-5 พระเจ้าทรงสอนเราในเรื่องใด
ก.คำอธิฐานมีพลังทำให้เกิดผลเสมอ ข.การช่วยกู้จากพระเจ้าในรูปแบบที่มนุษย์คิดไม่ถึง
ค.อาจมีบางครั้งที่การช่วยกู้ไม่ได้มาจากพระเจ้า
25.ข้อใดคือความแตกต่างระหว่างซาอูลกับดาวิด
ก.ดาวิดเป็นกษัตริย์ที่พระเจ้าทรงเจิม แต่ซาอูลไม่ใช่
ข.ดาวิดเป็นเชื้อสายของอิสราเอล แต่ซาอูลไม่ใช่
ค.ดาวิดแสวงหาพระเจ้าเสมอ แต่ซาอูลแสวงหาเฉพาะเวลาที่เขาต้องการ
26.พระบัญญัติข้อใดสำคัญที่สุด
ก.รักพระเจ้าสุดจิต สุดใจ และสิ้นสุดกำลัง
ข.พยายามทำความรู้จักพระเจ้าในทุกวิถีทาง
ค.เข้ามาหาพระเจ้าในพระนิเวศน์อย่างสม่ำเสมอ
27.”จงเอาถ้อยคำเหล่านี้พันไว้ที่มือของท่านเป็นหมายสำคัญ” มีความหมายในข้อใด
ก.ให้มีพระคำภีร์ติดตัวอยู่เสมอ
ข.ให้เขียนถ้อยคำพระเจ้าไว้ที่ฝ่ามือ
ค.ให้ความรักของพระเจ้าสำแดงออกในการกระทำทุกอย่างของเรา
28.จาก1ซมอ.30:21-22 ทำไมพระคำภีร์จึงเรียกคนกลุ่มนี้ว่า”คนอธรรมและคนถ่อย”
ก.เพราะไม่ยอมแบ่งของที่ริบได้ให้แก่พี่น้องที่อยู่เฝ้าสัมภาระ
ข.เพราะไม่ยอมไปร่วมรบกับคนอามาเลข
ค.เพราะไม่ยอมคืนของที่ถูกปล้นให้แก่พี่น้องที่อยู่เฝ้าสัมภาระ
29.ข้อใดคือเหตุผลของดาวิด ที่ต้องแบ่งทรัพย์สินให้พี่น้องอย่างเท่าเทียมกัน
ก.ทุกคนคือส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ข.พระเจ้าเป็นผู้ประทานทุกสิ่งให้ ค,ถูกทั้ง ก และ ข
30.เด็กๆคิดว่า ข้อใดเป็นทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง
ก.ทุกคนสามารถล้มลงในความบาป แต่เราควรเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ
ข.แม้แต่ดาวิดยังมักล้มลงในความบาป เราจึงสามารถทำบาปได้เช่นกัน
ค.เมื่อผู้นำทำบางอย่างผิดพลาดไป เราก็ควรอธิฐาน และยังคงต้องให้เกียรติผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมไว้
วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2553
เฉลยบททดสอบ 1ซามูเอล ชุดที่ 1 อาทิตย์ที่15:8:2010
1.ตอบ ค. มีเนื้อหาที่ยกพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง ไม่ได้จดจ่อที่ความรู้สึกหรือสิ่งที่ตัวเองได้รับ ไม่ว่าจะเป็นพระพรหรือความทุกข์ยากลำบาก แต่ฮันนาห์ยกพระเจ้าเป็นใหญ่ในคำอธิฐานและการสรรเสริญ สิ่งนี้มีส่วนสำแดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณที่เติบโต เพราะ ผู้ที่เติบโตฝ่ายวิญญาณจะให้ความสำคัญกับความรู้สึกของตัวเองหรือสิ่งที่มองเห็นฝ่ายโลกรองจากพระเจ้า แต่จะยกพระเจ้า ราชกิจ และความยิ่งใหญ่ของพระองค์เป็นสิ่งสำคัญ
2.ตอบ ข. พ่อแม่ต้องจ่ายราคาในการที่ไม่อบรมลูก เพราะพระคำภีร์สอนเราให้ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี พ่อแม่มีหน้าที่ต้อง..เลี้ยง..ดู..อบ..รม..สั่ง..สอน..ขู่..ปลอบ..ให้กำลังใจ..ดัดนิสัย ถ้าทั้งหมดนี้ยังกำราบลูกไม่อยู่ก็ต้องมีไม้เรียวด้วย..ถ้าจำเป็น พระคำภีร์บอกไว้ชัดเจนว่า ถ้าเราเลี้ยงดูอบรมลูกเป็นอย่างดี เขาจะนำความชื่นใจมาให้ พ่อแม่จะได้กินผลเมื่อเขาเติบโตและงดงาม แต่ถ้าเราละเลยไม่ใส่ใจลูก ในเวลาที่เขาโตขึ้นพ่อแม่ก็ต้องจ่ายราคาอย่างสาสมเช่นกัน ความจริงเรื่องนี้..มีรายละเอียดมากกว่านี้ เพราะมันมีเนื้อหาที่คาบเกี่ยวระหว่าง..การวางใจในน้ำพระทัยพระเจ้า กับการไม่ใส่ใจที่จะทำหน้าที่ของตัวเอง ซึ่งน้าตุ๊กเคยสอนไปแล้ว
3.ตอบ ก. ยอมให้บุตรเลือกเฟ้นของถวายส่วนที่ดีที่สุด เพราะตามกฎบัญญัติของพระเจ้าปุโรหิตจะเอาสามง่ามแทงลงไปในหม้อเนื้อที่กำลังต้มอยู่ ติดชิ้นไหนขึ้นมา..ชิ้นนั้นก็คือส่วนของปุโรหิต แต่บุตรของเอลีไม่ทำอย่างนั้น เมื่อมีคนเอาเนื้อมาถวายคนใช้ของโฮฟนีกับฟีเนหัสจะเข้ามาขอเนื้อไปก่อน โดยไม่ยอมให้เผาไขมันให้ถูกต้องตามพระบัญญัติก่อนด้วยซ้ำ และถึงเอลีจะไม่ได้ลงมือทำเองแต่การเพิกเฉยต่อพฤติกรรมที่ผิดบาปของลูกตัวเอง ก็เท่ากับ..เขาก็มีส่วนร่วมในความบาปนั้นด้วย จริงๆแล้วผิดหลายกระทงอยู่ ทั้งไม่เชื่อฟังพระเจ้า ไม่อบรมสั่งสอนลูก และแน่นอน..ต้องร่วมวงกินเนื้ออร่อยที่เลือกเฟ้นจากของถวายกับเขาด้วย
4.ตอบ ข. มองหีบพันธสัญญาเป็นรูปเคารพ เพราะในบริบทนี้คนอิสราเอลลงความเห็นกันว่า..ที่พวกเขาแพ้ฟิลิสเตียก็เพราะไม่ได้เอาหีบพันธสัญญาออกมาที่สนามรบ เด็กๆฟังดูแล้วมันเกี่ยวมั๊ยล่ะ..พระเจ้าทรงสถิตอยู่ที่หีบเท่านั้นหรือ หรือฤทธิ์อำนาจการช่วยกู้ของพระองค์ถูกจำกัดไว้กับหีบนั้น ถึงช่วยอิสราเอลไม่ได้ถ้าไม่ยกหีบออกมาที่สนามรบ นี่มันยกหีบพันธสัญญเป็นรูปเคารพชัดๆ แล้วที่สำคัญความคิดอย่างนี้ไม่ถวายเกียรติพระเจ้า..อย่างแรง เพราะเผลอมองพระเจ้าเล็กกว่าที่พระองค์ทรงเป็น
5.ตอบ ก.มองพระเจ้าเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น มองพระเจ้าเป็นแค่ผู้ช่วยแล้วเผลอเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง หรืออาจจะเห็นพระเจ้าศักดิ์สิทธิ์จริงแล้วเลยหวังว่าพระองค์ต้องให้สิ่งที่เราอยากได้ (เสมอ) เพราะในทางพระเจ้า..พระองค์คือสิ่งที่พวกเรามองไม่เห็น..แต่มีอยู่จริงและที่สำคัญ..ยิ่งใหญ่จริง พระเจ้าไม่เคยเอารางวัลผูกโบล์มาวางล่อไว้..เพื่อที่เราจะได้เลือกพระองค์ มนุษย์ต้องติดสนิทกับพระองค์ด้วยความรัก และจิตใจที่แสวงหา แล้วจึงได้พบพระเจ้า พร้อมขุมทรัพย์ที่ล้ำค่าที่สุดในมหาจักรวาล แต่สิ่งนี้..มันสวนทางกับกมลสันดานของมนุษย์ เพราะฉะนั้น ถึงเชื่อพระเจ้าแล้ว แต่ถ้าไม่ติดสนิท ไม่แสวงหา หลายคนก็มักจะพลาด..ไม่ก็เผลอย้ายพระเจ้าไปอยู่มุมนึง แล้วเมื่อไหร่ที่ต้องการความช่วยเหลือก็ค่อยยกพระองค์ออกมาปัดฝุ่น..แล้วก็เริ่มอธิษฐานขอนั่น..ขอนี่
6.ตอบ ข.เพราะคนอิสราเอลมองหีบพระสัญญาเป็นรูปเคารพ คนอิสราเอลในบทนี้..คิดว่าแพ้พวกฟิลิสเตียเพราะลืมหีบ..นี่พวกเขาเห็นพระเจ้าเป็นอะไร ถูกจำกัดด้วยเวลาและสถานที่หรือ..นั่นมันพวกพระเทียมเท็จหรือสัมพเวสี แล้วสมควรมั๊ย..ที่พระองค์จะโกรธ เด็กๆลองคิดดู..สมมติว่าเราจบปริญญาโท เคยทำงานระดับบริหาร แล้ววันนึงถูกย้ายไปคุมแผนกแม่บ้านหรืองานทำความสะอาด..เราจะรู้สึกยังไง แล้วนี่พระเจ้านะ..พระองค์ใหญ่ที่สุดในกัลปจักรวาล แล้วคนอิสราเอลมาปฏิบัติกับพระองค์เหมือนเป็นอะไรซักอย่าง..ที่ถูกสถาปนาไว้ตรงไหน..ก็ต้องอยู่ตรงนั้น มองว่าฤทธิ์อำนาจของพระองค์ขึ้นอยู่กับหีบพันธสัญญา สมควรมั๊ย..ที่พระเจ้าจะเอาสิ่งที่เป็นรูปเคารพ..ออกไปจากชีวิต หรือสมควรมั๊ย..ที่พระเจ้าจะเอาบางอย่างออกไปจากชีวิต(ของพวกเรา) จะได้เห็นกันใสๆว่า..ใครใหญ่จริง แล้วความยิ่งใหญ่ที่แท้จริง..เป็นยังไง
7.ตอบ ข.กำจัดไปให้พ้น เราจะเห็นว่า..พวกฟิลิสเตียรู้จักพระเจ้าของอิสราเอลดีมาก..ดีมากจริงๆ รู้ประวัติศาสตร์ของอิสราเอลอีกต่างหาก แล้วยังสำแดงความรอบคอบ..ว่าพวกเขาจะไม่ทำพลาดเหมือนฟาโรห์..ที่ไม่ยอมปล่อยพวกฮีบรูไป ทั้งที่ตัวเองก็โดนพระเจ้าเล่นงานจนลากเลือด พวกฟิลิสเตียรู้ทุกอย่าง เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าทุกประการ..แต่ ถ้าไม่ใช่คนที่พระเจ้าเลือกแล้ว..ยังไงก็ไม่ใช่อยู่ดี ต่อให้คุณรู้จักหรือได้เห็นพระคุณมากมาย ขนาดคนตายฟื้นมาต่อหน้า..ถ้าพระเจ้าไม่ได้เลือก คุณก็ไม่มีวันที่จะกลับใจใหม่ เหมือนพวกฟิลิสเตียในตอนนี้..เหมือนฉลาด มองเห็นและเข้าใจทุกอย่าง แต่ก็เลือกที่จะกำจัดพระเจ้าออกไปให้พ้นทาง
8.ตอบ ค. เพื่อให้อิสราเอลหันมาพึ่งพระองค์อย่างสุดใจ เพราะเมื่อโลกนี้ตกลงในความบาป เมื่อมนุษย์ถูกตัดขาดจากพระสิริของพระเจ้า สิ่งที่เคยเห็นก็ไม่เห็น สิ่งที่ไม่ควรเห็นกลับเห็นชัดเจน เมื่อตกอยู่ในความบาปแล้ว มนุษย์ก็เป็นทาสของเนื้อหนัง..เนื้อหนังบอกว่าไร ส่วนใหญ่ก็เชื่ออย่างงั้น เนื้อหนังบอกว่า..ถ้ามีเงินแล้วสบาย เราก็มักจะเผลอเชื่อไปตามนั้น เนื้อหนังบอกว่า..ขับเฟอรารี่ แล้วเท่ เราก็รู้สึกอย่างงั้นจริงๆ หรือเนื้อหนังบอกว่า..ถ้าเรารู้จักคนใหญ่คนโตนะ..จะไม่มีใครรังแกเราได้ เราก็จะเชื่ออย่างงั้น เพราะสารพัดที่พูดมา.. มันตอบสนองความรู้สึกดีให้กับฝ่ายเนื้อหนังได้ เพราะเนื้อหนัง คือ เรื่องของรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ดังนั้น มันจะจูนได้ง่ายกับสิ่งที่เราสามารถจับต้องหรือมองเห็น แต่ในความบริสุทธิ์ของพระเจ้า..ไม่เหมือนกัน เพราะคอนเซ็ปท์ คือ ความเชื่อ..ความเชื่อคืออะไร ในฮีบรู 11:1 บอกว่า...ความเชื่อ คือ “ความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ เป็นความรู้สึกมั่นใจว่า..สิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง” เพราะถ้าเห็นอยู่ใสๆแล้ว คงไม่ต้องใช้ความหวังและความเชื่อ ซึ่งมันคนละขั้วกันเลยกับเรื่องของเนื้อหนัง เพราะฉะนั้น หลายครั้งพระเจ้าก็ต้องหักดิบโดยการเอาบางอย่าง..ที่เราคิดว่าสำคัญจนมากเกิน..ออกไป อะไรก็ตามที่เราคิดว่า..ชีวิตนี้ชั้นขาดไม่ได้..ถ้าไม่มีอันนี้ชั้นตายแน่ พระเจ้าจะเอาออกไป เพราะพระองค์เข้าใจ..ว่าเรายึดติดกับรูป รส กลิ่น เสียง เพราะเราเป็นทาสของเนื้อหนัง ถ้าจะรอให้ปล่อยวางเอง..บางครั้งก็ทำได้ แต่หลายครั้งเรามักจะแพ้ พระเจ้าเลยต้องช่วยเอาออกไป..เพื่อให้เราเหลือตัวเปล่าๆ เพราะจุดนั้น มนุษย์จำเป็นแล้ว..ที่จะต้องพึ่งพระเจ้าอย่างสุดใจ
9.ตอบ ก.ตัดสินใจแต่ละเรื่องให้ดีที่สุด ทำตามที่พระเจ้าสอนในทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน แค่นี้..ดีพอแล้ว ไม่ต้องตะเกียกตะกายไปประกาศ ไปให้คำปรึกษา หรือไปดั้นด้นแสวงหาอัศจรรย์อะไรมากมาย เพราะถ้าเป็นน้ำพระทัยที่พระเจ้าจะทรงสำแดงแก่เรา ยังไง..เราก็ต้องเห็น พระเจ้าทรงทำทุกอย่างได้ในทุกที่ ทุกเวลา และทุกสถานการณ์ เราไม่ต้องออกไปปลีกวิเวกที่ไหน อยู่กะบ้าน ทำงานตามหน้าที่ของเราไปตามปกติ แต่ขอให้ใจเราจดจ่ออยู่กับพระเจ้า..(อยู่กับพระเจ้าจริงๆนะ ให้พระองค์เป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่แค่ส่วนหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้น) พระวิญญาณบริสุทธิ์จะสามารถเต็มขนาดในชีวิตเราได้ ในขณะที่เรายังเป็นคนเดิม..ในสิ่งแวดล้อมเดิมๆ
10.ตอบ ข.ไม่ได้ เพราะในสายเลือดของมนุษย์ก็บาปเต็มๆ ความรอดต้องไขว่คว้าเอาเอง..ของใครของมัน ถ้าพ่อแม่เชื่อพระเยซู แต่ลูกไม่ยอมเชื่อ..ก็ตัวใครตัวมัน หรือ แม้แต่ในเรื่องของความชอบธรรมทางนิสัยใจคอ ก็สืบทอดทางเชื้อสายไม่ได้อยู่ดี เอาง่ายๆ..ซามูเอลเป็นคนชอบธรรม แต่ลูกของเขา..ไม่ ซาอูลมีนิสัยไม่ชอบธรรม ส่วนโยนาธานเหมือนพ่อมะ..ไม่เลย เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นความชอบธรรมฝ่ายวิญญาณหรือความชอบธรรมทางเนื้อหนังความประพฤติ ก็ไม่ได้สืบทอดกันทางเชื้อสายทั้งสิ้น
11.ตอบ ค.เพราะแท้จริงแล้วคนอิสราเอลปฏิเสธพระเจ้า พวกเขาอาจจะอ้างว่า..ซามูเอลอายุมากแล้วเลยไม่แน่ใจว่าจะทำหน้าที่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์รึเปล่า แล้วลูกของซามูเอลก็ไม่ชอบธรรมเหมือนพ่อ..เลยอยากจะขอกษัตริย์มาปกครองพวกเขา ต้องบอกว่า..เป็นข้ออ้างที่ไม่สร้างสรรค์เลย เพราะจริงๆแล้วความอาวุโสมีประโยชน์ต่อการบริหารงานทุกอย่าง เด็กๆลองนึกภาพดูว่า..คณะผู้บริหารระดับสูงขององค์กรต่างๆ ส่วนใหญ่แล้วเต็มไปด้วยคนประเภทไหน..คนหนุ่มสาวที่เพิ่งเรียนจบ เด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือพวกมือใหม่ไร้ประสบการณ์หรือ ไม่ใช่เลย..ผู้บริหารระดับสูงของทุกองค์กร ส่วนใหญ่แล้วมีแต่ผู้อาวุโสทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ไม่ว่าคนอิสราเอลจะอ้างอะไร พระเจ้าก็เห็นความจริงในหัวใจพวกเขาอยู่ดี...ว่าแท้จริงแล้วพวกคุณปฏิเสธพระเจ้า แต่ไม่กล้าที่จะยอมรับความจริง
12.ตอบ ค.พระองค์เตือนคนอิสราเอลให้รู้ว่า..ถ้ามีกษัตริย์แล้วชีวิตของพวกเขาจะเป็นไง อันนี้ต่อเนื่องกับข้อ 13 จริงๆแล้วทั้งก..ข..และค เป็นพระลักษณะของพระเจ้าทั้งหมด แต่ตอบ ค.เพราะบริบทนี้..สำแดงให้เห็นถึงความรักมั่นคงและพระเมตตาคุณที่ไม่สิ้นสุดของพระองค์ เพราะอะไร ทั้งที่พระองค์รู้ว่า..คนเหล่านี้มันเอาตัวไม่รอด พระเจ้าต้องโอบอุ้มค้ำชูพวกเขามาตลอด ครั้งแล้วครั้งเล่า..ที่พวกเขาอยู่ดีมีสุขแล้วก็ลืมพระองค์ มาตอนนี้ก็ยังกบฎไม่เลิก อยู่ดีๆก็เกิดอยากจะมีชีวิตของตัวเอง..ไม่เอาพระเจ้าซะงั้น แล้วพระเจ้าทำไง..เตือน ด้วยความรักและหวังดีแบบไม่มีอีโก้เหมือนมนุษย์ พระองค์เตือนพวกเขาว่าคิดดีๆนะ เพราะถ้ามีกษัตริย์แล้วจะถูกเอาเปรียบ1..2..3..4..5….แต่พวกเขาไม่ฟัง ถ้าน้าตุ๊กมีลูกอย่างงี้นะ..ขอยอมรับตรงๆว่าคงจบไปนานแล้ว อดทนได้ไม่ถึง 1% ของพระเจ้าหรอก เพราะฉะนั้น ความรักและพระเมตตาคุณของพระเจ้าจึงสูงส่งเหนือความรักอื่นใดในโลกนี้และหาที่สุดไม่ได้จริงๆ
14.เพราะก่อนที่อิสราเอลจะมีกษัตริย์ ประชาชนไม่ต้องเสียภาษี มีแต่สิบลด ผลแรกถวายแด่พระเจ้า แล้วชายฉกรรจ์ก็ไม่ต้องเข้าประจำการด้วย กองทัพของอิสราเอลจะเป็นแบบร่วมด้วยช่วยกัน เพราะฉะนั้นที่ถูกคือ ตอบ.ก.คือยังไงทุกคนก็ยังต้องเชื่อฟังพระเจ้า คุณอยากมีกษัตริย์ก็มีไป แต่พระเจ้ายังคงครองอยู่บนบัลลังก์สูงสุดสำหรับมนุษย์ทุกคน..เสมอ ไม่เปลี่ยนแปลง ทุกคนยังต้องเชื่อฟังพระเจ้าเหมือนเดิม ส่วนกษัตริย์ก็แค่มาทำให้ชีวิตคุณยุ่งยากมากขึ้นเท่านั้น (แล้วขอกันมาทำไมเนี่ย..)
15.ตอบ.อิสราเอลยังยืนยันว่าต้องการกษัตริย์ เคยมะ..เวลาอยากได้อะไร..ก็จะเอาให้ได้ พ่อแม่เตือนแค่ไหน..ก็ไม่ฟัง “อย่าเพิ่งมีแฟนนะลูก ตอนนี้หนูยังเด็ก..อะไรๆก็ยังไม่แน่นอน เดี๋ยวถ้าเขาไปมีคนอื่นแล้วหนูจะเสียใจนะ หนูจะทำใจไม่ได้นะ หนูจะรับไม่ไหวนะ หนูจะเจ็บ..หนูจะร้องไห้ เชื่อแม่นะ..อย่าเพิ่งมีแฟนเลย แล้วมีกันมั๊ย..มี พ่อแม่เตือนมั๊ย..เตือน ถามว่าเชื่อมั๊ย..เชื่อ แต่อยากมี เข้าใจรึยัง..ว่าคนอิสราเอลอารมณ์ไหน ก็อารมณ์เดียวกันกะพวกเรานั่นแหละ แล้วเพราะอะไรถึงเป็นอย่างงั้น..คำตอบข้อ16 คือ..
16. ข.เพราะมนุษย์มันมีเชื้อบาปก็เลยมักจะกบฎ ทั้งที่รู้อยู่..ว่าบางอย่างไม่ควรทำ บางอย่างไม่ควรคิด บางอย่างไม่ควรซื้อ..(โดนล่ะสิ) ทั้งที่รู้ว่าบางอย่างไม่ควรทำแต่ก็ทำ..เพราะมันอยากลอง ถามว่ารู้มั๊ย..ว่าลองแล้วอาจเดือดร้อน..รู้ แต่ยอมเสี่ยง แล้วรู้มั๊ย..ว่าบางอย่างไม่ควรซื้อ..รู้ แต่ก็ซื้อ..เพราะอยากได้ เนี่ย..คือเชื้อบาปและความกบฎที่อยู่ในมนุษย์ อธิบายกันง่ายๆแค่นี้แหละ
17.ตอบ.ค เพราะไม่ยอมรับคนที่พระเจ้าเลือก จริงอยู่ที่คนกลุ่มนี้แสดงว่า..พวกเขาไม่ยอมรับในตัวซาอูล แต่เหตุผลแท้จริงที่พระคำภีร์เรียกคนกลุ่มนี้ว่า”อันธพาล”ก็เพราะพระเจ้าคือผู้ที่เลือกซาอูล แล้วถ้าคุณไม่ยอมรับเขาก็เท่ากับคุณปฏิเสธน้ำพระทัยพระเจ้า เพราะลำพังถ้ามนุษย์ดูถูกกันเอง..ก็คงไม่เท่าไหร่ แต่การกระทำของคนกลุ่มนี้ มันเข้าข่ายไม่ยอมรับผู้ที่พระเจ้าทรงเจิม..ดังนั้น ความหมายที่แท้จริงของคำว่าอันธพาลจึงหมายถึง..ไม่ยอมรับคนที่พระเจ้าเลือก
18. ตอบ ก.โกรธโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพราะข้อนี้..พระคำภีร์เขียนไว้ชัดเจนว่า..เมื่อซาอูลได้ยินถ้อยคำที่นาหาช กษัตริย์ของคนอัมโมนขู่คนอิสราเอลแล้ว...”พระวิญญาณของพระเจ้าก็สถิตกับซาอูลอย่างมากและความโกรธของท่านเกิดขึ้นอย่างรุนแรง” อย่างงี้แหละ..ที่เขาเรียกว่าโกรธโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ความโกรธประเภทนี้เกิดขึ้นกับคริสเตียนได้เหมือนกัน เช่น เมื่อเห็นความไม่ชอบธรรมในทางพระเจ้า เห็นพี่น้องทำผิดต่อพระเจ้า เห็นพี่น้องทะเลาะกัน หรือมีการแสวงหาประโยชน์โดยอ้างความชอบธรรม จริงๆแล้วยังมีอีกหลายกรณีที่บอกได้ไม่หมด ขอให้เด็กๆค่อยๆเรียนรู้เรื่องนี้..ด้วยความระมัดระวังในท่าที”ของตัวเอง” ไม่ใช่ไปคอยระวังหรือจับผิดท่าทีของคนอื่น
19.ข้อ ก.มีบางครั้งที่คริสเตียนสมควรโกรธ แต่อย่าเอามาอ้างเลอะเทอะ หรือเอามาเข้าข้างตัวเอง แล้วโกรธคนอื่นตะพึดตะพือไป ..ไม่ใช่นะ ที่บางครั้งสมควรโกรธก็เพราะพระคำภีร์บอกว่า..เราต้องไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด ผิดยังไง..ผิดจากการดำเนินในทางพระเจ้า..ไม่ใช่ผิดใจกับเราหรือไม่ถูกใจเรา..ก็ไปโกรธเขา ตรงจุดนี้ ทุกคนต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง..ว่าที่โกรธเขาน่ะ เพราะเขาทำผิดต่อพระเจ้าหรือเขาแค่ทำอะไรไม่ถูกใจคุณ เด็กๆต้องฝึกที่จะซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเองตั้งแต่วันนี้ จะได้ไม่เติบโตขึ้นมาเป็นคนที่คิดผิดหรือทำผิดได้อย่างบริสุทธิ์ใจ เพราะโกหกตัวเองจนเป็นหนึ่งเดียวกับมัน นานวันก็มีแต่จะแยกไม่ออก..ว่าอันไหนใช่ อันไหนไม่ใช่ และการซื่อสัตย์กับตัวเองนี้..คือเรื่องที่ยากที่สุด เพราะมันเกิดขึ้นเงียบๆในหัวใจของเรา เป็นการทำความดีที่คนอื่นมองไม่เห็น มันจึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากสำหรับมนุษย์ เพราะมันไม่ได้เครดิต ไม่ได้รับคำสรรเสริญ ไม่ได้รับเสียงปรบมือ ไม่มีใครยกย่องเทิดทูน แต่เด็กๆต้องฝึกที่จะทำให้ได้ เพราะมันเป็นจุดเริ่มต้น..ในการที่เราจะสามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ต่อไป
20. ตอบ. ค.พระเจ้า เพราะจริงๆแล้วพระเจ้าใช้ใครก็ได้ ไม่ต้องโมเสสกับอาโรนหรอก แล้วการที่โมเสสขอถอนตัวตั้งหลายครั้ง..แต่พระเจ้าไม่ยอม ก็เพราะ..เมื่อพระองค์เลือกแล้ว จะทรงทำให้สำเร็จเสมอเพื่อเห็นแก่พระนามของพระองค์ ไม่ใช่เพราะโมเสสเป็นคนเดียวที่ใช้ได้ หรือต้องโมเสสเท่านั้น..งานถึงจะสำเร็จ..ไม่ใช่ แต่เพราะพระเจ้าไม่เคยเลือกใครหรือทำสิ่งใดแล้วไม่สำเร็จ
21.ตอบ ก.พระเจ้า จริงอยู่ที่พระเจ้าบอกเราให้เราเชื่อฟังผู้นำ แต่ไม่ว่าจะมีผู้นำหรือไม่ พระเจ้าจะยังครองอยู่บนบัลลังก์สูงสุด และสิทธิสำนาจสูงสุดก็ยังคงอยู่ที่พระองค์..เสมอ
22.ตอบ ก. ”ท่านที่พระองค์ทรงใช้มา” ในบริบทนี้ หมายถึง พระเยซูคริสต์
23.ตอบ ค.เพื่อเรียนรู้และดำเนินอยู่ในทางพระเจ้า จริงๆแล้ว..การเรียนพระคำภีร์ จะทำให้เด็กๆเป็นคนที่มีคุณภาพมากขึ้น เมื่อมีคุณภาพแล้ว..บางครั้งศักยภาพก็จะตามา ถามว่าเหมาะมั๊ย..ที่จะเป็นผู้นำในสังคม..เหมาะมาก แต่..พระเจ้าไม่ได้มีน้ำพระทัยให้คริสเตียนเป็นผู้นำทุกคน พระเจ้าทรงโปรดให้คนของพระองค์แทรกซึมอยู่ในทุกสิ่งแวดล้อม เพื่ออะไร..เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี มีคริสเตียนที่ไหนจะต้องมีแสงสว่างที่นั่น..ไม่ใช่ไปถึงไหน..ก็อายเขาไปถึงนั่น เพราะฉะนั้น แท้จริงแล้วพระเจ้าจึงให้เราเรียนรู้พระวจนะของพระองค์ก็เพื่อให้เราดำเนินชีวิตอยู่ในทางของพระเจ้า..ถวายเกียรติแด่พระองค์
24.ตอบ ข.เพราะซาอูลไม่เชื่อฟังพระเจ้า เครื่องเผาบูชาเป็นของศักดิ์สิทธิ์มั๊ย..สำหรับสมัยนั้น ต้องบอกว่าศักดิ์สิทธิ์มาก อุปกรณ์ทุกอย่างหรือแม้แต่คนที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการนมัสการพระเจ้า..ศักดิ์สิทธิ์ทุกอย่าง แต่พระเจ้าก็ยังให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้น้อยกว่าจิตใจ ซาอูลละเมิดกฎบัญญัติ..โดยทำการเผาเครื่องบูชาเอง ทั้งที่เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของปุโรหิต ซาอูลอาจจะคิดว่า..เผาแล้วก็ไม่เห็นจะมีอะไรเกิดขึ้น ฟ้าก็ไม่ถล่ม แผ่นดินก็ไม่ได้สะเทือน..คงไม่เป็นไร ไม่ใช่..เพราะพระเจ้ามองเห็นหัวใจที่กบฎของเขา คือถ้าคุณกล้าทำเรื่องนี้..ต่อไปคุณก็ต้องกล้ากบฎเรื่องที่ใหญ่กว่านี้แน่นอน แล้วเราก็เห็นแล้ว..ว่าซาอูลก็ทำจริงๆ ทั้งฆ่าปุโรหิต พยายามฆ่าดาวิด..ผู้ที่พระเจ้าทรงเจิม แล้วสุดท้ายก็ยังไปหาคนทรง
25.ตอบ ข.ไม่ได้ ในบริบทนี้น้าตุ๊กขอพูดถึงความบาปที่ระบุไว้ชัดเจนในกฎบัญญัติของพระเจ้าก่อน ..ที่ห้ามทำเด็ดขาดไม่ว่า..สถานการณ์จะสุดวิสัยขนาดไหนก็ห้ามทำ เช่น ไปไหว้พระอื่น ฆ่าคนตาย ลักเล็กขโมยน้อยไปจนถึงปล้นเขากิน ทอดทิ้งพ่อแม่ ล่วงประเวณี เป็นพยานเท็จใส่ร้ายคนอื่น ประเภทอย่างงี้ที่ห้ามทำโดยเด็ดขาด ส่วนความผิดเล็กๆน้อยๆประเภท เขาด่ามา..เราด่ากลับ แอบอิจฉาที่เพื่อนสวยกว่าเรา หรือแอบดีใจที่เห็นคนอื่นลำบาก ขับรถผ่าไฟแดง หรือไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลายอะไรประเภทนี้..ตอนนี้น้าตุ๊กจะยังไม่พูดถึง เพราะต้องคุยกันยาว..
26.ตอบ ค.คนต่างชาติที่ไม่ใช่อิสราเอล ทุกชนชาติเลยไม่ได้หมายถึงเฉพาะพวกฟิลิสเตีย หรือชนชาติใดชนชาติหนึ่ง
27.ก.มีความเชื่อในพระเจ้า เพราะการกระทำและคำพูดของโยนาธานชัดเจนมาก ข้อนี้เขาพูดว่า”..บางทีพระเจ้าจะทรงประกอบกิจเพื่อเรา เพราะว่าไม่มีสิ่งใดที่ขัดขวางพระเจ้าได้ในการที่พระองค์จะทรงช่วยกู้..” ทุกคำพูดของโยนาธานเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในพระเจ้า ไม่ใช่ความมั่นใจในตัวเอง
28.ตอบ ก.เพราะนอกจากจะมีความเชื่อแล้ว โยนาธานยังแสวงหาพระเจ้าอีกด้วย นี่คือความชอบธรรมที่ค่อนข้างสมบูรณ์ เด็กๆจำไว้เลย..ว่ามีความเชื่ออย่างเดียวยังไม่พอ เราต้องแสวงหาพระเจ้า..จนกว่าชีวิตจะหาไม่ เพราะน้าตุ๊กเห็นมาเยอะมาก พอรับเชื่อเสร็จแล้วก็จบเลย..ชั้นรอดแล้ว ใช่คุณรอดจริงๆ แต่นั่นไม่ทำให้พระเจ้ายิ้ม..หรือชอบพระทัย แล้วความเชื่อของคนเหล่านี้ก็จะตื้นเขินมาก..พร้อมที่จะสับสน หลงเจิ่นและหลุดจากทางพระเจ้าได้ตลอดเวลา คริสเตียนเพียรแสวงหาพระเจ้าด้วยการอธิฐานและเรียนรู้น้ำพระทัยของพระองค์จากพระคำภีร์ แล้วเด็กๆจะเติบโตอย่างสง่างาม
29.ตอบ ข.พระเจ้าประสงค์จะให้เกียรติโยนาธาน..พระองค์จึงตอบคำอธิฐานเป็นรางวัลให้กับความเชื่อของเขา ส่วนมันจะไปเข้าทางใครก็อีกเรื่องนึง ซาอูลอาจจะเข้าใจผิดคิดว่า..ที่อิสราเอลชนะก็เพราะตัวเองทำถูกที่ไม่มัวชักช้าแสวงหาน้ำพระทัย..แต่นั่นก็เรื่องของซาอูล แล้วพระเจ้าก็ไม่แคร์ด้วยว่า..ใครจะคิดยังไง เพราะพระองค์ใหญ่สุด อย่างกรณีนี้เราก็เห็นชัดเจน....ว่าที่อิสราเอลได้ชัยชนะก็เพราะพระเจ้าทรงเห็นแก่โยนาธาน แต่สถานการณ์ก็พาให้ซาอูลคิดไปอีกอย่าง เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้ถ้าเห็นคนที่ทำผิดแล้วเขายังคิดว่าพระเจ้าเข้าข้าง..ก็ให้นึกถึงบริบทนี้ไว้ แล้วไม่ต้องไปตัดสินเขา..
30.ตอบ ค.การจัดเตรียมที่มาจากพระเจ้า ชัดเจนมากเลย..ทั้งสถานการณ์และภาพที่พระคำภีร์บันทึกไว้ ทำให้เราเข้าใจว่า..พระเจ้าทรงเตรียมอาหารจานด่วน คือน้ำผึ้งที่ไหลย้อยเต็มป่าไว้ให้แก่ทหารอิสราเอลโดยเฉพาะ ขนาดโยนาธานได้ชิมแค่นิดเดียวพระคำภีร์ยังบอกว่า..”ตาของเขาก็แจ่มใสขึ้นทันที” แปลว่า สดชื่นขึ้นมาทันตาเห็น
31.ตอบ ค.เพราะคำสาบานที่ไม่สร้างสรรค์ของซาอูล จริงอยู่ที่มนุษย์มีเชื้อบาปและมักกบฎ แล้วก็อาจมีทหารบางคนที่ไม่ใส่ใจหรือเคารพกฎของพระเจ้าเท่าที่ควร แต่คำสาบานที่บ้าบิ่นของซาอูลเนี้ย..สภาพร่างกายปกติของมนุษย์รับไม่ไหวอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ต่อให้เป็นคนดีมีใจชอบธรรมขนาดไหน..ก็อดไม่ไหวที่จะต้องกินเดี๋ยวนั้น เพราะรอต่อไปไม่ไหวแล้ว..นาทีนั้นมนุษย์จะทำได้ทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด
32.ตอบ ข.ไม่ให้สาบาน จริงก็ว่าจริง ไม่ก็ว่าไม่ พูดแค่นี้พอแล้วถ้ามากกว่านี้พระเยซูบอกว่า..มันก็มาจากความชั่ว เด็กๆคิดดูว่าจริง..ไม่จริง เพราะธรรมชาติของคนเรา..เวลาที่พูดเรื่องจริง เราก็จะรู้สึกสบายๆ แต่ถ้าโกหก..ก็ดูเหมือนจะพูดน้อยไม่ได้ เพราะกลัวคนอื่นจะไม่เชื่อ ถ้าข้อมูลน้อยเดี๋ยวจะดูไม่น่าเชื่อถือ ต้องชักแม่น้ำทั้งห้ามาสาธยายถึงจะรู้สึกสบายใจ สั้นๆนิ่งๆไม่เป็น..ต้องเยอะตลอด ลองสังเกตดูก็ได้
33.ตอบ ก.พระเจ้าสามารถใช้คนได้ทุกประเภท นี่ก็เป็นอีกเรื่องนึงที่เด็กๆต้องจำไว้ให้ดี เพราะบนโลกนี้ไม่มีอะไรที่จำกัดสำหรับพระเจ้า พระเจ้าทรงพระปัญญาล้ำเลิศเกินกว่าที่เราจะเข้าใจในทุกๆเรื่อง มนุษย์ก็เป็นสิ่งนึงที่ทรงสร้างและอยู่ใต้การควบคุมของพระองค์ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะรูปแบบไหนที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ พระเจ้าทรงรู้ทั้งหมด แล้วพระองค์ก็สามารถใช้ทุกเหลี่ยม..ทุกมุมของมนุษย์ให้เป็นประโยชน์ตามน้ำพระทัยของพระองค์ได้เสมอ เราอย่าเผลอไปคิดแทนพระเจ้าหรือเอาสติปัญญาของเราไปตัดสิน..ว่าคนนี้พระเจ้าใช้ได้..ส่วนคนนั้นไม่ควรคู่ที่พระเจ้าจะใช้ อะไรประมาณนี้ เพราะพระคำภีร์ก็มีให้เห็นชัดเจน..ว่าหลายครั้งพระเจ้าทรงใช้คนที่ไม่สมบูรณ์พร้อม ทั้งนักเลงหัวไม้ โสเภณี สามัญชน คนต่ำต้อย คนขี้ขลาด คนที่พูดไม่เป็น..อย่างโมเสส หรือแม้แต่คนอย่างซาอูล ทุกคนก็คือคนที่พระเจ้าใช้ทั้งนั้น
34.ตอบ ค.เพื่อให้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า แล้วเราจะได้ไม่หลงผิดในแบบเดียวกัน ไม่ใช่ให้เรากล่าวโทษหรือเกลียดชังคนเหล่านั้น แล้วพระคำภีร์ก็ไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวความผิดบาปของหลายๆคนไว้ เพื่อให้เรารู้สึกว่า..การทำบาปเป็นเรื่องปกติ เช่น “..ขนาดกษัตริย์ดาวิดยังทำบาปเลย เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะทำบ้างก็คงไม่แปลก..เพราะเราอ่อนแอกว่าตั้งเยอะ!!!” นี่คือทัศนคติที่ผิดอย่างแรง..เพราะเราตีความพระคำภีร์เข้าข้างตัวเอง แท้จริงแล้วพระเจ้าบันทึกเรื่องราวความผิดบาปของหลายๆคนไว้เพื่อให้เรามองให้ออกว่า มนุษย์อ่อนแอ..มีเชื้อบาปและมักกบฎ ทุกคน..ทุกคนจริงๆ ไม่ว่าจะมีความเชื่อมากขนาดไหน..ก็มีโอกาสล้มลงในความบาปได้ทั้งนั้น..ถ้าไม่ระวัง เพราะฉะนั้น เราทุกคนจำเป็นต้องพึ่งพระเจ้าตลอดเวลา เด็กๆต้องอธิฐาน..ขอพระองค์ชันสูตรหัวใจของเราและกลับใจใหม่ทุกวัน ขอพระเจ้ายกโทษในความผิดบาป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง..ความบาปที่เราทำโดยไม่รู้ตัว หรือความบาปที่ตัวเราเองมองไม่เห็น..หรือเห็นแต่ไม่ยอมมอง เด็กๆต้องไม่คิดว่า..ชั้นมาโบสถ์ทุกอาทิตย์ เรียนพระคำภีร์สม่ำเสมอ เพราะฉะนั้น ชั้นคือผู้ชอบธรรม..ชั้นดีพอแล้ว..ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรหรือกลับใจใหม่ทุกวัน อย่าคิดอย่างงั้น..เพราะมันเย่อหยิ่งเห็นๆแล้วถ้าเราปล่อยให้ตัวเองคิดอย่างงี้ไปเรื่อยๆวันนึงเราต้องล้มลงแน่นอน
35.ตอบ ข.ซาอูลเก็บก.อากักเอาไว้ร่วมโต๊ยเสวย หรืออีกนัยหนึ่ง คือเอาไว้เป็นเชลย...เพราะในสมัยนั้น การมีกษัตริย์ที่แพ้สงครามอยู่ร่วมโต๊ะ ถือเป็นการประกาศศักดาของผู้ขนะอย่างนึง เหมือนนายพรานที่เอาหัวเก้ง หัวกวาง ติดโชว์ไว้ตามผนัง ซาอูลไม่ได้ไว้ชีวิตอากักเพราะมีจิตใจเมตตา เพราะซาอูลไม่มีปัญหาในการฆ่าเด็กและผู้หญิง แล้วซาอูลก็ไม่ได้ทำสิ่งนี้ตามบัญชาของพระเจ้า เพราะพระเจ้าบัญชาให้เขาฆ่าคนอามาเลขและฝูงสัตว์ทั้งหมด พระเจ้าไม่ได้สั่งให้ไว้ชีวิตกษัตริย์หรือเก็บฝูงสัตว์ไว้แต่ซาอูลขัคำสั่ง แล้วเลือกที่จะทำตามใจตัวเอง
36.ตอบ ก.ความเชื่อฟังดีกว่าเครื่องบูชาทั้งปวง เพราะพระเจ้าไม่ได้โปรดเครื่องบูชาใดๆมากไปกว่า..ความเชื่อฟังของเรา ดังนั้น การดำเนินชีวิตตามคำสอนของพระองค์ คือ เครื่องบูชาหนึ่งเดียวของคริสเตียนที่พระเจ้าทรงพอพระทัย ในหนังสือปัญญาจารย์ 5:1 บอกว่า
“เจ้าจงระวังเท้าของเจ้า เมื่อเจ้าไปยังพระนิเวศน์ของพระเจ้า เพราะการเข้าใกล้ชิดเพื่อจะฟังก็ดีกว่าคนเขลาถวายสักการบูชา ด้วยว่าเขาไม่รู้ว่าตนกำลังทำชั่ว”
พระคำภีร์ข้อนี้ยังคงเตือนให้เราเห็นถึงความสำคัญของความเชื่อฟัง..ว่ามีค่ากว่าเครื่องบูชาทั้งปวง และยังเตือนให้เราระวังความคิดและจิตใจของเรา..ว่าสิ่งสำคัญที่สุดเวลาที่เราเข้าไปหาพระเจ้าในพระนิเวศน์ของพระองค์หรือที่โบสถ์ ก็คือการเชื่อฟังพระวจนะและแสวงหาน้ำพระทัยของพระองค์ ไม่ใช่การเอาเครื่องบูชาเข้าไปถวาย ไม่ใช่การช่วยงานพันธกิจ แน่นอน..สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญเช่นกัน แต่ยังไงก็สำคัญน้อยกว่า..การเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า เพราะฉะนั้น เด็กๆต้องไม่หลงประเด็น..เกี่ยวกับข้อสำคัญของการมาโบสถ์..ว่าแท้จริงแล้ว เรามาโบสถ์เพื่อนมัสการพระเจ้าและเรียนรู้ถ้อยคำของพระองค์ เพื่อที่เราจะสามารถดำเนินชีวิตในแต่ละวันได้อย่างถูกต้องและเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า นี่คือ สิ่งที่สำคัญที่สุดและเป็นหน้าที่หลักของเรา เด็กๆอย่าเผลอคิดว่า..อยากมาโบสถ์เพราะสนุกกับงานพันธกิจ กิจกรรม หรือเพราะจะได้เจอเพื่อน แล้วก็เฝ้ารอช่วงเวลาหลังเลิกโบสถ์..จะได้ไปทานข้าวกับเพื่อน.. แล้วให้การนมัสการพระเจ้ากับการเรียนถ้อยคำ กลายเป็นส่วนหนึ่งหรือเป็นเป้าหมายรองของการมาโบสถ์ ถ้าเผลอกันไปบ้างก็ไม่เป็นไร แต่ต้องรีบกลับใจซะใหม่..คุกเข่าลงอธิฐาน ขอพระเจ้ายกโทษ แล้วกลับมาโฟกัสที่การนมัสการ..เรียนรู้ถ้อยคำและกระทำตาม หลังจากนั้น มีพันธกิจหรือกิจกรรมอะไรที่ต้องทำ..ก็ทำไปให้ดีที่สุด แต่ต้องให้การนมัสการและการเรียนรู้พระวจนะของพระเจ้ามาเป็นอันดับแรก
37.ตอบ ก.เพราะข้อนี้ซามูเอลมองคนที่รูปลักษณ์ภายนอก เอลีอับถึงได้เข้าตาเขาที่สุดเพราะเป็นลูกคนโต สูงใหญ่ สมาร์ทเหมือนซาอูล พอซามูเอลเห็นปุ๊บ..ก็คิดว่าเอลีอับน่าจะเป็นคนที่พระเจ้าเลือก ข้อนี้ก็สะท้อนให้เราเห็นถึง..ความคิด สติปัญญา ค่านิยม และมุมมองของมนุษย์อย่างชัดเจน...ว่าหลายครั้งมนุษย์มักเชื่อและตัดสินทุกอย่างตามรูปแบบที่ตัวเองมองเห็น เพราะขนาดซามูเอล..ที่ได้ชื่อว่าติดสนิทกับพระเจ้า ก็ยังมีวาระที่เผลอไปเชื่อ..ในสิ่งที่ตามองเห็นเช่นกัน
38.ตอบ ข.ดนตรีมีส่วนเชื่อมโยงกับจิตวิญญาณ พระเจ้าทรงสำแดงให้เราเห็นความจริงในเรื่องนี้..ผ่านทางพระคำภีร์บทนี้อย่างชัดเจน พระองค์ประสงค์จะให้เราเห็นอัศจรรย์ของเสียงดนตรีที่สามารถจรรโลงจิตใจ เยียวยารักษา อย่างเสียงพิญของดาวิดที่สามารถเยียวยาความทุกข์ทรมานของซาอูลได้ นอกจากนี้ดนตรียังส่งผลได้ทั้งสองด้าน..คือทั้งด้านบวกและด้านลบ ขึ้นอยู่กับจังหวะ ท่วงทำนองและที่สำคัญคือเนื้อหาของบทเพลง อย่างเพลงนมัสการพระเจ้าจะช่วยหนุนจิตชูใจ ฟื้นฟูจิตวิญญาณ เสริมสร้างความเชื่อ ช่วยให้รู้สึกสงบ ผ่อนคลายและหายเหนื่อย ส่วนเพลงคลาสสิก เพลงแจ๊ส เพลงป็อป เพลงร็อคก็จะส่งผลต่ออารมณ์แตกต่างกันไป และแน่นอนมีดนตรีหรือเพลงบางประเภทเช่นกันที่สามารถปลุกวิญญาณความชั่วร้าย หรือเนื้อหนังความบาปได้โดยที่เราไม่รู้ตัว ถ้าเด็กๆนึกภาพไม่ออก น้าตุ๊กอยากให้ลองสังเกตดูข่าวในช่วงเทศกาลงานต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทศกาลสงกรานต์ในปัจจุบัน ที่มีการเล่นน้ำกันผิดแบบผิดประเภทและเกินขอบเขต จนส่งผลให้เกิดอาชญากรรมอยู่เสมอ เมื่อข่าวถูกนำเสนอเด็กๆลองสังเกตดีๆว่า..ผู้ที่เล่นน้ำผิดประเภทจนก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทเหล่านี้..เขาเปิดเพลงประเภทใด..ในขณะที่เล่นน้ำสงกรานต์ ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะเล่นอยู่ตามริมถนน หรือจะใช้รถปิคอัพขับตระเวนเล่นน้ำไปตามถนน คนเหล่านี้เกือบจะร้อยทั้งร้อย..เปิดแต่เพลงที่มีจังหวะและท่วงทำนองรุนแรง..ปลุกเร้าอารมณ์ให้ฮึกเหิม หรือไม่ก็มีเนื้อหาส่อเสียด ล้อเลียน ไปจนถึงล่อแหลม หลายครั้งเขาเหล่านั้นต้องจบลงด้วยการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวเลย..ว่าเสียงเพลงที่พวกเขาเปิดกรอกหูตัวเองอย่างรุนแรงนั้น..เมื่อไปบวกกับแอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไป มันมีส่วนอย่างมากกับทุกเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น นี่ก็เป็นผลของดนตรีที่มีส่วนเชื่อมโยงกับจิตวิญญาณเช่นกัน..แต่ในทางลบ
39.ตอบ ข.ความเชื่อวางใจในพระเจ้า จริงอยู่ที่ดาวิดมีความกล้าหาญแต่ความกล้าของดาวิดก็เกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่เขาได้ดำเนินกับพระเจ้าในแต่ละวัน นานเข้าดาวิดจึงมีความเชื่อมั่นในพระเจ้า ต่อเมื่อมีความเชื่อแล้วเขาจึงกล้าที่จะออกไปสู้กับโกลิอัท โดยที่สามารถมองผ่านรูปลักษณ์ภายนอกหรือเงื่อนไขทางฝ่ายโลกไปได้ทั้งหมด
40.ตอบ ก.พระเจ้าสามารถใช้วิธีที่เรียบง่ายในการช่วยกู้เราให้รอดจากสิ่งทั้งปวง พระองค์ไม่จำเป็นต้องใช้ปาฏิหารย์ทุกครั้ง แล้วพระองค์ก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธียากๆ หรือดูแล้วต้องอัศจรรย์พันลึกอะไรมากมาย แต่มนุษย์ยึดติดกับรูปแบบ รูปลักษณ์ภายนอก รวมทั้งมักวางใจในสิ่งที่ตามองเห็น ทั้งที่ความจริงพระเจ้าสามารถช่วยกู้เราในทุกรูปแบบ พระองค์ไม่ได้ถูกจำกัดไว้ด้วยอะไรทั้งนั้น แล้วหลายครั้งพระเจ้าก็จะใช้วิธีง่ายๆที่มนุษย์คิดไม่ถึง อย่างวิธีที่ดาวิดฆ่าโกลิอัทก็เป็นวิธีที่ไม่มีใครคาดคิด..ว่าเขาจะตายน้ำตื้นขนาดนี้ และสิ่งนี้ก็เป็นหมายสำคัญจากพระเจ้า..ที่ทรงสะท้อนให้เราเห็นถึงวิธีที่พระองค์จะทรงช่วยเราให้หลุดพ้นจากความบาป..โดยทางพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นรูปแบบที่เรียบง่ายประมาณกัน มีเงื่อนไขเพียงข้อเดียวคือต้องเชื่อในพระองค์ รูปแบบของความรอดนี้มนุษย์ก็คิดไม่ถึงเช่นกัน และพระเจ้าทรงสำแดงหมายสำคัญนี้ไว้แล้วในการที่ดาวิดฆ่าโกลิอัท
เราก็จบเฉลยชุดที่1 ไว้แค่นี้นะคะ สัปดาห์หน้าเราจะมาต่อชุดที่ 2กัน แล้วหลังจากนั้น น้าตุ๊กจะเริ่มบทเรียนในหนังสือ 2ซามูเอล ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ..
2.ตอบ ข. พ่อแม่ต้องจ่ายราคาในการที่ไม่อบรมลูก เพราะพระคำภีร์สอนเราให้ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี พ่อแม่มีหน้าที่ต้อง..เลี้ยง..ดู..อบ..รม..สั่ง..สอน..ขู่..ปลอบ..ให้กำลังใจ..ดัดนิสัย ถ้าทั้งหมดนี้ยังกำราบลูกไม่อยู่ก็ต้องมีไม้เรียวด้วย..ถ้าจำเป็น พระคำภีร์บอกไว้ชัดเจนว่า ถ้าเราเลี้ยงดูอบรมลูกเป็นอย่างดี เขาจะนำความชื่นใจมาให้ พ่อแม่จะได้กินผลเมื่อเขาเติบโตและงดงาม แต่ถ้าเราละเลยไม่ใส่ใจลูก ในเวลาที่เขาโตขึ้นพ่อแม่ก็ต้องจ่ายราคาอย่างสาสมเช่นกัน ความจริงเรื่องนี้..มีรายละเอียดมากกว่านี้ เพราะมันมีเนื้อหาที่คาบเกี่ยวระหว่าง..การวางใจในน้ำพระทัยพระเจ้า กับการไม่ใส่ใจที่จะทำหน้าที่ของตัวเอง ซึ่งน้าตุ๊กเคยสอนไปแล้ว
3.ตอบ ก. ยอมให้บุตรเลือกเฟ้นของถวายส่วนที่ดีที่สุด เพราะตามกฎบัญญัติของพระเจ้าปุโรหิตจะเอาสามง่ามแทงลงไปในหม้อเนื้อที่กำลังต้มอยู่ ติดชิ้นไหนขึ้นมา..ชิ้นนั้นก็คือส่วนของปุโรหิต แต่บุตรของเอลีไม่ทำอย่างนั้น เมื่อมีคนเอาเนื้อมาถวายคนใช้ของโฮฟนีกับฟีเนหัสจะเข้ามาขอเนื้อไปก่อน โดยไม่ยอมให้เผาไขมันให้ถูกต้องตามพระบัญญัติก่อนด้วยซ้ำ และถึงเอลีจะไม่ได้ลงมือทำเองแต่การเพิกเฉยต่อพฤติกรรมที่ผิดบาปของลูกตัวเอง ก็เท่ากับ..เขาก็มีส่วนร่วมในความบาปนั้นด้วย จริงๆแล้วผิดหลายกระทงอยู่ ทั้งไม่เชื่อฟังพระเจ้า ไม่อบรมสั่งสอนลูก และแน่นอน..ต้องร่วมวงกินเนื้ออร่อยที่เลือกเฟ้นจากของถวายกับเขาด้วย
4.ตอบ ข. มองหีบพันธสัญญาเป็นรูปเคารพ เพราะในบริบทนี้คนอิสราเอลลงความเห็นกันว่า..ที่พวกเขาแพ้ฟิลิสเตียก็เพราะไม่ได้เอาหีบพันธสัญญาออกมาที่สนามรบ เด็กๆฟังดูแล้วมันเกี่ยวมั๊ยล่ะ..พระเจ้าทรงสถิตอยู่ที่หีบเท่านั้นหรือ หรือฤทธิ์อำนาจการช่วยกู้ของพระองค์ถูกจำกัดไว้กับหีบนั้น ถึงช่วยอิสราเอลไม่ได้ถ้าไม่ยกหีบออกมาที่สนามรบ นี่มันยกหีบพันธสัญญเป็นรูปเคารพชัดๆ แล้วที่สำคัญความคิดอย่างนี้ไม่ถวายเกียรติพระเจ้า..อย่างแรง เพราะเผลอมองพระเจ้าเล็กกว่าที่พระองค์ทรงเป็น
5.ตอบ ก.มองพระเจ้าเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น มองพระเจ้าเป็นแค่ผู้ช่วยแล้วเผลอเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง หรืออาจจะเห็นพระเจ้าศักดิ์สิทธิ์จริงแล้วเลยหวังว่าพระองค์ต้องให้สิ่งที่เราอยากได้ (เสมอ) เพราะในทางพระเจ้า..พระองค์คือสิ่งที่พวกเรามองไม่เห็น..แต่มีอยู่จริงและที่สำคัญ..ยิ่งใหญ่จริง พระเจ้าไม่เคยเอารางวัลผูกโบล์มาวางล่อไว้..เพื่อที่เราจะได้เลือกพระองค์ มนุษย์ต้องติดสนิทกับพระองค์ด้วยความรัก และจิตใจที่แสวงหา แล้วจึงได้พบพระเจ้า พร้อมขุมทรัพย์ที่ล้ำค่าที่สุดในมหาจักรวาล แต่สิ่งนี้..มันสวนทางกับกมลสันดานของมนุษย์ เพราะฉะนั้น ถึงเชื่อพระเจ้าแล้ว แต่ถ้าไม่ติดสนิท ไม่แสวงหา หลายคนก็มักจะพลาด..ไม่ก็เผลอย้ายพระเจ้าไปอยู่มุมนึง แล้วเมื่อไหร่ที่ต้องการความช่วยเหลือก็ค่อยยกพระองค์ออกมาปัดฝุ่น..แล้วก็เริ่มอธิษฐานขอนั่น..ขอนี่
6.ตอบ ข.เพราะคนอิสราเอลมองหีบพระสัญญาเป็นรูปเคารพ คนอิสราเอลในบทนี้..คิดว่าแพ้พวกฟิลิสเตียเพราะลืมหีบ..นี่พวกเขาเห็นพระเจ้าเป็นอะไร ถูกจำกัดด้วยเวลาและสถานที่หรือ..นั่นมันพวกพระเทียมเท็จหรือสัมพเวสี แล้วสมควรมั๊ย..ที่พระองค์จะโกรธ เด็กๆลองคิดดู..สมมติว่าเราจบปริญญาโท เคยทำงานระดับบริหาร แล้ววันนึงถูกย้ายไปคุมแผนกแม่บ้านหรืองานทำความสะอาด..เราจะรู้สึกยังไง แล้วนี่พระเจ้านะ..พระองค์ใหญ่ที่สุดในกัลปจักรวาล แล้วคนอิสราเอลมาปฏิบัติกับพระองค์เหมือนเป็นอะไรซักอย่าง..ที่ถูกสถาปนาไว้ตรงไหน..ก็ต้องอยู่ตรงนั้น มองว่าฤทธิ์อำนาจของพระองค์ขึ้นอยู่กับหีบพันธสัญญา สมควรมั๊ย..ที่พระเจ้าจะเอาสิ่งที่เป็นรูปเคารพ..ออกไปจากชีวิต หรือสมควรมั๊ย..ที่พระเจ้าจะเอาบางอย่างออกไปจากชีวิต(ของพวกเรา) จะได้เห็นกันใสๆว่า..ใครใหญ่จริง แล้วความยิ่งใหญ่ที่แท้จริง..เป็นยังไง
7.ตอบ ข.กำจัดไปให้พ้น เราจะเห็นว่า..พวกฟิลิสเตียรู้จักพระเจ้าของอิสราเอลดีมาก..ดีมากจริงๆ รู้ประวัติศาสตร์ของอิสราเอลอีกต่างหาก แล้วยังสำแดงความรอบคอบ..ว่าพวกเขาจะไม่ทำพลาดเหมือนฟาโรห์..ที่ไม่ยอมปล่อยพวกฮีบรูไป ทั้งที่ตัวเองก็โดนพระเจ้าเล่นงานจนลากเลือด พวกฟิลิสเตียรู้ทุกอย่าง เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าทุกประการ..แต่ ถ้าไม่ใช่คนที่พระเจ้าเลือกแล้ว..ยังไงก็ไม่ใช่อยู่ดี ต่อให้คุณรู้จักหรือได้เห็นพระคุณมากมาย ขนาดคนตายฟื้นมาต่อหน้า..ถ้าพระเจ้าไม่ได้เลือก คุณก็ไม่มีวันที่จะกลับใจใหม่ เหมือนพวกฟิลิสเตียในตอนนี้..เหมือนฉลาด มองเห็นและเข้าใจทุกอย่าง แต่ก็เลือกที่จะกำจัดพระเจ้าออกไปให้พ้นทาง
8.ตอบ ค. เพื่อให้อิสราเอลหันมาพึ่งพระองค์อย่างสุดใจ เพราะเมื่อโลกนี้ตกลงในความบาป เมื่อมนุษย์ถูกตัดขาดจากพระสิริของพระเจ้า สิ่งที่เคยเห็นก็ไม่เห็น สิ่งที่ไม่ควรเห็นกลับเห็นชัดเจน เมื่อตกอยู่ในความบาปแล้ว มนุษย์ก็เป็นทาสของเนื้อหนัง..เนื้อหนังบอกว่าไร ส่วนใหญ่ก็เชื่ออย่างงั้น เนื้อหนังบอกว่า..ถ้ามีเงินแล้วสบาย เราก็มักจะเผลอเชื่อไปตามนั้น เนื้อหนังบอกว่า..ขับเฟอรารี่ แล้วเท่ เราก็รู้สึกอย่างงั้นจริงๆ หรือเนื้อหนังบอกว่า..ถ้าเรารู้จักคนใหญ่คนโตนะ..จะไม่มีใครรังแกเราได้ เราก็จะเชื่ออย่างงั้น เพราะสารพัดที่พูดมา.. มันตอบสนองความรู้สึกดีให้กับฝ่ายเนื้อหนังได้ เพราะเนื้อหนัง คือ เรื่องของรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ดังนั้น มันจะจูนได้ง่ายกับสิ่งที่เราสามารถจับต้องหรือมองเห็น แต่ในความบริสุทธิ์ของพระเจ้า..ไม่เหมือนกัน เพราะคอนเซ็ปท์ คือ ความเชื่อ..ความเชื่อคืออะไร ในฮีบรู 11:1 บอกว่า...ความเชื่อ คือ “ความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ เป็นความรู้สึกมั่นใจว่า..สิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง” เพราะถ้าเห็นอยู่ใสๆแล้ว คงไม่ต้องใช้ความหวังและความเชื่อ ซึ่งมันคนละขั้วกันเลยกับเรื่องของเนื้อหนัง เพราะฉะนั้น หลายครั้งพระเจ้าก็ต้องหักดิบโดยการเอาบางอย่าง..ที่เราคิดว่าสำคัญจนมากเกิน..ออกไป อะไรก็ตามที่เราคิดว่า..ชีวิตนี้ชั้นขาดไม่ได้..ถ้าไม่มีอันนี้ชั้นตายแน่ พระเจ้าจะเอาออกไป เพราะพระองค์เข้าใจ..ว่าเรายึดติดกับรูป รส กลิ่น เสียง เพราะเราเป็นทาสของเนื้อหนัง ถ้าจะรอให้ปล่อยวางเอง..บางครั้งก็ทำได้ แต่หลายครั้งเรามักจะแพ้ พระเจ้าเลยต้องช่วยเอาออกไป..เพื่อให้เราเหลือตัวเปล่าๆ เพราะจุดนั้น มนุษย์จำเป็นแล้ว..ที่จะต้องพึ่งพระเจ้าอย่างสุดใจ
9.ตอบ ก.ตัดสินใจแต่ละเรื่องให้ดีที่สุด ทำตามที่พระเจ้าสอนในทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน แค่นี้..ดีพอแล้ว ไม่ต้องตะเกียกตะกายไปประกาศ ไปให้คำปรึกษา หรือไปดั้นด้นแสวงหาอัศจรรย์อะไรมากมาย เพราะถ้าเป็นน้ำพระทัยที่พระเจ้าจะทรงสำแดงแก่เรา ยังไง..เราก็ต้องเห็น พระเจ้าทรงทำทุกอย่างได้ในทุกที่ ทุกเวลา และทุกสถานการณ์ เราไม่ต้องออกไปปลีกวิเวกที่ไหน อยู่กะบ้าน ทำงานตามหน้าที่ของเราไปตามปกติ แต่ขอให้ใจเราจดจ่ออยู่กับพระเจ้า..(อยู่กับพระเจ้าจริงๆนะ ให้พระองค์เป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่แค่ส่วนหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้น) พระวิญญาณบริสุทธิ์จะสามารถเต็มขนาดในชีวิตเราได้ ในขณะที่เรายังเป็นคนเดิม..ในสิ่งแวดล้อมเดิมๆ
10.ตอบ ข.ไม่ได้ เพราะในสายเลือดของมนุษย์ก็บาปเต็มๆ ความรอดต้องไขว่คว้าเอาเอง..ของใครของมัน ถ้าพ่อแม่เชื่อพระเยซู แต่ลูกไม่ยอมเชื่อ..ก็ตัวใครตัวมัน หรือ แม้แต่ในเรื่องของความชอบธรรมทางนิสัยใจคอ ก็สืบทอดทางเชื้อสายไม่ได้อยู่ดี เอาง่ายๆ..ซามูเอลเป็นคนชอบธรรม แต่ลูกของเขา..ไม่ ซาอูลมีนิสัยไม่ชอบธรรม ส่วนโยนาธานเหมือนพ่อมะ..ไม่เลย เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นความชอบธรรมฝ่ายวิญญาณหรือความชอบธรรมทางเนื้อหนังความประพฤติ ก็ไม่ได้สืบทอดกันทางเชื้อสายทั้งสิ้น
11.ตอบ ค.เพราะแท้จริงแล้วคนอิสราเอลปฏิเสธพระเจ้า พวกเขาอาจจะอ้างว่า..ซามูเอลอายุมากแล้วเลยไม่แน่ใจว่าจะทำหน้าที่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์รึเปล่า แล้วลูกของซามูเอลก็ไม่ชอบธรรมเหมือนพ่อ..เลยอยากจะขอกษัตริย์มาปกครองพวกเขา ต้องบอกว่า..เป็นข้ออ้างที่ไม่สร้างสรรค์เลย เพราะจริงๆแล้วความอาวุโสมีประโยชน์ต่อการบริหารงานทุกอย่าง เด็กๆลองนึกภาพดูว่า..คณะผู้บริหารระดับสูงขององค์กรต่างๆ ส่วนใหญ่แล้วเต็มไปด้วยคนประเภทไหน..คนหนุ่มสาวที่เพิ่งเรียนจบ เด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือพวกมือใหม่ไร้ประสบการณ์หรือ ไม่ใช่เลย..ผู้บริหารระดับสูงของทุกองค์กร ส่วนใหญ่แล้วมีแต่ผู้อาวุโสทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ไม่ว่าคนอิสราเอลจะอ้างอะไร พระเจ้าก็เห็นความจริงในหัวใจพวกเขาอยู่ดี...ว่าแท้จริงแล้วพวกคุณปฏิเสธพระเจ้า แต่ไม่กล้าที่จะยอมรับความจริง
12.ตอบ ค.พระองค์เตือนคนอิสราเอลให้รู้ว่า..ถ้ามีกษัตริย์แล้วชีวิตของพวกเขาจะเป็นไง อันนี้ต่อเนื่องกับข้อ 13 จริงๆแล้วทั้งก..ข..และค เป็นพระลักษณะของพระเจ้าทั้งหมด แต่ตอบ ค.เพราะบริบทนี้..สำแดงให้เห็นถึงความรักมั่นคงและพระเมตตาคุณที่ไม่สิ้นสุดของพระองค์ เพราะอะไร ทั้งที่พระองค์รู้ว่า..คนเหล่านี้มันเอาตัวไม่รอด พระเจ้าต้องโอบอุ้มค้ำชูพวกเขามาตลอด ครั้งแล้วครั้งเล่า..ที่พวกเขาอยู่ดีมีสุขแล้วก็ลืมพระองค์ มาตอนนี้ก็ยังกบฎไม่เลิก อยู่ดีๆก็เกิดอยากจะมีชีวิตของตัวเอง..ไม่เอาพระเจ้าซะงั้น แล้วพระเจ้าทำไง..เตือน ด้วยความรักและหวังดีแบบไม่มีอีโก้เหมือนมนุษย์ พระองค์เตือนพวกเขาว่าคิดดีๆนะ เพราะถ้ามีกษัตริย์แล้วจะถูกเอาเปรียบ1..2..3..4..5….แต่พวกเขาไม่ฟัง ถ้าน้าตุ๊กมีลูกอย่างงี้นะ..ขอยอมรับตรงๆว่าคงจบไปนานแล้ว อดทนได้ไม่ถึง 1% ของพระเจ้าหรอก เพราะฉะนั้น ความรักและพระเมตตาคุณของพระเจ้าจึงสูงส่งเหนือความรักอื่นใดในโลกนี้และหาที่สุดไม่ได้จริงๆ
14.เพราะก่อนที่อิสราเอลจะมีกษัตริย์ ประชาชนไม่ต้องเสียภาษี มีแต่สิบลด ผลแรกถวายแด่พระเจ้า แล้วชายฉกรรจ์ก็ไม่ต้องเข้าประจำการด้วย กองทัพของอิสราเอลจะเป็นแบบร่วมด้วยช่วยกัน เพราะฉะนั้นที่ถูกคือ ตอบ.ก.คือยังไงทุกคนก็ยังต้องเชื่อฟังพระเจ้า คุณอยากมีกษัตริย์ก็มีไป แต่พระเจ้ายังคงครองอยู่บนบัลลังก์สูงสุดสำหรับมนุษย์ทุกคน..เสมอ ไม่เปลี่ยนแปลง ทุกคนยังต้องเชื่อฟังพระเจ้าเหมือนเดิม ส่วนกษัตริย์ก็แค่มาทำให้ชีวิตคุณยุ่งยากมากขึ้นเท่านั้น (แล้วขอกันมาทำไมเนี่ย..)
15.ตอบ.อิสราเอลยังยืนยันว่าต้องการกษัตริย์ เคยมะ..เวลาอยากได้อะไร..ก็จะเอาให้ได้ พ่อแม่เตือนแค่ไหน..ก็ไม่ฟัง “อย่าเพิ่งมีแฟนนะลูก ตอนนี้หนูยังเด็ก..อะไรๆก็ยังไม่แน่นอน เดี๋ยวถ้าเขาไปมีคนอื่นแล้วหนูจะเสียใจนะ หนูจะทำใจไม่ได้นะ หนูจะรับไม่ไหวนะ หนูจะเจ็บ..หนูจะร้องไห้ เชื่อแม่นะ..อย่าเพิ่งมีแฟนเลย แล้วมีกันมั๊ย..มี พ่อแม่เตือนมั๊ย..เตือน ถามว่าเชื่อมั๊ย..เชื่อ แต่อยากมี เข้าใจรึยัง..ว่าคนอิสราเอลอารมณ์ไหน ก็อารมณ์เดียวกันกะพวกเรานั่นแหละ แล้วเพราะอะไรถึงเป็นอย่างงั้น..คำตอบข้อ16 คือ..
16. ข.เพราะมนุษย์มันมีเชื้อบาปก็เลยมักจะกบฎ ทั้งที่รู้อยู่..ว่าบางอย่างไม่ควรทำ บางอย่างไม่ควรคิด บางอย่างไม่ควรซื้อ..(โดนล่ะสิ) ทั้งที่รู้ว่าบางอย่างไม่ควรทำแต่ก็ทำ..เพราะมันอยากลอง ถามว่ารู้มั๊ย..ว่าลองแล้วอาจเดือดร้อน..รู้ แต่ยอมเสี่ยง แล้วรู้มั๊ย..ว่าบางอย่างไม่ควรซื้อ..รู้ แต่ก็ซื้อ..เพราะอยากได้ เนี่ย..คือเชื้อบาปและความกบฎที่อยู่ในมนุษย์ อธิบายกันง่ายๆแค่นี้แหละ
17.ตอบ.ค เพราะไม่ยอมรับคนที่พระเจ้าเลือก จริงอยู่ที่คนกลุ่มนี้แสดงว่า..พวกเขาไม่ยอมรับในตัวซาอูล แต่เหตุผลแท้จริงที่พระคำภีร์เรียกคนกลุ่มนี้ว่า”อันธพาล”ก็เพราะพระเจ้าคือผู้ที่เลือกซาอูล แล้วถ้าคุณไม่ยอมรับเขาก็เท่ากับคุณปฏิเสธน้ำพระทัยพระเจ้า เพราะลำพังถ้ามนุษย์ดูถูกกันเอง..ก็คงไม่เท่าไหร่ แต่การกระทำของคนกลุ่มนี้ มันเข้าข่ายไม่ยอมรับผู้ที่พระเจ้าทรงเจิม..ดังนั้น ความหมายที่แท้จริงของคำว่าอันธพาลจึงหมายถึง..ไม่ยอมรับคนที่พระเจ้าเลือก
18. ตอบ ก.โกรธโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพราะข้อนี้..พระคำภีร์เขียนไว้ชัดเจนว่า..เมื่อซาอูลได้ยินถ้อยคำที่นาหาช กษัตริย์ของคนอัมโมนขู่คนอิสราเอลแล้ว...”พระวิญญาณของพระเจ้าก็สถิตกับซาอูลอย่างมากและความโกรธของท่านเกิดขึ้นอย่างรุนแรง” อย่างงี้แหละ..ที่เขาเรียกว่าโกรธโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ความโกรธประเภทนี้เกิดขึ้นกับคริสเตียนได้เหมือนกัน เช่น เมื่อเห็นความไม่ชอบธรรมในทางพระเจ้า เห็นพี่น้องทำผิดต่อพระเจ้า เห็นพี่น้องทะเลาะกัน หรือมีการแสวงหาประโยชน์โดยอ้างความชอบธรรม จริงๆแล้วยังมีอีกหลายกรณีที่บอกได้ไม่หมด ขอให้เด็กๆค่อยๆเรียนรู้เรื่องนี้..ด้วยความระมัดระวังในท่าที”ของตัวเอง” ไม่ใช่ไปคอยระวังหรือจับผิดท่าทีของคนอื่น
19.ข้อ ก.มีบางครั้งที่คริสเตียนสมควรโกรธ แต่อย่าเอามาอ้างเลอะเทอะ หรือเอามาเข้าข้างตัวเอง แล้วโกรธคนอื่นตะพึดตะพือไป ..ไม่ใช่นะ ที่บางครั้งสมควรโกรธก็เพราะพระคำภีร์บอกว่า..เราต้องไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด ผิดยังไง..ผิดจากการดำเนินในทางพระเจ้า..ไม่ใช่ผิดใจกับเราหรือไม่ถูกใจเรา..ก็ไปโกรธเขา ตรงจุดนี้ ทุกคนต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง..ว่าที่โกรธเขาน่ะ เพราะเขาทำผิดต่อพระเจ้าหรือเขาแค่ทำอะไรไม่ถูกใจคุณ เด็กๆต้องฝึกที่จะซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเองตั้งแต่วันนี้ จะได้ไม่เติบโตขึ้นมาเป็นคนที่คิดผิดหรือทำผิดได้อย่างบริสุทธิ์ใจ เพราะโกหกตัวเองจนเป็นหนึ่งเดียวกับมัน นานวันก็มีแต่จะแยกไม่ออก..ว่าอันไหนใช่ อันไหนไม่ใช่ และการซื่อสัตย์กับตัวเองนี้..คือเรื่องที่ยากที่สุด เพราะมันเกิดขึ้นเงียบๆในหัวใจของเรา เป็นการทำความดีที่คนอื่นมองไม่เห็น มันจึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากสำหรับมนุษย์ เพราะมันไม่ได้เครดิต ไม่ได้รับคำสรรเสริญ ไม่ได้รับเสียงปรบมือ ไม่มีใครยกย่องเทิดทูน แต่เด็กๆต้องฝึกที่จะทำให้ได้ เพราะมันเป็นจุดเริ่มต้น..ในการที่เราจะสามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ต่อไป
20. ตอบ. ค.พระเจ้า เพราะจริงๆแล้วพระเจ้าใช้ใครก็ได้ ไม่ต้องโมเสสกับอาโรนหรอก แล้วการที่โมเสสขอถอนตัวตั้งหลายครั้ง..แต่พระเจ้าไม่ยอม ก็เพราะ..เมื่อพระองค์เลือกแล้ว จะทรงทำให้สำเร็จเสมอเพื่อเห็นแก่พระนามของพระองค์ ไม่ใช่เพราะโมเสสเป็นคนเดียวที่ใช้ได้ หรือต้องโมเสสเท่านั้น..งานถึงจะสำเร็จ..ไม่ใช่ แต่เพราะพระเจ้าไม่เคยเลือกใครหรือทำสิ่งใดแล้วไม่สำเร็จ
21.ตอบ ก.พระเจ้า จริงอยู่ที่พระเจ้าบอกเราให้เราเชื่อฟังผู้นำ แต่ไม่ว่าจะมีผู้นำหรือไม่ พระเจ้าจะยังครองอยู่บนบัลลังก์สูงสุด และสิทธิสำนาจสูงสุดก็ยังคงอยู่ที่พระองค์..เสมอ
22.ตอบ ก. ”ท่านที่พระองค์ทรงใช้มา” ในบริบทนี้ หมายถึง พระเยซูคริสต์
23.ตอบ ค.เพื่อเรียนรู้และดำเนินอยู่ในทางพระเจ้า จริงๆแล้ว..การเรียนพระคำภีร์ จะทำให้เด็กๆเป็นคนที่มีคุณภาพมากขึ้น เมื่อมีคุณภาพแล้ว..บางครั้งศักยภาพก็จะตามา ถามว่าเหมาะมั๊ย..ที่จะเป็นผู้นำในสังคม..เหมาะมาก แต่..พระเจ้าไม่ได้มีน้ำพระทัยให้คริสเตียนเป็นผู้นำทุกคน พระเจ้าทรงโปรดให้คนของพระองค์แทรกซึมอยู่ในทุกสิ่งแวดล้อม เพื่ออะไร..เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี มีคริสเตียนที่ไหนจะต้องมีแสงสว่างที่นั่น..ไม่ใช่ไปถึงไหน..ก็อายเขาไปถึงนั่น เพราะฉะนั้น แท้จริงแล้วพระเจ้าจึงให้เราเรียนรู้พระวจนะของพระองค์ก็เพื่อให้เราดำเนินชีวิตอยู่ในทางของพระเจ้า..ถวายเกียรติแด่พระองค์
24.ตอบ ข.เพราะซาอูลไม่เชื่อฟังพระเจ้า เครื่องเผาบูชาเป็นของศักดิ์สิทธิ์มั๊ย..สำหรับสมัยนั้น ต้องบอกว่าศักดิ์สิทธิ์มาก อุปกรณ์ทุกอย่างหรือแม้แต่คนที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการนมัสการพระเจ้า..ศักดิ์สิทธิ์ทุกอย่าง แต่พระเจ้าก็ยังให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้น้อยกว่าจิตใจ ซาอูลละเมิดกฎบัญญัติ..โดยทำการเผาเครื่องบูชาเอง ทั้งที่เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของปุโรหิต ซาอูลอาจจะคิดว่า..เผาแล้วก็ไม่เห็นจะมีอะไรเกิดขึ้น ฟ้าก็ไม่ถล่ม แผ่นดินก็ไม่ได้สะเทือน..คงไม่เป็นไร ไม่ใช่..เพราะพระเจ้ามองเห็นหัวใจที่กบฎของเขา คือถ้าคุณกล้าทำเรื่องนี้..ต่อไปคุณก็ต้องกล้ากบฎเรื่องที่ใหญ่กว่านี้แน่นอน แล้วเราก็เห็นแล้ว..ว่าซาอูลก็ทำจริงๆ ทั้งฆ่าปุโรหิต พยายามฆ่าดาวิด..ผู้ที่พระเจ้าทรงเจิม แล้วสุดท้ายก็ยังไปหาคนทรง
25.ตอบ ข.ไม่ได้ ในบริบทนี้น้าตุ๊กขอพูดถึงความบาปที่ระบุไว้ชัดเจนในกฎบัญญัติของพระเจ้าก่อน ..ที่ห้ามทำเด็ดขาดไม่ว่า..สถานการณ์จะสุดวิสัยขนาดไหนก็ห้ามทำ เช่น ไปไหว้พระอื่น ฆ่าคนตาย ลักเล็กขโมยน้อยไปจนถึงปล้นเขากิน ทอดทิ้งพ่อแม่ ล่วงประเวณี เป็นพยานเท็จใส่ร้ายคนอื่น ประเภทอย่างงี้ที่ห้ามทำโดยเด็ดขาด ส่วนความผิดเล็กๆน้อยๆประเภท เขาด่ามา..เราด่ากลับ แอบอิจฉาที่เพื่อนสวยกว่าเรา หรือแอบดีใจที่เห็นคนอื่นลำบาก ขับรถผ่าไฟแดง หรือไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลายอะไรประเภทนี้..ตอนนี้น้าตุ๊กจะยังไม่พูดถึง เพราะต้องคุยกันยาว..
26.ตอบ ค.คนต่างชาติที่ไม่ใช่อิสราเอล ทุกชนชาติเลยไม่ได้หมายถึงเฉพาะพวกฟิลิสเตีย หรือชนชาติใดชนชาติหนึ่ง
27.ก.มีความเชื่อในพระเจ้า เพราะการกระทำและคำพูดของโยนาธานชัดเจนมาก ข้อนี้เขาพูดว่า”..บางทีพระเจ้าจะทรงประกอบกิจเพื่อเรา เพราะว่าไม่มีสิ่งใดที่ขัดขวางพระเจ้าได้ในการที่พระองค์จะทรงช่วยกู้..” ทุกคำพูดของโยนาธานเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในพระเจ้า ไม่ใช่ความมั่นใจในตัวเอง
28.ตอบ ก.เพราะนอกจากจะมีความเชื่อแล้ว โยนาธานยังแสวงหาพระเจ้าอีกด้วย นี่คือความชอบธรรมที่ค่อนข้างสมบูรณ์ เด็กๆจำไว้เลย..ว่ามีความเชื่ออย่างเดียวยังไม่พอ เราต้องแสวงหาพระเจ้า..จนกว่าชีวิตจะหาไม่ เพราะน้าตุ๊กเห็นมาเยอะมาก พอรับเชื่อเสร็จแล้วก็จบเลย..ชั้นรอดแล้ว ใช่คุณรอดจริงๆ แต่นั่นไม่ทำให้พระเจ้ายิ้ม..หรือชอบพระทัย แล้วความเชื่อของคนเหล่านี้ก็จะตื้นเขินมาก..พร้อมที่จะสับสน หลงเจิ่นและหลุดจากทางพระเจ้าได้ตลอดเวลา คริสเตียนเพียรแสวงหาพระเจ้าด้วยการอธิฐานและเรียนรู้น้ำพระทัยของพระองค์จากพระคำภีร์ แล้วเด็กๆจะเติบโตอย่างสง่างาม
29.ตอบ ข.พระเจ้าประสงค์จะให้เกียรติโยนาธาน..พระองค์จึงตอบคำอธิฐานเป็นรางวัลให้กับความเชื่อของเขา ส่วนมันจะไปเข้าทางใครก็อีกเรื่องนึง ซาอูลอาจจะเข้าใจผิดคิดว่า..ที่อิสราเอลชนะก็เพราะตัวเองทำถูกที่ไม่มัวชักช้าแสวงหาน้ำพระทัย..แต่นั่นก็เรื่องของซาอูล แล้วพระเจ้าก็ไม่แคร์ด้วยว่า..ใครจะคิดยังไง เพราะพระองค์ใหญ่สุด อย่างกรณีนี้เราก็เห็นชัดเจน....ว่าที่อิสราเอลได้ชัยชนะก็เพราะพระเจ้าทรงเห็นแก่โยนาธาน แต่สถานการณ์ก็พาให้ซาอูลคิดไปอีกอย่าง เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้ถ้าเห็นคนที่ทำผิดแล้วเขายังคิดว่าพระเจ้าเข้าข้าง..ก็ให้นึกถึงบริบทนี้ไว้ แล้วไม่ต้องไปตัดสินเขา..
30.ตอบ ค.การจัดเตรียมที่มาจากพระเจ้า ชัดเจนมากเลย..ทั้งสถานการณ์และภาพที่พระคำภีร์บันทึกไว้ ทำให้เราเข้าใจว่า..พระเจ้าทรงเตรียมอาหารจานด่วน คือน้ำผึ้งที่ไหลย้อยเต็มป่าไว้ให้แก่ทหารอิสราเอลโดยเฉพาะ ขนาดโยนาธานได้ชิมแค่นิดเดียวพระคำภีร์ยังบอกว่า..”ตาของเขาก็แจ่มใสขึ้นทันที” แปลว่า สดชื่นขึ้นมาทันตาเห็น
31.ตอบ ค.เพราะคำสาบานที่ไม่สร้างสรรค์ของซาอูล จริงอยู่ที่มนุษย์มีเชื้อบาปและมักกบฎ แล้วก็อาจมีทหารบางคนที่ไม่ใส่ใจหรือเคารพกฎของพระเจ้าเท่าที่ควร แต่คำสาบานที่บ้าบิ่นของซาอูลเนี้ย..สภาพร่างกายปกติของมนุษย์รับไม่ไหวอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ต่อให้เป็นคนดีมีใจชอบธรรมขนาดไหน..ก็อดไม่ไหวที่จะต้องกินเดี๋ยวนั้น เพราะรอต่อไปไม่ไหวแล้ว..นาทีนั้นมนุษย์จะทำได้ทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด
32.ตอบ ข.ไม่ให้สาบาน จริงก็ว่าจริง ไม่ก็ว่าไม่ พูดแค่นี้พอแล้วถ้ามากกว่านี้พระเยซูบอกว่า..มันก็มาจากความชั่ว เด็กๆคิดดูว่าจริง..ไม่จริง เพราะธรรมชาติของคนเรา..เวลาที่พูดเรื่องจริง เราก็จะรู้สึกสบายๆ แต่ถ้าโกหก..ก็ดูเหมือนจะพูดน้อยไม่ได้ เพราะกลัวคนอื่นจะไม่เชื่อ ถ้าข้อมูลน้อยเดี๋ยวจะดูไม่น่าเชื่อถือ ต้องชักแม่น้ำทั้งห้ามาสาธยายถึงจะรู้สึกสบายใจ สั้นๆนิ่งๆไม่เป็น..ต้องเยอะตลอด ลองสังเกตดูก็ได้
33.ตอบ ก.พระเจ้าสามารถใช้คนได้ทุกประเภท นี่ก็เป็นอีกเรื่องนึงที่เด็กๆต้องจำไว้ให้ดี เพราะบนโลกนี้ไม่มีอะไรที่จำกัดสำหรับพระเจ้า พระเจ้าทรงพระปัญญาล้ำเลิศเกินกว่าที่เราจะเข้าใจในทุกๆเรื่อง มนุษย์ก็เป็นสิ่งนึงที่ทรงสร้างและอยู่ใต้การควบคุมของพระองค์ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะรูปแบบไหนที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ พระเจ้าทรงรู้ทั้งหมด แล้วพระองค์ก็สามารถใช้ทุกเหลี่ยม..ทุกมุมของมนุษย์ให้เป็นประโยชน์ตามน้ำพระทัยของพระองค์ได้เสมอ เราอย่าเผลอไปคิดแทนพระเจ้าหรือเอาสติปัญญาของเราไปตัดสิน..ว่าคนนี้พระเจ้าใช้ได้..ส่วนคนนั้นไม่ควรคู่ที่พระเจ้าจะใช้ อะไรประมาณนี้ เพราะพระคำภีร์ก็มีให้เห็นชัดเจน..ว่าหลายครั้งพระเจ้าทรงใช้คนที่ไม่สมบูรณ์พร้อม ทั้งนักเลงหัวไม้ โสเภณี สามัญชน คนต่ำต้อย คนขี้ขลาด คนที่พูดไม่เป็น..อย่างโมเสส หรือแม้แต่คนอย่างซาอูล ทุกคนก็คือคนที่พระเจ้าใช้ทั้งนั้น
34.ตอบ ค.เพื่อให้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า แล้วเราจะได้ไม่หลงผิดในแบบเดียวกัน ไม่ใช่ให้เรากล่าวโทษหรือเกลียดชังคนเหล่านั้น แล้วพระคำภีร์ก็ไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวความผิดบาปของหลายๆคนไว้ เพื่อให้เรารู้สึกว่า..การทำบาปเป็นเรื่องปกติ เช่น “..ขนาดกษัตริย์ดาวิดยังทำบาปเลย เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะทำบ้างก็คงไม่แปลก..เพราะเราอ่อนแอกว่าตั้งเยอะ!!!” นี่คือทัศนคติที่ผิดอย่างแรง..เพราะเราตีความพระคำภีร์เข้าข้างตัวเอง แท้จริงแล้วพระเจ้าบันทึกเรื่องราวความผิดบาปของหลายๆคนไว้เพื่อให้เรามองให้ออกว่า มนุษย์อ่อนแอ..มีเชื้อบาปและมักกบฎ ทุกคน..ทุกคนจริงๆ ไม่ว่าจะมีความเชื่อมากขนาดไหน..ก็มีโอกาสล้มลงในความบาปได้ทั้งนั้น..ถ้าไม่ระวัง เพราะฉะนั้น เราทุกคนจำเป็นต้องพึ่งพระเจ้าตลอดเวลา เด็กๆต้องอธิฐาน..ขอพระองค์ชันสูตรหัวใจของเราและกลับใจใหม่ทุกวัน ขอพระเจ้ายกโทษในความผิดบาป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง..ความบาปที่เราทำโดยไม่รู้ตัว หรือความบาปที่ตัวเราเองมองไม่เห็น..หรือเห็นแต่ไม่ยอมมอง เด็กๆต้องไม่คิดว่า..ชั้นมาโบสถ์ทุกอาทิตย์ เรียนพระคำภีร์สม่ำเสมอ เพราะฉะนั้น ชั้นคือผู้ชอบธรรม..ชั้นดีพอแล้ว..ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรหรือกลับใจใหม่ทุกวัน อย่าคิดอย่างงั้น..เพราะมันเย่อหยิ่งเห็นๆแล้วถ้าเราปล่อยให้ตัวเองคิดอย่างงี้ไปเรื่อยๆวันนึงเราต้องล้มลงแน่นอน
35.ตอบ ข.ซาอูลเก็บก.อากักเอาไว้ร่วมโต๊ยเสวย หรืออีกนัยหนึ่ง คือเอาไว้เป็นเชลย...เพราะในสมัยนั้น การมีกษัตริย์ที่แพ้สงครามอยู่ร่วมโต๊ะ ถือเป็นการประกาศศักดาของผู้ขนะอย่างนึง เหมือนนายพรานที่เอาหัวเก้ง หัวกวาง ติดโชว์ไว้ตามผนัง ซาอูลไม่ได้ไว้ชีวิตอากักเพราะมีจิตใจเมตตา เพราะซาอูลไม่มีปัญหาในการฆ่าเด็กและผู้หญิง แล้วซาอูลก็ไม่ได้ทำสิ่งนี้ตามบัญชาของพระเจ้า เพราะพระเจ้าบัญชาให้เขาฆ่าคนอามาเลขและฝูงสัตว์ทั้งหมด พระเจ้าไม่ได้สั่งให้ไว้ชีวิตกษัตริย์หรือเก็บฝูงสัตว์ไว้แต่ซาอูลขัคำสั่ง แล้วเลือกที่จะทำตามใจตัวเอง
36.ตอบ ก.ความเชื่อฟังดีกว่าเครื่องบูชาทั้งปวง เพราะพระเจ้าไม่ได้โปรดเครื่องบูชาใดๆมากไปกว่า..ความเชื่อฟังของเรา ดังนั้น การดำเนินชีวิตตามคำสอนของพระองค์ คือ เครื่องบูชาหนึ่งเดียวของคริสเตียนที่พระเจ้าทรงพอพระทัย ในหนังสือปัญญาจารย์ 5:1 บอกว่า
“เจ้าจงระวังเท้าของเจ้า เมื่อเจ้าไปยังพระนิเวศน์ของพระเจ้า เพราะการเข้าใกล้ชิดเพื่อจะฟังก็ดีกว่าคนเขลาถวายสักการบูชา ด้วยว่าเขาไม่รู้ว่าตนกำลังทำชั่ว”
พระคำภีร์ข้อนี้ยังคงเตือนให้เราเห็นถึงความสำคัญของความเชื่อฟัง..ว่ามีค่ากว่าเครื่องบูชาทั้งปวง และยังเตือนให้เราระวังความคิดและจิตใจของเรา..ว่าสิ่งสำคัญที่สุดเวลาที่เราเข้าไปหาพระเจ้าในพระนิเวศน์ของพระองค์หรือที่โบสถ์ ก็คือการเชื่อฟังพระวจนะและแสวงหาน้ำพระทัยของพระองค์ ไม่ใช่การเอาเครื่องบูชาเข้าไปถวาย ไม่ใช่การช่วยงานพันธกิจ แน่นอน..สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญเช่นกัน แต่ยังไงก็สำคัญน้อยกว่า..การเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า เพราะฉะนั้น เด็กๆต้องไม่หลงประเด็น..เกี่ยวกับข้อสำคัญของการมาโบสถ์..ว่าแท้จริงแล้ว เรามาโบสถ์เพื่อนมัสการพระเจ้าและเรียนรู้ถ้อยคำของพระองค์ เพื่อที่เราจะสามารถดำเนินชีวิตในแต่ละวันได้อย่างถูกต้องและเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า นี่คือ สิ่งที่สำคัญที่สุดและเป็นหน้าที่หลักของเรา เด็กๆอย่าเผลอคิดว่า..อยากมาโบสถ์เพราะสนุกกับงานพันธกิจ กิจกรรม หรือเพราะจะได้เจอเพื่อน แล้วก็เฝ้ารอช่วงเวลาหลังเลิกโบสถ์..จะได้ไปทานข้าวกับเพื่อน.. แล้วให้การนมัสการพระเจ้ากับการเรียนถ้อยคำ กลายเป็นส่วนหนึ่งหรือเป็นเป้าหมายรองของการมาโบสถ์ ถ้าเผลอกันไปบ้างก็ไม่เป็นไร แต่ต้องรีบกลับใจซะใหม่..คุกเข่าลงอธิฐาน ขอพระเจ้ายกโทษ แล้วกลับมาโฟกัสที่การนมัสการ..เรียนรู้ถ้อยคำและกระทำตาม หลังจากนั้น มีพันธกิจหรือกิจกรรมอะไรที่ต้องทำ..ก็ทำไปให้ดีที่สุด แต่ต้องให้การนมัสการและการเรียนรู้พระวจนะของพระเจ้ามาเป็นอันดับแรก
37.ตอบ ก.เพราะข้อนี้ซามูเอลมองคนที่รูปลักษณ์ภายนอก เอลีอับถึงได้เข้าตาเขาที่สุดเพราะเป็นลูกคนโต สูงใหญ่ สมาร์ทเหมือนซาอูล พอซามูเอลเห็นปุ๊บ..ก็คิดว่าเอลีอับน่าจะเป็นคนที่พระเจ้าเลือก ข้อนี้ก็สะท้อนให้เราเห็นถึง..ความคิด สติปัญญา ค่านิยม และมุมมองของมนุษย์อย่างชัดเจน...ว่าหลายครั้งมนุษย์มักเชื่อและตัดสินทุกอย่างตามรูปแบบที่ตัวเองมองเห็น เพราะขนาดซามูเอล..ที่ได้ชื่อว่าติดสนิทกับพระเจ้า ก็ยังมีวาระที่เผลอไปเชื่อ..ในสิ่งที่ตามองเห็นเช่นกัน
38.ตอบ ข.ดนตรีมีส่วนเชื่อมโยงกับจิตวิญญาณ พระเจ้าทรงสำแดงให้เราเห็นความจริงในเรื่องนี้..ผ่านทางพระคำภีร์บทนี้อย่างชัดเจน พระองค์ประสงค์จะให้เราเห็นอัศจรรย์ของเสียงดนตรีที่สามารถจรรโลงจิตใจ เยียวยารักษา อย่างเสียงพิญของดาวิดที่สามารถเยียวยาความทุกข์ทรมานของซาอูลได้ นอกจากนี้ดนตรียังส่งผลได้ทั้งสองด้าน..คือทั้งด้านบวกและด้านลบ ขึ้นอยู่กับจังหวะ ท่วงทำนองและที่สำคัญคือเนื้อหาของบทเพลง อย่างเพลงนมัสการพระเจ้าจะช่วยหนุนจิตชูใจ ฟื้นฟูจิตวิญญาณ เสริมสร้างความเชื่อ ช่วยให้รู้สึกสงบ ผ่อนคลายและหายเหนื่อย ส่วนเพลงคลาสสิก เพลงแจ๊ส เพลงป็อป เพลงร็อคก็จะส่งผลต่ออารมณ์แตกต่างกันไป และแน่นอนมีดนตรีหรือเพลงบางประเภทเช่นกันที่สามารถปลุกวิญญาณความชั่วร้าย หรือเนื้อหนังความบาปได้โดยที่เราไม่รู้ตัว ถ้าเด็กๆนึกภาพไม่ออก น้าตุ๊กอยากให้ลองสังเกตดูข่าวในช่วงเทศกาลงานต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทศกาลสงกรานต์ในปัจจุบัน ที่มีการเล่นน้ำกันผิดแบบผิดประเภทและเกินขอบเขต จนส่งผลให้เกิดอาชญากรรมอยู่เสมอ เมื่อข่าวถูกนำเสนอเด็กๆลองสังเกตดีๆว่า..ผู้ที่เล่นน้ำผิดประเภทจนก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทเหล่านี้..เขาเปิดเพลงประเภทใด..ในขณะที่เล่นน้ำสงกรานต์ ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะเล่นอยู่ตามริมถนน หรือจะใช้รถปิคอัพขับตระเวนเล่นน้ำไปตามถนน คนเหล่านี้เกือบจะร้อยทั้งร้อย..เปิดแต่เพลงที่มีจังหวะและท่วงทำนองรุนแรง..ปลุกเร้าอารมณ์ให้ฮึกเหิม หรือไม่ก็มีเนื้อหาส่อเสียด ล้อเลียน ไปจนถึงล่อแหลม หลายครั้งเขาเหล่านั้นต้องจบลงด้วยการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวเลย..ว่าเสียงเพลงที่พวกเขาเปิดกรอกหูตัวเองอย่างรุนแรงนั้น..เมื่อไปบวกกับแอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไป มันมีส่วนอย่างมากกับทุกเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น นี่ก็เป็นผลของดนตรีที่มีส่วนเชื่อมโยงกับจิตวิญญาณเช่นกัน..แต่ในทางลบ
39.ตอบ ข.ความเชื่อวางใจในพระเจ้า จริงอยู่ที่ดาวิดมีความกล้าหาญแต่ความกล้าของดาวิดก็เกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่เขาได้ดำเนินกับพระเจ้าในแต่ละวัน นานเข้าดาวิดจึงมีความเชื่อมั่นในพระเจ้า ต่อเมื่อมีความเชื่อแล้วเขาจึงกล้าที่จะออกไปสู้กับโกลิอัท โดยที่สามารถมองผ่านรูปลักษณ์ภายนอกหรือเงื่อนไขทางฝ่ายโลกไปได้ทั้งหมด
40.ตอบ ก.พระเจ้าสามารถใช้วิธีที่เรียบง่ายในการช่วยกู้เราให้รอดจากสิ่งทั้งปวง พระองค์ไม่จำเป็นต้องใช้ปาฏิหารย์ทุกครั้ง แล้วพระองค์ก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธียากๆ หรือดูแล้วต้องอัศจรรย์พันลึกอะไรมากมาย แต่มนุษย์ยึดติดกับรูปแบบ รูปลักษณ์ภายนอก รวมทั้งมักวางใจในสิ่งที่ตามองเห็น ทั้งที่ความจริงพระเจ้าสามารถช่วยกู้เราในทุกรูปแบบ พระองค์ไม่ได้ถูกจำกัดไว้ด้วยอะไรทั้งนั้น แล้วหลายครั้งพระเจ้าก็จะใช้วิธีง่ายๆที่มนุษย์คิดไม่ถึง อย่างวิธีที่ดาวิดฆ่าโกลิอัทก็เป็นวิธีที่ไม่มีใครคาดคิด..ว่าเขาจะตายน้ำตื้นขนาดนี้ และสิ่งนี้ก็เป็นหมายสำคัญจากพระเจ้า..ที่ทรงสะท้อนให้เราเห็นถึงวิธีที่พระองค์จะทรงช่วยเราให้หลุดพ้นจากความบาป..โดยทางพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นรูปแบบที่เรียบง่ายประมาณกัน มีเงื่อนไขเพียงข้อเดียวคือต้องเชื่อในพระองค์ รูปแบบของความรอดนี้มนุษย์ก็คิดไม่ถึงเช่นกัน และพระเจ้าทรงสำแดงหมายสำคัญนี้ไว้แล้วในการที่ดาวิดฆ่าโกลิอัท
เราก็จบเฉลยชุดที่1 ไว้แค่นี้นะคะ สัปดาห์หน้าเราจะมาต่อชุดที่ 2กัน แล้วหลังจากนั้น น้าตุ๊กจะเริ่มบทเรียนในหนังสือ 2ซามูเอล ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ..
บททดสอบพระธรรม1ซามูเอล ชุดที่1
1.ความโดดเด่นในบทเพลงของนางฮันนาห์คือข้อใด
ก.อธิฐานด้วยความสำนึกผิด ข.บอกรายละเอียดได้ชัดเจน ค.มีเนื้อหาที่ยกพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง
2.การตายของเอลีกับลูกในบทที่4 ให้ข้อคิดอย่างชัดเจนในเรื่องใด
ก.ความรักของพ่อที่มีต่อลูก ข.พ่อแม่ต้องจ่ายราคาในการที่ไม่อบรมลูก
ค.ครอบครัวต้องมีความสามัคคี
3.”เหตุใดเจ้าจึงเหยียบย่ำเครื่องสัตวบูชาของเรา..” หมายถึงพฤติกรรมข้อใดของเอลี
ก.ยอมให้บุตรเลือกเฟ้นของถวายส่วนที่ดีที่สุดเก็บไว้ ข.มักจะนำของถวายไปทำลาย
ค.ไม่ยอมรับส่วนแบ่งจากของถวาย
4. (ใน1ซมอ.4:3) ข้อใดคือความผิดพลาดของคนอิสราเอล
ก.ลืมเอาหีบพันธสัญญาออกมาที่สนามรบ ข.มองหีบพันธสัญญาเป็นรูปเคารพ ค.ถูกทุกข้อ
5.ข้อใดเป็นท่าทีที่ผิดของคริสเตียน
ก.มองพระเจ้าเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น ข.พึ่งพาพระเจ้าทั้งเวลาสุขและทุกข์
ค.ร้องหาพระองค์ตลอดเวลาทุกลมหายใจเข้าออก
6.เด็กๆคิดว่า..ทำไมพระเจ้าจึงอนุญาตให้พวกฟิลิสเตียยึดเอาหีบพระสัญญาไป
ก.เพราะจะทรงสำแดงปาฏิหารย์ ข.เพราะคนอิสราเอลปฏิบัติกับหีบพระสัญญาเหมือนเป็นรูปเคารพ
ค.เพื่อที่อิสราเอลจะได้พ่ายแพ้ต่อศัตรู
7.เมื่อพวกฟิลิสเตียได้เห็นความศักดิ์สิทธิ์ของหีบพระสัญญาแล้วพวกเขาเลือกทำสิ่งใด
ก.หันมานมัสการพระเจ้า ข.กำจัดไปให้พ้น ค.ทำสัญญาไมตรีกับอิสราเอล
8.(จาก1ซมอ.7:7) เด็กๆคิดว่าเพราะอะไร พระเจ้าจึงทรงอนุญาตให้อิสราเอลถูกโจมตีในเวลาที่ไม่พร้อม
ก.พระเจ้าประสงค์จะลงวินัยอิสราเอล ข.เพื่อให้ซามูเอลเป็นที่ยอมรับ
ค.เพื่อให้อิสราเอลหันมาพึ่งพระองค์อย่างสุดใจ
9.ในทางปฏิบัติ เด็กๆควรจะฝึกฝนที่จะดำเนินกับพระเจ้าอย่างไร
ก.พยายามตัดสินใจและกระทำตามที่พระเจ้าสอน..ในทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันเรา
ข.ต้องออกไปเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้เชื่อคนอื่นที่มีปัญหาอย่างสม่ำเสมอ
ค.อธิฐานขอพระเจ้าทรงสำแดงการอัศจรรย์
10.ความชอบธรรมหรือความรอดของมนุษย์สามารถสืบทอดทางเชื้อสายได้หรือไม่
ก.ได้ ข.ไม่ได้ ค.ได้เป็นบางกรณี
11.(จาก1ซมอ.8:6-8) เด็กๆคิดว่า..เพราะเหตุใด ซามูเอลจึงรู้สึกไม่พอใจที่ประชาชาชนร้องขอกษัตริย์
ก.เพราะประชาชนกำลังกล่าวโทษกันเอง ข.เพราะประชาชนถูกครอบงำโดยคนต่างชาติ
ค.เพราะประชาชนกำลังปฏิเสธพระเจ้า
12.พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์อย่างไรเมื่ออิสราเอลร้องขอกษัตริย์
ก.พระเจ้าทรงพิพากษาพวกเขาทันที ข.พระเจ้าทรงปฏิเสธคำร้องขอของอิสราเอล
ค.พระองค์เตือนพวกเขาถึงวิธีการที่กษัตริย์จะปฏิบัติต่อพวกเขา
13. จากข้อที่12 สิ่งนี้สำแดงให้เห็นถึงพระลักษณะข้อใดของพระเจ้า
ก.สิทธิอำนาจอันครบถ้วนบริบูรณ์ ข.สิทธิอำนาจยิ่งใหญ่สูงสุด
ค.ความรักมั่นคงและพระเมตตาคุณที่ไม่สิ้นสุด
14.เมื่อซามูเอลนำพระดำรัสของพระเจ้ามาสู่ประชาชน ข้อใดที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง..ไม่ว่าอิสราเอลจะมีกษัตริย์หรือไม่
ก.ทุกคนยังคงต้องเชื่อฟังพระเจ้า ข.ทุกคนต้องเสียภาษี ค.ชายฉกรรจ์ยังคงต้องประจำการ
15.เมื่ออิสราเอลได้ฟังพระดำรัสที่พระเจ้าทรงกล่าวเตือนแล้ว พวกเขามีท่าทีอย่างไร
ก.พวกเขาเปลี่ยนใจและไม่ต้องการกษัตริย์ ข.พวกเขายังคงยืนยันว่าต้องการกษัตริย์
ค.พวกเขาขอเวลาไปทบทวนดูใหม่
16.จากข้อที่15 เด็กๆคิดว่า อิสราเอลมีท่าทีอย่างนั้นเพราะเหตุใด
ก.เพราะมนุษย์มีความเชื่อฟัง ข.เพราะมนุษย์มีเชื้อบาปและมักกบฎ ค.เพราะมนุษย์มีสติปัญญา
17. (จาก1ซมอ.10:27) เหตุใดพระคำภีร์ถึงเรียกคนกลุ่มนี้ ว่า”คนอันธพาล”
ก.เพราะพวกเขาดูถูกซาอูล ข.เพราะไม่ยอมรับผู้ที่ซามูเอลเลือก ค.เพราะไม่ยอมรับผู้ที่พระเจ้าเลือก
18. (จาก1ซมอ.11:5-7) เด็กๆคิดว่า ความโกรธของซาอูลเกิดขึ้นเพราะเหตุใด
ก.โกรธโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ข.เพราะชาวอัมโมนดูถูกคนอิสราเอล
ค.เพราะคนอิสราเอลไม่สามัคคีกัน
19.ข้อใดถูกต้องที่สุด
ก.มีบางครั้งที่คริสเตียนสมควรโกรธ ข.คริสเตียนห้ามโกรธเด็ดขาด ค.คริสเตียนควรโกรธอยู่เสมอ
20.ใครคือผู้ช่วยกู้อิสราเอลให้หลุดพ้นจากการเป็นทาสในอียิปต์
ก.โมเสส ข.อาโรน ค.พระเจ้า
21.เมื่ออิสราเอลมีกษัตริย์แล้ว สิทธิอำนาจสูงสุดในการปกครองพวกเขาอยู่ที่ผู้ใด
ก.พระเจ้า ข.ซามูเอล ค.กษัตริย์ที่พระเจ้าประทานให้
22. (ในยอห์น 6:28-29) “งานของพระเจ้านั้น คือการที่ท่านวางใจในท่านที่พระองค์ทรงใช้มา “ท่านที่พระองค์ทรงใช้มา” ในข้อนี้คือผู้ใด
ก.พระเยซูคริสต์ ข.ซามูเอล ค.ยอห์น
23.จุดประสงค์ในการเรียนพระคำภีร์ ในมุมมองของเด็กๆคือข้อใด
ก.เพื่อเสริมศักยภาพให้กับตัวเอง ข.เพื่อเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณในสังคม
ค.เพื่อเรียนรู้น้ำพระทัยและดำเนินอยู่ในทางของพระเจ้า
24. (จาก1ซมอ.13:9-14) สิ่งที่ซาอูลกระทำถือเป็นความบาป เพราะเหตุใด
ก.เครื่องเผาบูชาเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ข.ซาอูลไม่เชื่อฟังพระเจ้า ค.ซาอูลไม่เคารพซามูเอล
25.เราสามารถอ้างความทุกข์ยากหรือเหตุสุดวิสัยบางประการเพื่อทำบาปได้หรือไม่
ก.ได้ ข.ไม่ได้ ค.ได้เป็นบางกรณี
26.”คนที่ไม่ได้เข้าสุนัต”หมายถึงใคร
ก.อิสราเอล ข.คนที่ทำบาป ค.คนต่างชาติที่ไม่ใช่อิสราเอล
27. (จาก1ซมอ.14:6) สำแดงถึงคุณสมบัติข้อใดของโยนาธาน
ก.มีความเชื่อในพระเจ้า ข.มีความเชื่อมั่นในตัวเอง ค.เป็นคนเจ้าอารมณ์
28. (จาก1ซมอ.14:8-11) สำแดงถึงคุณสมบัติข้อใดของโยนาธาน
ก.เป็นผู้ที่แสวงหาพระเจ้า ข.เป็นผู้ที่มีความรัก ค.เป็นคนเที่ยงตรง
29. (จาก1ซมอ.14:1-30) เด็กๆคิดว่าอิสราเอลชนะพวกฟิลิสเตียเพราะอะไร
ก.ซาอูลให้ทหารรบโดยห้ามรับประทานอาหาร ข.พระเจ้าประสงค์จะให้เกียรติโยนาธาน
ค.ซาอูลเปลี่ยนใจไม่แสวงน้ำพระทัยพระเจ้าจากหีบพระสัญญา
30. (จาก1ซมอ.14:25-27) สำแดงให้เห็นพระคุณข้อใด
ก.การทดลองที่มาจากพระเจ้า ข.ชัยชนะทางฝ่ายเนื้อหนัง
ค.การจัดเตรียมที่มาจากพระเจ้า
31.เด็กๆคิดว่า ข้อใดคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทหารอิสราเอลทำบาปโดยการกินอาหารพร้อมเลือด
ก.ไม่ใส่ใจเรียนรู้กฎบัญญัติของพระเจ้า ข.ไม่เคารพกฎบัญญัติของพระเจ้า
ค.คำสาบานที่ไม่สร้างสรรค์ของซาอูล
32.พระเยซูทรงสอนอย่างไรเกี่ยวกับการสาบาน (มัทธิว5:34-37)
ก.ให้สาบานในพระนามพระเจ้าเท่านั้น ข.ไม่ให้สาบาน จริงก็ว่าจริง..ไม่ก็ว่าไม่..
ค.ให้สาบานด้วยจิตวิญญาณและความจริง
33.เราเห็นน้ำพระทัยของพระเจ้าข้อใดในชีวิตซาอูล
ก.พระเจ้าสามารถใช้คนทุกประเภทให้เกิดประโยชน์ในราชกิจของพระองค์
ข.พระเจ้าทรงเลือกใช้เฉพาะคนที่ไม่สมบูรณ์พร้อม
ค.ไม่มีใครที่เป็นประโยชน์ต่องานของพระเจ้าเลย
34.พระคำภีร์บันทึกความผิดบาปของหลายๆคนไว้เพื่ออะไร
ก.ให้รู้ว่า..เราสามารถทำบาปได้เช่นกัน ข.ให้เราเล่าขานและเกลียดชังคนเหล่านั้น
ค.ให้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์และเพื่อสอนเรา..ไม่ให้หลงผิดในแบบเดียวกัน
35. (จาก1ซมอ.15:1-9) เด็กๆคิดว่าซาอูลไว้ชีวิตก.อากักเพราะเหตุใด
ก.เพราะซาอูลมีความเมตตา ข.เก็บไว้เป็นเชลย (เพื่อประกาศศักดาของตัวเอง)
ค.เพราะซาอูลเชื่อฟังพระเจ้า
36. (จาก1ซมอ.15:22-23) ข้อใดกล่าวถูกต้อง
ก.ความเชื่อฟังดีกว่าเครื่องบูชาทั้งปวง ข.ความเชื่อฟังดีกว่าเครื่องบูชาบางอย่าง
ค.ความเชื่อฟังสำคัญพอๆกับเครื่องถวายบูชา
37. (จาก1ซมอ.16:6-7) เหตุใดซามูเอลจึงคิดว่า”เอลีอับ” คือคนที่พระเจ้าเลือก
ก.เพราะซามูเอลมองที่รูปลักษณ์ภายนอก ข.เพราะซามูเอลมองที่จิตใจของเอลีอับ
ค.เพราะพระเจ้าทรงตรัสบอกซามูเอลโดยตรง
38. (จาก1ซมอ.16:23 และสัมพันธ์กับ1 ซมอ.10:5) พระคำภีร์สำแดงความจริงในเรื่องใดแก่เรา
ก.ซาอูลต้องพ่ายแพ้ดาวิด ข.ดนตรีมีส่วนเชื่อมโยงกับจิตวิญญาณ ค.ดาวิดมีพิณวิเศษ
39. เด็กๆคิดว่าแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ดาวิดสามารถเอาชนะโกลิอัทได้คือข้อใด
ก.รางวัลที่ซาอูลตอบแทนให้ผู้ชนะ ข.ความเชื่อวางใจในพระเจ้า
ค.ความกล้าหาญของดาวิด
40.วิธีการที่ดาวิดเอาชนะโกลิอัท สะท้อนความจริงในข้อใด
ก.พระเจ้าสามารถใช้วิธีที่เรียบง่ายในการช่วยกู้เราให้รอดจากสิ่งทั้งปวง
ข.พระเจ้าจะทรงสำแดงปาฏิหารย์เสมอในการช่วยกู้เราจากปัญหา
ค.พระเจ้าจะทรงให้เรารอดจากปัญหาอย่างสบายๆทุกครั้ง
ก.อธิฐานด้วยความสำนึกผิด ข.บอกรายละเอียดได้ชัดเจน ค.มีเนื้อหาที่ยกพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง
2.การตายของเอลีกับลูกในบทที่4 ให้ข้อคิดอย่างชัดเจนในเรื่องใด
ก.ความรักของพ่อที่มีต่อลูก ข.พ่อแม่ต้องจ่ายราคาในการที่ไม่อบรมลูก
ค.ครอบครัวต้องมีความสามัคคี
3.”เหตุใดเจ้าจึงเหยียบย่ำเครื่องสัตวบูชาของเรา..” หมายถึงพฤติกรรมข้อใดของเอลี
ก.ยอมให้บุตรเลือกเฟ้นของถวายส่วนที่ดีที่สุดเก็บไว้ ข.มักจะนำของถวายไปทำลาย
ค.ไม่ยอมรับส่วนแบ่งจากของถวาย
4. (ใน1ซมอ.4:3) ข้อใดคือความผิดพลาดของคนอิสราเอล
ก.ลืมเอาหีบพันธสัญญาออกมาที่สนามรบ ข.มองหีบพันธสัญญาเป็นรูปเคารพ ค.ถูกทุกข้อ
5.ข้อใดเป็นท่าทีที่ผิดของคริสเตียน
ก.มองพระเจ้าเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น ข.พึ่งพาพระเจ้าทั้งเวลาสุขและทุกข์
ค.ร้องหาพระองค์ตลอดเวลาทุกลมหายใจเข้าออก
6.เด็กๆคิดว่า..ทำไมพระเจ้าจึงอนุญาตให้พวกฟิลิสเตียยึดเอาหีบพระสัญญาไป
ก.เพราะจะทรงสำแดงปาฏิหารย์ ข.เพราะคนอิสราเอลปฏิบัติกับหีบพระสัญญาเหมือนเป็นรูปเคารพ
ค.เพื่อที่อิสราเอลจะได้พ่ายแพ้ต่อศัตรู
7.เมื่อพวกฟิลิสเตียได้เห็นความศักดิ์สิทธิ์ของหีบพระสัญญาแล้วพวกเขาเลือกทำสิ่งใด
ก.หันมานมัสการพระเจ้า ข.กำจัดไปให้พ้น ค.ทำสัญญาไมตรีกับอิสราเอล
8.(จาก1ซมอ.7:7) เด็กๆคิดว่าเพราะอะไร พระเจ้าจึงทรงอนุญาตให้อิสราเอลถูกโจมตีในเวลาที่ไม่พร้อม
ก.พระเจ้าประสงค์จะลงวินัยอิสราเอล ข.เพื่อให้ซามูเอลเป็นที่ยอมรับ
ค.เพื่อให้อิสราเอลหันมาพึ่งพระองค์อย่างสุดใจ
9.ในทางปฏิบัติ เด็กๆควรจะฝึกฝนที่จะดำเนินกับพระเจ้าอย่างไร
ก.พยายามตัดสินใจและกระทำตามที่พระเจ้าสอน..ในทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันเรา
ข.ต้องออกไปเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้เชื่อคนอื่นที่มีปัญหาอย่างสม่ำเสมอ
ค.อธิฐานขอพระเจ้าทรงสำแดงการอัศจรรย์
10.ความชอบธรรมหรือความรอดของมนุษย์สามารถสืบทอดทางเชื้อสายได้หรือไม่
ก.ได้ ข.ไม่ได้ ค.ได้เป็นบางกรณี
11.(จาก1ซมอ.8:6-8) เด็กๆคิดว่า..เพราะเหตุใด ซามูเอลจึงรู้สึกไม่พอใจที่ประชาชาชนร้องขอกษัตริย์
ก.เพราะประชาชนกำลังกล่าวโทษกันเอง ข.เพราะประชาชนถูกครอบงำโดยคนต่างชาติ
ค.เพราะประชาชนกำลังปฏิเสธพระเจ้า
12.พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์อย่างไรเมื่ออิสราเอลร้องขอกษัตริย์
ก.พระเจ้าทรงพิพากษาพวกเขาทันที ข.พระเจ้าทรงปฏิเสธคำร้องขอของอิสราเอล
ค.พระองค์เตือนพวกเขาถึงวิธีการที่กษัตริย์จะปฏิบัติต่อพวกเขา
13. จากข้อที่12 สิ่งนี้สำแดงให้เห็นถึงพระลักษณะข้อใดของพระเจ้า
ก.สิทธิอำนาจอันครบถ้วนบริบูรณ์ ข.สิทธิอำนาจยิ่งใหญ่สูงสุด
ค.ความรักมั่นคงและพระเมตตาคุณที่ไม่สิ้นสุด
14.เมื่อซามูเอลนำพระดำรัสของพระเจ้ามาสู่ประชาชน ข้อใดที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง..ไม่ว่าอิสราเอลจะมีกษัตริย์หรือไม่
ก.ทุกคนยังคงต้องเชื่อฟังพระเจ้า ข.ทุกคนต้องเสียภาษี ค.ชายฉกรรจ์ยังคงต้องประจำการ
15.เมื่ออิสราเอลได้ฟังพระดำรัสที่พระเจ้าทรงกล่าวเตือนแล้ว พวกเขามีท่าทีอย่างไร
ก.พวกเขาเปลี่ยนใจและไม่ต้องการกษัตริย์ ข.พวกเขายังคงยืนยันว่าต้องการกษัตริย์
ค.พวกเขาขอเวลาไปทบทวนดูใหม่
16.จากข้อที่15 เด็กๆคิดว่า อิสราเอลมีท่าทีอย่างนั้นเพราะเหตุใด
ก.เพราะมนุษย์มีความเชื่อฟัง ข.เพราะมนุษย์มีเชื้อบาปและมักกบฎ ค.เพราะมนุษย์มีสติปัญญา
17. (จาก1ซมอ.10:27) เหตุใดพระคำภีร์ถึงเรียกคนกลุ่มนี้ ว่า”คนอันธพาล”
ก.เพราะพวกเขาดูถูกซาอูล ข.เพราะไม่ยอมรับผู้ที่ซามูเอลเลือก ค.เพราะไม่ยอมรับผู้ที่พระเจ้าเลือก
18. (จาก1ซมอ.11:5-7) เด็กๆคิดว่า ความโกรธของซาอูลเกิดขึ้นเพราะเหตุใด
ก.โกรธโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ข.เพราะชาวอัมโมนดูถูกคนอิสราเอล
ค.เพราะคนอิสราเอลไม่สามัคคีกัน
19.ข้อใดถูกต้องที่สุด
ก.มีบางครั้งที่คริสเตียนสมควรโกรธ ข.คริสเตียนห้ามโกรธเด็ดขาด ค.คริสเตียนควรโกรธอยู่เสมอ
20.ใครคือผู้ช่วยกู้อิสราเอลให้หลุดพ้นจากการเป็นทาสในอียิปต์
ก.โมเสส ข.อาโรน ค.พระเจ้า
21.เมื่ออิสราเอลมีกษัตริย์แล้ว สิทธิอำนาจสูงสุดในการปกครองพวกเขาอยู่ที่ผู้ใด
ก.พระเจ้า ข.ซามูเอล ค.กษัตริย์ที่พระเจ้าประทานให้
22. (ในยอห์น 6:28-29) “งานของพระเจ้านั้น คือการที่ท่านวางใจในท่านที่พระองค์ทรงใช้มา “ท่านที่พระองค์ทรงใช้มา” ในข้อนี้คือผู้ใด
ก.พระเยซูคริสต์ ข.ซามูเอล ค.ยอห์น
23.จุดประสงค์ในการเรียนพระคำภีร์ ในมุมมองของเด็กๆคือข้อใด
ก.เพื่อเสริมศักยภาพให้กับตัวเอง ข.เพื่อเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณในสังคม
ค.เพื่อเรียนรู้น้ำพระทัยและดำเนินอยู่ในทางของพระเจ้า
24. (จาก1ซมอ.13:9-14) สิ่งที่ซาอูลกระทำถือเป็นความบาป เพราะเหตุใด
ก.เครื่องเผาบูชาเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ข.ซาอูลไม่เชื่อฟังพระเจ้า ค.ซาอูลไม่เคารพซามูเอล
25.เราสามารถอ้างความทุกข์ยากหรือเหตุสุดวิสัยบางประการเพื่อทำบาปได้หรือไม่
ก.ได้ ข.ไม่ได้ ค.ได้เป็นบางกรณี
26.”คนที่ไม่ได้เข้าสุนัต”หมายถึงใคร
ก.อิสราเอล ข.คนที่ทำบาป ค.คนต่างชาติที่ไม่ใช่อิสราเอล
27. (จาก1ซมอ.14:6) สำแดงถึงคุณสมบัติข้อใดของโยนาธาน
ก.มีความเชื่อในพระเจ้า ข.มีความเชื่อมั่นในตัวเอง ค.เป็นคนเจ้าอารมณ์
28. (จาก1ซมอ.14:8-11) สำแดงถึงคุณสมบัติข้อใดของโยนาธาน
ก.เป็นผู้ที่แสวงหาพระเจ้า ข.เป็นผู้ที่มีความรัก ค.เป็นคนเที่ยงตรง
29. (จาก1ซมอ.14:1-30) เด็กๆคิดว่าอิสราเอลชนะพวกฟิลิสเตียเพราะอะไร
ก.ซาอูลให้ทหารรบโดยห้ามรับประทานอาหาร ข.พระเจ้าประสงค์จะให้เกียรติโยนาธาน
ค.ซาอูลเปลี่ยนใจไม่แสวงน้ำพระทัยพระเจ้าจากหีบพระสัญญา
30. (จาก1ซมอ.14:25-27) สำแดงให้เห็นพระคุณข้อใด
ก.การทดลองที่มาจากพระเจ้า ข.ชัยชนะทางฝ่ายเนื้อหนัง
ค.การจัดเตรียมที่มาจากพระเจ้า
31.เด็กๆคิดว่า ข้อใดคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทหารอิสราเอลทำบาปโดยการกินอาหารพร้อมเลือด
ก.ไม่ใส่ใจเรียนรู้กฎบัญญัติของพระเจ้า ข.ไม่เคารพกฎบัญญัติของพระเจ้า
ค.คำสาบานที่ไม่สร้างสรรค์ของซาอูล
32.พระเยซูทรงสอนอย่างไรเกี่ยวกับการสาบาน (มัทธิว5:34-37)
ก.ให้สาบานในพระนามพระเจ้าเท่านั้น ข.ไม่ให้สาบาน จริงก็ว่าจริง..ไม่ก็ว่าไม่..
ค.ให้สาบานด้วยจิตวิญญาณและความจริง
33.เราเห็นน้ำพระทัยของพระเจ้าข้อใดในชีวิตซาอูล
ก.พระเจ้าสามารถใช้คนทุกประเภทให้เกิดประโยชน์ในราชกิจของพระองค์
ข.พระเจ้าทรงเลือกใช้เฉพาะคนที่ไม่สมบูรณ์พร้อม
ค.ไม่มีใครที่เป็นประโยชน์ต่องานของพระเจ้าเลย
34.พระคำภีร์บันทึกความผิดบาปของหลายๆคนไว้เพื่ออะไร
ก.ให้รู้ว่า..เราสามารถทำบาปได้เช่นกัน ข.ให้เราเล่าขานและเกลียดชังคนเหล่านั้น
ค.ให้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์และเพื่อสอนเรา..ไม่ให้หลงผิดในแบบเดียวกัน
35. (จาก1ซมอ.15:1-9) เด็กๆคิดว่าซาอูลไว้ชีวิตก.อากักเพราะเหตุใด
ก.เพราะซาอูลมีความเมตตา ข.เก็บไว้เป็นเชลย (เพื่อประกาศศักดาของตัวเอง)
ค.เพราะซาอูลเชื่อฟังพระเจ้า
36. (จาก1ซมอ.15:22-23) ข้อใดกล่าวถูกต้อง
ก.ความเชื่อฟังดีกว่าเครื่องบูชาทั้งปวง ข.ความเชื่อฟังดีกว่าเครื่องบูชาบางอย่าง
ค.ความเชื่อฟังสำคัญพอๆกับเครื่องถวายบูชา
37. (จาก1ซมอ.16:6-7) เหตุใดซามูเอลจึงคิดว่า”เอลีอับ” คือคนที่พระเจ้าเลือก
ก.เพราะซามูเอลมองที่รูปลักษณ์ภายนอก ข.เพราะซามูเอลมองที่จิตใจของเอลีอับ
ค.เพราะพระเจ้าทรงตรัสบอกซามูเอลโดยตรง
38. (จาก1ซมอ.16:23 และสัมพันธ์กับ1 ซมอ.10:5) พระคำภีร์สำแดงความจริงในเรื่องใดแก่เรา
ก.ซาอูลต้องพ่ายแพ้ดาวิด ข.ดนตรีมีส่วนเชื่อมโยงกับจิตวิญญาณ ค.ดาวิดมีพิณวิเศษ
39. เด็กๆคิดว่าแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ดาวิดสามารถเอาชนะโกลิอัทได้คือข้อใด
ก.รางวัลที่ซาอูลตอบแทนให้ผู้ชนะ ข.ความเชื่อวางใจในพระเจ้า
ค.ความกล้าหาญของดาวิด
40.วิธีการที่ดาวิดเอาชนะโกลิอัท สะท้อนความจริงในข้อใด
ก.พระเจ้าสามารถใช้วิธีที่เรียบง่ายในการช่วยกู้เราให้รอดจากสิ่งทั้งปวง
ข.พระเจ้าจะทรงสำแดงปาฏิหารย์เสมอในการช่วยกู้เราจากปัญหา
ค.พระเจ้าจะทรงให้เรารอดจากปัญหาอย่างสบายๆทุกครั้ง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)