ดู1ซมอ.13-15 หลังจากที่คว้าเอาหอกกับเหยือกน้ำของก.ซาอูลไปแล้ว ดาวิด กับอาบีชัยก็ย่องออกจากวงล้อมของทหารที่กำลังหลับสนิท แต่พอหลุดจากกองทหารไป..ดาวิดกับอาบีชัยก็เดินผ่านที่ราบแล้วก็เลยขึ้นไปบนภูเขา พอขึ้นถึงยอดเขาดาวิดก็ตะโกนเรียกอับเนอร์อย่างดัง จริงๆคงตั้งใจจะปลุกให้ตื่นทุกคน แต่เขาเจาะจงไปที่อับเนอร์ แล้วอับเนอร์ก็จำเสียงดาวิดไม่ได้..ถึงตะโกนถามกลับไปว่า..ใครมาร้องเรียกพระราชา ดาวิดตอบกลับไป..ว่าท่านไม่ใช่ลูกผู้ชาย..เป็นองครักษ์แต่ปกป้องพระราชาไม่ได้ เพราะเมื่อกี๊อ่ะ..มีคนเข้าถึงตัวพระราชาแล้วก็เกือบจะฆ่าท่านไปแล้ว (แต่ you หลับอุตุไม่รู้เรื่อง) จริงๆที่ดาวิดพูดก็ถูกทุกอย่าง..เพราะตอนที่บุกเข้าไปถึงตัวซาอูลเนี่ย..อาบีชัยจะฆ่าซาอูลจริงๆ แต่เขาก็ต้องขออนุญาตดาวิดก่อน ก็เลยไม่ได้ทำ..เพราะดาวิดไม่อนุญาต แล้วอย่างงี้จะเรียกว่าใครเป็นคนปกป้องพระราชา..ใช่อับเนอร์มะ..ใช่ทหารสามพันคนรึเปล่า ไม่ใช่เลยแต่เป็น..ดาวิด
ดู1ซมอ.26:16 ดาวิดชี้ให้ทหารทั้งกองพันเห็นว่า..ทุกคนบกพร่องในหน้าที่ ไร้ความสามารถที่จะปกป้องชีวิตของกษัตริย์ แล้วความผิดพลาดนี้มีโทษถึง”ตาย” ไม่ใช่แค่อับเนอร์คนเดียวแต่คือทหารทั้งกองพัน เพราะตอนที่กษัตริย์ต้องอยู่ในอันตราย..ทหารสามพันคนกับอับเนอร์ที่นอนอยู่ข้างๆเนี่ย..ช่วยอะไรก็ไม่ได้ ถ้าดาวิดไม่ห้ามอาบีชัยไว้..ป่านนี้ซาอูลตายไปแล้ว เพราะฉะนั้น ดาวิดไม่ได้พูดเล่น..ความผิดนี้ ถ้าจะพิพากษากันอย่างตรงไปตรงมา อับเนอร์กับทหารทั้งสามพัน..ต้องถูกประหารชีวิตทั้งหมด
มาถึงจุดนี้ เราถึงเข้าใจ..ว่าดาวิดฉลาดมากกกก เขาวางแผนไว้ตั้งแต่แรก.ตอนที่ขออาสาสมัคร..ดาวิดรู้อยู่ว่าอาบีชัยต้องเสนอตัว แล้วรู้ด้วย..ว่าถ้าอาบีชัยเข้าถึงตัวซาอูลแล้ว..จะอยากฆ่าซาอูลทันทีแต่ดาวิดก็ยังยอมให้อาบีชัยตามมา จะได้เป็นไปตามแผนที่คิดไว้..เขาจะได้พิสูจน์ตัวเองได้อย่างชัดเจน
ดู1ซมอ.26:17-18 ซาอูลคงได้ยินเสียงดาวิดกับอับเนอร์ตะโกนคุยกัน อับเนอร์จำเสียงดาวิดไม่ได้..แต่ซาอูลจำแม่น เลยร้องถามออกไปว่า”ดาวิดลูกพ่อ นั่นเสียงเจ้าใช่มั๊ย” ดาวิดตอบว่า..ใช่ นี่ข้าพระบาทเอง ทำไมพระราชาถึงยังตามล่าเขาไม่เลิก..เขาทำผิดอะไร (ถามจนเบื่อแล้วเนี่ย) จริงๆวันนี้..เขาก็พิสูจน์ให้เห็นอีกชั้นนึงแล้ว..ว่าเขาซื่อสัตย์กับซาอูลแค่ไหน เพราะในเวลาที่ทหารทั้งกองทัพปกป้องซาอูลไม่ได้ เขาเองคือคนที่ช่วยชีวิตซาอูลไว้..แล้วซาอูลมาตามล่าเขาทำไม...
ดู1ซมอ.26:19 ดาวิดพูดกับซาอูลว่า..ถ้าเขาทำผิดแล้วพระเจ้าคือผู้เร้าใจให้ซาอูลมาจัดการเขา ก็ขอให้แจ้งข้อหามา..ว่าผิดอะไร เขาจะได้ไปถวายเครื่องบูชาเพื่อลบความบาป..ให้เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า แล้วซาอูลจะได้ไม่ต้องตามล่าเขาอีก..
แต่ถ้าซาอูลอยากกำจัดเขาเพราะเชื่อคนอื่น..ที่ยุยงว่าดาวิดเป็นตัวอันตราย ก็ไม่ใช่เขาแล้วที่สมควรต้องรับโทษ แต่เป็นคนที่ใส่ร้ายต่างหากที่จะถูกพระเจ้าลงโทษเอง ข้อที่19 นี้บอกว่า..”เพราะเขาได้ขับไล่ข้าพระบาทออกไปในวันนี้มิให้ได้ส่วนมรดกของพระเจ้า โดยกล่าวว่า..จงไปปรนนิบัติพระอื่น” ดาวิดกำลังบอกว่าคนที่ใส่ร้ายเขาต่างหากที่มีความผิด เพราะมีส่วนทำให้ซาอูลตามล่าเขา..จนต้อง”กระเด็นไปอยู่นอกประเทศหลายครั้ง” แล้วการบีบบังคับเชื้อสายอิสราเอลแท้ให้จากบ้านเกิดไป ในสมัยนั้นมันถือเป็นการผลักดันให้เขาไปไหว้พระอื่น เรามาดูตัวอย่างที่สนับสนุนความจริงในข้อนี้กัน..
เปิดไปดูนรธ.1:15-16 ข้อนี้นาโอมีบอกรูธว่า..”พี่สะใภ้ของเจ้ากลับไปหาชนชาติของเขา(คือ โมอับ) และหาพระของเขาแล้ว” เด็กๆสังเกตุดู..ว่าเขาพูดเหมือนมันเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะเมื่อรูธบอกแม่สามีว่า..”แม่ไปไหน ชั้นไปด้วย อยู่ไหน..อยู่ด้วย ญาติแม่จะเป็นญาติชั้น ยิ่งไปกว่านั้น “พระเจ้าของแม่จะเป็นพระเจ้าของชั้นด้วย” เพราะรูธเลือกจะอยู่ที่อิสราเอลกับนาโอมี เธอจึงยินดีจะปรนนิบัติพระเจ้าของอิสราเอลด้วย ส่วนพี่สะใภ้ที่อยู่โมอับก็ปรนนิบัติพระของโมอับไป คล้ายๆจะเป็นวิถีปฏิบัติ..ว่าอยู่ที่ไหนก็ไหว้พระของที่นั่น ดาวิดถึงบอกว่า..คนที่ใส่ร้ายเขาจะต้องมีความผิดและถูกพิพากษา ไม่ใช่แค่ข้อหาเป็นพยานเท็จหรือพยายามฆ่าผู้บริสุทธิ์ แต่เพราะมีส่วนผลักดันให้เขาไปไหว้พระอื่นและถูกตัดสิทธิ์จากดินแดนที่เป็นมรดกของพระเจ้า
ทำไมการอยู่นอกประเทศอิสราเอลสมัยนั้น ถึงมีผลกระทบมากมายต่อความเชื่อของพวกเขา...ถ้าต้องอยู่นอกอิสราเอลแต่ใจอยู่กับพระเจ้า เขาจะปรนนิบัติหรือเชื่อพระเจ้าได้มั๊ย..คำตอบคือ..ก็อาจจะได้ แต่มันจะมีข้อจำกัดของแต่ละชนชาติ..ที่ทำให้เป็นอุปสรรคในการที่จะดำเนินกับพระเจ้า ไม่เหมือนอยู่ในอิสราเอล..เพราะอิสราเอลหรือคานาอันเป็นแผ่นดินที่พระเจ้าเลือกไว้ ถือเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์และเป็นแหล่งพระพรของสมัยนั้น..เรามาเรียนเรื่องนี้กันนิดนึง
ดูปฐก.28:10-13/16-19 เมื่อยาโคบเอาสิทธิบุตรหัวปีไปจากเอซาว เขาก็ต้องออกจากคานาอันไป แต่ก่อนหน้านั้นพระเจ้าทรงสื่อกับยาโคบถึงเรื่องที่สำคัญมาก พระองค์บันดาลให้เขาฝัน ข้อที่12 ในฝันยาโคบเห็นบันไดอันนึงตั้งขึ้นบนแผ่นดินโลก ยอดสูงถึงฟ้าสวรรค์แล้วทูตสวรรค์ก็ขึ้นลงอยู่ที่บันไดนั้น ข้อที่13 บอกว่า”พระเจ้าประทับยืนอยู่เหนือบันไดนั้น และตรัสว่า..เราคือเยโฮวาห์พระเจ้าของอับราฮัม เมื่อยาโคบตื่นขึ้นเขาพูดว่า..”พระเจ้าทรงสถิต ณ ที่นี้ แน่ทีเดียวแต่ข้าหารู้ไม่..สถานที่นี้ศักดิ์สิทธิ์นัก มิใช่อื่นไกล”เป็นที่ประทับของพระเจ้า และประตูฟ้าสวรรค์”...พระเจ้ากำลังบอกกับยาโคบว่า..ที่ๆเขากำลังนอนอยู่ในขณะนั้น..เป็นดินแดนที่เป็นจุดเชื่อมระหว่างโลกกับสวรรค์ และเป็นที่รองพระบาทของพระเจ้า ข้อที่18 บอกว่า ยาโคบเลยลุกขึ้นแต่เช้ามืดเอาก้อนหินตั้งขึ้นเป็นเสาศักดิ์สิทธิ์ เทน้ำมันบนยอดเสานั้น และเรียกสถานที่นั้นว่า”เบธเอล” (อยู่ที่ไหน)..ก็คานาอันหรืออิสราเอลที่ปัจจุบันเรียกกันว่าดินแดนปาเลสไตน์นี่แหละ เข้าใจรึยัง..ว่าทำไมถึงแย่งกันนัก รบกันไม่เลิกซักที..ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันเพราะอยากครอบครองดินแดนนี้ เพราะเป็นที่ประทับของพระเจ้าแล้วประตูหรือจุดเชื่อมกับสวรรค์ก็อยู่ตรงนั้น (อยู่ตรงนั้นจริงๆ) ถ้าต้องใช้ประตูนั้นเพื่อเข้าแผ่นดินสวรรค์..เราก็ต้องไปรบกะเขาด้วยสิ เราต้องย้ายบ้านไปอยู่อิสราเอลด้วยรึเปล่า..ไม่ใช่เลย
เปิดไปดูยอห์น1:50-51 เรื่องนี้ก็คือ นาธานาเอลเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า เพราะพระองค์บอกเขาว่า..พระองค์เห็นเขานั่งอยู่ใต้ต้นมะเดื่อ(คือเห็นทั้งที่อยู่คนละที่) แต่พระเยซูบอกเขาว่า..ท่านเชื่อเพราะเรื่องแค่นี้เหรอ ท่านจะได้เห็นเรื่องที่ใหญ่กว่านั้นหลายเท่า คือ “ท่านจะได้เห็นท้องฟ้าเบิกออก และบรรดาทูตสวรรค์ของพระเจ้าขึ้นและลงอยู่เหนือบุตรมนุษย์” พระเยซูบอกว่าทุกคนจะได้เห็นประตูแห่งสวรรค์เปิดออก แล้วทูตสวรรค์ก็ขึ้นลงอยู่เหนือ”บุตรมนุษย์” เหมือนที่ยาโคบเห็น..ภาพเดียวกัน..ความหมายเดียวกันคือทางที่เป็นจุดเชื่อมระหว่างโลกกับสวรรค์ แต่ข้อนี้พระเยซูทรงบอกว่า..ทางนั้นหรือจุดเชื่อมต่อนั้นอยู่เหนือ”บุตรมนุษย์” คือ พระองค์เอง..พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา (ไม่ใช่คานาอัน อิสราเอลหรือปาเลสไตน์) แต่พระเยซูคือหนทางที่เชื่อมสวรรค์และโลก พระองค์คือทางนั้น..ทางเดียวที่คนบาปบนโลกจะสามารถเดินผ่านเพื่อเข้าแผ่นดินสวรรค์
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ยาโคบฝัน..แท้จริงแล้วเป็นหมายสำคัญจากพระเจ้า..ที่เล็งถึงพระเยซูคริสต์..เพราะพระองค์ทรงเกิดที่ไหน..ที่ปาเลสไตน์นี่ไง ดังนั้นประตูแห่งสวรรค์ที่พระเจ้าบอกไว้แท้จริงแล้วหมายถึง..พระเยซูคริสต์ที่จะบังเกิดบนแผ่นดินนั้น ส่วนคานาอันหรืออิสราเอลเป็นแค่ภาพจำลอง เพราะถ้าเป็นของจริงเด็กๆว่า..จะมีกี่คนที่ได้เข้าแผ่นดินสวรรค์ (น้อยมาก) แต่ที่เห็นยังแย่งกันอยู่ก็เพราะ..คนกลุ่มนั้นเขาไม่เชื่อพระเยซู ถึงได้ยึดติดอยู่กับดินแดนศักดิ์สิทธิ์หรือปาเลสไตน์..(ก็คงต้องแย่งชิงกันต่อไป)
กลับมาที่หนังสือ1ซมอ.26:20 ดาวิดขอร้องซาอูลอย่าให้โลหิตของเขาต้องตกในต่างแดน ที่ต้องไกลจากพระพักตร์พระเจ้า..เพราะเป็นเรื่องที่น่าเศร้าและทำร้ายจิตใจที่สุดสำหรับเชื้อสายของอิสราเอล ในสมัยนั้น..สุดยอดแห่งชีวิตของพวกเขา..คือการได้อยู่ในแผ่นดินอิสราเอลตั้งแต่เกิดจนตาย..ได้ดำเนินกับพระเจ้าอย่างใกล้ชิดจนวาระสุดท้าย..แล้วก็ฝังร่างลงบนแผ่นดินที่รองพระบาทของพระเจ้า อารมณ์นี้พอเข้าใจได้..เพราะคริสเตียนก็จะอยากอยู่ใกล้พระเจ้าตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง..ตอนจะตาย (จริงมะ) ดาวิดเลยขอร้องซาอูล..ว่าอย่าบีบให้เขาต้องระเห็ดไปอยู่ที่อื่นอีกเลย การตามล่าเขาก็เหมือนกับไล่หมัดหรือนกกระทาตัวเดียว..ที่ซาอูลได้ไม่คุ้มเสีย
ดู1ซมอ.26:21-22 “..ข้าผิดไปแล้ว..ดาวิด”ซาอูลดูคล้ายๆจะสำนึกผิดที่เอาแต่ตามล่าดาวิด แต่ที่สำคัญสุดคือ “จงกลับเถิด” เพราะซาอูลต้องมีส่วนในความบาปอย่างแรง ถ้าดาวิดไปไหว้พระอื่น เพราะเขาเป็นตัวการที่ทำให้ดาวิดต้องไปอยู่นอกประเทศ ซาอูลเลยรับปาก (อีกครั้ง)..ว่าเขาจะเลิกละ..ไม่ตามล่าดาวิดอีกแล้ว ดาวิดเลยบอกซาอูล..ให้ส่งคนมาเอาหอกคืนไป เขาไม่เคยคิดจะเก็บหอกของซาอูลไว้ เพราะหอกเป็นสัญญลักษณ์ของสิทธิอำนาจเหมือนคทา พวกเบดูอินหรือคนอาหรับเร่ร่อนปัจจุบันก็ยังใช้หอกเป็นเครื่องหมายของสิทธิอำนาจอยู่ คือถ้าเต๊นท์ไหนมีหอกปักอยู่ตรงทางเข้า ก็จะรู้กัน..ว่าเต๊นท์นั้นเป็นที่พักของชีคหรือหัวหน้าเผ่า
ดู1ซมอ.26:23 ดาวิดย้ำอีกครั้งว่า..พระเจ้าเป็นผู้ประทานบำเน็จแก่ทุกคนตามความชอบธรรมและสัตย์ซื่อของมนุษย์ ดาวิดตั้งใจจะบอกว่า..รางวัลชีวิตของเขาอยู่ที่พระเจ้า ที่เขาไว้ชีวิตซาอูล..เขาก็ไม่ได้หวังว่าซาอูลจะมาตอบแทนอะไรเขา เพราะคนเราถ้าทำดี..แล้วหวังว่าคนอื่นต้องให้สิ่งที่ดีตอบแทน เด็กๆว่า..ชาตินี้เราจะทำดีได้ซักกี่ครั้ง เดี๋ยวก็เข็ด..เพราะมนุษย์เอาแน่ไม่ได้ แต่ถ้าเรามองว่าพระเจ้าคือผู้มอบรางวัล..แล้วรางวัลของพระเจ้าก็มีค่าที่สุด น้าตุ๊กเชื่อว่า..ทุกคนจะทำสิ่งที่ดีได้อย่างไม่มีปัญหา เพราะชั้นไม่สนใจ..ว่าทำแล้วคุณจะว่าไง (เพราะนั่นมันเรื่องของคุณ ไม่ใช่เรื่องของชั้น แล้วถ้าคุณจะถูกพิพากษาเพราะทำสิ่งร้าย ตอบแทนความดี..มันก็คือปัญหาของคุณ ไม่ใช่ปัญหาของชั้น) เพราะชั้นทำสิ่งที่ดี ถวายพระเจ้า..ไม่ใช่เอาใจมนุษย์ สุดท้ายซาอูลก็ขอพรพระเจ้าให้ดาวิด แล้วทั้งคู่ก็แยกจากกันไป (อีกครั้ง)
บทที่ 27 ดาวิดไปอยู่ในหมู่คนฟิลิสเตีย (ทำไม)
ดู1ซมอ.27:1-2/3-4 เท่าที่เห็นในบทนี้..ไม่มีข้อความไหนที่ระบุว่าดาวิดถูกกดดันหรือถูกทำให้ต้องหนีไปที่อื่น ดาวิดที่เพิ่งขอร้องซาอูล..ว่าอย่าบีบให้เขาต้องไปจากแผ่นดินอิสราเอล กำลังสมัครใจที่จะไปซะเอง ทั้งที่ซาอูลก็รับปากว่าจะไม่ฆ่าเขาแล้ว (..จะเชื่อได้หรือไม่ก็ตาม..) แต่ตอนนี้ซาอูลยังไม่ได้ลงมือ ดาวิดคิดเอง..ว่าควรไปอยู่ที่ฟิลิสเตีย ซาอูลจะได้เลิกตอแยกับเขาจริงๆซะที ข้อที่2 บอกว่า “ดาวิดจึงลุกขึ้นยกข้ามไปที่ฟิลิสเตีย..” คราวก่อนที่ไปเมืองกัท..เขาเองที่รู้สึกไม่ปลอดภัย ถึงต้องแกล้งบ้าจนเขาปล่อยตัวมา แต่คราวนี้..ดาวิดกลับตัดสินใจไปที่นั่นอีกครั้ง..ไม่ใช่คนเดียว..มีผู้ติดตามอีกหกร้อยกับภรรยาสองคนของเขาด้วย
แต่อย่างน้อยดาวิดก็คิดถูกเรื่องนึง เพราะข้อที่4 บอกว่า..พอซาอูลรู้ว่าดาวิดหนีไปเมืองกัทแล้ว เขาก็ไม่ติดใจที่จะตามล่าดาวิดอีก หมายความว่า..ถ้าดาวิดยังอยู่ในอิสราเอล ซาอูลจะยังรังควาญเขาอยู่มั๊ย (อันนี้ก็ไม่แน่ใจ)
ดู1ซมอ.27:5-7 ดาวิดร้องขอที่อยู่ส่วนตัวจากก.อาคีช เขากับพรรคพวกจะได้อยู่เป็นสัดเป็นส่วน ซึ่งอาคีชก็โอเค..เพราะฟังดูก็สมเหตุสมผล กษัตริย์ฟิลิสเตียเลยยกเมืองศิกลากให้ ศิกลากอยู่ห่างจากเมืองกัทไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 40 กิโล แล้วก็ไม่ไกลจากอิสราเอล ดาวิดเลยได้ที่อยู่ส่วนตัว..แต่ที่สำคัญกว่าคือได้ห่างไกลจากสายตาของอาคีช ข้อที่7 บอกว่า..ดาวิดอยู่ที่ฟิลิสเตียเป็นเวลา1ปีกับ4เดือน แต่ศิกลากได้กลายเป็นที่อยู่ถาวรของคนอิสราเอลไปเลย
ดู1ซมอ.27:8-10/11-12 ดาวิดได้ที่ส่วนตัวแล้วก็จริงแต่ต้องหากินเอง เขาเลยใช้ศิกลากเป็น..คล้ายๆกองบัญชาการ แล้วก็ออกปล้นบรรดาเมืองที่เป็นศัตรูของอิสราเอล..ตัวอย่างที่เรารู้จักดีก็คือ”ชาวอามาเลข” ส่วนบางชื่อที่พระคำภีร์บอกเราอาจไม่รู้จัก แต่ก็เป็นชาวคานาอันพื้นเมืองเดิมที่พระเจ้าเคยสั่งให้กำจัด แต่ครั้งนี้น่าจะพูดได้ว่า..ดาวิดคงไม่ได้ทำลายคนเหล่านี้”ภายใต้คำสั่งของพระเจ้าหรอก เพราะข้อที่9 บอกว่า..ดาวิดฆ่าคนทั้งหมดแต่เก็บเอาฝูงสัตว์กับทรัพย์สินของพวกเขาไว้ เราถึงเข้าใจว่าดาวิดน่าจะทำเพื่อปากท้อง คือเป็นเรื่องของความอยู่รอดมากกว่า เพราะถ้าเป็นสงครามของพระเจ้าต้องทำลายทั้งหมด..เก็บอะไรไว้ไม่ได้ ข้อที่10 บอกว่า แต่เมื่ออาคีชถาม..ว่าวันนี้ไปปล้นใครมา ดาวิดจะโกหก..ว่าเขาไปปล้นคนอิสราเอลมา เพราะอย่างงี้เขาถึงต้องฆ่าทุกคน..ความลับจะได้ไม่รั่วไหล ข้อที่12 บอกว่า อาคีชเลยไว้ใจดาวิดมาก..เชื่อสนิทว่าเขาปล้นคนชาติเดียวกัน แต่ความจริงไม่ใช่..ดาวิดปล้นศัตรูของอิสราเอลแต่อาศัยร่มเงาของพวกฟิลิสเตียคุ้มหัวไว้ ซึ่งปลอดภัยชัวร์เพราะซาอูลไม่เคยขยันอยากจะรบกับฟิลิสเตียแน่ (ฉลาดสุดๆ..ดาวิด ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง) แต่ต้องดูต่อไปว่าจะแฮปปี้อีกนานมั๊ย..
ดู1ซมอ.28:1-2 ฟิลิสเตียกำลังจะไปรบกับอิสราเอลอีกครั้ง อาคีชเลยบอกข่าวให้ดาวิดรับรู้และเตรียมตัวไปรบด้วยกัน (เอาล่ะสิ)..ดาวิดตกใจรึเปล่าไม่รู้แต่เราตกใจ แล้วก็งงได้อีกเพราะข้อที่2 ดาวิดตอบว่า “ดีทีเดียวฝ่าบาท จะได้ทราบว่าผู้รับใช้ของฝ่าบาททำอะไรได้มั่ง..” ประมาณว่า..ดีเหมือนกัน ฝ่าบาทจะได้เห็นฝีมือเขาเต็มๆซะที ดาวิดจะหมายความตามที่พูดจริงๆรึเปล่ายังไม่รู้ แต่อาคีชพอใจมากที่ดาวิดพูดอย่างงั้น ถึงกะแต่งตั้งดาวิดให้เป็นองครักษ์ตลอดชีพ น่าสนใจมาก..เพราะเราจะได้เห็นดาวิด..ที่ครั้งนึงเคยเป็นคนถือเครื่องอาวุธให้ซาอูล กลายเป็นองครักษ์ของกษัตริย์ฟิลิสเตีย และกำลังจะไปรบกับอิสราเอลพวกเดียวกัน เรื่องนี้จะเกิดขึ้นจริงๆมั๊ยต้องดูต่อไปเรื่อยๆ
หมดเวลาแล้วค่ะ แล้วพบกันใหม่
ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ
วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2553
หนังสือ1ซามูเอล ครั้งที่16 อาทิตย์ที่6:6:2010
ดาวิดและนางอาบีกายิล
ดู1 ซมอ.25:1 ข้อนี้บันทึกถึงมรณะกรรมของซามูเอล บุคคลที่สำคัญค่อนข้างมากในพระธรรมเล่มนี้ ซามูเอลเป็นผู้เจิมตั้งซาอูลให้เป็นกษัตริย์ เป็นคนเผยพระวจนะว่าซาอูลจะต้องถูกปลด แล้วซามูเอลก็ยังเป็นคนเจิมดาวิดขึ้นมาแทนที่ซาอูลอีกด้วย เพราะฉะนั้นพอซามูเอลตาย ทั้งดาวิดและคนอิสราเอลจำนวนมากก็ไปที่รามาห์บ้านเกิดของเขา..เพื่อไว้อาลัยให้กับซามูเอลผู้รับใช้ที่ยิ่งใหญ่คนนึงของพระเจ้า พอเสร็จงานดาวิดก็กลับไปอยู่ที่ปาราน..
ดู1ซมอ.25:2-3 ข้อนี้บอกว่า มีชายคนนึงชื่อ”นาบาล” ฐานะร่ำรวย เขามีบ้านอยู่ที่มาโอน แล้วก็มีฝูงปศุสัตว์อยู่ที่คารเมล ห่างไปจากบ้านซักประมาณสี่..ห้ากิโล คืออยู่ใกล้ๆกับที่ดาวิดและคนของเขาซ่อนตัวอยู่ ข้อที่3 บอกว่านาบาลมีภรรยาชื่อ”อาบีกายิล” เป็นคนสวยมากแล้วก็ยังฉลาดหลักแหลมซะด้วย ส่วนนาบาลนั้นตรงกันข้าม เพราะพระคำภีร์ระบุว่า..เขาเป็นคนชั่วช้าสามานย์..คงจะสมชื่อ เพราะจริงๆแล้ว นาบาลแปลว่าโง่..
ดู1ซมอ.25:4-6/7-8 ดาวิดรู้มาว่านาบาลกำลังจะตัดขนแกะ อย่าเข้าใจผิดว่าดาวิดอยากจะได้ขนแกะนะ..ไม่ใช่ ประเด็นมันอยู่ที่ตอนตัดเสร็จ เพราะเขาจะมีการเลี้ยงฉลองให้คนงานกับคนที่อยู่แถวนั้น พูดง่ายๆก็คือ ดาวิดเลยส่งคนไปขอแบ่งปันอาหาร ซึ่งจริงๆก็เป็นเรื่องปกติ เพราะถ้าเราจำได้ในฉธบ.ของโมเสส พระเจ้าได้กำชับให้คนอิสราเอลห้ามละเลยคนยากจนหรือคนด้อยโอกาส ข้อที่5บอกว่า ดาวิดสั่งให้คนของเขาไปทักทาย..อวยพรนาบาลในนามของดาวิด และขอร้องให้นาบาลเห็นแก่มิตรภาพที่เขากับพรรคพวก คอยเป็นหูเป็นตา..ระวังภัยอันตรายให้คนงาน..กับฝูงสัตว์ของนาบาล และอยากจะขอให้นาบาลตอบแทนน้ำใจคนของเขาบ้าง..ด้วยอาหารหรือของฝากเล็กๆน้อยๆก็ยังดี
ดู1ซมอ.25:10-12 นาบาลตอบกลับคนของดาวิดว่า..ดาวิดเป็นใคร ใหญ่มาจากไหน..เขาไม่รู้จัก แล้วเรื่องอะไรต้องแบ่งข้าวของให้..คือทำเป็นไม่รู้จัก แต่จริงๆแล้วนาบาลต้องรู้จักดาวิด เพราะเขาพูดออกมาเองว่า..ดาวิดลูกเจสซี แล้วนาบาลก็เป็นคนตระกูลคาเลบ แต่โอเค..คาเลบคือตระกูลใหญ่แล้วก็มีชื่อเสียงมากเพราะคาเลบเขาสร้างชื่อเอาไว้ ส่วนเจสซีอาจจะดูต่ำต้อย แต่ยังไงก็เป็นเผ่ายูดาห์เหมือนกัน แล้วข้อที่10 นาบาลยังพูดว่า “สมัยนี้มีคนใช้เป็นอันมากที่หนีไปจากนายของตน” แปลว่าไร นาบาลไม่ใช่แค่รู้จักดาวิด..แต่ต้องรู้จักเป็นอย่างดีเลยหละ เพราะเขารู้ข้อพิพาทย์ระหว่างซาอูลกับดาวิดด้วย ข้อที่12 บอกว่า คนของดาวิดเลยต้องตากหน้ากลับมารายงานเรื่องทั้งหมดให้ดาวิดฟัง
ดู1ซมอ.25:13 พอฟังลูกน้องเล่าจบ..ดาวิดก็ถึงจุดเดือด คุมตัวเองไม่อยู่..ตะโกนสั่งลูกน้อง400คนให้เอาดาบคาดเอวทันที ตั้งใจจะให้นาบาลได้จ่ายราคาอย่างสาสม คือ”จ่ายด้วยชีวิตของตัวเองกับผู้ชายในครอบครัวทั้งหมด หลายคนคงสงสัยว่า..เฮ้ย! ทำไมตอนนี้ดาวิดใจร้อนจัง แค่ไปขออาหารแล้วเขาไม่ให้ กับถูกถางนิดหน่อย..ถึงขนาดจะไปฆ่าเขายกครัวเลยเหรอ นี่มันผิดวิสัยที่เขาเคยปฏิบัติกับซาอูลอย่างสิ้นเชิง แล้วอะไรทำให้ดาวิดเสียศูนย์ได้ขนาดนั้น..
เหตุผลแรกก็คือ ดาวิดเป็นมนุษย์..โอกาสที่จะล้มไปในความบาปมันมีอยู่ตลอด ถึงเราจะเห็นความเชื่อของเขาเต็มขนาดขึ้นในสิ่งที่เขาทำกับซาอูล (ทำไงก็ไม่โกรธ โทษตัวเองอยู่นั่น) แต่พอมาถึงนาบาล..กลายเป็นคนขี้โมโหไปได้ไง..แค่เขาพูดผิดหูนิดเดียว..ไปฆ่ามันทิ้งทั้งบ้านซะเลย แล้วความเชื่อที่เต็มขนาดแบบที่เคยปฏิบัติกับซาอูลหายไปไหน พระคำภีร์บทนี้เลยทำให้เรารู้ว่า..ถึงเราจะเคยชนะความบาปได้ในอดีตหรือปัจจุบัน มันก็ไม่ได้เป็นการการรันตี..ว่าเราจะไม่ทำบาปอีกหรือชนะตลอดไป เราถึงต้องพึ่งพระเจ้าตลอดเวลา
ข้อที่สองก็คือ เพราะซาอูลคือเจ้านายของดาวิดแล้วที่สำคัญ..เขาเป็นคนที่พระเจ้าเจิมไว้ ส่วนนาบาล..ไม่ใช่ อันนี้ก็น่าจะมีส่วน ที่ทำให้การตอบสนองไม่เหมือนกัน (หรือ..ดาวิดเก็บกดรึเปล่า เพราะเขาเทใจหมอบราบคาบแก้วให้ซาอูลไปแล้ว..ชั่วโมงนั้นก็เลยไม่พร้อมที่จะให้ใครทำร้ายได้อีก(แม้แต่นิดเดียว เหมือนฟางเส้นสุดท้าย) เพราะน้าตุ๊กมองว่า..คนเราถ้าต้องทนกับอะไรมากๆมันจะมีจุดที่อารมณ์จะเปราะบางเป็นพิเศษ
เหตุผลอีกข้อให้เด็กๆดูข้อที่21.. ดาวิดดันไปคาดหวัง..ว่าเมื่อเขาทำสิ่งดี นาบาลก็ควรต้องทำสิ่งดีตอบ ซึ่งมันไม่ใช่..ข้อนี้พลาดสุดๆ..ดาวิดรู้อยู่ พระเจ้าสอนให้เราทำหน้าที่เพื่อถวายพระองค์ เพราะ”พระองค์” คือรางวัลของเรา..ไม่เคยสอนให้เราคาดหวังที่จะได้รางวัลหรือสิ่งตอบแทนจากมนุษย์ แต่มนุษย์มักจะไม่เสถียร..เราถึงยังแพ้การทดลองอยู่เสมอ
ดู1ซมอ.25:14-16 มีคนงานของนาบาลคนนึงวิ่งไปหาอาบีกายิล..ภรรยาคนเก่งของนาบาล เขาเล่าให้อาบีกายิลฟังว่า..ดาวิดส่งคนมาคารวะเจ้านายแต่นาบาลด่าเขากลับไป คนงานคนนี้ยังเล่าความดีของดาวิดกับพวกให้อาบีกายิลฟังด้วย..ว่าพวกเขาทำงานได้อย่างสบาย ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาทำร้ายทั้งกลางวันกลางคืน ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะดาวิดกับคนของเขาเป็นเหมือนกำแพงคุ้มกันอยู่ตลอด ข้อที่17 เขาบอกว่า..อาบีกายิลต้องรีบทำอะไรซักอย่าง เพราะตอนนี้ดาวิดโกรธมากกำลังจะมาฆ่ายกครัวนาบาล แล้วที่เขาไม่ไปพูดกับนาบาล เพราะรู้อยู่ว่านายเป็นคนสามหาว ก็คือ ไม่มีเหตุผล หรือจะพูดให้ชัดก็คือไม่ฉลาดเท่าไหร่ บอกไปก็คงไม่มีประโยชน์ (ขนาดลูกน้องยังรู้ไส้)
ดู1ซมอ.25:18-20 พอรู้เรื่องทั้งหมด สิ่งแรกที่อาบีกายิลทำ..คือรีบจัดอาหารอย่างมโหฬาร..แล้วให้คนใช้ล่วงหน้าไปก่อน ตอนนี้ที่สำคัญก็คือต้องเร็ว..เพราะดาวิดกำลังยกพวกมา ข้อที่19 บอกว่า “..อาบีกายิลสั่งการและลงมือทำทุกอย่างโดยไม่บอกให้สามีรู้” อันนี้เห็นด้วย เพราะถ้ารู้แล้วงี่เง่าหรือทำให้ทุกอย่างแย่ลง..ก็อย่ารู้เลย บางคนอาจจะสงสัยว่า..แล้วตกลงอาบีกายิลเป็นเมียที่ดีรึเปล่า เพราะเมียที่ดีต้องเชื่อฟังสามีแต่อาบีกายิลทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับสามี จริงอยู่ที่การเชื่อฟัง(ส่วนใหญ่) ต้องแสดงออกด้วยการเดินตามการตัดสินใจของผู้นำ แต่บางครั้งเราก็ไม่จำเป็นต้องเดินตามถ้าทางที่สามีหรือผู้นำเลือกเดิน..มันค้านกับน้ำพระทัยพระเจ้า อย่างเช่นกรณีของนาบาลกับอาบีกายิลนี้เป็นต้น เพราะเราต้องไม่ลืม..ว่าการเชื่อฟังในแบบของพระเจ้า ก็คือ เชื่อฟังพระเจ้าก่อน..เอาพระวจนะของพระองค์เป็นเกณฑ์ แล้วรองลงมาถึงจะเป็นมนุษย์..ในแนวทางที่พระองค์สอนไว้
หลังจากที่อาหารถูกส่งไปแล้ว อาบีกายิลก็ขี่ลาลงมาจากภูเขา แล้วก็สวนกับดาวิดพอดีแต่ทีแรกมีสันเขาบัง..ก็เลยมีโอกาสได้ยินดาวิดพูดหมายหัวจะเอาชีวิตนาบาลกับคนในครอบครัว แล้วนาทีต่อมาทั้งคู่ถึงได้ประจัญหน้ากัน
ดู1ซมอ.25:23-25 พอเจอหน้ากัน อาบีกายิลรีบลงจากหลังลา..ซบหน้าลงถึงดินกราบที่เท้าของดาวิด แล้วอ้อนวอนให้ดาวิดช่วยฟังหน่อย..ว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น มันเป็นความผิดของเธอคนเดียว อย่าเอาเรื่องนาบาลเลย..เพราะเขาเป็นคนโง่ ปากเสียพูดอะไรไม่คิด ชื่อก็บอกอยู่แล้ว คือ นาบาลแปลว่าโง่..ก็เลยโง่สมชื่อ ส่วนตอนที่คนของดาวิดมาที่บ้าน..เธอไม่เห็นเลยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ดู1ซมอ.25:26-27 อาบีกายิลพยายามพูดให้ดาวิดเข้าใจว่า..วันนี้พระเจ้าทรงเป็นผู้ยับยั้ง..ไม่ให้เขาทำบาป..จากการทำให้เลือดของผู้ไร้ความผิดตก เพราะตามธรรมบัญญัติของโมเสสก็คือ”ตาแทนตา ฟันแทนฟัน” แล้วนาบาลทำไรดาวิดรึยัง..ยังเลย เขาก็แค่พูดจาดูหมิ่นดาวิด ส่วนผู้ชายในบ้านยิ่งไปกันใหญ่..ยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ถ้าดาวิดจะฆ่าเขาเพราะเหมารวม ก็เท่ากับดาวิดเจตนาจะฆ่าผู้บริสุทธิ์ แล้วอาบีกายิลก็ขอให้ดาวิดรับของที่เธอจัดมาให้ จากนั้นก็ยังหนุนใจดาวิด..ว่าดาวิด”ทำสงครามอยู่ฝ่ายพระเจ้า” หมายถึงเป็นคนที่ทำตามน้ำพระทัยพระเจ้ามาตลอด เพราะฉะนั้น ดาวิดไม่ต้องกลัว..พระเจ้าไม่ยอมให้ใครแตะต้องเขาอยู่แล้ว
ดู1ซมอ.25:32-33 พออาบีกายิลพูดจบ..ดาวิดรู้ทันทีว่าพระเจ้าคือผู้ที่ส่งผู้หญิงคนนี้มาเตือนเขาไม่ให้ทำบาป แล้วทุกคำที่อาบีกายิลพูดก็มาจากพระเจ้าเพราะดาวิดฟังแล้วกลับใจใหม่ทันที เขายอมรับว่าความสุขุมรอบคอบของอาบีกายิลทำให้เขามีสติ..ยอมละการแก้แค้นไว้ที่พระเจ้า นี่ก็คือข้อดีอีกอันนึงของดาวิด คือยอมฟังผู้ที่ด้อยกว่า เพราะหลายคนชอบคิดว่าความรู้หรือพระวจนะของพระเจ้า ต้องมาจากคนที่ดูเหนือกว่า..อยู่สูงกว่าหรือมีศักยภาพมากกว่าเรา...ซึ่งไม่ใช่ เพราะพระเจ้าใช้ใครก็ได้ แล้วของประทานก็ไม่ได้ถูกจำกัดไว้กับผู้ที่มีอำนาจสูงส่งเท่านั้น บางครั้งพระเจ้าอาจสอนเราผ่านทางน้องสาว น้องชาย ลูก คนรับใช้ คนกวาดถนน คนเก็บขยะ หรือแม้แต่ผู้เชื่อใหม่..เราก็ต้องฟังด้วยความถ่อมใจ ถ้าสิ่งที่เขาพูดมันตรงกับที่พระเจ้าสอนไว้ หรือฟังแล้วรู้สึกได้ว่าสิ่งนี้มาจากพระเจ้า..เราก็ต้องฟัง จะมัวคิดว่า..ชั้นเชื่อมาสิบปีส่วนเธอเพิ่งมาเชื่อเดือนเดียว..จะมารู้จริงได้ไง อันนี้คือความเย่อหยิ่งและใจแคบ ข้อที่34 ดาวิดบอกว่า..ถ้าอาบีกายิลไม่รีบคิดแก้ไขเรื่องต่างๆโดยเร็ว พรุ่งนี้ทุกอย่างคงสายเกินแก้..แล้วดาวิดก็รับของกำนัลจากอาบีกายิล แล้วรับปาก..ว่าจะไม่เอาเรื่องนาบาล เสร็จแล้วก็ส่งนางกลับบ้านไป
ดู1ซมอ.25:36-38 ตอนที่อาบีกายิลกลับถึงบ้าน นาบาลยังฉลองไม่เลิก แล้วก็ไม่ได้สังวรณ์ซักนิดว่า..ตัวเองเกือบชะตาขาดซะแล้ว ยังมัวแต่กินดื่มสนุกสนานเฮฮา (เหมือนงานเลี้ยงของพระราชา..) อาบีกายิลเห็นว่าสามีเมามากเลยยังไม่พูดอะไร (ฉลาด..เพราะพูดกับคนเมาอ่ะ..ไม่พูดดีกว่า) อาบีกายิลเลยรอจนเช้า..พอนาบาลเริ่มสร่างเมาถึงได้เล่าทุกอย่างให้ฟัง ข้อที่37 บอกว่า”จิตใจของนาบาลก็ตายเสียภายใน แล้วเป็นเหมือนก้อนหิน” ช็อคไปเลยเหมือนหัวใจวายแล้วก็เป็นอัมพาตทั้งตัว สิบวันต่อมาพระเจ้าก็เอาชีวิตนาบาลไป
ดู1ซมอ.25:39-40 พอดาวิดรู้ข่าวการตายของนาบาล..เขาก็สรรเสริญโมทนาพระคุณพระเจ้า (ในใจคงคิดว่า..เกือบไปแล้ว) เกือบจะฆ่าเองกะมือซะแล้ว ถ้าพระเจ้าไม่ยับยั้งเขาไว้... ดาวิดต้องรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต ซึ่งไม่คุ้มเลย..กับความสะใจชั่วขณะ ตอนนี้ดาวิดเห็นชัดเจน..ว่าอย่างงี้มันดีกว่าเยอะ คิดไปคิดมา..คงนึกถึงอาบีกายิลที่มีส่วนในการกลับใจของเขา ข้อที่39บอกว่า ดาวิดเลยส่งคนไปขออาบีกายิลมาเป็นภรรยา.. สงสัยจะโดนใจตั้งแต่แรก เพราะอาบีกายิลสวยมากแถมฉลาดได้ใจ ข้อที่40 คนของดาวิดเลยไปหาอาบีกายิลแล้วบอกว่า “ดาวิดให้มาพาตัวเธอไปเป็นภรรยา..” เลยไม่รู้ว่า ตกลงมาขอหรือมาสั่งกันแน่เนอะ
ดู1ซมอ.25:41-42 พอได้ยินอย่างงั้น อาบีกายิลก็ซบหน้าลงถึงดิน แล้วพูดด้วยความถ่อมใจว่า..เธอไม่เคยหวังสูงขนาดนั้น เธอน่าจะเป็นแค่คนล้างเท้าให้ผู้รับใช้หรือลูกน้องของดาวิดเท่านั้น แต่ถึงไงก็ไม่ปฏิเสธ..รีบลุกขึ้นขี่ลาตามเขาไปพร้อมสาวใช้อีกห้าคน อาบีกายิลเลยเป็นภรรยาของดาวิดตั้งแต่นั้นมา ข้อที่43 บอกว่าดาวิดยังรับนางอาหิโนอัมชาวยิสเรเอลมาเป็นภรรยาด้วย หมายถึง ดาวิดมีนาหิโนอัมเป็นภรรยาอยู่ก่อนแล้ว ส่วนมีคาลภรรยาคนแรก(ที่เป็นลูกสาวซาอูล)..พระคำภีร์บอกว่า ซาอูลยกให้คนอื่นไปแล้ว
ดาวิดไว้พระชนม์ซาอูลที่ศิฟ
ดู1ซมอ.26:1-2 คุ้นมะ..ชาวศิฟ คราวก่อนก็ทีละ..ไปแจ้งเบาะแสของดาวิดให้ซาอูลรู้ จนซาอูลเกือบจะจับดาวิดได้ ถ้าพวกฟิลิสเตียไม่มาขัดคอซะก่อน มาคราวนี้ชาวศิฟยังไม่เลิกลา มาแจ้งเบาะแสดาวิดให้ซาอูลรู้อีกครั้ง ซาอูลที่คราวก่อนร้องห่มร้องไห้..ให้สัญญาว่าจะวางมือจากดาวิด ก็ลุกขึ้นทันที ทำเหมือนเดิมเลยเกณฑ์คนสามพันออกไปล่าดาวิด (นี่มัน..ไม่มีสัจจะหรือสมองเสื่อมก็ไม่แน่ใจนัก) ข้อนี้บอกว่า ขณะที่ซาอูลตั้งค่ายอยู่ดาวิดก็ส่งคนไปสอดแนม พอรู้ว่ามาแน่..เลยไปดูให้เห็นกับตา ปรากฎว่าเห็นซาอูลนอนหราอยู่กลางค่ายมีหอกด้วย แล้วอับเนอร์ที่เป็นทั้งลุงและแม่ทัพก็นอนอยู่ใกล้ๆ ส่วนทหารสามพันคนก็นอนล้อมอยู่รอบนอกอีกที (เหมือนจะปลอดภัยสุดๆ)
ดู1ซมอ.26:7-9 ดาวิดถามลูกน้องสองคนคือ”อาหิเมเลค”(คนละคนกับปุโรหิตที่ถูกซาอูลฆ่า)กับอีกคนคือ”อาบีชัย” ว่าใครจะอาสาลงไปค่ายของซาอูลกับเขา อาหิเมเลคเฉย..แต่อาบีชัยขอไปด้วย เด็กๆลองนึกภาพ..ค่ายทหารที่ดาวิดกับอาบีชัยต้องย่องเข้าไป ซาอูลนอนอยู่ตรงกลางพร้อมหอก ข้างๆมีอับเนอร์แม่ทัพคนเก่ง แล้วยังกองทหารที่นอนรอบเขาอีกสามพันคน ถ้าเป็นเราจะกล้าเดินเข้าไปมะ..เกิดสะดุดใครซักคนตื่นขึ้นมาล่ะยุ่งเลย
พอทั้งคู่เข้าถึงตัวซาอูลแล้ว..อาบีชัยคงกลัวเหตุการณ์จะเหมือนตอนที่อยู่ในถ้ำ คือดาวิดไม่ยอมฆ่าซาอูล ข้อที่8 อาบีชัยเลยกระซิบที่ข้างหูดาวิดว่า”วันนี้พระเจ้าได้มอบซาอูลไว้ในมือของท่านอีกแล้ว..ให้ผมจัดการเขาเองนะ รับรองแทงครั้งเดียวตายสนิท” คืออาสาจะฆ่าให้เพราะคิดว่า ดาวิดก็น่าจะเข็ดแล้ว เพราะเห็นอยู่..ว่าซาอูลไม่รักษาสัญญา
ดู1ซมอ.25:10-12 ดาวิดห้าม..ไม่ให้อาบีชัยฆ่าซาอูล เขาหนุนใจอาบีชัย..ว่าพระเจ้าจะฆ่าเขาเอง ไม่รู้ด้วยวิธีไหนเพราะพระองค์มีหนทางมากมายหลากหลาย ซาอูลอาจจะตายเองตามธรรมชาติหรือตายในสนามรบก็ได้ แต่ที่แน่ๆดาวิดจะไม่แตะต้องเขา น้าตุ๊กว่าครั้งนี้ดาวิดยิ่งต้องมั่นใจ เพราะมีกรณีของนาบาลเป็นตัวอย่าง แล้วดาวิดก็สั่งให้อาบีชัยหยิบเอาหอกกับเหยือกน้ำของซาอูลไป ข้อที่12 บอกว่า พอได้หอกกับเหยือกน้ำแล้ว ทั้งคู่ก็เดินออกจากค่ายไป ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครตื่น เพราะพระเจ้าทรงบันดาลให้หลับสนิททุกคน
หมดเวลาแล้วค่ะ..จนกว่าจะพบกันใหม่
ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ
ดู1 ซมอ.25:1 ข้อนี้บันทึกถึงมรณะกรรมของซามูเอล บุคคลที่สำคัญค่อนข้างมากในพระธรรมเล่มนี้ ซามูเอลเป็นผู้เจิมตั้งซาอูลให้เป็นกษัตริย์ เป็นคนเผยพระวจนะว่าซาอูลจะต้องถูกปลด แล้วซามูเอลก็ยังเป็นคนเจิมดาวิดขึ้นมาแทนที่ซาอูลอีกด้วย เพราะฉะนั้นพอซามูเอลตาย ทั้งดาวิดและคนอิสราเอลจำนวนมากก็ไปที่รามาห์บ้านเกิดของเขา..เพื่อไว้อาลัยให้กับซามูเอลผู้รับใช้ที่ยิ่งใหญ่คนนึงของพระเจ้า พอเสร็จงานดาวิดก็กลับไปอยู่ที่ปาราน..
ดู1ซมอ.25:2-3 ข้อนี้บอกว่า มีชายคนนึงชื่อ”นาบาล” ฐานะร่ำรวย เขามีบ้านอยู่ที่มาโอน แล้วก็มีฝูงปศุสัตว์อยู่ที่คารเมล ห่างไปจากบ้านซักประมาณสี่..ห้ากิโล คืออยู่ใกล้ๆกับที่ดาวิดและคนของเขาซ่อนตัวอยู่ ข้อที่3 บอกว่านาบาลมีภรรยาชื่อ”อาบีกายิล” เป็นคนสวยมากแล้วก็ยังฉลาดหลักแหลมซะด้วย ส่วนนาบาลนั้นตรงกันข้าม เพราะพระคำภีร์ระบุว่า..เขาเป็นคนชั่วช้าสามานย์..คงจะสมชื่อ เพราะจริงๆแล้ว นาบาลแปลว่าโง่..
ดู1ซมอ.25:4-6/7-8 ดาวิดรู้มาว่านาบาลกำลังจะตัดขนแกะ อย่าเข้าใจผิดว่าดาวิดอยากจะได้ขนแกะนะ..ไม่ใช่ ประเด็นมันอยู่ที่ตอนตัดเสร็จ เพราะเขาจะมีการเลี้ยงฉลองให้คนงานกับคนที่อยู่แถวนั้น พูดง่ายๆก็คือ ดาวิดเลยส่งคนไปขอแบ่งปันอาหาร ซึ่งจริงๆก็เป็นเรื่องปกติ เพราะถ้าเราจำได้ในฉธบ.ของโมเสส พระเจ้าได้กำชับให้คนอิสราเอลห้ามละเลยคนยากจนหรือคนด้อยโอกาส ข้อที่5บอกว่า ดาวิดสั่งให้คนของเขาไปทักทาย..อวยพรนาบาลในนามของดาวิด และขอร้องให้นาบาลเห็นแก่มิตรภาพที่เขากับพรรคพวก คอยเป็นหูเป็นตา..ระวังภัยอันตรายให้คนงาน..กับฝูงสัตว์ของนาบาล และอยากจะขอให้นาบาลตอบแทนน้ำใจคนของเขาบ้าง..ด้วยอาหารหรือของฝากเล็กๆน้อยๆก็ยังดี
ดู1ซมอ.25:10-12 นาบาลตอบกลับคนของดาวิดว่า..ดาวิดเป็นใคร ใหญ่มาจากไหน..เขาไม่รู้จัก แล้วเรื่องอะไรต้องแบ่งข้าวของให้..คือทำเป็นไม่รู้จัก แต่จริงๆแล้วนาบาลต้องรู้จักดาวิด เพราะเขาพูดออกมาเองว่า..ดาวิดลูกเจสซี แล้วนาบาลก็เป็นคนตระกูลคาเลบ แต่โอเค..คาเลบคือตระกูลใหญ่แล้วก็มีชื่อเสียงมากเพราะคาเลบเขาสร้างชื่อเอาไว้ ส่วนเจสซีอาจจะดูต่ำต้อย แต่ยังไงก็เป็นเผ่ายูดาห์เหมือนกัน แล้วข้อที่10 นาบาลยังพูดว่า “สมัยนี้มีคนใช้เป็นอันมากที่หนีไปจากนายของตน” แปลว่าไร นาบาลไม่ใช่แค่รู้จักดาวิด..แต่ต้องรู้จักเป็นอย่างดีเลยหละ เพราะเขารู้ข้อพิพาทย์ระหว่างซาอูลกับดาวิดด้วย ข้อที่12 บอกว่า คนของดาวิดเลยต้องตากหน้ากลับมารายงานเรื่องทั้งหมดให้ดาวิดฟัง
ดู1ซมอ.25:13 พอฟังลูกน้องเล่าจบ..ดาวิดก็ถึงจุดเดือด คุมตัวเองไม่อยู่..ตะโกนสั่งลูกน้อง400คนให้เอาดาบคาดเอวทันที ตั้งใจจะให้นาบาลได้จ่ายราคาอย่างสาสม คือ”จ่ายด้วยชีวิตของตัวเองกับผู้ชายในครอบครัวทั้งหมด หลายคนคงสงสัยว่า..เฮ้ย! ทำไมตอนนี้ดาวิดใจร้อนจัง แค่ไปขออาหารแล้วเขาไม่ให้ กับถูกถางนิดหน่อย..ถึงขนาดจะไปฆ่าเขายกครัวเลยเหรอ นี่มันผิดวิสัยที่เขาเคยปฏิบัติกับซาอูลอย่างสิ้นเชิง แล้วอะไรทำให้ดาวิดเสียศูนย์ได้ขนาดนั้น..
เหตุผลแรกก็คือ ดาวิดเป็นมนุษย์..โอกาสที่จะล้มไปในความบาปมันมีอยู่ตลอด ถึงเราจะเห็นความเชื่อของเขาเต็มขนาดขึ้นในสิ่งที่เขาทำกับซาอูล (ทำไงก็ไม่โกรธ โทษตัวเองอยู่นั่น) แต่พอมาถึงนาบาล..กลายเป็นคนขี้โมโหไปได้ไง..แค่เขาพูดผิดหูนิดเดียว..ไปฆ่ามันทิ้งทั้งบ้านซะเลย แล้วความเชื่อที่เต็มขนาดแบบที่เคยปฏิบัติกับซาอูลหายไปไหน พระคำภีร์บทนี้เลยทำให้เรารู้ว่า..ถึงเราจะเคยชนะความบาปได้ในอดีตหรือปัจจุบัน มันก็ไม่ได้เป็นการการรันตี..ว่าเราจะไม่ทำบาปอีกหรือชนะตลอดไป เราถึงต้องพึ่งพระเจ้าตลอดเวลา
ข้อที่สองก็คือ เพราะซาอูลคือเจ้านายของดาวิดแล้วที่สำคัญ..เขาเป็นคนที่พระเจ้าเจิมไว้ ส่วนนาบาล..ไม่ใช่ อันนี้ก็น่าจะมีส่วน ที่ทำให้การตอบสนองไม่เหมือนกัน (หรือ..ดาวิดเก็บกดรึเปล่า เพราะเขาเทใจหมอบราบคาบแก้วให้ซาอูลไปแล้ว..ชั่วโมงนั้นก็เลยไม่พร้อมที่จะให้ใครทำร้ายได้อีก(แม้แต่นิดเดียว เหมือนฟางเส้นสุดท้าย) เพราะน้าตุ๊กมองว่า..คนเราถ้าต้องทนกับอะไรมากๆมันจะมีจุดที่อารมณ์จะเปราะบางเป็นพิเศษ
เหตุผลอีกข้อให้เด็กๆดูข้อที่21.. ดาวิดดันไปคาดหวัง..ว่าเมื่อเขาทำสิ่งดี นาบาลก็ควรต้องทำสิ่งดีตอบ ซึ่งมันไม่ใช่..ข้อนี้พลาดสุดๆ..ดาวิดรู้อยู่ พระเจ้าสอนให้เราทำหน้าที่เพื่อถวายพระองค์ เพราะ”พระองค์” คือรางวัลของเรา..ไม่เคยสอนให้เราคาดหวังที่จะได้รางวัลหรือสิ่งตอบแทนจากมนุษย์ แต่มนุษย์มักจะไม่เสถียร..เราถึงยังแพ้การทดลองอยู่เสมอ
ดู1ซมอ.25:14-16 มีคนงานของนาบาลคนนึงวิ่งไปหาอาบีกายิล..ภรรยาคนเก่งของนาบาล เขาเล่าให้อาบีกายิลฟังว่า..ดาวิดส่งคนมาคารวะเจ้านายแต่นาบาลด่าเขากลับไป คนงานคนนี้ยังเล่าความดีของดาวิดกับพวกให้อาบีกายิลฟังด้วย..ว่าพวกเขาทำงานได้อย่างสบาย ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาทำร้ายทั้งกลางวันกลางคืน ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะดาวิดกับคนของเขาเป็นเหมือนกำแพงคุ้มกันอยู่ตลอด ข้อที่17 เขาบอกว่า..อาบีกายิลต้องรีบทำอะไรซักอย่าง เพราะตอนนี้ดาวิดโกรธมากกำลังจะมาฆ่ายกครัวนาบาล แล้วที่เขาไม่ไปพูดกับนาบาล เพราะรู้อยู่ว่านายเป็นคนสามหาว ก็คือ ไม่มีเหตุผล หรือจะพูดให้ชัดก็คือไม่ฉลาดเท่าไหร่ บอกไปก็คงไม่มีประโยชน์ (ขนาดลูกน้องยังรู้ไส้)
ดู1ซมอ.25:18-20 พอรู้เรื่องทั้งหมด สิ่งแรกที่อาบีกายิลทำ..คือรีบจัดอาหารอย่างมโหฬาร..แล้วให้คนใช้ล่วงหน้าไปก่อน ตอนนี้ที่สำคัญก็คือต้องเร็ว..เพราะดาวิดกำลังยกพวกมา ข้อที่19 บอกว่า “..อาบีกายิลสั่งการและลงมือทำทุกอย่างโดยไม่บอกให้สามีรู้” อันนี้เห็นด้วย เพราะถ้ารู้แล้วงี่เง่าหรือทำให้ทุกอย่างแย่ลง..ก็อย่ารู้เลย บางคนอาจจะสงสัยว่า..แล้วตกลงอาบีกายิลเป็นเมียที่ดีรึเปล่า เพราะเมียที่ดีต้องเชื่อฟังสามีแต่อาบีกายิลทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับสามี จริงอยู่ที่การเชื่อฟัง(ส่วนใหญ่) ต้องแสดงออกด้วยการเดินตามการตัดสินใจของผู้นำ แต่บางครั้งเราก็ไม่จำเป็นต้องเดินตามถ้าทางที่สามีหรือผู้นำเลือกเดิน..มันค้านกับน้ำพระทัยพระเจ้า อย่างเช่นกรณีของนาบาลกับอาบีกายิลนี้เป็นต้น เพราะเราต้องไม่ลืม..ว่าการเชื่อฟังในแบบของพระเจ้า ก็คือ เชื่อฟังพระเจ้าก่อน..เอาพระวจนะของพระองค์เป็นเกณฑ์ แล้วรองลงมาถึงจะเป็นมนุษย์..ในแนวทางที่พระองค์สอนไว้
หลังจากที่อาหารถูกส่งไปแล้ว อาบีกายิลก็ขี่ลาลงมาจากภูเขา แล้วก็สวนกับดาวิดพอดีแต่ทีแรกมีสันเขาบัง..ก็เลยมีโอกาสได้ยินดาวิดพูดหมายหัวจะเอาชีวิตนาบาลกับคนในครอบครัว แล้วนาทีต่อมาทั้งคู่ถึงได้ประจัญหน้ากัน
ดู1ซมอ.25:23-25 พอเจอหน้ากัน อาบีกายิลรีบลงจากหลังลา..ซบหน้าลงถึงดินกราบที่เท้าของดาวิด แล้วอ้อนวอนให้ดาวิดช่วยฟังหน่อย..ว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น มันเป็นความผิดของเธอคนเดียว อย่าเอาเรื่องนาบาลเลย..เพราะเขาเป็นคนโง่ ปากเสียพูดอะไรไม่คิด ชื่อก็บอกอยู่แล้ว คือ นาบาลแปลว่าโง่..ก็เลยโง่สมชื่อ ส่วนตอนที่คนของดาวิดมาที่บ้าน..เธอไม่เห็นเลยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ดู1ซมอ.25:26-27 อาบีกายิลพยายามพูดให้ดาวิดเข้าใจว่า..วันนี้พระเจ้าทรงเป็นผู้ยับยั้ง..ไม่ให้เขาทำบาป..จากการทำให้เลือดของผู้ไร้ความผิดตก เพราะตามธรรมบัญญัติของโมเสสก็คือ”ตาแทนตา ฟันแทนฟัน” แล้วนาบาลทำไรดาวิดรึยัง..ยังเลย เขาก็แค่พูดจาดูหมิ่นดาวิด ส่วนผู้ชายในบ้านยิ่งไปกันใหญ่..ยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ถ้าดาวิดจะฆ่าเขาเพราะเหมารวม ก็เท่ากับดาวิดเจตนาจะฆ่าผู้บริสุทธิ์ แล้วอาบีกายิลก็ขอให้ดาวิดรับของที่เธอจัดมาให้ จากนั้นก็ยังหนุนใจดาวิด..ว่าดาวิด”ทำสงครามอยู่ฝ่ายพระเจ้า” หมายถึงเป็นคนที่ทำตามน้ำพระทัยพระเจ้ามาตลอด เพราะฉะนั้น ดาวิดไม่ต้องกลัว..พระเจ้าไม่ยอมให้ใครแตะต้องเขาอยู่แล้ว
ดู1ซมอ.25:32-33 พออาบีกายิลพูดจบ..ดาวิดรู้ทันทีว่าพระเจ้าคือผู้ที่ส่งผู้หญิงคนนี้มาเตือนเขาไม่ให้ทำบาป แล้วทุกคำที่อาบีกายิลพูดก็มาจากพระเจ้าเพราะดาวิดฟังแล้วกลับใจใหม่ทันที เขายอมรับว่าความสุขุมรอบคอบของอาบีกายิลทำให้เขามีสติ..ยอมละการแก้แค้นไว้ที่พระเจ้า นี่ก็คือข้อดีอีกอันนึงของดาวิด คือยอมฟังผู้ที่ด้อยกว่า เพราะหลายคนชอบคิดว่าความรู้หรือพระวจนะของพระเจ้า ต้องมาจากคนที่ดูเหนือกว่า..อยู่สูงกว่าหรือมีศักยภาพมากกว่าเรา...ซึ่งไม่ใช่ เพราะพระเจ้าใช้ใครก็ได้ แล้วของประทานก็ไม่ได้ถูกจำกัดไว้กับผู้ที่มีอำนาจสูงส่งเท่านั้น บางครั้งพระเจ้าอาจสอนเราผ่านทางน้องสาว น้องชาย ลูก คนรับใช้ คนกวาดถนน คนเก็บขยะ หรือแม้แต่ผู้เชื่อใหม่..เราก็ต้องฟังด้วยความถ่อมใจ ถ้าสิ่งที่เขาพูดมันตรงกับที่พระเจ้าสอนไว้ หรือฟังแล้วรู้สึกได้ว่าสิ่งนี้มาจากพระเจ้า..เราก็ต้องฟัง จะมัวคิดว่า..ชั้นเชื่อมาสิบปีส่วนเธอเพิ่งมาเชื่อเดือนเดียว..จะมารู้จริงได้ไง อันนี้คือความเย่อหยิ่งและใจแคบ ข้อที่34 ดาวิดบอกว่า..ถ้าอาบีกายิลไม่รีบคิดแก้ไขเรื่องต่างๆโดยเร็ว พรุ่งนี้ทุกอย่างคงสายเกินแก้..แล้วดาวิดก็รับของกำนัลจากอาบีกายิล แล้วรับปาก..ว่าจะไม่เอาเรื่องนาบาล เสร็จแล้วก็ส่งนางกลับบ้านไป
ดู1ซมอ.25:36-38 ตอนที่อาบีกายิลกลับถึงบ้าน นาบาลยังฉลองไม่เลิก แล้วก็ไม่ได้สังวรณ์ซักนิดว่า..ตัวเองเกือบชะตาขาดซะแล้ว ยังมัวแต่กินดื่มสนุกสนานเฮฮา (เหมือนงานเลี้ยงของพระราชา..) อาบีกายิลเห็นว่าสามีเมามากเลยยังไม่พูดอะไร (ฉลาด..เพราะพูดกับคนเมาอ่ะ..ไม่พูดดีกว่า) อาบีกายิลเลยรอจนเช้า..พอนาบาลเริ่มสร่างเมาถึงได้เล่าทุกอย่างให้ฟัง ข้อที่37 บอกว่า”จิตใจของนาบาลก็ตายเสียภายใน แล้วเป็นเหมือนก้อนหิน” ช็อคไปเลยเหมือนหัวใจวายแล้วก็เป็นอัมพาตทั้งตัว สิบวันต่อมาพระเจ้าก็เอาชีวิตนาบาลไป
ดู1ซมอ.25:39-40 พอดาวิดรู้ข่าวการตายของนาบาล..เขาก็สรรเสริญโมทนาพระคุณพระเจ้า (ในใจคงคิดว่า..เกือบไปแล้ว) เกือบจะฆ่าเองกะมือซะแล้ว ถ้าพระเจ้าไม่ยับยั้งเขาไว้... ดาวิดต้องรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต ซึ่งไม่คุ้มเลย..กับความสะใจชั่วขณะ ตอนนี้ดาวิดเห็นชัดเจน..ว่าอย่างงี้มันดีกว่าเยอะ คิดไปคิดมา..คงนึกถึงอาบีกายิลที่มีส่วนในการกลับใจของเขา ข้อที่39บอกว่า ดาวิดเลยส่งคนไปขออาบีกายิลมาเป็นภรรยา.. สงสัยจะโดนใจตั้งแต่แรก เพราะอาบีกายิลสวยมากแถมฉลาดได้ใจ ข้อที่40 คนของดาวิดเลยไปหาอาบีกายิลแล้วบอกว่า “ดาวิดให้มาพาตัวเธอไปเป็นภรรยา..” เลยไม่รู้ว่า ตกลงมาขอหรือมาสั่งกันแน่เนอะ
ดู1ซมอ.25:41-42 พอได้ยินอย่างงั้น อาบีกายิลก็ซบหน้าลงถึงดิน แล้วพูดด้วยความถ่อมใจว่า..เธอไม่เคยหวังสูงขนาดนั้น เธอน่าจะเป็นแค่คนล้างเท้าให้ผู้รับใช้หรือลูกน้องของดาวิดเท่านั้น แต่ถึงไงก็ไม่ปฏิเสธ..รีบลุกขึ้นขี่ลาตามเขาไปพร้อมสาวใช้อีกห้าคน อาบีกายิลเลยเป็นภรรยาของดาวิดตั้งแต่นั้นมา ข้อที่43 บอกว่าดาวิดยังรับนางอาหิโนอัมชาวยิสเรเอลมาเป็นภรรยาด้วย หมายถึง ดาวิดมีนาหิโนอัมเป็นภรรยาอยู่ก่อนแล้ว ส่วนมีคาลภรรยาคนแรก(ที่เป็นลูกสาวซาอูล)..พระคำภีร์บอกว่า ซาอูลยกให้คนอื่นไปแล้ว
ดาวิดไว้พระชนม์ซาอูลที่ศิฟ
ดู1ซมอ.26:1-2 คุ้นมะ..ชาวศิฟ คราวก่อนก็ทีละ..ไปแจ้งเบาะแสของดาวิดให้ซาอูลรู้ จนซาอูลเกือบจะจับดาวิดได้ ถ้าพวกฟิลิสเตียไม่มาขัดคอซะก่อน มาคราวนี้ชาวศิฟยังไม่เลิกลา มาแจ้งเบาะแสดาวิดให้ซาอูลรู้อีกครั้ง ซาอูลที่คราวก่อนร้องห่มร้องไห้..ให้สัญญาว่าจะวางมือจากดาวิด ก็ลุกขึ้นทันที ทำเหมือนเดิมเลยเกณฑ์คนสามพันออกไปล่าดาวิด (นี่มัน..ไม่มีสัจจะหรือสมองเสื่อมก็ไม่แน่ใจนัก) ข้อนี้บอกว่า ขณะที่ซาอูลตั้งค่ายอยู่ดาวิดก็ส่งคนไปสอดแนม พอรู้ว่ามาแน่..เลยไปดูให้เห็นกับตา ปรากฎว่าเห็นซาอูลนอนหราอยู่กลางค่ายมีหอกด้วย แล้วอับเนอร์ที่เป็นทั้งลุงและแม่ทัพก็นอนอยู่ใกล้ๆ ส่วนทหารสามพันคนก็นอนล้อมอยู่รอบนอกอีกที (เหมือนจะปลอดภัยสุดๆ)
ดู1ซมอ.26:7-9 ดาวิดถามลูกน้องสองคนคือ”อาหิเมเลค”(คนละคนกับปุโรหิตที่ถูกซาอูลฆ่า)กับอีกคนคือ”อาบีชัย” ว่าใครจะอาสาลงไปค่ายของซาอูลกับเขา อาหิเมเลคเฉย..แต่อาบีชัยขอไปด้วย เด็กๆลองนึกภาพ..ค่ายทหารที่ดาวิดกับอาบีชัยต้องย่องเข้าไป ซาอูลนอนอยู่ตรงกลางพร้อมหอก ข้างๆมีอับเนอร์แม่ทัพคนเก่ง แล้วยังกองทหารที่นอนรอบเขาอีกสามพันคน ถ้าเป็นเราจะกล้าเดินเข้าไปมะ..เกิดสะดุดใครซักคนตื่นขึ้นมาล่ะยุ่งเลย
พอทั้งคู่เข้าถึงตัวซาอูลแล้ว..อาบีชัยคงกลัวเหตุการณ์จะเหมือนตอนที่อยู่ในถ้ำ คือดาวิดไม่ยอมฆ่าซาอูล ข้อที่8 อาบีชัยเลยกระซิบที่ข้างหูดาวิดว่า”วันนี้พระเจ้าได้มอบซาอูลไว้ในมือของท่านอีกแล้ว..ให้ผมจัดการเขาเองนะ รับรองแทงครั้งเดียวตายสนิท” คืออาสาจะฆ่าให้เพราะคิดว่า ดาวิดก็น่าจะเข็ดแล้ว เพราะเห็นอยู่..ว่าซาอูลไม่รักษาสัญญา
ดู1ซมอ.25:10-12 ดาวิดห้าม..ไม่ให้อาบีชัยฆ่าซาอูล เขาหนุนใจอาบีชัย..ว่าพระเจ้าจะฆ่าเขาเอง ไม่รู้ด้วยวิธีไหนเพราะพระองค์มีหนทางมากมายหลากหลาย ซาอูลอาจจะตายเองตามธรรมชาติหรือตายในสนามรบก็ได้ แต่ที่แน่ๆดาวิดจะไม่แตะต้องเขา น้าตุ๊กว่าครั้งนี้ดาวิดยิ่งต้องมั่นใจ เพราะมีกรณีของนาบาลเป็นตัวอย่าง แล้วดาวิดก็สั่งให้อาบีชัยหยิบเอาหอกกับเหยือกน้ำของซาอูลไป ข้อที่12 บอกว่า พอได้หอกกับเหยือกน้ำแล้ว ทั้งคู่ก็เดินออกจากค่ายไป ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครตื่น เพราะพระเจ้าทรงบันดาลให้หลับสนิททุกคน
หมดเวลาแล้วค่ะ..จนกว่าจะพบกันใหม่
ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ
วันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
หนังสือ1ซามูเอล ครั้งที่15 อาทิตย์ที่ 30:5:2010
(ดาวิดไว้ชีวิตซาอูล)
ดู1ซมอ.24:1-3 หลังจากที่ซาอูลจัดการกับพวกฟิลิสเตีย(ที่มาเป็นก้างขวางคอ)เรียบร้อยแล้ว ลูกน้องก็มาส่งข่าว..ว่าดาวิดอาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดารเมืองเอนเกดี..(เอนเกดีคือโอเอซิสที่มีน้ำพุไหลตลอดปี..ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงทางชายฝั่งตะวันตกของเดดซี) ข้อนี้บอกว่า..ซาอูลรีบเกณฑ์คนมีฝีมือตั้งสามพันออกไปล่าดาวิด เขามุ่งหน้าไปที่หินเลียงผา ในเทือกเขายูเดีย เพราะเดาว่าดาวิดน่าจะหนีไปที่นั่น แต่ดาวิดคิดกลับกันเพราะดูทิศทางแล้ว..ดาวิดเหมือนจะไปในทางตรงกันข้าม คล้ายๆจะมุ่งหน้าไปหาซาอูล ทั้งคู่ก็เลยมาจ๊ะเอ๋กัน ยังไง..ข้อที่3 บอกว่า พอมาถึงคอกแกะริมทางซาอูลเกิดปวดท้องขึ้นมา มองไปก็เห็นมีถ้ำอยู่ถ้ำนึง..ก็เลยเข้าไปปลดทุกข์ในนั้น ปรากฎว่าดาวิดกับพวกซ่อนอยู่ในถ้ำนั้นพอดี
ดู1ซมอ.24:4-5 ข้อที่4 บอกว่า คนของดาวิดได้เผยพระวจนะว่า”วันนี้พระเจ้าจะมอบศัตรูไว้ในมือของดาวิด แปลว่าดาวิดจะมีโอกาสที่จะฆ่าซาอูลได้ แต่เด็กๆฟังให้ดี เพราะประโยคต่อไปพระเจ้าพูดว่า..”เจ้าจะทำกับเขาตามที่เจ้าเห็นควร” ถ้าข้อนี้เป็นคำพยากรณ์ ต้องบอกว่า..เป็นคำพยากรณ์ที่เป็นบททดสอบ..ว่าดาวิดเลือกที่จะทำอะไร..เมื่อพระเจ้าเปิดโอกาสให้เขาสามารถฆ่าซาอูลได้อย่างสบายๆ เพราะไม่ทันระวังตัวและแน่นอนไม่มีทหารคุ้มกันด้วย น้าตุ๊กเชื่อว่า..ในข้อนี้พระเจ้าทรงส่งถ้อยคำให้ดาวิดเลือก..วัดใจว่าเขาจะทำอะไร เราต้องไม่เข้าใจผิดว่าพระวจนะนี้เป็น (ไฟเขียว)หรือเป็นคำชี้แนะให้ดาวิดฆ่าซาอูลได้เลย..เพราะมันไม่ใช่ ให้ทำตามที่ดาวิดเห็นควร..แล้วพระเจ้าก็ทรงมองอยู่..ว่าดาวิดจะทำอะไร แต่สุดท้ายดูเหมือนดาวิดจะสอบผ่านนะ..เพราะเขาแค่ย่องไปตัดชายเสื้อของซาอูลมาเก็บไว้ และข้อที่ 5 ก็บอกว่า..พอตัดชายเสื้อของซาอูลแล้วดาวิดก็รู้สึกเสียใจ ทำไมต้องเสียใจ..เพราะจริงๆที่ทำไปก็คงแค่ตั้งใจจะเก็บไว้เป็นหลักฐาน..ว่าเขาเข้าใกล้ซาอูลมากพอที่จะฆ่าซาอูลได้แล้ว..แต่เขาไม่ทำ แล้วถ้าดาวิดทำเพราะเหตุผลนี้ก็ไม่น่าจะผิดอะไร แต่ที่ดาวิดฟ้องผิดในใจคงเป็นเพราะเสื้อคลุมเนี่ย..มันเป็นสัญญลักษณ์ของราชบัลลังก์ เพราะฉะนั้น การไปตัดชายเสื้อของกษัตริย์มันก็เลยดูจะแรงไปหน่อย เหมือนมีเจตนาจะกระด้างกระเดื่องหรือสั่นคลอนราชบัลลังก์ (อะไรประมาณนั้น) เพราะฉะนั้น ดาวิดถึงรู้สึกฟ้องผิดในใจ
ดู1ซมอ.24:6-7 “ขอพระเจ้าทรงห้ามไม่ให้ข้าพเจ้าทำสิ่งนี้ต่อเจ้านาย..ด้วยว่าท่านเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมไว้” ดาวิดคงจิตตก..รู้สึกแย่กับสิ่งที่ตัวเองทำลงไป แล้วตอนนี้คงเริ่มอ่อนกำลัง เพราะอย่าลืมว่าซาอูลทำกับเขาหนักหนาสาหัสมาก..ถึงดาวิดจะได้ชื่อว่าเป็นคนที่ทำตามพระทัยพระเจ้าอย่างถึงที่สุด แต่ยังไงดาวิดก็เป็นคน..เมื่อถูกกระทำอย่างหนักแล้วยังต้องผ่านการทดลองมากมายก็คงหมดแรง แต่ไม่เป็นไรเพราะดาวิดและคริสเตียน..มีพระเจ้า เด็กๆจำไว้ เมื่อไหร่ที่เราหมดแรง..กลัวว่าจะยืนหยัดอยู่บนความถูกต้องไม่ได้ ก็ให้เราอธิฐานขอกำลังจากพระเจ้า..อย่าให้เราทำบาป ข้อที่7บอกว่า..พอดาวิดอธิฐานเสร็จเขาก็หันไป”ห้าม” ไม่ให้ใครแตะต้องซาอูลเป็นอันขาด (ในต้นฉบับภาษาฮีบรูเขียนว่า ดาวิด”ฉีก”คนของเขาด้วยคำพูด คือ ใช้คำที่รุนแรงมาก เพื่อห้ามขาดไม่ให้ใครแตะต้องซาอูล)
ดู1ซมอ.24:8-9 หลังจากที่นั่งเงียบกันอยู่ในถ้ำ พอซาอูลออกไปแล้ว..จริงๆดาวิดกับพวกน่าจะรีบหนีไปนะ แต่ดาวิดกลับเลือกทำในสิ่งที่ทุกคนคิดไม่ถึง คือ วิ่งตามซาอูลไปที่ปากถ้ำ แล้วก็เรียกซาอูลว่า..”พระราชาเจ้านายของข้าพระบาท” พอซาอูลหันมา..ดาวิดก็ก้มกราบลงถึงดินเพื่อสำแดงว่าเขายอมจำนนและยังยอมรับเสมอ..ว่าซาอูลเป็นกษัตริย์ ดาวิดคิดอะไรถึงทำอย่างงี้..เหตุผลแรกและสำคัญที่สุดคือดาวิดมาถึงจุดที่วางใจพระเจ้าได้อย่างสุดๆ เพราะการวิ่งไปเคลียร์กับซาอูลหน้าต่อหน้าเนี่ย..มันวัดใจกันสุดๆ..ไม่แน่จริงทำไม่ได้หรอก เพราะเดิมพันคือชีวิต (ไม่แน่จริงของน้าตุ๊กหมายถึง..ถ้าไม่แน่แก่ใจจริงๆว่าเราไว้ใจพระเจ้า..ก็คงไม่กล้าทำ)
อีกเหตุผล คือ.ดาวิดคงผ่านจุดที่กลัวสุดๆไปแล้ว เพราะคนเราถ้ากลัวอะไรมากๆแล้วลากยาวเหมือนดาวิดเนี่ย เมื่อมาถึงจุดนึง..จิตใจมันจะแข็งแกร่งขึ้นแล้วจะกลัวน้อยลง ดาวิดถึงเลือกที่จะเผชิญหน้ากับซาอูล
ดู1ซมอ.24:10-11 ดาวิดขอร้องให้ซาอูลฟังเขา..อย่าไปเชื่อคนอื่น แล้วให้คิดดูว่าสิ่งที่เขาพูดมันตรงกับที่เขาทำรึเปล่า แล้วดาวิดก็บอกว่า..วันนี้พระเจ้าเปิดโอกาสให้เขาแล้ว
ถ้าเขาคิดกบฎจริง..ป่านนี้ซาอูลตายไปแล้ว พรรคพวกก็ยุซะด้วยอยากให้ฆ่าซาอูล..(เรื่องมันจะได้จบๆ) แต่ดาวิดก็ไม่ทำ..เพราะซาอูลเป็น ”คนที่พระเจ้าเจิมไว้” ถ้าในคนสังคมของเราคิดได้ซักครึ่งนึงของดาวิด เหตุการณ์เลวร้ายคงไม่เกิดขึ้นมากมายเหมือนทุกวันนี้ เพราะผู้นำ..ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์..คณะรัฐบาล..พ่อแม่..ครู..เจ้านาย พระเจ้าก็เป็นคนเลือกทั้งหมด ถ้าเราต่อต้านผู้นำ..ก็เท่ากับต่อต้านพระเจ้า ถ้าจะมีความไม่ชอบธรรมเกิดขึ้น ก็ควรปล่อยให้เป็นเรื่องของกฎหมาย..องค์กร..หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง เรามีหน้าที่แค่อธิฐานแล้วก็วางใจ..ว่าพระเจ้าคือผู้ควบคุม แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่..เพราะมีคนอีกเยอะที่ไม่ยำเกรงพระเจ้า..ไม่รู้จักพระองค์เลยด้วยซ้ำ พวกเขาถึงได้”กระทำตามที่ตัวเองเห็นชอบ”..คิดจะจัดการทุกอย่างด้วยมือของตัวเอง ความวุ่นวายทั้งหลายมันก็เลยเกิดขึ้น ข้อที่11 ดาวิดบอกซาอูลให้ดูหลักฐานในมือ เป็นชายเสื้อของซาอูลที่ดาวิดตัดมาได้โดยซาอูลไม่รู้ตัว มันเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า..ไม่ว่าซาอูลจะตามฆ่าล้างผลาญเขาขนาดไหน เขาก็ไม่เคยคิดจะทำการร้ายตอบแทนซาอูลเลย ขอให้ซาอูลเชื่อจริงๆว่าเขาไม่ได้กบฎ
ดู1ซมอ.24:14-15 “นี่พระราชาแห่งอิสราเอล ออกมาตามล่าใคร” ดาวิดพูดเตือนสติซาอูล..ว่าเขาเหมือนหมาที่ตายแล้วหรือไม่ก็เป็นแค่ตัวหมัด แล้วซาอูลจะกลัวเขาทำไม..ไม่มีเหตุผลที่พระราชาผู้ยิ่งใหญ่อย่างซาอูลจะต้องมากลัวเขา แล้วข้อที่15 ดาวิดก็ขอให้พระเจ้าเป็นผู้พิพากษาเรื่องราวระหว่างเขากับซาอูล เขาจะไม่มีวันเหยียดมือออก..แตะต้องหรือทำร้าย ซาอูลเป็นอันขาด เพราะดาวิดเชื่อแน่แก่ใจว่า..ไม่ว่าผู้นำจะผิดบาปหรือชั่วช้าซักแค่ไหน ซาอูลจะทำร้ายเขามากเท่าไหร่ ยังไงการพิพากษาและแก้แค้นก็เป็นของพระเจ้าเท่านั้น..ไมใช่หน้าที่ของมนุษย์ แล้วเราคิดอย่างงี้ได้มากแค่ไหนแล้ว..นี่เป็นสิ่งที่เด็กๆต้องตอบโจทย์ตัวเองด้วย การเรียนพระคำภีร์ถึงจะบรรลุผลตามน้ำพระทัยที่ครบถ้วนบริบูรณ์ของพระเจ้า
ท่าทีอันงดงามของซาอูล..(ที่หาดูยากเต็มที)
ดู1ซมอ.24:16-18/19-20 จริงๆตอนที่ดาวิดเรียก..ซาอูลคงตกใจแทบสิ้นสติเหมือนกันนะ..เพราะมะกี๊..ชั้นอยู่ตรงนั้น..คนเดียว..ไม่มีทหาร..ในลักษณะที่ป้องกันตัวเองไม่ได้เพราะกำลังปลดทุกข์..แล้วจู่ๆเสียงของดาวิดก็เรียกขึ้นมาจากที่ๆชั้นเพิ่งเดินออกมา เลยไม่รู้..ว่าที่ร้องไห้เนี่ย..เพราะสำนึก หรือกลัว..จนเสียรูป เพราะข้อที่16 บอกว่า..ซาอูลถึงกับกรรแสงเลยค่ะเขาถามกลับไปว่า..”นั่นเสียงเจ้าเหรอดาวิด”เจ้าช่างแสนดี..ทั้งๆที่พ่อก็ร้ายกับเจ้าทุกอย่าง แล้ววันนี้เจ้าก็ยังพิสูจน์ด้วย..ว่าเจ้าเป็นคนที่สัตย์ซื่อ มีโอกาสที่จะฆ่าพ่อได้แต่เจ้าก็ไม่ทำ (น่ารักจิงจิ๊ง..ลูกพ่อ) ข้อที่20 เป็นสิ่งที่เราไม่คิดว่าชาตินี้จะได้ยินจากปากซาอูล เพราะเขาพูดออกมาจนได้..ว่าเจ้าจะเป็นพระราชาแน่..ดาวิด แล้วอาณาจักรอิสราเอลก็จะสถาปนาอยู่ในมือเจ้าด้วย (เอเมน) น่าทึ่งมาก..เพราะนี่เป็นครั้งแรก..ที่ซาอูลยอมรับว่าดาวิดคือผู้ที่พระเจ้าเลือกให้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอล
ดู1ซมอ.24:21-22 พอเริ่มมีสติซาอูลก็ขอให้ดาวิดสัญญา..ว่าจะไม่ฆ่าตัดตอนเผ่าพันศ์ของเขา เพราะน้าตุ๊กเคยสอนแล้ว..ว่ามันเป็นวิถีปฏิบัติ..ที่กษัตริย์ราชวงศ์ใหม่จำเป็นต้องฆ่าเชื้อสายของกษัตริย์ราชวงศ์เดิม..เพื่อความปลอดภัยของราชบัลลังก์ ข้อที่22 บอกว่า..ดาวิดก็ได้สัญญากับซาอูล..ว่าจะไม่ทำลายพงศ์พันธ์ของเขาให้หมดสิ้นไป หลังจากนั้นพวกเขาก็แยกย้ายกันไป..ซาอูลก็กลับไปบ้าน ส่วนดาวิดพระคำภีร์บอกว่า..เขายังกลับไปอยู่ในที่กำบังอันเข้มแข็ง แปลว่ายังต้องอยู่ในที่ซ่อน..เพราะยังไม่ไว้ใจซาอูล
วันนี้น้าตุ๊กฝากไว้แค่นี้ก่อนนะคะ เพราะเวลาน้อย
จนกว่าจะพบกันใหม่ พระเจ้าอวยพรค่ะ
ดู1ซมอ.24:1-3 หลังจากที่ซาอูลจัดการกับพวกฟิลิสเตีย(ที่มาเป็นก้างขวางคอ)เรียบร้อยแล้ว ลูกน้องก็มาส่งข่าว..ว่าดาวิดอาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดารเมืองเอนเกดี..(เอนเกดีคือโอเอซิสที่มีน้ำพุไหลตลอดปี..ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงทางชายฝั่งตะวันตกของเดดซี) ข้อนี้บอกว่า..ซาอูลรีบเกณฑ์คนมีฝีมือตั้งสามพันออกไปล่าดาวิด เขามุ่งหน้าไปที่หินเลียงผา ในเทือกเขายูเดีย เพราะเดาว่าดาวิดน่าจะหนีไปที่นั่น แต่ดาวิดคิดกลับกันเพราะดูทิศทางแล้ว..ดาวิดเหมือนจะไปในทางตรงกันข้าม คล้ายๆจะมุ่งหน้าไปหาซาอูล ทั้งคู่ก็เลยมาจ๊ะเอ๋กัน ยังไง..ข้อที่3 บอกว่า พอมาถึงคอกแกะริมทางซาอูลเกิดปวดท้องขึ้นมา มองไปก็เห็นมีถ้ำอยู่ถ้ำนึง..ก็เลยเข้าไปปลดทุกข์ในนั้น ปรากฎว่าดาวิดกับพวกซ่อนอยู่ในถ้ำนั้นพอดี
ดู1ซมอ.24:4-5 ข้อที่4 บอกว่า คนของดาวิดได้เผยพระวจนะว่า”วันนี้พระเจ้าจะมอบศัตรูไว้ในมือของดาวิด แปลว่าดาวิดจะมีโอกาสที่จะฆ่าซาอูลได้ แต่เด็กๆฟังให้ดี เพราะประโยคต่อไปพระเจ้าพูดว่า..”เจ้าจะทำกับเขาตามที่เจ้าเห็นควร” ถ้าข้อนี้เป็นคำพยากรณ์ ต้องบอกว่า..เป็นคำพยากรณ์ที่เป็นบททดสอบ..ว่าดาวิดเลือกที่จะทำอะไร..เมื่อพระเจ้าเปิดโอกาสให้เขาสามารถฆ่าซาอูลได้อย่างสบายๆ เพราะไม่ทันระวังตัวและแน่นอนไม่มีทหารคุ้มกันด้วย น้าตุ๊กเชื่อว่า..ในข้อนี้พระเจ้าทรงส่งถ้อยคำให้ดาวิดเลือก..วัดใจว่าเขาจะทำอะไร เราต้องไม่เข้าใจผิดว่าพระวจนะนี้เป็น (ไฟเขียว)หรือเป็นคำชี้แนะให้ดาวิดฆ่าซาอูลได้เลย..เพราะมันไม่ใช่ ให้ทำตามที่ดาวิดเห็นควร..แล้วพระเจ้าก็ทรงมองอยู่..ว่าดาวิดจะทำอะไร แต่สุดท้ายดูเหมือนดาวิดจะสอบผ่านนะ..เพราะเขาแค่ย่องไปตัดชายเสื้อของซาอูลมาเก็บไว้ และข้อที่ 5 ก็บอกว่า..พอตัดชายเสื้อของซาอูลแล้วดาวิดก็รู้สึกเสียใจ ทำไมต้องเสียใจ..เพราะจริงๆที่ทำไปก็คงแค่ตั้งใจจะเก็บไว้เป็นหลักฐาน..ว่าเขาเข้าใกล้ซาอูลมากพอที่จะฆ่าซาอูลได้แล้ว..แต่เขาไม่ทำ แล้วถ้าดาวิดทำเพราะเหตุผลนี้ก็ไม่น่าจะผิดอะไร แต่ที่ดาวิดฟ้องผิดในใจคงเป็นเพราะเสื้อคลุมเนี่ย..มันเป็นสัญญลักษณ์ของราชบัลลังก์ เพราะฉะนั้น การไปตัดชายเสื้อของกษัตริย์มันก็เลยดูจะแรงไปหน่อย เหมือนมีเจตนาจะกระด้างกระเดื่องหรือสั่นคลอนราชบัลลังก์ (อะไรประมาณนั้น) เพราะฉะนั้น ดาวิดถึงรู้สึกฟ้องผิดในใจ
ดู1ซมอ.24:6-7 “ขอพระเจ้าทรงห้ามไม่ให้ข้าพเจ้าทำสิ่งนี้ต่อเจ้านาย..ด้วยว่าท่านเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมไว้” ดาวิดคงจิตตก..รู้สึกแย่กับสิ่งที่ตัวเองทำลงไป แล้วตอนนี้คงเริ่มอ่อนกำลัง เพราะอย่าลืมว่าซาอูลทำกับเขาหนักหนาสาหัสมาก..ถึงดาวิดจะได้ชื่อว่าเป็นคนที่ทำตามพระทัยพระเจ้าอย่างถึงที่สุด แต่ยังไงดาวิดก็เป็นคน..เมื่อถูกกระทำอย่างหนักแล้วยังต้องผ่านการทดลองมากมายก็คงหมดแรง แต่ไม่เป็นไรเพราะดาวิดและคริสเตียน..มีพระเจ้า เด็กๆจำไว้ เมื่อไหร่ที่เราหมดแรง..กลัวว่าจะยืนหยัดอยู่บนความถูกต้องไม่ได้ ก็ให้เราอธิฐานขอกำลังจากพระเจ้า..อย่าให้เราทำบาป ข้อที่7บอกว่า..พอดาวิดอธิฐานเสร็จเขาก็หันไป”ห้าม” ไม่ให้ใครแตะต้องซาอูลเป็นอันขาด (ในต้นฉบับภาษาฮีบรูเขียนว่า ดาวิด”ฉีก”คนของเขาด้วยคำพูด คือ ใช้คำที่รุนแรงมาก เพื่อห้ามขาดไม่ให้ใครแตะต้องซาอูล)
ดู1ซมอ.24:8-9 หลังจากที่นั่งเงียบกันอยู่ในถ้ำ พอซาอูลออกไปแล้ว..จริงๆดาวิดกับพวกน่าจะรีบหนีไปนะ แต่ดาวิดกลับเลือกทำในสิ่งที่ทุกคนคิดไม่ถึง คือ วิ่งตามซาอูลไปที่ปากถ้ำ แล้วก็เรียกซาอูลว่า..”พระราชาเจ้านายของข้าพระบาท” พอซาอูลหันมา..ดาวิดก็ก้มกราบลงถึงดินเพื่อสำแดงว่าเขายอมจำนนและยังยอมรับเสมอ..ว่าซาอูลเป็นกษัตริย์ ดาวิดคิดอะไรถึงทำอย่างงี้..เหตุผลแรกและสำคัญที่สุดคือดาวิดมาถึงจุดที่วางใจพระเจ้าได้อย่างสุดๆ เพราะการวิ่งไปเคลียร์กับซาอูลหน้าต่อหน้าเนี่ย..มันวัดใจกันสุดๆ..ไม่แน่จริงทำไม่ได้หรอก เพราะเดิมพันคือชีวิต (ไม่แน่จริงของน้าตุ๊กหมายถึง..ถ้าไม่แน่แก่ใจจริงๆว่าเราไว้ใจพระเจ้า..ก็คงไม่กล้าทำ)
อีกเหตุผล คือ.ดาวิดคงผ่านจุดที่กลัวสุดๆไปแล้ว เพราะคนเราถ้ากลัวอะไรมากๆแล้วลากยาวเหมือนดาวิดเนี่ย เมื่อมาถึงจุดนึง..จิตใจมันจะแข็งแกร่งขึ้นแล้วจะกลัวน้อยลง ดาวิดถึงเลือกที่จะเผชิญหน้ากับซาอูล
ดู1ซมอ.24:10-11 ดาวิดขอร้องให้ซาอูลฟังเขา..อย่าไปเชื่อคนอื่น แล้วให้คิดดูว่าสิ่งที่เขาพูดมันตรงกับที่เขาทำรึเปล่า แล้วดาวิดก็บอกว่า..วันนี้พระเจ้าเปิดโอกาสให้เขาแล้ว
ถ้าเขาคิดกบฎจริง..ป่านนี้ซาอูลตายไปแล้ว พรรคพวกก็ยุซะด้วยอยากให้ฆ่าซาอูล..(เรื่องมันจะได้จบๆ) แต่ดาวิดก็ไม่ทำ..เพราะซาอูลเป็น ”คนที่พระเจ้าเจิมไว้” ถ้าในคนสังคมของเราคิดได้ซักครึ่งนึงของดาวิด เหตุการณ์เลวร้ายคงไม่เกิดขึ้นมากมายเหมือนทุกวันนี้ เพราะผู้นำ..ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์..คณะรัฐบาล..พ่อแม่..ครู..เจ้านาย พระเจ้าก็เป็นคนเลือกทั้งหมด ถ้าเราต่อต้านผู้นำ..ก็เท่ากับต่อต้านพระเจ้า ถ้าจะมีความไม่ชอบธรรมเกิดขึ้น ก็ควรปล่อยให้เป็นเรื่องของกฎหมาย..องค์กร..หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง เรามีหน้าที่แค่อธิฐานแล้วก็วางใจ..ว่าพระเจ้าคือผู้ควบคุม แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่..เพราะมีคนอีกเยอะที่ไม่ยำเกรงพระเจ้า..ไม่รู้จักพระองค์เลยด้วยซ้ำ พวกเขาถึงได้”กระทำตามที่ตัวเองเห็นชอบ”..คิดจะจัดการทุกอย่างด้วยมือของตัวเอง ความวุ่นวายทั้งหลายมันก็เลยเกิดขึ้น ข้อที่11 ดาวิดบอกซาอูลให้ดูหลักฐานในมือ เป็นชายเสื้อของซาอูลที่ดาวิดตัดมาได้โดยซาอูลไม่รู้ตัว มันเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า..ไม่ว่าซาอูลจะตามฆ่าล้างผลาญเขาขนาดไหน เขาก็ไม่เคยคิดจะทำการร้ายตอบแทนซาอูลเลย ขอให้ซาอูลเชื่อจริงๆว่าเขาไม่ได้กบฎ
ดู1ซมอ.24:14-15 “นี่พระราชาแห่งอิสราเอล ออกมาตามล่าใคร” ดาวิดพูดเตือนสติซาอูล..ว่าเขาเหมือนหมาที่ตายแล้วหรือไม่ก็เป็นแค่ตัวหมัด แล้วซาอูลจะกลัวเขาทำไม..ไม่มีเหตุผลที่พระราชาผู้ยิ่งใหญ่อย่างซาอูลจะต้องมากลัวเขา แล้วข้อที่15 ดาวิดก็ขอให้พระเจ้าเป็นผู้พิพากษาเรื่องราวระหว่างเขากับซาอูล เขาจะไม่มีวันเหยียดมือออก..แตะต้องหรือทำร้าย ซาอูลเป็นอันขาด เพราะดาวิดเชื่อแน่แก่ใจว่า..ไม่ว่าผู้นำจะผิดบาปหรือชั่วช้าซักแค่ไหน ซาอูลจะทำร้ายเขามากเท่าไหร่ ยังไงการพิพากษาและแก้แค้นก็เป็นของพระเจ้าเท่านั้น..ไมใช่หน้าที่ของมนุษย์ แล้วเราคิดอย่างงี้ได้มากแค่ไหนแล้ว..นี่เป็นสิ่งที่เด็กๆต้องตอบโจทย์ตัวเองด้วย การเรียนพระคำภีร์ถึงจะบรรลุผลตามน้ำพระทัยที่ครบถ้วนบริบูรณ์ของพระเจ้า
ท่าทีอันงดงามของซาอูล..(ที่หาดูยากเต็มที)
ดู1ซมอ.24:16-18/19-20 จริงๆตอนที่ดาวิดเรียก..ซาอูลคงตกใจแทบสิ้นสติเหมือนกันนะ..เพราะมะกี๊..ชั้นอยู่ตรงนั้น..คนเดียว..ไม่มีทหาร..ในลักษณะที่ป้องกันตัวเองไม่ได้เพราะกำลังปลดทุกข์..แล้วจู่ๆเสียงของดาวิดก็เรียกขึ้นมาจากที่ๆชั้นเพิ่งเดินออกมา เลยไม่รู้..ว่าที่ร้องไห้เนี่ย..เพราะสำนึก หรือกลัว..จนเสียรูป เพราะข้อที่16 บอกว่า..ซาอูลถึงกับกรรแสงเลยค่ะเขาถามกลับไปว่า..”นั่นเสียงเจ้าเหรอดาวิด”เจ้าช่างแสนดี..ทั้งๆที่พ่อก็ร้ายกับเจ้าทุกอย่าง แล้ววันนี้เจ้าก็ยังพิสูจน์ด้วย..ว่าเจ้าเป็นคนที่สัตย์ซื่อ มีโอกาสที่จะฆ่าพ่อได้แต่เจ้าก็ไม่ทำ (น่ารักจิงจิ๊ง..ลูกพ่อ) ข้อที่20 เป็นสิ่งที่เราไม่คิดว่าชาตินี้จะได้ยินจากปากซาอูล เพราะเขาพูดออกมาจนได้..ว่าเจ้าจะเป็นพระราชาแน่..ดาวิด แล้วอาณาจักรอิสราเอลก็จะสถาปนาอยู่ในมือเจ้าด้วย (เอเมน) น่าทึ่งมาก..เพราะนี่เป็นครั้งแรก..ที่ซาอูลยอมรับว่าดาวิดคือผู้ที่พระเจ้าเลือกให้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอล
ดู1ซมอ.24:21-22 พอเริ่มมีสติซาอูลก็ขอให้ดาวิดสัญญา..ว่าจะไม่ฆ่าตัดตอนเผ่าพันศ์ของเขา เพราะน้าตุ๊กเคยสอนแล้ว..ว่ามันเป็นวิถีปฏิบัติ..ที่กษัตริย์ราชวงศ์ใหม่จำเป็นต้องฆ่าเชื้อสายของกษัตริย์ราชวงศ์เดิม..เพื่อความปลอดภัยของราชบัลลังก์ ข้อที่22 บอกว่า..ดาวิดก็ได้สัญญากับซาอูล..ว่าจะไม่ทำลายพงศ์พันธ์ของเขาให้หมดสิ้นไป หลังจากนั้นพวกเขาก็แยกย้ายกันไป..ซาอูลก็กลับไปบ้าน ส่วนดาวิดพระคำภีร์บอกว่า..เขายังกลับไปอยู่ในที่กำบังอันเข้มแข็ง แปลว่ายังต้องอยู่ในที่ซ่อน..เพราะยังไม่ไว้ใจซาอูล
วันนี้น้าตุ๊กฝากไว้แค่นี้ก่อนนะคะ เพราะเวลาน้อย
จนกว่าจะพบกันใหม่ พระเจ้าอวยพรค่ะ
วันพุธที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
หนังสือ1ซามูเอล ครั้งที่14 อาทิตย์ที่23:5:2010
....ดาวิดหนีไปซ่อนที่ถ้ำอดุลลัม
ดู1ซมอ.22:1-2 หลังจากที่ดาวิดออกจากเมืองกัทแล้ว ตอนนี้ดาวิดแทบจะหมดสภาพ..เหมือนไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ต้องแกล้งบ้าหนีหัวซุกหัวซุนไปอยู่ในถ้ำ ข้อนี้บอกว่า..ถ้ำที่ดาวิดใช้เป็นที่ซ่อนตัวชื่อ”ถ้ำอดุลลัม” ไม่มีใครรู้แน่..ว่าถ้ำนี้อยู่ที่ไหน รู้แค่ว่าอยู่ในเขตของยูดาห์ ไม่ไกลจากชายแดนของอิสราเอลกับฟิลิสเตีย ตอนแรกอยู่คนเดียว..แต่ไม่นานก็มีคนสมัครใจมาอยู่ด้วยเยอะแยะ พระคำภีร์บอกว่า..นอกจากครอบครัวเขาแล้ว คนที่มาอยู่กับดาวิดก็จะเป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยชอบซาอูล คือเป็นพวกที่ถูกกดขี่แล้วก็เป็นหนี้เป็นสิน
ดู1ซมอ.22:3-4 เมื่อก่อนซ่อนอยู่คนเดียวก็คงไม่มีใครรู้ แต่ตอนนี้มีคนตั้งสี่ร้อยมาอยู่ด้วย ถ้ำนี้ก็คงจะไม่เป็นความลับอีกต่อไป ไม่ช้าก็เร็วซาอูลต้องหาเจอ...
ดาวิดก็เลยไปที่มิสปาห์ เขตแดนของชาวโมอับ..หาที่อยู่ให้พ่อแม่ เพราะเขาไม่อยากให้ซาอูลใช้พ่อแม่เป็นสะพานหรือเป็นเครื่องมือแกะรอยมาหาตัวเขาได้ หรืออีกอย่าง..พ่อแม่ของดาวิดอาจจะกลัว..(และข้อนี้”อาจจะ”สัมพันธ์กับสดุดี 27:10) ดาวิดเลยคิดว่า..จะเอาพ่อแม่ไปฝากไว้กับกษัตริย์โมอับ ทำไมถึงไปฝากไว้ที่โมอับ..เกี่ยวมั๊ยที่เขามีย่าทวดเป็นชาวโมอับ..ก็คือนางรูธไง(จำได้มะ) รูธที่มีลูกกับโบอาส ชื่อโอเบส แล้วโอเบสก็เป็นพ่อของเจสซี ซึ่งเป็นพ่อของดาวิด พระคำภีร์บอกว่ากษัตริย์โมอับให้ความช่วยเหลืออย่างดี สรุปว่า..พ่อแม่ของดาวิดก็เลยได้ลี้ภัยอยู่ที่นั่น
ดู1ซมอ.22:5 หลังจากที่ดาวิดฝากพ่อแม่ไว้กับก.โมอับแล้ว คาดว่าตัวเขาเองก็คงซ่อนตัวอยู่แถวๆนั้นเหมือนกัน ข้อนี้บอกว่า..พระเจ้าจึงส่งผู้เผยพระวจนะ”กาด” ให้มาบอกดาวิดว่า..เลิกซ่อนตัวซะที ถึงเวลาที่ต้องกลับไปที่ยูดาห์แล้ว และดาวิดก็เชื่อฟังทันที พระคำภีร์บอกว่า..ดาวิดเลยไปหลบอยู่ในป่า”เฮเรท”..ซึ่งใน2ซมอ.18:8 ระบุว่า“เฮเรท”เป็นป่าอันตรายที่น่ากลัวมาก แล้วก็คงจะเป็นที่ที่ซาอูลกับลูกน้องไม่ค่อยอยากเข้าไปซักเท่าไหร่
ดู1ซมอ.22:7-8 เหมือนคนวิตกจริต..ซาอูลโวยวายหาว่าทุกคนร่วมกันต่อต้านเขา ทั้งที่ความจริงคือ “พระเจ้า” ต่างหากที่ปลดเขาออกจากบัลลังก์ ข้อที่7ซาอูลพูดว่า”บุตรของเจสซีให้นาและสวนองุ่นแก่เจ้าหรือ..จะตั้งให้เป็นผู้บังคับการกองพันกองร้อยได้หรือ พวกเจ้าถึงคิดกบฎ..” ซาอูลเปิดฉากด้วยการพูดทวงบุญคุณลูกน้องเผ่าเบนยามิน เนื่องจากพวกนี้คงได้ทรัพย์สินและยศศักดิ์มากกว่าคนเผ่าอื่น เพราะเป็นคนบ้านเดียวกันกับเขา ซาอูลพูดทำนองว่า..ถ้าดาวิดได้เป็นกษัตริย์ คนเบนยามินนึกเหรอ..ว่าจะมีโอกาสได้อะไรดีๆ เหมือนอย่างที่ได้จากเขา ข้อที่8 ซาอูลบอกว่า..”ไม่มีใครร่วมทุกข์..(คือ ไม่มีใครจริงใจ) หรือแจ้งแก่เราว่า ลูกของเราปลุกปั่นผู้รับใช้ของเราให้ต่อสู้เรา..” ฟังดีๆนะ..ซาอูลพูดว่า “..ลูกของเราปลุกปั่นผู้รับใช้..” ซาอูลหาว่า..โยนาธานเป็นคนปลุกปั่นดาวิดให้คิดกบฎ นี่เขาเพี้ยนไปแล้วจริงๆ เพราะถ้าจะหาว่าดาวิดปลุกปั่นโยนาธานก็ยังไม่แปลก แต่ทำไมถึงคิดว่าตัวปัญหาคือโยนาธาน (นี่เขาคงมีอะไรในใจกับลูกจริงๆ) แต่ถึงจะโทษดาวิดก็คงไม่ได้เพราะเขาก็ไม่ได้ปลุกปั่นใคร เขายังไม่ได้ทำไรเลยนอกจากหนีหัวซุกหัวซุน..
ดู1ซมอ.22:9-11 พอเห็นซาอูลพูดทวงบุญคุญ “โดเอก” (คนที่อยู่กับปุโรหิตตอนที่ดาวิดไปขอเสบียง) โดเอกเห็นว่าเขาน่าจะแจ้งเบาะแสที่เห็นมาให้ซาอูลรู้ ข้อที่9 เขาเลยบอกว่า..เขาเห็นดาวิดไปที่เมืองโนบ และอาหิเมเลคก็แสวงหาน้ำพระทัยพระเจ้าให้แก่ดาวิด..ให้ขนมปังบริสุทธิ์ไปเป็นเสบียง แล้วยังเอาดาบของโกลิอัทให้ดาวิดติดตัวไปด้วย (แค่นั้นแหละ..ซาอูลขึ้นเลย) แต่สิ่งที่โดเอกไม่ได้บอกซาอูลก็คือ..ดาวิดไม่ได้บอกความจริงให้อาหิเมเลครู้..ว่าเขาหนีซาอูลมา (โดเอกเองก็อาจจะไม่รู้เหมือนกัน) แต่ถึงบอกซาอูลก็คงไม่ฟัง..เพราะตอนนี้เขาโกรธจนหน้ามืด รีบสั่งการให้คนไปตามตัวปุโรหิตมาพบ ไม่ใช่อาหิเมเลคคนเดียว..แต่เรียกมาทั้งตระกูล
ดู1ซมอ.22:12-13/14-15 พอเหล่าปุโรหิตเมืองโนบทั้งหมดมาถึง โดยไม่มีการไตร่สวนอะไรทั้งนั้น..ซาอูลสรุปเลยว่าปุโรหิตเมืองโนบทุกคน..คิดคดทรยศต่อราชบัลลังก์ของเขา
คนส่วนใหญ่คงสติแตกไปแล้ว ถ้าต้องถูกสอบสวนอยู่ต่อหน้าคนบ้าอย่างซาอูล แต่อาหิเมเลคไม่สะทกสะท้าน..นิ่งมาก..มีสติสมกับเป็นปุโรหิต เขาไม่แก้ตัวซักคำ..ว่าถูกดาวิดหลอกเพราะถ้าจะอ้าง..ก็ไม่ผิดเพราะดาวิดหลอกเขาจริง แต่อาหิเมเลคไม่คิดจะเอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็น เขาไม่พูดถึงเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ..(นี่เป็นตัวอย่างที่ดีจริงๆ) เขายังกลับเตือนซาอูลให้มีสติ..ว่าดาวิดคือผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ที่สุดของท่าน มีคุณงามความดีมากมาย และยังเป็นลูกเขยของซาอูลด้วย ข้อที่15 อาหิเมเลคบอกว่า..แต่คำกล่าวหาที่ว่า..เขาอธิฐานให้ดาวิดนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะเขาและปุโรหิตเมืองโนบทุกคนยังไม่เคยทูลพระเจ้าให้แก่ดาวิดเลย ขอพระราชาอย่ากล่าวโทษกันเพราะพวกเขาไม่มีส่วนรู้เห็นเรื่องการก่อกบฎอะไรทั้งนั้น (ซาอูลจะเชื่อมั๊ยล่ะ)
ดูซมอ.22:16-17 ไม่มีคำไหนของอาหิเมเลคเข้าหูซาอูลเลย เขาหันไปสั่งองครักษ์ให้ฆ่าปุโรหิตทุกคนในที่นั้น แต่ไม่มีใครซักคนที่จะกล้าฆ่าปุโรหิตของพระเจ้าตามคำสั่งของซาอูล เพราะเป็นบาปที่ร้ายแรงมากกก ถ้าเราจำได้ในหนังสือฉธบ.พระเจ้าทรงบัญญัติให้คนอิสราเอลรวมทั้ง”กษัตริย์ด้วย”..ว่าต้องเชื่อฟังและกระทำตามคำแนะนำของปุโรหิตอย่างเค่งครัด เพราะปุโรหิตคือผู้วินิจฉัยที่พระเจ้าทรงเจิมไว้ เราก็ไม่รู้..ว่าซาอูลจะทำบาปไปถึงไหน เพราะเขาไม่ใช่แค่ไม่เชื่อฟัง แต่กำลังจะฆ่าหมู่ปุโรหิตด้วย..
ดู1ซมอ.22:18-19 ในเมื่อไม่มีอิสราเอลคนไหนกล้าทำ ซาอูลเลยหันไปหาโดเอก..ลูกน้องคู่ใจชาวต่างชาติให้ฆ่าปุโรหิตเมืองโนบทุกคน คราวนี้..ไม่มีปัญหา เพราะโดเอกไม่ใช่คนอิสราเอล เขาไม่สนอยู่แล้ว..ว่าปุโรหิตเป็นใคร ขอแค่เจ้านายสั่งเขาทำให้หมด พระคำภีร์บอกว่า..วันนั้นเขาฆ่าปุโรหิตเมืองโนบไป 85 คน แล้วยังไปฆ่าชาวเมืองโนบทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้หญิง ผู้ชาย รวมทั้งสัตว์เลี้ยงด้วย..ตายเกือบหมด ข้อที่20 บอกว่า..มีรอดไปคนนึงชื่ออาบียาธาร์ เป็นลูกชายของอาหิเมเลค ที่หนีจากเมืองโนมมุ่งหน้าไปหาดาวิด
ดู1ซมอ.22:21-23 พอเจอดาวิดแล้ว อาบียาธาร์ก็เล่าทุกอย่างให้ดาวิดฟัง ดาวิดบอกว่า เขาก็คิดอยู่..ว่าโดเอกต้องไปฟ้องซาอูลเพราะวันนั้นโดเอกก็มองเขาเหมือนจะจับผิด ดาวิดยอมรับ..ว่าการที่ปุโรหิตและชาวเมืองโนบตัองถูกฆ่าก็เพราะเขาเป็นต้นเหตุ เขาเองก็ไม่รู้จะชดเชยความผิดอันนี้ได้ยังไง ดาวิดขอให้อาบียาธาร์อยู่กับเขา..เพื่อความปลอดภัย แล้วถ้าใครจะฆ่าอาบียาธาร์ก็ต้องข้ามศพเขาไปก่อน
ดูต่อ1ซมอ.23:1-3 มีคนมาบอกดาวิดว่า..เมืองเคอีลาห์กำลังถูกฟิลิสเตียโจมตี จริงๆแล้ว..ถ้าจะมีเมืองไหนของอิสราเอลถูกโจมตีตอนเนี้ย..มันก็ควรจะเป็นหน้าที่ของซาอูล แต่เราก็เห็นแล้ว..ว่าตอนนี้ซาอูลห่วงแต่จะฆ่าคนอิสราเอลด้วยกัน ทั้งดาวิดแล้วก็อีกหลายๆคนที่เกี่ยวข้อง..จนไม่สนใจศัตรูที่มาสร้างความเดือดร้อนให้บ้านเมือง ต่างกับดาวิด..ที่พอรู้ข่าวปุ๊บ! ใจก็อยากจะรับใช้ชาติทันที ข้อที่2 บอกว่า”เขาถามพระเจ้า..ว่าควรไปช่วยรบกับพวกฟิลิสเตียมั๊ย” นี่คือต้นแบบของผู้เชื่ออย่างแท้จริง..จะทำอะไรก็ถามพระเจ้าก่อน(เสมอ) แล้วครั้งนั้นพระเจ้าก็ทรงบอกให้ดาวิดเดินหน้า..ไปรบกับพวกฟิลิสเตีย..เพื่อกู้เมืองเคอีลาห์ไว้ ส่วนข้อที่3 บอกว่า..แต่พรรคพวกที่อยู่กับดาวิดไม่ค่อยอยากไป...เพราะขนาดซ่อนตัวอย่างงี้..ก็ยังกลัวซาอูลจะหาเจอ แล้วจะให้ออกไปรบ..ใครจะอยากไป ดีไม่ดีถ้าซาอูลมาเห็นเข้าพวกเขาต้องตายแน่..
ดู1ซมอ.23:4-5 พอลูกน้องคัดค้าน..ดาวิดก็ฟังนะ แต่เขาคงรู้สึกมีภาระใจกับภาระกิจนี้ ดาวิดเลยยกให้พระเจ้าเป็นผู้ตัดสิน เพราะข้อที่4 บอกว่า..ดาวิดจึงทูลถามพระเจ้าอีกครั้ง..ว่าควรมั๊ยที่เขาจะออกไปรบ แล้วพระเจ้าก็ทรงยืนยัน..”ให้ดาวิดไปรบที่เคอีลาห์ แล้วก็ยังสัญญา..ว่าจะให้เขาชนะพวกฟิลิสเตียด้วย” ดาวิดกับพรรคพวกเลยรู้สึกมั่นใจ พากันออกไปรบกับพวกฟิลิสเตียจนได้ชัยชนะ ข้อที่5 บอกว่า..นอกจากดาวิดจะช่วยกู้ชาวเมืองเคอีลาห์ไว้แล้ว วันนั้นเขายังได้ยึดฝูงสัตว์ของพวกฟิลิสเตียมาด้วย..แปลว่า หลังจากที่ไม่ได้กินเนื้อดีๆมานานเพราะต้องซ่อนอยู่ในป่า วันนั้น..ดาวิดกับพวกก็คงได้กินสเต็คเนื้อสันกันจนเปรม
ดู1ซมอ.23:6-7 หลังจากที่รบชนะพวกฟิลิสเตีย ชาวเมืองเคอีลาห์ก็ยอมให้ดาวิดลี้ภัยอยู่ที่นั่น แล้วตอนนี้ก็รู้ถึงหูซาอูลแล้ว..ว่าดาวิดอยู่ที่เคอีลาห์ ซาอูลก็รีบรวมพลเพื่อจะยกไปล้อมจับดาวิดกับพวก ข้อที่7 ซาอูลพูดว่า”..พระเจ้าทรงมอบเขาไว้ในมือเราแล้ว เพราะดาวิดอยู่ในเมืองที่มีประตูและดาล” คือซาอูลมั่นใจมากว่าคราวนี้ต้องจับดาวิดได้แน่ๆ เพราะเมืองเคอีลาห์มีประตูสองชั้นและลูกกรง..ที่ซาอูลมองว่า มันจะกลายเป็นที่กักขังดาวิดได้อย่างแน่นหนา ถ้าล้อมไว้ก็คงหนีไปไหนไม่รอด เลยคิดไปเองว่าพระเจ้าจะยอมให้เขาฆ่าดาวิด
ดู1ซมอ.23:11-12 ส่วนดาวิดพอรู้ข่าวว่าซาอูลกำลังมา ดาวิดทำไง..แสวงหาน้ำพระทัยพระเจ้า เพราะข้อที่6 บอกว่า..อาบียาธาร์ได้พกเอาเอโฟดมาด้วย ตอนที่หนีจากเมืองโนบมาหาดาวิด ดาวิดเลยใช้เอโฟดทูลถามพระเจ้าสองข้อ ข้อแรกถามว่า..ซาอูลจะมาจับเขาจริงๆรึเปล่า..พระเจ้าตอบว่า..”จริง..เขามาแน่” ข้อที่สองถามว่า..แล้วชาวเมืองโนบจะส่งตัวเขากับพรรคพวกให้ซาอูลหรือไม่ พระเจ้าตอบว่า”เขาทั้งหลายจะมอบเจ้าให้ซาอูล” ในเมื่อคำตอบมันชัดเจนขนาดนี้ ดาวิดกับคนของเขาเลยตัดสินใจรีบออกจากเมืองเคอีลาห์ไป เพื่อไม่ให้ใครต้องเดือดร้อน แล้วชาวเมืองเคอีลาห์ก็จะได้ไม่ต้องลำบากใจ..ที่ต้องส่งตัวเขาให้กับซาอูล
ดู1ซมอ.23:13-14 พอซาอูลรู้ว่าดาวิดหนีไปแล้ว เขาก็ยกเลิกแผนการที่จะยกมาล้อมเมืองเคอีลาห์ ปัญหาทุกอย่างก็ไม่เกิดขึ้น แต่ข้อที่14 บอกว่า..ซาอูลก็ยังตามหาดาวิดไม่เลิก “แต่พระเจ้ามิได้มอบท่านไว้ในมือของซาอูล” นี่คือประโยคที่มั่นใจได้ที่สุด เพราะความปลอดภัยของคริสเตียนไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะห่าง”ของเรา”กับ “ภัยอันตรายบนโลกใบนี้” แต่ขึ้นอยู่กับพระเจ้า (ส่วนความไม่ประมาทและการใช้สติปัญญาต่อเหตุการณ์ต่างๆอย่างมีเหตุผล..ก็ยังเป็นสิ่งที่เราควรทำ แต่สุดท้ายแล้วผลจะเป็นยังไงมันขึ้นอยู่กับพระเจ้า) อย่างดาวิดเนี่ย..เมื่อพระเจ้าเลือกแล้วว่าเขาต้องเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล..ยังไงซะดาวิดก็ต้องปลอดภัยเพราะน้ำพระทัยพระเจ้าต้องสำเร็จ ส่วนอาหิเมเลคกับชาวเมืองโนบ..จริงๆแล้วพวกเขาก็ปลอดภัยเท่าๆกับดาวิด แต่ที่ถูกฆ่าก็เพราะภาระกิจของพวกเขาเสร็จสิ้นแล้ว แต่ดาวิด..ยัง เพราะฉะนั้น ดาวิดไม่จำเป็นต้องคำนวนหาระยะของความปลอดภัยเลย..ว่าเขาควรจะอยู่ห่างจากซาอูลแค่ไหน แต่ดาวิดและคริสเตียนควรคำนึงถึงความปลอดภัยในการอยู่ใกล้ชิดกับพระเจ้ามากกว่า เพราะนั่นคือสันติสุขและความปลอดภัยที่เราวางใจได้อย่างแท้จริง
ดู1ซมอ.23:15-17 ขณะที่ดาวิดลี้ภัยอยู่ในป่าศิฟ..เขาก็ได้รู้ชัดเจนว่าซาอูลยังตามล่าเขาไม่เลิก จิตใจของดาวิด..ตอนนี้ทั้งเหนื่อยล้าแล้วก็หวาดกลัว ข้อนี้บอกว่า..โยนาธานก็อุตส่าห์บุกป่าฝ่าดงตามไปให้กำลังใจดาวิดถึงที่ซ่อน ข้อที่17 โยนาธานพูดว่า..อย่ากลัวเลย เพราะซาอูลไม่มีวันหาดาวิดเจอ ทำไมโยนาธานถึงมั่นใจขนาดนั้น..ก็เขาเชื่อแน่ว่าดาวิดจะต้องได้เป็นกษัตริย์ของอิสราเอล เพราะพระเจ้าทรงเจิมเขาไว้แล้ว..และน้ำพระทัยของพระองค์ต้องสำเร็จ “..และฉันจะเป็นอุปราช เสด็จพ่อก็ทราบเรื่องนี้..” หมายความว่า โยนาธานไม่เคยปิดบังว่าเขากับดาวิดเป็นเพื่อนรักกัน แล้วถ้าดาวิดได้เป็นกษัตริย์..เขาก็จะอยู่เคียงข้าง ให้การสนับสนุนและยอมรับใช้ด้วยความเต็มใจ
ดู1ซมอ.23:19-20 ข้อนี้บอกว่า..ชาวบ้านที่อยู่เมืองศิฟได้ไปบอกซาอูลว่าดาวิดซ่อนตัวอยู่ที่เมืองนั้น แล้วยังเสนอจะช่วยซาอูลจับดาวิดด้วย นี่ขนาดเป็นคนเผ่าเดียวกันนะ.. ข้อที่22-23 ซาอูลบอกว่า..”จงไปหาดูให้แน่นอนยิ่งขึ้น..คอยสังเกตุดูให้แน่ว่าเขาซ่อนตัวอยู่ที่ไหนและกลับเอาเนื้อความแน่นอนมาบอกเรา” คราวนี้ซาอูลดูจะรอบคอบกว่าเดิม กะจะจับให้มั่นคั้นให้ตาย เพราะคงไม่อยากกลับมามือเปล่าอีก ซาอูลเลยสั่งชาวศิฟให้ไปเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของดาวิดให้แน่นอนก่อนแล้วค่อยกลับมารายงานเขา
ดู1ซมอ.23:25/26-28 หลังจากรับคำสั่งจากซาอูลแล้ว เมื่อชาวเมืองศิฟกลับไปสะกดรอยดาวิดได้ไม่นาน ซาอูลก็ตามมาจับดาวิด แต่ดาวิดก็ไหวตัวทันเพราะมีคนมาบอก ดาวิดเลยหนีลึกเข้าไปอีกประมาญสามสี่กิโล แต่ซาอูลก็ไม่ยั่นตามดาวิดไปติดๆ ข้อที่26 บอกว่า..ซาอูลไปดักดาวิดที่ฟากนึงของภูเขา ส่วนดาวิดก็อยู่อีกด้านนึง..จะเป็นลักษณะที่ตามไปติดๆ หรือกำลังจะไปดักหน้าดาวิด อันนี้ก็ไม่รู้ รู้แต่ว่า..การเผชิญหน้ากำลังจะเกิดขึ้น แต่ทันใดนั้น..เสียงระฆังหมดยกก็ดังขึ้น (อันนี้น้าตุ๊กพูดเอง) เพราะข้อนี้บอกต่อไปว่า..ขณะที่ซาอูลกับคนของเขากำลังเข้ามาใกล้จนแทบจะเอื้อมมือไปจับดาวิดได้แล้ว ผู้สื่อสารคนนึงก็ตะโกนบอกซาอูลว่า”..พวกฟิลิสเตียกำลังยกทัพมาปล้นโจมตีอิสราเอล” เมืองไหนไม่รู้ แต่น่าจะเป็นกิเบอาห์บ้านของซาอูลหรือไม่ก็ย่านๆนั้นแหละ เพราะข้อที่28 บอกว่า ซาอูลถึงกับยอมวางมือจากการไล่ล่าดาวิดเพื่อไปรบกับฟิลิสเตีย แสดงว่า..มันต้องคอขาดบาดตายสำหรับเขาจริงๆ ซาอูลถึงยอมปล่อยดาวิดไปทั้งๆที่จะจับได้อยู่แล้วเชียว ดาวิดเลยรอดไปได้ในเสี้ยววินาทีสุดท้าย (อีกครั้ง)
นี่คือตัวอย่างชัดเจนที่ทำให้เราเห็นว่า..น้ำพระทัยพระเจ้าคือสิ่งที่ต้องสำเร็จเสมอเพราะนั่นคือสิ่งที่ดีและยิ่งใหญ่ที่สุดในมหาจักรวาล แม้ว่ามนุษย์จะไม่เข้าใจ..ว่าทำไมบางอย่างถึงต้องเกิดขึ้น อย่างชาวอิสราเอลที่ถูกฟิลิสเตียยกมาปล้นโจมตีในครั้งนี้..พวกเขาก็คงไม่เข้าใจว่าทำไมพระเจ้าถึงยอมให้ศัตรูมารุกราน เหตุผลคืออะไร..พวกเขาไม่รู้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป..เราทั้งหลายกลับได้รู้เหตุผลที่พระเจ้าทรงบันดาลให้เกิดเหตุการณ์ในครั้งนั้นขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นเราทั้งหลายได้เห็นชัดเจนว่า..การที่อิสราเอลถูกโจมตีครั้งนั้น”เป็นผลดีที่สุดต่อมนุษยชาติจริงๆ” เพราะมันทำให้ซาอูลยอมวางมือจากการเอาชีวิตของกษัตริย์ดาวิด..ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงตั้งไว้ให้เป็นต้นตระกูลของพระเมสสิยาห์..คือองค์พระเยซูคริสต์พระผู้ช่วยให้รอดของเรา ในทางเดียวกันที่อีกหลายๆเหตุการณ์ร้ายในอดีต ปัจจุบัน หรือแม้แต่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่พวกเราอาจจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตาม..ก็จะต้องเป็นผลดีต่อพวกเราผู้ซึ่งรักพระองค์อย่างสุดจิตสุดใจแน่นอน
น้าตุ๊กขอหนุนใจให้เด็กๆทุกคนวางใจในพระเจ้า จะทำอะไรก็โฟกัสที่พระองค์ ไม่ใช่ตัวเรา และขอให้ทุกคนเพียรอธิฐานให้พระเจ้าทรงชันสูตรจิตใจของพวกเราเสมอๆ เพราะจะทำให้เรารู้เท่าทันแม้ความคิดเจ้าเล่ห์ของตัวเอง ต่อเมื่อเราดูแลชีวิตและจิตใจของเราเองให้เป็นที่ชอบพระทัยของพระเจ้าได้แล้ว เราจึงจะสามารถเป็นภาชนะที่พระเจ้าทรงใช้ได้และถวายเกียรติต่อพระองค์
ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ
ดู1ซมอ.22:1-2 หลังจากที่ดาวิดออกจากเมืองกัทแล้ว ตอนนี้ดาวิดแทบจะหมดสภาพ..เหมือนไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ต้องแกล้งบ้าหนีหัวซุกหัวซุนไปอยู่ในถ้ำ ข้อนี้บอกว่า..ถ้ำที่ดาวิดใช้เป็นที่ซ่อนตัวชื่อ”ถ้ำอดุลลัม” ไม่มีใครรู้แน่..ว่าถ้ำนี้อยู่ที่ไหน รู้แค่ว่าอยู่ในเขตของยูดาห์ ไม่ไกลจากชายแดนของอิสราเอลกับฟิลิสเตีย ตอนแรกอยู่คนเดียว..แต่ไม่นานก็มีคนสมัครใจมาอยู่ด้วยเยอะแยะ พระคำภีร์บอกว่า..นอกจากครอบครัวเขาแล้ว คนที่มาอยู่กับดาวิดก็จะเป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยชอบซาอูล คือเป็นพวกที่ถูกกดขี่แล้วก็เป็นหนี้เป็นสิน
ดู1ซมอ.22:3-4 เมื่อก่อนซ่อนอยู่คนเดียวก็คงไม่มีใครรู้ แต่ตอนนี้มีคนตั้งสี่ร้อยมาอยู่ด้วย ถ้ำนี้ก็คงจะไม่เป็นความลับอีกต่อไป ไม่ช้าก็เร็วซาอูลต้องหาเจอ...
ดาวิดก็เลยไปที่มิสปาห์ เขตแดนของชาวโมอับ..หาที่อยู่ให้พ่อแม่ เพราะเขาไม่อยากให้ซาอูลใช้พ่อแม่เป็นสะพานหรือเป็นเครื่องมือแกะรอยมาหาตัวเขาได้ หรืออีกอย่าง..พ่อแม่ของดาวิดอาจจะกลัว..(และข้อนี้”อาจจะ”สัมพันธ์กับสดุดี 27:10) ดาวิดเลยคิดว่า..จะเอาพ่อแม่ไปฝากไว้กับกษัตริย์โมอับ ทำไมถึงไปฝากไว้ที่โมอับ..เกี่ยวมั๊ยที่เขามีย่าทวดเป็นชาวโมอับ..ก็คือนางรูธไง(จำได้มะ) รูธที่มีลูกกับโบอาส ชื่อโอเบส แล้วโอเบสก็เป็นพ่อของเจสซี ซึ่งเป็นพ่อของดาวิด พระคำภีร์บอกว่ากษัตริย์โมอับให้ความช่วยเหลืออย่างดี สรุปว่า..พ่อแม่ของดาวิดก็เลยได้ลี้ภัยอยู่ที่นั่น
ดู1ซมอ.22:5 หลังจากที่ดาวิดฝากพ่อแม่ไว้กับก.โมอับแล้ว คาดว่าตัวเขาเองก็คงซ่อนตัวอยู่แถวๆนั้นเหมือนกัน ข้อนี้บอกว่า..พระเจ้าจึงส่งผู้เผยพระวจนะ”กาด” ให้มาบอกดาวิดว่า..เลิกซ่อนตัวซะที ถึงเวลาที่ต้องกลับไปที่ยูดาห์แล้ว และดาวิดก็เชื่อฟังทันที พระคำภีร์บอกว่า..ดาวิดเลยไปหลบอยู่ในป่า”เฮเรท”..ซึ่งใน2ซมอ.18:8 ระบุว่า“เฮเรท”เป็นป่าอันตรายที่น่ากลัวมาก แล้วก็คงจะเป็นที่ที่ซาอูลกับลูกน้องไม่ค่อยอยากเข้าไปซักเท่าไหร่
ดู1ซมอ.22:7-8 เหมือนคนวิตกจริต..ซาอูลโวยวายหาว่าทุกคนร่วมกันต่อต้านเขา ทั้งที่ความจริงคือ “พระเจ้า” ต่างหากที่ปลดเขาออกจากบัลลังก์ ข้อที่7ซาอูลพูดว่า”บุตรของเจสซีให้นาและสวนองุ่นแก่เจ้าหรือ..จะตั้งให้เป็นผู้บังคับการกองพันกองร้อยได้หรือ พวกเจ้าถึงคิดกบฎ..” ซาอูลเปิดฉากด้วยการพูดทวงบุญคุณลูกน้องเผ่าเบนยามิน เนื่องจากพวกนี้คงได้ทรัพย์สินและยศศักดิ์มากกว่าคนเผ่าอื่น เพราะเป็นคนบ้านเดียวกันกับเขา ซาอูลพูดทำนองว่า..ถ้าดาวิดได้เป็นกษัตริย์ คนเบนยามินนึกเหรอ..ว่าจะมีโอกาสได้อะไรดีๆ เหมือนอย่างที่ได้จากเขา ข้อที่8 ซาอูลบอกว่า..”ไม่มีใครร่วมทุกข์..(คือ ไม่มีใครจริงใจ) หรือแจ้งแก่เราว่า ลูกของเราปลุกปั่นผู้รับใช้ของเราให้ต่อสู้เรา..” ฟังดีๆนะ..ซาอูลพูดว่า “..ลูกของเราปลุกปั่นผู้รับใช้..” ซาอูลหาว่า..โยนาธานเป็นคนปลุกปั่นดาวิดให้คิดกบฎ นี่เขาเพี้ยนไปแล้วจริงๆ เพราะถ้าจะหาว่าดาวิดปลุกปั่นโยนาธานก็ยังไม่แปลก แต่ทำไมถึงคิดว่าตัวปัญหาคือโยนาธาน (นี่เขาคงมีอะไรในใจกับลูกจริงๆ) แต่ถึงจะโทษดาวิดก็คงไม่ได้เพราะเขาก็ไม่ได้ปลุกปั่นใคร เขายังไม่ได้ทำไรเลยนอกจากหนีหัวซุกหัวซุน..
ดู1ซมอ.22:9-11 พอเห็นซาอูลพูดทวงบุญคุญ “โดเอก” (คนที่อยู่กับปุโรหิตตอนที่ดาวิดไปขอเสบียง) โดเอกเห็นว่าเขาน่าจะแจ้งเบาะแสที่เห็นมาให้ซาอูลรู้ ข้อที่9 เขาเลยบอกว่า..เขาเห็นดาวิดไปที่เมืองโนบ และอาหิเมเลคก็แสวงหาน้ำพระทัยพระเจ้าให้แก่ดาวิด..ให้ขนมปังบริสุทธิ์ไปเป็นเสบียง แล้วยังเอาดาบของโกลิอัทให้ดาวิดติดตัวไปด้วย (แค่นั้นแหละ..ซาอูลขึ้นเลย) แต่สิ่งที่โดเอกไม่ได้บอกซาอูลก็คือ..ดาวิดไม่ได้บอกความจริงให้อาหิเมเลครู้..ว่าเขาหนีซาอูลมา (โดเอกเองก็อาจจะไม่รู้เหมือนกัน) แต่ถึงบอกซาอูลก็คงไม่ฟัง..เพราะตอนนี้เขาโกรธจนหน้ามืด รีบสั่งการให้คนไปตามตัวปุโรหิตมาพบ ไม่ใช่อาหิเมเลคคนเดียว..แต่เรียกมาทั้งตระกูล
ดู1ซมอ.22:12-13/14-15 พอเหล่าปุโรหิตเมืองโนบทั้งหมดมาถึง โดยไม่มีการไตร่สวนอะไรทั้งนั้น..ซาอูลสรุปเลยว่าปุโรหิตเมืองโนบทุกคน..คิดคดทรยศต่อราชบัลลังก์ของเขา
คนส่วนใหญ่คงสติแตกไปแล้ว ถ้าต้องถูกสอบสวนอยู่ต่อหน้าคนบ้าอย่างซาอูล แต่อาหิเมเลคไม่สะทกสะท้าน..นิ่งมาก..มีสติสมกับเป็นปุโรหิต เขาไม่แก้ตัวซักคำ..ว่าถูกดาวิดหลอกเพราะถ้าจะอ้าง..ก็ไม่ผิดเพราะดาวิดหลอกเขาจริง แต่อาหิเมเลคไม่คิดจะเอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็น เขาไม่พูดถึงเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ..(นี่เป็นตัวอย่างที่ดีจริงๆ) เขายังกลับเตือนซาอูลให้มีสติ..ว่าดาวิดคือผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ที่สุดของท่าน มีคุณงามความดีมากมาย และยังเป็นลูกเขยของซาอูลด้วย ข้อที่15 อาหิเมเลคบอกว่า..แต่คำกล่าวหาที่ว่า..เขาอธิฐานให้ดาวิดนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะเขาและปุโรหิตเมืองโนบทุกคนยังไม่เคยทูลพระเจ้าให้แก่ดาวิดเลย ขอพระราชาอย่ากล่าวโทษกันเพราะพวกเขาไม่มีส่วนรู้เห็นเรื่องการก่อกบฎอะไรทั้งนั้น (ซาอูลจะเชื่อมั๊ยล่ะ)
ดูซมอ.22:16-17 ไม่มีคำไหนของอาหิเมเลคเข้าหูซาอูลเลย เขาหันไปสั่งองครักษ์ให้ฆ่าปุโรหิตทุกคนในที่นั้น แต่ไม่มีใครซักคนที่จะกล้าฆ่าปุโรหิตของพระเจ้าตามคำสั่งของซาอูล เพราะเป็นบาปที่ร้ายแรงมากกก ถ้าเราจำได้ในหนังสือฉธบ.พระเจ้าทรงบัญญัติให้คนอิสราเอลรวมทั้ง”กษัตริย์ด้วย”..ว่าต้องเชื่อฟังและกระทำตามคำแนะนำของปุโรหิตอย่างเค่งครัด เพราะปุโรหิตคือผู้วินิจฉัยที่พระเจ้าทรงเจิมไว้ เราก็ไม่รู้..ว่าซาอูลจะทำบาปไปถึงไหน เพราะเขาไม่ใช่แค่ไม่เชื่อฟัง แต่กำลังจะฆ่าหมู่ปุโรหิตด้วย..
ดู1ซมอ.22:18-19 ในเมื่อไม่มีอิสราเอลคนไหนกล้าทำ ซาอูลเลยหันไปหาโดเอก..ลูกน้องคู่ใจชาวต่างชาติให้ฆ่าปุโรหิตเมืองโนบทุกคน คราวนี้..ไม่มีปัญหา เพราะโดเอกไม่ใช่คนอิสราเอล เขาไม่สนอยู่แล้ว..ว่าปุโรหิตเป็นใคร ขอแค่เจ้านายสั่งเขาทำให้หมด พระคำภีร์บอกว่า..วันนั้นเขาฆ่าปุโรหิตเมืองโนบไป 85 คน แล้วยังไปฆ่าชาวเมืองโนบทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้หญิง ผู้ชาย รวมทั้งสัตว์เลี้ยงด้วย..ตายเกือบหมด ข้อที่20 บอกว่า..มีรอดไปคนนึงชื่ออาบียาธาร์ เป็นลูกชายของอาหิเมเลค ที่หนีจากเมืองโนมมุ่งหน้าไปหาดาวิด
ดู1ซมอ.22:21-23 พอเจอดาวิดแล้ว อาบียาธาร์ก็เล่าทุกอย่างให้ดาวิดฟัง ดาวิดบอกว่า เขาก็คิดอยู่..ว่าโดเอกต้องไปฟ้องซาอูลเพราะวันนั้นโดเอกก็มองเขาเหมือนจะจับผิด ดาวิดยอมรับ..ว่าการที่ปุโรหิตและชาวเมืองโนบตัองถูกฆ่าก็เพราะเขาเป็นต้นเหตุ เขาเองก็ไม่รู้จะชดเชยความผิดอันนี้ได้ยังไง ดาวิดขอให้อาบียาธาร์อยู่กับเขา..เพื่อความปลอดภัย แล้วถ้าใครจะฆ่าอาบียาธาร์ก็ต้องข้ามศพเขาไปก่อน
ดูต่อ1ซมอ.23:1-3 มีคนมาบอกดาวิดว่า..เมืองเคอีลาห์กำลังถูกฟิลิสเตียโจมตี จริงๆแล้ว..ถ้าจะมีเมืองไหนของอิสราเอลถูกโจมตีตอนเนี้ย..มันก็ควรจะเป็นหน้าที่ของซาอูล แต่เราก็เห็นแล้ว..ว่าตอนนี้ซาอูลห่วงแต่จะฆ่าคนอิสราเอลด้วยกัน ทั้งดาวิดแล้วก็อีกหลายๆคนที่เกี่ยวข้อง..จนไม่สนใจศัตรูที่มาสร้างความเดือดร้อนให้บ้านเมือง ต่างกับดาวิด..ที่พอรู้ข่าวปุ๊บ! ใจก็อยากจะรับใช้ชาติทันที ข้อที่2 บอกว่า”เขาถามพระเจ้า..ว่าควรไปช่วยรบกับพวกฟิลิสเตียมั๊ย” นี่คือต้นแบบของผู้เชื่ออย่างแท้จริง..จะทำอะไรก็ถามพระเจ้าก่อน(เสมอ) แล้วครั้งนั้นพระเจ้าก็ทรงบอกให้ดาวิดเดินหน้า..ไปรบกับพวกฟิลิสเตีย..เพื่อกู้เมืองเคอีลาห์ไว้ ส่วนข้อที่3 บอกว่า..แต่พรรคพวกที่อยู่กับดาวิดไม่ค่อยอยากไป...เพราะขนาดซ่อนตัวอย่างงี้..ก็ยังกลัวซาอูลจะหาเจอ แล้วจะให้ออกไปรบ..ใครจะอยากไป ดีไม่ดีถ้าซาอูลมาเห็นเข้าพวกเขาต้องตายแน่..
ดู1ซมอ.23:4-5 พอลูกน้องคัดค้าน..ดาวิดก็ฟังนะ แต่เขาคงรู้สึกมีภาระใจกับภาระกิจนี้ ดาวิดเลยยกให้พระเจ้าเป็นผู้ตัดสิน เพราะข้อที่4 บอกว่า..ดาวิดจึงทูลถามพระเจ้าอีกครั้ง..ว่าควรมั๊ยที่เขาจะออกไปรบ แล้วพระเจ้าก็ทรงยืนยัน..”ให้ดาวิดไปรบที่เคอีลาห์ แล้วก็ยังสัญญา..ว่าจะให้เขาชนะพวกฟิลิสเตียด้วย” ดาวิดกับพรรคพวกเลยรู้สึกมั่นใจ พากันออกไปรบกับพวกฟิลิสเตียจนได้ชัยชนะ ข้อที่5 บอกว่า..นอกจากดาวิดจะช่วยกู้ชาวเมืองเคอีลาห์ไว้แล้ว วันนั้นเขายังได้ยึดฝูงสัตว์ของพวกฟิลิสเตียมาด้วย..แปลว่า หลังจากที่ไม่ได้กินเนื้อดีๆมานานเพราะต้องซ่อนอยู่ในป่า วันนั้น..ดาวิดกับพวกก็คงได้กินสเต็คเนื้อสันกันจนเปรม
ดู1ซมอ.23:6-7 หลังจากที่รบชนะพวกฟิลิสเตีย ชาวเมืองเคอีลาห์ก็ยอมให้ดาวิดลี้ภัยอยู่ที่นั่น แล้วตอนนี้ก็รู้ถึงหูซาอูลแล้ว..ว่าดาวิดอยู่ที่เคอีลาห์ ซาอูลก็รีบรวมพลเพื่อจะยกไปล้อมจับดาวิดกับพวก ข้อที่7 ซาอูลพูดว่า”..พระเจ้าทรงมอบเขาไว้ในมือเราแล้ว เพราะดาวิดอยู่ในเมืองที่มีประตูและดาล” คือซาอูลมั่นใจมากว่าคราวนี้ต้องจับดาวิดได้แน่ๆ เพราะเมืองเคอีลาห์มีประตูสองชั้นและลูกกรง..ที่ซาอูลมองว่า มันจะกลายเป็นที่กักขังดาวิดได้อย่างแน่นหนา ถ้าล้อมไว้ก็คงหนีไปไหนไม่รอด เลยคิดไปเองว่าพระเจ้าจะยอมให้เขาฆ่าดาวิด
ดู1ซมอ.23:11-12 ส่วนดาวิดพอรู้ข่าวว่าซาอูลกำลังมา ดาวิดทำไง..แสวงหาน้ำพระทัยพระเจ้า เพราะข้อที่6 บอกว่า..อาบียาธาร์ได้พกเอาเอโฟดมาด้วย ตอนที่หนีจากเมืองโนบมาหาดาวิด ดาวิดเลยใช้เอโฟดทูลถามพระเจ้าสองข้อ ข้อแรกถามว่า..ซาอูลจะมาจับเขาจริงๆรึเปล่า..พระเจ้าตอบว่า..”จริง..เขามาแน่” ข้อที่สองถามว่า..แล้วชาวเมืองโนบจะส่งตัวเขากับพรรคพวกให้ซาอูลหรือไม่ พระเจ้าตอบว่า”เขาทั้งหลายจะมอบเจ้าให้ซาอูล” ในเมื่อคำตอบมันชัดเจนขนาดนี้ ดาวิดกับคนของเขาเลยตัดสินใจรีบออกจากเมืองเคอีลาห์ไป เพื่อไม่ให้ใครต้องเดือดร้อน แล้วชาวเมืองเคอีลาห์ก็จะได้ไม่ต้องลำบากใจ..ที่ต้องส่งตัวเขาให้กับซาอูล
ดู1ซมอ.23:13-14 พอซาอูลรู้ว่าดาวิดหนีไปแล้ว เขาก็ยกเลิกแผนการที่จะยกมาล้อมเมืองเคอีลาห์ ปัญหาทุกอย่างก็ไม่เกิดขึ้น แต่ข้อที่14 บอกว่า..ซาอูลก็ยังตามหาดาวิดไม่เลิก “แต่พระเจ้ามิได้มอบท่านไว้ในมือของซาอูล” นี่คือประโยคที่มั่นใจได้ที่สุด เพราะความปลอดภัยของคริสเตียนไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะห่าง”ของเรา”กับ “ภัยอันตรายบนโลกใบนี้” แต่ขึ้นอยู่กับพระเจ้า (ส่วนความไม่ประมาทและการใช้สติปัญญาต่อเหตุการณ์ต่างๆอย่างมีเหตุผล..ก็ยังเป็นสิ่งที่เราควรทำ แต่สุดท้ายแล้วผลจะเป็นยังไงมันขึ้นอยู่กับพระเจ้า) อย่างดาวิดเนี่ย..เมื่อพระเจ้าเลือกแล้วว่าเขาต้องเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล..ยังไงซะดาวิดก็ต้องปลอดภัยเพราะน้ำพระทัยพระเจ้าต้องสำเร็จ ส่วนอาหิเมเลคกับชาวเมืองโนบ..จริงๆแล้วพวกเขาก็ปลอดภัยเท่าๆกับดาวิด แต่ที่ถูกฆ่าก็เพราะภาระกิจของพวกเขาเสร็จสิ้นแล้ว แต่ดาวิด..ยัง เพราะฉะนั้น ดาวิดไม่จำเป็นต้องคำนวนหาระยะของความปลอดภัยเลย..ว่าเขาควรจะอยู่ห่างจากซาอูลแค่ไหน แต่ดาวิดและคริสเตียนควรคำนึงถึงความปลอดภัยในการอยู่ใกล้ชิดกับพระเจ้ามากกว่า เพราะนั่นคือสันติสุขและความปลอดภัยที่เราวางใจได้อย่างแท้จริง
ดู1ซมอ.23:15-17 ขณะที่ดาวิดลี้ภัยอยู่ในป่าศิฟ..เขาก็ได้รู้ชัดเจนว่าซาอูลยังตามล่าเขาไม่เลิก จิตใจของดาวิด..ตอนนี้ทั้งเหนื่อยล้าแล้วก็หวาดกลัว ข้อนี้บอกว่า..โยนาธานก็อุตส่าห์บุกป่าฝ่าดงตามไปให้กำลังใจดาวิดถึงที่ซ่อน ข้อที่17 โยนาธานพูดว่า..อย่ากลัวเลย เพราะซาอูลไม่มีวันหาดาวิดเจอ ทำไมโยนาธานถึงมั่นใจขนาดนั้น..ก็เขาเชื่อแน่ว่าดาวิดจะต้องได้เป็นกษัตริย์ของอิสราเอล เพราะพระเจ้าทรงเจิมเขาไว้แล้ว..และน้ำพระทัยของพระองค์ต้องสำเร็จ “..และฉันจะเป็นอุปราช เสด็จพ่อก็ทราบเรื่องนี้..” หมายความว่า โยนาธานไม่เคยปิดบังว่าเขากับดาวิดเป็นเพื่อนรักกัน แล้วถ้าดาวิดได้เป็นกษัตริย์..เขาก็จะอยู่เคียงข้าง ให้การสนับสนุนและยอมรับใช้ด้วยความเต็มใจ
ดู1ซมอ.23:19-20 ข้อนี้บอกว่า..ชาวบ้านที่อยู่เมืองศิฟได้ไปบอกซาอูลว่าดาวิดซ่อนตัวอยู่ที่เมืองนั้น แล้วยังเสนอจะช่วยซาอูลจับดาวิดด้วย นี่ขนาดเป็นคนเผ่าเดียวกันนะ.. ข้อที่22-23 ซาอูลบอกว่า..”จงไปหาดูให้แน่นอนยิ่งขึ้น..คอยสังเกตุดูให้แน่ว่าเขาซ่อนตัวอยู่ที่ไหนและกลับเอาเนื้อความแน่นอนมาบอกเรา” คราวนี้ซาอูลดูจะรอบคอบกว่าเดิม กะจะจับให้มั่นคั้นให้ตาย เพราะคงไม่อยากกลับมามือเปล่าอีก ซาอูลเลยสั่งชาวศิฟให้ไปเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของดาวิดให้แน่นอนก่อนแล้วค่อยกลับมารายงานเขา
ดู1ซมอ.23:25/26-28 หลังจากรับคำสั่งจากซาอูลแล้ว เมื่อชาวเมืองศิฟกลับไปสะกดรอยดาวิดได้ไม่นาน ซาอูลก็ตามมาจับดาวิด แต่ดาวิดก็ไหวตัวทันเพราะมีคนมาบอก ดาวิดเลยหนีลึกเข้าไปอีกประมาญสามสี่กิโล แต่ซาอูลก็ไม่ยั่นตามดาวิดไปติดๆ ข้อที่26 บอกว่า..ซาอูลไปดักดาวิดที่ฟากนึงของภูเขา ส่วนดาวิดก็อยู่อีกด้านนึง..จะเป็นลักษณะที่ตามไปติดๆ หรือกำลังจะไปดักหน้าดาวิด อันนี้ก็ไม่รู้ รู้แต่ว่า..การเผชิญหน้ากำลังจะเกิดขึ้น แต่ทันใดนั้น..เสียงระฆังหมดยกก็ดังขึ้น (อันนี้น้าตุ๊กพูดเอง) เพราะข้อนี้บอกต่อไปว่า..ขณะที่ซาอูลกับคนของเขากำลังเข้ามาใกล้จนแทบจะเอื้อมมือไปจับดาวิดได้แล้ว ผู้สื่อสารคนนึงก็ตะโกนบอกซาอูลว่า”..พวกฟิลิสเตียกำลังยกทัพมาปล้นโจมตีอิสราเอล” เมืองไหนไม่รู้ แต่น่าจะเป็นกิเบอาห์บ้านของซาอูลหรือไม่ก็ย่านๆนั้นแหละ เพราะข้อที่28 บอกว่า ซาอูลถึงกับยอมวางมือจากการไล่ล่าดาวิดเพื่อไปรบกับฟิลิสเตีย แสดงว่า..มันต้องคอขาดบาดตายสำหรับเขาจริงๆ ซาอูลถึงยอมปล่อยดาวิดไปทั้งๆที่จะจับได้อยู่แล้วเชียว ดาวิดเลยรอดไปได้ในเสี้ยววินาทีสุดท้าย (อีกครั้ง)
นี่คือตัวอย่างชัดเจนที่ทำให้เราเห็นว่า..น้ำพระทัยพระเจ้าคือสิ่งที่ต้องสำเร็จเสมอเพราะนั่นคือสิ่งที่ดีและยิ่งใหญ่ที่สุดในมหาจักรวาล แม้ว่ามนุษย์จะไม่เข้าใจ..ว่าทำไมบางอย่างถึงต้องเกิดขึ้น อย่างชาวอิสราเอลที่ถูกฟิลิสเตียยกมาปล้นโจมตีในครั้งนี้..พวกเขาก็คงไม่เข้าใจว่าทำไมพระเจ้าถึงยอมให้ศัตรูมารุกราน เหตุผลคืออะไร..พวกเขาไม่รู้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป..เราทั้งหลายกลับได้รู้เหตุผลที่พระเจ้าทรงบันดาลให้เกิดเหตุการณ์ในครั้งนั้นขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นเราทั้งหลายได้เห็นชัดเจนว่า..การที่อิสราเอลถูกโจมตีครั้งนั้น”เป็นผลดีที่สุดต่อมนุษยชาติจริงๆ” เพราะมันทำให้ซาอูลยอมวางมือจากการเอาชีวิตของกษัตริย์ดาวิด..ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงตั้งไว้ให้เป็นต้นตระกูลของพระเมสสิยาห์..คือองค์พระเยซูคริสต์พระผู้ช่วยให้รอดของเรา ในทางเดียวกันที่อีกหลายๆเหตุการณ์ร้ายในอดีต ปัจจุบัน หรือแม้แต่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่พวกเราอาจจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตาม..ก็จะต้องเป็นผลดีต่อพวกเราผู้ซึ่งรักพระองค์อย่างสุดจิตสุดใจแน่นอน
น้าตุ๊กขอหนุนใจให้เด็กๆทุกคนวางใจในพระเจ้า จะทำอะไรก็โฟกัสที่พระองค์ ไม่ใช่ตัวเรา และขอให้ทุกคนเพียรอธิฐานให้พระเจ้าทรงชันสูตรจิตใจของพวกเราเสมอๆ เพราะจะทำให้เรารู้เท่าทันแม้ความคิดเจ้าเล่ห์ของตัวเอง ต่อเมื่อเราดูแลชีวิตและจิตใจของเราเองให้เป็นที่ชอบพระทัยของพระเจ้าได้แล้ว เราจึงจะสามารถเป็นภาชนะที่พระเจ้าทรงใช้ได้และถวายเกียรติต่อพระองค์
ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ
วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
หนังสือ1ซามูเอล ครั้งที่13 อาทิตยที่16:5:2010
ดู1ซมอ.20:27-28/30-31 พอถึงวันถวายสัตวบูชา ดาวิดก็ไม่มาร่วมงาน..แต่คืนแรก..ซาอูลก็ไม่ได้ว่าไร เพราะคิดว่า..เออ.สงสัยดาวิดคงจะเป็นมลทิน (อะไรซักอย่าง) ก็เลยมาร่วมฉลองไม่ได้ แต่พอไม่เห็นดาวิดอีกเป็นวันที่สอง..เขาเลยถามโยนาธาน..ว่าดาวิดไปไหน โยนาธาน บอกว่าเขาอนุญาตให้ดาวิดกลับไปฉลองกะพ่อที่เบธเลเฮม แค่นั้นแหละ..ซาอูลก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ด่าทอโยนาธานเสียๆหายๆ หาว่าโยนาธานอ่ะ..เป็นตัวนำความอับอายมาให้ราชวงศ์..เอาแต่เข้าข้างดาวิด ทั้งๆที่ก็รู้อยู่..ว่าถ้าปล่อยให้ดาวิดมีชีวิตยู่ต่อไป..อีกหน่อยเขาจะต้องได้บัลลังก์ไปครอง ว่าแล้ว..ก็สั่งให้คนไปตามจับดาวิดมาเพื่อจะฆ่าซะ
ดู1ซมอ.20:32-34 โยนาธานแย้งซาอูลว่า..ทำไมพ่อต้องฆ่าดาวิดด้วย เขาก็ไม่ได้ทำผิดอะไรนักหนา แต่พอโยนาธานพูดได้แค่นั้น..ซาอูลก็พุ่งหอกใส่เลย (แค้นจัดกะจะฆ่าให้ตาย..ลูกไม่รักดี) แต่พระคำภีร์บอก..พลาดอีกแล้ว
พอโดนหอกพุ่งใส่ โยนาธานถึงแน่ใจ..พ่อบ้าไปแล้วจริงๆ ยิ่งคิดยิ่งกลุ้ม ห่วงดาวิดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะดูท่าแล้วซาอูลคงไม่ยอมวางมือง่ายๆ
ดู1ซมอ.20:35-37 ข้อนี้บอกว่า..เช้าวันรุ่งขึ้น โยนาธานรีบออกไปส่งข่าวให้ดาวิดรู้ที่ทุ่งนา..ตามที่นัดกันไว้ พอไปถึงโยนาธานก็ยิงธนูแล้วร้องบอกเด็กที่ไปเก็บลูกธนูว่า..”ลูกธนูอยู่ข้างหน้าเจ้าโน่น..ไม่ใช่หรือ จงรีบไปโดยเร็วอย่าหยุด” พูดอย่างงี้ ตามที่ตกลงกันไว้แปลว่า..ให้ดาวิดรีบหนีไป เพราะซาอูลจะฆ่าเขาจริงๆ แต่แทนที่ดาวิดจะรีบหนีไปตามที่ตกลงกันไว้ เขากลับออกมาร่ำลาโยนาธานด้วยน้ำตานองหน้า ข้อที่41 บอกว่า..ดาวิดก้มลงกราบโยนาธานสามครั้ง ตัดใจให้หนีไปเลยไม่ได้..เพราะรู้ดีว่าต่อไปนี้อาจจะไม่ได้พบกันอีกเลย (เศร้ามากจริงๆ)
ดู1ซมอ.20:42 ถ้าสังเกตุดูเด็กๆจะเห็นว่า..มีการพูดถึงการทำพันธสัญญาระหว่างดาวิดกับโยนาธานหลายครั้งมาก น้าตุ๊กว่า..พระเจ้าทรงตั้งใจให้เราเห็นถึงความสำคัญของคำว่า”พันธสัญญา” แล้วมนุษย์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็ถูกควบคุมไว้ด้วยคำนี้..แทบจะทุกเรื่อง
ตั้งแต่สัญญาระดับประเทศ ระดับชุมชน หรือแม้แต่บุคคลต่อบุคคล..ตัวอย่างง่ายๆอย่างการแต่งงานก็จะมีการจดทะเบียน แล้วก็ทำพันธสัญญากันต่อหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้า..ว่าจะรักซึ่งกันและกันตลอดไป(ต้องตลอดไปนะ)ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิต ถามว่าทำไมต้องทำพันธสัญญากันด้วย ทำไมไม่แค่รักกันเฉยๆก็พอล่ะ..คำตอบก็คือ เพราะลำพังแค่อารมณ์รักโรแมนติกอย่างเดียว..มันไม่สามารถทำให้ใครมั่นคงต่อกันได้จริง เดี๋ยวก็ลืม เดี๋ยวก็เบื่อ ที่สุดก็อยากเลิกกัน เพราะมนุษย์แปรปรวนสุดๆ..แล้วพระเจ้าทรงรู้จักนิสัยข้อนี้ของมนุษย์ดี พระองค์ถึงต้องใช้พันธสัญญามาควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระองค์..
ดูปฐก.9:11-13...ปฐก.12:1-3...อพย.19:4-6
เราจะเห็นว่า..ตั้งแต่ปฐมกาลพระเจ้าทรงใช้พันธสัญญาควบคุมมนุษย์ตลอด พระองค์ทำพันธสัญญากับโนอาห์..อับราฮัม และก็กับคนอิสราเอลในสมัยอพยพ..โดยธรรมบัญญัติของโมเสส แล้วพระองค์เองที่รักษาสัญญาอยู่ฝ่ายเดียว ส่วนมนุษย์ไม่..มนุษย์ล้มเหลวตลอด กบฎ ละเมิดกันเละเทะทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่ปฐมกาล อพยพ โยชูวา ผู้วินิจฉัย มาจนถึงทุกวันนี้ด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าความรอดของเราต้องขึ้นอยู่กับการรักษาสัญญา..หรือรักษากฎบัญญัติ เด็กๆเข้าใจมะ..ว่าเราไม่มีวันรอด ไม่มีวันได้เข้าในแผ่นดินของพระเจ้า เพราะอย่างงี้..พระเจ้าถึงต้องเตรียมทางรอดอันใหม่ “ที่เหนือชั้นกว่าเก่า”ไว้ให้เรา เพราะทางเก่ามันถูกพิสูจน์แล้ว..ว่าใช้การไม่ได้ พันธสัญญาใหม่ถึงต้องเกิดขึ้น..แล้วลักษณะสำคัญของ”สัญญาอันใหม่” ของพระเจ้าก็คือ “ความรอดต้องไม่ขึ้นอยู่กับความดีของมนุษย์”..ต้องทางนี้เท่านั้นถึงจะช่วยมนุษย์ได้
ดูยรม.31:31-33 เมื่อพิสูจน์แล้ว..ว่ามนุษย์มักล้มเหลวในการรักษาสัญญาหรือกฎบัญญัติพระเจ้าทรงตรัสผ่านเยเรมีห์ว่า..พระองค์จะทำพันธสัญญาใหม่กับมนุษย์ คือ “จะทรงบรรจุพระธรรมไว้ในเขาทั้งหลาย และจารึกมันไว้บนดวงใจของมนุษย์..” เพราะเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า..ธรรมะที่อยู่บนแผ่นศิลา กระดาษ ใบลาน หรือวัตถุอะไรก็ตามเนี่ย..มันทำให้มนุษย์บริสุทธิ์ไม่ได้ กฎบัญญัติหรือกฎหมายทุกอย่างเป็นได้แค่กระจกเงา..ที่ส่องแล้วทำให้เราเห็น..ว่าเรารูปร่างหน้าตายังไง..น่าเกลียดขนาดไหน แต่กระจกไม่เคยแก้ไขให้เราสวยหรือดูดีขึ้นได้ (นึกออกมะ) ในข้อนี้พระเจ้าถึงบอกว่า..”พระองค์จะจารึกพระธรรมไว้ที่ดวงใจของเรา” ยังไง?..ก็เมื่อเราเชื่อพระเยซูคริสต์ เราจะมีพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตในใจทันที อันนี้แหละ..คือ “ความชอบธรรม”อันที่พระเจ้าบอกผ่านเยเรมีห์..ว่าจะใส่ไว้ที่หัวใจของเรา
ดู ฮีบรู9:14-15 พระเจ้าใช้วิธี”ส่งพระบุตรองค์เดียวของพระองค์”ให้มาเกิดบนโลกนี้ (อย่าเบื่อหรือรู้สึกเพิกเฉยกับคำนี้) เพราะนี่คือคำแห่งความจริง เพราะพระคริสต์ทรงมาเกิดบนโลกโดย..เดชพระวิญญาณบริสุทธิ์ แปลว่า ไม่ได้มาจากการปฏิสนธิของมนุษย์ พระองค์ถึงบริสุทธิ์..ไม่มีเชื้อบาปเพราะไม่ใช่เชื้อสายของอาดาม เพราะฉะนั้น การตายบนไม้กางเขนของพระองค์ จึงมีค่ามากพอแล้ว..ที่จะแลกกับความผิดบาปของมนุษยชาติ..เพราะเป็นการตายของคนบริสุทธิ์ ไม่ได้ทำไรผิดแต่ถูกฆ่า..นั่นคือส่วนที่พระเจ้าทำ ส่วนมนุษย์ก็มีหน้าที่แค่..ต้องรับเอาไว้เป็นของตัวเอง (อ้าปากก็ได้กินเลย..ไม่ต้องไปเหนื่อยหรือขนวายด้วยตัวเอง ถ้าง่ายขนาดนี้แล้วยังไม่กิน..ก็คงต้องรอรับความตาย..)
แล้วสัญญาอันใหม่ของพระเจ้า..จะผูกพันเราแค่ครั้งเดียวแต่คงอยู่ตลอดไป..ไม่ต้องทำซ้ำอีกเหมือนสมัยโมเสส หรือเหมือนความเชื่ออื่น..ที่ทำแล้วไม่เคยอิ่ม เพราะถ้าอิ่มก็คงไม่ต้องทำซ้ำ แต่เท่าที่เห็น..ก็ยังวนเวียนทำกันอยู่ซ้ำซากเหมือนเดิม..เพราะเติมไม่เต็ม..แก้ไม่ถูกจุด..เกาไม่ถูกที่คันมันก็เลยไม่อิ่ม แต่ก็คิดกันไม่ออก..เพราะพระเจ้าไม่เปิดใจ..
ดู1ซมอ.21:1-3 หลังจากที่ร่ำลากับโยนาธานแล้ว ดาวิดก็หนีไปหา”อาหิเมเลข”ที่เมืองโนบ เพราะในเวลาอย่างงี้ดาวิดคิดว่าไปหาปุโรหิตน่าจะปลอดภัยสุด แต่อาหิเมเลขก็รู้สึกผิดสังเกตุอยู่เหมือนกัน เพราะดาวิดดูสั่นๆ อาหิเมเลขก็เลยถามว่าทำไมมาคนเดียว ดาวิดเป็นถึงผู้บัญชาการกองพันแล้ว..ปกติต้องมีลูกน้องติดตาม ดาวิดเลยบอกว่า..นี่เขามาราชการลับ ลูกน้องก็ซุ่มๆอยู่แถวๆนี้แหละ (แต่จริงๆไม่มีหรอก) เสร็จแล้วดาวิดก็บอกว่า..เขาอยากได้เสบียง ที่นี่พอมีอะไรที่จะเป็นเสบียงให้เขาได้มั่ง..
ดู1ซมอ.21:4-5 อาหิเมเลขตอบว่า..เขามีแต่ขนมปังบริสุทธิ์ที่วางหน้าพระพักตร์ ซึ่งจริงๆเป็นของปุโรหิต แต่ถ้าดาวิดกับลูกน้องไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงมา..เขาก็ให้กินได้เหมือนกัน ดาวิดเลยบอกว่าเขารู้กฎอันนี้ดี อาหิเมเลขไม่ต้องห่วง..เพราะในเวลาราชการอย่างงี้..เขาไม่มีเวลาไปยุ่งกับผู้หญิงแน่นอน ปุโรหิตก็เลยเอาขนมปังห้าก้อนให้ดาวิดไปเป็นเสบียง
ข้อที่7 บอกว่า..”วันนั้นมีผู้ชายคนนึงชื่อ”โดเอก”อยู่ที่นั่นด้วย เขาเป็นชาวเอโดม(แปลว่า เป็นคนต่างชาติ)..แต่เป็นลูกน้องของซาอูล..? ตอนนี้เราจะยังไม่เข้าใจ..ว่าพระคำภีร์พูดถึงโดเอกทำไม เพราะข้อนี้ก็บอกไว้แค่ลอยๆ..แต่เดี๋ยวบทที่22 เราจะรู้..ว่าโดเอกคนนี้แหละ ที่คาบข่าวไปบอกซาอูล..ว่าดาวิดมาที่เมืองโนบ เป็นเหตุให้ซาอูลสั่งฆ่าคนเมืองนี้เกือบหมด
ดู1ซมอ.21:8-9 พอได้เสบียงแล้วดาวิดก็เริ่มมองหาอาวุธ เขาถามปุโรหิตว่า..ที่นี่มีหอกหรือดาบมั่งมั๊ย (ดาวิดมีพิรุธจริงๆ) เพราะเรารู้ว่า..ทั้งประเทศ มันก็มีดาบอยู่ไม่กี่เล่ม ตอนก่อนพระคำภีร์ก็บอก..ว่าโยนาธานกับซาอูลเท่านั้นที่มีดาบเหล็ก แล้วทำไมดาวิดถึงมาหาอาวุธในบ้านของปุโรหิตล่ะ แล้วจริงๆก็ไม่น่าจะมี..เพราะเขาจะเอาไปทำไร แต่ก็บังเอิญ..มีอยู่อันนึงของโกลิอัท..ที่ดาวิดปราบน่ะแหละ อาหิเมเลขก็เลยให้ไปอย่างเต็มใจด้วยนะ เพราะจริงๆ..ดาบนี้ก็น่าจะเป็นสิทธิ์ของดาวิดอยู่แล้ว เพราะเขาเป็นคนฆ่าโกลิอัท ตกลงตอนนี้ดาวิดก็เลยได้ทั้งเสบียงและก็อาวุธติดตัวไป ดาวิดไปไหน..?
1ซมอ.21:10-11 ข้อนี้บอกว่า ดาวิดหนีซาอูลไปที่เมืองกัท..เมืองกัทของพวกฟิลิสเตีย ทำไมดาวิดถึงเลือกลี้ภัยมาที่นี่ นี่มันบ้านของศัตรู..บ้านเกิดของโกลิอัทที่เขาฆ่าตายกะมือ แล้วตอนนี้เขาก็ถือดาบของโกลิอัทมาด้วย..
พระคำตอนนี้ ชี้ให้เราเห็น..ว่ามันเป็นเรื่องปกติที่กษัตริย์มักจะชอบช่วยเหลือ..คุ้มครองนักโทษที่ลี้ภัยการเมือง..จากประเทศรอบด้าน เพราะไร..มันมีแต่ได้กับได้ ถ้าวันนึง..คนที่เขาช่วยไว้เกิดกลับไปใหญ่อีกครั้งในประเทศของตัวเอง(คุ้นๆมะ) กษัตริย์ที่เคยให้ที่อยู่ที่กินก็ต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนแน่นอน..ข้อที่11นี้..มหาดเล็กถึงได้พูดกับก.อาคีชประมาณว่า..ท่านจำไม่ได้เหรอ..ดาวิดคนนี้ไงที่ได้รับการเจิมให้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอล คนนี้แหละที่เป็นคนฆ่าโกลิอัทของเรา เขาคือคนที่ชาวอิสราเอลโห่ร้องว่ายิ่งใหญ่กว่าก.ซาอูล เพราะฆ่าคนเป็นหมื่น..
ดู1ซมอ.21:12-15 ตรงจุดนี้..ถ้าดาวิดจะพลาด..ก็คงเพราะชั่วโมงนั้นเขาอยู่ในสภาพที่เรียกว่า..กำลังอยู่ในหุบเขาเงามัจจุราชอย่างแท้จริง ความรนรานของเนื้อหนังมนุษย์ในยามวิกฤติมันก็เลยสั่งให้เขาเลือกไปพึ่งศัตรู..แทนที่จะพึ่งพระเจ้า ดาวิดถึงได้ตากหน้ามาถึงฟิลิสเตีย แต่ดูเหมือนพระเจ้าจะไม่ยอมให้เขาเอาศัตรูเป็นที่พึ่ง..
เพราะในข้อที่12 บอกว่า..ดาวิดได้ยินอาคีชกับมหาดเล็กปรึกษากัน ก็เลยชักไม่แน่ใจ..เพราะถึงอาคีชจะยอมให้เขาอยู่ แต่กษัตริย์ฟิลิสเตียคนนี้..ก็อาจจะเปลี่ยนใจฆ่าเขาทิ้งทีหลังก็ได้ เพราะยังไงพวกฟิลิสเตียก็ต้องแค้นดาวิดมากอยู่ คิดไปคิดมา..ดาวิดเลยรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัย ทำไงดี..เอาวะ..แกล้งบ้าซะเลย..ข้อที่13 บอกว่า..ดาวิดเที่ยวขีดเขียนมั่วซั่วไปทั่วเมือง แถมยังทำน้ำลายไหลยืดเลอะเทอะเปรอะเปื้อน อาคีชเห็นอย่างงั้นก็ไม่อยากยุ่งด้วย..ก็เลยสั่งให้มหาดเล็กปล่อยดาวิดไป อาคีชคิดประมาณว่า..เมืองนี้ก็มีพวกฟิลิสเตียบ้าๆมากพอละ ไม่รู้จะเก็บคนบ้าไว้อีกทำไม ดาวิดเลยถูกปล่อยตัวไป..
วันนี้หมดเวลาแล้วค่ะ..ขอแสดงความยินดีกับพี่น้องที่รับบัพติศมาในน้ำด้วยนะคะ
พบกันสัปดาห์หน้า ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ
ดู1ซมอ.20:32-34 โยนาธานแย้งซาอูลว่า..ทำไมพ่อต้องฆ่าดาวิดด้วย เขาก็ไม่ได้ทำผิดอะไรนักหนา แต่พอโยนาธานพูดได้แค่นั้น..ซาอูลก็พุ่งหอกใส่เลย (แค้นจัดกะจะฆ่าให้ตาย..ลูกไม่รักดี) แต่พระคำภีร์บอก..พลาดอีกแล้ว
พอโดนหอกพุ่งใส่ โยนาธานถึงแน่ใจ..พ่อบ้าไปแล้วจริงๆ ยิ่งคิดยิ่งกลุ้ม ห่วงดาวิดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะดูท่าแล้วซาอูลคงไม่ยอมวางมือง่ายๆ
ดู1ซมอ.20:35-37 ข้อนี้บอกว่า..เช้าวันรุ่งขึ้น โยนาธานรีบออกไปส่งข่าวให้ดาวิดรู้ที่ทุ่งนา..ตามที่นัดกันไว้ พอไปถึงโยนาธานก็ยิงธนูแล้วร้องบอกเด็กที่ไปเก็บลูกธนูว่า..”ลูกธนูอยู่ข้างหน้าเจ้าโน่น..ไม่ใช่หรือ จงรีบไปโดยเร็วอย่าหยุด” พูดอย่างงี้ ตามที่ตกลงกันไว้แปลว่า..ให้ดาวิดรีบหนีไป เพราะซาอูลจะฆ่าเขาจริงๆ แต่แทนที่ดาวิดจะรีบหนีไปตามที่ตกลงกันไว้ เขากลับออกมาร่ำลาโยนาธานด้วยน้ำตานองหน้า ข้อที่41 บอกว่า..ดาวิดก้มลงกราบโยนาธานสามครั้ง ตัดใจให้หนีไปเลยไม่ได้..เพราะรู้ดีว่าต่อไปนี้อาจจะไม่ได้พบกันอีกเลย (เศร้ามากจริงๆ)
ดู1ซมอ.20:42 ถ้าสังเกตุดูเด็กๆจะเห็นว่า..มีการพูดถึงการทำพันธสัญญาระหว่างดาวิดกับโยนาธานหลายครั้งมาก น้าตุ๊กว่า..พระเจ้าทรงตั้งใจให้เราเห็นถึงความสำคัญของคำว่า”พันธสัญญา” แล้วมนุษย์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็ถูกควบคุมไว้ด้วยคำนี้..แทบจะทุกเรื่อง
ตั้งแต่สัญญาระดับประเทศ ระดับชุมชน หรือแม้แต่บุคคลต่อบุคคล..ตัวอย่างง่ายๆอย่างการแต่งงานก็จะมีการจดทะเบียน แล้วก็ทำพันธสัญญากันต่อหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้า..ว่าจะรักซึ่งกันและกันตลอดไป(ต้องตลอดไปนะ)ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิต ถามว่าทำไมต้องทำพันธสัญญากันด้วย ทำไมไม่แค่รักกันเฉยๆก็พอล่ะ..คำตอบก็คือ เพราะลำพังแค่อารมณ์รักโรแมนติกอย่างเดียว..มันไม่สามารถทำให้ใครมั่นคงต่อกันได้จริง เดี๋ยวก็ลืม เดี๋ยวก็เบื่อ ที่สุดก็อยากเลิกกัน เพราะมนุษย์แปรปรวนสุดๆ..แล้วพระเจ้าทรงรู้จักนิสัยข้อนี้ของมนุษย์ดี พระองค์ถึงต้องใช้พันธสัญญามาควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระองค์..
ดูปฐก.9:11-13...ปฐก.12:1-3...อพย.19:4-6
เราจะเห็นว่า..ตั้งแต่ปฐมกาลพระเจ้าทรงใช้พันธสัญญาควบคุมมนุษย์ตลอด พระองค์ทำพันธสัญญากับโนอาห์..อับราฮัม และก็กับคนอิสราเอลในสมัยอพยพ..โดยธรรมบัญญัติของโมเสส แล้วพระองค์เองที่รักษาสัญญาอยู่ฝ่ายเดียว ส่วนมนุษย์ไม่..มนุษย์ล้มเหลวตลอด กบฎ ละเมิดกันเละเทะทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่ปฐมกาล อพยพ โยชูวา ผู้วินิจฉัย มาจนถึงทุกวันนี้ด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าความรอดของเราต้องขึ้นอยู่กับการรักษาสัญญา..หรือรักษากฎบัญญัติ เด็กๆเข้าใจมะ..ว่าเราไม่มีวันรอด ไม่มีวันได้เข้าในแผ่นดินของพระเจ้า เพราะอย่างงี้..พระเจ้าถึงต้องเตรียมทางรอดอันใหม่ “ที่เหนือชั้นกว่าเก่า”ไว้ให้เรา เพราะทางเก่ามันถูกพิสูจน์แล้ว..ว่าใช้การไม่ได้ พันธสัญญาใหม่ถึงต้องเกิดขึ้น..แล้วลักษณะสำคัญของ”สัญญาอันใหม่” ของพระเจ้าก็คือ “ความรอดต้องไม่ขึ้นอยู่กับความดีของมนุษย์”..ต้องทางนี้เท่านั้นถึงจะช่วยมนุษย์ได้
ดูยรม.31:31-33 เมื่อพิสูจน์แล้ว..ว่ามนุษย์มักล้มเหลวในการรักษาสัญญาหรือกฎบัญญัติพระเจ้าทรงตรัสผ่านเยเรมีห์ว่า..พระองค์จะทำพันธสัญญาใหม่กับมนุษย์ คือ “จะทรงบรรจุพระธรรมไว้ในเขาทั้งหลาย และจารึกมันไว้บนดวงใจของมนุษย์..” เพราะเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า..ธรรมะที่อยู่บนแผ่นศิลา กระดาษ ใบลาน หรือวัตถุอะไรก็ตามเนี่ย..มันทำให้มนุษย์บริสุทธิ์ไม่ได้ กฎบัญญัติหรือกฎหมายทุกอย่างเป็นได้แค่กระจกเงา..ที่ส่องแล้วทำให้เราเห็น..ว่าเรารูปร่างหน้าตายังไง..น่าเกลียดขนาดไหน แต่กระจกไม่เคยแก้ไขให้เราสวยหรือดูดีขึ้นได้ (นึกออกมะ) ในข้อนี้พระเจ้าถึงบอกว่า..”พระองค์จะจารึกพระธรรมไว้ที่ดวงใจของเรา” ยังไง?..ก็เมื่อเราเชื่อพระเยซูคริสต์ เราจะมีพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตในใจทันที อันนี้แหละ..คือ “ความชอบธรรม”อันที่พระเจ้าบอกผ่านเยเรมีห์..ว่าจะใส่ไว้ที่หัวใจของเรา
ดู ฮีบรู9:14-15 พระเจ้าใช้วิธี”ส่งพระบุตรองค์เดียวของพระองค์”ให้มาเกิดบนโลกนี้ (อย่าเบื่อหรือรู้สึกเพิกเฉยกับคำนี้) เพราะนี่คือคำแห่งความจริง เพราะพระคริสต์ทรงมาเกิดบนโลกโดย..เดชพระวิญญาณบริสุทธิ์ แปลว่า ไม่ได้มาจากการปฏิสนธิของมนุษย์ พระองค์ถึงบริสุทธิ์..ไม่มีเชื้อบาปเพราะไม่ใช่เชื้อสายของอาดาม เพราะฉะนั้น การตายบนไม้กางเขนของพระองค์ จึงมีค่ามากพอแล้ว..ที่จะแลกกับความผิดบาปของมนุษยชาติ..เพราะเป็นการตายของคนบริสุทธิ์ ไม่ได้ทำไรผิดแต่ถูกฆ่า..นั่นคือส่วนที่พระเจ้าทำ ส่วนมนุษย์ก็มีหน้าที่แค่..ต้องรับเอาไว้เป็นของตัวเอง (อ้าปากก็ได้กินเลย..ไม่ต้องไปเหนื่อยหรือขนวายด้วยตัวเอง ถ้าง่ายขนาดนี้แล้วยังไม่กิน..ก็คงต้องรอรับความตาย..)
แล้วสัญญาอันใหม่ของพระเจ้า..จะผูกพันเราแค่ครั้งเดียวแต่คงอยู่ตลอดไป..ไม่ต้องทำซ้ำอีกเหมือนสมัยโมเสส หรือเหมือนความเชื่ออื่น..ที่ทำแล้วไม่เคยอิ่ม เพราะถ้าอิ่มก็คงไม่ต้องทำซ้ำ แต่เท่าที่เห็น..ก็ยังวนเวียนทำกันอยู่ซ้ำซากเหมือนเดิม..เพราะเติมไม่เต็ม..แก้ไม่ถูกจุด..เกาไม่ถูกที่คันมันก็เลยไม่อิ่ม แต่ก็คิดกันไม่ออก..เพราะพระเจ้าไม่เปิดใจ..
ดู1ซมอ.21:1-3 หลังจากที่ร่ำลากับโยนาธานแล้ว ดาวิดก็หนีไปหา”อาหิเมเลข”ที่เมืองโนบ เพราะในเวลาอย่างงี้ดาวิดคิดว่าไปหาปุโรหิตน่าจะปลอดภัยสุด แต่อาหิเมเลขก็รู้สึกผิดสังเกตุอยู่เหมือนกัน เพราะดาวิดดูสั่นๆ อาหิเมเลขก็เลยถามว่าทำไมมาคนเดียว ดาวิดเป็นถึงผู้บัญชาการกองพันแล้ว..ปกติต้องมีลูกน้องติดตาม ดาวิดเลยบอกว่า..นี่เขามาราชการลับ ลูกน้องก็ซุ่มๆอยู่แถวๆนี้แหละ (แต่จริงๆไม่มีหรอก) เสร็จแล้วดาวิดก็บอกว่า..เขาอยากได้เสบียง ที่นี่พอมีอะไรที่จะเป็นเสบียงให้เขาได้มั่ง..
ดู1ซมอ.21:4-5 อาหิเมเลขตอบว่า..เขามีแต่ขนมปังบริสุทธิ์ที่วางหน้าพระพักตร์ ซึ่งจริงๆเป็นของปุโรหิต แต่ถ้าดาวิดกับลูกน้องไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงมา..เขาก็ให้กินได้เหมือนกัน ดาวิดเลยบอกว่าเขารู้กฎอันนี้ดี อาหิเมเลขไม่ต้องห่วง..เพราะในเวลาราชการอย่างงี้..เขาไม่มีเวลาไปยุ่งกับผู้หญิงแน่นอน ปุโรหิตก็เลยเอาขนมปังห้าก้อนให้ดาวิดไปเป็นเสบียง
ข้อที่7 บอกว่า..”วันนั้นมีผู้ชายคนนึงชื่อ”โดเอก”อยู่ที่นั่นด้วย เขาเป็นชาวเอโดม(แปลว่า เป็นคนต่างชาติ)..แต่เป็นลูกน้องของซาอูล..? ตอนนี้เราจะยังไม่เข้าใจ..ว่าพระคำภีร์พูดถึงโดเอกทำไม เพราะข้อนี้ก็บอกไว้แค่ลอยๆ..แต่เดี๋ยวบทที่22 เราจะรู้..ว่าโดเอกคนนี้แหละ ที่คาบข่าวไปบอกซาอูล..ว่าดาวิดมาที่เมืองโนบ เป็นเหตุให้ซาอูลสั่งฆ่าคนเมืองนี้เกือบหมด
ดู1ซมอ.21:8-9 พอได้เสบียงแล้วดาวิดก็เริ่มมองหาอาวุธ เขาถามปุโรหิตว่า..ที่นี่มีหอกหรือดาบมั่งมั๊ย (ดาวิดมีพิรุธจริงๆ) เพราะเรารู้ว่า..ทั้งประเทศ มันก็มีดาบอยู่ไม่กี่เล่ม ตอนก่อนพระคำภีร์ก็บอก..ว่าโยนาธานกับซาอูลเท่านั้นที่มีดาบเหล็ก แล้วทำไมดาวิดถึงมาหาอาวุธในบ้านของปุโรหิตล่ะ แล้วจริงๆก็ไม่น่าจะมี..เพราะเขาจะเอาไปทำไร แต่ก็บังเอิญ..มีอยู่อันนึงของโกลิอัท..ที่ดาวิดปราบน่ะแหละ อาหิเมเลขก็เลยให้ไปอย่างเต็มใจด้วยนะ เพราะจริงๆ..ดาบนี้ก็น่าจะเป็นสิทธิ์ของดาวิดอยู่แล้ว เพราะเขาเป็นคนฆ่าโกลิอัท ตกลงตอนนี้ดาวิดก็เลยได้ทั้งเสบียงและก็อาวุธติดตัวไป ดาวิดไปไหน..?
1ซมอ.21:10-11 ข้อนี้บอกว่า ดาวิดหนีซาอูลไปที่เมืองกัท..เมืองกัทของพวกฟิลิสเตีย ทำไมดาวิดถึงเลือกลี้ภัยมาที่นี่ นี่มันบ้านของศัตรู..บ้านเกิดของโกลิอัทที่เขาฆ่าตายกะมือ แล้วตอนนี้เขาก็ถือดาบของโกลิอัทมาด้วย..
พระคำตอนนี้ ชี้ให้เราเห็น..ว่ามันเป็นเรื่องปกติที่กษัตริย์มักจะชอบช่วยเหลือ..คุ้มครองนักโทษที่ลี้ภัยการเมือง..จากประเทศรอบด้าน เพราะไร..มันมีแต่ได้กับได้ ถ้าวันนึง..คนที่เขาช่วยไว้เกิดกลับไปใหญ่อีกครั้งในประเทศของตัวเอง(คุ้นๆมะ) กษัตริย์ที่เคยให้ที่อยู่ที่กินก็ต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนแน่นอน..ข้อที่11นี้..มหาดเล็กถึงได้พูดกับก.อาคีชประมาณว่า..ท่านจำไม่ได้เหรอ..ดาวิดคนนี้ไงที่ได้รับการเจิมให้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอล คนนี้แหละที่เป็นคนฆ่าโกลิอัทของเรา เขาคือคนที่ชาวอิสราเอลโห่ร้องว่ายิ่งใหญ่กว่าก.ซาอูล เพราะฆ่าคนเป็นหมื่น..
ดู1ซมอ.21:12-15 ตรงจุดนี้..ถ้าดาวิดจะพลาด..ก็คงเพราะชั่วโมงนั้นเขาอยู่ในสภาพที่เรียกว่า..กำลังอยู่ในหุบเขาเงามัจจุราชอย่างแท้จริง ความรนรานของเนื้อหนังมนุษย์ในยามวิกฤติมันก็เลยสั่งให้เขาเลือกไปพึ่งศัตรู..แทนที่จะพึ่งพระเจ้า ดาวิดถึงได้ตากหน้ามาถึงฟิลิสเตีย แต่ดูเหมือนพระเจ้าจะไม่ยอมให้เขาเอาศัตรูเป็นที่พึ่ง..
เพราะในข้อที่12 บอกว่า..ดาวิดได้ยินอาคีชกับมหาดเล็กปรึกษากัน ก็เลยชักไม่แน่ใจ..เพราะถึงอาคีชจะยอมให้เขาอยู่ แต่กษัตริย์ฟิลิสเตียคนนี้..ก็อาจจะเปลี่ยนใจฆ่าเขาทิ้งทีหลังก็ได้ เพราะยังไงพวกฟิลิสเตียก็ต้องแค้นดาวิดมากอยู่ คิดไปคิดมา..ดาวิดเลยรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัย ทำไงดี..เอาวะ..แกล้งบ้าซะเลย..ข้อที่13 บอกว่า..ดาวิดเที่ยวขีดเขียนมั่วซั่วไปทั่วเมือง แถมยังทำน้ำลายไหลยืดเลอะเทอะเปรอะเปื้อน อาคีชเห็นอย่างงั้นก็ไม่อยากยุ่งด้วย..ก็เลยสั่งให้มหาดเล็กปล่อยดาวิดไป อาคีชคิดประมาณว่า..เมืองนี้ก็มีพวกฟิลิสเตียบ้าๆมากพอละ ไม่รู้จะเก็บคนบ้าไว้อีกทำไม ดาวิดเลยถูกปล่อยตัวไป..
วันนี้หมดเวลาแล้วค่ะ..ขอแสดงความยินดีกับพี่น้องที่รับบัพติศมาในน้ำด้วยนะคะ
พบกันสัปดาห์หน้า ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ
วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
หนังสือ1ซามูเอล ครั้งที่12 อาทิตย์ที่9:5:2010
ดู1ซมอ.18:6-9 ข้อนี้บอกว่า หลังจากที่ดาวิดกลับจากการไล่ฆ่าพวกฟิลิสเตียพร้อมกับกองทหารของอิสราเอล..พวกผู้หญิงก็ออกมาร้องรำทำเพลงด้วยความดีใจ จริงๆแล้วการออกมาร้องรำทำเพลงของพวกผู้หญิง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ของอิสราเอล..เขาทำกันมาตั้งนานแล้ว..ครั้งที่พระเจ้าช่วยกู้คนอิสราเอลจากมือของฟาโรห์..แล้วก็ฝังกองทัพของคนอียิปต์ไว้ในทะเลแดง ตอนนั้นคนอิสราเอลก็ร้องรำทำเพลงกัน..แต่ทีนี้ปัญหามันอยู่ที่เนื้อเพลง..มันไม่เข้าหูซาอูล เพราะข้อที่7ร้องว่า..”ซาอูลฆ่าคนเป็นพัน แต่ดาวิดอ่ะ..ฆ่าคนเป็นหมื่น” อันนี้จริงรึเปล่าก็ไม่รู้..แต่ที่แน่ๆชัยชนะที่ดาวิดนำให้อิสราเอลชนะครั้งนี้..ดูแล้วมันเด็ดขาดกว่า..เพราะครั้งที่แล้วซาอูลไม่ยอมให้ทหารกินข้าว หลายๆอย่างเลยผิดพลาดไป
แล้วตอนนี้ซาอูลก็เหมือนคนมีปมในใจอ่ะ..ใครพูดผิดหูไม่ได้ อย่างนึงก็เพราะคำพยากรณ์ของซามูเอลด้วย แล้วยังจะมาได้ยินเพลงอย่างงี้อีกอีก..เลยหลุดปากพูดออกมาว่า..ถ้าดาวิดเก่งกว่า อีกหน่อยก็คงจะมาเป็นกษัตริย์แทนเขาล่ะสิ (ประมาณนั้น) แล้วข้อที่9 บอกว่า..จากนั้นมา ซาอูลก็จับตามองดาวิดตลอด (เพราะชักไม่ไว้ใจ)
ดู1ซมอ.18:10-11 ข้อนี้บอกว่า.. “ดาวิดกำลังดีดพิณถวาย และซาอูลที่ถือหอกอยู่ก็พุ่งหอกใส่..กะจะฆ่าให้ตาย แต่พลาดถึงสองครั้ง” ตรงจุดนี้เราคิดยังไง เด็กๆคิดยังไง..การที่ซาอูลพุ่งหอกใส่ดาวิดเนี่ย..โอเคข้อที่10 บอกชัดเจนว่า..วิญญาณชั่วเข้าสิงซาอูล เขาก็เลยเพ้อ..แต่อันนี้จะทำให้เขาพ้นข้อหาพยายามฆ่ารึเปล่า น้าตุ๊กจะบอกให้..ว่าไม่เลย เพราะซาอูลเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เขาไม่ได้วิกลจริตถาวร (จะมาแกล้งบ้าแล้วฆ่าคน มันไม่ใช่) แล้วพระคำภีร์ก็บอกเรา..ว่าความคิดชั่วทุกอย่าง ทั้งการล่วงประเวณี การเมาเหล้า การติดยา ความโลภ ความอิจฉาและกิเลสทุกๆอย่าง..มันมาจากเนื้อหนังของเราเอง..ไม่ได้มาจากมาร แล้วมารมีหน้าที่อะไร..มารเป็นได้แค่นักฉวยโอกาสที่ใช้ความบาปกับความอ่อนแอของเราเป็นสะพาน..ที่จะก้าวข้ามเข้ามาในชีวิตเรา..มันทำได้แค่ปลุกเร้าความบาปของเนื้อหนังให้รุนแรงขึ้นหรือเข้มข้นขึ้น..เท่านั้นเอง (แล้วมันจะบิ๊วท์ได้มากน้อย ก็ขึ้นอยู่กับพื้นฐานจิตใจของแต่ละคน) ในเรื่องความเชื่อก็เหมือนกัน..ความกลัวกับความสงสัยก็เป็นประตูนึง..ที่เปิดโอกาสให้มารเข้ามามีอิทธิพลในชีวิตของเรา
เปิดไปดูกาลาเทีย5:16-19 เพราะฉะนั้น ในกรณีของซาอูลก็คือ..โอเค เขาคุ้มดีคุ้มร้ายอยู่แล้วเพราะมีวิญญาณชั่วมาสิง แต่เมื่อเขาอิจฉาดาวิด..อันนี้คือ”เนื้อหนังของเขาเอง” (ไม่เกี่ยวกับมาร ไม่เกี่ยวกับวิญญาณชั่ว ) แต่จุดนี้แหละ..ที่เปิดโอกาสให้มาร..”ได้สาดน้ำมันเข้ากองไฟ”..อาการคุ้มดีคุ้มร้ายของซาอูลเลยหนักขึ้น กลายเป็นอยากฆ่าคน เด็กๆเข้าใจมะ..ไอ้ที่เปลี่ยนเป็นอยากฆ่าคนเนี่ย..คือผลงานการเติมเชื้อของมาร
ดู1ซมอ.18:12-16 อาการหนักขึ้นทุกวัน ตอนนี้แทบจะทนเห็นหน้าดาวิดไม่ได้แล้ว..เลยอยากกำจัดไปให้พ้นหน้า..ใช้วิธีตั้งให้เป็นผู้บังคับบัญชากองพัน ดูเผินๆเหมือนซาอูลรักดาวิดมาก..เลื่อนยศให้ แต่ที่คิดในใจก็คือ..อยากส่งให้ไปตายหรืออย่างน้อยก็ไปอยู่ไกลๆจะได้ไม่ต้องเห็นหน้า แต่ข้อที่14บอกว่า ไม่ว่าดาวิดจะทำอะไรก็สำเร็จไปหมดเพราะพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเขา ประชาชนก็ยิ่งรักใคร่ชื่นชม..จนซาอูลแทบจะอกแตกตาย
ดู1ซมอ.18:17-18 ซาอูลยังไม่ละความพยายามที่จะกำจัดดาวิด พอแผนแรกไม่เวิร์คก็เลยจะให้ดาวิดไปอยู่ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น เอาลูกสาวตัวเองมาล่อ..ตั้งข้อเสนอใหม่ให้ดาวิดต้องทำบางอย่างเพื่อแลกกับเมราบลูกสาวของตัวเอง ซาอูลใช้คำพูดน่าเชื่อถือมาก..คือยกพระเจ้ามาอ้าง(อีกแล้ว) เพราะข้อที่17 นี้ซาอูลพูดว่า..”ขอแต่เธอจงเป็นคนกล้าหาญ สู้ศึกของพระเจ้าเท่านั้น” แต่เราขอบพระคุณที่พระคำตอนนี้ไม่ได้บอกไว้แค่เปลือกนอกของซาอูล เพราะประโยคต่อไปบอกไว้ชัดเจนว่าซาอูลคิดอะไร “เราอย่าฆ่าดาวิดด้วยมือของตัวเองเลย เดี๋ยวจะเป็นที่ครหา..ยืมมือคนฟิลิสเตียฆ่ามันดีกว่า..น่าจะเนียนกว่าเยอะ” นี่คือสิ่งที่พระเจ้าบอกเรา เมื่อพระองค์ชันสูตรใจของซาอูล แต่ดาวิด..ก็ปฏิเสธข้อเสนอ ไม่ใช่เพราะกลัวตาย แต่เขาเจียมตัว ดาวิดพูดทำนองว่า..เขาเป็นแค่คนธรรมดา จะไปเป็นเขยของกษัตริย์ได้ไง
ดู1ซมอ.18:20-22 ลูกสาวอีกคนของซาอูลชื่อ”มีคาล” เกิดหลงรักดาวิด พอซาอูลรู้เข้าก็ดีใจมาก เพราะเป็นโอกาสจะทำแผนชั่วอีกครั้ง เพราะข้อที่21 ก็ยังบอกเราเหมือนเดิมว่า..ซาอูลแอบคิดในใจ..ว่าจะใช้ลูกสาวเป็นเดิมพัน แลกกับการให้ดาวิดไปเสี่ยงตายในสนามรบ คราวนี้ซาอูลส่งมหาดเล็กไปบิ๊วท์..พูดจาหว่านล้อมดาวิดให้ยอมมาเป็นเขยของกษัตริย์ แต่คำตอบก็ยังเหมือนเดิม เพราะดาวิดเจียมตัว ดาวิดบอกพวกมหาดเล็กว่า..การจะเป็นราชบุตรเขยเนี่ยมันไม่ใช่เรื่องเล็กๆนะ เขาไม่มีชื่อเสียงหรือทรัพย์สินอะไรเลย แล้วจะหาสินสอดที่ไหนให้สมหน้าสมตา
ดู1ซมอ.18:25-26 พอดาวิดพูดอย่างงั้น..ก็เข้าทางซาอูล เขาให้คนไปบอกดาวิดว่า..เขาไม่เอาสินสอดอะไรทั้งนั้น ดาวิดสบายใจได้ แต่ดาวิดต้องตอบแทนเขาด้วยวิธีอื่น..(อะไร?)..ไปเอาหนังหุ้มปลายองคชาติของพวกฟิลิสเตียมาให้เขาร้อยคน จริงๆหมายถึงจะเอาชีวิตพวกฟิลิสเตียน่ะแหละ(ซาอูลคงคิดว่า..คราวนี้ดาวิดไม่รอดแน่) แต่ข้อเสนอครั้งนี้..กลับทำให้ดาวิดสนใจ ชักอยากได้มีคาลมาเป็นภรรยา นอกจากได้ภรรยาแล้วดาวิดยังคิดว่านี่คือโอกาสที่จะได้รับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้าอีกด้วย เลยไม่รอช้ารีบลุกไปสู้กับพวกฟิลิสเตีย แทนที่ดาวิดจะถูกฆ่าตายอย่างที่ซาอูลแอบหวังไว้ในใจ ดันไปได้ปลายหนังองชาติมาถึงสองร้อย ขอแค่ร้อยเดียว..เกทับซะเลยเอาไปสองเท่า
ดู1ซมอ.18:28-30 ในที่สุดซาอูลต้องจำยอมรับดาวิดมาเป็นลูกเขย แถมลูกสาวเขาก็รักดาวิดมากซะด้วย ก่อนหน้านี้(โยนาธาน)ลูกชาย..ก็รักดาวิดเป็นเพื่อนร่วมตายมาคนนึงละ ตอนนี้ซาอูลเลยกลุ้มใจสุดๆ เพราะดาวิดเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นทุกวันแล้วก็เป็นที่รักของทุกคนด้วย ซาอูลเริ่มเห็นชัดเจน..ว่าพระเจ้าทรงสถิตกับดาวิดจริงๆ เพราะไม่ใช่แค่ฆ่าไม่ตาย..แต่ยิ่งคิดจะทำลายดาวิดก็ยิ่งเกิดผล ข้อที่29 ถึงบอกว่า..ตอนนี้ซาอูลรู้สึกกลัวดาวิดมาก จริงๆแล้วไม่รู้จะกลัวทำไม เพราะถ้าซาอูลลองคิดดูดีๆ เขาต้องมองเห็น..ว่าดาวิดเนี่ย..เป็นผู้รับใช้ที่สัตย์ซื่อที่สุด ถ้ารู้จักใช้..คนๆนี้จะยังทำประโยชน์ให้ประเทศชาติได้อีกเยอะ แต่เพราะความอิจฉา..เลยเห็นดาวิดเป็นคู่แข่ง ทั้งที่ความจริงดาวิดก็ยังเป็นแค่คนใต้บังคับบัญชา เรียกว่ากลัวล่วงหน้าไปซะงั้น
ซาอูลต้องการฆ่าดาวิดอย่างเปิดเผย
ดู1ซมอ.19:1-3 ซาอูลเป็นคนประเภทที่ไม่ชอบเป็นสองรองใคร เพราะฉะนั้น ความเก่งกล้าของดาวิดที่โดดเด่นขึ้นทุกวัน..เลยเป็นเหมือนหนามทิ่มแทงใจ อะไรที่มันเคยซ่อนอยู่ข้างใน ตอนนี้ซ่อนไม่ได้แล้ว..ซาอูลเลยสั่งให้คนรับใช้ใกล้ชิด รวมทั้งโยนาธานด้วย..ให้ฆ่าดาวิด แต่โยนาธานก็รักดาวิดมาก เขาเลยบอกดาวิดว่า..”เขาจะพูดกับซาอูลเอง..ให้พ่อเลิกล้มความตั้งใจที่ฆ่าดาวิด” กล้ามากก เพราะไร..การไปพูดขวางลำซาอูล..อาจถึงตายได้นะ โยนาธานเป็นลูกก็จริง แต่อย่าลืมว่าซาอูลก็ไม่ได้พิศวาทอะไรเขานักหนา..ตัวเองก็เคยถูกพ่อพยายามฆ่ามาแล้ว(จำได้มะ) แต่เพื่อดาวิด..โยนาธานยอมเสี่ยง แล้วนี่ก็คือ..แบบอย่างของการรักเพื่อนเหมือนรักตัวเอง
ดู1ซมอ.4-5 เราจะเห็นว่า..โยนาธานพูดกับซาอูลด้วยความเคารพ เขาพยายามชี้ให้พ่อเห็นคุณงามความดี..ความซื่อสัตย์ของดาวิด โยนาธานบอกซาอูล..ว่าเวลาที่ดาวิดประสบความสำเร็จ..ซาอูลที่เป็นกษัตริย์ก็จะพลอยได้รับประโยชน์ไปด้วย แล้วโยนาธานก็ลงท้ายว่าการจะเป็นศัตรูกับดาวิดเนี่ย..คงจะไม่ฉลาดเท่าไหร่ ที่แย่หนักกว่านั้น..มันจะเป็นบาปด้วย เพราะเป็นการกระทำให้โลหิตของผู้ไร้ความผิดตก (คือทำร้ายคนบริสุทธิ์) หลังจากที่โยนาธานพูดยืดยาว ชักแม่น้ำทั้งห้าก็ปรากฎว่า..ได้ผล ซาอูลยอมเลิกล้มความตั้งใจที่จะฆ่าดาวิด เขาให้สัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะเลย ว่าตราบใดพระเจ้าทรงพระชนม์อยู่เขาก็จะไม่ฆ่าดาวิด (แต่เขาก็รักษาสัญญาได้ไม่นาน)
ดู1ซมอ.19:8-10 ข้อนี้บอกว่า ดาวิดออกไปทำสงครามกับพวกฟิลิสเตียอีก แล้วก็ได้ชัยชนะกลับมา(อีกแล้ว) และพระคำภีร์ก็ต่อเนื่อง..ว่าวิญญาณชั่วก็มาสิงซาอูลอีก ดาวิดเลยต้องมาเล่นพิณให้ฟัง และอีกครั้งที่ซาอูลพยายามที่จะฆ่าดาวิด ข้อสิบบอกว่า..ซาอูลพุ่งหอกหมายปักดาวิดให้ติดผนัง แต่ดาวิดก็หนีรอดไปได้ สังเกตดูให้ดี..วิญญาณชั่วชักจะมาบ่อย โดยเฉพาะเวลาที่ดาวิดประสบความสำเร็จหรือมีชัยชนะเหนือศัตรู (ทำไมชอบมาตอนที่คนอื่นเขาได้ดี) ก่อนหน้านี้พระคำภีร์บอกว่า..เมื่อดาวิดเล่นพิณ วิญญาณชั่วก็พรากไป แต่พอช่วงหลังๆไม่ใช่แค่ไม่ไปนะ..มันครอบงำให้ซาอูลชั่วร้ายขึ้นกว่าเดิม เนี่ย..ชัดเลย ว่าความอิจฉากับความโกรธของซาอูลนี่แหละ..ที่เป็นสื่อให้มารเข้ามามีอิทธิพลในตัวเขาได้ (อย่างเต็มขนาด)
เพราะฉะนั้นการบังคับตนถึงสำคัญมาก เพราะเมื่อไหร่ที่เรายอมแพ้ต่อกิเลสของเนื้อหนัง..ไม่ว่าเรื่องไหนก็ตาม..มันเท่ากับเราเปิดโอกาสให้มารคืบคลานเข้ามาในชีวิต
ดู1ซมอ.19:11-13 ซาอูลยังไม่ละความพยายาม คงต้องฆ่าดาวิดให้ได้..เลยส่งคนไปสังเกตุการแถวๆบ้าน สั่งให้รอจนเช้าก่อนแล้วค่อยฆ่า..นี่เป็นอุบายที่จะทำให้ดาวิดตายใจ เพราะคิดว่าอยู่กะบ้านก็คงปลอดภัยละ แต่”มีคาล”ภรรยาของเขา รู้จักพ่อตัวเองดี..เลยบอกดาวิดว่าให้รีบหนีไปตั้งแต่คืนนี้เลย..ถ้าไม่อยากตาย ข้อที่12 บอกว่า..มีคาลส่งดาวิดลงทางหน้าต่าง แล้วก็เตรียมอุปกรณ์จัดฉากเสร็จสรรพ เอารูปเคารพมานอนแทนที่ดาวิด คือถ้ามองไกลๆคงเหมือนมีคนนอนอยู่
ดู1ซมอ.19:14-17 พอผู้สื่อสารของซาอูลมาเคาะประตู มีคาลก็บอกว่าดาวิดป่วย แต่ซาอูลไม่เชื่อ สั่งให้คนไปเอาตัวดาวิดมาคือจะฆ่าให้ได้ พอไปค้นที่นอนถึงรู้ว่าถูกหลอก..ซาอูลโกรธจนหน้าเขียว แต่มีคาลหลอกพ่อว่าไร..เธอจำเป็นต้องร่วมมือ ไม่อย่างงั้นก็จะถูกดาวิดฆ่า
ดู1ซมอ.19:18-20 มีคาลถ่วงเวลาได้ผลนะ เพราะดาวิดไปไกลถึงเมืองรามาห์จนได้เจอกับซามูเอล แล้วก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ซามูเอลฟัง ส่วนซาอูลก็ไม่เลิกลา..ให้คนไปตามจับดาวิดที่รามาห์ แต่พอคนของซาอูลไปถึงพระคำภีร์บอกว่า..พระวิญญาณของพระเจ้าก็มาสถิตกับเขา แทนที่จะจับดาวิด..ก็ไม่จับกลับไปเผยพระวจนะแทน ซาอูลก็ไม่ยอมแพ้ส่งคนไปใหม่..ถึงสามครั้ง แต่ทุกครั้งก็เหมือนเดิม ทุกคนที่ซาอูลส่งไปถูกพระเจ้าควบคุม..ไม่มีใครจับดาวิดเลยทุกคนเอาแต่เผยพระวจนะ
ดู1ซมอ.19:23-24 ซาอูลยังไม่ยอมเข้าใจ..ว่าถึงจะพยายามไปก็ไร้ประโยชน์ ก็เลยตั้งใจจะไปจัดการดาวิดด้วยตัวเอง แต่พอเริ่มเข้าใกล้ดาวิด..พระวิญญาณพระเจ้าก็มาสถิตเหนือซาอูล คือ..เข้าควบคุมทั้งความคิดและการกระทำ ซาอูลก็เลยเผยพระวจนะ แล้วก็ถอดเสื้อผ้าตัวเองนอนเปลือยกายอยู่ต่อหน้าซามูเอลทั้งวันทั้งคืน คำเล่าลือเรื่องความเพี้ยนของซาอูลคงจะกระฉ่อนไปทั่ว เรื่องนี้ทำให้เรารู้ว่า..ไม่มีใครสามารถฆ่ากษัตริย์ที่พระเจ้าเจิมไว้ได้ ในบริบทนี้ก็คือ”ดาวิด”
แล้วคุ้นๆมะ เหมือนใครที่โดนตามฆ่าอย่างเงี้ย..พระเยซูคริสต์ไง กษัตริย์ของมนุษยชาติที่พระเจ้าเจิมไว้และทุกคนต้องยอมรับถ้าอยากได้รับความรอด ดาวิดเป็นเหมือนเงาของพระคริสต์ที่พระเจ้าสำแดงให้เราเห็น
ที่สุดแล้วต้องบอกว่าซาอูลสิ้นคิดมากจริงๆ ที่พยายามจะฆ่าดาวิด เพราะพระเจ้าไม่ได้เลือกดาวิดให้เป็นแค่กษัตริย์ของอิสราเอลเท่านั้น แต่พระองค์เลือกเขาให้เป็นต้นตระกูลของพระเมสสิยาห์..คือเยซูคริสต์ของเราด้วย ซาอูลคงต้องหน้ามืดตามัวจริงๆ..เพราะแค่สองบทนี้..เขาพยายามจะฆ่าดาวิดถึงสิบสองครั้ง
ดู1ซมอ.20:1-2 ดาวิดตัดสินใจหนีมาหาโยนาธาน เพื่อเล่าเรื่องที่ซาอูลตามฆ่าเขาให้โยนาธานฟัง เราจะเห็นว่า..ดาวิดใช้คำพูดที่แสดงถึงความถ่อมใจอย่างมาก ข้อที่1 ดาวิดเพียงแต่ถามโยนาธานว่า..เขาทำผิดหรือทำบาปอะไร ซาอูลถึงต้องทำกับเขาขนาดนี้ ดาวิดไม่ได้กล่าวหาหรือใช้คำพูดโจมตีซาอูลเลย..ทั้งที่ถูกกระทำอย่างหนัก ตอนแรกโยนาธานก็ไม่เชื่อ เพราะเขาคิดว่าถ้าพ่อมีแผนจะฆ่าดาวิดจริงๆ..เขาก็น่าจะรู้เพราะเขาเป็นลูก (นี่โยนาธานเข้าใจอะไรผิด หรือสำคัญตัวเองพลาดไปรึเปล่า)
ดูต่อ1ซมอ.20:3-4 ดาวิดบอกว่า..ที่ซาอูลไม่บอกแผนที่จะฆ่าเขาให้โยนาธานรู้ ก็เพราะเราเป็นเพื่อนรักกัน ซาอูลเลยเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ แล้วดาวิดก็ยืนยันว่า..ตอนเนี้ย เขากำลังอยู่ในอันตรายนะ ความตายห่างเขาแค่ก้าวเดียวเพราะซาอูลเอาจริง โยนาธานถึงเชื่อแล้วก็รับปากจะช่วยดาวิดเต็มที่ ดาวิดก็เลยวางแผน..คือพรุ่งนี้จะเป็นวันดวงจันทร์เต็มดวง ซึ่งเป็นวาระที่ต้องถวายสัตวบูชา ซึ่งดาวิดจะต้องอยู่ด้วยเพราะเขาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว แต่ดาวิดบอกว่าเขาจะไม่มา แล้วดูว่าซาอูลจะโกรธมั๊ย ถ้าโกรธแปลว่า..อยากหาเรื่อง
ดู1ซมอ.20:8-9 ข้อนี้ดาวิดพูดเหมือนโยนาธานเป็นเจ้านาย แล้วตัวเองเป็นคนรับใช้ ซึ่งจริงๆก็ถูกนะ เพราะตอนนั้นโยนาธานยังเป็นโอรสของกษัตริย์ ดาวิดบอกว่า..ถ้าโยนาธานพบว่าเขาทำผิดอะไร ขอให้โยนาธานเป็นคนฆ่าเขาเอง โยนาธานตกใจ..แล้วบอกว่า ถ้าเขารู้ว่าดาวิดถูกปองร้ายเขาต้องบอกดาวิดแน่ แล้วเขาก็ไม่มีวันฆ่าดาวิดด้วย
ข้อที่ 10 ดาวิดบอกว่า..”ถ้าเสด็จพ่อตอบท่านอย่างดุดัน ใครจะมาบอกแก่ข้าพเจ้าได้” หมายความว่าไง “ตอบอย่างดุดัน” พูดง่ายๆก็คือถ้าซาอูลเกิดฆ่าโยนาธานล่ะ..ใครจะมาเตือนดาวิด (โอโห..ดาวิดพูดเพราะจัง..”ถ้าเสด็จพ่อตอบอย่างดุดัน”) เพราะจริงๆก็คือ..ถ้าเขาฆ่าyouล่ะ มันเป็นไปได้นะ..โยนาธานก็รู้..เพราะซาอูลทำทุกอย่างเพื่อตัวเองได้อยู่แล้ว
ดู1ซมอ.20:11-12 มาถึงตรงนี้ โยนาธานเริ่มระแวง..กลัวจะมีใครแอบฟังเขาคุยกับดาวิด เลยชวนกันไปคุยในทุ่งนา แล้วโยนาธานก็สัญญาว่าในช่วงงานเทศกาลสามวันนี้ เขาจะส่งข่าวให้ดาวิดรู้แน่นอน..ว่าซาอูลมีท่าทียังไง ถ้าดูแล้วอารมณ์ดีไม่ได้มีท่าทีร้ายกาจก็จะให้คนไปบอก แต่ถ้าอาละวาดจะเอาเรื่องดาวิด โยนาธานก็ต้องส่งข่าวไปแน่นอน..ดาวิดจะได้หนีทัน แล้วข้อที่13 โยนาธานก็ออกปากสาบานในนามพระเจ้า..ว่าถ้าเขาผิดคำพูด ขอให้พระเจ้าลงโทษแล้วให้เขาเป็นเหมือนซาอูลที่ถูกวิญญาณชั่วสิง
ดู1ซมอ.20:14-16 โยนาธานขอคำมั่นสัญญาบางอย่างจากดาวิด ขออะไร..ขอให้ดาวิดจำไว้นะ..ว่าเราเป็นเพื่อนร่วมสาบาน คำว่า”เมื่อพระเจ้าทรงกำจัดศัตรูทั้งสิ้นของดาวิดเสียจากผิวพิภพแล้ว..” (หมายความว่าไร) โยนาธานหมายถึง ถ้าดาวิดได้ครองบัลลังก์เมื่อไหร่..ขอให้ไว้ชีวิตเขาและพงพันศ์ของเขาด้วย ทำไมโยนาธานถึงพูดอย่างงี้..เขามั่นใจมากๆว่า ดาวิดจะไม่ตายแล้วต้องได้เป็นกษัตริย์ของอิสราเอลด้วย โยนาธานเลยอยากได้ความมั่นใจ..ว่าเขากับลูกหลานจะไม่ถูกกำจัด เพราะทั่วๆไป..ไม่ว่าประเทศไหน ถ้ามีการล้มล้างหรือเปลี่ยนราชวงศ์ใหม่ กษัตริย์องค์ใหม่ก็มักจะฆ่าล้างเผ่าพันธ์ราชวงศ์เดิมจนหมดเกลี้ยง..เพื่อความปลอดภัยของราชบัลลังก์ (อันนี้ถือเป็นเทรดดิชั่นเลย)
ดู1ซมอ.20:20-22 โยนาธานเริ่มวางแผน เขาบอกให้ดาวิดหลบอยู่สามวัน หลังจากนั้นให้ออกไปซ่อนตัวในทุ่งนา แล้วโยนาธานจะส่งสัญญาณให้รู้คำตอบ โดยเขาจะยิงธนูสามลูก แล้วสั่งให้เด็กออกไปหาลูกธนู ถ้าโยนาธานสั่งให้เด็กไปเก็บลูกธนูที่อยู่ข้างๆ ข้างไหนก็ตามแล้วแต่จะบอก แปลว่า..ปลอดภัย แต่ถ้าเขาบอกเด็ก..ว่าจงไปเก็บลูกธนูที่อยู่ตรงหน้าเจ้า ก็ให้ดาวิดเข้าใจเลยว่า..ซาอูลจะฆ่าเขา และให้รีบหนีไป
น้าตุ๊กฝากไว้แค่นี้ก่อนนะคะ พบกันสัปดาห์หน้าค่ะ
ขอพระเจ้าอวยพร
แล้วตอนนี้ซาอูลก็เหมือนคนมีปมในใจอ่ะ..ใครพูดผิดหูไม่ได้ อย่างนึงก็เพราะคำพยากรณ์ของซามูเอลด้วย แล้วยังจะมาได้ยินเพลงอย่างงี้อีกอีก..เลยหลุดปากพูดออกมาว่า..ถ้าดาวิดเก่งกว่า อีกหน่อยก็คงจะมาเป็นกษัตริย์แทนเขาล่ะสิ (ประมาณนั้น) แล้วข้อที่9 บอกว่า..จากนั้นมา ซาอูลก็จับตามองดาวิดตลอด (เพราะชักไม่ไว้ใจ)
ดู1ซมอ.18:10-11 ข้อนี้บอกว่า.. “ดาวิดกำลังดีดพิณถวาย และซาอูลที่ถือหอกอยู่ก็พุ่งหอกใส่..กะจะฆ่าให้ตาย แต่พลาดถึงสองครั้ง” ตรงจุดนี้เราคิดยังไง เด็กๆคิดยังไง..การที่ซาอูลพุ่งหอกใส่ดาวิดเนี่ย..โอเคข้อที่10 บอกชัดเจนว่า..วิญญาณชั่วเข้าสิงซาอูล เขาก็เลยเพ้อ..แต่อันนี้จะทำให้เขาพ้นข้อหาพยายามฆ่ารึเปล่า น้าตุ๊กจะบอกให้..ว่าไม่เลย เพราะซาอูลเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เขาไม่ได้วิกลจริตถาวร (จะมาแกล้งบ้าแล้วฆ่าคน มันไม่ใช่) แล้วพระคำภีร์ก็บอกเรา..ว่าความคิดชั่วทุกอย่าง ทั้งการล่วงประเวณี การเมาเหล้า การติดยา ความโลภ ความอิจฉาและกิเลสทุกๆอย่าง..มันมาจากเนื้อหนังของเราเอง..ไม่ได้มาจากมาร แล้วมารมีหน้าที่อะไร..มารเป็นได้แค่นักฉวยโอกาสที่ใช้ความบาปกับความอ่อนแอของเราเป็นสะพาน..ที่จะก้าวข้ามเข้ามาในชีวิตเรา..มันทำได้แค่ปลุกเร้าความบาปของเนื้อหนังให้รุนแรงขึ้นหรือเข้มข้นขึ้น..เท่านั้นเอง (แล้วมันจะบิ๊วท์ได้มากน้อย ก็ขึ้นอยู่กับพื้นฐานจิตใจของแต่ละคน) ในเรื่องความเชื่อก็เหมือนกัน..ความกลัวกับความสงสัยก็เป็นประตูนึง..ที่เปิดโอกาสให้มารเข้ามามีอิทธิพลในชีวิตของเรา
เปิดไปดูกาลาเทีย5:16-19 เพราะฉะนั้น ในกรณีของซาอูลก็คือ..โอเค เขาคุ้มดีคุ้มร้ายอยู่แล้วเพราะมีวิญญาณชั่วมาสิง แต่เมื่อเขาอิจฉาดาวิด..อันนี้คือ”เนื้อหนังของเขาเอง” (ไม่เกี่ยวกับมาร ไม่เกี่ยวกับวิญญาณชั่ว ) แต่จุดนี้แหละ..ที่เปิดโอกาสให้มาร..”ได้สาดน้ำมันเข้ากองไฟ”..อาการคุ้มดีคุ้มร้ายของซาอูลเลยหนักขึ้น กลายเป็นอยากฆ่าคน เด็กๆเข้าใจมะ..ไอ้ที่เปลี่ยนเป็นอยากฆ่าคนเนี่ย..คือผลงานการเติมเชื้อของมาร
ดู1ซมอ.18:12-16 อาการหนักขึ้นทุกวัน ตอนนี้แทบจะทนเห็นหน้าดาวิดไม่ได้แล้ว..เลยอยากกำจัดไปให้พ้นหน้า..ใช้วิธีตั้งให้เป็นผู้บังคับบัญชากองพัน ดูเผินๆเหมือนซาอูลรักดาวิดมาก..เลื่อนยศให้ แต่ที่คิดในใจก็คือ..อยากส่งให้ไปตายหรืออย่างน้อยก็ไปอยู่ไกลๆจะได้ไม่ต้องเห็นหน้า แต่ข้อที่14บอกว่า ไม่ว่าดาวิดจะทำอะไรก็สำเร็จไปหมดเพราะพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเขา ประชาชนก็ยิ่งรักใคร่ชื่นชม..จนซาอูลแทบจะอกแตกตาย
ดู1ซมอ.18:17-18 ซาอูลยังไม่ละความพยายามที่จะกำจัดดาวิด พอแผนแรกไม่เวิร์คก็เลยจะให้ดาวิดไปอยู่ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น เอาลูกสาวตัวเองมาล่อ..ตั้งข้อเสนอใหม่ให้ดาวิดต้องทำบางอย่างเพื่อแลกกับเมราบลูกสาวของตัวเอง ซาอูลใช้คำพูดน่าเชื่อถือมาก..คือยกพระเจ้ามาอ้าง(อีกแล้ว) เพราะข้อที่17 นี้ซาอูลพูดว่า..”ขอแต่เธอจงเป็นคนกล้าหาญ สู้ศึกของพระเจ้าเท่านั้น” แต่เราขอบพระคุณที่พระคำตอนนี้ไม่ได้บอกไว้แค่เปลือกนอกของซาอูล เพราะประโยคต่อไปบอกไว้ชัดเจนว่าซาอูลคิดอะไร “เราอย่าฆ่าดาวิดด้วยมือของตัวเองเลย เดี๋ยวจะเป็นที่ครหา..ยืมมือคนฟิลิสเตียฆ่ามันดีกว่า..น่าจะเนียนกว่าเยอะ” นี่คือสิ่งที่พระเจ้าบอกเรา เมื่อพระองค์ชันสูตรใจของซาอูล แต่ดาวิด..ก็ปฏิเสธข้อเสนอ ไม่ใช่เพราะกลัวตาย แต่เขาเจียมตัว ดาวิดพูดทำนองว่า..เขาเป็นแค่คนธรรมดา จะไปเป็นเขยของกษัตริย์ได้ไง
ดู1ซมอ.18:20-22 ลูกสาวอีกคนของซาอูลชื่อ”มีคาล” เกิดหลงรักดาวิด พอซาอูลรู้เข้าก็ดีใจมาก เพราะเป็นโอกาสจะทำแผนชั่วอีกครั้ง เพราะข้อที่21 ก็ยังบอกเราเหมือนเดิมว่า..ซาอูลแอบคิดในใจ..ว่าจะใช้ลูกสาวเป็นเดิมพัน แลกกับการให้ดาวิดไปเสี่ยงตายในสนามรบ คราวนี้ซาอูลส่งมหาดเล็กไปบิ๊วท์..พูดจาหว่านล้อมดาวิดให้ยอมมาเป็นเขยของกษัตริย์ แต่คำตอบก็ยังเหมือนเดิม เพราะดาวิดเจียมตัว ดาวิดบอกพวกมหาดเล็กว่า..การจะเป็นราชบุตรเขยเนี่ยมันไม่ใช่เรื่องเล็กๆนะ เขาไม่มีชื่อเสียงหรือทรัพย์สินอะไรเลย แล้วจะหาสินสอดที่ไหนให้สมหน้าสมตา
ดู1ซมอ.18:25-26 พอดาวิดพูดอย่างงั้น..ก็เข้าทางซาอูล เขาให้คนไปบอกดาวิดว่า..เขาไม่เอาสินสอดอะไรทั้งนั้น ดาวิดสบายใจได้ แต่ดาวิดต้องตอบแทนเขาด้วยวิธีอื่น..(อะไร?)..ไปเอาหนังหุ้มปลายองคชาติของพวกฟิลิสเตียมาให้เขาร้อยคน จริงๆหมายถึงจะเอาชีวิตพวกฟิลิสเตียน่ะแหละ(ซาอูลคงคิดว่า..คราวนี้ดาวิดไม่รอดแน่) แต่ข้อเสนอครั้งนี้..กลับทำให้ดาวิดสนใจ ชักอยากได้มีคาลมาเป็นภรรยา นอกจากได้ภรรยาแล้วดาวิดยังคิดว่านี่คือโอกาสที่จะได้รับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้าอีกด้วย เลยไม่รอช้ารีบลุกไปสู้กับพวกฟิลิสเตีย แทนที่ดาวิดจะถูกฆ่าตายอย่างที่ซาอูลแอบหวังไว้ในใจ ดันไปได้ปลายหนังองชาติมาถึงสองร้อย ขอแค่ร้อยเดียว..เกทับซะเลยเอาไปสองเท่า
ดู1ซมอ.18:28-30 ในที่สุดซาอูลต้องจำยอมรับดาวิดมาเป็นลูกเขย แถมลูกสาวเขาก็รักดาวิดมากซะด้วย ก่อนหน้านี้(โยนาธาน)ลูกชาย..ก็รักดาวิดเป็นเพื่อนร่วมตายมาคนนึงละ ตอนนี้ซาอูลเลยกลุ้มใจสุดๆ เพราะดาวิดเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นทุกวันแล้วก็เป็นที่รักของทุกคนด้วย ซาอูลเริ่มเห็นชัดเจน..ว่าพระเจ้าทรงสถิตกับดาวิดจริงๆ เพราะไม่ใช่แค่ฆ่าไม่ตาย..แต่ยิ่งคิดจะทำลายดาวิดก็ยิ่งเกิดผล ข้อที่29 ถึงบอกว่า..ตอนนี้ซาอูลรู้สึกกลัวดาวิดมาก จริงๆแล้วไม่รู้จะกลัวทำไม เพราะถ้าซาอูลลองคิดดูดีๆ เขาต้องมองเห็น..ว่าดาวิดเนี่ย..เป็นผู้รับใช้ที่สัตย์ซื่อที่สุด ถ้ารู้จักใช้..คนๆนี้จะยังทำประโยชน์ให้ประเทศชาติได้อีกเยอะ แต่เพราะความอิจฉา..เลยเห็นดาวิดเป็นคู่แข่ง ทั้งที่ความจริงดาวิดก็ยังเป็นแค่คนใต้บังคับบัญชา เรียกว่ากลัวล่วงหน้าไปซะงั้น
ซาอูลต้องการฆ่าดาวิดอย่างเปิดเผย
ดู1ซมอ.19:1-3 ซาอูลเป็นคนประเภทที่ไม่ชอบเป็นสองรองใคร เพราะฉะนั้น ความเก่งกล้าของดาวิดที่โดดเด่นขึ้นทุกวัน..เลยเป็นเหมือนหนามทิ่มแทงใจ อะไรที่มันเคยซ่อนอยู่ข้างใน ตอนนี้ซ่อนไม่ได้แล้ว..ซาอูลเลยสั่งให้คนรับใช้ใกล้ชิด รวมทั้งโยนาธานด้วย..ให้ฆ่าดาวิด แต่โยนาธานก็รักดาวิดมาก เขาเลยบอกดาวิดว่า..”เขาจะพูดกับซาอูลเอง..ให้พ่อเลิกล้มความตั้งใจที่ฆ่าดาวิด” กล้ามากก เพราะไร..การไปพูดขวางลำซาอูล..อาจถึงตายได้นะ โยนาธานเป็นลูกก็จริง แต่อย่าลืมว่าซาอูลก็ไม่ได้พิศวาทอะไรเขานักหนา..ตัวเองก็เคยถูกพ่อพยายามฆ่ามาแล้ว(จำได้มะ) แต่เพื่อดาวิด..โยนาธานยอมเสี่ยง แล้วนี่ก็คือ..แบบอย่างของการรักเพื่อนเหมือนรักตัวเอง
ดู1ซมอ.4-5 เราจะเห็นว่า..โยนาธานพูดกับซาอูลด้วยความเคารพ เขาพยายามชี้ให้พ่อเห็นคุณงามความดี..ความซื่อสัตย์ของดาวิด โยนาธานบอกซาอูล..ว่าเวลาที่ดาวิดประสบความสำเร็จ..ซาอูลที่เป็นกษัตริย์ก็จะพลอยได้รับประโยชน์ไปด้วย แล้วโยนาธานก็ลงท้ายว่าการจะเป็นศัตรูกับดาวิดเนี่ย..คงจะไม่ฉลาดเท่าไหร่ ที่แย่หนักกว่านั้น..มันจะเป็นบาปด้วย เพราะเป็นการกระทำให้โลหิตของผู้ไร้ความผิดตก (คือทำร้ายคนบริสุทธิ์) หลังจากที่โยนาธานพูดยืดยาว ชักแม่น้ำทั้งห้าก็ปรากฎว่า..ได้ผล ซาอูลยอมเลิกล้มความตั้งใจที่จะฆ่าดาวิด เขาให้สัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะเลย ว่าตราบใดพระเจ้าทรงพระชนม์อยู่เขาก็จะไม่ฆ่าดาวิด (แต่เขาก็รักษาสัญญาได้ไม่นาน)
ดู1ซมอ.19:8-10 ข้อนี้บอกว่า ดาวิดออกไปทำสงครามกับพวกฟิลิสเตียอีก แล้วก็ได้ชัยชนะกลับมา(อีกแล้ว) และพระคำภีร์ก็ต่อเนื่อง..ว่าวิญญาณชั่วก็มาสิงซาอูลอีก ดาวิดเลยต้องมาเล่นพิณให้ฟัง และอีกครั้งที่ซาอูลพยายามที่จะฆ่าดาวิด ข้อสิบบอกว่า..ซาอูลพุ่งหอกหมายปักดาวิดให้ติดผนัง แต่ดาวิดก็หนีรอดไปได้ สังเกตดูให้ดี..วิญญาณชั่วชักจะมาบ่อย โดยเฉพาะเวลาที่ดาวิดประสบความสำเร็จหรือมีชัยชนะเหนือศัตรู (ทำไมชอบมาตอนที่คนอื่นเขาได้ดี) ก่อนหน้านี้พระคำภีร์บอกว่า..เมื่อดาวิดเล่นพิณ วิญญาณชั่วก็พรากไป แต่พอช่วงหลังๆไม่ใช่แค่ไม่ไปนะ..มันครอบงำให้ซาอูลชั่วร้ายขึ้นกว่าเดิม เนี่ย..ชัดเลย ว่าความอิจฉากับความโกรธของซาอูลนี่แหละ..ที่เป็นสื่อให้มารเข้ามามีอิทธิพลในตัวเขาได้ (อย่างเต็มขนาด)
เพราะฉะนั้นการบังคับตนถึงสำคัญมาก เพราะเมื่อไหร่ที่เรายอมแพ้ต่อกิเลสของเนื้อหนัง..ไม่ว่าเรื่องไหนก็ตาม..มันเท่ากับเราเปิดโอกาสให้มารคืบคลานเข้ามาในชีวิต
ดู1ซมอ.19:11-13 ซาอูลยังไม่ละความพยายาม คงต้องฆ่าดาวิดให้ได้..เลยส่งคนไปสังเกตุการแถวๆบ้าน สั่งให้รอจนเช้าก่อนแล้วค่อยฆ่า..นี่เป็นอุบายที่จะทำให้ดาวิดตายใจ เพราะคิดว่าอยู่กะบ้านก็คงปลอดภัยละ แต่”มีคาล”ภรรยาของเขา รู้จักพ่อตัวเองดี..เลยบอกดาวิดว่าให้รีบหนีไปตั้งแต่คืนนี้เลย..ถ้าไม่อยากตาย ข้อที่12 บอกว่า..มีคาลส่งดาวิดลงทางหน้าต่าง แล้วก็เตรียมอุปกรณ์จัดฉากเสร็จสรรพ เอารูปเคารพมานอนแทนที่ดาวิด คือถ้ามองไกลๆคงเหมือนมีคนนอนอยู่
ดู1ซมอ.19:14-17 พอผู้สื่อสารของซาอูลมาเคาะประตู มีคาลก็บอกว่าดาวิดป่วย แต่ซาอูลไม่เชื่อ สั่งให้คนไปเอาตัวดาวิดมาคือจะฆ่าให้ได้ พอไปค้นที่นอนถึงรู้ว่าถูกหลอก..ซาอูลโกรธจนหน้าเขียว แต่มีคาลหลอกพ่อว่าไร..เธอจำเป็นต้องร่วมมือ ไม่อย่างงั้นก็จะถูกดาวิดฆ่า
ดู1ซมอ.19:18-20 มีคาลถ่วงเวลาได้ผลนะ เพราะดาวิดไปไกลถึงเมืองรามาห์จนได้เจอกับซามูเอล แล้วก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ซามูเอลฟัง ส่วนซาอูลก็ไม่เลิกลา..ให้คนไปตามจับดาวิดที่รามาห์ แต่พอคนของซาอูลไปถึงพระคำภีร์บอกว่า..พระวิญญาณของพระเจ้าก็มาสถิตกับเขา แทนที่จะจับดาวิด..ก็ไม่จับกลับไปเผยพระวจนะแทน ซาอูลก็ไม่ยอมแพ้ส่งคนไปใหม่..ถึงสามครั้ง แต่ทุกครั้งก็เหมือนเดิม ทุกคนที่ซาอูลส่งไปถูกพระเจ้าควบคุม..ไม่มีใครจับดาวิดเลยทุกคนเอาแต่เผยพระวจนะ
ดู1ซมอ.19:23-24 ซาอูลยังไม่ยอมเข้าใจ..ว่าถึงจะพยายามไปก็ไร้ประโยชน์ ก็เลยตั้งใจจะไปจัดการดาวิดด้วยตัวเอง แต่พอเริ่มเข้าใกล้ดาวิด..พระวิญญาณพระเจ้าก็มาสถิตเหนือซาอูล คือ..เข้าควบคุมทั้งความคิดและการกระทำ ซาอูลก็เลยเผยพระวจนะ แล้วก็ถอดเสื้อผ้าตัวเองนอนเปลือยกายอยู่ต่อหน้าซามูเอลทั้งวันทั้งคืน คำเล่าลือเรื่องความเพี้ยนของซาอูลคงจะกระฉ่อนไปทั่ว เรื่องนี้ทำให้เรารู้ว่า..ไม่มีใครสามารถฆ่ากษัตริย์ที่พระเจ้าเจิมไว้ได้ ในบริบทนี้ก็คือ”ดาวิด”
แล้วคุ้นๆมะ เหมือนใครที่โดนตามฆ่าอย่างเงี้ย..พระเยซูคริสต์ไง กษัตริย์ของมนุษยชาติที่พระเจ้าเจิมไว้และทุกคนต้องยอมรับถ้าอยากได้รับความรอด ดาวิดเป็นเหมือนเงาของพระคริสต์ที่พระเจ้าสำแดงให้เราเห็น
ที่สุดแล้วต้องบอกว่าซาอูลสิ้นคิดมากจริงๆ ที่พยายามจะฆ่าดาวิด เพราะพระเจ้าไม่ได้เลือกดาวิดให้เป็นแค่กษัตริย์ของอิสราเอลเท่านั้น แต่พระองค์เลือกเขาให้เป็นต้นตระกูลของพระเมสสิยาห์..คือเยซูคริสต์ของเราด้วย ซาอูลคงต้องหน้ามืดตามัวจริงๆ..เพราะแค่สองบทนี้..เขาพยายามจะฆ่าดาวิดถึงสิบสองครั้ง
ดู1ซมอ.20:1-2 ดาวิดตัดสินใจหนีมาหาโยนาธาน เพื่อเล่าเรื่องที่ซาอูลตามฆ่าเขาให้โยนาธานฟัง เราจะเห็นว่า..ดาวิดใช้คำพูดที่แสดงถึงความถ่อมใจอย่างมาก ข้อที่1 ดาวิดเพียงแต่ถามโยนาธานว่า..เขาทำผิดหรือทำบาปอะไร ซาอูลถึงต้องทำกับเขาขนาดนี้ ดาวิดไม่ได้กล่าวหาหรือใช้คำพูดโจมตีซาอูลเลย..ทั้งที่ถูกกระทำอย่างหนัก ตอนแรกโยนาธานก็ไม่เชื่อ เพราะเขาคิดว่าถ้าพ่อมีแผนจะฆ่าดาวิดจริงๆ..เขาก็น่าจะรู้เพราะเขาเป็นลูก (นี่โยนาธานเข้าใจอะไรผิด หรือสำคัญตัวเองพลาดไปรึเปล่า)
ดูต่อ1ซมอ.20:3-4 ดาวิดบอกว่า..ที่ซาอูลไม่บอกแผนที่จะฆ่าเขาให้โยนาธานรู้ ก็เพราะเราเป็นเพื่อนรักกัน ซาอูลเลยเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ แล้วดาวิดก็ยืนยันว่า..ตอนเนี้ย เขากำลังอยู่ในอันตรายนะ ความตายห่างเขาแค่ก้าวเดียวเพราะซาอูลเอาจริง โยนาธานถึงเชื่อแล้วก็รับปากจะช่วยดาวิดเต็มที่ ดาวิดก็เลยวางแผน..คือพรุ่งนี้จะเป็นวันดวงจันทร์เต็มดวง ซึ่งเป็นวาระที่ต้องถวายสัตวบูชา ซึ่งดาวิดจะต้องอยู่ด้วยเพราะเขาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว แต่ดาวิดบอกว่าเขาจะไม่มา แล้วดูว่าซาอูลจะโกรธมั๊ย ถ้าโกรธแปลว่า..อยากหาเรื่อง
ดู1ซมอ.20:8-9 ข้อนี้ดาวิดพูดเหมือนโยนาธานเป็นเจ้านาย แล้วตัวเองเป็นคนรับใช้ ซึ่งจริงๆก็ถูกนะ เพราะตอนนั้นโยนาธานยังเป็นโอรสของกษัตริย์ ดาวิดบอกว่า..ถ้าโยนาธานพบว่าเขาทำผิดอะไร ขอให้โยนาธานเป็นคนฆ่าเขาเอง โยนาธานตกใจ..แล้วบอกว่า ถ้าเขารู้ว่าดาวิดถูกปองร้ายเขาต้องบอกดาวิดแน่ แล้วเขาก็ไม่มีวันฆ่าดาวิดด้วย
ข้อที่ 10 ดาวิดบอกว่า..”ถ้าเสด็จพ่อตอบท่านอย่างดุดัน ใครจะมาบอกแก่ข้าพเจ้าได้” หมายความว่าไง “ตอบอย่างดุดัน” พูดง่ายๆก็คือถ้าซาอูลเกิดฆ่าโยนาธานล่ะ..ใครจะมาเตือนดาวิด (โอโห..ดาวิดพูดเพราะจัง..”ถ้าเสด็จพ่อตอบอย่างดุดัน”) เพราะจริงๆก็คือ..ถ้าเขาฆ่าyouล่ะ มันเป็นไปได้นะ..โยนาธานก็รู้..เพราะซาอูลทำทุกอย่างเพื่อตัวเองได้อยู่แล้ว
ดู1ซมอ.20:11-12 มาถึงตรงนี้ โยนาธานเริ่มระแวง..กลัวจะมีใครแอบฟังเขาคุยกับดาวิด เลยชวนกันไปคุยในทุ่งนา แล้วโยนาธานก็สัญญาว่าในช่วงงานเทศกาลสามวันนี้ เขาจะส่งข่าวให้ดาวิดรู้แน่นอน..ว่าซาอูลมีท่าทียังไง ถ้าดูแล้วอารมณ์ดีไม่ได้มีท่าทีร้ายกาจก็จะให้คนไปบอก แต่ถ้าอาละวาดจะเอาเรื่องดาวิด โยนาธานก็ต้องส่งข่าวไปแน่นอน..ดาวิดจะได้หนีทัน แล้วข้อที่13 โยนาธานก็ออกปากสาบานในนามพระเจ้า..ว่าถ้าเขาผิดคำพูด ขอให้พระเจ้าลงโทษแล้วให้เขาเป็นเหมือนซาอูลที่ถูกวิญญาณชั่วสิง
ดู1ซมอ.20:14-16 โยนาธานขอคำมั่นสัญญาบางอย่างจากดาวิด ขออะไร..ขอให้ดาวิดจำไว้นะ..ว่าเราเป็นเพื่อนร่วมสาบาน คำว่า”เมื่อพระเจ้าทรงกำจัดศัตรูทั้งสิ้นของดาวิดเสียจากผิวพิภพแล้ว..” (หมายความว่าไร) โยนาธานหมายถึง ถ้าดาวิดได้ครองบัลลังก์เมื่อไหร่..ขอให้ไว้ชีวิตเขาและพงพันศ์ของเขาด้วย ทำไมโยนาธานถึงพูดอย่างงี้..เขามั่นใจมากๆว่า ดาวิดจะไม่ตายแล้วต้องได้เป็นกษัตริย์ของอิสราเอลด้วย โยนาธานเลยอยากได้ความมั่นใจ..ว่าเขากับลูกหลานจะไม่ถูกกำจัด เพราะทั่วๆไป..ไม่ว่าประเทศไหน ถ้ามีการล้มล้างหรือเปลี่ยนราชวงศ์ใหม่ กษัตริย์องค์ใหม่ก็มักจะฆ่าล้างเผ่าพันธ์ราชวงศ์เดิมจนหมดเกลี้ยง..เพื่อความปลอดภัยของราชบัลลังก์ (อันนี้ถือเป็นเทรดดิชั่นเลย)
ดู1ซมอ.20:20-22 โยนาธานเริ่มวางแผน เขาบอกให้ดาวิดหลบอยู่สามวัน หลังจากนั้นให้ออกไปซ่อนตัวในทุ่งนา แล้วโยนาธานจะส่งสัญญาณให้รู้คำตอบ โดยเขาจะยิงธนูสามลูก แล้วสั่งให้เด็กออกไปหาลูกธนู ถ้าโยนาธานสั่งให้เด็กไปเก็บลูกธนูที่อยู่ข้างๆ ข้างไหนก็ตามแล้วแต่จะบอก แปลว่า..ปลอดภัย แต่ถ้าเขาบอกเด็ก..ว่าจงไปเก็บลูกธนูที่อยู่ตรงหน้าเจ้า ก็ให้ดาวิดเข้าใจเลยว่า..ซาอูลจะฆ่าเขา และให้รีบหนีไป
น้าตุ๊กฝากไว้แค่นี้ก่อนนะคะ พบกันสัปดาห์หน้าค่ะ
ขอพระเจ้าอวยพร
วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2553
หนังสือ 1ซามูเอล ครั้งที่ 11 อาทิตย์ที่ 25:4:2010
บทที่ 17 ดาวิดฆ่าโกลิอัท
ดู 1ซมอ.17:1-3 หลังจากที่โยนาธานไล่ตีพวกฟิลิสเตียจนกระจายไปตอนนั้น เราคงจำได้..ว่าอิสราเอลกวาดล้างพวกฟิลิสเตียได้ไม่หมด พูดจริงๆแล้วการที่ซาอูลไม่ยอมให้ทหารกินข้าวก็มีส่วนมากที่ทำให้เกิดปัญหาตามมา..การไล่ตามพวกฟิลิสตียก็เลยต้องจบลงก่อนเวลา
มาครั้งนี้พวกฟิลิสเตียก็เลยยกทัพมา..ตั้งใจจะแก้แค้นคนอิสราเอลเพื่อกู้ศักดิ์ศรีคืน.. เพราะคราวที่แล้วอิสราเอลก็เล่นเอาพวกฟิลิสเตีย”เสียรูป”ไปเหมือนกัน
ดู1ซมอ.17:4-7 / 10-11 ข้อนี้บอกว่า..มีชายคนนึงชื่อโกลิอัท เป็นยอดทหารของคนฟิลิสเตีย..ออกมายืนขู่คำราม ข่มขวัญคนอิสราเอล ท้าทายให้ส่งคนออกมาดวลกับเขา.. ข้อที่ 11บอกว่า ซาอูลกับคนอิสราเอลก็กลัวโกลิอัทมากก เพราะไร..พระคำภีร์บอกว่า..โกลิอัทสูงถึงหกศอกคืบ คือประมาณ “เกือบสิบฟุต” แถมยังมีแอ๊กเซสเซอรรี่เพียบ ทั้งหมวก..เสื้อเกราะ..สนับแข้งทอง แล้วยังมีหอกด้วย และทั้งหมดนี้ทำด้วยทองสัมฤทธิ์ แต่ละอันหนักหลายร้อยหลายพันเชเขล (ฟุล ออฟชั่น) คนอิสราเอลมองแล้วก็ขนลุก..เลยยังไม่มีใครกล้ารับคำท้า
ดู1ซมอ.17:14-16 “ดาวิดเป็นบุตรคนสุดท้อง เขาเทียวไปเทียวมาระหว่างกองทัพของซาอูลกับบ้านที่เลี้ยงแกะของพ่อ..” ลักษณะที่พระคำภีร์พูดถึงดาวิด..ต่างจากโกลิอัทอย่างสิ้นเชิง ไม่มีการบรรยายถึงยศฐาบรรดาศักดิ์หรืออาวุธที่น่าเกรงขามของดาวิด พระคำภีร์เพียงแต่พูดถึงครอบครัวของเขา..ที่อ่านแล้วน้าตุ๊กได้กลิ่นอายของชาวนาชาวไร่ ไม่ใช่บรรยากาศในรั้วในวังและพระคำภีร์ก็บอกเราว่าดาวิดเป็นลูกคนเล็ก(อีกต่างหาก) แค่นั้น....
จุดนี้เป็นสิ่งที่พระเจ้าย้ำกับเราอีกครั้งนึง..ว่าพระองค์มองไม่เหมือนที่มนุษย์มอง แล้วถ้าพระองค์เลือกใครแล้ว “เขาไม่ต้องมีอะไรเลยก็ได้” เหมือนดาวิด..ที่เดี๋ยวจะปราบโกลิอัทได้ด้วยอาวุธกระจอกๆ (จริงๆแล้วแทบจะมือเปล่าเลยด้วยซ้ำ)
ดู1ซมอ.17:17-18 เจสซีสั่งให้ดาวิดเอาอาหารไปส่งให้พี่ชาย..ที่ประจำการอยู่ในสนามรบ แต่หลักๆแล้วคือ..เจสซีอยากรู้ข่าวพี่ๆของดาวิด..ว่ายังสบายดีมั๊ย และประเด็นหลักของข้อนี้ก็ยังคงชี้ให้เราเห็นภาพลัษณ์ที่ต่าง..ระหว่างดาวิดกับโกลิอัทอยู่ คือในขณะที่โกลิอัทมีตำแหน่งใหญ่โตเป็นถึงยอดทหารของฟิลิสเตีย..มีการฝึกฝนมาอย่างดี แล้วดาวิดเป็นใคร..เด็กส่งข้าวหรือเด็กส่งเสบียง..หน้าที่หลักๆก็เลี้ยงแกะ สลับกะไปดีดพิณให้ซาอูลฟัง เพราะฉะนั้น..ถ้ามองฝ่ายโลกแล้ว”ดาวิดไม่ใช่คนสำคัญอะไร”
แต่ถึงยังไง..พระคำตอนนี้ก็ยังทำให้น้าตุ๊กเห็นถึงความโดดเด่นบางอย่างของดาวิด..เรื่องอะไร..”ความเชื่อฟังไง” เรารู้ว่าดาวิดต้องเป็นคนว่าง่าย ใช้ง่าย เชื่อฟัง..พ่อบอกให้ทำอะไรก็ทำ..เพราะจากประสบการณ์ตัวเองแล้ว..ถ้าลูกคนไหนใช้ยากก็จะไม่อยากใช้ แล้วอย่างระยะทางที่ดาวิดต้องไปหาพี่ๆเนี่ย..ก็ไกลอยู่..ซัก 6-7กิโลได้มั้ง แต่ดาวิดไม่บ่นซักคำ มันทำให้เราเห็นว่า..ด้วยเหตุผลเดียวกันนี้..พระเจ้าจึงพอพระทัยและเลือกใช้ดาวิด ตรงจุดนี้พระองค์ยังทำให้เรารู้อีกว่า..”คนที่จะเชื่อฟังพระเจ้าได้ ต้องเป็นคนที่เชื่อฟังพ่อแม่ด้วย” เพราะพระเจ้าทรงสะท้อนความสัมพันธ์ของเรากับพระองค์ในแบบเดียวกับที่ลูกพึงมีต่อพ่อแม่” เพราะฉะนั้น..มันเป็นไปไม่ได้เลย..ที่เราจะเชื่อและกระทำตามพระเจ้าอย่างสุดใจ ในขณะที่ยังดื้อดึง..หรือมองไม่เห็นหัวพ่อแม่ (นี่เรื่องจริง) แต่โอเค..ถ้าคุณยืนยันว่าคุณรักพระเจ้า ในขณะที่ยังไม่ลงรอยกับพ่อแม่..ก็ไม่เป็นไร จงยึดมั่นความรักที่มีต่อพระเจ้าเอาไว้ แล้วหันกลับไปนับหนึ่ง..กับพ่อแม่หรือกับครอบครัวก่อนจะดีกว่า
ดู1ซมอ.17:20-21/25-27 ข้อนี้ย้ำชัดเจนอีกครั้งนึง..ว่าดาวิดตื่นแต่เช้ามืดเพื่อจะเอาอาหารไปส่งให้พี่ๆที่อยู่ในสนามรบตาม”ที่พ่อสั่ง” พอไปถึงเขตแนวรบ..ดาวิดก็เข้าไปทักพี่ชาย พอดีกะที่..โกลิอัทก็ออกมาข่มขวัญท้าให้คนอิสราเอลมาสู้กับเขา แล้วดาวิดก็เห็นทหารอิสราเอลตกใจ..หนีกันกระจาย..รวมทั้งพี่ชายของเขาด้วย ข้อที่25 บอกว่า..ดาวิดได้ยินคนอิสราเอลพูดว่า ก.ซาอูลจะมอบรางวัลอย่างงามให้ใครก็ตามที่ฆ่าโกลิอัทได้ สิ่งที่ดาวิดได้ยินทำให้เขางงมาก ถึงกะต้องถามซ้ำอีกครั้งนึง..ว่าถ้าใครฆ่าโกลิอัทได้..ซาอูลจะให้อะไรนะ
ตรงนี้..เด็กๆอย่าเข้าใจผิด..ว่าดาวิดกำลังตาโตกับรางวัลของซาอูล ที่เขาถามซ้ำเพราะดาวิดคิดว่า..เฮ้ย รางวัลมากมายขนาดนี้ใครได้ยินก็น่าจะอยากได้ แล้วดาวิดก็มองว่าการฆ่าโกลิอัทอ่ะ..ง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วยซะอีก..เพราะไร
ก็ฟิลิสเตียคนนี้..มันสาปแช่งพระเจ้า เพราะงั้นพระองค์ไม่เอามันไว้แน่ ขอแค่กล้าออกไป..ใครก็ได้ ต้องชนะอยู่แล้ว แล้วทำไม..ไม่มีใครกล้าซักคน ดาวิดไม่เข้าใจจริงๆถึงได้ถามซ้ำแล้วซ้ำอีก
ดู1ซมอ.17:28-30 พอ”เอลีอับ” พี่ชายคนโต เห็นดาวิดพูดเรื่องโกลิอัทกับทหารคนอื่น ก็โกรธ.(จะโกรธทำไมเนี่ย) เขาหาว่าดาวิดคิดชั่ว หน้าที่ตัวเองมีไม่ทำ..ทะเยอทะยาน..อยากจะมารู้เรื่องในสนามรบ ดาวิดเลยบอกว่า..เขายังไม่ได้ทำไรเลยนะ แค่ถามคำเดียวเอง ที่มานี่ก็พ่อใช้มา..เอาข้าวมาให้เอ็งอ่ะแหละ แล้วเขาก็ไม่ได้ทิ้งงานด้วยเพราะฝูงแกะก็มีคนดูแทน
ดู1ซมอ.17:31-33 เราจะเห็นว่า..ดาวิดไม่ได้ท้อถอยกับคำเหยียดหยามของเอลีอับ (พี่ชายคนโต) แต่กลับยืนยันตามความเชื่อของตัวเอง..ว่าใครๆก็สามารถปราบโกลิอัทได้ แต่ในเมื่อไม่มีใครกล้าทำ ดาวิดก็เลยอาสาที่จะทำเอง
พอซาอูลรู้ข่าวก็ให้คนมาตามดาวิด ดาวิดบอกซาอูลว่า..”อย่าให้จิตใจของผู้ใดฝ่อไปเพราะชายคนนั้นเลย..” คือดาวิดพูดลักษณะให้กำลังใจ ทุกๆคนรวมทั้งซาอูลด้วย..ว่าอย่ากลัวลิอัทเลย เดี๋ยวเขาจะจัดการให้ แต่ซาอูลก็เตือนดาวิดว่า..”เจ้าสู้โกลิอัทไม่ได้หรอก เพราะเขาเป็นทหารที่ชำนาญการรบ ส่วนดาวิดอ่ะ..ยังเด็กแล้วก็ขาดประสบการณ์” คือ ซาอูลก็พูดอย่างถนอมน้ำใจ ไม่ได้ติว่าดาวิดตัวเล็ก..ดูแล้วเทียบโกลิอัทไม่ได้ แต่ซาอูลพูดอย่างมีน้ำใจ
ดู1ซมอ.17:34-36 ดาวิดไม่เปลี่ยนใจ..ยืนยันขอไปสู้กับโกลิอัท เขาอธิบายให้ซาอูลฟังว่าเขาเคยดูแลแกะให้พ่อ..เวลาที่สิงโตหรือหมีมาเอาแกะไป เขาก็จะไล่ตาม..ไปเอาลูกแกะกลับมา ดาวิดยังยืนยันด้วยว่า..เขาเคยฆ่าสัตว์ร้ายพวกนั้นมาแล้ว ไม่ใช่ตัวเดียว..หลายตัว (เพราะในฉบับภาษาอังกฤษ จะเป็นพหูพจน์) ข้อที่36 ดาวิดบอกว่า..”ฟิลิสเตียผู้มิได้เข้าสุนัตคนนี้ก็เป็นเหมือนสัตว์ร้ายตัวนึง..”
ดาวิดต่างจากคนอื่น เพราะเขา”มีความเชื่อ” และความเชื่อก็ทำให้ดาวิดมองสถานการณ์นี้..เป็นเหมือนเรื่องปกติที่เขาเจอในชีวิตประจำวันตอนเลี้ยงแกะ ไม่ใช่เรื่องแปลกใม่หรือน่าตกใจ เพราะไร..
โกลิอัทแข็งแรง ฆ่าคนได้ใช่มะ สิงโตกับหมีก็เหมือนกัน...
แล้วโกลิอัทก็ยังปากเสีย ดูหมิ่นพระเจ้า แล้ววันๆก็เอาแต่ขู่คนอิสราเอล..เหมือนสิงโตกับหมีที่เจอทีไรมันต้องคำรามใส่ทุกที แต่ทั้งหมดนี้..ดาวิดก็เคยฆ่ามาหมดละ เพราะพระเจ้าช่วยเขา (ดาวิดเชื่อ) เพราะฉะนั้น ในสายตาของดาวิด..โกลิอัทก็เหมือนสัตว์ร้ายตัวนึงเท่านั้นเอง...แล้วทำไมเขาต้องกลัวด้วย
ดู1ซมอ.17:38-40 ในที่สุดซาอูลก็โอเค..ยอมให้ดาวิดออกไปสู้กับโกลิอัท แต่ที่น่าสังเกตุก็คือ..ข้อที่38 บอกว่า..ซาอูลลงทุนเอาชุดนักรบของตัวเองให้ดาวิดใส่ อะไรจะใจดีขนาดนั้น ..เพราะเครื่องทรงของกษัตริย์..มันไม่ใช่จะผลัดกันใส่ได้ง่ายๆ หรือซาอูลคิดอะไรในใจ..มองไกลๆคนจะคิดว่าเขาออกไปสู้เองรึเปล่า (อันนี้ก็ไม่รู้นะ) แต่พอดาวิดใส่แล้ว..ก็อึดอัด เพราะไม่ชินกะชุดนักรบ..เลยถอดออก แล้วเลือกที่จะไปสู้กับโกลิอัทด้วยอาวุธบ้านๆที่เขาถนัด ข้อที่40 บอกว่า..เขาหยิบหินห้าก้อนใส่ย่าม ในมือถือสลิง..แล้วก็ตรงไปหาโกลิอัทเลย...
ดู1ซมอ.17:41-43 โกลิอัทคงช็อคเล็กๆ..ตอนที่เห็นหน้าคู่ต่อสู้ พอหายงงก็เริ่มใช้ไม้เดิม..คือพูดจาดูถูกข่มขวัญดาวิด เพราะพระคำภีร์บอกว่า “ดาวิดเป็นคนหนุ่ม ผิวแดงๆ รูปร่างงามน่าดู..” คงใกล้เคียงกะบอยแบรนด์เกาหลีสมัยนี้.. ข้อที่43 โกลิอัทพูดว่า..”เห็นข้าเป็นหมารึไง ถึงได้ถือไม้เท้ามา..” เพราะไร..เวลาที่เราจะไล่หมา ก็จะถือไม้อันนึงไว้คอยไล่มัน โกลิอัทคงรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าที่อิสราเอลส่ง”บอยแบรนด์มาสู้กะเขา” อย่างงี้มันดูถูกกันชัดๆ โกลิอัทก็เลยด่าดาวิดเป็นการใหญ่..
ดู1ซมอ.17:44-46 โกลิอัทโกรธจัด..ที่เห็นอิสราเอลส่งเด็กเมื่อวานซืนออกไปสู้กับเขา..ก็เลยขู่ว่าจะฆ่าดาวิด..แล้วเอาศพไปเป็นอาหารนกกับสัตว์ในทุ่งนา คิดว่าดาวิดจะกลัวมะ..ไม่เลย เขาบอกโกลิอัทว่า.youอาจจะมีอาวุธครบมือ..แต่เขาจะสู้ในนามของพระเจ้าแห่งอิสราเอล..แล้วคอยดู..วันเนี้ยเขาจะตัดหัวโกลิอัท..แล้วคนที่จะต้องเป็นอาหารของนกกับสัตว์ป่า ก็คือพวกฟิลิสเตีย..ไม่ใช่เขา
คำพูดของดาวิดทำให้ทุกคนเห็นว่า..การสู้ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว เขาทำเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า แล้วชัยชนะก็มาจากพระองค์ โดยพระองค์และเพื่อพระองค์ เพราะข้อที่46 ดาวิดบอกว่า.. ”เพื่อทั้งภิภพจะได้รู้ว่า มีพระเจ้าพระองค์หนึ่งในอิสราเอล” แต่น้าตุ๊กขอแปลว่า..เพื่อที่ทุกคนจะได้รู้ว่า มีพระเจ้าของอิสราเอลเท่านั้นที่ยิ่งใหญ่สูงสุด..
ดู1ซมอ.17:48-49 พอโกลิอัทเริ่มเคลื่อนไหว ดาวิดก็วิ่งเข้าใส่เลย..ไม่รอให้เขามาถึงตัว วิ่งไปก็หยิบหินออกมาก้อนนึงใส่สลิง แล้วยิงไปที่หัวของโกลิอัท ถึงอาวุธจะไม่ได้หรูหราอลังการ..เพราะมันเป็นแค่หนังสติ๊ก ดูแล้วก็ไม่น่าประทับใจเท่าไหร่ (ไม่เหมือนพวกที่ยิงอาพีจี) แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ทำให้โลกต้องตะลึง เพราะมันฝังเข้าไปในกะโหลก ตัดจุดตาย..ไม่พลาดเพราะฉะนั้น เราอย่าไปคิดว่าการช่วยกู้ของพระเจ้า จะต้องมาพร้อมกับวิธีที่อัศจรรย์พันลึก หรือต้องมีอะไรที่มันเหนือธรรมชาติ..ดูหลอนๆแรงๆ..ไม่ใช่ เพราะพระเจ้าสามารถใช้วิธีง่ายๆได้เสมอ..ในการช่วยคนของพระองค์
อย่างดาวิดเนี่ย..พระเจ้าทรงประทานสติปัญญาให้ เขาถึงรู้จักใช้ความแม่นยำกับความเร็วเอาชนะความแข็งแกร่งของโกลิอัท ซึ่งถ้าเขาเชื่อซาอูล..ใส่ชุดเกราะเต็มยศออกไปสู้..ก็คงจะรุกฆาตไม่ได้เร็วขนาดนี้ หรืออาจจะแพ้ไปเลยก็ได้
ดู1ซมอ.17:50-52 พอโกลิอัทล้มลงดาวิดก็รีบวิ่งเข้าไปตัดหัวโกลิอัท แค่นั้นแหละคนฟิลิสเตียก็วงแตก เพราะไร..ยอดทหารของเขาตายซะแล้ว พระคำภีร์บอกว่า..วันนั้นคนอิสราเอลไล่ฆ่าพวกฟิลิสเตีย ไปจนถึงเมืองกัทและเมืองเอโครน ศพของพวกฟิลิสเตียตายเกลื่อนตั้งแต่สนามรบไปจนถึงประตูเมือง
นี่คืออัศจรรย์ของพระเจ้าแห่งอิสราเอล..เพราะจริงๆแล้วอิสราเอลไม่มีอะไรสู้เขาได้เลย เหมือนพวกเราที่ไม่มีวันจะสู้กับความบาปได้เลย เด็กๆเห็นมะ..ว่าสองเรื่องนี้มันภาพเดียวกัน แล้วพระเจ้าก็ส่งดาวิดมาช่วยอิสราเอล เหมือนที่ส่งพระเยซูคริสต์มาช่วยเรา ด้วยรูปแบบที่เรียบง่ายประมาณกัน เรามีหน้าที่แค่ต้อง”เชื่อ”ในพระองค์..เท่านั้นเอง
บทที่18 ความสัมพันธ์ระหว่างโยนาธาน กับ ดาวิด
ดู1ซมอ.18:1-4 “จิตใจของโยนาธานก็ผูกสมัครรักใครกับจิตใจของดาวิด..” เพราะอะไร..พระคำภีร์ไม่ได้บันทึกไว้ชัดเจน แต่ส่วนตัวแล้ว..น้าตุ๊กคิดว่าโยนาธานคงสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณที่มีความเชื่อของดาวิด..เพราะโยนาธานเองก็มีพระเจ้าอยู่เต็มขนาดเหมือนกัน..มันก็เลยจูนกันติด (อย่างไม่ต้องมีเหตุผลทางโลก) มันเป็นเรื่องฝ่ายจิตวิญญาณ คนที่มีพระเจ้าด้วยกันถึงจะสัมผัสได้ แล้วจริงๆเด็กๆก็น่าที่จะต้องเคยมีประสบการณ์อย่างงี้..บ้างเหมือนกัน ตัวอย่างง่ายๆก็เช่น บางทีเราอาจจะรู้สึกผูกพันกับเพื่อนที่โบสถ์มากกว่าญาติบางคนซะอีก..รู้สึกรัก..รู้สึกเป็นห่วงอย่างไม่มีเหตุผล ก็เพราะเราเป็นกายเดียวกันในพระคริสต์ จิตวิญญาณมันเลยสื่อถึงกัน..ผูกพันกัน เหมือนดาวิดกับโยนาธาน (อย่าไปคิดเลอะเทอะเรื่องรักผิดประเภทนะ..เพราะบางคนอ่านแล้วรู้สึกว่าแหม..ทำไมรักกันดื่มด่ำขนาดนั้น น้าตุ๊กจะบอกให้..ว่าจริงๆแล้ว คริสเตียนควรจะรักกันอย่างจริงใจ เพราะเรารักแบบพระเจ้า เพราะฉะนั้น..ไอ้เรื่องรักผิดประเภทอ่ะ.ไม่ใช่แน่นอน) ข้อที่ 3 บอกว่า..”โยนาธานรักดาวิด อย่างกับรักชีวิตของตัวเอง” ที่เขาเรียกว่า”เพื่อนตายไง” ข้อที่4 ยังบอกด้วยว่า..โยนาธานถอดเสื้อคลุมของตัวเองให้ดาวิดไปพร้อมทั้งเครื่องประดับแล้วก็อาวุธของเขาด้วย..ทำอย่างงี้แปลว่าไร
ก็แปลว่าโยนาธานรู้แล้วว่า..ดาวิดคือคนที่พระเจ้าเลือกให้เป็นกษัตริย์คนต่อไป เพราะเสื้อคลุมเป็นสัญญลักษณ์ของสิทธิอำนาจ ทั้งเสื้อคลุมของโยเซฟ เสื้อคลุมของอาโรนที่ส่งต่อให้เอเลอาร์ซาร์ เสื้อคลุมของเอลียาห์ที่ทิ้งลงบนตัวเอลีชา ทั้งหมดนี้มีความหมายอย่างเดียวกัน..คือเป็นสัญญลักษญ์ของการส่งต่อสิทธิอำนาจที่มาจากพระเจ้า
ยังมีบันทึกชื่ออัคคาเดียน..ที่เขียนเรื่องราวในศตวรรษที่13 เกี่ยวกับกษัตริย์ที่หย่าร้างกับภรรยา..ว่าถ้ามกุฎราชกุมารเลือกที่จะอยู่กับแม่..ก็ต้องสละราชบัลลังก์ แล้วก็ต้องแสดงสัญญลักษณ์ของการสละตำแหน่งโดยการทิ้งเสื้อคลุมไว้ที่บัลลังก์ด้วย เพราะฉะนั้น การที่โยนาธานมอบเสื้อคลุมให้ดาวิด ก็เลยเป็นสิ่งที่ทำให้เราเห็น..ว่าเขายินดีเปิดทางให้กับคนที่พระเจ้าเลือก(ด้วยความเต็มใจ) เห็นมะ..โยนาธานสำแดงความเชื่อฟังอีกละ..เพราะอย่างเงี้ยะ เขาถึงสัมผัสดาวิดได้..รู้สึกถูกใจ เพราะดาวิดก็มีพระเจ้าเต็มขนาดเหมือนกัน
น้าตุ๊กขอฝากไว้แค่นี้ก่อนนะคะ จนกว่าจะพบกันใหม่
ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ
ดู 1ซมอ.17:1-3 หลังจากที่โยนาธานไล่ตีพวกฟิลิสเตียจนกระจายไปตอนนั้น เราคงจำได้..ว่าอิสราเอลกวาดล้างพวกฟิลิสเตียได้ไม่หมด พูดจริงๆแล้วการที่ซาอูลไม่ยอมให้ทหารกินข้าวก็มีส่วนมากที่ทำให้เกิดปัญหาตามมา..การไล่ตามพวกฟิลิสตียก็เลยต้องจบลงก่อนเวลา
มาครั้งนี้พวกฟิลิสเตียก็เลยยกทัพมา..ตั้งใจจะแก้แค้นคนอิสราเอลเพื่อกู้ศักดิ์ศรีคืน.. เพราะคราวที่แล้วอิสราเอลก็เล่นเอาพวกฟิลิสเตีย”เสียรูป”ไปเหมือนกัน
ดู1ซมอ.17:4-7 / 10-11 ข้อนี้บอกว่า..มีชายคนนึงชื่อโกลิอัท เป็นยอดทหารของคนฟิลิสเตีย..ออกมายืนขู่คำราม ข่มขวัญคนอิสราเอล ท้าทายให้ส่งคนออกมาดวลกับเขา.. ข้อที่ 11บอกว่า ซาอูลกับคนอิสราเอลก็กลัวโกลิอัทมากก เพราะไร..พระคำภีร์บอกว่า..โกลิอัทสูงถึงหกศอกคืบ คือประมาณ “เกือบสิบฟุต” แถมยังมีแอ๊กเซสเซอรรี่เพียบ ทั้งหมวก..เสื้อเกราะ..สนับแข้งทอง แล้วยังมีหอกด้วย และทั้งหมดนี้ทำด้วยทองสัมฤทธิ์ แต่ละอันหนักหลายร้อยหลายพันเชเขล (ฟุล ออฟชั่น) คนอิสราเอลมองแล้วก็ขนลุก..เลยยังไม่มีใครกล้ารับคำท้า
ดู1ซมอ.17:14-16 “ดาวิดเป็นบุตรคนสุดท้อง เขาเทียวไปเทียวมาระหว่างกองทัพของซาอูลกับบ้านที่เลี้ยงแกะของพ่อ..” ลักษณะที่พระคำภีร์พูดถึงดาวิด..ต่างจากโกลิอัทอย่างสิ้นเชิง ไม่มีการบรรยายถึงยศฐาบรรดาศักดิ์หรืออาวุธที่น่าเกรงขามของดาวิด พระคำภีร์เพียงแต่พูดถึงครอบครัวของเขา..ที่อ่านแล้วน้าตุ๊กได้กลิ่นอายของชาวนาชาวไร่ ไม่ใช่บรรยากาศในรั้วในวังและพระคำภีร์ก็บอกเราว่าดาวิดเป็นลูกคนเล็ก(อีกต่างหาก) แค่นั้น....
จุดนี้เป็นสิ่งที่พระเจ้าย้ำกับเราอีกครั้งนึง..ว่าพระองค์มองไม่เหมือนที่มนุษย์มอง แล้วถ้าพระองค์เลือกใครแล้ว “เขาไม่ต้องมีอะไรเลยก็ได้” เหมือนดาวิด..ที่เดี๋ยวจะปราบโกลิอัทได้ด้วยอาวุธกระจอกๆ (จริงๆแล้วแทบจะมือเปล่าเลยด้วยซ้ำ)
ดู1ซมอ.17:17-18 เจสซีสั่งให้ดาวิดเอาอาหารไปส่งให้พี่ชาย..ที่ประจำการอยู่ในสนามรบ แต่หลักๆแล้วคือ..เจสซีอยากรู้ข่าวพี่ๆของดาวิด..ว่ายังสบายดีมั๊ย และประเด็นหลักของข้อนี้ก็ยังคงชี้ให้เราเห็นภาพลัษณ์ที่ต่าง..ระหว่างดาวิดกับโกลิอัทอยู่ คือในขณะที่โกลิอัทมีตำแหน่งใหญ่โตเป็นถึงยอดทหารของฟิลิสเตีย..มีการฝึกฝนมาอย่างดี แล้วดาวิดเป็นใคร..เด็กส่งข้าวหรือเด็กส่งเสบียง..หน้าที่หลักๆก็เลี้ยงแกะ สลับกะไปดีดพิณให้ซาอูลฟัง เพราะฉะนั้น..ถ้ามองฝ่ายโลกแล้ว”ดาวิดไม่ใช่คนสำคัญอะไร”
แต่ถึงยังไง..พระคำตอนนี้ก็ยังทำให้น้าตุ๊กเห็นถึงความโดดเด่นบางอย่างของดาวิด..เรื่องอะไร..”ความเชื่อฟังไง” เรารู้ว่าดาวิดต้องเป็นคนว่าง่าย ใช้ง่าย เชื่อฟัง..พ่อบอกให้ทำอะไรก็ทำ..เพราะจากประสบการณ์ตัวเองแล้ว..ถ้าลูกคนไหนใช้ยากก็จะไม่อยากใช้ แล้วอย่างระยะทางที่ดาวิดต้องไปหาพี่ๆเนี่ย..ก็ไกลอยู่..ซัก 6-7กิโลได้มั้ง แต่ดาวิดไม่บ่นซักคำ มันทำให้เราเห็นว่า..ด้วยเหตุผลเดียวกันนี้..พระเจ้าจึงพอพระทัยและเลือกใช้ดาวิด ตรงจุดนี้พระองค์ยังทำให้เรารู้อีกว่า..”คนที่จะเชื่อฟังพระเจ้าได้ ต้องเป็นคนที่เชื่อฟังพ่อแม่ด้วย” เพราะพระเจ้าทรงสะท้อนความสัมพันธ์ของเรากับพระองค์ในแบบเดียวกับที่ลูกพึงมีต่อพ่อแม่” เพราะฉะนั้น..มันเป็นไปไม่ได้เลย..ที่เราจะเชื่อและกระทำตามพระเจ้าอย่างสุดใจ ในขณะที่ยังดื้อดึง..หรือมองไม่เห็นหัวพ่อแม่ (นี่เรื่องจริง) แต่โอเค..ถ้าคุณยืนยันว่าคุณรักพระเจ้า ในขณะที่ยังไม่ลงรอยกับพ่อแม่..ก็ไม่เป็นไร จงยึดมั่นความรักที่มีต่อพระเจ้าเอาไว้ แล้วหันกลับไปนับหนึ่ง..กับพ่อแม่หรือกับครอบครัวก่อนจะดีกว่า
ดู1ซมอ.17:20-21/25-27 ข้อนี้ย้ำชัดเจนอีกครั้งนึง..ว่าดาวิดตื่นแต่เช้ามืดเพื่อจะเอาอาหารไปส่งให้พี่ๆที่อยู่ในสนามรบตาม”ที่พ่อสั่ง” พอไปถึงเขตแนวรบ..ดาวิดก็เข้าไปทักพี่ชาย พอดีกะที่..โกลิอัทก็ออกมาข่มขวัญท้าให้คนอิสราเอลมาสู้กับเขา แล้วดาวิดก็เห็นทหารอิสราเอลตกใจ..หนีกันกระจาย..รวมทั้งพี่ชายของเขาด้วย ข้อที่25 บอกว่า..ดาวิดได้ยินคนอิสราเอลพูดว่า ก.ซาอูลจะมอบรางวัลอย่างงามให้ใครก็ตามที่ฆ่าโกลิอัทได้ สิ่งที่ดาวิดได้ยินทำให้เขางงมาก ถึงกะต้องถามซ้ำอีกครั้งนึง..ว่าถ้าใครฆ่าโกลิอัทได้..ซาอูลจะให้อะไรนะ
ตรงนี้..เด็กๆอย่าเข้าใจผิด..ว่าดาวิดกำลังตาโตกับรางวัลของซาอูล ที่เขาถามซ้ำเพราะดาวิดคิดว่า..เฮ้ย รางวัลมากมายขนาดนี้ใครได้ยินก็น่าจะอยากได้ แล้วดาวิดก็มองว่าการฆ่าโกลิอัทอ่ะ..ง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วยซะอีก..เพราะไร
ก็ฟิลิสเตียคนนี้..มันสาปแช่งพระเจ้า เพราะงั้นพระองค์ไม่เอามันไว้แน่ ขอแค่กล้าออกไป..ใครก็ได้ ต้องชนะอยู่แล้ว แล้วทำไม..ไม่มีใครกล้าซักคน ดาวิดไม่เข้าใจจริงๆถึงได้ถามซ้ำแล้วซ้ำอีก
ดู1ซมอ.17:28-30 พอ”เอลีอับ” พี่ชายคนโต เห็นดาวิดพูดเรื่องโกลิอัทกับทหารคนอื่น ก็โกรธ.(จะโกรธทำไมเนี่ย) เขาหาว่าดาวิดคิดชั่ว หน้าที่ตัวเองมีไม่ทำ..ทะเยอทะยาน..อยากจะมารู้เรื่องในสนามรบ ดาวิดเลยบอกว่า..เขายังไม่ได้ทำไรเลยนะ แค่ถามคำเดียวเอง ที่มานี่ก็พ่อใช้มา..เอาข้าวมาให้เอ็งอ่ะแหละ แล้วเขาก็ไม่ได้ทิ้งงานด้วยเพราะฝูงแกะก็มีคนดูแทน
ดู1ซมอ.17:31-33 เราจะเห็นว่า..ดาวิดไม่ได้ท้อถอยกับคำเหยียดหยามของเอลีอับ (พี่ชายคนโต) แต่กลับยืนยันตามความเชื่อของตัวเอง..ว่าใครๆก็สามารถปราบโกลิอัทได้ แต่ในเมื่อไม่มีใครกล้าทำ ดาวิดก็เลยอาสาที่จะทำเอง
พอซาอูลรู้ข่าวก็ให้คนมาตามดาวิด ดาวิดบอกซาอูลว่า..”อย่าให้จิตใจของผู้ใดฝ่อไปเพราะชายคนนั้นเลย..” คือดาวิดพูดลักษณะให้กำลังใจ ทุกๆคนรวมทั้งซาอูลด้วย..ว่าอย่ากลัวลิอัทเลย เดี๋ยวเขาจะจัดการให้ แต่ซาอูลก็เตือนดาวิดว่า..”เจ้าสู้โกลิอัทไม่ได้หรอก เพราะเขาเป็นทหารที่ชำนาญการรบ ส่วนดาวิดอ่ะ..ยังเด็กแล้วก็ขาดประสบการณ์” คือ ซาอูลก็พูดอย่างถนอมน้ำใจ ไม่ได้ติว่าดาวิดตัวเล็ก..ดูแล้วเทียบโกลิอัทไม่ได้ แต่ซาอูลพูดอย่างมีน้ำใจ
ดู1ซมอ.17:34-36 ดาวิดไม่เปลี่ยนใจ..ยืนยันขอไปสู้กับโกลิอัท เขาอธิบายให้ซาอูลฟังว่าเขาเคยดูแลแกะให้พ่อ..เวลาที่สิงโตหรือหมีมาเอาแกะไป เขาก็จะไล่ตาม..ไปเอาลูกแกะกลับมา ดาวิดยังยืนยันด้วยว่า..เขาเคยฆ่าสัตว์ร้ายพวกนั้นมาแล้ว ไม่ใช่ตัวเดียว..หลายตัว (เพราะในฉบับภาษาอังกฤษ จะเป็นพหูพจน์) ข้อที่36 ดาวิดบอกว่า..”ฟิลิสเตียผู้มิได้เข้าสุนัตคนนี้ก็เป็นเหมือนสัตว์ร้ายตัวนึง..”
ดาวิดต่างจากคนอื่น เพราะเขา”มีความเชื่อ” และความเชื่อก็ทำให้ดาวิดมองสถานการณ์นี้..เป็นเหมือนเรื่องปกติที่เขาเจอในชีวิตประจำวันตอนเลี้ยงแกะ ไม่ใช่เรื่องแปลกใม่หรือน่าตกใจ เพราะไร..
โกลิอัทแข็งแรง ฆ่าคนได้ใช่มะ สิงโตกับหมีก็เหมือนกัน...
แล้วโกลิอัทก็ยังปากเสีย ดูหมิ่นพระเจ้า แล้ววันๆก็เอาแต่ขู่คนอิสราเอล..เหมือนสิงโตกับหมีที่เจอทีไรมันต้องคำรามใส่ทุกที แต่ทั้งหมดนี้..ดาวิดก็เคยฆ่ามาหมดละ เพราะพระเจ้าช่วยเขา (ดาวิดเชื่อ) เพราะฉะนั้น ในสายตาของดาวิด..โกลิอัทก็เหมือนสัตว์ร้ายตัวนึงเท่านั้นเอง...แล้วทำไมเขาต้องกลัวด้วย
ดู1ซมอ.17:38-40 ในที่สุดซาอูลก็โอเค..ยอมให้ดาวิดออกไปสู้กับโกลิอัท แต่ที่น่าสังเกตุก็คือ..ข้อที่38 บอกว่า..ซาอูลลงทุนเอาชุดนักรบของตัวเองให้ดาวิดใส่ อะไรจะใจดีขนาดนั้น ..เพราะเครื่องทรงของกษัตริย์..มันไม่ใช่จะผลัดกันใส่ได้ง่ายๆ หรือซาอูลคิดอะไรในใจ..มองไกลๆคนจะคิดว่าเขาออกไปสู้เองรึเปล่า (อันนี้ก็ไม่รู้นะ) แต่พอดาวิดใส่แล้ว..ก็อึดอัด เพราะไม่ชินกะชุดนักรบ..เลยถอดออก แล้วเลือกที่จะไปสู้กับโกลิอัทด้วยอาวุธบ้านๆที่เขาถนัด ข้อที่40 บอกว่า..เขาหยิบหินห้าก้อนใส่ย่าม ในมือถือสลิง..แล้วก็ตรงไปหาโกลิอัทเลย...
ดู1ซมอ.17:41-43 โกลิอัทคงช็อคเล็กๆ..ตอนที่เห็นหน้าคู่ต่อสู้ พอหายงงก็เริ่มใช้ไม้เดิม..คือพูดจาดูถูกข่มขวัญดาวิด เพราะพระคำภีร์บอกว่า “ดาวิดเป็นคนหนุ่ม ผิวแดงๆ รูปร่างงามน่าดู..” คงใกล้เคียงกะบอยแบรนด์เกาหลีสมัยนี้.. ข้อที่43 โกลิอัทพูดว่า..”เห็นข้าเป็นหมารึไง ถึงได้ถือไม้เท้ามา..” เพราะไร..เวลาที่เราจะไล่หมา ก็จะถือไม้อันนึงไว้คอยไล่มัน โกลิอัทคงรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าที่อิสราเอลส่ง”บอยแบรนด์มาสู้กะเขา” อย่างงี้มันดูถูกกันชัดๆ โกลิอัทก็เลยด่าดาวิดเป็นการใหญ่..
ดู1ซมอ.17:44-46 โกลิอัทโกรธจัด..ที่เห็นอิสราเอลส่งเด็กเมื่อวานซืนออกไปสู้กับเขา..ก็เลยขู่ว่าจะฆ่าดาวิด..แล้วเอาศพไปเป็นอาหารนกกับสัตว์ในทุ่งนา คิดว่าดาวิดจะกลัวมะ..ไม่เลย เขาบอกโกลิอัทว่า.youอาจจะมีอาวุธครบมือ..แต่เขาจะสู้ในนามของพระเจ้าแห่งอิสราเอล..แล้วคอยดู..วันเนี้ยเขาจะตัดหัวโกลิอัท..แล้วคนที่จะต้องเป็นอาหารของนกกับสัตว์ป่า ก็คือพวกฟิลิสเตีย..ไม่ใช่เขา
คำพูดของดาวิดทำให้ทุกคนเห็นว่า..การสู้ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว เขาทำเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า แล้วชัยชนะก็มาจากพระองค์ โดยพระองค์และเพื่อพระองค์ เพราะข้อที่46 ดาวิดบอกว่า.. ”เพื่อทั้งภิภพจะได้รู้ว่า มีพระเจ้าพระองค์หนึ่งในอิสราเอล” แต่น้าตุ๊กขอแปลว่า..เพื่อที่ทุกคนจะได้รู้ว่า มีพระเจ้าของอิสราเอลเท่านั้นที่ยิ่งใหญ่สูงสุด..
ดู1ซมอ.17:48-49 พอโกลิอัทเริ่มเคลื่อนไหว ดาวิดก็วิ่งเข้าใส่เลย..ไม่รอให้เขามาถึงตัว วิ่งไปก็หยิบหินออกมาก้อนนึงใส่สลิง แล้วยิงไปที่หัวของโกลิอัท ถึงอาวุธจะไม่ได้หรูหราอลังการ..เพราะมันเป็นแค่หนังสติ๊ก ดูแล้วก็ไม่น่าประทับใจเท่าไหร่ (ไม่เหมือนพวกที่ยิงอาพีจี) แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ทำให้โลกต้องตะลึง เพราะมันฝังเข้าไปในกะโหลก ตัดจุดตาย..ไม่พลาดเพราะฉะนั้น เราอย่าไปคิดว่าการช่วยกู้ของพระเจ้า จะต้องมาพร้อมกับวิธีที่อัศจรรย์พันลึก หรือต้องมีอะไรที่มันเหนือธรรมชาติ..ดูหลอนๆแรงๆ..ไม่ใช่ เพราะพระเจ้าสามารถใช้วิธีง่ายๆได้เสมอ..ในการช่วยคนของพระองค์
อย่างดาวิดเนี่ย..พระเจ้าทรงประทานสติปัญญาให้ เขาถึงรู้จักใช้ความแม่นยำกับความเร็วเอาชนะความแข็งแกร่งของโกลิอัท ซึ่งถ้าเขาเชื่อซาอูล..ใส่ชุดเกราะเต็มยศออกไปสู้..ก็คงจะรุกฆาตไม่ได้เร็วขนาดนี้ หรืออาจจะแพ้ไปเลยก็ได้
ดู1ซมอ.17:50-52 พอโกลิอัทล้มลงดาวิดก็รีบวิ่งเข้าไปตัดหัวโกลิอัท แค่นั้นแหละคนฟิลิสเตียก็วงแตก เพราะไร..ยอดทหารของเขาตายซะแล้ว พระคำภีร์บอกว่า..วันนั้นคนอิสราเอลไล่ฆ่าพวกฟิลิสเตีย ไปจนถึงเมืองกัทและเมืองเอโครน ศพของพวกฟิลิสเตียตายเกลื่อนตั้งแต่สนามรบไปจนถึงประตูเมือง
นี่คืออัศจรรย์ของพระเจ้าแห่งอิสราเอล..เพราะจริงๆแล้วอิสราเอลไม่มีอะไรสู้เขาได้เลย เหมือนพวกเราที่ไม่มีวันจะสู้กับความบาปได้เลย เด็กๆเห็นมะ..ว่าสองเรื่องนี้มันภาพเดียวกัน แล้วพระเจ้าก็ส่งดาวิดมาช่วยอิสราเอล เหมือนที่ส่งพระเยซูคริสต์มาช่วยเรา ด้วยรูปแบบที่เรียบง่ายประมาณกัน เรามีหน้าที่แค่ต้อง”เชื่อ”ในพระองค์..เท่านั้นเอง
บทที่18 ความสัมพันธ์ระหว่างโยนาธาน กับ ดาวิด
ดู1ซมอ.18:1-4 “จิตใจของโยนาธานก็ผูกสมัครรักใครกับจิตใจของดาวิด..” เพราะอะไร..พระคำภีร์ไม่ได้บันทึกไว้ชัดเจน แต่ส่วนตัวแล้ว..น้าตุ๊กคิดว่าโยนาธานคงสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณที่มีความเชื่อของดาวิด..เพราะโยนาธานเองก็มีพระเจ้าอยู่เต็มขนาดเหมือนกัน..มันก็เลยจูนกันติด (อย่างไม่ต้องมีเหตุผลทางโลก) มันเป็นเรื่องฝ่ายจิตวิญญาณ คนที่มีพระเจ้าด้วยกันถึงจะสัมผัสได้ แล้วจริงๆเด็กๆก็น่าที่จะต้องเคยมีประสบการณ์อย่างงี้..บ้างเหมือนกัน ตัวอย่างง่ายๆก็เช่น บางทีเราอาจจะรู้สึกผูกพันกับเพื่อนที่โบสถ์มากกว่าญาติบางคนซะอีก..รู้สึกรัก..รู้สึกเป็นห่วงอย่างไม่มีเหตุผล ก็เพราะเราเป็นกายเดียวกันในพระคริสต์ จิตวิญญาณมันเลยสื่อถึงกัน..ผูกพันกัน เหมือนดาวิดกับโยนาธาน (อย่าไปคิดเลอะเทอะเรื่องรักผิดประเภทนะ..เพราะบางคนอ่านแล้วรู้สึกว่าแหม..ทำไมรักกันดื่มด่ำขนาดนั้น น้าตุ๊กจะบอกให้..ว่าจริงๆแล้ว คริสเตียนควรจะรักกันอย่างจริงใจ เพราะเรารักแบบพระเจ้า เพราะฉะนั้น..ไอ้เรื่องรักผิดประเภทอ่ะ.ไม่ใช่แน่นอน) ข้อที่ 3 บอกว่า..”โยนาธานรักดาวิด อย่างกับรักชีวิตของตัวเอง” ที่เขาเรียกว่า”เพื่อนตายไง” ข้อที่4 ยังบอกด้วยว่า..โยนาธานถอดเสื้อคลุมของตัวเองให้ดาวิดไปพร้อมทั้งเครื่องประดับแล้วก็อาวุธของเขาด้วย..ทำอย่างงี้แปลว่าไร
ก็แปลว่าโยนาธานรู้แล้วว่า..ดาวิดคือคนที่พระเจ้าเลือกให้เป็นกษัตริย์คนต่อไป เพราะเสื้อคลุมเป็นสัญญลักษณ์ของสิทธิอำนาจ ทั้งเสื้อคลุมของโยเซฟ เสื้อคลุมของอาโรนที่ส่งต่อให้เอเลอาร์ซาร์ เสื้อคลุมของเอลียาห์ที่ทิ้งลงบนตัวเอลีชา ทั้งหมดนี้มีความหมายอย่างเดียวกัน..คือเป็นสัญญลักษญ์ของการส่งต่อสิทธิอำนาจที่มาจากพระเจ้า
ยังมีบันทึกชื่ออัคคาเดียน..ที่เขียนเรื่องราวในศตวรรษที่13 เกี่ยวกับกษัตริย์ที่หย่าร้างกับภรรยา..ว่าถ้ามกุฎราชกุมารเลือกที่จะอยู่กับแม่..ก็ต้องสละราชบัลลังก์ แล้วก็ต้องแสดงสัญญลักษณ์ของการสละตำแหน่งโดยการทิ้งเสื้อคลุมไว้ที่บัลลังก์ด้วย เพราะฉะนั้น การที่โยนาธานมอบเสื้อคลุมให้ดาวิด ก็เลยเป็นสิ่งที่ทำให้เราเห็น..ว่าเขายินดีเปิดทางให้กับคนที่พระเจ้าเลือก(ด้วยความเต็มใจ) เห็นมะ..โยนาธานสำแดงความเชื่อฟังอีกละ..เพราะอย่างเงี้ยะ เขาถึงสัมผัสดาวิดได้..รู้สึกถูกใจ เพราะดาวิดก็มีพระเจ้าเต็มขนาดเหมือนกัน
น้าตุ๊กขอฝากไว้แค่นี้ก่อนนะคะ จนกว่าจะพบกันใหม่
ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ
วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553
หนังสือ1ซามูเอล ครั้งที่10 อาทิตย์ที่ 18:4:2010
ดู1ซมอ.15:13-15 ข้อนี้บอกว่า..ซามูเอลไปหาซาอูล พอซาอูลเห็นหน้าซามูเอล..คำแรกที่พูดคือ..เขาทำตามที่พระเจ้าสั่งเรียบร้อยแล้วนะ คือที่พระเจ้าให้กวาดล้างคนอามาเลขอ่ะ.. ตอนเนี้ย..จัดการเรียบร้อยแล้ว ซามูเอลเลยย้อนถามไปว่า..เรียบร้อยจริงๆเหรอ ถ้างั้นเสียงแกะ เสียงวัวที่ชั้นได้ยินอยู่เนี่ย..มันหมายความว่าไง ซาอูลบอก..อ๋อ..ที่เก็บไว้เนี่ย..มันเนื้อเกรดa..ทั้งนั้นเลยนะ จะเอาไว้ถวายบูชาพระเจ้าไง ที่เหลือนอกนั้นก็ฆ่าทิ้งหมดแล้ว
ดู1ซมอ.15:19-21 ซามูเอลตัดพ้อกับซาอูลว่า..ทำไมท่านถึงไม่ยอมเชื่อฟังพระเจ้าซักทีนะ.. “..ยังจะเม้มทรัพย์สินของศัตรูที่พระเจ้าสั่งให้ทำลายไว้อีก” แต่ซาอูลก็ยังปากแข็ง ตอบกลับซามูเอลว่า..นี่เขาก็ทำทุกอย่างตามที่พระเจ้าสั่งแล้วนะ ฆ่าชาวอามาเลขจนหมด แล้วก็คุมตัวอากักมานี่ไง “แล้วที่พวกทหารเก็บของดีๆไว้ เพราะตั้งใจจะเอามาถวายพระเจ้านะ” (นี่..เอาพระเจ้ามาอ้างซะด้วย)
แต่ยังไงทุกคนก็รู้..ว่าที่ซาอูลทำเนี่ย..ผิดเพราะไม่เชื่อฟัง พระเจ้าสั่งให้ฆ่าทำลายทั้งหมด แต่ซาอูลเห็นเนื้อเกรดเอแล้วเสียดายฆ่าไม่ลง ทั้งๆที่ถ้าฆ่าทิ้งทั้งหมดก็ถือเป็นการถวายบูชาเหมือนกัน..แต่พวกเขาจะอดกิน ซาอูลเลยเลือกที่จะเก็บของดีๆไว้ แล้วอ้างว่าจะเอามาถวายพระเจ้า เพราะนี่คือวิธีที่จะทำให้เขาและประชาชนมีโอกาสที่จะได้กินเนื้อพวกนั้น แล้วจุดนี้ซามูเอลก็ดูออก..
ดู1ซมอ.15:22-23 “พระเจ้าทรงพอพระทัยในเครื่องบูชา เท่ากับการความเชื่อฟังหรือ” ความหมายของซามูเอลคือ โอเค..การทำพิธีกรรมตามกฎบัญญัติให้ถูกต้องครบถ้วน..ก็เป็นสิ่งดีที่สมควรทำ แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้น คือ “ความเชื่อฟัง”
“..ดูเถิด ที่จะเชื่อฟังก็ดีกว่าเครื่องสัตวบูชา..” เพราะการเชื่อฟังพระเจ้านับเป็นรูปแบบของการถวายบูชาที่สูงสุดและสำคัญสุดแล้ว แต่ซาอูลกลับคิดว่า..พิธีกรรมสำคัญกว่าความเชื่อฟัง เด็กๆจำไว้..ว่าพระเจ้าไม่เคยโปรดเครื่องบูชาใดๆมากกว่าความเชื่อฟังของมนุษย์ เพราะยังไงพิธีกรรมต่างๆก็เป็นแค่การแสดงออกทางภายนอก..แต่จิตใจที่เชื่อฟังมันซ่อนอยู่ข้างใน...พระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าที่ชันสูตรใจมนุษย์..พระองค์มองที่หัวใจ ไม่เหมือนพระอื่นที่คนไม่เชื่อพระเจ้าเขากราบไหว้กัน เวลามีปัญหาก็จะแก้ไขกันด้วยพิธีกรรมที่แสดงออกทางภายนอก (ซะเป็นส่วนใหญ่) ไม่ค่อยแก้กันที่ใจ ดวงไม่ดีก็สะเดาะเคราะห์ แก้กรรม ไปไหว้นั่นไหว้นี่แล้วก็หวังว่าชีวิตจะดีขึ้น..
ข้อที่ 23 บอกว่า..“เพราะการกบฎเป็นเหมือนบาปแห่งการถือฤกษ์ยาม และความดื้อดึง ก็เป็นบาปเหมือนการไหว้รูปเคารพ..” ซามูเอลกำลังบอกว่า..ความไม่เชื่อฟังของซาอูลเนี่ย มันร้ายแรงพอๆกับบาปที่คนต่างชาติทำ แต่คนต่างชาติเขาทำเพราะไม่รู้..เขาไม่รู้จักพระเจ้า..ไม่รู้กฎบัญญัติของพระองค์ ก็เลยหันไปกราบไหว้รูปเคารพ..พึ่งพาการถือฤกษ์ยาม ตามประสามนุษย์ที่มีความบาปอยู่ในสายเลือด จิตวิญญาณถึงทุรนทุรายแสวงหา..อะไรก็ได้ที่จะมาช่วยปลดเปลื้อง..ความบาปทุกข์ แต่ซาอูลอ่ะ..เป็นคนของพระเจ้า..รู้จักคำสอนของพระองค์ เคยสัมผัสการทรงสถิตของพระวิญญาณ.. แต่ยังทำบาปเหมือนคนที่ไม่มีพระเจ้า..ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร..นี่มันแย่กว่าพวกต่างชาติซะอีก แล้วซามูเอลก็ย้ำกับซาอูลอีกครั้งว่า..พระเจ้าได้ถอดท่านออกจากการเป็นกษัตริย์แล้ว (เพราะทำบาปร้ายแรงซ้ำซาก)
ดู1ซมอ.15:24-26 พอซามูเอลยืนยันคำพิพากษา สุดท้ายซาอูลก็ยอมรับผิดแต่ยังอุตส่าห์ป้ายความผิดไปที่ประชาชนชน เพราะข้อที่24 บอกว่า”..เพราะข้าพเจ้าเกรงกลัวประชาชนและยอมฟังเสียงของเขาทั้งหลาย” ....โทษคนอื่นจนได้..อ้างว่าถูกประชาชนกดดันให้ทำ ใครจะเชื่อ..คนอย่างซาอูลเนี่ยนะ จะฟังเสียงใคร.. แต่ถึงจะทำเพราะถูกกดดันก็ผิดอยู่ดี..เพราะรู้อยู่ว่ามันเป็นบาปต่อพระเจ้า..ยังไงก็ทำไม่ได้ สุดท้ายซาอูลก็วิงวอนซามูเอลให้ยกโทษให้และกลับไปนมัสการพระเจ้าพร้อมกัน คงอยากจะถวายเครื่องบูชาเพื่อลบความผิดอ่ะ ประชาชนจะได้เห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี.. เพราะถ้าซามูเอลไม่มาถวายบูชาด้วย คนก็จะสงสัย..ว่าเขาต้องทำอะไรผิด
ดู1ซมอ.15:30-31 “..บัดนี้ขอท่านให้เกียรติข้าพเจ้าต่อหน้าพวกผู้ใหญ่และประชาชน..” ซาอูลออกปากพูดกับซามูเอลตรงเลย..ว่าให้ช่วยไว้หน้ากันหน่อยนะ..เดี๋ยวคนอิสราเอลจะเสื่อมศรัทธาชั้น ถ้าyouไม่ไปด้วย ซามูเอลก็เลยโอเค..เห็นแก่หน้าซาอูล ยอมกลับไปนมัสการพระเจ้าด้วยกัน
ดู 1ซมอ.15:32-33 หลังจากนมัสการพระเจ้าแล้ว ซามูเอลก็บอกให้เอาตัวก.อากักที่ซาอูลไว้ชีวิตออกมา อากักก็หน้าระรื่นออกมาเพราะคิดว่าตัวเองรอดตายแล้ว.. รู้สึกปลอดภัยภายใต้การควบคุมของซาอูล ข้อที่33 ..แล้วซามูเอลพูดกับอากักว่า..ดาบของท่านกระทำให้ผู้หญิงไร้บุตรฉันใด มารดาของท่านจะไร้บุตรเหมือนพวกเขาฉันนั้น” ว่าแล้วก็ฟันอากักออกเป็นท่อนๆต่อหน้าพระเจ้าที่กิลกาล
ซามูเอลจำเป็นต้องทำตามคำสั่งของพระเจ้าด้วยตัวเอง จะมัวรอซาอูลไม่ได้แล้ว..เพราะคนอามาเลขทุกคนต้องตาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกษัตริย์ที่เป็นผู้นำให้ประชาชนทำชั่ว จากนั้นซามูเอลกับซาอูลก็ต่างคนต่างไป ข้อที่35 บอกว่า..ซามูเอลเสียใจมากกก.. แล้วก็ไม่มาเจอซาอูลอีกเลยจนตาย
บทที่16 ดาวิดถูกเจิมให้เป็นกษัตริย์
ดู1ซมอ.16:1 พระเจ้าถามซามูเอลว่า”เจ้าจะทุกข์ใจกับเรื่องซาอูลอีกนานแค่ไหน” พระสุรเสียงของพระเจ้าดูจะดุอยู่กลายๆ เพราะพระองค์เห็นว่าซามูเอลไม่ยอมหายเศร้าซักที ทั้งๆที่พระเจ้าก็ถอดซาอูลออกจากการเป็นกษัตริย์แล้ว มันก็ถึงเวลาที่ซามูเอลจะต้องยอมรับให้ได้ แล้วก็ทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป (The show must go on) ..พระองค์ถึงบอกให้ซามูเอลเติมน้ำมันเขาสัตว์ให้เต็ม เพราะได้เวลาที่ต้องไปเจิมกษัตริย์องค์ใหม่แล้ว ซามูเอลต้องไปหาเจสซี ชาวเบธเลเฮม......
ดู1ซมอ.16:2-3 ซามูเอลตอบพระเจ้าว่า..ถ้าซาอูลรู้เรื่องการเจิมตั้งกษัตริย์องค์ใหม่..ต้องมาฆ่าเขาทิ้งแน่ จริงๆที่ซามูเอลกลัวก็มีเหตุผลนะ เพราะเราก็เห็นกันไปแล้ว..ว่าซาอูลค่อนข้างจะโหดเหี้ยม เขาฆ่าคนอามาเลขจนหมดเกลี้ยง (เหลือไว้แค่อากัก) แล้วก็ยังอยากจะฆ่าแม้แต่ลูกชายตัวเอง แล้วซามูเอลเป็นใคร..เพราะฉะนั้น แน่นอน..ถ้าเขารู้ว่าซามูเอลกำลังจะเจิมกษัตริย์องค์ใหม่แล้ว..รับรองโดนแน่ แต่พระเจ้ามีทางออกให้ซามูเอล พระองค์บอกให้เขาเอาวัวไปด้วยตัวนึง แล้วบอกกับชาวบ้านว่า..จะมาถวายบูชาพระเจ้า และพระองค์ก็สั่งว่าให้เชิญเจสซี ชาวบ้านเมืองเบธเลเฮมมาร่วมพิธีด้วย แล้วพระเจ้าจะสำแดงเองว่าพระองค์เลือกใคร
ดู1ซมอ.16:4-5 พอซามูเอลมาถึงเมืองเบธเลเฮม ชาวเมืองก็วงแตกทันที พระคำภีร์บอกว่า..พวกผู้ใหญ่ของเมืองนั้น ตกใจจนหน้าซีด..แล้วถามซามูเอลว่า”ท่านมาอย่างสันติหรือ (ไม่ได้เอาเรื่องเดือดร้อนมาให้ใช่มั๊ย)” ทำไมถึงถามย่างงั้น..เพราะตอนนี้ซามูเอลเหมือนอยู่คนละฝ่ายกับซาอูล แล้วชาวบ้านก็ไม่อยากมีปัญหากับซาอูลด้วย เพราะรู้อยู่ว่าเขานิสัยยังไง
ซามูเอลตอบว่าไง เขาบอกชาวบ้านว่า..เขามาถวายสัตวบูชาตามปกติ แล้วก็เชิญเจสซีกับลูกๆให้มาร่วมพิธีด้วยกัน
ดู1ซมอ.16:6-7 ข้อนี้บอกว่า..พอซามูเอลเห็น “เอลีอับ” เขาก็คิดว่า..ใช่เลย พระเจ้าคงจะเลือกคนนี้แน่ๆ เพราะไร..เอลีอับเป็นลูกคนโต แล้วมรดกหรือการเป็นหัวหน้าก็มักจะส่งผ่านมาที่บุตรหัวปี..อันนี้เป็นค่านิยมของสมัยนั้น (แล้วยังสมัยนี้ด้วยมั้ง)..ใครจะไปคิดว่าพระเจ้าจะเลือก”ลูกคนสุดท้อง” และอีกอย่างที่ซามูเอลเห็นก็คือ เอลีอับ รูปร่างสูงใหญ่สง่างาม เหมือนใคร..(เหมือนซาอูล) แล้วพระเจ้าก็บอกซามูเอลว่า..อย่ามองคนที่ภายนอก พระองค์ไม่ได้เลือกจากรูปร่างหน้าตา..แต่ดูที่จิตใจ หลังจากนั้นเจสซีก็ให้ลูกทั้งเจ็ดคนให้เข้ามาหาซามูเอล แต่พระเจ้าไม่เลือกใครเลย ซามูเอลก็งง..ว่าเอ๊ะ!ทำไมพระเจ้าไม่เลือกซักคนล่ะ เขาเลยถามเจสซีว่า..ยังมีคนอื่นอีกมั๊ย..(แปลว่าไม่มีใครนึกถึงดาวิดเลย) เพราะเขายังเด็ก..ผู้ใหญ่ก็มัวแต่ใช้ให้ไปเลี้ยงแกะ พอซามูเอลถามขึ้นมา..เจสซีถึงนึกได้..ว่า..ยังมีดาวิดอีกคน..
ดู1ซมอ.16:12-13 เจสซีให้คนไปตามดาวิดมา ข้อนี้บอกว่า..ดาวิดเป็นคนผิวแดงๆ หน้าตาสวย และรูปร่างงาม แปลว่า..รูปลักษณ์ภายนอกก็ไม่เป็นรองใคร เพียงแต่ยังเด็กอยู่แล้วก็ไม่ใช่ลูกคนโตเท่านั้นเอง พอเขามายืนตรงหน้าซามูเอลพระเจ้าบอก ”คนนี้แหละ..ที่พระองค์เลือก” ซามูเอลก็ยืนขึ้นและเจิมดาวิดด้วยน้ำมัน
ข้อที่13บอกว่า..พระวิญญาณก็สวมทับดาวิดอย่างเต็มขนาดตั้งแต่วันนั้น ส่วนซามูเอลก็กลับไปบ้านที่รามาห์ เพราะภาระกิจก็สำเร็จแล้ว
ดาวิดถูกเลือกไปรับใช้ซาอูล
ดู1ซมอ.16:14-16 พระวิญญาณของพระเจ้าที่เคยสถิตกับซาอูล ก็พรากไปสถิตกับดาวิดแทน ซาอูลต้องทุกข์ทรมานกับการถูกสิงโดยวิญญาณชั่วจากพระเจ้า..เขาจะรู้สึกเหมือนถูกสาปแล้วก็มีพฤติกรรมที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม (เหมือนสติวิปลาส) แต่สำหรับข้าราชบริพารของซาอูล วิญญาณชั่วก็เป็นเรื่องปกติที่พวกเขาเคยเจอกันอยู่แล้ว ถึงได้รู้วิธีที่จะช่วยรักษาได้ พวกเขาเชื่อว่าเสียงเพลงสามารถกล่อมประสาทซาอูลให้สงบลงได้ ในข้อที่16พวกเขาได้เสนอให้ซาอูลหาคนดีดพิณฝีมือดี มาช่วยเยียวยาความทุกข์ทรมาน..จากการถูกวิญญาณชั่วเข้าสิง น่าสนใจมาก..ทำไมเสียงพิณถึงช่วยบรรเทาความทุกข์ทรมานฝ่ายวิญญาณได้..เพราะดูเหมือนดนตรีจะมีส่วนเชื่อมโยงกับจิตวิญญาณของมนุษย์
เด็กๆย้อนไปดู1ซมอ.10:5 เราสังเกตเห็น..ว่าบรรดาผู้เผยพระวจนะที่ซาอูลพบและเข้าไปร่วมเผยพระวจนะด้วย..ในตอนนั้น เดินลงจากสถานสูงพร้อมด้วยพิณใหญ่ รำมะนา ปี่ และพิณเขาคู่ คือทุกคนลงมาพร้อม..”เครื่องดนตรี” เพราะฉะนั้น ดนตรีต้องมีส่วนเชื่อมโยงอย่างมากกับจิตวิญญาณของมนุษย์ และต้องช่วยบรรเทาอาการวิปริตผิดเพี้ยนของซาอูลได้จริงๆ มาถึงตรงนี้ขอคริสเตียนทั้งหลายจงก้มศีรษะลงของคุณพระเจ้าผู้เืที่ยงแท้ของเรา เพราะพระองค์ทรงสอนให้เรานมัสการพระองค์ด้วยเสียงดนตรี..ซึ่งมันชัดเจนแล้วว่า..วิธีการนี้สามารถฟื้นฟูจิตวิญญาณและเชื่อมโยงเราให้เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ได้
ดู1ซมอ.16:19-21 ซาอูลเห็นด้วยกับความคิดของข้าราชบริพาร..เลยให้คนไปตามดาวิดมารับใช้ เจสซีก็ส่งดาวิดไปพร้อมด้วยเครื่องบรรณาการนิดหน่อย จากจุดนั้นก็ทำให้ดาวิดขยับเข้าไปใกล้กษัตริย์ เริ่มต้นด้วยงานรับใช้ซาอูล และข้อที่27บอกว่า..ซาอูลก็รักดาวิดมาก..เหมือนลูกเลยก็ว่าได้ แล้วก็เลื่อนให้ดาวิดเป็นคนถือเครื่องอาวุธ..ซึ่งตำแหน่งนี้ถือว่าใกล้ชิดและเป็นส่วนตัวที่สุด ข้อที่23บอกว่า..ทุกครั้งที่วิญญาณชั่วของพระเจ้ามาสิงซาอูล ดาวิดก็จะหยิบพิณขึ้นมาเล่นถวาย ซาอูลก็จะหาย..รู้สึกสบายแล้วก็ชุ่มชื่นขึ้น เนี่ย..อัศจรรย์ของเสียงดนตรี....
วันนี้หมดเวลาแล้ว..น้าตุ๊กฝากไว้แค่นี้ก่อนนะคะ
จนกว่าจะพบกันใหม่ ...พระเจ้าอวยพรค่ะ
ดู1ซมอ.15:19-21 ซามูเอลตัดพ้อกับซาอูลว่า..ทำไมท่านถึงไม่ยอมเชื่อฟังพระเจ้าซักทีนะ.. “..ยังจะเม้มทรัพย์สินของศัตรูที่พระเจ้าสั่งให้ทำลายไว้อีก” แต่ซาอูลก็ยังปากแข็ง ตอบกลับซามูเอลว่า..นี่เขาก็ทำทุกอย่างตามที่พระเจ้าสั่งแล้วนะ ฆ่าชาวอามาเลขจนหมด แล้วก็คุมตัวอากักมานี่ไง “แล้วที่พวกทหารเก็บของดีๆไว้ เพราะตั้งใจจะเอามาถวายพระเจ้านะ” (นี่..เอาพระเจ้ามาอ้างซะด้วย)
แต่ยังไงทุกคนก็รู้..ว่าที่ซาอูลทำเนี่ย..ผิดเพราะไม่เชื่อฟัง พระเจ้าสั่งให้ฆ่าทำลายทั้งหมด แต่ซาอูลเห็นเนื้อเกรดเอแล้วเสียดายฆ่าไม่ลง ทั้งๆที่ถ้าฆ่าทิ้งทั้งหมดก็ถือเป็นการถวายบูชาเหมือนกัน..แต่พวกเขาจะอดกิน ซาอูลเลยเลือกที่จะเก็บของดีๆไว้ แล้วอ้างว่าจะเอามาถวายพระเจ้า เพราะนี่คือวิธีที่จะทำให้เขาและประชาชนมีโอกาสที่จะได้กินเนื้อพวกนั้น แล้วจุดนี้ซามูเอลก็ดูออก..
ดู1ซมอ.15:22-23 “พระเจ้าทรงพอพระทัยในเครื่องบูชา เท่ากับการความเชื่อฟังหรือ” ความหมายของซามูเอลคือ โอเค..การทำพิธีกรรมตามกฎบัญญัติให้ถูกต้องครบถ้วน..ก็เป็นสิ่งดีที่สมควรทำ แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้น คือ “ความเชื่อฟัง”
“..ดูเถิด ที่จะเชื่อฟังก็ดีกว่าเครื่องสัตวบูชา..” เพราะการเชื่อฟังพระเจ้านับเป็นรูปแบบของการถวายบูชาที่สูงสุดและสำคัญสุดแล้ว แต่ซาอูลกลับคิดว่า..พิธีกรรมสำคัญกว่าความเชื่อฟัง เด็กๆจำไว้..ว่าพระเจ้าไม่เคยโปรดเครื่องบูชาใดๆมากกว่าความเชื่อฟังของมนุษย์ เพราะยังไงพิธีกรรมต่างๆก็เป็นแค่การแสดงออกทางภายนอก..แต่จิตใจที่เชื่อฟังมันซ่อนอยู่ข้างใน...พระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าที่ชันสูตรใจมนุษย์..พระองค์มองที่หัวใจ ไม่เหมือนพระอื่นที่คนไม่เชื่อพระเจ้าเขากราบไหว้กัน เวลามีปัญหาก็จะแก้ไขกันด้วยพิธีกรรมที่แสดงออกทางภายนอก (ซะเป็นส่วนใหญ่) ไม่ค่อยแก้กันที่ใจ ดวงไม่ดีก็สะเดาะเคราะห์ แก้กรรม ไปไหว้นั่นไหว้นี่แล้วก็หวังว่าชีวิตจะดีขึ้น..
ข้อที่ 23 บอกว่า..“เพราะการกบฎเป็นเหมือนบาปแห่งการถือฤกษ์ยาม และความดื้อดึง ก็เป็นบาปเหมือนการไหว้รูปเคารพ..” ซามูเอลกำลังบอกว่า..ความไม่เชื่อฟังของซาอูลเนี่ย มันร้ายแรงพอๆกับบาปที่คนต่างชาติทำ แต่คนต่างชาติเขาทำเพราะไม่รู้..เขาไม่รู้จักพระเจ้า..ไม่รู้กฎบัญญัติของพระองค์ ก็เลยหันไปกราบไหว้รูปเคารพ..พึ่งพาการถือฤกษ์ยาม ตามประสามนุษย์ที่มีความบาปอยู่ในสายเลือด จิตวิญญาณถึงทุรนทุรายแสวงหา..อะไรก็ได้ที่จะมาช่วยปลดเปลื้อง..ความบาปทุกข์ แต่ซาอูลอ่ะ..เป็นคนของพระเจ้า..รู้จักคำสอนของพระองค์ เคยสัมผัสการทรงสถิตของพระวิญญาณ.. แต่ยังทำบาปเหมือนคนที่ไม่มีพระเจ้า..ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร..นี่มันแย่กว่าพวกต่างชาติซะอีก แล้วซามูเอลก็ย้ำกับซาอูลอีกครั้งว่า..พระเจ้าได้ถอดท่านออกจากการเป็นกษัตริย์แล้ว (เพราะทำบาปร้ายแรงซ้ำซาก)
ดู1ซมอ.15:24-26 พอซามูเอลยืนยันคำพิพากษา สุดท้ายซาอูลก็ยอมรับผิดแต่ยังอุตส่าห์ป้ายความผิดไปที่ประชาชนชน เพราะข้อที่24 บอกว่า”..เพราะข้าพเจ้าเกรงกลัวประชาชนและยอมฟังเสียงของเขาทั้งหลาย” ....โทษคนอื่นจนได้..อ้างว่าถูกประชาชนกดดันให้ทำ ใครจะเชื่อ..คนอย่างซาอูลเนี่ยนะ จะฟังเสียงใคร.. แต่ถึงจะทำเพราะถูกกดดันก็ผิดอยู่ดี..เพราะรู้อยู่ว่ามันเป็นบาปต่อพระเจ้า..ยังไงก็ทำไม่ได้ สุดท้ายซาอูลก็วิงวอนซามูเอลให้ยกโทษให้และกลับไปนมัสการพระเจ้าพร้อมกัน คงอยากจะถวายเครื่องบูชาเพื่อลบความผิดอ่ะ ประชาชนจะได้เห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี.. เพราะถ้าซามูเอลไม่มาถวายบูชาด้วย คนก็จะสงสัย..ว่าเขาต้องทำอะไรผิด
ดู1ซมอ.15:30-31 “..บัดนี้ขอท่านให้เกียรติข้าพเจ้าต่อหน้าพวกผู้ใหญ่และประชาชน..” ซาอูลออกปากพูดกับซามูเอลตรงเลย..ว่าให้ช่วยไว้หน้ากันหน่อยนะ..เดี๋ยวคนอิสราเอลจะเสื่อมศรัทธาชั้น ถ้าyouไม่ไปด้วย ซามูเอลก็เลยโอเค..เห็นแก่หน้าซาอูล ยอมกลับไปนมัสการพระเจ้าด้วยกัน
ดู 1ซมอ.15:32-33 หลังจากนมัสการพระเจ้าแล้ว ซามูเอลก็บอกให้เอาตัวก.อากักที่ซาอูลไว้ชีวิตออกมา อากักก็หน้าระรื่นออกมาเพราะคิดว่าตัวเองรอดตายแล้ว.. รู้สึกปลอดภัยภายใต้การควบคุมของซาอูล ข้อที่33 ..แล้วซามูเอลพูดกับอากักว่า..ดาบของท่านกระทำให้ผู้หญิงไร้บุตรฉันใด มารดาของท่านจะไร้บุตรเหมือนพวกเขาฉันนั้น” ว่าแล้วก็ฟันอากักออกเป็นท่อนๆต่อหน้าพระเจ้าที่กิลกาล
ซามูเอลจำเป็นต้องทำตามคำสั่งของพระเจ้าด้วยตัวเอง จะมัวรอซาอูลไม่ได้แล้ว..เพราะคนอามาเลขทุกคนต้องตาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกษัตริย์ที่เป็นผู้นำให้ประชาชนทำชั่ว จากนั้นซามูเอลกับซาอูลก็ต่างคนต่างไป ข้อที่35 บอกว่า..ซามูเอลเสียใจมากกก.. แล้วก็ไม่มาเจอซาอูลอีกเลยจนตาย
บทที่16 ดาวิดถูกเจิมให้เป็นกษัตริย์
ดู1ซมอ.16:1 พระเจ้าถามซามูเอลว่า”เจ้าจะทุกข์ใจกับเรื่องซาอูลอีกนานแค่ไหน” พระสุรเสียงของพระเจ้าดูจะดุอยู่กลายๆ เพราะพระองค์เห็นว่าซามูเอลไม่ยอมหายเศร้าซักที ทั้งๆที่พระเจ้าก็ถอดซาอูลออกจากการเป็นกษัตริย์แล้ว มันก็ถึงเวลาที่ซามูเอลจะต้องยอมรับให้ได้ แล้วก็ทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป (The show must go on) ..พระองค์ถึงบอกให้ซามูเอลเติมน้ำมันเขาสัตว์ให้เต็ม เพราะได้เวลาที่ต้องไปเจิมกษัตริย์องค์ใหม่แล้ว ซามูเอลต้องไปหาเจสซี ชาวเบธเลเฮม......
ดู1ซมอ.16:2-3 ซามูเอลตอบพระเจ้าว่า..ถ้าซาอูลรู้เรื่องการเจิมตั้งกษัตริย์องค์ใหม่..ต้องมาฆ่าเขาทิ้งแน่ จริงๆที่ซามูเอลกลัวก็มีเหตุผลนะ เพราะเราก็เห็นกันไปแล้ว..ว่าซาอูลค่อนข้างจะโหดเหี้ยม เขาฆ่าคนอามาเลขจนหมดเกลี้ยง (เหลือไว้แค่อากัก) แล้วก็ยังอยากจะฆ่าแม้แต่ลูกชายตัวเอง แล้วซามูเอลเป็นใคร..เพราะฉะนั้น แน่นอน..ถ้าเขารู้ว่าซามูเอลกำลังจะเจิมกษัตริย์องค์ใหม่แล้ว..รับรองโดนแน่ แต่พระเจ้ามีทางออกให้ซามูเอล พระองค์บอกให้เขาเอาวัวไปด้วยตัวนึง แล้วบอกกับชาวบ้านว่า..จะมาถวายบูชาพระเจ้า และพระองค์ก็สั่งว่าให้เชิญเจสซี ชาวบ้านเมืองเบธเลเฮมมาร่วมพิธีด้วย แล้วพระเจ้าจะสำแดงเองว่าพระองค์เลือกใคร
ดู1ซมอ.16:4-5 พอซามูเอลมาถึงเมืองเบธเลเฮม ชาวเมืองก็วงแตกทันที พระคำภีร์บอกว่า..พวกผู้ใหญ่ของเมืองนั้น ตกใจจนหน้าซีด..แล้วถามซามูเอลว่า”ท่านมาอย่างสันติหรือ (ไม่ได้เอาเรื่องเดือดร้อนมาให้ใช่มั๊ย)” ทำไมถึงถามย่างงั้น..เพราะตอนนี้ซามูเอลเหมือนอยู่คนละฝ่ายกับซาอูล แล้วชาวบ้านก็ไม่อยากมีปัญหากับซาอูลด้วย เพราะรู้อยู่ว่าเขานิสัยยังไง
ซามูเอลตอบว่าไง เขาบอกชาวบ้านว่า..เขามาถวายสัตวบูชาตามปกติ แล้วก็เชิญเจสซีกับลูกๆให้มาร่วมพิธีด้วยกัน
ดู1ซมอ.16:6-7 ข้อนี้บอกว่า..พอซามูเอลเห็น “เอลีอับ” เขาก็คิดว่า..ใช่เลย พระเจ้าคงจะเลือกคนนี้แน่ๆ เพราะไร..เอลีอับเป็นลูกคนโต แล้วมรดกหรือการเป็นหัวหน้าก็มักจะส่งผ่านมาที่บุตรหัวปี..อันนี้เป็นค่านิยมของสมัยนั้น (แล้วยังสมัยนี้ด้วยมั้ง)..ใครจะไปคิดว่าพระเจ้าจะเลือก”ลูกคนสุดท้อง” และอีกอย่างที่ซามูเอลเห็นก็คือ เอลีอับ รูปร่างสูงใหญ่สง่างาม เหมือนใคร..(เหมือนซาอูล) แล้วพระเจ้าก็บอกซามูเอลว่า..อย่ามองคนที่ภายนอก พระองค์ไม่ได้เลือกจากรูปร่างหน้าตา..แต่ดูที่จิตใจ หลังจากนั้นเจสซีก็ให้ลูกทั้งเจ็ดคนให้เข้ามาหาซามูเอล แต่พระเจ้าไม่เลือกใครเลย ซามูเอลก็งง..ว่าเอ๊ะ!ทำไมพระเจ้าไม่เลือกซักคนล่ะ เขาเลยถามเจสซีว่า..ยังมีคนอื่นอีกมั๊ย..(แปลว่าไม่มีใครนึกถึงดาวิดเลย) เพราะเขายังเด็ก..ผู้ใหญ่ก็มัวแต่ใช้ให้ไปเลี้ยงแกะ พอซามูเอลถามขึ้นมา..เจสซีถึงนึกได้..ว่า..ยังมีดาวิดอีกคน..
ดู1ซมอ.16:12-13 เจสซีให้คนไปตามดาวิดมา ข้อนี้บอกว่า..ดาวิดเป็นคนผิวแดงๆ หน้าตาสวย และรูปร่างงาม แปลว่า..รูปลักษณ์ภายนอกก็ไม่เป็นรองใคร เพียงแต่ยังเด็กอยู่แล้วก็ไม่ใช่ลูกคนโตเท่านั้นเอง พอเขามายืนตรงหน้าซามูเอลพระเจ้าบอก ”คนนี้แหละ..ที่พระองค์เลือก” ซามูเอลก็ยืนขึ้นและเจิมดาวิดด้วยน้ำมัน
ข้อที่13บอกว่า..พระวิญญาณก็สวมทับดาวิดอย่างเต็มขนาดตั้งแต่วันนั้น ส่วนซามูเอลก็กลับไปบ้านที่รามาห์ เพราะภาระกิจก็สำเร็จแล้ว
ดาวิดถูกเลือกไปรับใช้ซาอูล
ดู1ซมอ.16:14-16 พระวิญญาณของพระเจ้าที่เคยสถิตกับซาอูล ก็พรากไปสถิตกับดาวิดแทน ซาอูลต้องทุกข์ทรมานกับการถูกสิงโดยวิญญาณชั่วจากพระเจ้า..เขาจะรู้สึกเหมือนถูกสาปแล้วก็มีพฤติกรรมที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม (เหมือนสติวิปลาส) แต่สำหรับข้าราชบริพารของซาอูล วิญญาณชั่วก็เป็นเรื่องปกติที่พวกเขาเคยเจอกันอยู่แล้ว ถึงได้รู้วิธีที่จะช่วยรักษาได้ พวกเขาเชื่อว่าเสียงเพลงสามารถกล่อมประสาทซาอูลให้สงบลงได้ ในข้อที่16พวกเขาได้เสนอให้ซาอูลหาคนดีดพิณฝีมือดี มาช่วยเยียวยาความทุกข์ทรมาน..จากการถูกวิญญาณชั่วเข้าสิง น่าสนใจมาก..ทำไมเสียงพิณถึงช่วยบรรเทาความทุกข์ทรมานฝ่ายวิญญาณได้..เพราะดูเหมือนดนตรีจะมีส่วนเชื่อมโยงกับจิตวิญญาณของมนุษย์
เด็กๆย้อนไปดู1ซมอ.10:5 เราสังเกตเห็น..ว่าบรรดาผู้เผยพระวจนะที่ซาอูลพบและเข้าไปร่วมเผยพระวจนะด้วย..ในตอนนั้น เดินลงจากสถานสูงพร้อมด้วยพิณใหญ่ รำมะนา ปี่ และพิณเขาคู่ คือทุกคนลงมาพร้อม..”เครื่องดนตรี” เพราะฉะนั้น ดนตรีต้องมีส่วนเชื่อมโยงอย่างมากกับจิตวิญญาณของมนุษย์ และต้องช่วยบรรเทาอาการวิปริตผิดเพี้ยนของซาอูลได้จริงๆ มาถึงตรงนี้ขอคริสเตียนทั้งหลายจงก้มศีรษะลงของคุณพระเจ้าผู้เืที่ยงแท้ของเรา เพราะพระองค์ทรงสอนให้เรานมัสการพระองค์ด้วยเสียงดนตรี..ซึ่งมันชัดเจนแล้วว่า..วิธีการนี้สามารถฟื้นฟูจิตวิญญาณและเชื่อมโยงเราให้เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ได้
ดู1ซมอ.16:19-21 ซาอูลเห็นด้วยกับความคิดของข้าราชบริพาร..เลยให้คนไปตามดาวิดมารับใช้ เจสซีก็ส่งดาวิดไปพร้อมด้วยเครื่องบรรณาการนิดหน่อย จากจุดนั้นก็ทำให้ดาวิดขยับเข้าไปใกล้กษัตริย์ เริ่มต้นด้วยงานรับใช้ซาอูล และข้อที่27บอกว่า..ซาอูลก็รักดาวิดมาก..เหมือนลูกเลยก็ว่าได้ แล้วก็เลื่อนให้ดาวิดเป็นคนถือเครื่องอาวุธ..ซึ่งตำแหน่งนี้ถือว่าใกล้ชิดและเป็นส่วนตัวที่สุด ข้อที่23บอกว่า..ทุกครั้งที่วิญญาณชั่วของพระเจ้ามาสิงซาอูล ดาวิดก็จะหยิบพิณขึ้นมาเล่นถวาย ซาอูลก็จะหาย..รู้สึกสบายแล้วก็ชุ่มชื่นขึ้น เนี่ย..อัศจรรย์ของเสียงดนตรี....
วันนี้หมดเวลาแล้ว..น้าตุ๊กฝากไว้แค่นี้ก่อนนะคะ
จนกว่าจะพบกันใหม่ ...พระเจ้าอวยพรค่ะ
วันจันทร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2553
หนังสือ1ซามูเอล ครั้งที่ 9 อาทิตย์ที่ 11:4:2010
ดู1ซมอ.14:24-27 ข้อนี้พระคำภีร์กำลังพูดถึงคำสาบานที่ไม่สร้างสรรค์ของซาอูลทำไมถึงบอกว่าไม่สร้างสรรค์..เพราะซาอูลบังคับทหารอิสราเอลให้สาบานว่าจะไม่กินอะไรเลยจนกว่าจะค่ำ..ทหารที่กำลังสู้รบอย่างเข้มข้น เด็กๆคิดดู..ว่าคำบนบานอันนี้มันสมเหตุผลมั๊ย เออ..ถ้าเราจะอดอาหาร..เพื่ออธิฐานอย่างเจาะจงในเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็ว่าไปอย่าง เพราะมันก็ไม่ได้ฝืนธรรมชาติของร่างกายซักเท่าไหร่..อย่างมากก็นั่งหลับเพราะอ่อนแรง แต่ซาอูลดันไปสั่งทหารอิสราเอลที่กำลังรบจนเหงื่อท่วม..ให้อดอาหารจนกว่าจะค่ำ??
ข้อที่25 บอกว่า..พอคนอิสราเอลตามพวกฟิลิสเตียเข้าไปในป่า..เจออะไร น้ำผึ้งไหลย้อยอยู่เต็มไปหมด แล้วกินได้มะ..ไม่ได้ เดี๋ยวผิดคำสาบานที่ซาอูลบนไว้กับพระเจ้า
ข้อที่27 บอกต่อไปว่า..แต่โยนาธานไม่รู้เรื่องคำสาบาน เลยกวาดน้ำผึ้งใส่ปากซะเลย แล้วเป็นไง..พระคำภีร์บอกว่า..”ตาของเขาก็แจ่มใสขึ้นทันที” เพราะความหวานของน้ำผึ้งเป็นพลังงานประเภทที่ร่างกายสามารถดูดซึมเอาไปใช้ได้ทันที โยนาธานถึงรู้สึกสดชื่นขึ้นอย่างรวดเร็ว
ดู1ซมอ.14:29-30 โยนาธานไม่รู้เรื่องคำสาบานของพ่อเพราะไร..ก็มัวแต่ไปสู้กับพวกฟิลิสเตีย ใจก็คิดแต่อยากจะกู้ชาติอย่างเดียว เลยไม่ทันได้อยู่ฟังคำบนบานของซาอูล..(ที่เกิดจะเฮี้ยนลุกขึ้นมาตั้งสัตย์ปฎิญาณตอนหน้าสิ่วหน้าขวาน)..อยู่ตั้งนานอะไรก็ไม่ทำ พอลูกชายจุดกระแสขึ้นมาซาอูลก็เกิดจะฮึดขึ้นมามั่ง การบนบานไม่ให้ทหารกินข้าวเนี่ย..ซาอูลอาจจะอ้างว่าไม่อยากให้เสียเวลา..แต่จริงๆแล้วไม่ใช่หรอก ยังไงทุกคนก็ดูออก..ว่าซาอูลตั้งกฎคำสาบานอย่างงี้ทำไม..เขารู้สึกเสียหน้าไง..เพราะตอนนี้มันชัดเจนแล้ว..ว่าโยนาธานคือคนที่จุดประกายความสำเร็จนี้ให้อิสราเอล..ไม่ใช่เขา ซาอูลเลยต้องการที่จะ ”สำแดงจุดยืนอะไรซักอย่าง..เพื่อกู้หน้าตัวเอง” แต่ด้วยความสิ้นคิด..จุดยืนของเขาเลยสำแดงออกมาด้วยการบังคับไม่ให้ทหารกินข้าว..(เน้น..ทหารที่กำลังต้องใช้พลังงานอย่างมากในสนามรบ)
แต่โอเค..การหยุดกินอาหารก็คงทำให้เสียเวลาเหมือนกัน ถ้าต้องมานั่งเตรียมกันเหมือนมื้อปกติ..แต่ดูอาหารที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้สิ ข้อที่ 25 บอกว่าพอคนอิสราเอลไล่ตามฟิลิสเตียเข้าไปในป่า..มีอะไร..น้ำผึ้งไหลย้อยอยู่เต็มไปหมด..มันต้องเสียเวลาเตรียมซะที่ไหน..โยนาธานคงใช้เวลาไม่ถึงนาทีด้วยซ้ำ..ตอนที่เขากวาดน้ำผึ้งเข้าปากอ่ะ สมัยนั้นไม่มีหรอกฟาสต์ฟูด..แต่อาหารจานด่วนที่พระเจ้าเตรียมให้ก็วิเศษสุดแล้ว..หยิบใส่ปากก็สดชื่นเลย
ข้อที่29 โยนาธานถึงบอกว่า..”บิดาของข้ากระทำให้แผ่นดินลำบาก..เพราะขนาดเขาได้กินน้ำผึงแค่นิดเดียว..ก็ยังรู้สึกสดชื่นเลย แล้วคิดดูถ้าทหารได้กินเต็มที่..จะดีแค่ไหน
ดู1ซมอ.14:31-33 คนอิสราเอลไล่ตามพวกฟิลิสเตียไปถึงอัยยาโลน จากมิคมาชถึงอัยยาโลนก็ประมาณ 40 กิโล ทหารไม่ได้พักเลยแล้วก็ไม่ได้กินอะไรด้วย พอไปเจอแกะกับวัวที่ศัตรูทิ้งไว้ ก็เลยฆ่ากินกันอย่างไม่ถูกต้อง..คือกินพร้อมเลือด ซึ่งมันผิดกฎของพระเจ้าในสมัยนั้น แล้วทั้งหมดนี้ก็เพราะความไม่ค่อยฉลาดของซาอูล
แต่พอมีคนไปบอกเรื่องนี้กับซาอูล ไม่ใช่แค่ไม่สำนึกนะ..ว่าเป็นความผิดของตัวเอง ยังมีหน้าไปโทษทหารที่หิวจนตาลายอีก..ว่าทรยศพระเจ้า น้าตุ๊กขอยืนยันว่าทหารไม่ผิด..เพราะพระเจ้าไม่เคยโปรดให้มนุษย์ต้องทำอะไรที่ฝืนธรรมชาติจนเกินกำลัง เพราะฉะนั้น เด็กๆจำไว้ได้เลยว่า..ถ้าพฤติกรรมไหนหรือความเชื่อไหน..ที่ดูแล้วมันวิปริต ผิดธรรมชาติมากๆ อันนั้นไม่ได้มาจากพระเจ้าแน่นอน..เพราะอัศจรรย์เป็นของพระองค์..หมายความว่า ถ้าพระเจ้าจะให้มีอัศจรรย์หรือให้มีเรื่องพิเศษที่เกินกำลังมนุษย์เกิดขึ้น..พระองค์จะกำหนดเอง ไม่ใช่มาจากสติปัญญาอันโง่งมของมนุษย์ พระองค์อาจสำแดงผ่านมนุษย์แต่ไม่ใช่ลักษณะอย่างซาอูล..ที่พูดเอง..เออเอง เพราะอันนี้พระเจ้าไม่ได้คอนเฟิร์ม
ดู1ซมอ.14:34-35 ซาอูลแก้ไขสถานการณ์..การกินผิดประเภท ที่ผิดกฎบัญญัติของทหารด้วยการสร้างแท่นบูชาถวายพระเจ้า และข้อที่ 35 บอกว่า..อันนี้เป็นแท่นแรกที่ซาอูลสร้างถวายพระเจ้า แล้วก็สร้างเพื่อไถ่บาปให้ทหารอิสราเอล..ที่ทำผิด(เพราะความสิ้นคิดของตัวเอง) ยังไงมันก็คนละอารมณ์กับแท่นบูชาของอับราอัม อิสอัค ยาโคบ โยชูวา แล้วก็ซามูเอล เพราะทุกคนที่พูดมา..เขาสร้างเพื่อระลึกถึงพระคุณพระเจ้า ไม่เหมือนซาอูลที่สร้างเป็นแท่นแรก..เพื่อลดความเสียหายที่ทหารทำบาป นี่ถ้าไม่กลัวความผิดเขาจะสร้างมั๊ยเนี่ย???
ดู1ซมอ.14:37-38 พอมื้ออาหารที่ผิดบาปกับการสร้างแท่นบูชาผ่านไปแล้ว ซาอูลก็อยากไปโจมตีพวกฟิลิสเตียต่อ แต่พวกปุโรหิตอยากให้เขาปรึกษาพระเจ้าก่อน..ซาอูลก็เลยโอเคให้ปุโรหิตถามพระเจ้าตามวิธีของสมัยนั้น..แต่พระเจ้าไม่ตอบ พอพระเจ้าไม่ตอบปุ๊บ..ซาอูลสรุปทันที..ต้องมีคนทำผิด พูดจริงๆเลยนะ..ถ้าเป็นน้าตุ๊กๆจะคิดว่า..เอ๊ะ!หรือชั้นขอผิด..พูดอะไรผิดที่ไม่ใช่น้ำพระทัย แล้วก็จะอยู่เฉยๆรอก่อน..ว่าพระเจ้าจะว่าไง (อันนี้ไม่ได้บอกว่าตัวเองดีนะ..แต่ธรรมชาติของเราเป็นอย่างงี้จริงๆ) ส่วนซาอูลไม่เคยสงสัยตัวเอง..ไม่เคยรอ แต่จะตัดสินทันทีและชี้ความผิดไปที่คนอื่นเสมอ
ดู1ซมอ.14:39 แล้วข้อนี้ซาอูลก็พูดว่า “แม้ความผิดอยู่ที่โยนาธาน..” แปลว่าไร สงสัยโยนาธานไง..นี่ยังไม่ได้พิสูจน์อะไรเลยนะ..จะเจาะจงคนผิดได้ไง แล้วyou เป็นกษัตริย์นะ..จริงๆแล้วมามั่วอย่างงี้ไม่ได้ แต่ต่อให้โยนาธานผิดจริง..แล้วรู้ยังว่าเขาทำไรผิด..ยังไม่รู้..แต่คาดโทษเขาถึงตายไปแล้ว..เพราะในข้อที่39 ซาอูลพูดว่า..”ถ้าโยนาธานทำผิด..เขาต้องตาย..” พระคำภีร์บอกต่อไปว่า “ไม่มีใครเออ..ออ กับซาอูลซักคน ทุกคนเงียบกริบ” เพราะไม่เห็นด้วยที่เขาเพ่งเล็งลูกตัวเองขนาดนั้น
ดู1ซมอ.14:40-42 แล้วซาอูลก็ขอให้พระเจ้าสำแดงตัวคนผิดโดยการจับฉลาก ซาอูลแบ่งอิสราเอลออกเป็นสองฝ่าย คือประชาชน..ฝ่ายนึง แล้วอีกฝ่ายนึง คือ เขากับโยนาธาน ครั้งแรกจับถูกเขากับโยนาธาน..ประชาชนรอดไป พอครั้งที่สองจับได้..โยนาธาน เพราะปฏิญาณไว้ยังไงก็ต้องเป็นตามนั้น ไม่ว่าจะพูดไปด้วยความโง่แค่ไหน..มนุษย์ก็ต้องรับผิดชอบสิ่งที่สาบานไว้กับพระเจ้าเสมอ ซึ่งในกรณีนี้..ถ้าซาอูลรักลูก เขาต้องเจ็บปวดแน่นอน..
เด็กๆคงจำได้..เหมือนเยฟธาห์ ที่บนว่า..ถ้าเขารบชนะ จะสังเวยชีวิตคนที่ออกจากบ้านมารับเขาเป็นคนแรก ซึ่งกลายเป็น..ลูกสาวตัวเอง เยฟธาห์เลยต้องเสียลูก..เพราะการสาบานที่ขาดซึ่งวุฒิภาวะ แล้วเขาก็เจ็บปวดมาก
พระเยซูก็เคยสอนเรื่องนี้ไว้ในหนังสือมัทธิว เด็กๆเปิดไปดูมธ.5:34-37
พระเยซูบอกว่า..อย่าสาบานเลย ไม่ว่าจะอ้างฟ้าสวรรค์หรือแผ่นดินโลกก็อย่าทำ แล้วก็อย่าสาบานโดยอ้างถึงศีรษะของตนด้วย (เอาหัวเป็นประกันเลย อะไรประมาณเนี้ย) เพราะมนุษย์จะทำให้ผมตัวเองขาวหรือดำไปซักเส้นนึงก็ยังไม่ได้ (บางคนบอกย้อมได้..อันนั้นไม่เกี่ยว..เพราะใช้ตัวช่วย) แต่ความหมายของพระเยซูก็คือ..มนุษย์ไม่ได้มีฤทธิ์อำนาจอะไร..ที่จะเอามาค้ำประกันในคำสาบานของตัวเองได้เลย แล้วก็ไม่ได้ฉลาดรอบคอบมากมายอะไร ช่วยตัวเองก็ยังไม่ได้ ถ้าขืนสาบานอะไรโง่ๆออกไป..แล้วทำไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องมานั่งรับผลแห่งความปากพล่อยของตัวเอง เพียงแต่ผลที่ซาอูลได้รับเนี่ย..มันไปเข้าทางเขาพอดี ดูเหมือนอยากจะกำจัดลูกตัวเองอยู่แล้ว เพราะรู้สึกจะทำอะไรเกินหน้าเกินตาพ่อ “แต่ด้วยความสัตย์ซื่อเที่ยงธรรมของพระเจ้า”..ยังไงโยนาธานก็คือผู้ที่ต้องโดนฉลาก เพราะเขาทำผิดในสิ่งที่ซาอูลสาบานไว้กับพระเจ้าจริงๆ (ถึงจะโดยไม่รู้เรื่องและไม่ตั้งใจก็ตาม) แต่กฎก็คือกฎ..พระเจ้าไม่เคยต้องเปลี่ยนกฎของพระองค์เพื่อใคร ถ้าพระองค์จะทรงกู้ผู้ใดไว้ ก็จะสำแดงได้ด้วยทางอื่นเสมอ..ไม่เคยต้องเปลี่ยนกฎ! (oh!my god,how smart you are...) นี่คือความยิ่งใหญ่และสง่างามแบบสุดๆ
ดังนั้น..พระเยซูถึงสอนว่า “ถ้าอันไหนจริงก็ว่าจริง อันไหนไม่ใช่ก็บอกว่าไม่ใช่ พูดแค่นี้พอแล้ว ไม่ต้องสาบานหรือรายละเอียดเยอะ ถ้าพูดมากไป..นั่นก็มาจากความชั่ว เพราะอะไร..ก็เพราะคนที่คิดชั่วหรือโกหกจะพูดสั้นไม่ค่อยได้..เพราะกลัวคนไม่เชื่อ เขาเลยต้องเป็นประเภทที่ชอบชักแม่น้ำทั้งห้ามาบรรยาย จะสั้นๆนิ่งๆไม่เป็น..(ลองสังเกตดูสิ..ว่าจริงมะ)
ดู1ซมอ.14:43-45 พอโยนาธานโดนฉลาก ซาอูลถามเลย”เจ้าไปทำไรมา” อ้าว..ก่อนหน้านี้คาดโทษตายเขาไปแล้วไม่ใช่เหรอ นึกว่ารู้แล้วซะอีก..ว่าเขาไปทำอะไรมา ส่วนโยนาธานก็สารภาพทันที..ว่าเขากินน้ำผึ้งที่ติดปลายไม้มา..กินโดยที่ไม่รู้ว่าพ่อสั่งห้าม แล้วโยนาธานก็บอกเลย”เขายอมตาย” โยนาธานไม่แก้ตัวซักคำ ฝ่ายซาอูลก็ไม่รอช้า..ยืนยันทันที. ”โยนาธานเจ้าต้องตาย” (นี่ถ้าน้าตุ๊กเป็นโยนาธานนะ..จะถามซาอูลว่า..นี่แกมีอะไรในใจกะชั้นป่าวเนี่ย)
แต่ในที่สุดประชาชนก็หมดความอดทน หลังจากที่ปิกปากเงียบมานาน ข้อที่25บอกว่า..พวกเขาออกปากคัดค้านซาอูล เพราะไม่เห็นด้วย..ที่โยนาธานต้องรับโทษถึงตาย ทุกคนรู้อยู่แก่ใจ..ว่าโยนาธานคือคนที่”ลุกขึ้น”ทำให้อิสราเอลได้ชนะ..แล้วทำผิดแค่นี้ต้องถึงตายเลยเหรอ ประชาชนที่ทนดูซาอูลเล่นละครอยู่นาน มาตอนนี้..ทนไม่ไหวแล้ว พวกเขายอมออกหน้าเพื่อรักษาชีวิตโยนาธาน ซาอูลก็เลยอดฆ่าลูกตัวเอง การรบกับฟิลิสเตียก็เลยต้องครึ่งๆกลางๆอีก..ความผิดใครไม่สำคัญ มันสำคัญตรงที่เรียนเรื่องนี้แล้วเราได้อะไรมั๊ย
มาถึงบทส่งท้ายที่พูดถึงความสำเร็จของซาอูล
ดู1ซมอ.14:49-52 พระคำช่วงนี้บอกเล่าถึงวงศ์วานของก.ซาอูล ทั้งพ่อ..ลูก..มเหสีรวมทั้งทหารคนสำคัญที่มีบทบาทในสมัยของเขา ข้อที่53 พระคำภีร์ยืนยัน..ตลอดสมัยของก.ซาอูลเขาทำสงครามกับพวกฟิลิสเตียบ่อยมาก แล้วยังสงครามกับคนอัมโมน (ที่เราเรียนกันไปแล้ว) และเดี๋ยวตอนหน้าก็จะเป็นสงครามกับคนอามาเลข พระคำตอนนี้กำลังชี้ให้เราเห็นอะไร..ยังไงซาอูลก็ต้องมีข้อดี ถ้าพระเจ้าเลือกใครแล้ว..คนนั้นต้องมีจุดที่พระองค์ใช้ได้ อย่างซาอูลอาจจะขาดคุณธรรม..ไม่มั่นคงในความเชื่อ แต่ความโผงผาง ดุเดือด เลือดพล่านของเขา..มันอาจจะเป็นประโยชน์ในสนามรบก็ได้ แล้วพระเจ้าก็ทรงใช้เขาเพราะจุดนี้
เพราะฉะนั้น ความผิดพลาดหรือความผิดบาปของซาอูลกับอีกหลายๆคนในพระคำภีร์..ไม่ได้ถูกบันทึกไว้เพื่อให้เราเกลียดชังเขานะ แต่พระเจ้าบันทึกไว้เพื่อสอนและเตือนเรา..จะได้ไม่หลงผิดในแบบเดียวกัน เพราะจริงๆแล้ว เรื่องอย่างงี้”มันเกิดได้กับทุกคน” ถ้าเราไม่ระวัง
บทที่15 ความไม่เชื่อฟังและคำบัญชาถอดถอนก.ซาอูล(อีกครั้ง)
ดู1ซมอ.15:1-3 ข้อนี้เป็นคำสั่งจากพระเจ้า..ให้ซาอูลกวาดล้างชาวอามาเลขให้สิ้นซาก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกนะ..ที่พระเจ้าสั่งให้ทำลายคนชาตินี้แต่พระองค์ทรงบัญชาหลายครั้ง มีบันทึกไว้ทั้งในสมัยอพยพ กันดารวิถี แล้วก็เฉลยธรรมบัญญัติด้วย
หลายคนคงสงสัย..ว่าทำไมดูโหดร้ายจัง เพราะในข้อที่3 บอกว่า..”จงฆ่าเสียทั้งผู้ชาย ผู้หญิง ทารก รวมถึงสัตว์เลี้ยงด้วย” ที่ต้องสั่งให้ฆ่าล้างเผ่าพันธ์ขนาดนี้เพราะชนชาตินี้ชั่วร้ายมาก และความโหดเหี้ยมถ่ายทอดกันรุ่นสู่รุ่น หมายความว่า คนรุ่นหลังๆโตขึ้นมาก็ชั่วร้ายหรือชั่วกว่าบรรพบุรุษซะอีก และตัวอย่างความร้ายกาจของคนอามาเลขคือ..
ดู1ซมอ.15:33 อากัก ก็คือ กษัตริย์ของคนอามาเลข ข้อนี้ซามูเอลพูดชัดเจน..ว่าชาวอามาเลขชอบทำให้ผู้หญิงไร้บุตร แปลว่าอะไร..ชอบฆ่าผู้เยาว์ไง อาจจะโดยเหตุผลทางความเชื่อ เช่น เอาเด็กมาเซ่นสังเวย หรือ แม้แต่ฆ่าโดยไม่มีเหตุผล มันก็ชั่วร้ายทั้งนั้น
แล้วสัตว์เลี้ยงล่ะ..ทำไมต้องฆ่า นักวิชาการบางคนสรุปว่า “มีโรคระบาดร้ายแรงในหมู่ชาวอามาเลข” ที่แพร่ไปถึงพวกสัตว์ด้วย..ซึ่งอาจจะเป็นกามโรค เพราะมันมีหลักฐานการตายด้วยโรคพวกนี้จริงๆในสมัยคานาอัน ก็เลยต้องฆ่าทุกอย่างที่หายใจได้ ส่วนของใช้ก็มีทั้งให้เอาไปลวกไฟแล้วใช้ได้ไปจนถึงต้องเผาทำลาย..อันนี้ก็แล้วแต่พระเจ้าสั่ง
ดู1ซมอ.15:7-9 เรื่องนี้เราเคยเรียนไปครั้งนึงแล้ว(ถ้าจำได้นะ) ข้อนี้บอกว่า..ซาอูลเอาชนะคนอามาเลขได้..แล้วก็ฆ่าประชาชนตายหมด แต่ในข้อที่9 บอกว่า..ซาอูลได้ไว้ชีวิตก.อากัก และสัตว์ที่ดีที่สุด มีแกะ โคตัวอ้วนพี คือเก็บแต่ของดีๆเอาไว้
ซาอูลทำถูกหรือผิด..เพราะพระเจ้าสั่งว่า “จงฆ่าเสียทั้งผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก แล้วก็สัตว์เลี้ยงด้วย” ถ้าซาอูลไว้ชีวิตเด็กๆ..เราคงพอเข้าใจได้..ว่าเขาคงเป็นคนมีเมตตาถึงฆ่าเด็กไม่ลง แต่ซาอูลไม่มีปัญหาที่จะฆ่าผู้หญิงหรือเด็ก เพราะข้อที่8 บอกว่า..ซาอูลฆ่าจนเรียบไม่มีเหลือ แต่เว้นอากักไว้ ซาอูลไว้ชีวิตอากักทำไม....
เพราะสมัยนั้น การมีกษัตริย์ที่แพ้สงครามมาร่วมโต๊ะเสวยด้วย..ถือเป็นการประกาศศักดาอย่างหนึ่งของผู้ชนะ..จะฆ่าก็ไม่ฆ่าเก็บเอามาร่วมโต๊ะอาหารให้อึดอัดเล่นซะงั้น ดังนั้น..นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ซาอูลเก็บก.อากักเอาไว้ก็ได้ เพื่อประกาศชัยชนะของตัวเอง..เหมือนหัวเก้ง หัวกวางที่นายพรานโชว์ไว้ตามฝาผนัง ใครไปใครมาจะได้รู้ว่าข้าเก่ง..
ดู1ซมอ.15:10-11 ไม่บ่อยครั้งที่เราจะได้ยินพระเจ้าตรัสว่า”พระองค์เสียใจ”แต่ข้อนี้บอกชัดๆ..ถึงพระวจนะของพระเจ้าที่มาถึงซามูเอล “เราเสียใจแล้วที่ตั้งซาอูลเป็นกษัตริย์” ฟังแล้วรู้สึกยังไงบ้าง น้าตุ๊กฟังแล้วสะเทือนใจ (อย่างแรง) บอกไม่ถูกว่าเพราะอะไร..แต่พออ่านประโยคต่อไปถึงเข้าใจเพราะพระคำภีร์บอกว่า..”ซามูเอลก็โกรธเหมือนกัน เขาอธิฐานกับพระเจ้าคืนยันรุ่ง” อารมณ์ร่วมที่ตรงกันอย่างงี้ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรามีจิตวิญญาณที่เชื่อมโยงกับพระเจ้า คริสเตียนทุกคนน่าจะมี..ซามูเอลก็มี และเมื่อพระเจ้าทรงหัวเราะหรือเสียพระทัย..เราผู้ซึ่งมีจิตวิญญาณเชื่อมโยงกับพระองค์..ก็จะมีอารมณ์ร่วมไปกับพระองค์ด้วย พระเจ้าเป็นศูนย์กลาง เรากับซามูเอลและอีกหลายๆคนในพระคำภีร์เป็นส่วนหนึ่งของพระองค์ อารมณ์ที่ตรงกันมันจึงเกิดขึ้นผ่านทางพระเจ้าผู้ทรงเป็นศูนย์กลางของเรา
จิตวิญญาณที่ผูกพันลึกซึ้งกับพระเจ้า..เป็นประสบการณ์ส่วนตัวที่ทุกคนต้องสัมผัสเอง รูปแบบอาจจะแตกต่างกัน แต่ส่งผลที่เหมือนกันแน่นอน..คือเราจะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของพระเจ้าและในพี่น้องของเราด้วย ขอให้เด็กๆติดสนิทกับพระเจ้าเสมอ แล้วพระองค์จะทรงสำแดงความรักและความผูกพันให้เราได้ประจักษ์อย่างแน่นอน
พบกันใหม่สัปดาห์หน้า ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ
ข้อที่25 บอกว่า..พอคนอิสราเอลตามพวกฟิลิสเตียเข้าไปในป่า..เจออะไร น้ำผึ้งไหลย้อยอยู่เต็มไปหมด แล้วกินได้มะ..ไม่ได้ เดี๋ยวผิดคำสาบานที่ซาอูลบนไว้กับพระเจ้า
ข้อที่27 บอกต่อไปว่า..แต่โยนาธานไม่รู้เรื่องคำสาบาน เลยกวาดน้ำผึ้งใส่ปากซะเลย แล้วเป็นไง..พระคำภีร์บอกว่า..”ตาของเขาก็แจ่มใสขึ้นทันที” เพราะความหวานของน้ำผึ้งเป็นพลังงานประเภทที่ร่างกายสามารถดูดซึมเอาไปใช้ได้ทันที โยนาธานถึงรู้สึกสดชื่นขึ้นอย่างรวดเร็ว
ดู1ซมอ.14:29-30 โยนาธานไม่รู้เรื่องคำสาบานของพ่อเพราะไร..ก็มัวแต่ไปสู้กับพวกฟิลิสเตีย ใจก็คิดแต่อยากจะกู้ชาติอย่างเดียว เลยไม่ทันได้อยู่ฟังคำบนบานของซาอูล..(ที่เกิดจะเฮี้ยนลุกขึ้นมาตั้งสัตย์ปฎิญาณตอนหน้าสิ่วหน้าขวาน)..อยู่ตั้งนานอะไรก็ไม่ทำ พอลูกชายจุดกระแสขึ้นมาซาอูลก็เกิดจะฮึดขึ้นมามั่ง การบนบานไม่ให้ทหารกินข้าวเนี่ย..ซาอูลอาจจะอ้างว่าไม่อยากให้เสียเวลา..แต่จริงๆแล้วไม่ใช่หรอก ยังไงทุกคนก็ดูออก..ว่าซาอูลตั้งกฎคำสาบานอย่างงี้ทำไม..เขารู้สึกเสียหน้าไง..เพราะตอนนี้มันชัดเจนแล้ว..ว่าโยนาธานคือคนที่จุดประกายความสำเร็จนี้ให้อิสราเอล..ไม่ใช่เขา ซาอูลเลยต้องการที่จะ ”สำแดงจุดยืนอะไรซักอย่าง..เพื่อกู้หน้าตัวเอง” แต่ด้วยความสิ้นคิด..จุดยืนของเขาเลยสำแดงออกมาด้วยการบังคับไม่ให้ทหารกินข้าว..(เน้น..ทหารที่กำลังต้องใช้พลังงานอย่างมากในสนามรบ)
แต่โอเค..การหยุดกินอาหารก็คงทำให้เสียเวลาเหมือนกัน ถ้าต้องมานั่งเตรียมกันเหมือนมื้อปกติ..แต่ดูอาหารที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้สิ ข้อที่ 25 บอกว่าพอคนอิสราเอลไล่ตามฟิลิสเตียเข้าไปในป่า..มีอะไร..น้ำผึ้งไหลย้อยอยู่เต็มไปหมด..มันต้องเสียเวลาเตรียมซะที่ไหน..โยนาธานคงใช้เวลาไม่ถึงนาทีด้วยซ้ำ..ตอนที่เขากวาดน้ำผึ้งเข้าปากอ่ะ สมัยนั้นไม่มีหรอกฟาสต์ฟูด..แต่อาหารจานด่วนที่พระเจ้าเตรียมให้ก็วิเศษสุดแล้ว..หยิบใส่ปากก็สดชื่นเลย
ข้อที่29 โยนาธานถึงบอกว่า..”บิดาของข้ากระทำให้แผ่นดินลำบาก..เพราะขนาดเขาได้กินน้ำผึงแค่นิดเดียว..ก็ยังรู้สึกสดชื่นเลย แล้วคิดดูถ้าทหารได้กินเต็มที่..จะดีแค่ไหน
ดู1ซมอ.14:31-33 คนอิสราเอลไล่ตามพวกฟิลิสเตียไปถึงอัยยาโลน จากมิคมาชถึงอัยยาโลนก็ประมาณ 40 กิโล ทหารไม่ได้พักเลยแล้วก็ไม่ได้กินอะไรด้วย พอไปเจอแกะกับวัวที่ศัตรูทิ้งไว้ ก็เลยฆ่ากินกันอย่างไม่ถูกต้อง..คือกินพร้อมเลือด ซึ่งมันผิดกฎของพระเจ้าในสมัยนั้น แล้วทั้งหมดนี้ก็เพราะความไม่ค่อยฉลาดของซาอูล
แต่พอมีคนไปบอกเรื่องนี้กับซาอูล ไม่ใช่แค่ไม่สำนึกนะ..ว่าเป็นความผิดของตัวเอง ยังมีหน้าไปโทษทหารที่หิวจนตาลายอีก..ว่าทรยศพระเจ้า น้าตุ๊กขอยืนยันว่าทหารไม่ผิด..เพราะพระเจ้าไม่เคยโปรดให้มนุษย์ต้องทำอะไรที่ฝืนธรรมชาติจนเกินกำลัง เพราะฉะนั้น เด็กๆจำไว้ได้เลยว่า..ถ้าพฤติกรรมไหนหรือความเชื่อไหน..ที่ดูแล้วมันวิปริต ผิดธรรมชาติมากๆ อันนั้นไม่ได้มาจากพระเจ้าแน่นอน..เพราะอัศจรรย์เป็นของพระองค์..หมายความว่า ถ้าพระเจ้าจะให้มีอัศจรรย์หรือให้มีเรื่องพิเศษที่เกินกำลังมนุษย์เกิดขึ้น..พระองค์จะกำหนดเอง ไม่ใช่มาจากสติปัญญาอันโง่งมของมนุษย์ พระองค์อาจสำแดงผ่านมนุษย์แต่ไม่ใช่ลักษณะอย่างซาอูล..ที่พูดเอง..เออเอง เพราะอันนี้พระเจ้าไม่ได้คอนเฟิร์ม
ดู1ซมอ.14:34-35 ซาอูลแก้ไขสถานการณ์..การกินผิดประเภท ที่ผิดกฎบัญญัติของทหารด้วยการสร้างแท่นบูชาถวายพระเจ้า และข้อที่ 35 บอกว่า..อันนี้เป็นแท่นแรกที่ซาอูลสร้างถวายพระเจ้า แล้วก็สร้างเพื่อไถ่บาปให้ทหารอิสราเอล..ที่ทำผิด(เพราะความสิ้นคิดของตัวเอง) ยังไงมันก็คนละอารมณ์กับแท่นบูชาของอับราอัม อิสอัค ยาโคบ โยชูวา แล้วก็ซามูเอล เพราะทุกคนที่พูดมา..เขาสร้างเพื่อระลึกถึงพระคุณพระเจ้า ไม่เหมือนซาอูลที่สร้างเป็นแท่นแรก..เพื่อลดความเสียหายที่ทหารทำบาป นี่ถ้าไม่กลัวความผิดเขาจะสร้างมั๊ยเนี่ย???
ดู1ซมอ.14:37-38 พอมื้ออาหารที่ผิดบาปกับการสร้างแท่นบูชาผ่านไปแล้ว ซาอูลก็อยากไปโจมตีพวกฟิลิสเตียต่อ แต่พวกปุโรหิตอยากให้เขาปรึกษาพระเจ้าก่อน..ซาอูลก็เลยโอเคให้ปุโรหิตถามพระเจ้าตามวิธีของสมัยนั้น..แต่พระเจ้าไม่ตอบ พอพระเจ้าไม่ตอบปุ๊บ..ซาอูลสรุปทันที..ต้องมีคนทำผิด พูดจริงๆเลยนะ..ถ้าเป็นน้าตุ๊กๆจะคิดว่า..เอ๊ะ!หรือชั้นขอผิด..พูดอะไรผิดที่ไม่ใช่น้ำพระทัย แล้วก็จะอยู่เฉยๆรอก่อน..ว่าพระเจ้าจะว่าไง (อันนี้ไม่ได้บอกว่าตัวเองดีนะ..แต่ธรรมชาติของเราเป็นอย่างงี้จริงๆ) ส่วนซาอูลไม่เคยสงสัยตัวเอง..ไม่เคยรอ แต่จะตัดสินทันทีและชี้ความผิดไปที่คนอื่นเสมอ
ดู1ซมอ.14:39 แล้วข้อนี้ซาอูลก็พูดว่า “แม้ความผิดอยู่ที่โยนาธาน..” แปลว่าไร สงสัยโยนาธานไง..นี่ยังไม่ได้พิสูจน์อะไรเลยนะ..จะเจาะจงคนผิดได้ไง แล้วyou เป็นกษัตริย์นะ..จริงๆแล้วมามั่วอย่างงี้ไม่ได้ แต่ต่อให้โยนาธานผิดจริง..แล้วรู้ยังว่าเขาทำไรผิด..ยังไม่รู้..แต่คาดโทษเขาถึงตายไปแล้ว..เพราะในข้อที่39 ซาอูลพูดว่า..”ถ้าโยนาธานทำผิด..เขาต้องตาย..” พระคำภีร์บอกต่อไปว่า “ไม่มีใครเออ..ออ กับซาอูลซักคน ทุกคนเงียบกริบ” เพราะไม่เห็นด้วยที่เขาเพ่งเล็งลูกตัวเองขนาดนั้น
ดู1ซมอ.14:40-42 แล้วซาอูลก็ขอให้พระเจ้าสำแดงตัวคนผิดโดยการจับฉลาก ซาอูลแบ่งอิสราเอลออกเป็นสองฝ่าย คือประชาชน..ฝ่ายนึง แล้วอีกฝ่ายนึง คือ เขากับโยนาธาน ครั้งแรกจับถูกเขากับโยนาธาน..ประชาชนรอดไป พอครั้งที่สองจับได้..โยนาธาน เพราะปฏิญาณไว้ยังไงก็ต้องเป็นตามนั้น ไม่ว่าจะพูดไปด้วยความโง่แค่ไหน..มนุษย์ก็ต้องรับผิดชอบสิ่งที่สาบานไว้กับพระเจ้าเสมอ ซึ่งในกรณีนี้..ถ้าซาอูลรักลูก เขาต้องเจ็บปวดแน่นอน..
เด็กๆคงจำได้..เหมือนเยฟธาห์ ที่บนว่า..ถ้าเขารบชนะ จะสังเวยชีวิตคนที่ออกจากบ้านมารับเขาเป็นคนแรก ซึ่งกลายเป็น..ลูกสาวตัวเอง เยฟธาห์เลยต้องเสียลูก..เพราะการสาบานที่ขาดซึ่งวุฒิภาวะ แล้วเขาก็เจ็บปวดมาก
พระเยซูก็เคยสอนเรื่องนี้ไว้ในหนังสือมัทธิว เด็กๆเปิดไปดูมธ.5:34-37
พระเยซูบอกว่า..อย่าสาบานเลย ไม่ว่าจะอ้างฟ้าสวรรค์หรือแผ่นดินโลกก็อย่าทำ แล้วก็อย่าสาบานโดยอ้างถึงศีรษะของตนด้วย (เอาหัวเป็นประกันเลย อะไรประมาณเนี้ย) เพราะมนุษย์จะทำให้ผมตัวเองขาวหรือดำไปซักเส้นนึงก็ยังไม่ได้ (บางคนบอกย้อมได้..อันนั้นไม่เกี่ยว..เพราะใช้ตัวช่วย) แต่ความหมายของพระเยซูก็คือ..มนุษย์ไม่ได้มีฤทธิ์อำนาจอะไร..ที่จะเอามาค้ำประกันในคำสาบานของตัวเองได้เลย แล้วก็ไม่ได้ฉลาดรอบคอบมากมายอะไร ช่วยตัวเองก็ยังไม่ได้ ถ้าขืนสาบานอะไรโง่ๆออกไป..แล้วทำไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องมานั่งรับผลแห่งความปากพล่อยของตัวเอง เพียงแต่ผลที่ซาอูลได้รับเนี่ย..มันไปเข้าทางเขาพอดี ดูเหมือนอยากจะกำจัดลูกตัวเองอยู่แล้ว เพราะรู้สึกจะทำอะไรเกินหน้าเกินตาพ่อ “แต่ด้วยความสัตย์ซื่อเที่ยงธรรมของพระเจ้า”..ยังไงโยนาธานก็คือผู้ที่ต้องโดนฉลาก เพราะเขาทำผิดในสิ่งที่ซาอูลสาบานไว้กับพระเจ้าจริงๆ (ถึงจะโดยไม่รู้เรื่องและไม่ตั้งใจก็ตาม) แต่กฎก็คือกฎ..พระเจ้าไม่เคยต้องเปลี่ยนกฎของพระองค์เพื่อใคร ถ้าพระองค์จะทรงกู้ผู้ใดไว้ ก็จะสำแดงได้ด้วยทางอื่นเสมอ..ไม่เคยต้องเปลี่ยนกฎ! (oh!my god,how smart you are...) นี่คือความยิ่งใหญ่และสง่างามแบบสุดๆ
ดังนั้น..พระเยซูถึงสอนว่า “ถ้าอันไหนจริงก็ว่าจริง อันไหนไม่ใช่ก็บอกว่าไม่ใช่ พูดแค่นี้พอแล้ว ไม่ต้องสาบานหรือรายละเอียดเยอะ ถ้าพูดมากไป..นั่นก็มาจากความชั่ว เพราะอะไร..ก็เพราะคนที่คิดชั่วหรือโกหกจะพูดสั้นไม่ค่อยได้..เพราะกลัวคนไม่เชื่อ เขาเลยต้องเป็นประเภทที่ชอบชักแม่น้ำทั้งห้ามาบรรยาย จะสั้นๆนิ่งๆไม่เป็น..(ลองสังเกตดูสิ..ว่าจริงมะ)
ดู1ซมอ.14:43-45 พอโยนาธานโดนฉลาก ซาอูลถามเลย”เจ้าไปทำไรมา” อ้าว..ก่อนหน้านี้คาดโทษตายเขาไปแล้วไม่ใช่เหรอ นึกว่ารู้แล้วซะอีก..ว่าเขาไปทำอะไรมา ส่วนโยนาธานก็สารภาพทันที..ว่าเขากินน้ำผึ้งที่ติดปลายไม้มา..กินโดยที่ไม่รู้ว่าพ่อสั่งห้าม แล้วโยนาธานก็บอกเลย”เขายอมตาย” โยนาธานไม่แก้ตัวซักคำ ฝ่ายซาอูลก็ไม่รอช้า..ยืนยันทันที. ”โยนาธานเจ้าต้องตาย” (นี่ถ้าน้าตุ๊กเป็นโยนาธานนะ..จะถามซาอูลว่า..นี่แกมีอะไรในใจกะชั้นป่าวเนี่ย)
แต่ในที่สุดประชาชนก็หมดความอดทน หลังจากที่ปิกปากเงียบมานาน ข้อที่25บอกว่า..พวกเขาออกปากคัดค้านซาอูล เพราะไม่เห็นด้วย..ที่โยนาธานต้องรับโทษถึงตาย ทุกคนรู้อยู่แก่ใจ..ว่าโยนาธานคือคนที่”ลุกขึ้น”ทำให้อิสราเอลได้ชนะ..แล้วทำผิดแค่นี้ต้องถึงตายเลยเหรอ ประชาชนที่ทนดูซาอูลเล่นละครอยู่นาน มาตอนนี้..ทนไม่ไหวแล้ว พวกเขายอมออกหน้าเพื่อรักษาชีวิตโยนาธาน ซาอูลก็เลยอดฆ่าลูกตัวเอง การรบกับฟิลิสเตียก็เลยต้องครึ่งๆกลางๆอีก..ความผิดใครไม่สำคัญ มันสำคัญตรงที่เรียนเรื่องนี้แล้วเราได้อะไรมั๊ย
มาถึงบทส่งท้ายที่พูดถึงความสำเร็จของซาอูล
ดู1ซมอ.14:49-52 พระคำช่วงนี้บอกเล่าถึงวงศ์วานของก.ซาอูล ทั้งพ่อ..ลูก..มเหสีรวมทั้งทหารคนสำคัญที่มีบทบาทในสมัยของเขา ข้อที่53 พระคำภีร์ยืนยัน..ตลอดสมัยของก.ซาอูลเขาทำสงครามกับพวกฟิลิสเตียบ่อยมาก แล้วยังสงครามกับคนอัมโมน (ที่เราเรียนกันไปแล้ว) และเดี๋ยวตอนหน้าก็จะเป็นสงครามกับคนอามาเลข พระคำตอนนี้กำลังชี้ให้เราเห็นอะไร..ยังไงซาอูลก็ต้องมีข้อดี ถ้าพระเจ้าเลือกใครแล้ว..คนนั้นต้องมีจุดที่พระองค์ใช้ได้ อย่างซาอูลอาจจะขาดคุณธรรม..ไม่มั่นคงในความเชื่อ แต่ความโผงผาง ดุเดือด เลือดพล่านของเขา..มันอาจจะเป็นประโยชน์ในสนามรบก็ได้ แล้วพระเจ้าก็ทรงใช้เขาเพราะจุดนี้
เพราะฉะนั้น ความผิดพลาดหรือความผิดบาปของซาอูลกับอีกหลายๆคนในพระคำภีร์..ไม่ได้ถูกบันทึกไว้เพื่อให้เราเกลียดชังเขานะ แต่พระเจ้าบันทึกไว้เพื่อสอนและเตือนเรา..จะได้ไม่หลงผิดในแบบเดียวกัน เพราะจริงๆแล้ว เรื่องอย่างงี้”มันเกิดได้กับทุกคน” ถ้าเราไม่ระวัง
บทที่15 ความไม่เชื่อฟังและคำบัญชาถอดถอนก.ซาอูล(อีกครั้ง)
ดู1ซมอ.15:1-3 ข้อนี้เป็นคำสั่งจากพระเจ้า..ให้ซาอูลกวาดล้างชาวอามาเลขให้สิ้นซาก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกนะ..ที่พระเจ้าสั่งให้ทำลายคนชาตินี้แต่พระองค์ทรงบัญชาหลายครั้ง มีบันทึกไว้ทั้งในสมัยอพยพ กันดารวิถี แล้วก็เฉลยธรรมบัญญัติด้วย
หลายคนคงสงสัย..ว่าทำไมดูโหดร้ายจัง เพราะในข้อที่3 บอกว่า..”จงฆ่าเสียทั้งผู้ชาย ผู้หญิง ทารก รวมถึงสัตว์เลี้ยงด้วย” ที่ต้องสั่งให้ฆ่าล้างเผ่าพันธ์ขนาดนี้เพราะชนชาตินี้ชั่วร้ายมาก และความโหดเหี้ยมถ่ายทอดกันรุ่นสู่รุ่น หมายความว่า คนรุ่นหลังๆโตขึ้นมาก็ชั่วร้ายหรือชั่วกว่าบรรพบุรุษซะอีก และตัวอย่างความร้ายกาจของคนอามาเลขคือ..
ดู1ซมอ.15:33 อากัก ก็คือ กษัตริย์ของคนอามาเลข ข้อนี้ซามูเอลพูดชัดเจน..ว่าชาวอามาเลขชอบทำให้ผู้หญิงไร้บุตร แปลว่าอะไร..ชอบฆ่าผู้เยาว์ไง อาจจะโดยเหตุผลทางความเชื่อ เช่น เอาเด็กมาเซ่นสังเวย หรือ แม้แต่ฆ่าโดยไม่มีเหตุผล มันก็ชั่วร้ายทั้งนั้น
แล้วสัตว์เลี้ยงล่ะ..ทำไมต้องฆ่า นักวิชาการบางคนสรุปว่า “มีโรคระบาดร้ายแรงในหมู่ชาวอามาเลข” ที่แพร่ไปถึงพวกสัตว์ด้วย..ซึ่งอาจจะเป็นกามโรค เพราะมันมีหลักฐานการตายด้วยโรคพวกนี้จริงๆในสมัยคานาอัน ก็เลยต้องฆ่าทุกอย่างที่หายใจได้ ส่วนของใช้ก็มีทั้งให้เอาไปลวกไฟแล้วใช้ได้ไปจนถึงต้องเผาทำลาย..อันนี้ก็แล้วแต่พระเจ้าสั่ง
ดู1ซมอ.15:7-9 เรื่องนี้เราเคยเรียนไปครั้งนึงแล้ว(ถ้าจำได้นะ) ข้อนี้บอกว่า..ซาอูลเอาชนะคนอามาเลขได้..แล้วก็ฆ่าประชาชนตายหมด แต่ในข้อที่9 บอกว่า..ซาอูลได้ไว้ชีวิตก.อากัก และสัตว์ที่ดีที่สุด มีแกะ โคตัวอ้วนพี คือเก็บแต่ของดีๆเอาไว้
ซาอูลทำถูกหรือผิด..เพราะพระเจ้าสั่งว่า “จงฆ่าเสียทั้งผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก แล้วก็สัตว์เลี้ยงด้วย” ถ้าซาอูลไว้ชีวิตเด็กๆ..เราคงพอเข้าใจได้..ว่าเขาคงเป็นคนมีเมตตาถึงฆ่าเด็กไม่ลง แต่ซาอูลไม่มีปัญหาที่จะฆ่าผู้หญิงหรือเด็ก เพราะข้อที่8 บอกว่า..ซาอูลฆ่าจนเรียบไม่มีเหลือ แต่เว้นอากักไว้ ซาอูลไว้ชีวิตอากักทำไม....
เพราะสมัยนั้น การมีกษัตริย์ที่แพ้สงครามมาร่วมโต๊ะเสวยด้วย..ถือเป็นการประกาศศักดาอย่างหนึ่งของผู้ชนะ..จะฆ่าก็ไม่ฆ่าเก็บเอามาร่วมโต๊ะอาหารให้อึดอัดเล่นซะงั้น ดังนั้น..นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ซาอูลเก็บก.อากักเอาไว้ก็ได้ เพื่อประกาศชัยชนะของตัวเอง..เหมือนหัวเก้ง หัวกวางที่นายพรานโชว์ไว้ตามฝาผนัง ใครไปใครมาจะได้รู้ว่าข้าเก่ง..
ดู1ซมอ.15:10-11 ไม่บ่อยครั้งที่เราจะได้ยินพระเจ้าตรัสว่า”พระองค์เสียใจ”แต่ข้อนี้บอกชัดๆ..ถึงพระวจนะของพระเจ้าที่มาถึงซามูเอล “เราเสียใจแล้วที่ตั้งซาอูลเป็นกษัตริย์” ฟังแล้วรู้สึกยังไงบ้าง น้าตุ๊กฟังแล้วสะเทือนใจ (อย่างแรง) บอกไม่ถูกว่าเพราะอะไร..แต่พออ่านประโยคต่อไปถึงเข้าใจเพราะพระคำภีร์บอกว่า..”ซามูเอลก็โกรธเหมือนกัน เขาอธิฐานกับพระเจ้าคืนยันรุ่ง” อารมณ์ร่วมที่ตรงกันอย่างงี้ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรามีจิตวิญญาณที่เชื่อมโยงกับพระเจ้า คริสเตียนทุกคนน่าจะมี..ซามูเอลก็มี และเมื่อพระเจ้าทรงหัวเราะหรือเสียพระทัย..เราผู้ซึ่งมีจิตวิญญาณเชื่อมโยงกับพระองค์..ก็จะมีอารมณ์ร่วมไปกับพระองค์ด้วย พระเจ้าเป็นศูนย์กลาง เรากับซามูเอลและอีกหลายๆคนในพระคำภีร์เป็นส่วนหนึ่งของพระองค์ อารมณ์ที่ตรงกันมันจึงเกิดขึ้นผ่านทางพระเจ้าผู้ทรงเป็นศูนย์กลางของเรา
จิตวิญญาณที่ผูกพันลึกซึ้งกับพระเจ้า..เป็นประสบการณ์ส่วนตัวที่ทุกคนต้องสัมผัสเอง รูปแบบอาจจะแตกต่างกัน แต่ส่งผลที่เหมือนกันแน่นอน..คือเราจะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของพระเจ้าและในพี่น้องของเราด้วย ขอให้เด็กๆติดสนิทกับพระเจ้าเสมอ แล้วพระองค์จะทรงสำแดงความรักและความผูกพันให้เราได้ประจักษ์อย่างแน่นอน
พบกันใหม่สัปดาห์หน้า ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ
วันอาทิตย์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2553
หนังสือ1ซามูเอล ครั้งที่8 อาทิตย์ที่4:4:2010
บททบทวน
ประเด็นหลักในบทที่ 1-8 ก็คือ อิสราเอลต้องการกษัตริย์..พระเจ้าก็ทรงจัดให้ตามที่พวกเขาร้องขอ และซาอูลคือคนที่พระเจ้าเลือก..ตามรายละเอียดในบทที่ 9-10 พอมาถึงบทที่ 11 นาหาชคนอัมโมนก็มาข่มขู่คนอิสราเอล ทำให้ซาอูลที่มีพระวิญญาณของพระเจ้าอยู่ด้วยโกรธมาก..เขาส่งข่าวในเชิงบังคับไปทั่วแผ่นดินอิสราเอล ว่าถ้าใครไม่ออกมาช่วยพี่น้อง..วัวของคนบ้านนั้นจะถูกสับเป็นท่อน การนั้นก็ส่งผลให้คนอิสราเอลออกมารวมตัวกันเยอะมาก และในที่สุดภายใต้การนำทัพของซาอูล..อิสราเอลก็ชนะพวกอัมโมน ประชาชนก็แห่กันยกย่องซาอูล เป็นการใหญ่ จนในบทที่ 12 ซามูเอลต้องเตือนสติคนอิสราเอล..ว่าอย่าหลงมองภาพกษัตริย์สวยหรูจนเกินจริง เพราะแท้จริงแล้วคือพระเจ้าเท่านั้นที่ช่วยกอบกู้อุ้มชูอิสราเอลรวมทั้งพวกเราด้วย..มาจนทุกวันนี้ ไม่ใช่มนุษย์คนไหนทั้งนั้น พอมาถึงบทที่ 13 ดูเหมือนว่าซาอูลก็เริ่มที่จะแสดงบทบาทด้านลบออกมาหลายอย่าง ทำให้สถานการณ์ของเขากับคนอิสราเอลดูแย่ลงมาก แล้วผลจากการที่โยนาธานบุกไปโจมตีกองกำลังของฟิลิสเตียก็ทำให้พวกฟิลิสเตียโกรธมาก..พวกเขายกกองทัพขนาดใหญ่โตมโหฬารขึ้นมา..ตั้งใจว่าจะบดขยี้อิสราเอลให้แหลกลาญ
อีกครั้งที่ซาอูลเรียกพี่น้องให้มาร่วมรบ..แต่ครั้งนี้มีคนอาสาน้อยมาก แล้วในจำนวนที่น้อยอยู่แล้วเนี่ย..พอเห็นกองทัพขนาดยักษ์ของฟิลิสเตียก็แตกหนีกระจัดกระจายไป ซาอูลหมดความอดทนเพราะรู้สึกว่านี่มันคับขันมาก ซามูเอลมัวทำอะไรอยู่..ถึงไม่มาถวายบูชาพระเจ้าซักที..จะรบก็รบไม่ได้ ซาอูลก็เลยคิดว่า..เนี่ยคือสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะฉะนั้นก็น่าจะมองข้ามหรือละเลยกฎบางอย่างไปบ้างนะ เพราะมันสุดวิสัยจริงๆ..(คิดอย่างงี้ถูกมั๊ยคะเด็กๆ) เด็กๆจำไว้เลย..ว่าเราไม่สามารถเอาความทุกข์ยากมาอ้าง..แล้วก็ถือโอกาสละเมิดกฎบางข้อของพระเจ้าไป เหมือนอย่างซาอูลที่ไม่อดทนรอให้ถึงที่สุด แต่เลือกที่จะเผาเครื่องบูชาเองโดยไม่เคารพกฎที่พระเจ้าตั้งไว้ การกระทำครั้งนี้ของเขาสำแดงให้เห็นอะไรมั่ง
ข้อแรกก็คือ ซาอูลขาดสำนึกที่ลึกซึ้งในสิ่งที่พระเจ้ามอบหมายให้กระทำ ไม่รู้ขอบเขตหน้าที่ของตัวเอง ขึ้นชื่อว่ากษัตริย์..ถึงจะมีสิทธิอำนาจมาก แต่กษัตริย์ของอิสราเอลต้องอยู่ใต้กฎบัญญัติของพระเจ้าเช่นเดียวกับคนอื่นๆ และยังต้องฟังคำปรึกษาของปุโรหิตด้วย เพราะฉะนั้น การที่ซาอูลทำอย่างงี้มันทำให้เห็นว่า ซาอูลขาดจิตสำนึกในงานที่พระเจ้ามอบหมายให้
และอีกข้อนึงก็คือซาอูลไม่มั่นคงในความเชื่อ อันนี้ชัดเจน เพราะถ้าเขามีความเชื่อที่มั่นคง เขาก็จะไม่สะทกสะท้านกับสถานการณ์ที่คับขัน จนขาดสติแล้วเผลอทำอะไรโง่ๆอย่างงี้
แต่ถึงจะโง่หรือร้ายกาจแค่ไหน ตลอดมาในประวัติศาสตร์ของอิสราเอลก็สำแดงให้เราเห็นแล้ว..ว่าหลายครั้งมากที่พระเจ้าใช้ ”คนที่อ่อนแอและโง่เขลา” จนทำให้คนที่คิดว่าตัวเองฉลาดต้องตกตะลึงไปตามๆกัน คราวที่แล้วเราจบลงในบทที่13:14 ตรงที่ซามูเอลตำหนิว่าซาอูลโง่มากที่ทำอย่างงี้ แล้วก็ประกาศว่าราชวงศ์ของท่านจะต้องจบลงแค่นี้ เพราะพระเจ้าได้เลือกคนที่จะมาเป็นกษัตริย์แทนซาอูลแล้ว ซามูเอลบอกด้วยว่ากษัตริย์คนใหม่นี้จะเป็นผู้ที่พระเจ้าชอบพระทัยมาก เพราะเขาจะกระทำตามพระทัยของพระเจ้าจนถึงที่สุด
ดู1ซมอ.13:17-19 คำว่ากองปล้นของพวกฟิลิสเตียหมายถึง”กองกำลังพิเศษ” มีหน้าที่ปล้น ฆ่า เผาทำลาย ถ้าปล่อยให้พวกนี้ปล้นไปเรื่อยๆอิสราเอลก็ถึงการพินาศ ข้อที่19 บอกว่า “คราวนั้นจะหาช่างเหล็กทั่วแผ่นดินอิสราเอลก็ไม่มี..” เพราะตอนนั้นยุคเหล็กเข้ามาถึงพวกฟิลิสเตียแล้ว แต่คนฟิลิสเตียไม่ยอมถ่ายทอดเทคโนโลยีเรื่องเหล็กให้กับคนอิสราเอล กลัวว่าพวกฮีบรูจะผลิตอาวุธเป็นแล้วจะกลืนยาก สมัยนั้นฟิลิสเตียเลยเป็นต่ออิสราเอลเพราะมีทั้งดาบเหล็ก หอกเหล็ก รวมถึงล้อรถม้าก็ทำด้วยเหล็ก เพราะฉะนั้นดูแล้วความเจริญมันก็ห่างกันหลายขุมอยู่
ดู1ซมอ.13:20-23 “อิสราเอลทุกคนต้องไปฟิลิสเตียเพื่อลับผาล ขวาน และจอบ” เพราะพวกเขาซื้อเครื่องมือทางการเกษตรมาจากฟิลิสเตีย แล้วเวลาจะซ่อมบำรุงเครื่องมือพวกนี้ก็ต้องกลับไปให้พวกฟิลิสเตียทำในราคาครั้งละหนึ่งพิม
ข้อที่22บอกว่า “ทหารของอิสราเอลก็เลยไม่มีอาวุธเหล็ก แต่ซาอูลกับโยนาธานมี” ก็ธรรมดาเนอะของหายาก แต่ที่สำคัญมีแล้วทำประโยชน์อะไรรึเปล่า
ดู1ซมอ.14:1-2 อิสราเอลกำลังอยู่ในภาวะคับขัน..ขาดทั้งกำลังและอาวุธ แต่ดูเหมือนซาอูลจะยังใจเย็นมัวนั่งเล่นอยู่ใต้ต้นทับทิม แล้วขณะที่ซาอูลนั่งหลบแดดอยู่ใต้ต้นไม้..โยนาธานลูกชายของเขากลับเป็นฝ่ายวางแผนที่จะไปจัดการกับพวกฟิลิสเตีย โดยที่ไม่บอกให้พ่อรู้..เพราะอะไร โยนาธานคงรู้ดีอ่ะ..ว่าพ่อคิดยังไง เขารู้ว่าพ่อไม่อยากสร้างปัญหาให้พวกฟิลิสเตีย แต่โยนาธานคิดไม่เหมือนพ่อ..เขาไม่ต้องการให้พวกฟิลิสเตียมาสร้างปัญหาให้อิสราเอลอีกต่อไป เด็กๆดูดีๆ..พระคำภีร์ตอนนี้ พยายามชี้ให้เราเห็นความแตกต่างอย่างมากของพ่อกับลูก
ดู1ซมอ.14:6 โยนาธานไม่ใช่แค่ไม่นิ่งดูดาย แต่สิ่งที่เขาพูดกับทหารถือเครื่องอาวุธเนี่ย..มันสำแดงให้เห็นถึงความเชื่อที่หนักแน่น แล้วก็มีจุดยืนที่แน่นอนด้วย โยนาธานพูดว่า”ให้เราข้ามไปยังกองทหารของคนที่ไม่ได้เข้าสุนัต..” คนที่ไม่ได้เข้าสุนัต จริงๆแล้วก็คือคนต่างชาติที่ไม่ใช่อิสราเอล แต่ในที่นี้หมายถึงพวกฟิลิสเตีย แล้วความหมายของโยนาธานก็คือ..คนพวกนี้ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับพระเจ้าเหมือนอิสราเอล เพราะฉะนั้น..ชั้นไม่กลัว โยนาธานยังพูดต่อไปว่า..”บางทีพระเจ้าจะทรงประกอบกิจเพื่อเรา เพราะไม่มีอะไรขวางพระเจ้าได้ถ้าพระองค์จะช่วย..แล้วคนมากคนน้อยก็ไม่เกี่ยว” คำพูดนี้แหละที่ทำให้เรารู้จักโยนาธานมากขึ้น..ว่าเขามีจิตสำนึกของความเชื่อขนาดไหน แล้วจิตสำนึกของความเชื่อแบบโยนาธานเกิดขึ้นได้ยังไง มันเกิดขึ้นเพราะ..โยนาธานรู้จักที่จะเรียนรู้น้ำพระทัยพระเจ้าจากประวัติศาสตร์ของอิสราเอล เหมือนพวกเรา..ที่จะต้องเรียนรู้น้ำพระทัยพระเจ้าจาก..พระคำภีร์ จิตสำนึกของความเชื่อมันถึงจะเกิดขึ้นได้
ดู1ซมอ.14:8-10 คำพูดของโยนาธานในข้อนี้ยังทำให้เรารู้ว่า..โยนาธานรู้จักพระเจ้า เขารู้พระลักษณะของพระองค์ และยังรู้อีกด้วยว่า..พระเจ้าไม่ได้ประสงค์ให้คนของพระองค์ต้องตกเป็นเบี้ยล่างของคนอื่น นอกจากจะมีจิตสำนึกของความเชื่อแล้ว โยนาธานยังรู้จักแสวงหาหมายสำคัญจากพระเจ้าอีกด้วย เพราะข้อที่ 9-10 โยนาธานบอกว่า..เขาจะไปแสดงตัวให้พวกฟิลิสเตียเห็น แล้วถ้าพวกนั้นลงมาไล่เขา..เขาก็จะไม่ขึ้นไปสู้ ถือว่าพระเจ้าไม่เปิดประตู แต่ถ้าพวกฟิลิสเตียพูดจาท้าทายให้เขาขึ้นไปหา (แน่จริงก็เข้ามาสิ..อะไรประมาณเนี้ย) โยนาธานก็จะลุยเลย และจะถือว่าสิ่งนี้เป็นสัญญาณจากพระเจ้าให้รบได้ แล้วโยนาธานก็มั่นใจว่าเขาจะชนะเพราะพระเจ้าอนุญาตแล้ว
ดู1ซมอ.14:11-12 พอโยนาธานตกลงเรื่องหมายสำคัญกับพวกทหารแล้ว เขาก็ปีนขึ้นไปข้างบนเพื่อให้พวกฟิลิสเตียเห็น พอพวกฟิลิสเตียเห็นโยนาธานกับทหารนำร่อง..ก็คิดว่าเป็นคนอิสราเอลที่หลบซ่อนอยู่ตามซอกตามรู ก็เลยร้องเรียกบอกว่า..มานี่ดิ บอกไรให้ (อ้าว เข้าทาง) โยนาธานกับพวกรับทันทีว่านี่เป็นหมายสำคัญจากพระเจ้า..(ไฟเขียว) เขาต้องชนะแน่นอนเพราะพระเจ้าส่งสัญญาณตอบมา
ดู1ซมอ.14:13-15 จริงๆแล้วก็ไม่เข้าใจ..ว่าพวกฟิลิสเตียจะเรียกโยนาธานขึ้นไปทำไม เพราะตัวเองก็อยู่ที่สูง ถ้าจะฆ่าโยนาธานก็ง่ายนิดเดียว แต่น้าตุ๊กคิดเองนะว่า..เขาคงตั้งใจจะเรียกโยนาธานกับผู้ช่วยขึ้นไปทำอะไรขำๆให้ดู..เอาเป็นตัวตลกอะไรประมาณเนี้ย เพราะเราเคยเห็นหลายครั้งว่าคนสมัยนั้น พอจับตัวประกันได้ก็ชอบเอามาเป็นตัวตลก อย่างแซมสันที่ถูกพาออกมาเล่นตลกให้พวกฟิลิสเตียดูในวาระสุดท้ายของชีวิต ไม่เว้นแม้แต่..พระเยซูคริสต์ของเรา ตอนที่ทหารโรมันจับพระองค์ไว้ก่อนจะเอาไปตรึงกางเขน พวกเขาก็เห็นพระองค์เป็นตัวตลก แล้วก็พากันเยาะเย้ยอย่างสนุกสนาน น้าตุ๊กเลย(อุปทาน)เห็นภาพนี้ในแบบเดียวกัน เพราะพวกฟิลิสเตียคงคิดว่า..แค่อิสราเอลขี้กลัวสองคนคงไม่มีปัญหามั้ง แต่ปรากฎว่า..พอโยนาธานคลานขึ้นไปได้ เขาก็ใช้ดาบฟันคนฟิลิสเตียไม่ยั้ง ที่รอดจากดาบโยนาธาน..ก็ถูกทหารที่ตามมาข้างหลังเก็บเรียบ ใช้เวลาไม่นานพวกดูต้นทางของฟิลิสเตียก็ตายเกลี้ยง นี่คือผลของความเชื่อ โยนาธานถวายเกียรติพระเจ้าด้วยการเชื่อวางใจ พระเจ้าก็ให้เกียรติโยนาธานด้วยชัยชนะ (ที่เกินกำลังของมนุษย์) และในข้อที่ 15 ก็บอกว่า..พระเจ้าทรงทำให้แผ่นดินไหว จนกองทหารของพวกฟิลิสเตียเกิดความวุ่นวาย (ดูต่อไปว่าเกิดไรขึ้น)
ดู1ซมอ.14:16 นักวิชาการพูดถึงการเกิดแผ่นดินไหวในครั้งนั้นว่า การไหวแต่ละครั้งเนี่ย..พื้นโลกจะม้วนขึ้นในแนวตั้งประมาณ 2 นิ้วแล้วก็ถี่ประมาณ 240 ครั้งต่อนาที มันก็เลยทำให้แผ่นดินม้วนไปมาเหมือนคลื่นในทะเล ทีนี้พวกฟิลิสเตียมีดาบอ่ะ..ภาพที่เห็นก็เลยเหมือนพวกเขาฟันกันเองเพราะต่างคนต่างล้ม “พระคำภีร์บอกว่ามันเป็นความกลัวที่พระเจ้าส่งลงมา”
ยามของซาอูลที่เห็นเหตุการณ์..ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แผ่นดินไหว แผ่นดินเคลื่อน แผ่นดินเลื่อนหรือแผ่นดินแยกเขาไม่รู้ เราก็ไม่รู้ แต่โอเค..ไม่ว่ารายละเอียดมันจะตามนี้เลยมั๊ย..ก็ไม่เป็นไร เพราะผลลัพธ์เหมือนกัน..คือพวกฟิลิสเตียตายไปเยอะมากด้วยฝีมือของพวกเดียวกัน โดยที่อิสราเอลยังไม่ทันต้องทำอะไรเลย
ดู1ซมอ.14:17 พอเกิดความวุ่นวายในหมู่พวกฟิลิสเตียขึ้น อย่างแรกที่ซาอูลทำ คืออะไร..สั่งให้นับกำลังคน..แล้วดูว่าใครหายไป ทำไมซาอูลไม่นึกถึงพระเจ้าล่ะ..เพราะเวลาที่มีเรื่องไม่ธรรมดา(หรือแม้แต่เรื่องธรรมดาๆก็ตาม)เกิดขึ้น ..คริสเตียนทุกคนก็จะนึกถึงพระเจ้าเป็นอย่างแรก..(ไม่ใช่เหรอ) แต่ทำไมซาอูลสงสัยมนุษย์ และดูเหมือนจะไปติดใจโยนาธานมากกว่า และที่สำคัญพอเช็คดูก็ปรากฎว่าคนที่หายไปก็คือ..โยนาธานกับทหารคนสนิท(จริงๆซะด้วย) แต่ซาอูลคงไม่แปลกใจ เขาคงรู้สึกว่า..เอ๊ะทำไม ไอ้ลูกคนนี้มันอยู่ไม่สุขซะที คราวก่อนก็ทีนึงละ..โยนาธานก็ไปตีเขาที่เกบาห์จนพวกฟิลิสเตียโกรธ..ถึงได้ยกขโยงกันมาก่อกวนอยู่เนี่ย มาครั้งนี้..พอเกิดเรื่องขึ้น ก็เป็นโยนาธานอีกที่หายไป..
ที่เรามองภาพซาอูลอย่างงี้..เพราะดูเหมือนเขาจะชอบนั่งเล่น หลบแดดอยู่ใต้ต้นทับทิมมากกว่า เหมือนคริสเตียนบางคนที่ไม่ยอมลุกขึ้นทำอะไรบางอย่าง..ที่พระเจ้าอยากให้ทำ เช่นเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นนิสัยหรือความคิด ก็ไม่มีใครอยากทำเพราะมันจะยากแล้วก็ไม่สนุก เพราะฉะนั้น..ถึงสิ่งที่พระเจ้าอยากให้ทำมันจะเป็นผลดีกับเราขนาดไหน ก็จะมีหลายคนที่เป็นเหมือนซาอูล คือ ไม่อยากขยับ..เพราะนั่งเล่นใต้ต้นไม้มันสบายกว่าเยอะ (นอนตากแอร์อยู่บ้านก็ดีอยู่แล้ว) ชั้นอยู่ของชั้นอย่างงี้ดีแล้ว..จะให้ลุกขึ้นมาเปลี่ยนอะไรให้มันขัดใจตัวเองนักหนา เด็กๆคิดอย่างงี้ไม่ได้..ถึงมันจะยากแต่ถ้าพระเจ้าบอกให้ทำ..ก็ต้องทำ แล้วชีวิตของเราจะดีขึ้นแน่นอน
ดู1ซมอ.14:18-20 ซาอูลบอกอาหิยาห์ให้เอาหีบพันธสัญญาออกมา อาหิยาห์คือ..ปุโรหิต ที่อยู่กับเขาในตอนนั้น..เพราะซามูเอลก็ทิ้งเขาไปแล้ว ซาอูลให้เอาหีบออกมาทำไม เพราะต้องการจะแสวงหาน้ำพระทัยพระเจ้า แต่ความวุ่นวายในหมู่พวกฟิลิสเตียดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พอซาอูลเพ่งดูชัดๆเขาก็เห็นว่าพวกฟิลิสเตียกำลังตั้งตัวไม่ติด เลยคิดว่า..ถ้าฉวยโอกาสลงมือตอนนี้ต้องชนะแน่ เพราะฉะนั้นในข้อที่19 ซาอูลถึงสั่งปุโรหิตว่า..”หดมือไว้ก่อน” แปลว่าไรเนี่ย..เปลี่ยนใจไม่ถามพระเจ้าไง พอเห็นสถานการณ์เข้าท่าก็ชะล่าใจ ไม่สนแล้วว่าพระเจ้าจะว่าไง เพราะเห็นใสๆว่า..โจมตีตอนนี้ชนะแน่ ว่าแล้วก็..บุกไปเลย (เนี่ย..นิสัย) แล้วก็ชนะซะด้วย..แต่!ไม่ใช่เพราะซาอูลตัดสินใจถูกที่ไม่ถามพระเจ้า แต่เพราะพระเจ้าจะให้เกียรติโยนาธานอยู่แล้วตั้งแต่แรก ที่เขามีความเชื่ออย่างกล้าหาญ นี่ต่างหาก คือ เหตุผลที่อิสราเอลได้ชนะในวันนั้น พระคำตอนนี้น่าสนใจมาก..
เพราะมันทำให้เราเข้าใจ..ถึงทุกวันนี้ ถ้าบางครั้งจะมีบางคน..ที่ดูแล้วทำไม่ถูกจริงๆแต่ทำไมยังเอาพระเจ้ามาอ้างได้..ก็ให้นึกถึงcaseนี้เป็นตัวอย่าง เพราะรูปแบบของสถานการณ์ก็คงประมาณกัน..ที่พระเจ้าเมตตาจะให้เกียรติโยนาธาน เลยบันดาลให้อิสราเอลชนะ ซาอูลก็ต้องพลอยชนะไปด้วย..มันก็ช่วยไม่ได้ถ้าเขาจะคิดว่าตัวเองเก่ง ทำถูก พระเจ้าเข้าข้าง เพราะสถานการณ์มันพาให้คิดไปอย่างงั้น แต่คนประเภทนี้จะหลงผิดได้ไม่นาน(ถ้าเขาเป็นของพระเจ้าจริงๆนะ)พระเจ้าก็จะไม่ปล่อยให้หลงเจิ่นไป ซึ่งเป็นเรื่องน่าดีใจ เพราะยังมีโอกาสที่จะกลับใจใหม่ได้..เวลาหมดแล้วค่ะ
สุขสันต์วันอีสเตอร์ค่ะ พบกันใหม่สัปดาห์หน้า
ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ
ประเด็นหลักในบทที่ 1-8 ก็คือ อิสราเอลต้องการกษัตริย์..พระเจ้าก็ทรงจัดให้ตามที่พวกเขาร้องขอ และซาอูลคือคนที่พระเจ้าเลือก..ตามรายละเอียดในบทที่ 9-10 พอมาถึงบทที่ 11 นาหาชคนอัมโมนก็มาข่มขู่คนอิสราเอล ทำให้ซาอูลที่มีพระวิญญาณของพระเจ้าอยู่ด้วยโกรธมาก..เขาส่งข่าวในเชิงบังคับไปทั่วแผ่นดินอิสราเอล ว่าถ้าใครไม่ออกมาช่วยพี่น้อง..วัวของคนบ้านนั้นจะถูกสับเป็นท่อน การนั้นก็ส่งผลให้คนอิสราเอลออกมารวมตัวกันเยอะมาก และในที่สุดภายใต้การนำทัพของซาอูล..อิสราเอลก็ชนะพวกอัมโมน ประชาชนก็แห่กันยกย่องซาอูล เป็นการใหญ่ จนในบทที่ 12 ซามูเอลต้องเตือนสติคนอิสราเอล..ว่าอย่าหลงมองภาพกษัตริย์สวยหรูจนเกินจริง เพราะแท้จริงแล้วคือพระเจ้าเท่านั้นที่ช่วยกอบกู้อุ้มชูอิสราเอลรวมทั้งพวกเราด้วย..มาจนทุกวันนี้ ไม่ใช่มนุษย์คนไหนทั้งนั้น พอมาถึงบทที่ 13 ดูเหมือนว่าซาอูลก็เริ่มที่จะแสดงบทบาทด้านลบออกมาหลายอย่าง ทำให้สถานการณ์ของเขากับคนอิสราเอลดูแย่ลงมาก แล้วผลจากการที่โยนาธานบุกไปโจมตีกองกำลังของฟิลิสเตียก็ทำให้พวกฟิลิสเตียโกรธมาก..พวกเขายกกองทัพขนาดใหญ่โตมโหฬารขึ้นมา..ตั้งใจว่าจะบดขยี้อิสราเอลให้แหลกลาญ
อีกครั้งที่ซาอูลเรียกพี่น้องให้มาร่วมรบ..แต่ครั้งนี้มีคนอาสาน้อยมาก แล้วในจำนวนที่น้อยอยู่แล้วเนี่ย..พอเห็นกองทัพขนาดยักษ์ของฟิลิสเตียก็แตกหนีกระจัดกระจายไป ซาอูลหมดความอดทนเพราะรู้สึกว่านี่มันคับขันมาก ซามูเอลมัวทำอะไรอยู่..ถึงไม่มาถวายบูชาพระเจ้าซักที..จะรบก็รบไม่ได้ ซาอูลก็เลยคิดว่า..เนี่ยคือสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะฉะนั้นก็น่าจะมองข้ามหรือละเลยกฎบางอย่างไปบ้างนะ เพราะมันสุดวิสัยจริงๆ..(คิดอย่างงี้ถูกมั๊ยคะเด็กๆ) เด็กๆจำไว้เลย..ว่าเราไม่สามารถเอาความทุกข์ยากมาอ้าง..แล้วก็ถือโอกาสละเมิดกฎบางข้อของพระเจ้าไป เหมือนอย่างซาอูลที่ไม่อดทนรอให้ถึงที่สุด แต่เลือกที่จะเผาเครื่องบูชาเองโดยไม่เคารพกฎที่พระเจ้าตั้งไว้ การกระทำครั้งนี้ของเขาสำแดงให้เห็นอะไรมั่ง
ข้อแรกก็คือ ซาอูลขาดสำนึกที่ลึกซึ้งในสิ่งที่พระเจ้ามอบหมายให้กระทำ ไม่รู้ขอบเขตหน้าที่ของตัวเอง ขึ้นชื่อว่ากษัตริย์..ถึงจะมีสิทธิอำนาจมาก แต่กษัตริย์ของอิสราเอลต้องอยู่ใต้กฎบัญญัติของพระเจ้าเช่นเดียวกับคนอื่นๆ และยังต้องฟังคำปรึกษาของปุโรหิตด้วย เพราะฉะนั้น การที่ซาอูลทำอย่างงี้มันทำให้เห็นว่า ซาอูลขาดจิตสำนึกในงานที่พระเจ้ามอบหมายให้
และอีกข้อนึงก็คือซาอูลไม่มั่นคงในความเชื่อ อันนี้ชัดเจน เพราะถ้าเขามีความเชื่อที่มั่นคง เขาก็จะไม่สะทกสะท้านกับสถานการณ์ที่คับขัน จนขาดสติแล้วเผลอทำอะไรโง่ๆอย่างงี้
แต่ถึงจะโง่หรือร้ายกาจแค่ไหน ตลอดมาในประวัติศาสตร์ของอิสราเอลก็สำแดงให้เราเห็นแล้ว..ว่าหลายครั้งมากที่พระเจ้าใช้ ”คนที่อ่อนแอและโง่เขลา” จนทำให้คนที่คิดว่าตัวเองฉลาดต้องตกตะลึงไปตามๆกัน คราวที่แล้วเราจบลงในบทที่13:14 ตรงที่ซามูเอลตำหนิว่าซาอูลโง่มากที่ทำอย่างงี้ แล้วก็ประกาศว่าราชวงศ์ของท่านจะต้องจบลงแค่นี้ เพราะพระเจ้าได้เลือกคนที่จะมาเป็นกษัตริย์แทนซาอูลแล้ว ซามูเอลบอกด้วยว่ากษัตริย์คนใหม่นี้จะเป็นผู้ที่พระเจ้าชอบพระทัยมาก เพราะเขาจะกระทำตามพระทัยของพระเจ้าจนถึงที่สุด
ดู1ซมอ.13:17-19 คำว่ากองปล้นของพวกฟิลิสเตียหมายถึง”กองกำลังพิเศษ” มีหน้าที่ปล้น ฆ่า เผาทำลาย ถ้าปล่อยให้พวกนี้ปล้นไปเรื่อยๆอิสราเอลก็ถึงการพินาศ ข้อที่19 บอกว่า “คราวนั้นจะหาช่างเหล็กทั่วแผ่นดินอิสราเอลก็ไม่มี..” เพราะตอนนั้นยุคเหล็กเข้ามาถึงพวกฟิลิสเตียแล้ว แต่คนฟิลิสเตียไม่ยอมถ่ายทอดเทคโนโลยีเรื่องเหล็กให้กับคนอิสราเอล กลัวว่าพวกฮีบรูจะผลิตอาวุธเป็นแล้วจะกลืนยาก สมัยนั้นฟิลิสเตียเลยเป็นต่ออิสราเอลเพราะมีทั้งดาบเหล็ก หอกเหล็ก รวมถึงล้อรถม้าก็ทำด้วยเหล็ก เพราะฉะนั้นดูแล้วความเจริญมันก็ห่างกันหลายขุมอยู่
ดู1ซมอ.13:20-23 “อิสราเอลทุกคนต้องไปฟิลิสเตียเพื่อลับผาล ขวาน และจอบ” เพราะพวกเขาซื้อเครื่องมือทางการเกษตรมาจากฟิลิสเตีย แล้วเวลาจะซ่อมบำรุงเครื่องมือพวกนี้ก็ต้องกลับไปให้พวกฟิลิสเตียทำในราคาครั้งละหนึ่งพิม
ข้อที่22บอกว่า “ทหารของอิสราเอลก็เลยไม่มีอาวุธเหล็ก แต่ซาอูลกับโยนาธานมี” ก็ธรรมดาเนอะของหายาก แต่ที่สำคัญมีแล้วทำประโยชน์อะไรรึเปล่า
ดู1ซมอ.14:1-2 อิสราเอลกำลังอยู่ในภาวะคับขัน..ขาดทั้งกำลังและอาวุธ แต่ดูเหมือนซาอูลจะยังใจเย็นมัวนั่งเล่นอยู่ใต้ต้นทับทิม แล้วขณะที่ซาอูลนั่งหลบแดดอยู่ใต้ต้นไม้..โยนาธานลูกชายของเขากลับเป็นฝ่ายวางแผนที่จะไปจัดการกับพวกฟิลิสเตีย โดยที่ไม่บอกให้พ่อรู้..เพราะอะไร โยนาธานคงรู้ดีอ่ะ..ว่าพ่อคิดยังไง เขารู้ว่าพ่อไม่อยากสร้างปัญหาให้พวกฟิลิสเตีย แต่โยนาธานคิดไม่เหมือนพ่อ..เขาไม่ต้องการให้พวกฟิลิสเตียมาสร้างปัญหาให้อิสราเอลอีกต่อไป เด็กๆดูดีๆ..พระคำภีร์ตอนนี้ พยายามชี้ให้เราเห็นความแตกต่างอย่างมากของพ่อกับลูก
ดู1ซมอ.14:6 โยนาธานไม่ใช่แค่ไม่นิ่งดูดาย แต่สิ่งที่เขาพูดกับทหารถือเครื่องอาวุธเนี่ย..มันสำแดงให้เห็นถึงความเชื่อที่หนักแน่น แล้วก็มีจุดยืนที่แน่นอนด้วย โยนาธานพูดว่า”ให้เราข้ามไปยังกองทหารของคนที่ไม่ได้เข้าสุนัต..” คนที่ไม่ได้เข้าสุนัต จริงๆแล้วก็คือคนต่างชาติที่ไม่ใช่อิสราเอล แต่ในที่นี้หมายถึงพวกฟิลิสเตีย แล้วความหมายของโยนาธานก็คือ..คนพวกนี้ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับพระเจ้าเหมือนอิสราเอล เพราะฉะนั้น..ชั้นไม่กลัว โยนาธานยังพูดต่อไปว่า..”บางทีพระเจ้าจะทรงประกอบกิจเพื่อเรา เพราะไม่มีอะไรขวางพระเจ้าได้ถ้าพระองค์จะช่วย..แล้วคนมากคนน้อยก็ไม่เกี่ยว” คำพูดนี้แหละที่ทำให้เรารู้จักโยนาธานมากขึ้น..ว่าเขามีจิตสำนึกของความเชื่อขนาดไหน แล้วจิตสำนึกของความเชื่อแบบโยนาธานเกิดขึ้นได้ยังไง มันเกิดขึ้นเพราะ..โยนาธานรู้จักที่จะเรียนรู้น้ำพระทัยพระเจ้าจากประวัติศาสตร์ของอิสราเอล เหมือนพวกเรา..ที่จะต้องเรียนรู้น้ำพระทัยพระเจ้าจาก..พระคำภีร์ จิตสำนึกของความเชื่อมันถึงจะเกิดขึ้นได้
ดู1ซมอ.14:8-10 คำพูดของโยนาธานในข้อนี้ยังทำให้เรารู้ว่า..โยนาธานรู้จักพระเจ้า เขารู้พระลักษณะของพระองค์ และยังรู้อีกด้วยว่า..พระเจ้าไม่ได้ประสงค์ให้คนของพระองค์ต้องตกเป็นเบี้ยล่างของคนอื่น นอกจากจะมีจิตสำนึกของความเชื่อแล้ว โยนาธานยังรู้จักแสวงหาหมายสำคัญจากพระเจ้าอีกด้วย เพราะข้อที่ 9-10 โยนาธานบอกว่า..เขาจะไปแสดงตัวให้พวกฟิลิสเตียเห็น แล้วถ้าพวกนั้นลงมาไล่เขา..เขาก็จะไม่ขึ้นไปสู้ ถือว่าพระเจ้าไม่เปิดประตู แต่ถ้าพวกฟิลิสเตียพูดจาท้าทายให้เขาขึ้นไปหา (แน่จริงก็เข้ามาสิ..อะไรประมาณเนี้ย) โยนาธานก็จะลุยเลย และจะถือว่าสิ่งนี้เป็นสัญญาณจากพระเจ้าให้รบได้ แล้วโยนาธานก็มั่นใจว่าเขาจะชนะเพราะพระเจ้าอนุญาตแล้ว
ดู1ซมอ.14:11-12 พอโยนาธานตกลงเรื่องหมายสำคัญกับพวกทหารแล้ว เขาก็ปีนขึ้นไปข้างบนเพื่อให้พวกฟิลิสเตียเห็น พอพวกฟิลิสเตียเห็นโยนาธานกับทหารนำร่อง..ก็คิดว่าเป็นคนอิสราเอลที่หลบซ่อนอยู่ตามซอกตามรู ก็เลยร้องเรียกบอกว่า..มานี่ดิ บอกไรให้ (อ้าว เข้าทาง) โยนาธานกับพวกรับทันทีว่านี่เป็นหมายสำคัญจากพระเจ้า..(ไฟเขียว) เขาต้องชนะแน่นอนเพราะพระเจ้าส่งสัญญาณตอบมา
ดู1ซมอ.14:13-15 จริงๆแล้วก็ไม่เข้าใจ..ว่าพวกฟิลิสเตียจะเรียกโยนาธานขึ้นไปทำไม เพราะตัวเองก็อยู่ที่สูง ถ้าจะฆ่าโยนาธานก็ง่ายนิดเดียว แต่น้าตุ๊กคิดเองนะว่า..เขาคงตั้งใจจะเรียกโยนาธานกับผู้ช่วยขึ้นไปทำอะไรขำๆให้ดู..เอาเป็นตัวตลกอะไรประมาณเนี้ย เพราะเราเคยเห็นหลายครั้งว่าคนสมัยนั้น พอจับตัวประกันได้ก็ชอบเอามาเป็นตัวตลก อย่างแซมสันที่ถูกพาออกมาเล่นตลกให้พวกฟิลิสเตียดูในวาระสุดท้ายของชีวิต ไม่เว้นแม้แต่..พระเยซูคริสต์ของเรา ตอนที่ทหารโรมันจับพระองค์ไว้ก่อนจะเอาไปตรึงกางเขน พวกเขาก็เห็นพระองค์เป็นตัวตลก แล้วก็พากันเยาะเย้ยอย่างสนุกสนาน น้าตุ๊กเลย(อุปทาน)เห็นภาพนี้ในแบบเดียวกัน เพราะพวกฟิลิสเตียคงคิดว่า..แค่อิสราเอลขี้กลัวสองคนคงไม่มีปัญหามั้ง แต่ปรากฎว่า..พอโยนาธานคลานขึ้นไปได้ เขาก็ใช้ดาบฟันคนฟิลิสเตียไม่ยั้ง ที่รอดจากดาบโยนาธาน..ก็ถูกทหารที่ตามมาข้างหลังเก็บเรียบ ใช้เวลาไม่นานพวกดูต้นทางของฟิลิสเตียก็ตายเกลี้ยง นี่คือผลของความเชื่อ โยนาธานถวายเกียรติพระเจ้าด้วยการเชื่อวางใจ พระเจ้าก็ให้เกียรติโยนาธานด้วยชัยชนะ (ที่เกินกำลังของมนุษย์) และในข้อที่ 15 ก็บอกว่า..พระเจ้าทรงทำให้แผ่นดินไหว จนกองทหารของพวกฟิลิสเตียเกิดความวุ่นวาย (ดูต่อไปว่าเกิดไรขึ้น)
ดู1ซมอ.14:16 นักวิชาการพูดถึงการเกิดแผ่นดินไหวในครั้งนั้นว่า การไหวแต่ละครั้งเนี่ย..พื้นโลกจะม้วนขึ้นในแนวตั้งประมาณ 2 นิ้วแล้วก็ถี่ประมาณ 240 ครั้งต่อนาที มันก็เลยทำให้แผ่นดินม้วนไปมาเหมือนคลื่นในทะเล ทีนี้พวกฟิลิสเตียมีดาบอ่ะ..ภาพที่เห็นก็เลยเหมือนพวกเขาฟันกันเองเพราะต่างคนต่างล้ม “พระคำภีร์บอกว่ามันเป็นความกลัวที่พระเจ้าส่งลงมา”
ยามของซาอูลที่เห็นเหตุการณ์..ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แผ่นดินไหว แผ่นดินเคลื่อน แผ่นดินเลื่อนหรือแผ่นดินแยกเขาไม่รู้ เราก็ไม่รู้ แต่โอเค..ไม่ว่ารายละเอียดมันจะตามนี้เลยมั๊ย..ก็ไม่เป็นไร เพราะผลลัพธ์เหมือนกัน..คือพวกฟิลิสเตียตายไปเยอะมากด้วยฝีมือของพวกเดียวกัน โดยที่อิสราเอลยังไม่ทันต้องทำอะไรเลย
ดู1ซมอ.14:17 พอเกิดความวุ่นวายในหมู่พวกฟิลิสเตียขึ้น อย่างแรกที่ซาอูลทำ คืออะไร..สั่งให้นับกำลังคน..แล้วดูว่าใครหายไป ทำไมซาอูลไม่นึกถึงพระเจ้าล่ะ..เพราะเวลาที่มีเรื่องไม่ธรรมดา(หรือแม้แต่เรื่องธรรมดาๆก็ตาม)เกิดขึ้น ..คริสเตียนทุกคนก็จะนึกถึงพระเจ้าเป็นอย่างแรก..(ไม่ใช่เหรอ) แต่ทำไมซาอูลสงสัยมนุษย์ และดูเหมือนจะไปติดใจโยนาธานมากกว่า และที่สำคัญพอเช็คดูก็ปรากฎว่าคนที่หายไปก็คือ..โยนาธานกับทหารคนสนิท(จริงๆซะด้วย) แต่ซาอูลคงไม่แปลกใจ เขาคงรู้สึกว่า..เอ๊ะทำไม ไอ้ลูกคนนี้มันอยู่ไม่สุขซะที คราวก่อนก็ทีนึงละ..โยนาธานก็ไปตีเขาที่เกบาห์จนพวกฟิลิสเตียโกรธ..ถึงได้ยกขโยงกันมาก่อกวนอยู่เนี่ย มาครั้งนี้..พอเกิดเรื่องขึ้น ก็เป็นโยนาธานอีกที่หายไป..
ที่เรามองภาพซาอูลอย่างงี้..เพราะดูเหมือนเขาจะชอบนั่งเล่น หลบแดดอยู่ใต้ต้นทับทิมมากกว่า เหมือนคริสเตียนบางคนที่ไม่ยอมลุกขึ้นทำอะไรบางอย่าง..ที่พระเจ้าอยากให้ทำ เช่นเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นนิสัยหรือความคิด ก็ไม่มีใครอยากทำเพราะมันจะยากแล้วก็ไม่สนุก เพราะฉะนั้น..ถึงสิ่งที่พระเจ้าอยากให้ทำมันจะเป็นผลดีกับเราขนาดไหน ก็จะมีหลายคนที่เป็นเหมือนซาอูล คือ ไม่อยากขยับ..เพราะนั่งเล่นใต้ต้นไม้มันสบายกว่าเยอะ (นอนตากแอร์อยู่บ้านก็ดีอยู่แล้ว) ชั้นอยู่ของชั้นอย่างงี้ดีแล้ว..จะให้ลุกขึ้นมาเปลี่ยนอะไรให้มันขัดใจตัวเองนักหนา เด็กๆคิดอย่างงี้ไม่ได้..ถึงมันจะยากแต่ถ้าพระเจ้าบอกให้ทำ..ก็ต้องทำ แล้วชีวิตของเราจะดีขึ้นแน่นอน
ดู1ซมอ.14:18-20 ซาอูลบอกอาหิยาห์ให้เอาหีบพันธสัญญาออกมา อาหิยาห์คือ..ปุโรหิต ที่อยู่กับเขาในตอนนั้น..เพราะซามูเอลก็ทิ้งเขาไปแล้ว ซาอูลให้เอาหีบออกมาทำไม เพราะต้องการจะแสวงหาน้ำพระทัยพระเจ้า แต่ความวุ่นวายในหมู่พวกฟิลิสเตียดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พอซาอูลเพ่งดูชัดๆเขาก็เห็นว่าพวกฟิลิสเตียกำลังตั้งตัวไม่ติด เลยคิดว่า..ถ้าฉวยโอกาสลงมือตอนนี้ต้องชนะแน่ เพราะฉะนั้นในข้อที่19 ซาอูลถึงสั่งปุโรหิตว่า..”หดมือไว้ก่อน” แปลว่าไรเนี่ย..เปลี่ยนใจไม่ถามพระเจ้าไง พอเห็นสถานการณ์เข้าท่าก็ชะล่าใจ ไม่สนแล้วว่าพระเจ้าจะว่าไง เพราะเห็นใสๆว่า..โจมตีตอนนี้ชนะแน่ ว่าแล้วก็..บุกไปเลย (เนี่ย..นิสัย) แล้วก็ชนะซะด้วย..แต่!ไม่ใช่เพราะซาอูลตัดสินใจถูกที่ไม่ถามพระเจ้า แต่เพราะพระเจ้าจะให้เกียรติโยนาธานอยู่แล้วตั้งแต่แรก ที่เขามีความเชื่ออย่างกล้าหาญ นี่ต่างหาก คือ เหตุผลที่อิสราเอลได้ชนะในวันนั้น พระคำตอนนี้น่าสนใจมาก..
เพราะมันทำให้เราเข้าใจ..ถึงทุกวันนี้ ถ้าบางครั้งจะมีบางคน..ที่ดูแล้วทำไม่ถูกจริงๆแต่ทำไมยังเอาพระเจ้ามาอ้างได้..ก็ให้นึกถึงcaseนี้เป็นตัวอย่าง เพราะรูปแบบของสถานการณ์ก็คงประมาณกัน..ที่พระเจ้าเมตตาจะให้เกียรติโยนาธาน เลยบันดาลให้อิสราเอลชนะ ซาอูลก็ต้องพลอยชนะไปด้วย..มันก็ช่วยไม่ได้ถ้าเขาจะคิดว่าตัวเองเก่ง ทำถูก พระเจ้าเข้าข้าง เพราะสถานการณ์มันพาให้คิดไปอย่างงั้น แต่คนประเภทนี้จะหลงผิดได้ไม่นาน(ถ้าเขาเป็นของพระเจ้าจริงๆนะ)พระเจ้าก็จะไม่ปล่อยให้หลงเจิ่นไป ซึ่งเป็นเรื่องน่าดีใจ เพราะยังมีโอกาสที่จะกลับใจใหม่ได้..เวลาหมดแล้วค่ะ
สุขสันต์วันอีสเตอร์ค่ะ พบกันใหม่สัปดาห์หน้า
ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)