วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553

หนังสือ1ซามูเอล ครั้งที่10 อาทิตย์ที่ 18:4:2010

ดู1ซมอ.15:13-15 ข้อนี้บอกว่า..ซามูเอลไปหาซาอูล พอซาอูลเห็นหน้าซามูเอล..คำแรกที่พูดคือ..เขาทำตามที่พระเจ้าสั่งเรียบร้อยแล้วนะ คือที่พระเจ้าให้กวาดล้างคนอามาเลขอ่ะ.. ตอนเนี้ย..จัดการเรียบร้อยแล้ว ซามูเอลเลยย้อนถามไปว่า..เรียบร้อยจริงๆเหรอ ถ้างั้นเสียงแกะ เสียงวัวที่ชั้นได้ยินอยู่เนี่ย..มันหมายความว่าไง ซาอูลบอก..อ๋อ..ที่เก็บไว้เนี่ย..มันเนื้อเกรดa..ทั้งนั้นเลยนะ จะเอาไว้ถวายบูชาพระเจ้าไง ที่เหลือนอกนั้นก็ฆ่าทิ้งหมดแล้ว
ดู1ซมอ.15:19-21 ซามูเอลตัดพ้อกับซาอูลว่า..ทำไมท่านถึงไม่ยอมเชื่อฟังพระเจ้าซักทีนะ.. “..ยังจะเม้มทรัพย์สินของศัตรูที่พระเจ้าสั่งให้ทำลายไว้อีก” แต่ซาอูลก็ยังปากแข็ง ตอบกลับซามูเอลว่า..นี่เขาก็ทำทุกอย่างตามที่พระเจ้าสั่งแล้วนะ ฆ่าชาวอามาเลขจนหมด แล้วก็คุมตัวอากักมานี่ไง “แล้วที่พวกทหารเก็บของดีๆไว้ เพราะตั้งใจจะเอามาถวายพระเจ้านะ” (นี่..เอาพระเจ้ามาอ้างซะด้วย)
แต่ยังไงทุกคนก็รู้..ว่าที่ซาอูลทำเนี่ย..ผิดเพราะไม่เชื่อฟัง พระเจ้าสั่งให้ฆ่าทำลายทั้งหมด แต่ซาอูลเห็นเนื้อเกรดเอแล้วเสียดายฆ่าไม่ลง ทั้งๆที่ถ้าฆ่าทิ้งทั้งหมดก็ถือเป็นการถวายบูชาเหมือนกัน..แต่พวกเขาจะอดกิน ซาอูลเลยเลือกที่จะเก็บของดีๆไว้ แล้วอ้างว่าจะเอามาถวายพระเจ้า เพราะนี่คือวิธีที่จะทำให้เขาและประชาชนมีโอกาสที่จะได้กินเนื้อพวกนั้น แล้วจุดนี้ซามูเอลก็ดูออก..
ดู1ซมอ.15:22-23 “พระเจ้าทรงพอพระทัยในเครื่องบูชา เท่ากับการความเชื่อฟังหรือ” ความหมายของซามูเอลคือ โอเค..การทำพิธีกรรมตามกฎบัญญัติให้ถูกต้องครบถ้วน..ก็เป็นสิ่งดีที่สมควรทำ แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้น คือ “ความเชื่อฟัง”
“..ดูเถิด ที่จะเชื่อฟังก็ดีกว่าเครื่องสัตวบูชา..” เพราะการเชื่อฟังพระเจ้านับเป็นรูปแบบของการถวายบูชาที่สูงสุดและสำคัญสุดแล้ว แต่ซาอูลกลับคิดว่า..พิธีกรรมสำคัญกว่าความเชื่อฟัง เด็กๆจำไว้..ว่าพระเจ้าไม่เคยโปรดเครื่องบูชาใดๆมากกว่าความเชื่อฟังของมนุษย์ เพราะยังไงพิธีกรรมต่างๆก็เป็นแค่การแสดงออกทางภายนอก..แต่จิตใจที่เชื่อฟังมันซ่อนอยู่ข้างใน...พระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าที่ชันสูตรใจมนุษย์..พระองค์มองที่หัวใจ ไม่เหมือนพระอื่นที่คนไม่เชื่อพระเจ้าเขากราบไหว้กัน เวลามีปัญหาก็จะแก้ไขกันด้วยพิธีกรรมที่แสดงออกทางภายนอก (ซะเป็นส่วนใหญ่) ไม่ค่อยแก้กันที่ใจ ดวงไม่ดีก็สะเดาะเคราะห์ แก้กรรม ไปไหว้นั่นไหว้นี่แล้วก็หวังว่าชีวิตจะดีขึ้น..
ข้อที่ 23 บอกว่า..“เพราะการกบฎเป็นเหมือนบาปแห่งการถือฤกษ์ยาม และความดื้อดึง ก็เป็นบาปเหมือนการไหว้รูปเคารพ..” ซามูเอลกำลังบอกว่า..ความไม่เชื่อฟังของซาอูลเนี่ย มันร้ายแรงพอๆกับบาปที่คนต่างชาติทำ แต่คนต่างชาติเขาทำเพราะไม่รู้..เขาไม่รู้จักพระเจ้า..ไม่รู้กฎบัญญัติของพระองค์ ก็เลยหันไปกราบไหว้รูปเคารพ..พึ่งพาการถือฤกษ์ยาม ตามประสามนุษย์ที่มีความบาปอยู่ในสายเลือด จิตวิญญาณถึงทุรนทุรายแสวงหา..อะไรก็ได้ที่จะมาช่วยปลดเปลื้อง..ความบาปทุกข์ แต่ซาอูลอ่ะ..เป็นคนของพระเจ้า..รู้จักคำสอนของพระองค์ เคยสัมผัสการทรงสถิตของพระวิญญาณ.. แต่ยังทำบาปเหมือนคนที่ไม่มีพระเจ้า..ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร..นี่มันแย่กว่าพวกต่างชาติซะอีก แล้วซามูเอลก็ย้ำกับซาอูลอีกครั้งว่า..พระเจ้าได้ถอดท่านออกจากการเป็นกษัตริย์แล้ว (เพราะทำบาปร้ายแรงซ้ำซาก)
ดู1ซมอ.15:24-26 พอซามูเอลยืนยันคำพิพากษา สุดท้ายซาอูลก็ยอมรับผิดแต่ยังอุตส่าห์ป้ายความผิดไปที่ประชาชนชน เพราะข้อที่24 บอกว่า”..เพราะข้าพเจ้าเกรงกลัวประชาชนและยอมฟังเสียงของเขาทั้งหลาย” ....โทษคนอื่นจนได้..อ้างว่าถูกประชาชนกดดันให้ทำ ใครจะเชื่อ..คนอย่างซาอูลเนี่ยนะ จะฟังเสียงใคร.. แต่ถึงจะทำเพราะถูกกดดันก็ผิดอยู่ดี..เพราะรู้อยู่ว่ามันเป็นบาปต่อพระเจ้า..ยังไงก็ทำไม่ได้ สุดท้ายซาอูลก็วิงวอนซามูเอลให้ยกโทษให้และกลับไปนมัสการพระเจ้าพร้อมกัน คงอยากจะถวายเครื่องบูชาเพื่อลบความผิดอ่ะ ประชาชนจะได้เห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี.. เพราะถ้าซามูเอลไม่มาถวายบูชาด้วย คนก็จะสงสัย..ว่าเขาต้องทำอะไรผิด
ดู1ซมอ.15:30-31 “..บัดนี้ขอท่านให้เกียรติข้าพเจ้าต่อหน้าพวกผู้ใหญ่และประชาชน..” ซาอูลออกปากพูดกับซามูเอลตรงเลย..ว่าให้ช่วยไว้หน้ากันหน่อยนะ..เดี๋ยวคนอิสราเอลจะเสื่อมศรัทธาชั้น ถ้าyouไม่ไปด้วย ซามูเอลก็เลยโอเค..เห็นแก่หน้าซาอูล ยอมกลับไปนมัสการพระเจ้าด้วยกัน
ดู 1ซมอ.15:32-33 หลังจากนมัสการพระเจ้าแล้ว ซามูเอลก็บอกให้เอาตัวก.อากักที่ซาอูลไว้ชีวิตออกมา อากักก็หน้าระรื่นออกมาเพราะคิดว่าตัวเองรอดตายแล้ว.. รู้สึกปลอดภัยภายใต้การควบคุมของซาอูล ข้อที่33 ..แล้วซามูเอลพูดกับอากักว่า..ดาบของท่านกระทำให้ผู้หญิงไร้บุตรฉันใด มารดาของท่านจะไร้บุตรเหมือนพวกเขาฉันนั้น” ว่าแล้วก็ฟันอากักออกเป็นท่อนๆต่อหน้าพระเจ้าที่กิลกาล
ซามูเอลจำเป็นต้องทำตามคำสั่งของพระเจ้าด้วยตัวเอง จะมัวรอซาอูลไม่ได้แล้ว..เพราะคนอามาเลขทุกคนต้องตาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกษัตริย์ที่เป็นผู้นำให้ประชาชนทำชั่ว จากนั้นซามูเอลกับซาอูลก็ต่างคนต่างไป ข้อที่35 บอกว่า..ซามูเอลเสียใจมากกก.. แล้วก็ไม่มาเจอซาอูลอีกเลยจนตาย
บทที่16 ดาวิดถูกเจิมให้เป็นกษัตริย์
ดู1ซมอ.16:1 พระเจ้าถามซามูเอลว่า”เจ้าจะทุกข์ใจกับเรื่องซาอูลอีกนานแค่ไหน” พระสุรเสียงของพระเจ้าดูจะดุอยู่กลายๆ เพราะพระองค์เห็นว่าซามูเอลไม่ยอมหายเศร้าซักที ทั้งๆที่พระเจ้าก็ถอดซาอูลออกจากการเป็นกษัตริย์แล้ว มันก็ถึงเวลาที่ซามูเอลจะต้องยอมรับให้ได้ แล้วก็ทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป (The show must go on) ..พระองค์ถึงบอกให้ซามูเอลเติมน้ำมันเขาสัตว์ให้เต็ม เพราะได้เวลาที่ต้องไปเจิมกษัตริย์องค์ใหม่แล้ว ซามูเอลต้องไปหาเจสซี ชาวเบธเลเฮม......
ดู1ซมอ.16:2-3 ซามูเอลตอบพระเจ้าว่า..ถ้าซาอูลรู้เรื่องการเจิมตั้งกษัตริย์องค์ใหม่..ต้องมาฆ่าเขาทิ้งแน่ จริงๆที่ซามูเอลกลัวก็มีเหตุผลนะ เพราะเราก็เห็นกันไปแล้ว..ว่าซาอูลค่อนข้างจะโหดเหี้ยม เขาฆ่าคนอามาเลขจนหมดเกลี้ยง (เหลือไว้แค่อากัก) แล้วก็ยังอยากจะฆ่าแม้แต่ลูกชายตัวเอง แล้วซามูเอลเป็นใคร..เพราะฉะนั้น แน่นอน..ถ้าเขารู้ว่าซามูเอลกำลังจะเจิมกษัตริย์องค์ใหม่แล้ว..รับรองโดนแน่ แต่พระเจ้ามีทางออกให้ซามูเอล พระองค์บอกให้เขาเอาวัวไปด้วยตัวนึง แล้วบอกกับชาวบ้านว่า..จะมาถวายบูชาพระเจ้า และพระองค์ก็สั่งว่าให้เชิญเจสซี ชาวบ้านเมืองเบธเลเฮมมาร่วมพิธีด้วย แล้วพระเจ้าจะสำแดงเองว่าพระองค์เลือกใคร
ดู1ซมอ.16:4-5 พอซามูเอลมาถึงเมืองเบธเลเฮม ชาวเมืองก็วงแตกทันที พระคำภีร์บอกว่า..พวกผู้ใหญ่ของเมืองนั้น ตกใจจนหน้าซีด..แล้วถามซามูเอลว่า”ท่านมาอย่างสันติหรือ (ไม่ได้เอาเรื่องเดือดร้อนมาให้ใช่มั๊ย)” ทำไมถึงถามย่างงั้น..เพราะตอนนี้ซามูเอลเหมือนอยู่คนละฝ่ายกับซาอูล แล้วชาวบ้านก็ไม่อยากมีปัญหากับซาอูลด้วย เพราะรู้อยู่ว่าเขานิสัยยังไง
ซามูเอลตอบว่าไง เขาบอกชาวบ้านว่า..เขามาถวายสัตวบูชาตามปกติ แล้วก็เชิญเจสซีกับลูกๆให้มาร่วมพิธีด้วยกัน
ดู1ซมอ.16:6-7 ข้อนี้บอกว่า..พอซามูเอลเห็น “เอลีอับ” เขาก็คิดว่า..ใช่เลย พระเจ้าคงจะเลือกคนนี้แน่ๆ เพราะไร..เอลีอับเป็นลูกคนโต แล้วมรดกหรือการเป็นหัวหน้าก็มักจะส่งผ่านมาที่บุตรหัวปี..อันนี้เป็นค่านิยมของสมัยนั้น (แล้วยังสมัยนี้ด้วยมั้ง)..ใครจะไปคิดว่าพระเจ้าจะเลือก”ลูกคนสุดท้อง” และอีกอย่างที่ซามูเอลเห็นก็คือ เอลีอับ รูปร่างสูงใหญ่สง่างาม เหมือนใคร..(เหมือนซาอูล) แล้วพระเจ้าก็บอกซามูเอลว่า..อย่ามองคนที่ภายนอก พระองค์ไม่ได้เลือกจากรูปร่างหน้าตา..แต่ดูที่จิตใจ หลังจากนั้นเจสซีก็ให้ลูกทั้งเจ็ดคนให้เข้ามาหาซามูเอล แต่พระเจ้าไม่เลือกใครเลย ซามูเอลก็งง..ว่าเอ๊ะ!ทำไมพระเจ้าไม่เลือกซักคนล่ะ เขาเลยถามเจสซีว่า..ยังมีคนอื่นอีกมั๊ย..(แปลว่าไม่มีใครนึกถึงดาวิดเลย) เพราะเขายังเด็ก..ผู้ใหญ่ก็มัวแต่ใช้ให้ไปเลี้ยงแกะ พอซามูเอลถามขึ้นมา..เจสซีถึงนึกได้..ว่า..ยังมีดาวิดอีกคน..
ดู1ซมอ.16:12-13 เจสซีให้คนไปตามดาวิดมา ข้อนี้บอกว่า..ดาวิดเป็นคนผิวแดงๆ หน้าตาสวย และรูปร่างงาม แปลว่า..รูปลักษณ์ภายนอกก็ไม่เป็นรองใคร เพียงแต่ยังเด็กอยู่แล้วก็ไม่ใช่ลูกคนโตเท่านั้นเอง พอเขามายืนตรงหน้าซามูเอลพระเจ้าบอก ”คนนี้แหละ..ที่พระองค์เลือก” ซามูเอลก็ยืนขึ้นและเจิมดาวิดด้วยน้ำมัน
ข้อที่13บอกว่า..พระวิญญาณก็สวมทับดาวิดอย่างเต็มขนาดตั้งแต่วันนั้น ส่วนซามูเอลก็กลับไปบ้านที่รามาห์ เพราะภาระกิจก็สำเร็จแล้ว
ดาวิดถูกเลือกไปรับใช้ซาอูล
ดู1ซมอ.16:14-16 พระวิญญาณของพระเจ้าที่เคยสถิตกับซาอูล ก็พรากไปสถิตกับดาวิดแทน ซาอูลต้องทุกข์ทรมานกับการถูกสิงโดยวิญญาณชั่วจากพระเจ้า..เขาจะรู้สึกเหมือนถูกสาปแล้วก็มีพฤติกรรมที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม (เหมือนสติวิปลาส) แต่สำหรับข้าราชบริพารของซาอูล วิญญาณชั่วก็เป็นเรื่องปกติที่พวกเขาเคยเจอกันอยู่แล้ว ถึงได้รู้วิธีที่จะช่วยรักษาได้ พวกเขาเชื่อว่าเสียงเพลงสามารถกล่อมประสาทซาอูลให้สงบลงได้ ในข้อที่16พวกเขาได้เสนอให้ซาอูลหาคนดีดพิณฝีมือดี มาช่วยเยียวยาความทุกข์ทรมาน..จากการถูกวิญญาณชั่วเข้าสิง น่าสนใจมาก..ทำไมเสียงพิณถึงช่วยบรรเทาความทุกข์ทรมานฝ่ายวิญญาณได้..เพราะดูเหมือนดนตรีจะมีส่วนเชื่อมโยงกับจิตวิญญาณของมนุษย์
เด็กๆย้อนไปดู1ซมอ.10:5 เราสังเกตเห็น..ว่าบรรดาผู้เผยพระวจนะที่ซาอูลพบและเข้าไปร่วมเผยพระวจนะด้วย..ในตอนนั้น เดินลงจากสถานสูงพร้อมด้วยพิณใหญ่ รำมะนา ปี่ และพิณเขาคู่ คือทุกคนลงมาพร้อม..”เครื่องดนตรี” เพราะฉะนั้น ดนตรีต้องมีส่วนเชื่อมโยงอย่างมากกับจิตวิญญาณของมนุษย์ และต้องช่วยบรรเทาอาการวิปริตผิดเพี้ยนของซาอูลได้จริงๆ มาถึงตรงนี้ขอคริสเตียนทั้งหลายจงก้มศีรษะลงของคุณพระเจ้าผู้เืที่ยงแท้ของเรา เพราะพระองค์ทรงสอนให้เรานมัสการพระองค์ด้วยเสียงดนตรี..ซึ่งมันชัดเจนแล้วว่า..วิธีการนี้สามารถฟื้นฟูจิตวิญญาณและเชื่อมโยงเราให้เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ได้
ดู1ซมอ.16:19-21 ซาอูลเห็นด้วยกับความคิดของข้าราชบริพาร..เลยให้คนไปตามดาวิดมารับใช้ เจสซีก็ส่งดาวิดไปพร้อมด้วยเครื่องบรรณาการนิดหน่อย จากจุดนั้นก็ทำให้ดาวิดขยับเข้าไปใกล้กษัตริย์ เริ่มต้นด้วยงานรับใช้ซาอูล และข้อที่27บอกว่า..ซาอูลก็รักดาวิดมาก..เหมือนลูกเลยก็ว่าได้ แล้วก็เลื่อนให้ดาวิดเป็นคนถือเครื่องอาวุธ..ซึ่งตำแหน่งนี้ถือว่าใกล้ชิดและเป็นส่วนตัวที่สุด ข้อที่23บอกว่า..ทุกครั้งที่วิญญาณชั่วของพระเจ้ามาสิงซาอูล ดาวิดก็จะหยิบพิณขึ้นมาเล่นถวาย ซาอูลก็จะหาย..รู้สึกสบายแล้วก็ชุ่มชื่นขึ้น เนี่ย..อัศจรรย์ของเสียงดนตรี....
วันนี้หมดเวลาแล้ว..น้าตุ๊กฝากไว้แค่นี้ก่อนนะคะ
จนกว่าจะพบกันใหม่ ...พระเจ้าอวยพรค่ะ

วันจันทร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2553

หนังสือ1ซามูเอล ครั้งที่ 9 อาทิตย์ที่ 11:4:2010

ดู1ซมอ.14:24-27 ข้อนี้พระคำภีร์กำลังพูดถึงคำสาบานที่ไม่สร้างสรรค์ของซาอูลทำไมถึงบอกว่าไม่สร้างสรรค์..เพราะซาอูลบังคับทหารอิสราเอลให้สาบานว่าจะไม่กินอะไรเลยจนกว่าจะค่ำ..ทหารที่กำลังสู้รบอย่างเข้มข้น เด็กๆคิดดู..ว่าคำบนบานอันนี้มันสมเหตุผลมั๊ย เออ..ถ้าเราจะอดอาหาร..เพื่ออธิฐานอย่างเจาะจงในเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็ว่าไปอย่าง เพราะมันก็ไม่ได้ฝืนธรรมชาติของร่างกายซักเท่าไหร่..อย่างมากก็นั่งหลับเพราะอ่อนแรง แต่ซาอูลดันไปสั่งทหารอิสราเอลที่กำลังรบจนเหงื่อท่วม..ให้อดอาหารจนกว่าจะค่ำ??
ข้อที่25 บอกว่า..พอคนอิสราเอลตามพวกฟิลิสเตียเข้าไปในป่า..เจออะไร น้ำผึ้งไหลย้อยอยู่เต็มไปหมด แล้วกินได้มะ..ไม่ได้ เดี๋ยวผิดคำสาบานที่ซาอูลบนไว้กับพระเจ้า
ข้อที่27 บอกต่อไปว่า..แต่โยนาธานไม่รู้เรื่องคำสาบาน เลยกวาดน้ำผึ้งใส่ปากซะเลย แล้วเป็นไง..พระคำภีร์บอกว่า..”ตาของเขาก็แจ่มใสขึ้นทันที” เพราะความหวานของน้ำผึ้งเป็นพลังงานประเภทที่ร่างกายสามารถดูดซึมเอาไปใช้ได้ทันที โยนาธานถึงรู้สึกสดชื่นขึ้นอย่างรวดเร็ว
ดู1ซมอ.14:29-30 โยนาธานไม่รู้เรื่องคำสาบานของพ่อเพราะไร..ก็มัวแต่ไปสู้กับพวกฟิลิสเตีย ใจก็คิดแต่อยากจะกู้ชาติอย่างเดียว เลยไม่ทันได้อยู่ฟังคำบนบานของซาอูล..(ที่เกิดจะเฮี้ยนลุกขึ้นมาตั้งสัตย์ปฎิญาณตอนหน้าสิ่วหน้าขวาน)..อยู่ตั้งนานอะไรก็ไม่ทำ พอลูกชายจุดกระแสขึ้นมาซาอูลก็เกิดจะฮึดขึ้นมามั่ง การบนบานไม่ให้ทหารกินข้าวเนี่ย..ซาอูลอาจจะอ้างว่าไม่อยากให้เสียเวลา..แต่จริงๆแล้วไม่ใช่หรอก ยังไงทุกคนก็ดูออก..ว่าซาอูลตั้งกฎคำสาบานอย่างงี้ทำไม..เขารู้สึกเสียหน้าไง..เพราะตอนนี้มันชัดเจนแล้ว..ว่าโยนาธานคือคนที่จุดประกายความสำเร็จนี้ให้อิสราเอล..ไม่ใช่เขา ซาอูลเลยต้องการที่จะ ”สำแดงจุดยืนอะไรซักอย่าง..เพื่อกู้หน้าตัวเอง” แต่ด้วยความสิ้นคิด..จุดยืนของเขาเลยสำแดงออกมาด้วยการบังคับไม่ให้ทหารกินข้าว..(เน้น..ทหารที่กำลังต้องใช้พลังงานอย่างมากในสนามรบ)
แต่โอเค..การหยุดกินอาหารก็คงทำให้เสียเวลาเหมือนกัน ถ้าต้องมานั่งเตรียมกันเหมือนมื้อปกติ..แต่ดูอาหารที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้สิ ข้อที่ 25 บอกว่าพอคนอิสราเอลไล่ตามฟิลิสเตียเข้าไปในป่า..มีอะไร..น้ำผึ้งไหลย้อยอยู่เต็มไปหมด..มันต้องเสียเวลาเตรียมซะที่ไหน..โยนาธานคงใช้เวลาไม่ถึงนาทีด้วยซ้ำ..ตอนที่เขากวาดน้ำผึ้งเข้าปากอ่ะ สมัยนั้นไม่มีหรอกฟาสต์ฟูด..แต่อาหารจานด่วนที่พระเจ้าเตรียมให้ก็วิเศษสุดแล้ว..หยิบใส่ปากก็สดชื่นเลย
ข้อที่29 โยนาธานถึงบอกว่า..”บิดาของข้ากระทำให้แผ่นดินลำบาก..เพราะขนาดเขาได้กินน้ำผึงแค่นิดเดียว..ก็ยังรู้สึกสดชื่นเลย แล้วคิดดูถ้าทหารได้กินเต็มที่..จะดีแค่ไหน
ดู1ซมอ.14:31-33 คนอิสราเอลไล่ตามพวกฟิลิสเตียไปถึงอัยยาโลน จากมิคมาชถึงอัยยาโลนก็ประมาณ 40 กิโล ทหารไม่ได้พักเลยแล้วก็ไม่ได้กินอะไรด้วย พอไปเจอแกะกับวัวที่ศัตรูทิ้งไว้ ก็เลยฆ่ากินกันอย่างไม่ถูกต้อง..คือกินพร้อมเลือด ซึ่งมันผิดกฎของพระเจ้าในสมัยนั้น แล้วทั้งหมดนี้ก็เพราะความไม่ค่อยฉลาดของซาอูล
แต่พอมีคนไปบอกเรื่องนี้กับซาอูล ไม่ใช่แค่ไม่สำนึกนะ..ว่าเป็นความผิดของตัวเอง ยังมีหน้าไปโทษทหารที่หิวจนตาลายอีก..ว่าทรยศพระเจ้า น้าตุ๊กขอยืนยันว่าทหารไม่ผิด..เพราะพระเจ้าไม่เคยโปรดให้มนุษย์ต้องทำอะไรที่ฝืนธรรมชาติจนเกินกำลัง เพราะฉะนั้น เด็กๆจำไว้ได้เลยว่า..ถ้าพฤติกรรมไหนหรือความเชื่อไหน..ที่ดูแล้วมันวิปริต ผิดธรรมชาติมากๆ อันนั้นไม่ได้มาจากพระเจ้าแน่นอน..เพราะอัศจรรย์เป็นของพระองค์..หมายความว่า ถ้าพระเจ้าจะให้มีอัศจรรย์หรือให้มีเรื่องพิเศษที่เกินกำลังมนุษย์เกิดขึ้น..พระองค์จะกำหนดเอง ไม่ใช่มาจากสติปัญญาอันโง่งมของมนุษย์ พระองค์อาจสำแดงผ่านมนุษย์แต่ไม่ใช่ลักษณะอย่างซาอูล..ที่พูดเอง..เออเอง เพราะอันนี้พระเจ้าไม่ได้คอนเฟิร์ม
ดู1ซมอ.14:34-35 ซาอูลแก้ไขสถานการณ์..การกินผิดประเภท ที่ผิดกฎบัญญัติของทหารด้วยการสร้างแท่นบูชาถวายพระเจ้า และข้อที่ 35 บอกว่า..อันนี้เป็นแท่นแรกที่ซาอูลสร้างถวายพระเจ้า แล้วก็สร้างเพื่อไถ่บาปให้ทหารอิสราเอล..ที่ทำผิด(เพราะความสิ้นคิดของตัวเอง) ยังไงมันก็คนละอารมณ์กับแท่นบูชาของอับราอัม อิสอัค ยาโคบ โยชูวา แล้วก็ซามูเอล เพราะทุกคนที่พูดมา..เขาสร้างเพื่อระลึกถึงพระคุณพระเจ้า ไม่เหมือนซาอูลที่สร้างเป็นแท่นแรก..เพื่อลดความเสียหายที่ทหารทำบาป นี่ถ้าไม่กลัวความผิดเขาจะสร้างมั๊ยเนี่ย???
ดู1ซมอ.14:37-38 พอมื้ออาหารที่ผิดบาปกับการสร้างแท่นบูชาผ่านไปแล้ว ซาอูลก็อยากไปโจมตีพวกฟิลิสเตียต่อ แต่พวกปุโรหิตอยากให้เขาปรึกษาพระเจ้าก่อน..ซาอูลก็เลยโอเคให้ปุโรหิตถามพระเจ้าตามวิธีของสมัยนั้น..แต่พระเจ้าไม่ตอบ พอพระเจ้าไม่ตอบปุ๊บ..ซาอูลสรุปทันที..ต้องมีคนทำผิด พูดจริงๆเลยนะ..ถ้าเป็นน้าตุ๊กๆจะคิดว่า..เอ๊ะ!หรือชั้นขอผิด..พูดอะไรผิดที่ไม่ใช่น้ำพระทัย แล้วก็จะอยู่เฉยๆรอก่อน..ว่าพระเจ้าจะว่าไง (อันนี้ไม่ได้บอกว่าตัวเองดีนะ..แต่ธรรมชาติของเราเป็นอย่างงี้จริงๆ) ส่วนซาอูลไม่เคยสงสัยตัวเอง..ไม่เคยรอ แต่จะตัดสินทันทีและชี้ความผิดไปที่คนอื่นเสมอ
ดู1ซมอ.14:39 แล้วข้อนี้ซาอูลก็พูดว่า “แม้ความผิดอยู่ที่โยนาธาน..” แปลว่าไร สงสัยโยนาธานไง..นี่ยังไม่ได้พิสูจน์อะไรเลยนะ..จะเจาะจงคนผิดได้ไง แล้วyou เป็นกษัตริย์นะ..จริงๆแล้วมามั่วอย่างงี้ไม่ได้ แต่ต่อให้โยนาธานผิดจริง..แล้วรู้ยังว่าเขาทำไรผิด..ยังไม่รู้..แต่คาดโทษเขาถึงตายไปแล้ว..เพราะในข้อที่39 ซาอูลพูดว่า..”ถ้าโยนาธานทำผิด..เขาต้องตาย..” พระคำภีร์บอกต่อไปว่า “ไม่มีใครเออ..ออ กับซาอูลซักคน ทุกคนเงียบกริบ” เพราะไม่เห็นด้วยที่เขาเพ่งเล็งลูกตัวเองขนาดนั้น
ดู1ซมอ.14:40-42 แล้วซาอูลก็ขอให้พระเจ้าสำแดงตัวคนผิดโดยการจับฉลาก ซาอูลแบ่งอิสราเอลออกเป็นสองฝ่าย คือประชาชน..ฝ่ายนึง แล้วอีกฝ่ายนึง คือ เขากับโยนาธาน ครั้งแรกจับถูกเขากับโยนาธาน..ประชาชนรอดไป พอครั้งที่สองจับได้..โยนาธาน เพราะปฏิญาณไว้ยังไงก็ต้องเป็นตามนั้น ไม่ว่าจะพูดไปด้วยความโง่แค่ไหน..มนุษย์ก็ต้องรับผิดชอบสิ่งที่สาบานไว้กับพระเจ้าเสมอ ซึ่งในกรณีนี้..ถ้าซาอูลรักลูก เขาต้องเจ็บปวดแน่นอน..
เด็กๆคงจำได้..เหมือนเยฟธาห์ ที่บนว่า..ถ้าเขารบชนะ จะสังเวยชีวิตคนที่ออกจากบ้านมารับเขาเป็นคนแรก ซึ่งกลายเป็น..ลูกสาวตัวเอง เยฟธาห์เลยต้องเสียลูก..เพราะการสาบานที่ขาดซึ่งวุฒิภาวะ แล้วเขาก็เจ็บปวดมาก
พระเยซูก็เคยสอนเรื่องนี้ไว้ในหนังสือมัทธิว เด็กๆเปิดไปดูมธ.5:34-37
พระเยซูบอกว่า..อย่าสาบานเลย ไม่ว่าจะอ้างฟ้าสวรรค์หรือแผ่นดินโลกก็อย่าทำ แล้วก็อย่าสาบานโดยอ้างถึงศีรษะของตนด้วย (เอาหัวเป็นประกันเลย อะไรประมาณเนี้ย) เพราะมนุษย์จะทำให้ผมตัวเองขาวหรือดำไปซักเส้นนึงก็ยังไม่ได้ (บางคนบอกย้อมได้..อันนั้นไม่เกี่ยว..เพราะใช้ตัวช่วย) แต่ความหมายของพระเยซูก็คือ..มนุษย์ไม่ได้มีฤทธิ์อำนาจอะไร..ที่จะเอามาค้ำประกันในคำสาบานของตัวเองได้เลย แล้วก็ไม่ได้ฉลาดรอบคอบมากมายอะไร ช่วยตัวเองก็ยังไม่ได้ ถ้าขืนสาบานอะไรโง่ๆออกไป..แล้วทำไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องมานั่งรับผลแห่งความปากพล่อยของตัวเอง เพียงแต่ผลที่ซาอูลได้รับเนี่ย..มันไปเข้าทางเขาพอดี ดูเหมือนอยากจะกำจัดลูกตัวเองอยู่แล้ว เพราะรู้สึกจะทำอะไรเกินหน้าเกินตาพ่อ “แต่ด้วยความสัตย์ซื่อเที่ยงธรรมของพระเจ้า”..ยังไงโยนาธานก็คือผู้ที่ต้องโดนฉลาก เพราะเขาทำผิดในสิ่งที่ซาอูลสาบานไว้กับพระเจ้าจริงๆ (ถึงจะโดยไม่รู้เรื่องและไม่ตั้งใจก็ตาม) แต่กฎก็คือกฎ..พระเจ้าไม่เคยต้องเปลี่ยนกฎของพระองค์เพื่อใคร ถ้าพระองค์จะทรงกู้ผู้ใดไว้ ก็จะสำแดงได้ด้วยทางอื่นเสมอ..ไม่เคยต้องเปลี่ยนกฎ! (oh!my god,how smart you are...) นี่คือความยิ่งใหญ่และสง่างามแบบสุดๆ
ดังนั้น..พระเยซูถึงสอนว่า “ถ้าอันไหนจริงก็ว่าจริง อันไหนไม่ใช่ก็บอกว่าไม่ใช่ พูดแค่นี้พอแล้ว ไม่ต้องสาบานหรือรายละเอียดเยอะ ถ้าพูดมากไป..นั่นก็มาจากความชั่ว เพราะอะไร..ก็เพราะคนที่คิดชั่วหรือโกหกจะพูดสั้นไม่ค่อยได้..เพราะกลัวคนไม่เชื่อ เขาเลยต้องเป็นประเภทที่ชอบชักแม่น้ำทั้งห้ามาบรรยาย จะสั้นๆนิ่งๆไม่เป็น..(ลองสังเกตดูสิ..ว่าจริงมะ)
ดู1ซมอ.14:43-45 พอโยนาธานโดนฉลาก ซาอูลถามเลย”เจ้าไปทำไรมา” อ้าว..ก่อนหน้านี้คาดโทษตายเขาไปแล้วไม่ใช่เหรอ นึกว่ารู้แล้วซะอีก..ว่าเขาไปทำอะไรมา ส่วนโยนาธานก็สารภาพทันที..ว่าเขากินน้ำผึ้งที่ติดปลายไม้มา..กินโดยที่ไม่รู้ว่าพ่อสั่งห้าม แล้วโยนาธานก็บอกเลย”เขายอมตาย” โยนาธานไม่แก้ตัวซักคำ ฝ่ายซาอูลก็ไม่รอช้า..ยืนยันทันที. ”โยนาธานเจ้าต้องตาย” (นี่ถ้าน้าตุ๊กเป็นโยนาธานนะ..จะถามซาอูลว่า..นี่แกมีอะไรในใจกะชั้นป่าวเนี่ย)
แต่ในที่สุดประชาชนก็หมดความอดทน หลังจากที่ปิกปากเงียบมานาน ข้อที่25บอกว่า..พวกเขาออกปากคัดค้านซาอูล เพราะไม่เห็นด้วย..ที่โยนาธานต้องรับโทษถึงตาย ทุกคนรู้อยู่แก่ใจ..ว่าโยนาธานคือคนที่”ลุกขึ้น”ทำให้อิสราเอลได้ชนะ..แล้วทำผิดแค่นี้ต้องถึงตายเลยเหรอ ประชาชนที่ทนดูซาอูลเล่นละครอยู่นาน มาตอนนี้..ทนไม่ไหวแล้ว พวกเขายอมออกหน้าเพื่อรักษาชีวิตโยนาธาน ซาอูลก็เลยอดฆ่าลูกตัวเอง การรบกับฟิลิสเตียก็เลยต้องครึ่งๆกลางๆอีก..ความผิดใครไม่สำคัญ มันสำคัญตรงที่เรียนเรื่องนี้แล้วเราได้อะไรมั๊ย
มาถึงบทส่งท้ายที่พูดถึงความสำเร็จของซาอูล
ดู1ซมอ.14:49-52 พระคำช่วงนี้บอกเล่าถึงวงศ์วานของก.ซาอูล ทั้งพ่อ..ลูก..มเหสีรวมทั้งทหารคนสำคัญที่มีบทบาทในสมัยของเขา ข้อที่53 พระคำภีร์ยืนยัน..ตลอดสมัยของก.ซาอูลเขาทำสงครามกับพวกฟิลิสเตียบ่อยมาก แล้วยังสงครามกับคนอัมโมน (ที่เราเรียนกันไปแล้ว) และเดี๋ยวตอนหน้าก็จะเป็นสงครามกับคนอามาเลข พระคำตอนนี้กำลังชี้ให้เราเห็นอะไร..ยังไงซาอูลก็ต้องมีข้อดี ถ้าพระเจ้าเลือกใครแล้ว..คนนั้นต้องมีจุดที่พระองค์ใช้ได้ อย่างซาอูลอาจจะขาดคุณธรรม..ไม่มั่นคงในความเชื่อ แต่ความโผงผาง ดุเดือด เลือดพล่านของเขา..มันอาจจะเป็นประโยชน์ในสนามรบก็ได้ แล้วพระเจ้าก็ทรงใช้เขาเพราะจุดนี้
เพราะฉะนั้น ความผิดพลาดหรือความผิดบาปของซาอูลกับอีกหลายๆคนในพระคำภีร์..ไม่ได้ถูกบันทึกไว้เพื่อให้เราเกลียดชังเขานะ แต่พระเจ้าบันทึกไว้เพื่อสอนและเตือนเรา..จะได้ไม่หลงผิดในแบบเดียวกัน เพราะจริงๆแล้ว เรื่องอย่างงี้”มันเกิดได้กับทุกคน” ถ้าเราไม่ระวัง
บทที่15 ความไม่เชื่อฟังและคำบัญชาถอดถอนก.ซาอูล(อีกครั้ง)
ดู1ซมอ.15:1-3 ข้อนี้เป็นคำสั่งจากพระเจ้า..ให้ซาอูลกวาดล้างชาวอามาเลขให้สิ้นซาก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกนะ..ที่พระเจ้าสั่งให้ทำลายคนชาตินี้แต่พระองค์ทรงบัญชาหลายครั้ง มีบันทึกไว้ทั้งในสมัยอพยพ กันดารวิถี แล้วก็เฉลยธรรมบัญญัติด้วย
หลายคนคงสงสัย..ว่าทำไมดูโหดร้ายจัง เพราะในข้อที่3 บอกว่า..”จงฆ่าเสียทั้งผู้ชาย ผู้หญิง ทารก รวมถึงสัตว์เลี้ยงด้วย” ที่ต้องสั่งให้ฆ่าล้างเผ่าพันธ์ขนาดนี้เพราะชนชาตินี้ชั่วร้ายมาก และความโหดเหี้ยมถ่ายทอดกันรุ่นสู่รุ่น หมายความว่า คนรุ่นหลังๆโตขึ้นมาก็ชั่วร้ายหรือชั่วกว่าบรรพบุรุษซะอีก และตัวอย่างความร้ายกาจของคนอามาเลขคือ..
ดู1ซมอ.15:33 อากัก ก็คือ กษัตริย์ของคนอามาเลข ข้อนี้ซามูเอลพูดชัดเจน..ว่าชาวอามาเลขชอบทำให้ผู้หญิงไร้บุตร แปลว่าอะไร..ชอบฆ่าผู้เยาว์ไง อาจจะโดยเหตุผลทางความเชื่อ เช่น เอาเด็กมาเซ่นสังเวย หรือ แม้แต่ฆ่าโดยไม่มีเหตุผล มันก็ชั่วร้ายทั้งนั้น
แล้วสัตว์เลี้ยงล่ะ..ทำไมต้องฆ่า นักวิชาการบางคนสรุปว่า “มีโรคระบาดร้ายแรงในหมู่ชาวอามาเลข” ที่แพร่ไปถึงพวกสัตว์ด้วย..ซึ่งอาจจะเป็นกามโรค เพราะมันมีหลักฐานการตายด้วยโรคพวกนี้จริงๆในสมัยคานาอัน ก็เลยต้องฆ่าทุกอย่างที่หายใจได้ ส่วนของใช้ก็มีทั้งให้เอาไปลวกไฟแล้วใช้ได้ไปจนถึงต้องเผาทำลาย..อันนี้ก็แล้วแต่พระเจ้าสั่ง
ดู1ซมอ.15:7-9 เรื่องนี้เราเคยเรียนไปครั้งนึงแล้ว(ถ้าจำได้นะ) ข้อนี้บอกว่า..ซาอูลเอาชนะคนอามาเลขได้..แล้วก็ฆ่าประชาชนตายหมด แต่ในข้อที่9 บอกว่า..ซาอูลได้ไว้ชีวิตก.อากัก และสัตว์ที่ดีที่สุด มีแกะ โคตัวอ้วนพี คือเก็บแต่ของดีๆเอาไว้
ซาอูลทำถูกหรือผิด..เพราะพระเจ้าสั่งว่า “จงฆ่าเสียทั้งผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก แล้วก็สัตว์เลี้ยงด้วย” ถ้าซาอูลไว้ชีวิตเด็กๆ..เราคงพอเข้าใจได้..ว่าเขาคงเป็นคนมีเมตตาถึงฆ่าเด็กไม่ลง แต่ซาอูลไม่มีปัญหาที่จะฆ่าผู้หญิงหรือเด็ก เพราะข้อที่8 บอกว่า..ซาอูลฆ่าจนเรียบไม่มีเหลือ แต่เว้นอากักไว้ ซาอูลไว้ชีวิตอากักทำไม....
เพราะสมัยนั้น การมีกษัตริย์ที่แพ้สงครามมาร่วมโต๊ะเสวยด้วย..ถือเป็นการประกาศศักดาอย่างหนึ่งของผู้ชนะ..จะฆ่าก็ไม่ฆ่าเก็บเอามาร่วมโต๊ะอาหารให้อึดอัดเล่นซะงั้น ดังนั้น..นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ซาอูลเก็บก.อากักเอาไว้ก็ได้ เพื่อประกาศชัยชนะของตัวเอง..เหมือนหัวเก้ง หัวกวางที่นายพรานโชว์ไว้ตามฝาผนัง ใครไปใครมาจะได้รู้ว่าข้าเก่ง..
ดู1ซมอ.15:10-11 ไม่บ่อยครั้งที่เราจะได้ยินพระเจ้าตรัสว่า”พระองค์เสียใจ”แต่ข้อนี้บอกชัดๆ..ถึงพระวจนะของพระเจ้าที่มาถึงซามูเอล “เราเสียใจแล้วที่ตั้งซาอูลเป็นกษัตริย์” ฟังแล้วรู้สึกยังไงบ้าง น้าตุ๊กฟังแล้วสะเทือนใจ (อย่างแรง) บอกไม่ถูกว่าเพราะอะไร..แต่พออ่านประโยคต่อไปถึงเข้าใจเพราะพระคำภีร์บอกว่า..”ซามูเอลก็โกรธเหมือนกัน เขาอธิฐานกับพระเจ้าคืนยันรุ่ง” อารมณ์ร่วมที่ตรงกันอย่างงี้ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรามีจิตวิญญาณที่เชื่อมโยงกับพระเจ้า คริสเตียนทุกคนน่าจะมี..ซามูเอลก็มี และเมื่อพระเจ้าทรงหัวเราะหรือเสียพระทัย..เราผู้ซึ่งมีจิตวิญญาณเชื่อมโยงกับพระองค์..ก็จะมีอารมณ์ร่วมไปกับพระองค์ด้วย พระเจ้าเป็นศูนย์กลาง เรากับซามูเอลและอีกหลายๆคนในพระคำภีร์เป็นส่วนหนึ่งของพระองค์ อารมณ์ที่ตรงกันมันจึงเกิดขึ้นผ่านทางพระเจ้าผู้ทรงเป็นศูนย์กลางของเรา
จิตวิญญาณที่ผูกพันลึกซึ้งกับพระเจ้า..เป็นประสบการณ์ส่วนตัวที่ทุกคนต้องสัมผัสเอง รูปแบบอาจจะแตกต่างกัน แต่ส่งผลที่เหมือนกันแน่นอน..คือเราจะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของพระเจ้าและในพี่น้องของเราด้วย ขอให้เด็กๆติดสนิทกับพระเจ้าเสมอ แล้วพระองค์จะทรงสำแดงความรักและความผูกพันให้เราได้ประจักษ์อย่างแน่นอน
พบกันใหม่สัปดาห์หน้า ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2553

หนังสือ1ซามูเอล ครั้งที่8 อาทิตย์ที่4:4:2010

บททบทวน
ประเด็นหลักในบทที่ 1-8 ก็คือ อิสราเอลต้องการกษัตริย์..พระเจ้าก็ทรงจัดให้ตามที่พวกเขาร้องขอ และซาอูลคือคนที่พระเจ้าเลือก..ตามรายละเอียดในบทที่ 9-10 พอมาถึงบทที่ 11 นาหาชคนอัมโมนก็มาข่มขู่คนอิสราเอล ทำให้ซาอูลที่มีพระวิญญาณของพระเจ้าอยู่ด้วยโกรธมาก..เขาส่งข่าวในเชิงบังคับไปทั่วแผ่นดินอิสราเอล ว่าถ้าใครไม่ออกมาช่วยพี่น้อง..วัวของคนบ้านนั้นจะถูกสับเป็นท่อน การนั้นก็ส่งผลให้คนอิสราเอลออกมารวมตัวกันเยอะมาก และในที่สุดภายใต้การนำทัพของซาอูล..อิสราเอลก็ชนะพวกอัมโมน ประชาชนก็แห่กันยกย่องซาอูล เป็นการใหญ่ จนในบทที่ 12 ซามูเอลต้องเตือนสติคนอิสราเอล..ว่าอย่าหลงมองภาพกษัตริย์สวยหรูจนเกินจริง เพราะแท้จริงแล้วคือพระเจ้าเท่านั้นที่ช่วยกอบกู้อุ้มชูอิสราเอลรวมทั้งพวกเราด้วย..มาจนทุกวันนี้ ไม่ใช่มนุษย์คนไหนทั้งนั้น พอมาถึงบทที่ 13 ดูเหมือนว่าซาอูลก็เริ่มที่จะแสดงบทบาทด้านลบออกมาหลายอย่าง ทำให้สถานการณ์ของเขากับคนอิสราเอลดูแย่ลงมาก แล้วผลจากการที่โยนาธานบุกไปโจมตีกองกำลังของฟิลิสเตียก็ทำให้พวกฟิลิสเตียโกรธมาก..พวกเขายกกองทัพขนาดใหญ่โตมโหฬารขึ้นมา..ตั้งใจว่าจะบดขยี้อิสราเอลให้แหลกลาญ
อีกครั้งที่ซาอูลเรียกพี่น้องให้มาร่วมรบ..แต่ครั้งนี้มีคนอาสาน้อยมาก แล้วในจำนวนที่น้อยอยู่แล้วเนี่ย..พอเห็นกองทัพขนาดยักษ์ของฟิลิสเตียก็แตกหนีกระจัดกระจายไป ซาอูลหมดความอดทนเพราะรู้สึกว่านี่มันคับขันมาก ซามูเอลมัวทำอะไรอยู่..ถึงไม่มาถวายบูชาพระเจ้าซักที..จะรบก็รบไม่ได้ ซาอูลก็เลยคิดว่า..เนี่ยคือสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะฉะนั้นก็น่าจะมองข้ามหรือละเลยกฎบางอย่างไปบ้างนะ เพราะมันสุดวิสัยจริงๆ..(คิดอย่างงี้ถูกมั๊ยคะเด็กๆ) เด็กๆจำไว้เลย..ว่าเราไม่สามารถเอาความทุกข์ยากมาอ้าง..แล้วก็ถือโอกาสละเมิดกฎบางข้อของพระเจ้าไป เหมือนอย่างซาอูลที่ไม่อดทนรอให้ถึงที่สุด แต่เลือกที่จะเผาเครื่องบูชาเองโดยไม่เคารพกฎที่พระเจ้าตั้งไว้ การกระทำครั้งนี้ของเขาสำแดงให้เห็นอะไรมั่ง
ข้อแรกก็คือ ซาอูลขาดสำนึกที่ลึกซึ้งในสิ่งที่พระเจ้ามอบหมายให้กระทำ ไม่รู้ขอบเขตหน้าที่ของตัวเอง ขึ้นชื่อว่ากษัตริย์..ถึงจะมีสิทธิอำนาจมาก แต่กษัตริย์ของอิสราเอลต้องอยู่ใต้กฎบัญญัติของพระเจ้าเช่นเดียวกับคนอื่นๆ และยังต้องฟังคำปรึกษาของปุโรหิตด้วย เพราะฉะนั้น การที่ซาอูลทำอย่างงี้มันทำให้เห็นว่า ซาอูลขาดจิตสำนึกในงานที่พระเจ้ามอบหมายให้
และอีกข้อนึงก็คือซาอูลไม่มั่นคงในความเชื่อ อันนี้ชัดเจน เพราะถ้าเขามีความเชื่อที่มั่นคง เขาก็จะไม่สะทกสะท้านกับสถานการณ์ที่คับขัน จนขาดสติแล้วเผลอทำอะไรโง่ๆอย่างงี้
แต่ถึงจะโง่หรือร้ายกาจแค่ไหน ตลอดมาในประวัติศาสตร์ของอิสราเอลก็สำแดงให้เราเห็นแล้ว..ว่าหลายครั้งมากที่พระเจ้าใช้ ”คนที่อ่อนแอและโง่เขลา” จนทำให้คนที่คิดว่าตัวเองฉลาดต้องตกตะลึงไปตามๆกัน คราวที่แล้วเราจบลงในบทที่13:14 ตรงที่ซามูเอลตำหนิว่าซาอูลโง่มากที่ทำอย่างงี้ แล้วก็ประกาศว่าราชวงศ์ของท่านจะต้องจบลงแค่นี้ เพราะพระเจ้าได้เลือกคนที่จะมาเป็นกษัตริย์แทนซาอูลแล้ว ซามูเอลบอกด้วยว่ากษัตริย์คนใหม่นี้จะเป็นผู้ที่พระเจ้าชอบพระทัยมาก เพราะเขาจะกระทำตามพระทัยของพระเจ้าจนถึงที่สุด
ดู1ซมอ.13:17-19 คำว่ากองปล้นของพวกฟิลิสเตียหมายถึง”กองกำลังพิเศษ” มีหน้าที่ปล้น ฆ่า เผาทำลาย ถ้าปล่อยให้พวกนี้ปล้นไปเรื่อยๆอิสราเอลก็ถึงการพินาศ ข้อที่19 บอกว่า “คราวนั้นจะหาช่างเหล็กทั่วแผ่นดินอิสราเอลก็ไม่มี..” เพราะตอนนั้นยุคเหล็กเข้ามาถึงพวกฟิลิสเตียแล้ว แต่คนฟิลิสเตียไม่ยอมถ่ายทอดเทคโนโลยีเรื่องเหล็กให้กับคนอิสราเอล กลัวว่าพวกฮีบรูจะผลิตอาวุธเป็นแล้วจะกลืนยาก สมัยนั้นฟิลิสเตียเลยเป็นต่ออิสราเอลเพราะมีทั้งดาบเหล็ก หอกเหล็ก รวมถึงล้อรถม้าก็ทำด้วยเหล็ก เพราะฉะนั้นดูแล้วความเจริญมันก็ห่างกันหลายขุมอยู่
ดู1ซมอ.13:20-23 “อิสราเอลทุกคนต้องไปฟิลิสเตียเพื่อลับผาล ขวาน และจอบ” เพราะพวกเขาซื้อเครื่องมือทางการเกษตรมาจากฟิลิสเตีย แล้วเวลาจะซ่อมบำรุงเครื่องมือพวกนี้ก็ต้องกลับไปให้พวกฟิลิสเตียทำในราคาครั้งละหนึ่งพิม
ข้อที่22บอกว่า “ทหารของอิสราเอลก็เลยไม่มีอาวุธเหล็ก แต่ซาอูลกับโยนาธานมี” ก็ธรรมดาเนอะของหายาก แต่ที่สำคัญมีแล้วทำประโยชน์อะไรรึเปล่า
ดู1ซมอ.14:1-2 อิสราเอลกำลังอยู่ในภาวะคับขัน..ขาดทั้งกำลังและอาวุธ แต่ดูเหมือนซาอูลจะยังใจเย็นมัวนั่งเล่นอยู่ใต้ต้นทับทิม แล้วขณะที่ซาอูลนั่งหลบแดดอยู่ใต้ต้นไม้..โยนาธานลูกชายของเขากลับเป็นฝ่ายวางแผนที่จะไปจัดการกับพวกฟิลิสเตีย โดยที่ไม่บอกให้พ่อรู้..เพราะอะไร โยนาธานคงรู้ดีอ่ะ..ว่าพ่อคิดยังไง เขารู้ว่าพ่อไม่อยากสร้างปัญหาให้พวกฟิลิสเตีย แต่โยนาธานคิดไม่เหมือนพ่อ..เขาไม่ต้องการให้พวกฟิลิสเตียมาสร้างปัญหาให้อิสราเอลอีกต่อไป เด็กๆดูดีๆ..พระคำภีร์ตอนนี้ พยายามชี้ให้เราเห็นความแตกต่างอย่างมากของพ่อกับลูก
ดู1ซมอ.14:6 โยนาธานไม่ใช่แค่ไม่นิ่งดูดาย แต่สิ่งที่เขาพูดกับทหารถือเครื่องอาวุธเนี่ย..มันสำแดงให้เห็นถึงความเชื่อที่หนักแน่น แล้วก็มีจุดยืนที่แน่นอนด้วย โยนาธานพูดว่า”ให้เราข้ามไปยังกองทหารของคนที่ไม่ได้เข้าสุนัต..” คนที่ไม่ได้เข้าสุนัต จริงๆแล้วก็คือคนต่างชาติที่ไม่ใช่อิสราเอล แต่ในที่นี้หมายถึงพวกฟิลิสเตีย แล้วความหมายของโยนาธานก็คือ..คนพวกนี้ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับพระเจ้าเหมือนอิสราเอล เพราะฉะนั้น..ชั้นไม่กลัว โยนาธานยังพูดต่อไปว่า..”บางทีพระเจ้าจะทรงประกอบกิจเพื่อเรา เพราะไม่มีอะไรขวางพระเจ้าได้ถ้าพระองค์จะช่วย..แล้วคนมากคนน้อยก็ไม่เกี่ยว” คำพูดนี้แหละที่ทำให้เรารู้จักโยนาธานมากขึ้น..ว่าเขามีจิตสำนึกของความเชื่อขนาดไหน แล้วจิตสำนึกของความเชื่อแบบโยนาธานเกิดขึ้นได้ยังไง มันเกิดขึ้นเพราะ..โยนาธานรู้จักที่จะเรียนรู้น้ำพระทัยพระเจ้าจากประวัติศาสตร์ของอิสราเอล เหมือนพวกเรา..ที่จะต้องเรียนรู้น้ำพระทัยพระเจ้าจาก..พระคำภีร์ จิตสำนึกของความเชื่อมันถึงจะเกิดขึ้นได้
ดู1ซมอ.14:8-10 คำพูดของโยนาธานในข้อนี้ยังทำให้เรารู้ว่า..โยนาธานรู้จักพระเจ้า เขารู้พระลักษณะของพระองค์ และยังรู้อีกด้วยว่า..พระเจ้าไม่ได้ประสงค์ให้คนของพระองค์ต้องตกเป็นเบี้ยล่างของคนอื่น นอกจากจะมีจิตสำนึกของความเชื่อแล้ว โยนาธานยังรู้จักแสวงหาหมายสำคัญจากพระเจ้าอีกด้วย เพราะข้อที่ 9-10 โยนาธานบอกว่า..เขาจะไปแสดงตัวให้พวกฟิลิสเตียเห็น แล้วถ้าพวกนั้นลงมาไล่เขา..เขาก็จะไม่ขึ้นไปสู้ ถือว่าพระเจ้าไม่เปิดประตู แต่ถ้าพวกฟิลิสเตียพูดจาท้าทายให้เขาขึ้นไปหา (แน่จริงก็เข้ามาสิ..อะไรประมาณเนี้ย) โยนาธานก็จะลุยเลย และจะถือว่าสิ่งนี้เป็นสัญญาณจากพระเจ้าให้รบได้ แล้วโยนาธานก็มั่นใจว่าเขาจะชนะเพราะพระเจ้าอนุญาตแล้ว
ดู1ซมอ.14:11-12 พอโยนาธานตกลงเรื่องหมายสำคัญกับพวกทหารแล้ว เขาก็ปีนขึ้นไปข้างบนเพื่อให้พวกฟิลิสเตียเห็น พอพวกฟิลิสเตียเห็นโยนาธานกับทหารนำร่อง..ก็คิดว่าเป็นคนอิสราเอลที่หลบซ่อนอยู่ตามซอกตามรู ก็เลยร้องเรียกบอกว่า..มานี่ดิ บอกไรให้ (อ้าว เข้าทาง) โยนาธานกับพวกรับทันทีว่านี่เป็นหมายสำคัญจากพระเจ้า..(ไฟเขียว) เขาต้องชนะแน่นอนเพราะพระเจ้าส่งสัญญาณตอบมา
ดู1ซมอ.14:13-15 จริงๆแล้วก็ไม่เข้าใจ..ว่าพวกฟิลิสเตียจะเรียกโยนาธานขึ้นไปทำไม เพราะตัวเองก็อยู่ที่สูง ถ้าจะฆ่าโยนาธานก็ง่ายนิดเดียว แต่น้าตุ๊กคิดเองนะว่า..เขาคงตั้งใจจะเรียกโยนาธานกับผู้ช่วยขึ้นไปทำอะไรขำๆให้ดู..เอาเป็นตัวตลกอะไรประมาณเนี้ย เพราะเราเคยเห็นหลายครั้งว่าคนสมัยนั้น พอจับตัวประกันได้ก็ชอบเอามาเป็นตัวตลก อย่างแซมสันที่ถูกพาออกมาเล่นตลกให้พวกฟิลิสเตียดูในวาระสุดท้ายของชีวิต ไม่เว้นแม้แต่..พระเยซูคริสต์ของเรา ตอนที่ทหารโรมันจับพระองค์ไว้ก่อนจะเอาไปตรึงกางเขน พวกเขาก็เห็นพระองค์เป็นตัวตลก แล้วก็พากันเยาะเย้ยอย่างสนุกสนาน น้าตุ๊กเลย(อุปทาน)เห็นภาพนี้ในแบบเดียวกัน เพราะพวกฟิลิสเตียคงคิดว่า..แค่อิสราเอลขี้กลัวสองคนคงไม่มีปัญหามั้ง แต่ปรากฎว่า..พอโยนาธานคลานขึ้นไปได้ เขาก็ใช้ดาบฟันคนฟิลิสเตียไม่ยั้ง ที่รอดจากดาบโยนาธาน..ก็ถูกทหารที่ตามมาข้างหลังเก็บเรียบ ใช้เวลาไม่นานพวกดูต้นทางของฟิลิสเตียก็ตายเกลี้ยง นี่คือผลของความเชื่อ โยนาธานถวายเกียรติพระเจ้าด้วยการเชื่อวางใจ พระเจ้าก็ให้เกียรติโยนาธานด้วยชัยชนะ (ที่เกินกำลังของมนุษย์) และในข้อที่ 15 ก็บอกว่า..พระเจ้าทรงทำให้แผ่นดินไหว จนกองทหารของพวกฟิลิสเตียเกิดความวุ่นวาย (ดูต่อไปว่าเกิดไรขึ้น)
ดู1ซมอ.14:16 นักวิชาการพูดถึงการเกิดแผ่นดินไหวในครั้งนั้นว่า การไหวแต่ละครั้งเนี่ย..พื้นโลกจะม้วนขึ้นในแนวตั้งประมาณ 2 นิ้วแล้วก็ถี่ประมาณ 240 ครั้งต่อนาที มันก็เลยทำให้แผ่นดินม้วนไปมาเหมือนคลื่นในทะเล ทีนี้พวกฟิลิสเตียมีดาบอ่ะ..ภาพที่เห็นก็เลยเหมือนพวกเขาฟันกันเองเพราะต่างคนต่างล้ม “พระคำภีร์บอกว่ามันเป็นความกลัวที่พระเจ้าส่งลงมา”
ยามของซาอูลที่เห็นเหตุการณ์..ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แผ่นดินไหว แผ่นดินเคลื่อน แผ่นดินเลื่อนหรือแผ่นดินแยกเขาไม่รู้ เราก็ไม่รู้ แต่โอเค..ไม่ว่ารายละเอียดมันจะตามนี้เลยมั๊ย..ก็ไม่เป็นไร เพราะผลลัพธ์เหมือนกัน..คือพวกฟิลิสเตียตายไปเยอะมากด้วยฝีมือของพวกเดียวกัน โดยที่อิสราเอลยังไม่ทันต้องทำอะไรเลย
ดู1ซมอ.14:17 พอเกิดความวุ่นวายในหมู่พวกฟิลิสเตียขึ้น อย่างแรกที่ซาอูลทำ คืออะไร..สั่งให้นับกำลังคน..แล้วดูว่าใครหายไป ทำไมซาอูลไม่นึกถึงพระเจ้าล่ะ..เพราะเวลาที่มีเรื่องไม่ธรรมดา(หรือแม้แต่เรื่องธรรมดาๆก็ตาม)เกิดขึ้น ..คริสเตียนทุกคนก็จะนึกถึงพระเจ้าเป็นอย่างแรก..(ไม่ใช่เหรอ) แต่ทำไมซาอูลสงสัยมนุษย์ และดูเหมือนจะไปติดใจโยนาธานมากกว่า และที่สำคัญพอเช็คดูก็ปรากฎว่าคนที่หายไปก็คือ..โยนาธานกับทหารคนสนิท(จริงๆซะด้วย) แต่ซาอูลคงไม่แปลกใจ เขาคงรู้สึกว่า..เอ๊ะทำไม ไอ้ลูกคนนี้มันอยู่ไม่สุขซะที คราวก่อนก็ทีนึงละ..โยนาธานก็ไปตีเขาที่เกบาห์จนพวกฟิลิสเตียโกรธ..ถึงได้ยกขโยงกันมาก่อกวนอยู่เนี่ย มาครั้งนี้..พอเกิดเรื่องขึ้น ก็เป็นโยนาธานอีกที่หายไป..
ที่เรามองภาพซาอูลอย่างงี้..เพราะดูเหมือนเขาจะชอบนั่งเล่น หลบแดดอยู่ใต้ต้นทับทิมมากกว่า เหมือนคริสเตียนบางคนที่ไม่ยอมลุกขึ้นทำอะไรบางอย่าง..ที่พระเจ้าอยากให้ทำ เช่นเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นนิสัยหรือความคิด ก็ไม่มีใครอยากทำเพราะมันจะยากแล้วก็ไม่สนุก เพราะฉะนั้น..ถึงสิ่งที่พระเจ้าอยากให้ทำมันจะเป็นผลดีกับเราขนาดไหน ก็จะมีหลายคนที่เป็นเหมือนซาอูล คือ ไม่อยากขยับ..เพราะนั่งเล่นใต้ต้นไม้มันสบายกว่าเยอะ (นอนตากแอร์อยู่บ้านก็ดีอยู่แล้ว) ชั้นอยู่ของชั้นอย่างงี้ดีแล้ว..จะให้ลุกขึ้นมาเปลี่ยนอะไรให้มันขัดใจตัวเองนักหนา เด็กๆคิดอย่างงี้ไม่ได้..ถึงมันจะยากแต่ถ้าพระเจ้าบอกให้ทำ..ก็ต้องทำ แล้วชีวิตของเราจะดีขึ้นแน่นอน
ดู1ซมอ.14:18-20 ซาอูลบอกอาหิยาห์ให้เอาหีบพันธสัญญาออกมา อาหิยาห์คือ..ปุโรหิต ที่อยู่กับเขาในตอนนั้น..เพราะซามูเอลก็ทิ้งเขาไปแล้ว ซาอูลให้เอาหีบออกมาทำไม เพราะต้องการจะแสวงหาน้ำพระทัยพระเจ้า แต่ความวุ่นวายในหมู่พวกฟิลิสเตียดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พอซาอูลเพ่งดูชัดๆเขาก็เห็นว่าพวกฟิลิสเตียกำลังตั้งตัวไม่ติด เลยคิดว่า..ถ้าฉวยโอกาสลงมือตอนนี้ต้องชนะแน่ เพราะฉะนั้นในข้อที่19 ซาอูลถึงสั่งปุโรหิตว่า..”หดมือไว้ก่อน” แปลว่าไรเนี่ย..เปลี่ยนใจไม่ถามพระเจ้าไง พอเห็นสถานการณ์เข้าท่าก็ชะล่าใจ ไม่สนแล้วว่าพระเจ้าจะว่าไง เพราะเห็นใสๆว่า..โจมตีตอนนี้ชนะแน่ ว่าแล้วก็..บุกไปเลย (เนี่ย..นิสัย) แล้วก็ชนะซะด้วย..แต่!ไม่ใช่เพราะซาอูลตัดสินใจถูกที่ไม่ถามพระเจ้า แต่เพราะพระเจ้าจะให้เกียรติโยนาธานอยู่แล้วตั้งแต่แรก ที่เขามีความเชื่ออย่างกล้าหาญ นี่ต่างหาก คือ เหตุผลที่อิสราเอลได้ชนะในวันนั้น พระคำตอนนี้น่าสนใจมาก..
เพราะมันทำให้เราเข้าใจ..ถึงทุกวันนี้ ถ้าบางครั้งจะมีบางคน..ที่ดูแล้วทำไม่ถูกจริงๆแต่ทำไมยังเอาพระเจ้ามาอ้างได้..ก็ให้นึกถึงcaseนี้เป็นตัวอย่าง เพราะรูปแบบของสถานการณ์ก็คงประมาณกัน..ที่พระเจ้าเมตตาจะให้เกียรติโยนาธาน เลยบันดาลให้อิสราเอลชนะ ซาอูลก็ต้องพลอยชนะไปด้วย..มันก็ช่วยไม่ได้ถ้าเขาจะคิดว่าตัวเองเก่ง ทำถูก พระเจ้าเข้าข้าง เพราะสถานการณ์มันพาให้คิดไปอย่างงั้น แต่คนประเภทนี้จะหลงผิดได้ไม่นาน(ถ้าเขาเป็นของพระเจ้าจริงๆนะ)พระเจ้าก็จะไม่ปล่อยให้หลงเจิ่นไป ซึ่งเป็นเรื่องน่าดีใจ เพราะยังมีโอกาสที่จะกลับใจใหม่ได้..เวลาหมดแล้วค่ะ
สุขสันต์วันอีสเตอร์ค่ะ พบกันใหม่สัปดาห์หน้า
ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2553

หนังสือ 1ซามูเอล ครั้งที่ 7 อาทิตย์ที่ 21:3:2010

ดู1ซมอ.12:14-15 ข้อนี้ซามูเอลบอกว่า..ถ้าท่านทั้งหลายรวมถึงพระราชาของท่าน จะยำเกรงพระเจ้า เชื่อฟังและสัตย์ซื่อต่อพระองค์ ก็โอเค..ไม่มีปัญหา แต่ถ้าคนอิสราเอลยังกบฎ อยากทำอะไรๆตามใจตัวเอง(ด้วยความเย่อหยิ่ง) พระหัตถ์ของพระเจ้าก็จะต่อสู้พวกเขา คือพวกเขาก็ต้องถูกพระเจ้าลงโทษอยู่ดี และกษัตริย์ก็ช่วยอะไรไม่ได้
ซึ่งสรุปแล้วก็เหมือนเดิมอ่ะ การมีกษัตริย์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงในเรื่องนี้..ยังไงพระเจ้าก็ยังคงเป็นผู้ที่ครองอยู่บนบัลลังก์ของอิสราเอลและของพวกเราทุกคนด้วย..ยังไงพระองค์ก็ใหญ่สุด เพราะฉะนั้น ตอนนี้ซามูเอลกำลังเตือนสติคนอิสราเอลให้สำนึก เพราะไม่ว่าจะมีกษัตริย์หรือไม่มี..(จะเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อ) อิสราเอลก็ต้องเชื่อฟังและยำเกรงพระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อ (และมนุษย์ทุกคนก็ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้าอยู่ดี)
ดู1ซมอ.12:16-18 “บัดนี้ท่านทั้งหลายจงยืนนิ่งอยู่..” คำนี้มีความหมายกลายๆ..ว่าให้ทุกคนตั้งสติ หยุดคิดพิจารณาถึงเรื่องราวต่างๆที่พวกเขาทำลงไป และเตรียมใจรับคำพิพากษา ซามูเอลประกาศชัดเจนว่า..การพิพากษาจะมีขึ้นในฤดูเก็บเกี่ยว ซึ่งตามปกติดูเก็บเกี่ยวเนี่ย..จะไม่มีฝน แต่ซามูเอลขอให้พระเจ้าส่งพายุฝนมาในฤดูเก็บเกี่ยวที่กำลังจะมาถึง แล้วอะไรจะเกิดขึ้น ผลผลิตทางการเกษตรก็จะเสียหาย ซึ่งนั่นหมายความว่า..ความอดอยากปากแห้งก็จะตามมา ข้อที่18บอกว่า พระเจ้าทำให้เกิดฝนฟ้าคะนองในวันนั้นด้วย เหมือนเป็นการตอบรับคำร้องของซามูเอล และสิ่งนี้ทำให้ทุกคนเห็นว่า..ซามูเอลยังคงเป็นคนของพระเจ้า..เป็นผู้เผยพระวจนะแท้ที่พระเจ้าการันตีอยู่
ดู1ซมอ.12:19-20 “ขอท่านอธิฐานต่อพระเยโฮวาห์..เพื่อเราทั้งหลายจะไม่ถึงตาย”..เพิ่งคิดได้ คนอิสราเอลเพิ่งจะสำนึก ทั้งๆที่ซามูเอลพูดแล้วพูดอีก..ว่าการขอกษัตริย์ของพวกเขาเนี่ย..มันเผยให้เห็นบาปที่อยู่ในใจ แต่ก่อนหน้านี้พูดยังไงก็ไม่ฟัง ต้องให้คำพิพากษามาถึงตัว..อิสราเอลถึงตาสว่าง นี่แหละมนุษย์..ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา..ก็คืออาการนี้เลย พอคิดได้ก็บอกซามูเอลว่าอธิฐานให้หน่อย..พระเจ้าจะได้ไม่เอาถึงตาย คือแค่หนักเป็นเบาก็ยังดี
แปลกมะ..เมื่อกี๊ยังเห่อซาอูลอยู่เลย เพราะเพิ่งนำทัพให้อิสราเอลชนะคนอัมโมนได้ แต่พอโดนพระเจ้าพิพากษารีบหันมาพึ่งซามูเอล การช่วยกู้จากมือของมนุษย์กลายเป็นเรื่องเล็ก คนอิสราเอลเริ่มคิดออก..ว่าเรื่องที่ใหญ่และน่ากลัวกว่าก็คือ การช่วยกู้จากพระอาชญาของพระเจ้า ข้อที่20 ซามูเอลบอกประชาชนว่า..อย่ากลัวเลย แต่พวกเขาต้องละทิ้งการติดตามในสิ่งอนิจจังทั้งปวง สิ่งอนิจจังก็คือ..ทุกอย่างที่ไม่ใช่พระเจ้า (คำนี้หลายคนฟังแล้วคงขัดใจ) แต่จงเชื่อและหวังใจในพระองค์อยู่เสมอ แต่อิสราเอลตอนนี้ก็กำลังคาดหวังกษัตริย์มากจนเกินเลย หวังใจว่าซาอูลจะมาเป็นผู้ที่ช่วยให้พวกเขาอยู่ดีมีสุข..และช่วยนำพาความรอด (พ้นจากเงื้อมมือศัตรู) มาให้แก่พวกเขาได้ เหมือนคริสเตียนบางคนก็มองภาพผู้นำเกินความจริง หลงผิดคิดไปว่าอนาคตของคริสตจักรหรืออนาคตของตัวเองนั้น ขึ้นอยู่กับมนุษย์บางคนซึ่งมันไม่ใช่ แน่นอนเราต้องให้เกียรติและเคารพในตัวผู้นำ แต่ไม่ใช่เอาเขาเป็นรูปเคารพแทนที่จะเอาพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง เรื่องนี้น้าตุ๊กสอนไปแล้วอย่างละเอียดในฉธบ. ใครที่พลาดก็ไม่เป็นไร ถ้าเด็กๆเข้าชั้นเรียนอย่างสม่ำเสมอมันก็จะต่อกันติด เพราะจริงๆแล้วพระคำภีร์ก็จะพูดเรื่องเดียวกันซ้ำๆอยู่ตลอดเวลา แค่ต่างที่ต่างสถานการณ์เท่านั้นเอง
ดูหนังสือยอนห์ 6:27-29 “อย่าขวนขวายหาอาหารที่เสื่อมสิ้นไป” อาหารที่เสื่อมสิ้นไปหมายถึงอะไร..ก็ทุกอย่างบนโลกใบนี้ ทั้งทรัพย์สินเงินทอง วัตถุสิ่งของ พระอื่นที่เทียมเท็จ หรือแม้แต่ตัวมนุษย์ด้วยกันเองก็นับเป็นอาหารที่เสื่อมสิ้นเช่นกัน...เพราะในส่วนของอิสราเอลตอนนี้ จริงๆแล้วก็ไม่ผิดที่จะมีกษัตริย์เป็นผู้นำ แต่ผิดที่พวกเขาไปวางใจและฝากความหวังในตัวมนุษย์ ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยเพราะขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์เขาก็ไม่ต่างอะไรจากเรา ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ พ่อ แม่ ลูก สามี ภรรยา ทุกคนที่เรารักและรักเรา..ล้วนแต่เหนื่อยเป็น หิวเป็น เจ็บเป็น มีอารมณ์ที่ขึ้นๆลงๆ ไม่คงที่ เพราะฉะนั้น ไม่ครั้งใดก็ครั้งหนึ่งเขาต้องทำให้เราผิดหวัง ไม่มากก็น้อยเพราะความอดทนและศักยภาพของเขามีจำกัด..ก็คนเหมือนกันอ่ะ แล้วเราจะคาดหวังอะไรมากมายในตัวมนุษย์..ทำไมไม่หวังในพระเจ้าที่ทรงเสถียร ดังนั้นในข้อที่29 พระเยซูถึงบอกว่า “งานของพระเจ้านั้น คือการที่ท่านวางใจในท่านที่พระองค์ทรงใช้มา” และท่านที่พระองค์ทรงใช้มา คือ องค์พระเยซูคริสต์เอง น้าตุ๊กไม่ได้หมายความว่า..ต่อไปนี้ห้ามคาดหวังในพ่อแม่หรือเลิกรักในตัวผู้อื่น แล้วก็เลยตั้งใจว่าจะไม่มีแฟน..อย่าคิดอย่างงั้น แน่นอนให้เรารักใครๆรอบข้างเหมือนเดิม..แต่จงรักอย่างพระเจ้า รักด้วยความเข้าใจ..ว่าก็คือมนุษย์คนนึงเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ พี่ น้อง แฟน เพื่อนหรือใครๆก็ตามที่เข้ามาในชีวิตเรา จงรักเขา..แต่รักในแบบที่เขาเป็น ไม่ใช่อย่างที่เราอยากให้เป็น คาดหวังได้มะ..ได้แน่นอน..แต่ในระดับหนึ่ง เพราะถ้าไม่สมหวังเราก็จะไม่เสียใจเยอะแยะ..เพราะไม่ได้ทุ่มสุดตัว
เพราะฉะนั้น ย้ายความหวังอันเลอเลิศของเราไปไว้ที่พระเจ้าซะ..จะได้ไม่ผิดหวัง แล้วเด็กๆจะพบกับอิสระภาพที่เกินความเข้าใจ เพราะจะไม่มีใครหรือเรื่องอะไรมาทำให้เราเสียใจได้มากมายอีกเลย เด็กๆจะเติบโตอย่างมั่นคง..และสง่างาม ไม่ใช่โตมาเป็นคนใจแคบ ใครแตะนิดแตะหน่อยไม่ได้..สะดุดเขาไปทั่ว เพราะคนอย่างงี้จะสร้างความปวดหัวให้สังคมอย่างมาก ไม่ว่าจะในสถาบันไหนก็ตาม น้าตุ๊กไม่เคยคาดหวังให้เด็กๆมีศักยภาพสูงส่งมากมาย หรือต้องเป็นคนโดดเด่นที่สร้างชื่อเสียงให้สังคม ขอแค่ให้เด็กๆเติบโตขึ้นมาพร้อมกับความเข้าใจในถ้อยคำพระเจ้า ทีละเล็กทีละน้อยอย่างสม่ำเสมอ..แค่นั้นพอ เพราะนั่นคือสิ่งที่จะเกิดผลได้อย่างงดงาม..เกินความเข้าใจของมนุษย์
ดู1ซมอ.12:23-25 ซามูเอลบอกว่าอย่าให้เขาเผลอทำบาป ด้วยการหยุดอธิฐานเพื่อคนอิสราเอล..เพราะอะไร ถ้าเป็นเราก็อาจจะมีอารมณ์อยากสมน้ำหน้าเหมือนกันนะ ก็เตือนแล้วเตือนอีกก็ไม่ฟังซักที จนความวิบัตมาตั้งอยู่ตรงหน้าแล้วถึงจะคิดได้..แถมยังมีหน้ามาขอให้ช่วย ถ้าเราเป็นซามูเอลจะยังช่วยมั๊ย..ช่วยพูดกับพระเจ้าให้ยกโทษให้คนอิสราเอลอ่ะ ตรงนี้ไม่ง่ายนะ แต่ซามูเอลบอกว่าเขาจะไม่ยอมทำบาปด้วยการหยุดรับใช้พระเจ้า คือหยุดอธิฐานเพื่อประชาชน แต่จะยืนหยัดในการโน้มนำให้พวกเขาดำเนินอยู่ในทางที่ถูกที่ควร
สงครามกับคนฟิลิสเตีย ดู1ซมอ.13:2-3 ในตอนนี้บอกว่า ซาอูลจัดกำลังทหารไว้ 3000 คน โดยให้สองพันคนอยู่กับเขาที่มิคมาช ส่วนอีกหนึ่งพันให้อยู่กับโยนาธานที่กิเบอาห์(โยนาธานก็คือลูกชายของซาอูล) ข้อที่3 บอกชัดเจนว่า..โยนาธานได้ตีทหารของพวกฟิลิสเตียจนพ่ายแพ้ แต่ข้อที่4 บอกว่า สิ่งที่คนอิสราเอลได้ยินคือ ซาอูลคือผู้รบชนะพวกฟิลิสเตีย เนี่ย..เริ่มละซาอูล ขนาดความดีของลูกยังจะเอามาเป็นของตัวเอง เพราะข้อที่3 บอกว่า”ซาอูลเป็นผู้ประกาศข่าวนี้ให้คนฮีบรูได้ยิน “ถึงชัยชนะครั้งนี้จะยังไม่ใหญ่โตอะไร แต่ความเย่อหยิ่งของซาอูลรวมทั้งของเราด้วย..มันก็เริ่มจากจุดเล็กๆอย่างงี้แหละ เพราะฉะนั้น”อย่าออมชอมให้กับความบาป..เพราะไอ้เรื่องเล็กๆนี่แหละตัวดี”
ดู1ซมอ.13:5-7 “กองทหารของคนฟิลิสเตียนั้นก็มากมายเหมือนทรายที่ฝั่งทะเล” อิสราเอลเอลมีเท่าไหร่ ตอนแรกซาอูลเตรียมไว้สามพันแล้วก็มีการเรียกมาสมทบอีก แต่ก็คงไม่มากมายอะไร เพราะพระคำภีร์บอกต่อไปว่า..อิสราเอลคับขัน จนต้องไปซ่อนอยู่ตามถ้ำและซอกหิน...ภาพที่กิเดโอนต้องไปนวดข้าวในบ่อย่ำองุ่นกลับมาทันที ที่แย่กว่านั้น..ข้อ7 บอกว่า..บางคนก็หนีข้ามน.จอร์แดนกลับไปฝั่งตะวันออกเลย ที่ยังเหลืออยู่กับซาอูลก็กลัวจนตัวสั่น
ที่เป็นอย่างงี้..เพราะอิสราเอลลืมเงยหน้ามองฟ้า พวกเขาลืมโฟกัสที่ข้างบน คือ..(พระเจ้า) มัวแต่มองสิ่งที่ตาเห็น ประเมินความสำเร็จจากสิ่งที่ตัวเองมี แล้วจะเหลือมั๊ย..ก็เห็นอยู่ทหารของฟิลิสเตียมีมากเหมือนเม็ดทราย..แล้วพวกเขามีอะไร มีทหารแค่ไม่กี่พันหรืออย่างมากก็หมื่น..เพราะงั้นตายแน่ แต่ไม่ว่าจะเป็นอิสราเอลในวันนั้นหรือพวกเราในวันนี้ก็ไม่ต่างกัน เพราะมันไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ฟ้านี้ พระคำของพระเจ้าที่สอนคนอิสราเอลในวันนั้นก็สอนเราในวันนี้ด้วย เพราะฉะนั้นเวลาเจอปัญหา..เด็กๆอย่าประเมินความสำเร็จด้วยสิ่งที่เรามีหรือเราเป็น อย่าเอาตัวเองหรือสิ่งที่ตามองเห็นเป็นที่ตั้งหรือเป็นตัววัดความสำเร็จ เด็กๆต้องมองที่ข้างบน โฟกัสที่พระเจ้า ใช่!ชั้นกระจอกแต่พระเจ้าของชั้นยิ่งใหญ่สูงสุด ย้ำ..พระเจ้าใหญ่สุด ใหญ่กว่าเทพเทวดา รวมถึงพระเทียมเท็จ และผีมารซาตานทั้งปวง แล้วนับประสาอะไรกับมนุษย์ ถ้าพระเจ้าอยู่ฝ่ายเราใครจะขวางเรา เพราะงั้นจะไม่มีซักเรื่องเดียวที่เป็นไปไม่ได้สำหรับเรา..วางใจได้เลย
ดู1ซมอ.8-10 ก่อนที่คนอิสราเอลจะทำอะไรก็ตาม..พวกเขาจะต้องเผาเครื่องบูชาถวายพระเจ้าก่อนและคนที่จะทำหน้าที่นี้ได้คือปุโรหิตเท่านั้น นี่เป็นกฎบัญญัติที่พระเจ้าตั้งไว้ ข้อนี้บอกว่า..ซามูเอลบอกให้ซาอูลรออยู่ที่กิลกาล 7วัน แล้วเดี๋ยวเขาจะตามมา..เพื่อถวายบูชาพระเจ้า แล้วพระเจ้าก็ทรงทดสอบความอดทนของซาอูลด้วยการให้ซามูเอลมาถึงจนเกือบจะนาทีสุดท้าย..แต่ไม่ใช่ไม่ทันแล้วก็ไม่ได้มาสายด้วย แต่ซาอูลรอมะ..ไม่รอ
โอเค..“เราพอจะนึกภาพออก..ถึงความร้อนใจของซาอูล ข้าศึกก็ประชิดตัว กำลังของฝ่ายตรงข้ามก็เยอะจนน่ากลัว แถมประชาชนก็ขวัญหนีดีฝ่อหลบไปอยู่ตามถ้ำตามรูกันหมด เพราะงั้นซาอูลคงรู้สึกว่า..นี่มันคับขันจนทนแทบไม่ไหว..แล้วซามูเอลมัวไปทำอะไรอยู่“ ในที่สุดซาอูลก็หมดความอดทน เขาสั่งให้คนไปเอาเครื่องเผาบูชากับเครื่องศานติบูชามาให้ แล้วก็จัดแจงเผาเองเสร็จเรียบร้อย ข้อที่10 บอกว่า..ทันทีที่ซาอูลเผาเสร็จซามูเอลก็มาถึง แล้วก็ไม่ใช่ซาอูลที่ไปต่อว่าซามูเอลที่เพิ่งมา แต่ซาอูลรู้ตัวทันทีว่า”เขาเป็นฝ่ายผิด” เพราะในข้อนี้ยังบอกด้วยว่า..ซาอูลออกไปต้อนรับและยังก้มลงคำนับซามูเอล
ดู1ซมอ.13:11-12 ซามูเอลตกใจที่ซาอูลกล้าละเมิดกฎของพระเจ้า เขาพูดกับซาอูลว่า..นี่ท่านทำอะไรลงไป ซาอูลบอกว่า..ก็ข้าศึกมาประชิดแล้วประชาชนก็สติแตก เขาจะรบก็รบไม่ได้เพราะยังไม่ได้ทูลขอพระกรุณาจากพระเจ้า จริงๆก็ไม่ได้อยากทำหรอกนะแต่จะทำไงได้..นี่ก็ข่มใจอยู่ตั้งนานนะ..กว่าจะตัดสินใจเผาเครื่องบูชา เนี่ย..นิสัยซาอูล ทำผิดแล้วไม่เคยยอมรับ แต่จะหาข้อแก้ตัวตลอด (แล้วครั้งนี้ก็จะไม่ใช่ครั้งเดียว ที่เราจะได้เห็นนิสัยแย่ๆของเขา) แล้วเหตุผลของซาอูลก็ใช้การไม่ได้ด้วย..เพราะถึงยังไง เด็กๆต้องจำไว้..ว่าเราไม่สามารถที่จะเอาเหตุสุดวิสัยหรือความทุกข์ยากของเรามาอ้าง..เพื่อที่จะทำบาปได้
ดู1ซมอ.13:13-15 ซามูเอลตำหนิซาอูลตรงๆเลย..ว่าเขาโง่มากที่ทำอย่างงี้ เพราะเขาได้ไม่คุ้มเสียแน่นอน กฎบัญญัติของพระเจ้าทุกเรื่องจริงๆแล้วเป็นแค่ด่านพิสูจน์ความเชื่อฟังของเรา จะละเมิดเรื่องไหนก็ผิดเท่ากัน เพราะมันวัดกันแค่ว่า”เราเชื่อ..หรือไม่เชื่อ” เหตุผลไม่เกี่ยว เหมือนยุคพระคุณนี้ พระเจ้าบอกต้องเชื่อพระเยซู เหตุผลล่ะ?..ถึงแม้จะมีแต่สำคัญมะ..ไม่สำคัญ มันสำคัญแค่ว่า..บอกให้เชื่อแล้วเชื่อหรือเปล่า..แค่นั้น เหตุผลอื่น..ไม่ต้อง
และคำพิพากษาก็มาถึงทันที..ข้อที่14ซามูเอลบอกว่า..ราชวงศ์ของซาอูลจะต้องจบลงแค่นี้ เพราะพระเจ้าได้เลือกชายคนนึงขึ้นมาแทนที่และกำหนดให้เขาเป็นกษัตริย์แทนซาอูลแล้ว
ราคาของความไม่เชื่อ..แพงมากทุกยุคทุกสมัย สำหรับซาอูลการไม่เชื่อฟังกฎของพระเจ้าทำให้เขาต้องสูญเสียทั้งราชวงศ์ ลูกชายของเขาก็ไม่มีโอกาสที่จะสืบราชบัลลังก์ ส่วนมนุษย์ทุกคนในปัจจุบันนี้..ถ้าไม่เชื่อพระเยซูคริสต์ ก็ต้องจ่ายแพงเช่นกัน เพราะต้องแรกมาด้วยความตายทางจิตวิญญาณนิรันดร์..ไม่มีวันได้รับความรอด ซึ่งกว่ามนุษย์บางคนจะรู้ซึ้งถึงความสำคัญของสิ่งนี้..มันก็อาจจะสายไปแล้ว
หมดเวลาแล้วค่ะ จนกว่าจะพบกันใหม่..พระเจ้าอวยพรค่ะ

วันอังคารที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2553

หนังสือ 1ซามูเอล ครั้งที่6 อาทิตย์ที่14:3:2010

ดู1ซมอ.10:17-19 ข้อนี้บอกว่า..ซามูเอลเรียกประชุมคนอิสราเอลที่มิสปาห์ ซามูเอลพูดอะไร..ซามูเอลเตือนประชาชนอีกครั้งนึง..ว่าการร้องขอกษัตริย์เนี่ย..มันสำแดงถึงการไม่เชื่อฟังนะ รู้ตัวมั๊ยว่าทำอะไรกันอยู่ พระเจ้าทรงอุตรส่าห์กอบกู้เราให้พ้นจากมือของคนอียิปต์แล้วก็ยังอีกหลายชนชาติที่มาระราน อิสราเอลยังเป็นประเทศอยู่จนทุกวันนี้..ก็เพราะพระเมตตาคุณที่ไม่เคยสิ้นสุดของพระองค์ “..แต่วันนี้ท่านกลับเลือกที่จะละทิ้งพระเจ้า..แล้วพูดออกมาได้ว่าอยากให้มนุษย์ด้วยกันมาเป็นเจ้านาย” พูดจบซามูเอลก็สั่งให้อิสราเอลเข้าเฝ้าพระเจ้าเรียงตามเผ่าของตัวเอง
ดู1ซมอ.10:20-22 ซามูเอลรับบัญชาจากพระเจ้าให้หากษัตริย์ให้คนอิสราเอลด้วยการจับฉลาก (ความจริงมีอยู่สองคนที่รู้ตั้งแต่แรกแล้ว..ว่าพระเจ้าเลือกใคร ก็คือซามูเอลกับซาอูล) อันนี้เท่ากับถูกกำหนดไว้แล้ว และข้อนี้ก็บอกว่า..ในชั้นแรกเลือกได้เผ่า”เบนยามิน” จากเผ่าเบนยามินก็จับได้”ตระกูลมัตรี” จากตระกูลมัตรีก็มาลงที่ “ซาอูล” เพราะฉะนั้น นี่เท่ากับเป็นหมายสำคัญอีกครั้ง..ว่าพระเจ้าเลือกซาอูล แต่พอประกาศผลแล้วกลับหาซาอูลไม่เจอ
ดู1ซมอ.10:22-24 พอหาซาอูลไม่เจอ ซามูเอลก็ถามพระเจ้า พระเจ้าก็บอกว่า”ซาอูลหนีไปซ่อนอยู่ในกองสัมภาระ..(เด็กๆต้องจำไว้ วันข้างหน้าถ้าพระเจ้าทรงเรียกเราด้วยพระประสงค์ที่เจาะจงในลักษณะอย่างงี้ อย่าทำอะไร..เหมือนซาอูล ที่หนีไปซ่อนอยู่ในกองสัมภาระ แต่จงขานรับเสียงเรียกของพระองค์เหมือนซามูเอล..บอกพระเจ้าว่า..ลูกอยู่นี่ขอทรงตรัสเถิด แล้วลูกจะกระทำตามพระประสงค์จนสุดกำลัง) ข้อที่23 บอกว่า..ประชาชนก็ไปเอาตัวซาอูลมาให้ซามูเอล พอประชาชนเห็นซาอูล..ก็ประทับใจกันใหญ่..เพราะหล่อมาก..สูงใหญ่สง่างาม แล้วพวกเขาก็ร้องว่า ”ขอพระราชาทรงพระเจริญ” คือทุกคนก็พร้อมใจกันสรรเสริญกษัตริย์ที่พระเจ้ามอบให้ (ตามพระทัยคนอิสราเอล)
จากนั้นซามูเอลก็มีการทบทวนสิทธิและหน้าที่ของกษัตริย์ให้คนอิสราเอลฟังอีกครั้งนึง คล้ายๆจะเตือนแล้วเตือนอีกนะ..ว่ากษัตริย์มีสิทธิพิเศษมากขนาดไหน..แต่ก็ไม่มีใครฟัง หลังจากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันกลับไป ซาอูลก็กลับบ้าน..แต่มีนักรบติดตามเขาไปด้วยเพราะพระเจ้าจัดให้ คือดลใจให้ตามไปรับใช้
ข้อที่27 บอกว่า..มีคนอัธพาลพูดว่า”ชายคนนี้จะช่วยเราได้ยังไง..” คือ คนที่ไม่เห็นด้วยไม่ชอบซาอูล..ก็มีเหมือนกัน แต่จะไม่ชอบเพราะอะไรเราไม่รู้ แต่พระคำภีร์เรียกคนกลุ่มนี้ว่า “อันธพาล” ทำไมเขาถึงถูกเรียกอย่างงั้น ก็จริงๆแล้วคนพวกนี้ทำบาป..เพราะการที่ซาอูลได้เป็นกษัตริย์เนี่ยใครเป็นคนเลือก..(ไม่ใช่พระเจ้าเหรอ) ในเมื่อพระเจ้าเป็นคนเลือกแล้วคุณไม่ยอมรับคนที่พระเจ้าเลือก..คุณก็ผิดแล้ว..เพราะไม่ไว้ใจพระเจ้า..ไม่ยอมรับสิ่งที่พระองค์เลือก เรียกว่าอันธพาลน้าตุ๊กว่ายังน้อยไป เพราะไม่ว่ายังไงเราต้องวางใจในผู้นำ ในสถานการณ์ และในทุกสิ่งที่พระเจ้าเลือก ถึงแม้สติปัญญา(อันโง่เขลา)ของมนุษย์จะแอบขัดแย้ง แต่จงสังวรณ์ไว้เสมอว่า..พระปัญญาของพระเจ้าล้ำเลิศเหนือทุกสิ่งในมหาจักรวาล แล้วสิ่งที่เด็กๆต้องจำไว้เสมอก็คือ..หลายครั้งพระเจ้าก็เลือกผู้เล็กน้อยอย่าง”กิเดโอน” เลือกลูกโสเภณีที่เติบโตมาในหมู่นักเลงหัวไม้อย่าง”เยฟธาห์” ให้เป็นผู้นำของอิสราเอล พระเจ้าไม่ได้เลือกแต่คนที่ดีพร้อม และสิ่งนี้ก็สำแดงให้เห็นถึง"ความบริสุทธิ์ยุติธรรมและความยิ่งใหญ่ของพระองค์"เพราะไม่ว่ามนุษย์จะคิดยังไง "พระเจ้าก็คือพระเจ้า" พระองค์ไม่ต้องการคำปรึกษาของมนุษย์ มีแต่มนุษย์ที่ต้องปรึกษาพระองค์ และจะไม่มีใครเปลี่ยนแปลงความจริงในเรื่องนี้ได้ พระคำภีร์ยังบอกต่อไปว่า..คนส่วนใหญ่ที่ชอบซาอูลก็เอาเครื่องบรรณาการมาถวาย แต่พวกอัธพาลก็ไม่สนใจ..เพราะชั้นไม่ชอบคนนี้ แต่ซาอูลก็นิ่งๆตอนนี้เขายังไม่โต้ตอบใคร (แต่เราต้องดูกันยาวๆ ว่าเขาจะนิ่งอีกนานแค่ไหน)
(บทที่11) “ซาอูลรบชนะคนอัมโมน” (เราจะมาดู”วีรกรรมครั้งแรกของซาอูล” ที่ทำให้คนอิสราเอลประทับใจไปตามๆกัน)
ดู1ซมอ.11:1-3 ข้อนี้บอกว่า นาหาชคนอัมโมนยกทัพมาล้อมเมืองยาเบชกิเลอาช ของอิสราเอล แล้วประกาศอย่างท้าทายเลยว่า..เขาจะควักลูกตาข้างขวาของคนอิสราเอลทุกคน เพื่อให้อยู่อย่างอับอายขายหน้า พูดเหมือนอิสราเอลเป็นตุ๊กตา..แล้วมีเจ้าของเป็นคนซาดิศม์จะเล่นหักแขนหักขายังไงก็ได้ตามความพอใจ แต่คำขู่ของนาหาชก็ทำให้คนอิสราเอลตกใจกลัวเหมือนกัน ข้อที่3 บอกว่า พวกผู้นำของเมืองยาเบชก็ไปต่อรองกับนาหาช บอกว่าขอเวลาเจ็ดวัน..จะไปหาคนมาช่วย ถ้าไม่มีใครมาก็จะยอมจำนนให้กับพวกอัมโมน.. (นี่ขอตรงๆเลยนะ ขอไปหาตัวช่วยก่อน..เผื่อรอด ซึ่งจริงๆแล้วในสนามรบ เรื่องอย่างงี้มันขอกันได้มะ.. ไม่มีใครให้เวลาใครหรอก..แค่เผลอยังไม่ได้เลย แต่นาหาชกลับให้เวลาคนอิสราเอลตามคำเรียกร้อง แปลกมั๊ยล่ะ)
ดู1ซมอ.11:5-7 ได้มีการส่งผู้สื่อสารจากเมืองยาเบชไปที่เมืองกิเบอาห์ถิ่นของก.ซาอูล พอประชาชนรู้ข่าวการขู่ทำร้ายของนาหาช..ก็ร้องไห้กันใหญ่ ส่วนซาอูลพอกลับจากไร่มารู้เรื่องเข้า..ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แต่ความโกรธของซาอูลในครั้งนี้เป็นมาโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพราะข้อที่6 บอกไว้ชัดเจนว่า..เมื่อซาอูลได้ยินเรื่องราวที่ชาวบ้านเล่าให้ฟัง “พระวิญญาณของพระเจ้าก็สถิตกับท่านอย่างมาก และความโกรธก็เกิดขึ้นอย่างรุนแรง” เรื่องนี้บอกอะไรเรามั่ง..พระคำภีร์ข้อนี้ทำให้เรารู้ว่า “จริงอยู่..ความโกรธส่วนใหญ่เป็นความบาปและไม่ได้มาจากพระเจ้า แต่การโกรธของซาอูลครั้งนี้..พระคำภีร์บอกไว้ชัดเจนว่า..เป็นผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์” ถ้าจะให้พูดตรงๆก็คือ..”มีบางครั้งเหมือนกันที่คริสเตียนสมควรจะโกรธ” เรื่องนี้สอนยากมาก เพราะมันล่อแหลมสุดๆ..เด็กๆต้องติดสนิทกับพระเจ้า ถึงจะแยกได้ขาด..ว่าความโกรธอันไหนมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ แล้วอันไหนมาจากเนื้อหนังของเราเอง ถ้ายังไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร จำประเด็นนี้ไว้ก่อน แขวนมันไว้ในใจ..เดี๋ยวซักวันพระเจ้าจะส่งสถานการณ์ตัวอย่างมาให้ (case study จะตามมาทีหลัง)
ดู1ซมอ.11:7-8 ข้อนี้บอกว่า..เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ดลใจให้ซาอูลโกรธมาก..เขาก็ฟันวัวคู่หนึ่งออกเป็นท่อนๆแล้วส่งชิ้นส่วนไปทั่วอิสราเอล..ทำอย่างงี้เพื่ออะไร..เป็นการประกาศให้พี่น้องอิสราเอลร่วมใจกันออกมารบ แล้วยังเตือนด้วยว่า..ถ้าใครไม่ออกมาช่วยรบ..วัวของคนนั้นก็จะมีสภาพเดียวกันนี้ ข้อที่8บอกว่า..ซาอูลนับชาวอิสราเอลที่ออกมาร่วมรบได้มากถึง 330000 คน และสุดท้ายพระเจ้าก็ทรงกระทำให้อิสราเอลได้ชนะพวกอัมโมน..ภายใต้การนำทัพของซาอูลเป็นครั้งแรก
ดู1ซมอ.11:14-15 ซามูเอลเรียกประชุมคนอิสราเอลที่กิลกาล..เพื่อรื้อฟื้นราชอาณาจักร เวลารื้อฟื้นราชอาณาจักร ก็จะมีการการทบทวนถึงพันธสัญญาระหว่างพระเจ้ากับคนอิสราเอล..เพื่อเตือนความจำให้คนอิสราเอลสังวรณ์ถึงพระบัญญัติของพระองค์ แล้วการประชุมครั้งนี้ก็มีการเจิมตั้งซาอูลให้เป็นกษัตริย์ต่อหน้าพระเจ้าด้วย คนอิสราเอลรู้สึกว่าซาอูลเนี่ยเหมาะสมมากที่จะเป็นกษัตริย์ของพวกเขา...มาถึงก็ทำให้อิสราเอลได้รับชัยชนะ.ความรู้สึกของประชาชนก็คือโอโห..คนนี้ใช่เลย
แต่ความจริงมันใช่อย่างที่เขาคิดมะ..ไม่ใช่เลย เด็กๆต้องจำไว้และวางใจให้ได้ เพราะไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ จะสุขหรือทุกข์ จะสำเร็จหรือล้มเหลว..พระเจ้าก็ควบคุมทั้งนั้น มันไม่เกี่ยวอะไรกับผู้นำเลยหรือมนุษย์หน้าไหนเลย แต่ตอนนี้คนอิสราเอลยังหลงผิดอยู่ ซามูเอลจึงจำเป็นต้องรื้อฟื้นราชอาณาจักรของพระเจ้า..หมายถึง เตือนความจำให้พวกเขาระลึกถึงพันธสัญญา รวมถึงเรื่องราวเก่าๆ การช่วยกู้ครั้งแล้วครั้งเล่าชองพระเจ้าที่มีต่อคนอิสราเอล
คำปราศรัยของซามูเอล
ดู1ซมอ.12:3-4 พระธรรมตอนนี้เป็นการพิสูจน์ตัวเองของซามูเอลต่อหน้าพระเจ้าแล้วก็ต่อหน้าคนอิสราเอลทั้งประเทศด้วย อันนี้น่าจะสืบเนื่องมาจากที่คนอิสราเอลกล่าวหาเขาไว้ในบทที่ 8...คือตอนนั้นคนอิสราเอลหาเรื่องจะเรียกร้องขอกษัตริย์ โดยอ้างเหตุผลว่าลูกของซามูเอลไม่สัตย์ซื่อเหมือนพ่อ ทั้งๆที่ซามูเอลก็ยังไม่ได้แต่งตั้งลูกให้เป็นปุโรหิตเลย...มาถึงตอนนี้ ซามูเอลก็เลยไม่อ้อมค้อมเอาเรื่องนี้มาเคลียร์ตรงๆเลย แล้วก็ท้าให้ประชาชนหาข้อบกพร่องของเขาด้วย
ในข้อแรกซามูเอลบอกว่า..เขาเคยริบโคหรือเอาลาของใครไปบ้าง..ความหมายก็คือซามูเอลกำลังจะบอกว่าเขาไม่เคยโกงหรือเอาเปรียบใคร และข้อต่อไปซามูเอลก็พูดว่า..ข้าพเจ้ารับสินบนจากผู้ใดและกระทำให้ตาของข้าพเจ้าบอดไป.ก็หมายถึงเขาไม่เคยใช้อำนาจไปในทางที่ผิด ไม่เคยรับสินบนแล้วบิดเบือนคำพิพากษา สุดท้ายซามูเอลบอกว่า..ถ้าใครคิดว่าสิ่งที่เขาพูดไม่เป็นความจริง คือเขาไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมจริงก็ให้คัดค้านได้เลย..แต่คำตอบคือ”ไม่มี” คนอิสราเอลยอมรับว่า..ซามูเอลรับใช้พระเจ้าด้วยความสัตย์ซื่อและบริสุทธิ์ใจมาตลอด
ดู1ซมอ.12:6-7 หลังจากที่ซามูเอลท้าพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองแล้ว ทีนี้ก็ถึงตาประชาชนมั่ง...
ซามูเอลเริ่มฟื้นความทรงจำให้คนอิสราเอล ด้วยการพูดถึงประวัติศาสตร์ในสมัยอพยพว่า “พระเจ้าทรงเป็นผู้แต่งตั้งโมเสสกับอาโรน และทรงนำบรรพบุรุษออกจากแผ่นดินอียิปต์” คำว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้แต่งตั้งโมเสสกับอาโรน หมายความว่าไง..ไม่ใช่โมเสสกับอาโรนนะ..ที่ช่วยกู้คนอิสราเอลให้พ้นจากการเป็นทาส..แต่เป็นพระเจ้า จริงอยู่ที่พระเจ้าแต่งตั้งผู้นำและทรงใช้มนุษย์..เหมือนในครั้งนั้นที่ใช้โมเสส แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าโมเสสเป็นคนช่วยให้ยิวได้รับอิสรภาพ เพราะไม่ว่าผู้นำจะเป็นใครพระเจ้าก็ยังเป็นผู้ควบคุมอยู่ดี
ในข้อที่7 บอกว่า”ฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงยืนนิ่งอยู่ ข้าพเจ้าจะเสนอคดีของท่านต่อพระเจ้า..” ตอนนี้ถึงตาคนอิสราเอลต้องตกเป็นจำเลยมั่ง ซามูเอลกำลังจะไต่สวนแล้วก็แจ้งข้อหาความผิดบาปที่พวกเขากระทำต่อพระเจ้า โดยการเชื่อมโยงเรื่องราวตั้งแต่สมัยอพยพ โยชูวา ผู้วินิจฉัย ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน คือมาจบลงที่เรื่องของซามูเอล
ดู1ซมอ.12:12-13 จริงๆแล้วเนี่ย..อิสราเอลก็มีปัญหามาตลอด ตั้งแต่สมัยอพยพ ในถิ่นทุรกันดาร ในสมัยของโยชูวา มาจนถึงผู้วินิจฉัย ซามูเอลเชื่อมโยงเรื่องเก่าๆไล่มาจนถึงยุคปัจจุบัน ล่าสุดที่คนอัมโมนมาข่มขู่คนอิสราเอล..จนในที่สุดภายใต้การนำของก.ซาอูล อิสราเอลก็ได้ชัยชนะ..แต่ นั่นยังไม่ใช่ประเด็นที่ซามูจะเอลพูดถึง
เพราะสิ่งที่เขาอยากจะบอกจริงๆก็คือ..ในสมัยก่อนหน้าเนี้ยเมื่อไหร่ก็ตามที่อิสราเอลต้องเจอกับปัญหาไม่ว่าเรื่องอะไร พวกเขาจะเข้าใจดีว่า..ปัญหาที่เกิดขึ้นมันเป็นเพราะพวกเขาทำบาป แล้วคนอิสราเอลในสมัยโบราณก็จะสำนึก กลับใจใหม่แล้วขอให้พระเจ้าช่วย..”แต่สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับคนอิสราเอลที่กำลังยืนอยู่ต่อหน้าซามูเอลตอนนี้” คนเหล่านี้ที่ยืนฟังซามูเอลพูดอยู่เนี่ย..ไม่รับรู้ว่าความบาปหรือความบกพร่องของตัวเอง...คือสาเหตุที่ทำให้พวกเขาเดือดร้อน แต่โยนความผิดไปให้กับ “ผู้นำ” โทษว่าซามูเอลไม่ดีพอ..แล้วก็มาร้องขอกษัตริย์กันปาวๆ อย่างที่ทำกันอยู่เนี่ย..ในข้อที่14 ซามูเอลบอกว่า..จงดูพระราชาที่พวกท่านร้องขอ และดูเถิดพระเจ้าก็ทรงตั้งพระราชาไว้เหนือท่านแล้ว” ความหมายของซามูเอลคือ..อยากได้..ก็จัดให้ แต่คนอิสราเอลต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองเลือก..
หมดเวลาแล้วค่ะ ประเด็นนี้ยังไม่จบ..พบกันสัปดาห์หน้า
พระเจ้าอวยพรค่ะ

วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

หนังสือ1ซามูเอล ครั้งที่5 อาทิตย์ที่ 21:2:2010

ดู1ซมอ.8:11-14/15-18 อิสราเอลต้องจ่ายราคาแพงมากสำหรับระบบกษัตริย์ที่พวกเขาร่ำร้องอยากจะมี..ซามูเอลนำพระวจนะของพระเจ้ามาถ่ายทอดให้ประชาชนฟังอย่างครบถ้วน เริ่มต้นจากข้อที่11 “พระราชาจะเกณฑ์ลูกชาย เข้าประจำการให้กองทัพอยู่ในสภาพที่พร้อมรบเสมอ ไม่เหมือนแบบเดิมในสมัยผู้วินิจฉัย..ที่ไม่มีกษัตริย์ ก็ไม่ต้องมีพระราชวัง ไม่ต้องมีกองกำลังทหาร (ที่จะต้องstand by ไว้ตลอด) อาจจะขึ้นทะเบียนไว้เฉยๆ แต่ลูกชายไม่ต้องไปประจำการ เพราะฉะนั้น เมื่อไม่ต้องประจำการ.. ก็ไม่ต้องมีที่ทำการของราชการ พนักงานหรือที่ปรึกษาอะไรทั้งนั้น การร่วมรบในสมัยผู้วินิจฉัยจะเป็นแบบ”เฉพาะกิจ”งบประมาณต่ำเพราะมีพระเจ้าเป็นกษัตริย์..แค่นั้นพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องพรั่งพร้อมมากมาย..เราก็ชนะ
ข้อที่13 บอกว่า”กษัตริย์จะนำบุตรสาวของเจ้าไปปรุงเครื่องหอม ทำครัว” ประชาชนก็ต้องทำใจที่จะต้องสละลูกของตัวเองให้ไปรับใช้ในวังแทนที่จะอยู่รับใช้พ่อแม่ ข้อที่14 “พระองค์จะเอานา สวนมะกอกเทศ สวนองุ่นที่ดีที่สุด ให้แก่พวกข้าราชการ” เพราะไม่ใช่แค่กษัตริย์ที่ต้องกินดีอยู่ดี แต่ข้าราชการและผู้รับใช้ก็ต้องกินต้องใช้เหมือนกัน แล้วส่วนนี้..ประชาชนต้องเป็นคนจ่าย โดยข้อที่15และ17 บอกว่า”กษัตริย์จะชักหนึ่งในสิบของผลผลิตทางการเกษตรของประชาชน ไปเป็นค่าใช้จ่ายของทางราชการ สุดท้ายในข้อที่18 ซามูเอลจบด้วยคำพยาการณ์ว่า “วันหนึ่งข้างหน้าพวกเขาจะร้องขอให้พระเจ้าช่วยเพราะถูกกดดันจากกษัตริย์ที่ตัวเองอยากได้ และพระเจ้าจะไม่ฟังเพราะเตือนแล้ว..แต่ยังไงก็ตามณ.จุดนั้นคนอิสราเอลยังยืนยันที่จะเชื่อตัวเอง..ไม่ฟังเสียงพระเจ้า
ดู1ซมอ.8:19-22 เป็นอันว่าคำเตือนไม่มีความหมาย ข้อที่19 บอกว่า “ประชาชนไม่ยอมฟังเสียงที่พระเจ้าเตือนผ่านซามูเอล ยืนยันจะมีกษัตริย์ให้ได้ “ ซามูเอลเลยไปทูลพระเจ้าถึงคำยืนยันของประชาชน ความจริงไม่ต้องทูลพระเจ้ารู้มั๊ย..ว่าคนอิสราเอลตัดสินใจยังไง พระองค์รู้แน่นอนแต่ซามูเอลคงทุกข์ใจมาก..การไปทูลพระเจ้า น่าจะเป็นในลักษณะที่เขาปรับทุกข์กับพระเจ้ามากกว่า แล้วในข้อที่22”พระเจ้าก็บอกให้ซามูเอลเจิมตั้งกษัตริย์ให้อิสราเอลคนหนึ่งตามที่พวกเขาเรียกร้อง แต่จะเป็นใครยังไม่รู้..ให้ทุกคนกลับไปรอฟังข่าวที่บ้าน
เราจะเห็นว่า ในที่สุดพระเจ้าก็ยอมให้อิสราเอลได้มีกษัตริย์ ซึ่งมันทำให้เรารู้สึกว่า..ทำไมนะอิสราเอลถึงไม่รู้จักพอใจในพระคุณซะที คำตอบที่น่าจะเป็นไปได้ก็คือ เพราะพระคุณของพระเจ้าเป็นของฟรี แต่ธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนมีความเย่อหยิ่ง (เป็นเชื้อบาปที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด) จิตใต้สำนึกมันก็เลยปฏิเสธ..ไม่อยากได้พระคุณ (อาจจะโดยไม่รู้ตัว) เพราะพระคุณไม่ตอบสนองความภาคภูมิใจให้เนื้อหนัง แถมพระเจ้ายังไม่เจาะจงคุณสมบัติของผู้รับอีกด้วย เด็กๆนึกออกมะ..ไม่ว่าเราจะเป็นใคร มาจากไหน มีฐานะหรือหน้าตายังไง ขอแค่เชื่อ..พระเจ้าให้เลย
แต่มนุษย์รับไม่ได้ มันง่ายไป ก็ชั้นยังไม่ได้ปลดปล่อยศักยภาพหรืออีโก้ส่วนตัวเลย แล้วจะภูมิใจได้ไง ยืดไม่ได้แถมยังต้องถ่อมใจอีกต่างหาก เพราะฉะนั้น..ทั้งอิสราเอลและรวมถึงมนุษย์ทุกคนไม่มีใครเลย..ที่จะเชื่อพระเจ้าได้ด้วยตัวเอง สุดท้ายพระเจ้าก็ต้องช่วยอีก ประทานความเชื่อให้โดยอัศจรรย์ที่มาจากพระองค์ เพราะถ้าจะรอให้มนุษย์เชื่อโดยกำลังของตัวเอง..คงไม่มีวัน เพราะงั้น จะไม่มีใครซักคนที่อวดได้ว่าชั้นเชื่อ..ด้วยสติปัญญาของตัวเอง เปิดไปดูเอเฟซัส 2:8-9 พระคำภีร์ข้อนี้ยืนยันชัดเจน ใครก็ตามที่เชื่อก็เชื่อโดยพระคุณของพระเจ้า พระเจ้าเป็นผู้เลือกเรา ไม่ใช่เราเลือกพระองค์ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อจะไม่มีใครซักคนที่อวดได้(..ว่าที่เชื่อเพราะชั้นฉลาด หรือมีอะไรพิเศษกว่าคนอื่น) แล้วก็ไปดูถูกคนอื่น หรือดูถูกคนที่เขาไม่เชื่อ
สรุปแล้วคนอิสราเอลก็ไม่ฟังคำเตือนที่พระเจ้าตรัสผ่านซามูเอล แต่เต็มใจที่จะจ่ายราคาให้กษัตริย์ที่จะมาปกครอง บางทีพวกเขาอาจจะคิดว่า..ยังไงก็คุ้มเพราะอะไร
เปิดไปดูผวฉ.6:1-6 เพราะพระอาชญาที่พวกเขาต้องรับเวลาที่กบฎต่อพระเจ้า..ดูเหมือนจะแพงกว่า ข้อนี้บอกว่า...”ในวาระของการถูกพิพากษาคนอิสราเอลจะถูกคนอามาเลข คนเรเดียน แล้วก็อีกหลายๆชาติ ทำลายแล้วก็ปล้นเอาทุกอย่างไปจนไม่มีอะไรเหลือ” (อิสรภาพก็ไม่มี เหมือนที่กิเดโอนต้องแอบไปนวดข้าวในบ่อย่ำองุ่น) เพราะงั้นอิสราเอลคงจะแอบปฏิเสธพระเจ้าในใจ อยากให้มนุษย์ด้วยกันมาเป็นกษัตริย์ คงคิดว่าถึงต้องจ่ายภาษีก็ยังดีกว่าถูกพิพากษา (แล้วไม่เหลืออะไรเลย) แต่พวกเขาคิดผิด..เพราะภาษีเป็นสิ่งที่เขาต้องจ่ายเพิ่ม นอกเหนือจากคำพิพากษา ไม่ใช่ว่า..มีกษัตริย์แล้วพวกเขาจะพ้นจากพระอาชญาเมื่อทำบาป แต่กว่าจะรู้ว่ามนุษย์พึ่งพาไม่ได้ มันก็สายไปแล้ว” เพราะตอนเนี้ย..ใจมันกบฎก็เลยหูหนวกตาบอดไม่สนใจอะไรทั้งนั้น รู้แต่ว่าเดินตามกฎของพระเจ้ามันไม่สนุก..อยากทำอะไรที่มันตามใจตัวเองมากกว่านี้ พระเจ้าถึงบอกว่า ”คนอิสราเอลไม่ได้ปฏิเสธซามูเอลในฐานะผู้วินิจฉัย แต่พวกเขากำลังปฏิเสธพระเจ้าไม่ยอมให้พระองค์เป็นผู้ครอบครองชีวิต (และจิตวิญญาณ)” ซึ่งมันน่าตกใจมาก!
พระเจ้าเลือก”ซาอูล”เป็นกษัตริย์
ดู1ซมอ.9:1-5 พ่อของซาอูลชื่อ คีช เป็นคนมีชื่อเสียงอยู่ในเผ่าเบนยามิน เลยนับว่าซาอูลมาจากตระกูลดี และอีกอย่างที่เรารู้ก็คือซาอูลเป็นคนสูง..หน้าตาดี รูปลักษณ์ภายนอกดูแล้วก็น่าจะโดนใจคนอิสราเอล ข้อที่3 บอกว่า..วันหนึ่งลาของพ่อซาอูลหายไปไร่ คีชก็เลยให้ซาอูลพาคนใช้ออกไปตาม สามวันผ่านไปก็ยังหาลาไม่เจอ ซาอูลเลยถอดใจคิดว่ากลับบ้านดีกว่า..เดี๋ยวพ่อจะเป็นห่วง เพราะตอนแรกก็คงจะห่วงลาอยู่หรอก แต่ถ้าหายไปหลายวัน..มันจะกลายเป็นห่วงลูก
ดูต่อ1ซมอ.9:6-8 คนใช้ของซาอูลจำได้ว่าเมืองนี้เป็นที่อยู่ของ “คนของพระเจ้า” หมายถึงผู้เผยพระวจนะหรือสมัยก่อนเรียกว่าผู้ทำนายซึ่งตอนนั้นก็คือซามูเอล คนใช้แนะนำให้ซาอูลไปหาซามูเอล เผื่อจะบอกได้ว่าลามันไปทางไหน ซาอูลก็เห็นด้วย..ติดอยู่แต่ว่าเขาไม่มีของไปกำนัลผู้เผยพระวจนะ..เสบียงก็หมดแล้ว คือไม่กล้าไปขอความช่วยเหลือฟรีๆ แต่คนใช้บอกว่าเขามีเหรียญเงินอยู่อันหนึ่ง..น่าจะใช้ได้ ก็เลยโอเค.ทั้งคู่เลยได้ไปหาซามูเอล โดยไม่รู้ตัวว่าการตัดสินใจครั้งนี้มันจะทำให้เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตบ้าง
..พอทั้งคู่เข้าไปใกล้ที่อยู่ของซามูเอล พวกเขาก็เจอผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเดินไปตักน้ำก็เลยถามหาผู้ทำนาย ผู้หญิงคนนั้นก็บอกว่าซามูเอลยังอยู่ที่บ้าน ถ้ารีบๆหน่อยก็จะได้เจอเพราะเขากำลังจะไปถวายเครื่องสัตวบูชา แต่ถ้าไปไม่ทันก็ต้องรอจนเสร็จพิธีถึงจะได้พบ
ดู1ซมอ.9:15-16 วันก่อนหน้านี้พระเจ้าได้บอกซามูเอลไว้ล่วงหน้าแล้ว..ว่าในวันรุ่งขึ้นเขาจะได้พบกับคนที่จะมาเป็นกษัตริย์องค์แรกของอิสราเอล พระเจ้าบอกเรียบร้อยเลยว่าคนเนี้ยจะมาจากเผ่าเบนยาบินนะ ซามูเอลต้องเจิมตั้งคนนี้แหละ..ให้เป็นกษัตริย์ของอิสราเอล แล้วเขาจะเป็นคนที่ช่วยให้อิสราเอลรอดพ้นจากมือของพวกฟิลิสเตียด้วย
ดู1ซมอ.9:17-19 ขณะที่ซามูเอลเห็นซาอูลเดินเข้ามาหา พระเจ้าก็บอกย้ำกับซามูเอลอีกครั้งหนึ่ง..ว่าคนนี้แหละ ซามูเอลถึงได้แน่ใจว่าคนที่กำลังเดินเข้ามาเนี่ย..คือผู้ที่พระเจ้าเลือกแน่ๆ พอซาอูลเดินมาถึงก็ถามซามูเอลว่า “ช่วยบอกหน่อย..บ้านผู้ทำนายอยู่ไหน” ซามูเอลเลยตอบว่า”เราเองคือผู้ทำนาย” แต่ก่อนที่ซาอูลจะพูดอะไรต่อไป ซามูเอลก็สั่งการเป็นฉากๆให้ซาอูลเดินนำหน้าขึ้นไปบนสถานสูงที่กำลังจะมีการถวายสัตวบูชา นอกจากนี้ เขายังต้องอยู่ร่วมรับประทานอาหารและค้างคืนที่นั่นด้วย แล้วตอนเช้าก่อนจะกลับ..ซามูเอลจะบอกทุกเรื่องที่ซาอูลอยากรู้ ...ถึงตอนนี้ซาอูลคงจะรู้สึกงงๆ เพราะมาถึงยังไม่ทันพูดอะไรเลย..ซามูเอลก็บอกให้ทำนั่นทำนี่เยอะแยะไปหมด แล้วประโยคต่อไปที่ซามูเอลกำลังจะพูด ซาอูลจะไม่ใช่แค่งงแต่คงอึ้งไปเลย
ดู1ซมอ.9:20-21 ซามูเอลบอกว่า “ส่วนไอ้เรื่องลาที่หายไปสามวันน่ะ ไม่ต้องห่วงนะ..เขาหากันเจอแล้ว อึ้งมั๊ยล่ะ..ตั้งแต่มายังไม่ได้พูดซักคำ แล้วรู้ได้ไงว่าเขาจะมาถามเรื่องลาที่หาย..แล้วรู้ด้วยว่าหายไปกี่วัน..แถมยังบอกว่าไม่ต้องห่วง..เพราะมีคนเจอแล้ว เสร็จแล้วซามูเอลก็พูดอีก
“ความปรารถนาของคนอิสราเอลนั้นมุ่งหมายเอาใครเล่า ไม่ใช่ตัวท่านและพงพันศ์ของบิดาท่านหรอกหรือ” น้าตุ๊กว่า..คำพูดนี้ซาอูลน่าจะพอเข้าใจนะ เพราะสิ่งที่คนอิสราเอลมุ่งหมาย อยากได้ ตั้งตารอในตอนนั้นก็มีอยู่อย่างเดียวคือ “กษัตริย์” เพราะฉะนั้นพอซามูเอลพูดอย่างงี้ ซาอูลต้องเข้าใจแต่ไม่อยากเชื่อ..ว่ามันจะเป็นไปได้ เพราะข้อที่21 ซาอูลแย้งว่า เขาไม่ใช่คนเผ่าใหญ่ ไม่ได้มาจากตระกูลดัง แล้วทำไมซามูเอลมาพูดเหมือน “เขาคือคนที่ชาติต้องการ” ซะขนาดนั้น
ดู1ซมอ.9:22-24 ซามูเอลพาซาอูลกับคนรับใช้เข้าไปในห้องโถงที่จัดไว้สำหรับรับประทานอาหาร แล้วก็ให้ซาอูลนั่งตรงหัวโต๊ะ ซึ่งปกติแล้วจะเป็นที่ของคนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะอาหารหรือโต๊ะประชุมก็เหมือนกัน ข้อที่23 ซามูเอลบอกคนครัวว่า ให้เอาเนื้อที่เขาสั่งให้เก็บไว้ออกมา..นี่แสดงว่าเขาเตรียมการรับรองไว้ล่วงหน้า สรุปว่าแขกที่ไม่ได้รับเชิญในการนี้เลยกลายเป็นคนสำคัญตัวจริง
ดู1ซมอ.9:27/10:1 เช้าอีกวันซามูเอลก็ไปส่งซาอูลกลับบ้าน ระหว่างทางที่กำลังเดินไปซามูเอลบอกให้ซาอูลสั่งคนใช้ให้เดินล่วงหน้าไปก่อน พออยู่กันสองคนซามูเอลก็หยิบขวดน้ำมันเจิมลงบนศีรษะของซาอูล แล้วก็บอกว่า”พระเจ้าเลือกเขาให้เป็นกษัตริย์ของอิสราเอล” ถึงตอนนี้ ซาอูลที่อึ้งๆอยู่แล้วตั้งแต่เมื่อวาน..มาตอนนี้คงอึ้งได้อีก แต่ความคลุมเคลือหรือความสงสัยที่ค้างอยู่..คงจะหมดไปละ เพราะสิ่งที่ซามูเอลทำมันยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเขาถูกเลือกให้เป็นกษัตริย์ของคนอิสราเอลจริงๆ
ดู1ซมอ.10:2-4/5-7 ซามูเอลรู้ว่าซาอูลจะไม่ยอมรับอะไรง่ายๆ คงเป็นประเภทที่ต้องการ..การคอนเฟิร์ม ก็เลยมีการพูดทำนายล่วงหน้าให้ฟัง..ว่าเดี๋ยวซาอูลเดินกลับไปเนี่ยนะ..เขาจะเจออะไรมั่ง อย่างแรกที่ซามูเอลบอกก็คือ ระหว่างทางที่กลับไปซาอูลจะเจอผู้ชายสองคนริมที่ฝังศพของนางราเชล และสองคนนี้จะพูดเหมือนที่ซามูเอลบอกซาอูล ก็คือเขาหาลาเจอแล้ว แต่ตอนนี้พ่อกำลังเป็นห่วงเขามาก
จากนั้นพอเดินไปอีกนะที่ต้นก่อหลวง ตำบลทาโบร์ ซาอูลจะเจอผู้ชายสามคนกำลังเฝ้าพระเจ้าที่เบธเอล ซามูเอลบอกละเอียดด้วย..ว่าคนหนึ่งอุ้มลูกแพะสามตัว อีกคนมีขนมปังสามก้อน คนสุดท้ายจะถือถุงหนังเหล้าองุ่นแล้วสามคนนี้จะไม่แค่ทักทายซาอูลเฉยๆ...แต่จะแบ่งขนมปังให้เขาสองก้อน..เป็นเสบียงกลับบ้านด้วย (นี่ถ้าหมอดูสมัยนี้แม่นเหมือนซามูเอลนะ..คงรวยเละ ผู้คนก็คงจะแห่กันไปยกเขาเป็นรูปเคารพ หรือไม่ก็เอาแต่นั่งกด1900 1900 *** แต่อย่าหวัง..ตราบใดที่แก้วสารพัดนึกไม่มีวันที่จะอยู่ในมือของผู้ร้าย ตราบนั้นพระเจ้าก็จะไม่มีวันให้ของดีได้ไปอยู่กับพวกเทียมเท็จ แล้วคนของพระเจ้าที่เป็นของแท้และมีของประทานพิเศษ..จะไม่มีวันเห็นแก่เงินทองหรือเกียรติยศ “แล้วฉวยโอกาสหากินบนความอ่อนแอของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน” ..เพราะถ้าทำอย่างงั้น พระเจ้าก็จะทรงปลดลง ให้ต้องพบจุดจบเหมือนบาลาอัม (กดว.31:8)
ดู1ซมอ.10:10-12 ข้อนี้พูดถึงหมายสำคัญครั้งที่สาม ตามที่ซามูเอลบอกไว้ ซึ่งอันนี้สำคัญสุด ซามูเอลบอกว่าซาอูลจะเผยพระวจนะ แล้วเขาก็ทำจริงๆเพราะพระเจ้าทรงสถิต
ข้อที่11บอกว่า..ชาวบ้านที่เคยรู้จักซาอูลมาก่อน พอเห็นเขาเผยพระวจนะก็งง..แล้วก็พูดกันประมาณว่า เอ๊ะ..นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับลูกชายของคีชนะ เดี๋ยวนี้เขาเป็นผู้เผยพระวจนะแล้วเหรอ คือปกติพวกเขาคงเห็นซาอูลเป็นเด็กหนุ่มธรรมดา..ที่ทำไร่เลี้ยงลาไปวัน เพราะฉะนั้น ในเวลาที่พระเจ้าทรงเจิมใครก็ตาม..มันจะมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่คนรอบข้างต้องสังเกตเห็น แล้วการเผยพระวจนะก็เป็นเครื่องหมายที่แสดงให้เห็นว่า..พระเจ้าได้ประทานสิทธิอำนาจในการปกครองอิสราเอลให้ซาอูลแล้วจริงๆ (พวกเราน่าจะจำได้ในสมัยอพยพ ตอนที่โมเสสแต่งตั้งผู้นำ70 คนให้มาช่วยรับภาระการดูแลประชาชน ผู้นำ70คนที่ได้รับการเจิมตั้งก็เผยพระวจนะอยู่ในค่ายเหมือนที่ซาอูลทำอยู่ตอนนี้) และที่สำคัญอีกอย่างคือในข้อที่12 บอกว่า “ดังนั้นจึงเกิดเป็นคำภาษิต..” คำว่า ซาอูลอยู่ในจำพวกผู้เผยพระวจนะด้วยหรือ..กลายเป็นคำสุภาษิต หมายความว่าเกิดเป็นคำพูดที่ใช้บอกเล่าต่อๆกันไปเพื่อว่าคนที่ไม่อยู่ในเหตุการณ์ก็จะได้รู้กันอย่างทั่วถึง..(ว่าตอนนี้พระเจ้าการันตีเขาแล้ว)
ดู1ซมอ.10:14-16 พอซาอูลมาถึงบ้าน..ลุงก็ออกมารับแล้วถามว่าไปไหนมา ซาอูลก็บอก..ไปหาลา หาไม่เจอก็เลยไปถามซามูเอล พอได้ยินชื่อซามูเอลลุงก็หูผึ่ง..ถามใหญ่เลยว่าซามูเอลบอกอะไรมั่ง แต่ซาอูลก็บอกแค่ค่าวๆ คือพูดถึงแต่เรื่องลา ส่วนเรื่องระดับประเทศ..ที่ซามูเอลเจิมเขาเป็นกษัตริย์..ซาอูลไม่พูดถึงเลย
หมดเวลาแล้ว พบกันสัปดาห์หน้า
ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ

วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

หนังสือ1ซามูเอล ครั้งที่4 อาทิตย์ที่ 7:2:2010

...หีบพันธสัญญากลับบ้าน...
ดู1ซมอ.6:1-3 หีบพันธสัญญาที่ตกไปอยู่ในมือของคนฟิลิสเตียเป็นเวลา7เดือน กำลังจะถูกส่งคืนให้อิสราเอลอย่างง่ายดาย ไม่ต้องมีการแย่งชิง ไม่ต้องใช้กำลัง ไม่ต้องมีแม้แต่การเจรจาอะไรทั้งสิ้น พวกเขาแค่กำลังตกลงกัน...ว่าจะส่งคืนยังไงดี คนฟิลิสเตียคิดได้แค่นี้ แทนที่เห็นความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าแล้ว จะยอมละทิ้งรูปเคารพเดิมๆหันมากราบไหว้วางใจในพระองค์ พวกฟิลิสเตียยังเลือก..ที่จะกำจัดพระเจ้าออกไปให้พ้น ...แล้วในข้อที่ 3 ปุโรหิตของพวกฟิลิสเตียก็แนะนำด้วยว่า “เวลาส่งกลับไป ให้เตรียมเครื่องบูชาส่งกลับไปด้วย เพื่อเป็นการไถ่บาปที่พวกเขาได้กระทำต่อพระเจ้า”
ดู1ซมอ.6:5-6 พวกฟิลิสเตียกำลังคิดว่า..จะเอาใจพระเจ้าของอิสราเอลยังไงดี พวกปุโรหิตคิดออกแค่วิธีเดียว คือทำรูปเทียมเลียนแบบปัญหาที่เกิดขึ้น “เป็นฝีห้าลูกกับหนูห้าตัว” (อันนี้น้าตุ๊กจนปัญญาจริงๆไม่รู้ว่าแรงบันดาลใจของพวกเขาคืออะไร) เพราะการถวายรูปฝีกับหนู..ไม่เป็นที่พอพระทัยพระเจ้าแน่นอน ไม่มีเรื่องอย่างนี้ในกฎบัญญัติของพระองค์ แล้วปุโรหิตของพวกฟิลิสเตียก็มั่นใจเลยนะ..ว่าถ้าทำอย่างนี้แล้ว..พระเจ้าน่าจะหายโกรธ และช่วยบรรเทาความโชคร้ายของพวกเขาลงได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ..พวกฟิลิสเตียรู้เรื่องพระเจ้ากับประวัติศาสตร์ของคนอิสราเอลอย่างน่าทึ่งเลยล่ะ...
เพราะในข้อที่ 6 คนฟิลิสเตียเขามีการหยิบยกเอาเรื่องราวในสมัยอพยพขึ้นมาเป็นตัวอย่าง แล้วสรุปเสร็จสรรพว่า...พวกเขาจะไม่ทำพลาดเหมือนฟาโรห์ ที่ไม่ยอมปล่อยคนยิวไปทั้งที่ถูกภัยพิบัติเล่นงานจนลากเลือดแต่พวกเขาจะรีบคืนหีบไป..โดยไม่ต้องรอให้เกิดอะไรมากไปกว่านี้ (แหม..เหมือนจะฉลาดกว่าฟาร์โรห์เลยเนอะ)
ดู1ซมอ.6:10-12 คนฟิลิสเตียวางแผนการส่งหีบพันธสัญญาคืนให้อิสราเอล.. ด้วยการใส่ไปบนเกวียนที่เทียมด้วยโคแม่ลูกอ่อนสองตัว โดยที่ลูกโคจะถูกแยกออกไป แล้วปล่อยให้โคเดินไปเองอย่างอิสระ ซึ่งตามสัญชาติญาณแล้ว..มันต้องกลับไปหาลูก แต่ถ้ามันลากเกวียนตรงไปที่ของคนอิสราเอล ก็แปลว่า..พระเจ้าเป็นผู้ที่ทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้นแน่นอน แล้วพวกเจ้านายของฟิลิสเตียก็ตามดูไปห่างๆ ปรากฎว่า...แม่วัวตรงดิ่งไปที่เมืองเบธเชเมชของอิสราเอล พอชาวอิสราเอลเห็นหีบพันธสัญญาก็ดีใจกันยกใหญ่ เชิญหีบไปวางไว้บนก้อนหิน รีบเอาเกวียนมาผ่าเป็นฟืนแล้วก็จัดแจงเผาแม่วัวเป็นเครื่องบูชา ดูต่อไปว่าเกิดอะไรขึ้น...
ดู1ซมอ.6:19-20/21-7:1 พระเจ้าทรงประหารคนอิสราเอลหลายหมื่นคน เพราะเขาแอบมองหีบแห่งพันธสัญญา คงจะมีคำถามว่าทำไม..ทำไมพระเจ้าถึงฆ่าคนของพระองค์ซะมากมายขนาดนี้.....เปิดไปดูกดว.4:15/20 กฎบัญญัติของพระเจ้าคือ คนเลวีเท่านั้นที่มีสามารถจะขนย้ายหีบพระโอวาทได้ เพราะพระองค์ทรงชำระคนเผ่านี้ไว้เพื่อปรนนิบัติพระองค์ แต่ถึงอย่างงั้นในข้อที่20 ก็บอกว่าอย่าให้ใครมองของศักดิ์สิทธิ์ในอภิสุทธิสถานแม้แต่นิดเดียว ถ้าใครมองคนนั้นต้องตาย แล้วที่สำคัญชาวเมืองเบธเชเมชคงจะมองหีบพระสัญญาในลักษณะที่เป็นรูปเคารพ..เหมือนของขลังอย่างนึง อาจสงสัยว่าพระเจ้าจะอยู่ในหีบรึเปล่า พระองค์เลยต้องตัดวงจรความไม่เชื่อฟังของอิสราเอลให้เด็ดขาด เพื่อเป็นการดึงให้เขากลับมายำเกรงและเคร่งครัดในกฎบัญญัติอย่างจริงจังซะที เพราะพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อในกฎเกณฑ์ของพระองค์เสมอไม่ว่ามนุษย์จะคิดยังไง บางครั้งอาจมองว่าโหดร้าย หรือบางคราวก็สงสัยว่าทำไมพระเจ้าต้องดีขนาดนี้ด้วย..แต่นั่นก็แค่สติปัญญาของมนุษย์ที่ไม่ค่อยจะอยู่กะร่องกะรอย (เพราะเปลี่ยนไปตามองค์ความคิดทั้งภายนอกภายในของแต่ละคน) แต่พระเจ้าทรงเล่นตามเกมส์ พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเสถียรต่อกฎที่พระองค์ตั้งไว้เสมอ
....พอชาวเมืองเบธเชเมชตั้งสติได้ ก็ตกลงกันว่าจะส่งข่าวไปที่เมือง”คีริยาทเยอาริม” ให้มาเชิญหีบพระสัญญาไปไว้ที่เรือนของอาบีนาดับ..โดยการดูแลของเอเลอาซาร์ หีบพระสัญญาก็อยู่ที่นั่นนานถึง20ปี (ทำไมไม่เอาไปไว้ที่ชิโลห์..ก็เพราะมีหลักฐานที่แสดงว่าชิโลห์น่าจะถูกทำลายไปแล้ว)
ดู1ซมอ.7:3-4/5-6 บทที่7นี้จะเป็นบันทึกเรื่องราวตอนที่ซามูเอลเริ่มวินิจฉัยอิสราเอล ชักนำให้พวกเขากลับใจใหม่ ละทิ้งพระเทียมเท็จทั้งหมดหันมา”ปักใจตรงต่อพระเจ้า” และปรนนิบัติพระองค์ผู้เดียว ข้อที่4 บอกว่าคนอิสราเอลก็เชื่อฟัง..เลิกไหว้พระบาอัล พระอัชทาโรท หลังจากนั้น ซามูเอลก็เรียกประชุมคนอิสราเอลที่มิสปาห์ และสัญญาว่าเขาจะเป็นตัวแทนอธิฐานต่อพระเจ้าเพื่อคนอิสราเอล แล้ววันนั้นก็มีการตักน้ำเทออกเพื่อถวายพระเจ้า มีการอดอาหาร..ทั้งประเทศก็คงจะหยุดกิน หยุดดื่ม เพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขาสำนึกผิดและต้องการที่จะแสวงหาพระเจ้าอย่างจริงใจ
ดู1ซมอ.7:7-8 พวกฟิลิสเตียยังไม่ยอมลามือจากคนอิสราเอลง่ายๆ แล้วคราวก่อนฟิลิสเตียก็เป็นฝ่ายชนะด้วย เลยได้ใจ...พอได้ยินว่าคนอิสราเอลไปประชุมกันที่มิสปาห์ก็รีบยกทัพไปทำสงครามเพราะมั่นใจว่าจะต้องชนะอีก ส่วนอิสราเอลพอเห็นพวกฟิลิสเตียยกทัพมาก็ตกใจ...กลัวจนทำอะไรไม่ถูก ตั้งตัวก็ไม่ทัน..หีบพันธสัญญาก็ไม่อยู่..(แต่ถึงอยู่..ช่วยมะ..ไม่ช่วยหรอก) เพราะฉะนั้น นี่เป็นสถานการณ์ที่มาจากพระเจ้า คือให้เกิดสงครามตอนที่ไม่พร้อม เพราะถ้าพร้อมทีไรมันก็ไปวางใจอย่างอื่นทุกที เลยต้องเจออย่างงี้ ความเชื่อของอิสราเอลถึงจะเต็มขนาดยอมหันมาพึ่งพาพระเจ้าอย่างสุดใจ
พวกเราก็เหมือนกัน..ถ้ายึดติดกับอะไรมากๆ บางทีพระเจ้าก็จำเป็นต้องให้เราเข้าไปอยู่ในทางตันบ้าง..ไม่มีตัวช่วย ไม่มีเงิน ไม่มีเส้น ไม่มีเพื่อน ไม่มีอะไรเลย เพราะจุดนั้นเราจะสัมผัสชัดเจน..ว่าสิ่งเดียวที่สามารถพึ่งพาและช่วยเราได้ตลอดเวลา ก็คือ“พระเจ้า” แล้วเมื่อสถานการณ์คับขันผ่านไป มันจะทำให้เรารู้สึกได้จริงๆว่าถ้าเรามีพระเจ้า...อย่างอื่นก็ไม่จำเป็น
...มันก็ไม่ง่ายอีกเหมือนกันที่จะรู้สึกอย่างงี้ได้จริงๆ แต่เราจะเชื่อได้มากขึ้นถ้าเราฝึก..ฝึกยังไง ก็แค่จัดการกับเรื่องในชีวิตประจำวันของเราให้ถูกต้อง แต่ละวันเจออะไร แล้วแต่ละเรื่องตัดสินใจยังไง เลือกเดินตามที่พระเจ้าสอนรึเปล่าหรือเลือกทำตามใจตัวเอง วิธีเรียนรู้ที่จะดำเนินกับพระเจ้า..ก็แค่เนี้ย ไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องยากๆหรือเรื่องไกลๆ..มันไม่ซับซ้อนขนาดนั้น เอาแค่เรื่องที่อยู่ตรงหน้า..วันต่อวันก็พอ
...และตอนนี้คนอิสราเอลก็กำลังตกอยู่ในภาวะคับขัน พวกเขาพร้อมแล้วที่จะพึ่งพระเจ้าจริงๆซะที ในข้อที่8 บอกว่า..พวกเขาขอให้ซามูเอลอธิฐานเผื่อ วิงวอนให้พระเจ้าช่วยกู้ให้พ้นจากมือพวกฟิลิสเตีย
ดู1ซมอ.7:10-11 ขณะที่ซามูเอลถวายเครื่องเผาบูชาอยู่ กองทัพของพวกฟิลิสเตียก็มาถึง พระเจ้าก็ตอบคำอธิฐานโดยให้เกิดพายุใหญ่มีฟ้าร้องดังกึกก้อง จนกองทัพฟิลิสเตียสับสนอลหม่าน คนอิสราเอลเลยกลับเอาชนะพวกฟิลิสเตียได้..ทั้งที่ตัวเองไม่พร้อม ไม่ได้ตั้งใจมารบเลยด้วยซ้ำ แล้วเมื่อกี๊..ก็ยังกลัวเขาอยู่เลย แต่ตอนนี้ในข้อที่11กลายเป็นว่าคนอิสราเอลกลับเป็นฝ่ายตามฆ่าพวกฟิลิสเตียไปจนถึงเบธคาร์
ดู1ซมอ.7:12-13 เมื่อชนะพวกฟิลิสเตียแล้ว ซามูเอลก็ตั้งศิลาก้อนนึงไว้เป็นอนุสรณ์อยู่ระหว่างเมืองมิสปาห์กับเมืองเชน เรียกชื่อว่า”เอเบนเอเซอร์” แปลว่า “พระเจ้าทรงช่วยพวกเราจนบัดนี้” (แต่น้าตุ๊กอยากจะใช้คำว่า..”พระเจ้ายังอุตส่าห์ช่วยพวกเรามาจนทุกวันนี้ ทั้งๆที่ ก็ผิดกันหัวไม่วางหางไม่เว้น) หลังจากนั้นฟิลิสเตียก็ไม่มารุกรานอิสราเอลอีกเลยตลอดชีวิตของซามูเอล เพราะพระเจ้าทรงค้ำชูอิสราเอลไว้ เมืองต่างๆที่ถูกยึดไปตั้งแต่เอโครนจนถึงเมืองกัทก็ได้คืน แล้วยังมีสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับคนอาโมไรต์ด้วย ทำให้รู้สึกว่าอะไรๆก็ดีไปหมดในสมัยของซามูเอล ในข้อที่16 บอกว่า “ท่านก็เที่ยวไปโดยรอบทุกปีเป็นประจำจากเบธเอลไปกิลกาล จากกิลกาลไปมิสปาห์” คือเดินสายดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง แต่ทุกครั้งที่เสร็จงานซามูเอลก็จะกลับไปอยู่บ้านที่รามาห์ นอกจากนี้ ซามูเอลก็ยังสร้างแท่นบูชาไว้ที่รามาห์ด้วย
คนอิสราเอลร้องขอกษัตริย์
ดู1ซมอ.8:1-5 พอซามูเอลเริ่มแก่ลง ข้อนี้บอกว่าท่านก็ตั้งลูกชายสองคน คือ โยเอลกับอาบียาห์ ให้เป็นผู้วินิจฉัยแทน และในข้อที่3 ก็บอกว่า “แต่ลูกชายของซามูเอลเนี่ย ไม่เหมือนพ่อ พวกเขาทุจริตและไม่สัตย์ซื่อ” ถ้าจะลองคิดดูดีๆน้าตุ๊กว่า..ตำแหน่งผวฉ.มันไม่ได้สืบทอดทางเชื้อสายนะ..แต่พระเจ้าเป็นผู้เลือก ตรงจุดนี้ทำให้น้าตุ๊กรู้สึกว่า..พระเจ้าทรงสำแดงให้เห็นความจริงอีกข้อหนึ่งคือ”มนุษย์ไม่สามารถสืบทอดความชอบธรรมหรือความดีทางสายเลือด” ส่วนผู้วินิจฉัยที่ดี ผู้เผยพระวจนะแท้ หรือผู้รับใช้ที่เกิดผล ที่เราได้เห็นในพระคำภีร์หรือแม้แต่ในชีวิตจริง..คนเหล่านี้เป็นพระคุณที่มาจากพระเจ้า ที่ประทานพวกเขามาตามวาระที่พระองค์เห็นสมควร เพราะฉะนั้น ในเมื่อความชอบธรรมมันไม่ได้สืบทอดทางสายเลือด มันก็ไม่แปลก..ที่ลูกของซามูเอลจะมีนิสัยบาป แล้วก็ไม่เจริญรอยตามพ่อ
..ข้อที่5 บอกว่า พวกผู้นำของอิสราเอลก็ไปหาซามูเอล แล้วบอกว่า”อยากได้กษัตริย์”โดยอ้างเหตุผลเรื่องเนี้ย..เรื่องที่ลูกชายของซามูเอลเป็นคนทุจริต
ดู1ซมอ.8:6-7 พอได้ยินคนอิสราเอลบอกว่าอยากได้กษัตริย์ ซามูเอลก็ไม่พอใจเพราะถูกทำให้รู้สึกเหมือนบกพร่องในหน้าที่ แต่หลักๆแล้วซามูเอลไม่ได้โกรธที่เขาจะปลดตัวเอง แต่ซามูเอลเข้าใจทันทีว่าเรื่องนี้เป็นความผิดบาป เพราะอิสราเอลมี”พระเจ้า”เป็นกษัตริย์อยู่แล้ว ฉะนั้นตรงนี้ที่จะน่าโกรธก็เพราะมันไปเข้าล็อกเดิม คือพวกเขาอยากได้รูปเคารพ..วางใจในสิ่งที่จับต้องมองเห็น อยากมีกษัตริย์ตัวเป็นๆ..คงรู้สึกว่ามันอุ่นใจหรือไม่ก็คงเบื่อ..ที่จะเล่นตามเกมส์ (ที่มีกฎบัญญัติของพระเจ้าเป็นกติกา) ในข้อที่7 พระเจ้าตรัสกับซามูเอลว่า “คนอิสราเอลไม่ได้ปฏิเสธเจ้า..พวกเขาปฎิเสธพระองค์ต่างหาก” พระเจ้าตรัสอย่างนี้ แปลว่าไร แปลว่าพระองค์รู้..ว่าจริงๆแล้วคนอิสราเอลคิดอะไร ยังยึดติดกับรูปเคารพขนาดไหน พวกเขาอาจจะบอกว่าอยากได้กษัตริย์เพราะลูกชายซามูเอลเป็นคนทุจริตหรือจะยกอะไรมาอ้างก็ได้หมดแหละถ้าคิดว่ามีปาก..แล้วจะพูดอะไรก็ได้ แต่ความจริงคืออะไร..ใจของพวกเขาหรือใจของเราคิดยังไง..พระเจ้ามองเห็น (ทะลุปรุโปร่ง)
ดู1ซมอ.8:8-10 ข้อนี้เหมือนพระเจ้าจะทรงปลอบใจซามูเอล เพราะพระองค์บอกว่า“นี่ไม่ใช่ครั้งแรกนะที่อิสราเอลปฎิเสธพระองค์ แต่มันนิสัยอย่างงี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ตั้งแต่พาออกมาจากอียิปต์ก็กบฎตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้ก็ยังดื้อเหมือนเดิม พออยู่เย็นเป็นสุขเข้าหน่อยก็คอยแต่จะลืมพระเจ้า อยากมีอิสระที่จะทำอะไรตามใจตัวเอง(ทั้งๆที่เอาตัวไม่รอด) เพราะฉะนั้นจะแปลกอะไรถ้าตอนนี้พวกเขาจะไม่ยอมรับซามูเอลเพราะขนาดพระเจ้ามันยังกล้าทิ้งเลย..แล้วซามูเอลจะเหลือมั๊ยเนี่ย
..จากนั้นพระเจ้าก็บอกซามูเอลให้ทำตามที่คนอิสราเอลเรียกร้อง..แต่ก็ยังทรงห่วงพวกกบฎจนหยดสุดท้าย เพราะได้บัญชาให้ซามูเอลเตือนประชาชนให้สังวรณ์ถึง ”ราคาที่พวกเขาต้องจ่าย” สำหรับการมีกษัตริย์..ซามูเอลจึงนำพระวจนะของพระเจ้ามาถึงประชาชน
...หมดเวลาแล้วค่ะ จนกว่าจะพบกันใหม่
พระเจ้าอวยพรค่ะ

วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

หนังสือ 1ซามูเอล ครั้งที่ 3 อาทิตย์ที่ 31:1:2010

ดู1ซมอ.3:2-6 พระเจ้าทรงเรียกซามูเอลเป็นครั้งแรก ในคืนหนึ่งที่เขานอนหลับอยู่ ซามูเอลก็ได้ยินเสียกเรียก...นึกว่าเป็นเสียงของเอลีเพราะปกติแล้วเอลีคงต้องอาศัยไหว้วานให้ซามูเอลหยิบนู่นทำนี่ให้ เพราะตัวเองก็แก่มากแล้วและในข้อที่2ก็บอกไว้ชัดเจนว่า ”ตาของท่านก็เริ่มมืดมัวมองอะไรไม่เห็น” ก็คงจะได้ซามูเอลนี่แหละที่เป็นเหมือนศิษฐ์ก้นกุฏิ หรือปุโรหิตฝึกหัด แต่พอซามูเอลลุกไปหาเอลี..บอกว่าข้าพเจ้าอยู่นี่ เอลีก็บอกว่าไม่ได้เรียกเป็นอย่างงี้อยู่สามครั้ง พอครั้งที่สามเอลีรู้ละ..ว่าคนที่เรียกซามูเอลคือ”พระเจ้า” เอลีก็เลยบอกซามูเอลให้กลับไปนอน แล้วถ้าได้ยินอีกก็ให้ทูลตอบว่า “พระเจ้าเจ้าข้า ขอพระองค์ตรัสเถิด เพราะผู้รับใช้ของพระองค์คอยฟังอยู่” เด็กๆลองคิดดู..ว่าเราตอบพระเจ้าด้วยท่าทีอย่างงี้รึเปล่า ในทุกๆสถานการณ์ที่มาถึงเราหรือทุกครั้งที่เราได้ยินเสียงของพระองค์ เราควรจะตอบพระเจ้าแบบนี้ทุกครั้ง คือ “พระองค์เจ้าข้าขอตรัสเถิด ผู้รับใช้ของพระองค์คอยฟังอยู่” (และกระทำตาม) ไม่ใช่เงี่ยหูฟังแต่เรื่องที่ถูกใจเรา อันไหนไม่ถูกใจก็เฉไฉทำเป็นไม่ได้ยิน เพราะน้าตุ๊กเคยเห็นมาแล้ว...ขนาดหายนะมันเกิดขึ้นต่อหน้า บางคนยังกล้าเมินสิ่งที่พระเจ้าเตือน..เอาแต่นั่งรอพระพรที่ชั้นอยากได้ ตรงจุดนี้เด็กๆต้องเรียนรู้ที่จะดำเนินกับพระเจ้าอย่างถูกต้อง ยอมรับพระองค์ในทุกวิถีทางที่ทรงสำแดงกับเรา..ไม่ใช่เลือกเอาแต่ที่ชอบ เพราะพระเจ้าทรงรักเรา..การขัดเกลาของพระองค์ก็เพื่อที่เราจะงดงามขึ้น ถึงแม้บางครั้งที่โดนมันต้องเจ็บ แต่ถ้ามาจากพระเจ้าทุกอย่างคือสิ่งที่ดี..เราต้องถ่อมใจลงและยินดีที่จะเดินตาม
ดู1ซมอ.3:10-14 แล้วพระเจ้าก็มาหาซามูเอลและเรียกเขาอีก คราวนี้ซามูเอลก็ตอบออกไปอย่างที่เอลีสอนไว้ และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่พระเจ้าเผยพระวจนะกับซามูเอล สิ่งที่พระองค์บอก ก็คือ วาระแห่งการพิพากษาครอบครัวของเอลีมาถึงแล้ว ในข้อที่ 11พระองค์บอกว่า “..หูของทุกคนผู้ที่ได้ยินจะแสบทั้งสองข้าง” พระเจ้าไม่ได้ทรงพูดเกินเลย เพราะเดี๋ยวในบทที่4เราจะได้เห็นกันว่า ตอนที่เอลีรู้ข่าวว่าลูกถูกฆ่าตาย เขาก็หงายหลังตกเก้าอี้ตายไปเลย
ข้อที่13 บอกว่า..”เพราะบุตรทั้งสองของเขาเหยียดหยามพระเจ้า และเขาก็มิได้ห้ามปราม” เอลีเป็นผู้รับใช้พระเจ้ามีหน้าที่ดูแลงานในวิหาร รวมถึงจิตวิญญาณของผู้คน..ซึ่งนับว่าเป็นหน้าที่อันยิ่งใหญ่ แต่เขากลับละเลยไม่ดูแลครอบครัวตัวเอง ในฉธบ.น้าตุ๊กสอนไปแล้วว่า..ความรักต้องเริ่มที่บ้านก่อน ถ้าครอบครัวคุณล้มเหลวคุณไปช่วยใครไม่ได้หรอก
ดู 1เปโตร2:5 ไม่ใช่แค่เอลี อาโรน หรือซามูเอล แต่พวกเราทุกคนคือปุโรหิต และร่างกายของเรา ก็คือพระวิหารของพระองค์ ที่มีพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่(ทุกคน) ตั้งแต่วันที่เรารับเชื่อในพระคริสต์ (baptize unto life) เพราะฉะนั้น ถ้าเราทำสิ่งไม่ดีหรือไม่ถูกต้อง ก็เท่ากับเราเหยียบย่ำพระวิหารของพระเจ้า ซึ่งไม่ต่างอะไรกับเอลีแล้วก็ลูกชายของเขาเลย
ในข้อที่14 พระเจ้าทรงบอกต่อไปว่า “..ความบาปชั่วของพงศ์พันธ์เอลีนั้น จะลบล้างด้วยเครื่องสัตวบูชาไม่ได้” ต้องตายสถานเดียว แปลว่าความบาปของเอลีกับลูก...เป็นบาปที่เขาตั้งใจทำ เพราะการเผาเครื่องบูชาจะลบล้างได้แต่ความบาปที่ไม่ได้ตั้งใจ
ดู1ซมอ.3:17-18 แรกเลย ซามูเอลไม่กล้าบอกเอลี..ว่าพระเจ้าทรงตรัสอะไร แต่เอลีก็คะยั้นคะยอจนซามูเอลต้องเล่าทุกอย่างให้ฟัง ทีนี้พอเอลีรู้ว่าพระเจ้าจะลงโทษตัวเองกับลูก เอลีมีท่าทียังไง เอลีพูดว่า..”คือพระเจ้าเอง ขอพระองค์ทรงกระทำตามสิ่งที่พระองค์ทรงเห็นชอบเถิด” หมายความว่าไง..ถ้าให้น้าตุ๊กแปลเป็นภาษาเราๆ น้าตุ๊กรู้สึกเหมือนเอลีจะพูดว่า”..ก็พระองค์คือพระเจ้า พระองค์ใหญ่สุด จะทำไงก็แล้วแต่น้ำพระทัย” ฟังเผินๆก็ดูเหมือนคนมีความเชื่อนะ เหมือนจะวางใจพระเจ้า แต่จริงๆแล้วความหมายของเอลีก็คือ..อะไรจะเกิดก็ช่างแต่ชั้นขอทำเหมือนเดิม เพราะไม่มีท่าทีใดๆจากเอลีที่จะทำให้เห็นว่า..เขาสำนึกผิด รู้สึกโศกเศร้า เอลีไม่ได้เอาขี้เถ้าโรยหัว อดอาหารอธิฐาน หรือทูลขอการอภัยจากพระเจ้าตั้งแต่คืนยันรุ่ง (เหมือนก.ดาวิด ดู2ซมอ.12:16) ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำเมื่อคำพิพากษามาถึง แม้จะยับยั้งพระอาชญาไม่ได้ แต่มันสำแดงให้เห็นถึงการสำนึกผิดและกลับใจใหม่ ตรงนี้เด็กๆต้องแยกแยะให้ออกระหว่าง “การวางใจในสิ่งที่พระเจ้ากำหนดไว้” กับการที่จะเอาความเคร่งครัดศรัทธามาอ้าง (เพราะขี้เกียจทำอะไรบางอย่าง)
เช่น...เราจะมีรูปร่างหน้าตายังไง (อันนี้ปั้นไว้แล้ว) ต่อไปเราจะมีอาชีพอะไร รูปแบบชีวิตเราจะเป็นแบบไหน (อันนี้เขียนไว้แล้ว และมันต้องดีสำหรับเราแน่ๆ) หรือแม้แต่ เกิดมาแล้วก็ต้องตาย ยุคสุดท้ายจะต้องมาถึง กรณีอย่างงี้ต่างหากที่เราต้องวางใจพระเจ้า ปล่อยให้เป็นไปตามน้ำพระทัยเพราะเราเชื่อในความยิ่งใหญ่ของพระองค์
...แต่ไม่ใช่เรื่องที่คุณจะทำสิ่งที่ผิด แล้วมาพูดว่า”ถ้าพระเจ้าจะลงโทษก็แล้วแต่น้ำพระทัย อะไรจะเกิดก็เกิด..แล้วไหนๆก็ต้องโดนอยู่แล้ว ชั้นก็เลยทำบาปต่อไป เพราะคงจะเปลี่ยนอะไรไม่ได้” มันคนละเรื่องกันเลย เด็กๆต้องจำไว้เสมอ..ว่าถ้าเราทำผิดไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่กลับใจใหม่ขอโทษพระเจ้าแล้วพยายามอย่าทำอีก สำเร็จมั่งไม่สำเร็จมั่งไม่เป็นไร..เพราะพระเจ้าดูที่ใจว่าเราพยายามหรือยัง อย่าเป็นเหมือนเอลี ทำทีว่าชั้นวางใจแต่จริงๆแล้ว..ไม่เคยคิดที่จะแก้ไขอะไรเลย แทนที่จะเอาความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเป็นแรงบันดาลที่จะทำตามน้ำพระทัย กลับใช้เรื่องนี้มาอ้างเพื่อจะได้ไม่ต้องทำอะไรให้มันดีขึ้น
ดู1ซมอ.3:19-21 “..พระเจ้าไม่ให้วาจาของซามูเอล ตกไปแม้แต่คำเดียว” หมายถึง ทุกสิ่งที่ซามูเอลพูด จะต้องเกิดขึ้นจริง อันนี้เป็นสัญญาณที่พระเจ้ารับรองให้ซามูเอลเป็นผู้เผยพระวจนะแท้ของพระองค์ เพราะเราเคยเรียนกันไปแล้ว..ถึงการที่จะดูว่าผู้เผยพระวจนะคนนั้นมาจากพระเจ้าหรือไม่ อย่างแรกก็คือ ให้ดูว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นเกิดขึ้นจริงรึเปล่า และอีกข้อก็คือ ดูว่าถ้อยคำของเขาโน้มนำให้อยู่ในทางพระเจ้าหรือไม่
.....ในข้อที่ 20 บอกว่า”..ชนอิสราเอลทั้งปวงตั้งแต่ดานถึงเบเออร์เชบา ก็รู้ว่าซามูเอลเป็นผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า” (ดานถึงเบเออร์เชบา เป็นสำนวนหมายถึงอิสราเอลทั้งประเทศ เพราะว่า ดานคือเมืองหนึ่งที่อยู่เหนือสุด ส่วนเบเออร์เชบาก็เป็นเมืองหนึ่งที่อยู่ใต้สุด) ก็ประมาณว่าตั้งแต่เหนือจรดใต้ ตอนนี้ทุกคนในอิสราเอลยอมรับว่าซามูเอลคือผู้เผยพระวจนะ
ดู1ซมอ.4:1-3 บทที่๔นี้ เป็นเรื่องตอนที่คนอิสราเอลไปรบกับพวกฟิลิสเตีย ยกแรกอิสราเอลดูเหมือนว่าจะสู้ไม่ได้ เพราะในข้อที่2 บอกว่าทหารอิสราเอลถูกฆ่าไปมากถึงสี่พันคน พวกเขาก็เลยไม่เข้าใจว่า..ทำไมพระเจ้าถึงให้แพ้ เหมือนพวกเราเวลาที่มีปัญหาหรือสถานการณ์ไม่ได้อย่างใจ ก็..ทำไม..ทำไม..ทำไม พระเจ้าถึงให้เป็นอย่างงี้ แล้วบางทีก็สรุปเอาเอง เหมือนที่อิสราเอลก็ปรึกษากันเอง..โดยไม่มีการอธิฐาน..ไม่มีการทูลขอให้พระเจ้าทรงนำ แล้วก็สรุปกันเองว่า “เป็นเพราะไม่ได้พกหีบพันธสัญญาไปด้วย เดี๋ยวพรุ่งนี้จะเอาหีบออกไปสนามรบด้วย ทีนี้ต้องชนะแน่ๆ” ข้อนี้บอกอะไรเรา..ก็บอกว่า..ตอนนี้อิสราเอลกำลังสับสนตัวเอง แทนที่จะเห็นตัวเองเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า กลับเห็นพระเจ้าเป็นผู้รับใช้แทน ถูกมะ..เพราะคิดว่าถ้าเอาไปด้วยแล้วจะทำให้ชนะ (แล้วตกลง..ใครใหญ่ล่ะเนี่ย) ตรงนี้เองที่อิสราเอล...พลาดอย่างแรง เพราะกำลังปฏิบัติต่อหีบพันธสัญญาเหมือนเป็นเครื่องลางของขลังอะไรซักอย่างที่คิดว่าต้องพกพาไปด้วยแล้วถึงจะออกฤทธิ์ หีบพันธสัญญาเป็นแค่สัญญลักษณ์ที่เตือนให้เขารู้ว่า”พระเจ้าอยู่ด้วยนะ” และความศักดิ์สิทธิ์และฤทธิ์อำนาจก็อยู่ที่พระองค์เอง มันอยู่ที่หีบซะที่ไหนล่ะ”
ดูต่อไป1ซมอ.4:5-6/8-9 พอเขาเอาหีบพันธสัญญาออกมาไว้ที่ค่ายทหาร คนอิสราเอลก็โห่ร้องอย่างกับตัวเองชนะแล้ว จนพวกฟิลิสเตียได้ยินก็เลยสงสัยว่า..โห่ร้องอะไรกัน พอรู้ว่าอิสราเอลเอาหีบพันธสัญญาออกมาที่สนามรบ คนฟิลิสเตียกลัวมั๊ย..กลัวมาก เพราะยังจำได้ถึงตอนที่พระเจ้านำคนอิสราเอลออกมาจากอียิปต์ แล้วมันก็ชนะไปทั่วแทบทุกที่ที่ย่างเท้าไป พวกฟิลิสเตียก็คิดว่าคราวนี้ตายแน่ แต่ไหนๆจะตายก็ขอสู้จนสุดฤทธิ์จะได้สมศักดิ์ศรี ชายชาติทหาร
ดู1ซมอ.4:10-11 ด้วยความกลัวฟิลิสเตียเลยสู้ยิบตา..ปรากฎว่า..ชนะ อิสราเอลแพ้ยับเยินใน ครั้งนี้คนอิสราเอลถูกฆ่าไปอีกสามหมื่นคน และในจำนวนนี้มีลูกชายของเอลีคือโฮฟนีและฟีเนหัสรวมอยู่ด้วย ที่สำคัญในข้อที่11บอกว่า..หีบแห่งพันธสัญญาก็ถูกพวกฟิลิสเตียยึดเอาไป..พวกเขาเอาไปทำไม..เอาไปเพราะคิดว่าถ้าใครได้ไปครอง..หีบก็ช่วยคนนั้น เหมือนตะเกียงวิเศษที่อยู่กับใคร..คนนั้นก็จะโชคดี จริงๆแล้วคริสเตียนหลายคนก็ยังมีท่าทีอย่างงี้อยู่ คือเห็นพระเจ้าเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น ซึ่งมันผิดแล้วก็อันตรายมาก
ดู1ซมอ.4:12-14/15-17 ข้อนี้บอกว่า...เอลีนั่งรอฟังข่าวอยู่ข้างถนน ใจคอไม่ค่อยดี เพราะอะไร ก็คงจะรู้สึกกลัวๆเพราะตอนนี้หีบพันธสัญญา..มันไม่อยู่ในที่ที่ควรจะอยู่ แล้วลึกๆเอลีก็ต้องสังวรณ์ถึงคำพิพากษาของพระเจ้าแน่นอน
...ข้อที่12บอกว่า มีชายเผ่าเบนจามินคนนึงเสื้อผ้าขาดวิ่น มีดินอยู่บนศีรษะ..อันนี้เป็นเครื่องหมายแสดงถึงความโศกเศร้า วิ่งจากสนามรบมาส่งข่าวที่ชิโลห์ พอชาวเมืองรู้ข่าวที่เขามาบอกก็ร้องไห้กันระงม เอลีเลยร้องถามว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะว่าเขาตามัวมองอะไรไม่เห็น ชายคนนี้ก็เลยไปบอกเอลีว่า..”อิสราเอลแพ้พวกฟิลิสเตีย แล้วลูกชายทั้งสองคนของเอลีก็ตายด้วย มิหนำซ้ำ..หีบพันธสัญญาก็ถูกยึดไป”
ดู1ซมอ.4:18 ข่าวร้ายนี้มันคงหนักหนาสาหัสเกินกว่าคนแก่วัย 98 ปีจะรับไหว เพราะข้อนี้บอกว่า..พอเอลีได้ยินอย่างงั้น ก็หงายหลังตกเก้าอี้..คอหักตายไปเลย ทุกอย่างก็เป็นไปตามคำที่พระเจ้าทรงพิพากษาไว้ งานรับใช้สี่สิบปีของเอลีก็สิ้นสุดลง สำเร็จตามพระวจนะอย่างครบถ้วนกระบวนความ
ดู1ซมอ.4:19-22 ในขณะเดียวกัน ลูกสะใภ้ของเอลี..ภรรยาของฟีเนหัสที่กำลังท้อง พอรู้ข่าวทั้งหมดก็เจ็บท้องคลอดทันที การคลอดเป็นไปอย่างยากลำบาก..แต่ในที่สุดก็ได้ลูกชายคนหนึ่ง นางตั้งชื่อว่า ”อีคาโบด” แปลว่าพระสิริพรากไป ลูกสะใภ้คนนี้น่าจะเป็นคนที่เข้าใจอะไรๆได้ดีนะ เพราะเขาคิดออกว่า”การสูญเสียหีบแห่งพระเจ้า ก็เท่ากับสูญเสียพระสิริไปด้วยซึ่งนับเป็นหายนะที่สุดแล้วของอิสราเอล
.....หีบพันธสัญญาในแผ่นดินของคนฟิลิสเตีย
ทีนี้เราจะมาดูกันว่า เมื่อพวกฟิลิสเตียแย่งเอาหีบพันธสัญญาไปแล้ว มันเป็นยังไง มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง..หีบพระสัญญาจะทำให้พวกเขาโชคดีอย่างที่คิดหรือเปล่า
ดู1ซมอ.5:1-4 หลังจากที่ยึดหีบพันธสัญญาไปแล้ว พวกฟิลิสเตียก็เอาไปไว้ในโบสถ์ของพระดาโกน ที่เมืองอัชโดด การเอาหีบของพระเจ้าแห่งอิสราเอลไปวางไว้ต่อหน้าพระดาโกน คงจะเป็นการสำแดงว่าพระดาโกนของพวกฟิลิสเตีย..เหนือกว่าพระเจ้าของอิสราเอล (เพราะชั้นจับมาเป็นตัวประกันได้สำเร็จ) ข้อที่4บอกว่า..เช้าวันรุ่งขึ้น พอพวกฟิลิสเตียเข้ามาที่วิหารพระดาโกน ก็ต้องตกตะลึงพรึงเพริดเพราะว่า รูปปั้นพระดาโกนของพวกเขาล้มหน้าคว่ำคลุกดินอยู่ต่อหน้าหีบแห่งพระเจ้าของอิสราเอล แต่พวกเขาก็คงคิดว่าไม่เป็นไร..แล้วก็เอาไปตั้งที่เดิม ปรากฎว่า เช้าวันต่อมาเมื่อชาวฟิลิสเตียมาถึง ก็เห็นว่า..มันหนักกว่าเดิม เพราะคราวนี้ไม่ใช่แค่หน้าคว่ำอย่างเดียว เพราะพระดาโกนเหลือแต่ลำตัว ส่วนมือกับหัวหักกระเด็นไปอยู่ที่ธรณีประตู
ดู1ซมอ.5:5 ลองคิดดูว่าพระที่เป็นของแท้และยิ่งใหญ่จริง..ต้องให้คนมาช่วยยกไปวางบนหิ้งมั๊ย จะแตกเป็นเสี่ยงๆได้หรือไม่ หรือแตกแล้วจะหมดฤทธิ์รึเปล่า กาวตราช้างจะช่วยได้แค่ไหน แต่พวกฟิลิสเตียก็ยังคิดไม่ออกหรืออาจจะยังเย่อหยิ่งก็ได้ เพราะในข้อนี้บอกว่า แทนที่พวกเขาจะยอมรับ..ว่าพระเจ้าของอิสราเอลเท่านั้นที่ยิ่งใหญ่และเป็นของจริง กลับประกาศให้ธรณีประตูที่พระดาโกนล้มไปกระแทก..เป็นบริเวณศักดิ์สิทธิ์แทน (ซะงั้น)
ดู1ซมอ.5:6-7/8-9 ในข้อที่แล้วพระเจ้าทรงทำให้เห็นว่ารูปเคารพไม่ได้มีอำนาจอะไรเลย แล้วตอนนี้ พระองค์ก็กำลังจะสั่งสอนคนฟิลิสเตียโดยตรง...ข้อที่ 6 บอกว่า พระเจ้าทำให้เกิดโรคฝีระบาดไปทั่วเมืองอัชโดด แล้วพวกฟิลิสเตียก็รู้ดีว่าที่เป็นอย่างงี้ก็เพราะหีบพันธสัญญาเพราะในข้อที่ 7พวกเขาบอกว่า”พระหัตถ์ของพระเจ้าอยู่เหนือเราและอยู่เหนือพระดาโกนด้วย” คือตอนนี้ยอมรับละว่าพระเจ้าของอิสราเอลใหญ่กว่า พอปรึกษากันแล้วทางแก้ก็ดูเหมือนจะมีทางเดียว คือ..กำจัดหีบไปซะ ตกลงกันว่าจะส่งไปที่เมือง”กัท” เมืองกัทก็เป็นเมืองหนึ่งของพวกฟิลิสเตียที่ใหญ่รองจากอัชโดด แต่พอหีบไปอยู่ที่เมืองกัท...มันก็เกิดเรื่องขึ้นเหมือนเดิม คือโรคฝีก็ระบาดไปทั่วทั้งเมืองรวมถึงบริเวณใกล้เคียงด้วย ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ตายกันระเนระนาด
ดู1ซมอ.5:10-12 พวกฟิลิสเตียหาทางออกอีกครั้ง โดยพยายามจะส่งหีบพันธสัญญาไปไว้ที่เอโครน พอส่งไปปุ๊บ..ชาวเอโครนก็ร้องลั่น ประมาณว่า..นี่จะฆ่ากันรึไงถึงเอาหีบแห่งพระเจ้ามาไว้ที่นี่ พวกผู้นำของฟิลิสเตียก็เลยปรึกษากันอีกครั้ง สรุปว่า”สงสัยต้องส่งคืนเจ้าของ ถึงจะยุติเรื่องยุ่งๆที่เกิดขึ้นได้ ตอนนี้มันวุ่นวายไปทั่ว...เพราะคนที่ไม่ตายก็ติดเชื้อโรคฝี
เวลาหมดแล้วค่ะสัปดาห์หน้าพบกันใหม่ พระเจ้าอวยพรค่ะ

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

หนังสือ 1ซามูเอล ครั้งที่ 2 อาทิตย์ที่ 24:1:2010

คราวที่แล้ว..เราจบตรงบทเพลงของนางฮันนาห์ ซึ่งนักวิชาการบางคนให้ความเห็นว่าบทเพลงของฮันนาห์ มีวิธีเรียบเรียงแล้วก็ใช้คำคล้ายกับบทสดุดี(ในหนังสือสดุดี) คือไพเราะและสละสลวย ที่สำคัญเนื้อหาไม่ได้เจาะจงที่ความทุกข์ยากของตัวเองหรือสำแดงความยินดีในพระพรที่เธอได้รับมากมายอะไร แต่บทเพลงที่ฮันนาห์ร้อง”มีพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง..เนื้อหาส่วนใหญ่โฟกัสที่พระเจ้า” คือมันต่าง..ต่างจากอะไร ต่างจากคำอธิฐานของอีกหลายๆคน..ที่ส่วนใหญ่ก็มักจะพูดถึงแต่ความรู้สึกของตัวเอง..แต่คำอธิฐานของฮันนาห์ส่วนใหญ่จะบรรยายถึงพระลักษณะอันบริสุทธิ์งดงามและฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า รวมถึงบรรดาพระหัตถกิจใหญ่ๆ (ย้ำ) พระหัตถกิจใหญ่ๆ คือ ไม่ใช่พระพรจิ๊บๆของตัวเอง..เพราะต้องบอกตรงๆคริสเตียนบางคน ต่อให้ได้ยินได้ฟังหรือสอนให้ตายก็ไม่สนใจหรอก..ว่าพระเจ้าจะเคยทำให้ฟาโรห์ยอมสิโรราบต่อพระองค์ หรือพระเจ้าจะเคยแหวกทะเลแดง ทำให้มานาตกจากฟ้า ให้น้ำออกมาจากหิน เคยให้อิสราเอลชนะศัตรู ทั้งๆที่ไม่มีอะไรไปสู้เขาได้เลย...ก็ไม่เคยสนใจ ไม่ตื่นเต้น หรือแม้จะมีอัศจรรย์อะไรๆอีกมากมายในพระคำภีร์ ก็ไม่อิน...เพราะมันไม่ได้เกิดกับชั้น จะตื่นเต้นก็ต่อเมื่อ..พระเจ้าอวยพรชั้นแบบระยะเผาขน...ให้เอ็นติด ได้งานดีๆ มีเงินซื้อรถ ทำไมถึงเป็นอย่างงั้น ก็ต้องบอกตามตรงว่า...เพราะเขายังเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง..อาจจะโดยไม่รู้ตัว นี่คือเหตุผลเบื้องต้น ถามว่าคนพวกนี้เชื่อพระเจ้ามั๊ย..เชื่อนะ แต่ยังเห็นตัวเองชัดกว่า ภาพของพระเจ้ายังไม่ชัดเจนเท่าที่ควรในชีวิตและจิตวิญญาณของเขา ส่วนฮันนาห์นั้นต่างไป เพราะคำอธิฐานเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์พูดถึงแผนการอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า มองภาพรวม(ที่สำคัญกว่าเรื่องส่วนตัวเป็นไหนๆ) จริงๆแล้ว มันไม่ง่ายหรอกที่เราจะโฟกัสพระเจ้าร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราต้องฝึก..ฝึกอย่างจดจ่อ..ขอกำลังจากพระเจ้าแล้วเราจะทำได้มากขึ้น แต่น้าตุ๊กไม่ได้บอกว่ามันผิดนะ ถ้าเราจะรู้สึกดีใจกับสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ หรือเวลาที่ได้รับพระพร มันไม่ผิด ใครๆก็ดีใจทั้งนั้นเวลาที่ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ (จริงมะ) น้าตุ๊กก็ดีใจ แล้วฮันนาห์ดีใจมั๊ย..ที่ได้ลูก ฮันนาห์ก็ดีใจ จนสามารถเขียนบทเพลงออกมาได้อย่างสวยงาม เพราะตราบใดที่เรายังอยู่ในร่างกายที่เป็นเนื้อหนัง เราก็ต้องมีความรู้สึกตามเนื้อหนังบ้างเป็นธรรมดา เพียงแต่ตอนนี้เด็กๆโตแล้ว ก็ต้องฝึกที่จะเรียนรู้...เพื่อจิตวิญญาณจะก้าวไปอีกขั้น คือต้องฝึกที่จะเอาพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง(อย่างแท้จริง) มองข้ามสีสรรเล็กๆน้อยๆของชีวิตไปบ้าง อย่ายึดติดหรือมองพระพรส่วนตัวเป็นสิ่งสำคัญ(ให้มากจนเกินไป) จริงอยู่มันทำยาก..ไม่ง่ายหรอก แต่พระเจ้าจะช่วยให้เราทำได้ถ้าเราติดสนิทกับพระองค์
กลับมาที่หนังสือซามูเอลของเรา พระคำภีร์บอกว่าเมื่อฮันนาห์ได้โมทนาเป็นบทเพลงถวายแด่พระเจ้าแล้ว ครอบครัวของเธอก็เดินทางกลับบ้านที่รามาห์ไป ทิ้งซามูเอลไว้กับเอลีที่ชิโลห์เพื่อที่เขาจะได้รับใช้พระเจ้าตามที่สัญญาไว้
คำพยากรณ์กล่าวโทษพงพันศ์เอลี
เนื้อหาในบทนี้จะเป็นเหมือนฉากที่เตรียมไว้รองรับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในบทต่อไป พระคำภีร์ได้บันทึกเรื่องราวช่วงนี้ ด้วยการนำชีวิตของ”ซามูเอล” มาเปรียบเทียบกับ “ลูกชายทั้งสองคนของเอลี” แบบสลับกันไปเรื่อยๆจนถึงบทที่สาม(ดูตามในพระคำภีร์)เพื่อที่เราจะได้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น
2:11 ซามูเอลปรนนิบัติพระเจ้า
2:12-17 โฮฟนีและฟีเนหัสลบหลู่การนมัสการ
2:18-21 ซามูเอลปรนนิบัติพระเจ้า
2:22-25 ความชั่วของโฮฟนีและฟีเนหัส
2:26 ซามูเอลจำเริญขึ้น
2:27-36 คำพยากรณ์ถึงการถูกพิพากษา
แล้วต่อจากนั้นใน 3:1จะกล่าวถึงการปรนนิบัติพระเจ้าของซามูเอล
ดู1ซมอ.2:12-14/15-17 เราเคยเรียนเรื่องบทบาทและหน้าที่ รวมถึงคุณสมบัติของคนที่จะเป็นปุโรหิตไปแล้วในหนังสือเลวีนิติ อพยพ แล้วก็กันดารวิถีด้วย เราถึงรู้ว่าพระเจ้าไม่ได้มอบมรดกให้กับปุโรหิตและคนเลวี แต่พระเจ้าจัดเตรียมการเลี้ยงดูพวกเขาอีกแบบนึง ซึ่งพิเศษกว่า...คือพวกเขาจะได้รับส่วนแบ่งจากเนื้อ จากทศางค์ แล้วก็ของถวายบูชาต่างๆที่คนอิสราเอลนำมาถวาย นอกจากนี้พวกเขาก็จะได้รับประทานขนมปังหน้าโต๊ะพระพักตร์
ในข้อที่12บอกว่าบุตรทั้งสองของเอลีเป็นคนอันธพาล ทำไมถึงว่าเขาเป็นคนอันธพาล..แรกเลยก็เพราะพวกเขาไม่ยอมรับส่วนแบ่งของชิ้นเนื้อตามที่พระเจ้ากำหนดไว้ แต่อยากจะเลือกเฟ้นส่วนดีๆตามที่ตัวเองต้องการ ในข้อที่13-14 บอกว่า..ตามธรรมเนียมแล้ว เมื่อมีคนเอาเนื้อมาถวาย คนใช้ของปุโรหิตก็จะถือสามง่ามเข้าไปตอนที่เนื้อกำลังต้มอยู่ แล้วก็ใช้สามง่ามแทงเข้าไปในหม้อที่ต้มเนื้อ ติดชิ้นไหนขึ้นมาก็ชิ้นนั้นแหละที่จะเป็นของปุโรหิต..(แต่บางทีคนใช้ของโฮฟนีกับฟีเนหัส..อาจจะมีการเล็งนะ..เล็งก่อนที่จะแทงเข้าไปในหม้อเนื้ออ่ะ)
ที่หนักกว่านั้นก็คือ ในข้อที่15บอกว่า..ก่อนที่จะเผาไขมัน คนใช้ของปุโรหิตก็จะเข้ามาขอเนื้อไปก่อนเลย เพราะจะเอาไปทอด..ไม่อยากได้เนื้อต้ม เด็กๆนึกออกมั๊ยล่ะ..ว่าปุโรหิตคงจะเบื่อเนื้อต้ม เพราะรสชาติมันต้องจืดแน่ๆ (สมัยก่อนเขาไม่มีชูรส รสดี กะปิ น้ำปลานะ อย่างมากก็เกลือ...) ลูกของเอลีก็เลยอยากจะได้เนื้อสดไปทอด หรือย่างเหมือนสเต็กมั่งเพราะรสชาติมันเข้มข้นอร่อยกว่ากัน...(แต่คุณไม่มีสิทธิ์ทำหยั่งงี้) และถ้าคนที่เอาไปถวายบอกว่า “ขอให้เผาไขมันบนแท่นบูชาก่อนนะ แล้วค่อยเอาไป” คนใช้ของปุโรหิตยอมมั๊ย..ไม่ยอม ยังไงก็จะเอาให้ได้ และจะเอาเดี๋ยวนี้ด้วย ฟังให้ดีนะ..ไม่ยอมแม้แต่จะให้เขาเผาไขมันถวายพระเจ้าให้ถูกต้องตามกฎบัญญัติซะก่อน (ไม่รู้ว่ามีการใช้กำลังข่มขู่กันมั่งป่าวเนอะ) แล้วลองคิดดูว่าประชาชนที่ไปนมัสการพระเจ้า เขาจะรู้สึกยังไง ที่มีผู้นำศาสนาอย่างงี้ และข้อที่17ก็บอกว่า..”เพราะอย่างนี้บาปของโฮฟนีและฟีเนหัสถึงได้ใหญ่หลวงมากในสายตาของพระเจ้า”
ใหญ่แน่นอน (เพราะอะไร) แทนที่ปุโรหิตจะเป็นที่พึ่งแล้วก็เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประชาชนใน ทุกๆเรื่อง..กลับมาทำบาปเองซะงั้น เกิดคนทำตามขึ้นมาจะว่าไง มันเป็นไปได้...เพราะคุณเป็นผู้นำ
ดู1ซมอ.2:18-20 พอพูดถึงความชั่วร้ายของลูกชายเอลีแล้ว ข้อนี้พระคำภีร์ก็มาบรรยายถึงการจำเริญขึ้นของซามูเอลบ้าง ข้อนี้บอกว่า...ซามูเอลได้ปรนนิบัติพระเจ้าอยู่ที่ชิโลห์ ส่วนฮันนาห์ก็ไปนมัสการพระเจ้าทุกปี แล้วโอกาสนี้ก็จะเป็นเวลาที่เธอจะได้เจอลูก ก็เหมือนแม่ทั่วๆไป..ที่ลูกไม่ได้อยู่ด้วย พอจะได้เจอซักทีก็ต้องมีของไปฝาก ฮันนาห์ก็ตัดชุดเล็กๆไปให้ซามูเอลทุกปี แล้วเอลีก็อวยพรฮันนาห์ ขอพระเจ้าประทานลูกคนใหม่ให้..เพราะเอลีคงสงสาร..ทุกครั้งที่เห็นฮันนาห์ต้องจากลูกทั้งน้ำตา
ดู1ซมอ.2:21 และแล้วพระเจ้าก็ทรงสำแดงพระเมตตาคุณแก่ฮันนาห์อีกครั้ง ฮันนาห์ก็เลยท้องแล้วท้องอีก จนมีลูกถึงห้าคนเป็นชายสาม หญิงสอง รวมซามูเอลด้วยก็เป็นหก...
ดู1ซมอ.2:22-25 พระคำภีร์สลับมาพูดถึงความชั่วของโฮฟนีกับฟีเนหัสอีกครั้ง ในข้อที่12-17 เราได้เห็นความบาปเรื่องเนื้อถวายบูชาที่เขาได้ทำไปแล้ว มาข้อนี้จะเป็นความบาปที่พวกเขาล่วงประเวณี (ทั้งที่เป็นปุโรหิต) ข้อนี้บอกว่า..เอลีรู้เรื่องที่ลูกของเขาทำบาปทางเพศ รู้ว่าลูกตัวเองเข้าหาผู้หญิงที่อยู่ข้างเต๊นท์นัดพบ ทั้งๆที่แต่งงานแล้ว(ตามที่ระบุไว้ใน4:19) แล้วเอลีเตือนมั๊ย..ดูเหมือนจะเตือนนะ แต่น้าตุ๊กรู้สึกว่าเอลีเตือนแบบไม่จริงจัง ดูข้อที่24เอลีแค่พูดว่า”ลูกเราเอ๋ย อย่าทำเลย พ่อได้ยินคนพูดเรื่องไม่ดีกันไปทั่ว..” อ่านตอนนี้แล้วน้าตุ๊กเห็นภาพ ขอโทษนะ..ความเหยาะแหยะในการอบรมลูกตัวเอง เอลีทำได้แค่เนี้ยเหรอ!ห้ามลูกแค่สองสามคำ แล้วพอลูกไม่สนใจเชื่อฟัง..ก็ปล่อยไป..ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จะเพราะรักผิดๆ ห่วงความรู้สึกหรืออะไรก็ตาม แต่สิ่งที่เขาทำมันเป็นบาปที่กำลังทำต่อพระเจ้าซึ่งเขาเองก็รู้ เพราะในข้อที่25 เอลีบอกว่า”ถ้ามนุษย์ทำผิดต่อมนุษย์ด้วยกัน พระเจ้าก็จะทรงวินิจฉัยให้ แต่ถ้ามนุษย์ทำบาปต่อพระเจ้า..จะเหลือมั๊ยเนี่ย” แต่ยังไงก็ตามตอนท้ายของข้อที่25 พระคำภีร์ได้ยืนยันว่า “สิ่งนี้เป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าที่จะทรงพิพากษาลูกทั้งสองคนของเอลี..” เพราะฉะนั้น การตายของเอลีกับลูกในบทที่ ๔ จะเป็นคำเตือนที่ชัดเจนว่า “พ่อแม่จะต้องจ่าย แพงแค่ไหน ถ้าไม่ยอมทำตามกฎบัญญัติของพระเจ้าในการเลี้ยงดูลูก”
ดูซมอ.2:26 เห็นมั๊ยคะ พอพระคำภีร์บรรยายความชั่วของบุตรเอลีจบ...ข้อนี้ก็สลับมาเล่าถึงพัฒนาการของซามูเอล เพื่อให้เราเห็นภาพเปรียบเทียบชัดเจน ข้อนี้บอกว่า”ฝ่ายกุมารซามูเอลก็เติบโตขึ้น เฉพาะพระเจ้าและต่อหน้าคนทั้งปวงด้วย” ลองนึกดูว่า..ในขณะที่เอลีก็แก่มากแล้ว ลูกชั่วทั้งสองคนของเขาก็กำลังจะขึ้นแท่นรับตำแหน่งแทนพ่อเนี่ย ธรรมิกชนของอิสราเอลจะหวาดหวั่นขนาดไหน ที่เวลามานมัสการพระเจ้าแล้วต้องเจอปุโรหิตชั่ว ก็ขนาดเอลียังอยู่ลูกยังกล้าทำขนาดนั้น ถ้าพ่อตายไป..ก็คง..ได้อีกอ่ะ เพราะฉะนั้น พระเจ้าถึงตรัสว่า ”พวกเขาจะต้องถูกประหาร” แล้ววาระแห่งการพิพากษาก็กำลังจะมาถึง ในขณะเดียวกันกับที่ซามูเอลก็โตขึ้นทุกวัน
เห็นภาพมั๊ยคะ..ว่าพระเจ้าเตรียมการไว้เป็นขั้นตอน และทันเวลาเสมอ (บางคนกำลังจะถูกดึงให้ต่ำลง และอีกคนกำลังจะถูกยกขึ้น) เพียงแต่ตอนนั้นคนอิสราเอลไม่รู้หรอก..ว่ากุมารซามูเอลนี้จะมีบทบาทแค่ไหนต่ออิสราเอล แล้วพระธรรมตอนนี้ก็เป็นหมายสำคัญถึงพระเยซูคริสต์ด้วย เปิดไปดู ลูกา2:52 คำที่ใช้เหมือนกันเลย แล้วช่วงที่พระเยซูเกิด ก็เป็นช่วงที่ศาสนาและความเชื่อของอิสราเอล กำลังตกต่ำย่ำแย่เหมือนสมัยของซามูเอล “..แล้วพระกุมารเยซูก็จำเริญขึ้น เป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้าและคนทั้งปวงด้วย” แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าต่อไปเด็กคนนี้จะมีความสำคัญต่อมนุษยชาติขนาดไหน เช่นเดียวกับซามูเอล ที่ต่อไปเขาก็จะเป็นแม่แบบของปุโรหิตที่ดี แล้วก็ช่วยคนของพระเจ้าให้เลิกมีพฤติกรรมผิดๆ..เลิกทำบาปต่อพระเจ้า ดังนั้น เรื่องราวของซามูเอลกับพระเยซูคริสต์จึงเป็นเหมือนภาพซ้อน แค่ต่างที่..ต่างเวลา และต่างกันตรงที่ซามูเอลเป็นแค่ภาพจำลองแต่พระเยซูคริสต์เป็นของจริง
คำพยากรณ์การพิพากษาของเอลีและบุตร
ดู1ซมอ.2:29-30 พระเจ้าใช้ผู้เผยพระวจนะมาหาเอลี และได้เตือนให้เอลีนึกถึงการจัดตั้งปุโรหิตครั้งแรกตั้งแต่สมัยอพยพ รวมถึงทบทวนให้เอลีตระหนักถึงคุณสมบัติของคนที่เป็นปุโรหิต ในข้อที่ 29 พระเจ้าตรัสว่า “เหตุใดเจ้าจึงเหยียบย่ำเครื่องสัตวบูชา”ของเรา” คำว่าของเราคือเตือนให้เอลีกลับมาสังวรณ์ว่า..เครื่องบูชาเนี่ย..คนเขาเอามาถวายพระองค์ เขาไม่ได้ให้เจ้ากับบุตรชั่วทั้งสองคน
“....และให้เกียรติแก่บุตรทั้งสองของเจ้าเหนือเรา..” ตรงนี้เองที่เอลีผิดเต็มๆ เอลีให้เกียรติลูกมากกว่าพระเจ้า การประนีประนอมกับสิ่งที่ลูกทำ มันเท่ากับว่า....”เอลีย้ายพระเจ้าไปนั่งข้างหลัง แล้วปล่อยให้ลูกตัวเองมานั่งข้างหน้าแทน” เรื่องนี้มันให้ข้อคิดกับเรานะ ต่อไปเด็กๆต้องระวังให้ดี เพราะทางที่ง่าย..หรือทางที่เราสะดวกใจบางครั้ง...มันไม่ใช่ทางที่ถูก จริงอยู่ว่าการที่เราจะเตือนใครซักคน...เมื่อเขาทำผิด บางครั้งมันก็ลำบากใจ กลัวเขาเสียใจ กลัวเขาโกรธ กลัวจะผิดใจกัน ก็เลยคิดว่าไม่พูดดีกว่าสบายใจดี...ซึ่งมันผิด เพราะพระเจ้าสอนให้เราเตือนสติซึ่งกันและกัน เพียงแต่เราต้องแน่ใจว่าเราเตือนเขาด้วยความรักจริงๆ แล้วสิ่งที่ควรจะจำไว้อีกอย่างก็คือ “วิธีพูด” มันสำคัญพอๆกับสิ่งที่เราจะพูด
...”และกระทำให้ตัวของเจ้าทั้งหลายอ้วนพี ด้วยส่วนที่ดีที่สุดจากของถวายทุกรายจากอิสราเอลชนชาติของเรา” พระเจ้าใช้คำว่า “เจ้าทั้งหลาย” เป็นพหูพจน์แน่นอน เพราะฉะนั้นคงจะอ้วนกันทั้งครอบครัว จะไม่อ้วนได้ไง...ก็ซัดเนื้อเกรดเอกันซะเต็มคราบ แถมติดมันอีกตะหาก จริงมะ..เพราะไม่ยอมให้เขาเผาไขมันทิ้งบนแท่นบูชาเลย แล้วหลายๆคำในพระคำภีร์ก็บ่งว่า “เอลี” เป็นคนอ้วนมาก เราเลยเข้าใจได้ไม่ยากว่า ความบาปของลูกชายทั้งสองคน เอลีมีส่วนผิดเต็มๆ....ไม่ยอมกำราบลูกให้เด็ดขาด (พ่อแม่หลายคนไม่กล้าเอาจริงกับลูก เพราะเกรงใจ..ไม่อยากให้ลูกเสียความรู้สึก...ซึ่งมันผิด(มหันต์) แล้วบางครั้งเตือนด้วยคำพูดอย่างเดียวไม่ได้ มันต้องมีไม้เรียวด้วยถ้าจำเป็น
กลับมาที่เอลี เอลีไม่ใช่แค่ไม่เอาจริงกับลูก เขายังร่วมเสวยสุขกับเนื้อที่ได้มาอย่างไม่ถูกต้องอีกด้วย เพราะเรารู้จากพระคำภีร์ว่า..เอลีตำหนิลูกชายเรื่องความผิดทางเพศ แต่ไม่เห็นจะเคยพูดถึงเรื่องเนื้อถวายบูชา เพราะตัวเองก็คงจะติดใจในรสชาติเหมือนกัน...ถึงได้ยอมออมชอมกับความบาป ในข้อที่ 30 บอกว่า..พระเจ้าเคยพูดจริงๆ ว่าพงศ์พันธ์อาโรนจะเป็นปุโรหิตที่ปรนนิบัติ พระองค์อยู่ในพลับพลาเสมอ ..”แต่บัดนี้ขอให้การนั้นห่างไกลจากเรา..” (พระเจ้าจะยกเลิกสัญญารึเปล่า) ไม่ใช่..พระเจ้าไม่ได้ตัดระบบปุโรหิตไปจากพงศ์พันธ์นี้ แต่จะตัดแค่บางคนออกไป ไม่ได้ตัดทั้งตระกูล เพราะพระองค์พูดว่า “ผู้ที่ให้เกียรติเรา เราจะให้เกียรติ” (ต่อไป)
ดู1ซมอ.2:34-36 พระเจ้าทรงพิพาษาว่า โฮฟนีกับฟีเนหัส จะตายในวันเดียวกัน....แล้วพระองค์จะทรงเจิมตั้งปุโรหิตคนใหม่ขึ้นมา ซึ่งจะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า แล้วพงศ์พันธ์ของเอลีที่เหลืออยู่ จะได้รับพระพรก็ต่อเมื่อเข้ามากราบไหว้ปุโรหิตผู้สัตย์ซื่อคนนี้
หมดเวลาแล้วค่ะ มาต่อกันในสัปดาห์หน้านะคะ
พระเจ้าอวยพรค่ะ

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553

หนังสือ 1ซามูเอล ครั้งที่1 อาทิตย์ที่ 10:1:2010

หนังสือซามูเอลในพระคำภีร์ของเราจะแบ่งเป็นฉบับที่๑และ๒ แต่พระคำภีร์ของชาวยิวจะรวมเป็นเล่มเดียว และบันทึกเรื่องราวของประเทศอิสราเอลในช่วงประมาณ100ปีหลัง จากสมัยผู้วินิจฉัยแต่ความจริง...ก็ไม่ได้ปรากฎชัดว่าใครเป็นผู้เขียน ที่ได้ชื่อว่าหนังสือ ”ซามูเอล” ก็เพราะซามูเอลเป็นบุคคลสำคัญของเรื่อง แล้วก็เป็นคนที่เจิมตั้งกษัตริย์สองคนแรกให้แก่ประเทศอิสราเอล และพระคำภีร์ฉบับที่เราถือกันอยู่นี้ หนังสือซามูเอลจะอยู่ต่อจากนางรูธ แต่ในต้นฉบับของชาวฮีบรูหนังสือซามูเอลจะอยู่ต่อจากผู้วินิจฉัยเลย.....
ในขณะที่หนังสือผู้วินิจฉัยได้กล่าวถึงคืนวันที่คนอิสราเอลสับสนวุ่นวายและจิตวิญญาณก็ตกต่ำลงเพราะขาดผู้นำ พวกเราคงจำได้ว่าพระเจ้าทรงประทานผวฉ.ให้มาช่วยกอบกู้คนอิสราเอล แต่อิสรภาพของคนอิสราเอลก็ไม่ยั่งยืน(เพราะอะไร)พระคำภีร์บอกไว้ชัดเจน ให้เราย้อนกลับไปดูหนังสือผวฉ.2:19 “เพราะ..เมื่อผู้วินิจฉัยแต่ละคนสิ้นชีวิต อิสราเอลก็กลับประพฤติชั่วอีกแล้วพระเจ้าก็ให้พวกเขาตกเป็นทาสอีก” ซ้ำซากอยู่อย่างงั้น (คุ้นๆมะ)
เราก็อาจจะสรุปได้ว่า(ผู้เขียน)หนังสือผวฉ.คงจะต้องการที่จะเชื่อมโยงระหว่าง”ความตกต่ำทางจิตวิญาณของคนอิสราเอล” ให้สอดคล้องกับ“การที่พวกเขาไม่มีกษัตริย์เป็นผู้นำ...” อันนี้ ถ้าตามความเห็นส่วนตัวของน้าตุ๊กต้องบอกว่า มันน่าจะเป็นมุมมองของมนุษย์...เพราะจริงๆ พระเจ้า..เป็นกษัตริย์ของอิสราเอลอยู่แล้ว โอ.เค.การมีผู้นำมันก็น่าจะทำให้อะไรๆมันเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น แต่ปัญหาต่างๆของอิสราเอลจริงๆแล้วมันเกิดขึ้น...เพราะพวกเขาไม่ติดสนิทกับพระเจ้า ไม่เคร่งครัดกับกฎบัญญัติ และที่สำคัญก็คือยอมออมชอมให้กับความบาป นี่ต่างหากคือสาเหตุหลักที่แท้จริงที่ทำให้พวกเขาต้องลำบาก ระบบกษัตริย์ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรให้คนอิสราเอลเลย ตราบใดที่พวกเขาไม่ยอมมอบกายถวายชีวิตและจิตใจไว้กับพระเจ้า เพราะอย่าลืมว่า...ไม่มีอะไรจะมาแทนที่การปกครองของพระเจ้า...ในหัวใจของเราได้
แต่ยังไงก็ตาม...1ซามูเอลจะเป็นหนังสือที่กล่าวถึงเรื่องราวในขั้นตอนที่พระเจ้าทรงเตรียมกษัตริย์ไว้ให้คนอิสราเอล (ตามที่พวกเขาเรียกร้อง)เพราะฉะนั้น “ซาอูล”กษัตริย์องค์แรกจะเป็นกษัตริย์ในแบบที่คนอิสราเอลต้องการแล้วต้องบอกว่า..มันสมควรแล้วกับคนชาตินี้ ส่วน”ดาวิด” จะเป็นกษัตริย์ในแบบฉบับของพระเจ้า และจะยังไงก็ตามดาวิดก็ได้ชื่อว่า”เป็นผู้ที่ได้กระทำตามพระทัยพระเจ้าจนถึงที่สุด” นอกจากนี้..พระเมสสิยาห์หรือพระเยซูคริสต์ก็ได้มาบังเกิดในเชื้อสายของ ก.ดาวิดด้วย
ในตอนต้นของหนังสือ1ซามูเอลจะเป็นช่วงที่อิสราเอลยังคงเสื่อมลงในทุกๆด้านทั้งการเมืองและศาสนา พระเจ้าจึงทรงตั้ง”ซามูเอล”เป็นผู้นำของอิสราเอลเพื่อ...ที่จะนำให้ประชาชนกลับมาดำเนินบนทางที่ถูกต้อง พวกเขาจะต้องกลับใจใหม่ (อีกครั้ง...หรือจะกี่ครั้งก็ตาม) หันมาโฟกัสที่พระเจ้า.....ไม่ใช่หลงไปเทิดทูนรูปเคารพทั้งหลายทั้งปวงที่ลอยหน้าอยู่บนโลกนี้ และอีกสาเหตุหนึ่งที่พระเจ้าต้องใช้ซามูเอล...ก็เพราะปุโรหิตคนเก่าคือ”เอลี”กับลูกชายทั้งสองคนของเขาคือโฮฟนีกับฟีเนหัส...มันใช้การไม่ได้แล้ว (ผิดเพี้ยน แล้วพฤติกรรมก็ไม่ได้เหมาะสมกับการเป็นปุโรหิต เอาเนื้อหนังความต้องการของตัวเองใหญ่) ถ้าขืนปล่อยไว้ก็มีแต่จะนำความเสื่อมทรามมาให้อิสราเอล
ดังนั้น ในช่วงต้นของหนังสือเล่มนี้จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับกำเนิดของซามูเอล แล้วหลังจากนั้น....อิสราเอลก็จะได้มีกษัตริย์สมใจ โดยซามูเอลนี่เองที่จะเป็นผู้เจิมตั้งกษัตริย์คนสำคัญสองคนแรกคือ ”ซาอูล” กับ ”ดาวิด” ให้แก่อิสราเอล..ตามพระบัญชาของพระเจ้า เพราะฉะนั้น ซามูเอลจะได้ชื่อว่าเป็นทั้งปุโรหิต ผู้เผยพระวจนะ และผู้วินิจฉัยคนสุดท้ายของอิสราเอลด้วย แต่ถ้าเราพบว่านักวิชาการบางคนเขาให้ความเห็นว่าซามูเอลไม่น่าจะเป็นปุโรหิต...ก็ไม่เป็นไรเพราะตรงนั้นมันไม่ใช่ปัญหา หรือว่าเป็นสาระสำคัญอะไรที่เราจะต้องไปหาข้อสรุป และเพื่อเป็นการง่ายต่อการเรียนรู้และเด็กๆจะได้ไม่หลงประเด็น เพราะหนังสือซามูเอลทั้ง๒เล่มก็ค่อนข้างที่จะยาว เราก็เลยจะแบ่งหนังสือ1ซามูเอลออกเป็น ๕ ตอนก็คือ
๑.บทที่ 1-7 คือ สมัยที่ซามูเอลเป็นผู้นำ
๒.บทที่ 8-12 เป็นช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง
๓.บทที่ 13-15 เป็นช่วงที่ซาอูลนำชาติให้มีชัยชนะ
๔.บทที่ 16-19 จะเป็นตอนที่ชื่อเสียงของดาวิดเริ่มดังขึ้นทุกที
และสุดท้ายตอนที่ ๕.ก็เป็นวาระที่ดาวิดต้องหนีจากซาอูล
ตอนที่๑. ซามูเอลเป็นผู้นำชาติ
ดู 1ซมอ.1:1-3/4-7 “เอลคานาห์”เป็นคนเผ่าเลวี(คือเกิดในตระกูลผู้รับใช้พระเจ้า) และอาศัยอยู่บริเวณเทือกเขาในเขตแดนของเผ่าเอฟราอิม บางครั้งก็เลยถูกเรียกว่าเป็นชาวเอฟราอิม ทั้งๆที่ความจริงแล้วเอลคานาห์เป็นคนเผ่าเลวี และเขาก็มีภรรยาสองคนคือฮันนาห์และเปนินนาห์ เปนินนาห์มีลูกหลายคนส่วนฮันนาห์ไม่มีลูกในข้อที่๖.บอกว่าเพราะ”พระเจ้าทรงปิดครรภ์ของนาง” (ผู้เขียนคงมีเจตนาที่จะสื่อให้เข้าใจว่า การที่ฮันนาห์ไม่มีลูกนั้น..เป็นพระประสงค์ที่เจาะจงของพระเจ้า) แล้วทุกปีครอบครัวนี้ก็จะเดินทางไปนมัสการพระเจ้าที่ชิโลห์....เพราะเป็นที่ที่พลับพลาของพระเจ้าตั้งอยู่ในตอนนั้น (เมืองชิโลห์ ตั้งอยู่ห่างไปทางเหนือของกรุงเยรูซาเล็มประมาณ20ไมล์) เอลคานาห์ซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัว...ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ทำตามประเพณีของชาวยิวทุกอย่าง ตั้งแต่ไปร่วมฉลองเทศกาลสำคัญทางศาสนา พอถวายบูชาแล้ว..ก็มีการรับเนื้อบางส่วนกลับคืนมา รับประทานร่วมกันที่พลับพลาของพระเจ้าเลย (ตามที่ระบุไว้ในธรรมบัญญัติ) เปิดไปดูฉธบ.12:17-18 “...อย่ารับประทานของถวายเหล่านี้ที่บ้านตัวเอง แต่ให้มาร่วมดื่มกินต่อหน้าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านที่พลับพลาอย่างพร้อมหน้าทั้งลูกหลานและบริวาร และปิติยินดีในการงานทุกอย่างที่ท่านได้ทำ” แต่...ฮันนาห์คงไม่ปลื้มงานเลี้ยงนี้ซักเท่าไหร่ เพราะอะไร...ในข้อที่๖.บอกว่า“เปนินนาห์ถือโอกาสนี้พูดจาเยาะเย้ยถากถาง ที่ฮันนาห์ไม่มีลูก...ปีแล้วปีเล่า...อย่างไม่ยอมลดลาวาศอก” วาระแห่งความชื่นชมยินดีในพระเจ้าคงเป็นช่วงเวลาที่ยากสุดๆสำหรับฮันนาห์ เราน่าจะพอนึกออกว่าเวลาอยู่บ้าน...เมียน้อยกับเมียหลวงคงจะอยู่กันคนละเต๊นท์ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องมานั่งประจัญหน้าร่วมโต๊ะอาหารกันทุกวัน แต่พอถึงเวลาที่ต้องไปชิโล่ห์ มันเลี่ยงไม่ได้...ที่จะต้องเจอกันตั้งแต่ตอนเดินทาง กินอยู่หลับนอน แล้วก็ต้องกินอาหารร่วมกันต่อหน้าพระเจ้าที่พลับพลาด้วย ลองคิดดูว่าช่วงเวลานั้น...ฮันนาห์จะทุกข์ใจแค่ไหน
ดู1ซมอ.1:10-11 เมื่อการดื่มกินที่พลับพลาสิ้นสุดแล้ว ฮันนาห์ก็ตรงไปที่พลับพลาแล้วนางก็”เทใจอธิฐานต่อพระเจ้า” ขอให้พระองค์มองเห็นความทุกข์ใจของเธอซักครั้ง...พร้อมทั้งวิงวอนให้พระเจ้าได้โปรดประทานลูกให้เธอซักคน แล้วฮันนาห์สัญญาว่าจะถวายลูกเป็นนาศีร์ให้รับใช้พระเจ้าตลอดไป
ดู1ซมอ.1:12-14 ตอนที่ฮันนาห์อธิฐานอยู่ “เอลี” (ซึ่งเป็นปุโรหิตในตอนนั้น) ก็จับตาดูอยู่แล้วสังเกตุเห็นว่าฮันนาห์เอาแต่ทำปากหมุบหมิบแล้วก็ร้องไห้คร่ำครวญ เอลีก็นึกว่า “สงสัยผู้หญิงคนนี้จะเมา”(เพราะเพิ่งเสร็จจากการดื่มกินกัน) เอลีก็เลยตำหนิฮันนาห์แล้วก็คงจะพูดประมาณว่า“จะเมาไปถึงไหน นี่.ถ้ากินแล้วเป็นหยั่งงี้ทีหลังอย่ากินเลย”(ประมาณนั้น)
ดู1ซมอ.1:16-17 พอเห็นเอลีพูดอย่างงั้น ฮันนาห์ก็เลยรีบชี้แจงว่า ”เปล่า...เธอไม่ได้เมาแต่กำลังระบายความทุกข์ใจแสนสาหัสต่อพระเจ้า ที่ร้องไห้คร่ำครวญก็เพราะจิตวิญญาณที่ทุรนทุรายหาความสุขไม่ได้ต่างหาก” พอได้ยินอย่างงั้นเอลีถึงได้เข้าใจ แล้วก็อวยพรให้พระเจ้าตอบคำอธิฐานของฮันนาห์” หลังจากนั้นฮันนาห์ก็มีกะจิตกะใจดีขึ้น (ดีขึ้นทันทีหลังจากที่อธิฐาน...ด้วยน้ำตานองหน้า เพราะรู้สึกว่ามีความหวังขึ้นมาอย่างอัศจรรย์)
ดู1ซมอ.1:20-22 พอกลับมาอยู่บ้านที่รามาห์ได้ไม่นาน ฮันนาห์ก็ท้องแล้วก็คลอดลูกชายคนหนึ่งตั้งชื่อว่า”ซามูเอล” หลังจากนั้นไม่นานเทศกาลฉลองก็มาถึง เป็นเวลาที่เอลคานาห์ต้องพาครอบครัวเดินทางไปนมัสการพระเจ้าที่ชิโลห์แต่ครั้งนี้ฮันนาห์ไม่ได้ไปด้วยเพราะซามูเอลยังไม่หย่านม แต่ฮันนาห์ตั้งใจว่าปีหน้าเธอจะพาซามูเอลไปที่ชิโลห์...แล้วก็ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับพระเจ้า คือถวายเขาให้อยู่รับใช้พระเจ้าที่นั่นเลย
บทเพลงของนางฮันนาห์
เมื่อฮันนาห์มอบถวายซามูเอลกลับคืนแด่พระเจ้าแล้ว เธอก็ได้อธิฐานเป็นบทเพลงที่มีความหมายเล็งถึง...ความชื่นชมยินดีในพระเจ้า ของคนที่หมดแรง...พ่ายแพ้...หรือรู้สึกจนมุม...ไร้ค่า ฮันนาห์เป็นพยานว่า...พระเจ้าจะทรงทำให้เขากล้าที่จะลุกขึ้นยืน...เผชิญกับปัญหา....และเดินต่อไปได้ คำว่า”...ปากของข้าพเจ้าก็อ้ากว้างเข้าใส่ศัตรู..” ..สำหรับนางฮันนาห์แล้ว มันคงหมายถึง”ความมั่นใจและกำลังใจที่กลับคืนมาอย่างเหลือเชื่อ”
ในข้อที่๓.บอกว่า”อย่าพูดโอหังอีกต่อไปเลย อย่าให้ความจองหองออกมาจากปากของเจ้า..” เพราะถ้าทำอย่างงั้นแล้ว วันหนึ่งคงต้องเสียใจ “.เพราะการกระทำทั้งหลายพระเจ้าเป็นผู้ชั่งตรวจ”
คือพระองค์เป็นผู้พิพากษาทุกสรรพสิ่ง และพระองค์ไม่โปรดจิตใจที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง ในข้อนี้จึงเป็นการชี้นำพวกเราให้มีใจที่ถ่อมลง
ในข้อที่๔.บอกว่า”คันธนูของผู้มีกำลังก็หัก แต่ผู้ที่ซวนเซก็ได้กำลังมาคาดเอว..” แปลว่า...สิ่งที่ตาเรามองเห็นมันอาจไม่เป็นอย่างที่คิดเสมอไป...พระเจ้าทรงพลิกทุกสถานการณ์ได้ เพราะฉะนั้น จงอย่าวางใจในสิ่งของบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธยุทโธปกรณ์ ทรัพย์สินเงินทอง เกียรติยศชื่อเสียง หรือแม้แต่เรี่ยวแรงกำลัง-สติปัญญาของตัวเอง
ในข้อที่๖.บอกว่า”..พระเจ้าทรงประหารและทรงให้มีชีวิต พระองค์ทรงนำลงไปถึงแดนคนตายและก็นำขึ้นมา” อันนี้เป็นนิมิตรหรือหมายสำคัญที่เล็งถึงพระเยซูคริสต์ เพราะฉะนั้น ข้อนี้เป็นสิ่งที่ย้ำให้เราได้ตระหนักว่า “พระคำภีร์ทุกบททุกตอน ได้รับการดลใจจากพระเจ้าทั้งหมด” เพราะอะไร นางฮันนาห์เป็นใคร เป็นชาวบ้านธรรมดาแต่บทเพลงคำอธิฐานของเธอพยากรณ์ไปถึงการเสด็จมาของจอมกษัตริย์ คือ พระเยซูคริสต์ เพราะฉะนั้น ทุกเรื่องในพระคำภีร์..ไม่ว่าใครจะเป็นคนเขียนก็ตาม เราเชื่อว่าเขาต้องได้รับการทรงนำจากพระเจ้า
ดูข้อที่ 8-9 “..เพราะว่ามนุษย์จะชนะด้วยกำลังของตนก็หาไม่” ความหมายที่บางคนขัดใจ...เพราะเราหวังหรือพึ่งพาไม่ได้แม้แต่ความดีของตัวเอง มีหลายคนถามน้าตุ๊กว่าในทางของพระเจ้าเนี่ยทำดีแล้วจะได้ดีมั๊ย อันนี้มันขึ้นอยู่กับว่า”ความดี”ที่เขาพูดมันหมายถึงอะไร ถ้าหมายถึงความรอดก็ต้องตอบตามตรงว่า”ไม่ได้” ไม่ใช่เพราะพระเจ้าไม่แฟร์ ไม่ยอมให้คนที่ทำดีได้รอด แต่ความจริงก็คือ..มันไม่มีมนุษย์หน้าไหนที่สามารถทำดีได้อย่างสมบูรณ์แบบ...จนตัวเองรู้สึกได้จริงๆว่า เฮ้ย..ชั้นนี่แหละดีจริง และสมควรสุดๆที่จะได้ไปสวรรค์ (มันไม่มี) ทีนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่า”ถ้างั้นทำดีแล้วจะได้อะไร “ก็ได้ทำไง”..เอาเป็นว่า ได้ทำสิ่งที่ดีก็น่าจะพอแล้ว อย่าไปคิดว่าจะต้องได้อะไรตอบแทน แล้วเราจะเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า ซึ่งอันนี้ถือเป็นการกตัญญูต่อพระองค์ที่ทรงประทานความรอดให้กับเราฟรีๆผ่านทางความเชื่อนะ..ไม่ใช่เพราะความดีของเรา.....(อย่าสับสน) เพราะในข้อนี้บันทึกไว้ว่า ”ทรงกระทำให้เขาได้นั่งร่วมกับเจ้านายและได้ที่นั่งอันมีเกียรติเป็นมรดก”และ”เพราะว่ามนุษย์จะชนะด้วยกำลังของตนก็หาไม่”
สุดท้ายในข้อที่ 10 บอกว่า”...พระเจ้าจะทรงพิพากษาที่สุดปลายพิภพ” อันนี้พยากรณ์ถึงยุคสุดท้ายของแผ่นดินโลก...ว่าศัตรูของพระเจ้าจะต้องพินาศไป ศัตรูก็คือมารกับการงานของมัน และก็ทุกอย่างที่ไม่ได้อยู่ในทางของพระเจ้า รวมถึงคนที่ไม่เชื่อด้วย”ที่ต้องแตกเป็นชิ้น”คือต้องถูกพิพากษาเมื่อวันเวลานั้นมาถึง
และข้อนี้ก็ยังบอกต่อไปว่า”..พระองค์จะทรงประทานกำลังแก่พระราชาของพระองค์ และจะทรงเสริมอำนาจของผู้ที่พระองค์ทรงเจิมไว้” ซึ่งก็คือ..พระเยซูคริสต์ นั่นหมายความว่าเมื่อวันพิพากษามาถึงเราทุกคนที่เชื่อในพระเยซู..ก็จะได้รับศักดิ์ศรีให้ครอบครองร่วมกับพระองค์ด้วย บทเพลงของฮันนาห์ก็จบลงตรงนี้...
สัปดาห์หน้าเราจะไม่เจอกัน ครูหนุ่ยจะเข้ามาทักทายพวกเรา แล้วอาทิตย์ที่ 24:1:2010 เรามาต่อหนังสือซามูเอลบทที่๓.กันนะคะ พระเจ้าอวยพรค่ะ